โดนัลด์ ทรัมป์ เปรยอาจลดภาษีให้จีน หากยอมขาย TikTok

โดนัลด์ ทรัมป์ เปรยอาจลดภาษีให้จีน หากยอมขาย TikTok

27 มี.ค. 2568 11:55 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ เปรยอาจลดภาษีให้จีน หากยอมขาย TikTok

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่าเขายินดีที่จะลดภาษีนำเข้าให้กับจีน หาก “ไบต์แดนซ์” บริษัทแม่ของ TikTok ยอมขายแอปวิดีโอสั้นที่ชาวอเมริกัน 170 ล้านคนใช้

ไบต์แดนซ์มีกำหนดเส้นตายในวันที่ 5 เม.ย. ในการหาผู้ซื้อ TikTok ที่ไม่ใช่บริษัทจีน มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการแบนของสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งควรจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ภายใต้กฎหมายปี 2024 ทรัมป์กล่าวว่าเขายินดีที่จะขยายกำหนดเส้นตายออกไป หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับแอปโซเชียลมีเดียดังกล่าวได้

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 26 มี.ค. ว่า “ในส่วนของ TikTok จีนจะต้องมีบทบาทในเรื่องนี้ อาจจะในรูปแบบของการอนุมัติก็ได้ และผมคิดว่าพวกเขาจะทำอย่างนั้น บางทีผมอาจจะลดภาษีให้พวกเขาเล็กน้อยหรือทำอะไรสักอย่างเพื่อให้มันสำเร็จ” ด้าน TikTok ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้ 

การขอให้จีนตกลงทำข้อตกลงใดๆ เพื่อยอมสละการควบคุม TikTok ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์นั้นถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในการสรุปข้อตกลง ทรัมป์เคยใช้เรื่องภาษีนำเข้าเป็นเครื่องต่อรองในการเจรจา TikTok มาแล้วในอดีต

เมื่อวันที่ 20 มกราคม ซึ่งเป็นวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง เขาเตือนว่าเขาอาจเรียกเก็บภาษีจากจีนได้ หากจีนไม่อนุมัติข้อตกลงของสหรัฐฯ กับ TikTok เมื่อต้นเดือนนี้ ทรัมป์ได้ขึ้นภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากจีนทั้งหมดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์

รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ กล่าวว่าเขาคาดหวังว่าเงื่อนไขทั่วไปของข้อตกลงที่แก้ไขความเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย จะเป็นไปตามนี้ ถึงวันที่ 5 เมษายน

อนาคตของ TikTok แอปฯ ที่ชาวอเมริกันเกือบครึ่งใช้อยู่นั้น เผชิญไม่แน่นอนตั้งแต่การผ่านกฎหมายเมื่อปีที่แล้วด้วยการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ที่กำหนดให้ ByteDance ต้องขาย TikTok ภายในวันที่ 19 มกราคม

แอปฯ ดังกล่าวหยุดทำงานชั่วคราวในเดือนมกราคมหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ รับรองการแบนดังกล่าว แต่กลับมาใช้งานได้อีกครั้งไม่กี่วันต่อมาหลังทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง ทรัมป์ออกคำสั่งฝ่ายบริหารอย่างรวดเร็ว เพื่อเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายออกไปเป็นวันที่ 5 เมษายน และกล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่าเขาสามารถขยายกำหนดเวลานั้นออกไปได้อีกเพื่อให้เขามีเวลาในการตรวจสอบข้อตกลง.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

แมวเมนคูนสหรัฐฯ ครองสถิติกินเนสส์ หางยาวที่สุดในโลก 47 ซม. (คลิป)

แมวเมนคูนสหรัฐฯ ครองสถิติกินเนสส์ หางยาวที่สุดในโลก  47 ซม. (คลิป)

27 มี.ค. 2568 11:08 น.

แมวเมนคูนสหรัฐฯ ครองสถิติกินเนสส์ หางยาวที่สุดในโลก 47 ซม. (คลิป)

แมวพันธุ์เมนคูนในสหรัฐฯ ได้รับการบันทึกสถิติให้เป็นแมวที่มีหางยาวที่สุดในโลก จากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ด้วยหางที่ยาวถึง 18.5 นิ้ว หรือราว 47 เซนติเมตร

แมวพันธุ์เมนคูนในสหรัฐฯ ได้รับการบันทึกสถิติให้เป็นแมวที่มีหางยาวที่สุดในโลก จากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ด้วยหางที่ยาวถึง 18.5 นิ้ว หรือราว 47 เซนติเมตร

แมวตัวนี้มีชื่อว่า มิสเตอร์ พักส์ลีย์ อัดดัมส์ ซึ่งตั้งชื่อตาม ตัวละครในการ์ตูนและภาพยนตร์เรื่อง “ดิ แอดดัมส์ แฟมิลี” (The Addams Family) ตามลูกชายของครอบครัวนี้ ซึ่งก็คือ พักสลีย์ (Pugsley) เป็นแมวพันธุ์เมนคูนสีเงินจากรัฐมินนิโซตา โดยอะแมนดา คาเมรอน เจ้าของของพักส์ลีย์ วัย 2 ปี กล่าวว่า หางของมันยาวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

