‘ปุ้ย L.กฮ.’ร่ายยาว! โพสต์ชี้แจงยัน’ลำไย’ไม่ได้เอาเปรียบ

'ปุ้ย L.กฮ.'ร่ายยาว! โพสต์ชี้แจงยัน'ลำไย'ไม่ได้เอาเปรียบ

‘ปุ้ย L.กฮ.’ร่ายยาว! โพสต์ชี้แจงยัน’ลำไย’ไม่ได้เอาเปรียบ

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.58 น.

“นายศรีสกล สมทรง” หรือ ปุ้ย L.กฮ. อดีตแฟนของ “ลำไย ไหทองคำ” นักร้องชื่อดัง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวหลัง ลำไย ไหทองคำ ออกมาไลฟ์สด ลั่น ไม่ได้ออกมารับจบแทนใคร แต่ทนเห็นคนเข้าใจผิดไม่ได้

โดยระบุข้อความว่า

“อันนี้ผมไม่ได้ออกมารับจบแทนใครนะครับ คือถ้าผมทำเฉยก็ยิ่งเท่ากับทำให้ทุกๆคนเข้าใจผิดกันไปใหญ่เลยครับ”

ผมพูดในฐานะพี่ชาย ตอนนี้ผมกับน้องลำไยเราไม่ได้คบหากันในแบบแฟนหรือคนรัก แต่เราคบหากันในฐานะพี่น้อง

งานบ้านที่ทุกคนเห็นผมทำ จริงๆ แล้วน้องลำไยเขาไม่เคยใช้หรือจะสั่งเลย ที่ผมช่วยทำในบางอย่างแค่เพราะผมเห็นว่าน้องลำไยเองเขาก็ทำงานหนักมากๆ และหนักจริงๆ ผมเลยแค่ช่วยและอยากทำให้เท่าที่พอจะทำได้ ส่วนเรื่องซักผ้า ผมไม่เคยซักผ้าให้น้องลำไยเลยครับ ตอนนั้นผมโพสเล่นๆ ประมาณแซวๆ ว่าผู้ชายกลัวแฟน ซึ่งน้องลำไยเขามีพี่แม่บ้านส่วนตัวอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ผมมีงานคอนเสิร์ตเฉลี่ยเดือนนึงประมาณสิบกว่างาน ซึ่งผมพอมีเวลาว่างได้อยู่บ้าน ก็ทำแค่เล็กๆ น้อยๆ ในส่วนที่พอจะทำได้โดยที่ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากมาย

เหมือนการเตรียมหาอาหารตอนดึกๆก็เป็นปกติของคนที่อยู่บ้าน อีกคนเขาทำงานนอกบ้าน ผมอยู่บ้านผมก็ต้องจัดเตรียมไว้ให้ น้องลำไยมีงานวันนึงหลายๆ งาน เดือนนึงสี่สิบห้าสิบงาน เขาเป็นคนแบกรับภาระแทบทั้งหมด ส่วนรถ หรือบ้านที่กำลังสร้าง เป็นของน้องลำไยกับแม่แดงนะครับ ไม่ใช่ของผม

และที่น้องลำไยเขาพูดว่า เรื่องอื่นจ้างแม่บ้านได้ เขาน่าจะหมายถึงการออกไปกินข้าว การไปเที่ยวบ้างอะไรแบบนี้ ไม่น่าจะใช่เรื่องบนเตียง บางทีน้องลำไยเขาเป็นคนพูดวนๆ ยิ่งตอนนี้เขาโดนกระแสหนัก เขาก็อาจจะมีตอบอะไรไปแบบไม่ได้อธิบายขยายความให้ชัดเจน หรือบางช่วงบางตอนถูกตัดออก เลยทำให้หลายๆ คนเข้าใจผิด แล้วตอนเรารักกัน น้องลำไยกับแม่แดงไม่เคยเอาเปรียบอะไรผมเลยจริงๆ ครับ แม้กระทั่งเลิกกัน น้องลำไยก็จะให้รถผม 3 คัน แต่เป็นผมเองที่เลือกจะปฏิเสธไม่ขอรับไว้เองครับ

ส่วนแม่แดงจะให้บ้านผมหลังนึงที่ปทุมและก็เป็นผมเองที่ไม่ขอรับไว้ครับ แม่แดงท่านรักผมเหมือนลูกชายแท้ๆ ครับ ส่วนตัวผมพร้อมน้อบรับทุกคำตำหนิและคำวิจารณ์ทุกๆอย่างครับ ขอบคุณพี่ๆน้องๆทุกๆท่านที่ให้กำลังใจครับ

‘Mercury Goldfish’ ปล่อยเพลงเศร้า ‘คนขี้ลืม’ ตอกย้ำ! ความคิดถึงคนสำคัญในชีวิต

‘Mercury Goldfish’ ปล่อยเพลงเศร้