เธอจำได้ว่ามีการพูดถึงเรื่องหางของมัน หลังจากการพาไปหาสัตวแพทย์ครั้งแรก แต่เธอไม่ได้คิดอะไรมากจนกระทั่งกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในการพาไปหาหมอครั้งต่อไปในอีก 6 เดือนต่อมา

หลังจากบอกกับฟินลีย์ และโจเซฟีน ลูกชายและลูกสาวของเธอ อะแมนดาเล่าว่าพวกเขาได้ทำการหาข้อมูลเกี่ยวกับแมวที่ครองตำแหน่งกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ตัวปัจจุบัน และพบว่าพักส์ลีย์สามารถเอาชนะได้สำเร็จ”

ครอบครัวบอกว่า พักส์ลีย์เป็นแมวที่มีนิสัยอยากรู้อยากเห็น ชอบผจญภัย และชอบสร้างปัญหาอีกด้วย อะแมนดาบอกว่ามันเป็นแมวที่มีความคิดสร้างสรรค์มาก เมื่อต้องคิดหาวิธีใหม่ๆ ที่จะซุกซน แต่มันก็เป็นแมวใจดี เอาใจใส่ และรักเจ้าของ

พักสลีย์มีน้องสาวสองตัวชื่อวินนี่และดัตเชส และพี่ชายหนึ่งคน ซึ่งตั้งชื่อตามโกเมซ หัวหน้าครอบครัวแอดดัมส์ แฟมิลี ซึ่งอะแมนดาบอกว่ามันไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการกอด มันเป็นแมวโรแมนติกและชอบแสดงความรัก

ครอบครัวเชื่อว่าพักสลีย์รู้ดีถึงหางอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน เพราะการแสดงออกอย่างชัดเจนของมัน และการสร้างความเกะกะอยู่เสมอ

ครอบครัวซึ่งเป็นคนดังในท้องถิ่นบอกว่านอกจากหางอันน่ารักของมันแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รักมันเพราะว่ามันมีท่าทีสงบและมีเหตุผล “มันเป็นเด็กที่น่ารัก” และครอบครัวกำลังคิดว่าแมวตัวนี้อาจสามารถสร้างสถิติอื่นๆ ได้อีกหรือไม่ และวางแผนที่จะคอยจับตาดูมันในขณะที่มันเติบโตต่อไป.

ที่มา CBS 19 News

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ทรัมป์เดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ เพิ่มความตึงเครียดในสงครามการค้า

ทรัมป์เดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ เพิ่มความตึงเครียดในสงครามการค้า

27 มี.ค. 2568 09:36 น.

ทรัมป์เดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ เพิ่มความตึงเครียดในสงครามการค้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์สูงสุดถึง 25% ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตของสงครามการค้าที่กำลังสร้างความตึงเครียดไปทั่วโลก

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อวันพุธที่ 26 มีนาคมตามเวลาในท้องถิ่น ที่จะเดินหน้าแผนการเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ โดยเริ่มต้นที่อัตรา 2.5% และจะเพิ่มเป็น 25% ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตของสงครามการค้า ที่เขาจุดชนวนขึ้นหลังจากกลับเข้าดำรงตำแหน่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

โดยผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์คาดการณ์ว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ราคารถยนต์สูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อการผลิต

ทรัมป์มองว่าภาษีเป็นเครื่องมือในการเพิ่มรายได้เพื่อชดเชยการลดภาษีที่เขาให้คำมั่นไว้ และฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ที่ซบเซามาเป็นเวลานาน โดยภาษีนำเข้าดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 เมษายน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่เขาวางแผนจะประกาศมาตรการภาษีตอบโต้กับประเทศที่สร้างปัญหาขาดดุลการค้าให้กับสหรัฐฯ 15 ประเทศ หรือ Dirty 15 ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย

การจัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ใหม่จะเริ่มต้นในวันที่ 3 เมษายน ซึ่งนอกจากรถยนต์แล้ว มาตรการนี้ยังครอบคลุมถึงรถบรรทุกขนาดเล็กด้วย

คำสั่งนี้อ้างอิงมาตรา 232 ของกฎหมายการค้าปี 1962 ซึ่งการสอบสวนในปี 2019 พบว่าการนำเข้ารถยนต์ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ แต่ทรัมป์ในขณะนั้นยังไม่ใช้มาตรการภาษี

อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้เบื้องต้นจะยังยกเว้นชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นไปตามข้อตกลงการค้า US-Mexico-Canada Agreement (USMCA) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทรัมป์เจรจาไว้ในสมัยแรกที่ดำรงตำแหน่ง ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวอนุญาตให้การค้าสินค้าระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ได้รับการยกเว้นภาษี แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีก หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กับหน่วยงานศุลกากรของสหรัฐฯ (CBP) ร่วมกันพิจารณาเพื่อกำหนดกระบวนการเก็บภาษีจากส่วนประกอบที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯต่อไป

ในปี 2024 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้ายานยนต์มูลค่า 474,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีมูลค่า 220,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดไปยังสหรัฐฯ ได้แก่ เม็กซิโก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา และเยอรมนี ซึ่งล้วนเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ โดยทรัมป์จะให้ระยะเวลาผ่อนผันไม่เกินหนึ่งเดือนสำหรับการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ ก่อนที่ภาษีนำเข้าใหม่จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ

ตลาดหุ้นร่วงหนัก

ก่อนหน้าที่ทรัมป์จะประกาศแผนดังกล่าว ราคาหุ้นของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่ามาตรการภาษีอาจสร้างแรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ซึ่งกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีของทรัมป์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดในแดนลบจากความกังวลเกี่ยวกับภาษีนำเข้า โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 1.1% ก่อนการแถลงข่าวของทรัมป์ และตลอดเดือนมีนาคม ดัชนีลดลงมากกว่า 4% ซึ่งถือว่าลดลงต่ำที่สุดในรอบเกือบหนึ่งปี

นอกจากนี้ ดัชนีล่วงหน้าของ S&P 500 ยังลดลงอีก 0.4% ในช่วงเย็นวันพุธ ซึ่งส่งสัญญาณถึงการเปิดตลาดที่อ่อนแอในวันพฤหัสบดี

ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม ทรัมป์ได้ประกาศและชะลอการเรียกเก็บภาษีจากแคนาดาและเม็กซิโก โดยอ้างว่าเป็นการลงโทษที่ทั้งสองประเทศปล่อยให้สารเสพติดเฟนทานิลไหลเข้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ เขายังเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในประเด็นเดียวกัน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศเรียกเก็บภาษีสูงจากการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม และได้กล่าวถึงแผนเรียกเก็บภาษีตอบโต้ทั่วโลก ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันที่ 2 เมษายน

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์

การเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลให้ราคารถยนต์ในสหรัฐฯ สูงขึ้นหลายพันดอลลาร์ ซึ่งอาจทำให้ยอดขายรถยนต์ใหม่ลดลง และนำไปสู่การสูญเสียตำแหน่งงานในอุตสาหกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐฯ พึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนเป็นอย่างมาก

 เจนนิเฟอร์ ซาฟาเวียน ประธานและซีอีโอของ Autos Drive America ซึ่งเป็นกลุ่มการค้าของผู้ผลิตรถยนต์ต่างประเทศ กล่าวในแถลงการณ์ว่า ในช่วงเวลาที่ราคาคือปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ชาวอเมริกัน ผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ กำลังพยายามนำเสนอรถยนต์ที่มีราคาจับต้องได้ให้กับผู้บริโภค แต่ภาษีที่กำหนดในวันนี้จะทำให้ต้นทุนการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในสหรัฐฯ สูงขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลให้ราคาสูงขึ้น ตัวเลือกของผู้บริโภคลดลง และตำแหน่งงานในภาคการผลิตของสหรัฐฯ ลดลง

นานาชาติประณามการตัดสินใจของทรัมป์

การประกาศภาษีนำเข้าดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสหภาพยุโรป และนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ซึ่งระบุว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการโจมตีโดยตรงต่อแรงงานชาวแคนาดา

ขณะที่อัวร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอ็น ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปก็ออกมาประณามการตัดสินใจของสหรัฐฯ โดยเธอรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการกำหนดภาษีนำเข้ารถยนต์จากยุโรป.

ที่มา : Channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภาษีรถยนต์

เวียดนามขยับแล้ว ลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ-ไฟเขียว Starlink หวั่นเจอทรัมป์ขึ้นภาษีตอบโต้ Dirty 15

เวียดนามขยับแล้ว  ลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ-ไฟเขียว Starlink หวั่นเจอทรัมป์ขึ้นภาษีตอบโต้ Dirty 15

27 มี.ค. 2568 09:24 น.

เวียดนามขยับแล้ว ลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ-ไฟเขียว Starlink หวั่นเจอทรัมป์ขึ้นภาษีตอบโต้ Dirty 15

เวียดนามประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ และ ไฟเขียว Starlink ทดลองให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในประเทศ หวั่นเจอทรัมป์ขึ้นภาษีตอบโต้กลุ่ม Dirty 15

วันที่ 27 มีนาคม 2568 กระทรวงการคลังเวียดนาม ออกแถลงการณ์ระบุว่า เวียดนามจะเดินหน้าปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ หลายรายการ รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และรถยนต์ นอกจากนี้ เวียดนามยังเตรียมยกเลิกภาษีนำเข้าก๊าซอีเทน พร้อมลดภาษีสินค้านำเข้าอื่น ๆ เช่น น่องไก่ อัลมอนด์ แอปเปิล เชอร์รี และผลิตภัณฑ์ไม้จากสหรัฐฯ โดยรัฐบาลประกาศว่า การปรับลดภาษีจะมีผลบังคับใช้ทันทีภายในเดือนนี้

โดยแถลงการณ์ระบุว่า อัตราภาษีนำเข้า LNG จากสหรัฐฯ จะถูกลดลงเหลือ 2% จากเดิม 5% ขณะที่ภาษีนำเข้ารถยนต์ลดลงเหลือ 32% จากเดิมที่อยู่ในช่วง 45-64% และภาษีเอทานอลลดลงจาก 10% เหลือ 5%

ขณะเดียวกัน เวียดนามยังไฟเขียวให้บริษัท SpaceX ของอีลอน มัสก์ ทดลองให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ในประเทศ โดยรัฐบาลเวียดนามยังคงถือครองกรรมสิทธิ์บริการอย่างเต็มรูปแบบ

นายเหงียน กว็อก หุ่ง หัวหน้าฝ่ายนโยบายภาษีของกระทรวงการคลังเวียดนามกล่าวว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับสมดุลการค้ากับประเทศคู่ค้า และเพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังเวียดนามมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 123,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว

ขณะที่ ปัจจุบันเวียดนามเป็นประเทศที่มีดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงเป็นอันดับ 3 รองจากจีนและเม็กซิโก โดยสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของเวียดนาม คิดเป็นเกือบ 30% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ทำให้การค้ากับสหรัฐฯ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจเวียดนาม

ทางด้านนักวิเคราะห์มองว่า นี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เวียดนามใช้เพื่อลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ และเลี่ยงการถูกเก็บภาษีตอบโต้จากทรัมป์ ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลพยายามลดแรงเสียดทานทางการค้ากับสหรัฐฯ ขณะที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าทรัมป์จะพอใจกับแนวทางนี้หรือไม่ หรือเวียดนามอาจต้องเผชิญมาตรการกดดันทางภาษีเพิ่มเติมในอนาคต

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์มีแผนประกาศมาตรการเก็บภาษีตอบโต้ประเทศคู่ค้าหลายประเทศ ที่เรียกว่ากลุ่ม Dirty 15 ที่รวมไปถึงเวียดนาม และไทย ในวันที่ 2 เมษายน โดยเล็งเป้าหมายไปที่ประเทศที่มีอัตราภาษีนำเข้าหรือกำแพงภาษีสูงต่อสินค้าสหรัฐฯ แม้จะมีการส่งสัญญาณว่าอาจมีบางประเทศได้รับข้อยกเว้น

ทั้งนี้ Dirty 15 หมายถึง 15 ประเทศที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ประกาศจะใช้ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 เมษายนนี้เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ ซึ่งรายชื่อประเทศในกลุ่ม Dirty 15 ได้แก่ จีน สหภาพยุโรป เม็กซิโก เวียดนาม ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา อินเดีย ไทย สวิตเซอร์แลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และแอฟริกาใต้.

คิมจองอึน ทดสอบโดรน AI ฆ่าตัวตาย หวังเป็นผู้นำด้านอากาศยานไร้คนขับทางทหาร

คิมจองอึน ทดสอบโดรน AI ฆ่าตัวตาย หวังเป็นผู้นำด้านอากาศยานไร้คนขับทางทหาร

27 มี.ค. 2568 08:18 น.

คิมจองอึน ทดสอบโดรน AI ฆ่าตัวตาย หวังเป็นผู้นำด้านอากาศยานไร้คนขับทางทหาร

คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ควบคุมการทดสอบโดรนฆ่าตัวตายที่มีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมย้ำว่าการควบคุมแบบไร้คนขับและความสามารถด้าน AI เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการพัฒนายุทโธปกรณ์สมัยใหม่

สำนักข่าว KCNA ของเกาหลีเหนือรายงานว่านาย คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เดินทางไปควบคุมการทดสอบโดรนฆ่าตัวตายที่มีปัญญาประดิษฐ์ด้วยตัวเอง และยังได้ตรวจสอบโดรนลาดตระเวนที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ ซึ่งสามารถตรวจจับเป้าหมายทางยุทธวิธีและกิจกรรมของศัตรูต่างๆ บนบกและในทะเลได้

โดยนายคิมย้ำว่า อุปกรณ์ไร้คนขับและปัญญาประดิษฐ์ควรได้รับการจัดลำดับความสำคัญสูงสุดและพัฒนาในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย เพื่อให้เกาหลีเหนือได้เป็นผู้นำในการแข่งขันของอากาศยานไร้คนขับอัจฉริยะ สำหรับการใช้งานทางทหาร

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐแสดงให้เห็น UAV แบบปีกคงที่ พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายรูปทรงรถถัง ก่อนที่จะระเบิดไฟลุกท่วม โดยจะเห็นนายคิมเดินไปกับผู้ช่วย และยังเห็นเหมือนโดรนขนาดใหญ่กว่าเครื่องบินขับไล่ทั่วไปจอดอยู่บนลานจอดเครื่องบินในพื้นหลัง

นอกจากนี้ยังมีภาพของนายคิมเดินขึ้นบันไดไปยังประตูเครื่องบินขนาดใหญ่ที่มีสี่เครื่องยนต์และโดมเรดาร์ติดตั้งอยู่บนลำตัวเครื่องบิน และดูเครื่องบินบินผ่านในระดับต่ำ

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือได้ผลักดันอย่างหนักในการพัฒนาโดรน รวมถึงกระสุนกามิกาเซ่ โดยโครงการนี้คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือทางทหารที่เพิ่มขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียในช่วงปีที่ผ่านมา

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

ทรัมป์เอาจริง ประกาศตั้งกำแพงภาษีรถยนต์นำเข้า 25% เริ่ม 2 เม.ย.นี้

ทรัมป์เอาจริง ประกาศตั้งกำแพงภาษีรถยนต์นำเข้า 25% เริ่ม 2 เม.ย.นี้

27 มี.ค. 2568 07:01 น.

ทรัมป์เอาจริง ประกาศตั้งกำแพงภาษีรถยนต์นำเข้า 25% เริ่ม 2 เม.ย.นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งกำแพงภาษีรถยนต์นำเข้าและชิ้นส่วน ในอัตรา 25% โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 เม.ย.นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศในวันพุธที่ 26 มี.ค. 2568 ว่า เขาจะเก็บภาษีศุลกากรรถยนต์ทุกคันที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 25% โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ ทำให้แนวโน้มสงครามการค้าโลกรุนแรงขึ้นอีก

ตามการเปิดเผยของนาย แฮร์ริสัน ฟีลด์ส ผู้ช่วยพิเศษของโดนัลด์ ทรัมป์ และรองเลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาวสหรัฐฯ มาตรการภาษีล่าสุดของนายทรัมป์ จะส่งผลต่อรถยนต์โดยสารที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ไม่ว่าจะรถซีดาน, เอสยูวี, ครอสโอเวอร์, มินิแวน หรือรถคาร์โก แวน กับรถบรรทุกขนาดเล็ก

นอกจากนั้น จะเก็บภาษีในอัตรา 25% สำหรับส่วนประกอบสำคัญในการผลิตรถยนต์ เช่น เครื่องยนต์, ระบบเกียร์, ระบบส่งกำลัง และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ และอาจมีการขยายกำแพงภาษีไปยังส่วนประกอบอื่นๆ เพิ่มเติมหากจำเป็น

อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีนี้จะไม่ส่งผลต่อชิ้นส่วนรถยนต์ที่ทำตามข้อกำหนดในข้อตกลง สหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา จนกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับกรมศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP) จะกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อบังคับใช้มาตรการภาษีกับสินค้าที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เซเลนสกีหวัง สหรัฐฯ ไม่เลิกคว่ำบาตรแลกหยุดยิง ตามรัสเซียเรียกร้อง

เซเลนสกีหวัง สหรัฐฯ ไม่เลิกคว่ำบาตรแลกหยุดยิง ตามรัสเซียเรียกร้อง

27 มี.ค. 2568 06:33 น.

เซเลนสกีหวัง สหรัฐฯ ไม่เลิกคว่ำบาตรแลกหยุดยิง ตามรัสเซียเรียกร้อง

เซเลนสกีหวังสหรัฐฯ จะไม่ยอมยกเลิกคว่ำบาตรรัสเซีย ตามที่มอสโกใช้เป็นเงื่อนไขให้พวกเขายอมหยุดยิงในทะเลดำ เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือพาณิชย์

เมื่อวันพุธที่ 26 มี.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส โดยระบุว่า เขาหวังว่าสหรัฐฯ จะเข้มแข็งต่อไปท่ามกลางข้อเรียกร้องจากรัสเซียที่ต้องการให้ยกเลิกการคว่ำบาตร เป็นเงื่อนไขแลกกับการหยุดยิงในทะเลดำ เพื่อเปิดเส้นทางปลอดภัยให้แก่เรือพาณิชย์

ทั้งนี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ผู้แทนจากรัสเซียกับยูเครนเห็นชอบร่วมกันที่จะหยุดยิงในทะเลดำ หลังจากพวกเขาหารือกับเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ที่กรุงริยาด ของซาอุดีอาระเบีย แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา รัฐบาลเครมลินของรัสเซียกลับออกแถลงการณ์ระบุเงื่อนไขในการหยุดยิงหลายข้อ

ข้อเรียกร้องของรัสเซียรวมถึง ยกเลิกการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกทั้งหมดที่กระทำต่อสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายทางการเกษตรของพวกเขา และฟื้นฟูการเข้าถึงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว หรือ “Swift” ให้แก่พวกเขา

ต่อมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า รัฐบาลของเขากำลังพิจารณาข้อเรียกร้องของรัสเซียเรื่องการยกเลิกการคว่ำบาตร แต่สหภาพยุโรปยืนยันในวันพุธว่า พวกเขาจะไม่พิจารณายกเลิกคว่ำบาตร ก่อนที่รัสเซียจะถอนทหารออกจากดินแดนของยูเครนที่นานาชาติให้การยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข

ล่าสุดเซเลนสกีให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวจากทั่วยุโรปในกรุงปารีส โดยนักข่าวบีบีซีถามว่า สหรัฐฯ จะต่อต้านแรงกดดันจากรัสเซียหรือไม่ เซเลนสกีตอบว่า “ผมหวังเช่นนั้น พระเจ้าอำนวยพร พวกเขาจะทำ แต่เราต้องรอดูกันต่อไป”

ผู้นำยูเครนพูดต่อด้วยว่า เขารู้สึกขอบคุณการสนับสนุนแบบทวิภาคีจากสหรัฐฯ มากๆ แต่เขาก็กังวลว่ามีบางคนกำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลจากเรื่องราวฝั่งรัสเซีย ซึ่ง “เราไม่สามารถเห็นด้วยกับเรื่องราวเหล่านั้น”

เมื่อถูกถามว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเขาหรือวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียมากกว่ากัน เซเลนสกีตอบว่า “ผมไม่ทราบ มันเป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะพูด ผมไม่รู้ว่าเขามีความสัมพันธ์แบบไหน ผมไม่รู้ว่าเขาสนทนากี่ครั้ง”

นักข่าวยังถามผู้นำยูเครนเกี่ยวกับความเห็นของนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ที่ปฏิเสธข้อเสนอของสหภาพยุโรป ที่จะสร้าง “แนวร่วมกลุ่มประเทศที่เห็นพ้องต้องกัน” เพื่อในการสนับสนุนยูเครน โดยเซเลนสกีตอบว่า เขาจะไม่รีบร้อนด่วนสรุป และว่านายวิตคอฟฟ์ไม่ได้มีประสบการณ์นั้น

“เท่าที่ผมรู้ เขารู้ดีเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ แต่เรื่องนี้มันต่างกัน”

EU เตือนพลเรือน ตุนเสบียงให้พอใช้ 72 ชม. เผื่อกรณีเกิดวิกฤต

EU เตือนพลเรือน ตุนเสบียงให้พอใช้ 72 ชม. เผื่อกรณีเกิดวิกฤต

27 มี.ค. 2568 05:30 น.

EU เตือนพลเรือน ตุนเสบียงให้พอใช้ 72 ชม. เผื่อกรณีเกิดวิกฤต

สหภาพยุโรปออกคำแนะนำใหม่ เตือนพลเรือนให้เตรียมเสบียงอาหารให้พอใช้อย่างน้อย 3 วันเผื่อเกิดวิกฤต ท่ามกลางความไม่แน่นอนในภูมิภาคและในโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปออกคำแนะนำใหม่ในวันพุธที่ 26 มี.ค. 2568 เตือนให้ประชาชนของพวกเขาควรกักตุนเสบียงและของใช้จำเป็นให้พอใช้งานเป็นเวลา 72 ชั่วโมงเผื่อเกิดกรณีวิกฤต และย้ำด้วยว่า ยุโรปควรเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อสร้างวัฒนธรรมการ “เตรียมพร้อม” และ “ยืดหยุ่น”

รายงานยุทธศาสตร์สหภาพเพื่อการเตรียมความพร้อมความยาว 18 หน้า เตือนว่า ยุโรปกำลังเผชิญกับความเป็นจริงรูปแบบใหม่ ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอน โดยมีการทำสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น, การก่อวินาศกรรมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และสงครามทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยสำคัญ

ประชาชนทั่วทั้งทวีปควรมีมาตรการเชิงปฏิบัติเพื่อรับประกันว่า พวกเขาจะพร้อมในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งความพร้อมดังกล่าวรวมถึง การมีเสบียงที่จำเป็นเพียงพอเป็นเวลาอย่างน้อย 3 วัน เผื่อเกิดกรณีการหยุดชะงักขั้นสุด ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นสิ่งแรกในสถานการณ์วิกฤตส่วนใหญ่ และประชาชนควรได้รับการสนับสนุนให้มีแนวคิดพึ่งพาตนเอง และยืดหยุ่น

คำเตือนดังกล่าวดูเหมือนจะมีจุดประสงค์เพื่อปลุกให้ชาติสมาชิกสหภาพยุโรปตระหนักถึงสถานการณ์ความมั่นคงของ EU

ภัยคุกคามจากรัสเซียที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งทำให้ผู้นำชาติยุโรปหลายคนออกมาเน้นย้ำความจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อทำสงคราม ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้วิธีการเผชิญหน้ากับยุโรป โดยเฉพาะในเรื่องงบประมาณของนาโต และการช่วยเหลือยูเครน ทำให้ชาติยุโรปเริ่มแข่งขันเตรียมความพร้อมทางทหารของตัวเอง

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวยังเรียกร้องให้เพิ่มการสอนบทเรียนเรื่อง “การเตรียมพร้อม” ในหลักสูตรของโรงเรียนด้วย รวมถึงสอนทักษะให้นักเรียนสามารถต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงหรือถูกบิดเบือนได้

“ความเป็นจริงใหม่ทำให้ต้องมีการเตรียมความพร้อมในระดับใหม่ในยุโรป” นางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุในแถลงการณ์ “พลเรือนของเรา ชาติสมาชิกของเรา และธุรกิจของเรา จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ถูกต้องเพื่อการป้องกันวิกฤตและมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็วเมื่อหายนะมาเยือน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผลสืบสวนชี้ เกาหลีใต้ส่งออกเด็กนับแสนไปเป็นลูกบุญธรรมในต่างประเทศ

ผลสืบสวนชี้ เกาหลีใต้ส่งออกเด็กนับแสนไปเป็นลูกบุญธรรมในต่างประเทศ

27 มี.ค. 2568 04:07 น.

ผลสืบสวนชี้ เกาหลีใต้ส่งออกเด็กนับแสนไปเป็นลูกบุญธรรมในต่างประเทศ

(ภาพจาก SKorea-children-social-UN,FEATURE by Park Chan-Kyong)

ผลการสืบสวนชี้ เกาหลีใต้ส่งออกเด็กหลายแสนคนให้ต่างชาติรับเลี้ยงตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ทำให้การรับลูกบุญธรรมกลายเป็นอุตสาหกรรมแสวงกำไรขนาดใหญ่

เมื่อวันพุธที่ 26 มี.ค. 2568 คณะกรรมการการปรองดองและความจริงของรัฐบาลเกาหลีใต้ เผยแพร่ผลการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีที่เด็กชาวเกาหลีใต้จำนวนมากถูกรับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมในต่างประเทศออกมาแล้ว โดยพบว่า รัฐบาลเกาหลีใต้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากมาย เพื่อส่งออกเด็กจำนวนนับแสนคนออกจากประเทศ

ผลการสืบสวนพบว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ปลอมแปลงสูติบัตร, รายงานเท็จว่าเด็กถูกทิ้ง และล้มเหลวในการตรวจสอบประวัติผู้ที่มาขอรับเลี้ยงเด็กอย่างเหมาะสมในช่วงหลังสงคราม ส่งผลให้เกิดการส่งออกเด็กจำนวนมหาศาลโดยบริษัทเอกชนหลายแห่ง เพื่อแสวงหากำไร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีเด็กและทารกชาวเกาหลีใต้มากกว่า 200,000 คน ถูกรับเป็นลูกบุญธรรมในต่างประเทศโดยเฉพาะในชาติตะวันตก นับตั้งแต่ช่วง ค.ศ.1950 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศกำลังอยู่ในฐานะยากจนและกำลังฟื้นตัวจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลี ทำให้อุตสาหกรรมการส่งออกเด็กเพื่อรับเลี้ยงขยายตัวอย่างมหาศาล

เด็กๆ หลายคนที่ถูกรับเลี้ยง ซึ่งตอนนี้กลายเป็นผู้ใหญ่และกระจายไปอยู่ทั่วโลก ต้องการตามรอยต้นกำเนิดของตัวเอง โดยหลายรายสงสัยว่าเกิดการกระทำผิดขึ้นในกระบวนการรับเลี้ยงพวกเขาเป็นลูกบุญธรรม จึงได้ยื่นคำร้องมายังคณะกรรมการการปรองดองและความจริง ซึ่งเริ่มการสืบสวนในปี 2565

นับตั้งแต่นั้น มีคำร้องจากเด็กที่ถูกรับเลี้ยงถูกยื่นเข้ามาทั้งหมด 367 ราย ทั้งหมดถูกส่งออกไปต่างประเทศระหว่างปี 2507-2542 โดยปัจจุบันทางคณะกรรมการวิเคราะห์คำร้องที่ถูกยื่นเข้ามาแล้ว 100 ราย และพบว่า มี 56 รายที่เป็นเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการละเลยของรัฐบาล ส่วนการตรวจสอบกรณีอื่นๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม

ตามรายงานการสืบสวน หลังจากสงครามเกาหลีสิ้นสุดลง เกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก และมีเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่ต้องการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม รัฐบาลในสมัยนั้นจึงผุดโครงการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมข้ามชาติ ให้บริษัทเอกชนบริหารจัดการ โดยพวกเขาได้รับอำนาจมากมายจากกฎหมายรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมกรณีพิเศษ

แต่ทว่า เกิดความล้มเหลวอย่างเป็นระบบในการบริหารจัดการและกำกับดูแลการทำงานของบริษัทเหล่านี้ ทำให้เกิดการกระทำผิดมากมาย

“นี่คือส่วนที่น่าอับอายในประวัติศาสตร์ของเรา” น.ส.พัค ซุน-ยอง ประธานคณะกรรมการการปรองดองและความจริงกล่าวในงานแถลงข่าว “ในขณะที่เด็กที่ถูกรับเลี้ยงมากมายโชคดีได้เติบโตในครอบครัวที่มอบความรัก แต่หลายคนต้องทนทุกข์กับความยากลำบากและบาดแผลเนื่องจากช่องโหว่ในกระบวนการรับเลี้ยง แม้แต่ในทุกวันนี้ หลายคนก็ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย”

รายงานการสืบสวนพบว่า องค์กรต่างประเทศเรียกร้องให้ส่งเด็กให้พวกเขาตามจำนวนที่กำหนดทุกเดือน และบริษัทเกาหลีใต้ก็ตอบรับด้วยการอำนวยความสะดวกให้แก่การรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมข้ามประเทศขนานใหญ่ โดยมีกระบวนการตรวจสอบน้อยที่สุด

และเมื่อไม่มีการกำหนดเรื่องค่าใช้จ่ายจากทางรัฐบาล บริษัทเกาหลีเหล่านี้จึงเก็บเงินก้อนโตและเรียกร้องเงินบริจาคจำนวนมาก ทำให้การรับลูกบุญธรรมกลายเป็นอุตสาหกรรมเพื่อแสวงหากำไรขนาดใหญ่ และมีหลายกรณีที่การรับเลี้ยงเกิดขึ้นโดยที่แม่ผู้ให้กำเนิดเด็กไม่ยินยอม และมีการคัดกรองผู้ที่จะมารับเลี้ยงเด็กไม่เพียงพอ

บริษัทเกาหลีเหล่านี้ยังปลอมแปลงรายงานทำให้เด็กหลายรายมีประวัติเหมือนเป็นเด็กถูกทิ้ง ด้วยความตั้งใจที่จะมอบตัวตนปลอมให้แก่เด็กๆ เหล่านี้ และเนื่องจากเด็กมากมายถูกบันทึกข้อมูลด้วยตัวตนปลอม พวกเขาจึงประสบปัญหาในการหาข้อมูลเกี่ยวกับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของตัวเอง และได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างไม่เพียงพอ

ในรายงานของคณะกรรมการการปรองดองและความจริง พวกเขาแนะนำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการ และปฏิบัติตามมาตรฐานการรับเลี้ยงลูกบุญธรรมข้ามประเทศ

ทั้งนี้ เกาหลีใต้เริ่มเพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการรับลูกบุญธรรมเมื่อช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2566 พวกเขาผ่านกฎหมายที่จะรับประกันว่า การส่งเด็กไปให้รับเลี้ยงในต่างประเทศ จะต้องกระทำโดยกระทรวงของรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่หน่วยงานเอกชนอีกต่อไป โดยกฎหมายนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อสหรัฐฯ แฉเพิ่มข้อความกลุ่มแชต เผยแผนการโจมตีกบฏฮูตีในเยเมน

สื่อสหรัฐฯ แฉเพิ่มข้อความกลุ่มแชต เผยแผนการโจมตีกบฏฮูตีในเยเมน

27 มี.ค. 2568 02:35 น.

สื่อสหรัฐฯ แฉเพิ่มข้อความกลุ่มแชต เผยแผนการโจมตีกบฏฮูตีในเยเมน

สื่อสหรัฐฯ แฉข้อความจากกลุ่มแชตความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มเติม แสดงให้เห็นว่ามีการเปิดเผยแผนการโจมตีกลุ่มฮูตีภายในแชตด้วย

เมื่อวันพุธที่ 26 มี.ค. 2568 นิตยสาร “ดิ แอตแลนติก” สื่อเก่าแก่ของสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อความจากกลุ่มแชตเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของสหรัฐฯ เพิ่มเติม ตอกย้ำให้เห็นว่าเกิดการละเมิดด้านความมั่นคงอย่างร้ายแรง เนื่องจากมีข้อมูลอ่อนไหวอย่างเฉพาะเจาะจง เกี่ยวกับการโจมตีกลุ่มฮูตีในเยเมน ถูกแชร์ในกลุ่มก่อนที่มันจะเกิดขึ้น

ข้อความที่ถูกเปิดเผยใหม่นี้ยังโต้แย้งคำกล่าวอ้างของนาย พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ของรัฐบาลทรัมป์ ที่ระบุว่า ไม่มีการหารือเรื่องแผนการรบในกลุ่มแชตดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า ข้อมูลที่แชร์ในกลุ่มแชตไม่มีอะไรที่เป็นความลับ

โดยข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นายเฮกเซธเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตีในเยเมนแบบไล่ตามไทม์ไลน์ว่า “ในเวลา 11.44 et สภาพอากาศเป็นใจ เพิ่งยืนยันกับกองบัญชาการกลาง ว่าเราจะเริ่มภารกิจโจมตี”

“12.15 et เครื่องบินรบ F-18 เริ่มโจมตี (แพ็กเกจโจมตีครั้งที่ 1)” ตามด้วย “13.45 ‘ทริกเกอร์ เบส’ F-18 เริ่มการโจมตีระลอกที่ 1 (เป้าหมายคือผู้ก่อการร้ายในแหล่งกบดานของเขาที่เรารู้ ดังนั้นจึงน่าจะตรงเวลา) แล้วก็ โดรนจู่โจมเริ่มโจมตีแล้ว (MQ-9)”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แชร์ข้อมูลเพิ่มอีกว่า “14.10 F-18 โจมตีเพิ่มอีก (แพ็กเกจโจมตีครั้งที่ 2)”, “14.15 โดรนโจมตีถูกเป้าหมาย (นี่คือเวลาที่ระเบิดลูกแรกจะถูกทิ้งลงไปอย่างแน่นอน)” และ “15.36 การโจมตีระลอก 2 ของ F-18 เริ่ม แล้วเริ่มการยิงจรวดโทมาฮอว์กจากทางทะเล”

ตามการเปิดเผยของ ดิ แอตแลนติก ข้อมูลเหล่านี้ถูกแชร์ก่อนที่การโจมตีฐานที่มั่นของกบฏฮูตีในเยเมนจะเริ่มขึ้นราว 2 ชั่วโมง ขณะที่นาย ไมค์ วอลซ์ ส่งข้อความเข้าไปในกลุ่มในเวลาต่อมา เพื่อยืนยันว่า เป้าหมายของการโจมตีคืออาคารหลังหนึ่งที่พังถล่มลงมา และการโจมตีประสบความสำเร็จ จากนั้นนายเฮกเซธก็ส่งข้อความยืนยันว่า จะมีการโจมตีตามมาอีก

ทั้งนี้ มหากาพย์การรั่วไหลของข้อมูลในกลุ่มแชตความมั่นคงครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจาก จู่ๆ นายเจฟฟรีย์ โกลด์เบิร์ก ผู้สื่อข่าวของนิตยสาร ดิ แอตแลนติก ก็ถูกชวนและเพิ่มเข้าไปในกลุ่มแชตทางทหารบนแอปพลิเคชัน “Signal” เมื่อ 11 มี.ค. ซึ่งในกลุ่มมีทั้งรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ และนายไมค์ วอลซ์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว

นายโกลด์เบิร์กและนายเชน แฮร์ริส ระบุในบทความของพวกเขาว่า “หากข้อมูลเหล่านี้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เครื่องบินรบอเมริกันออกเดินทางไปยังเยเมน ตกอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดีในช่วงเวลา 2 ชั่วโมงสำคัญนั้น นักบินอเมริกันและเจ้าหน้าที่อเมริกันคนอื่นๆ อาจมีความเสี่ยงเผชิญกับอันตรายมากกว่าที่ควรจะเป็น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn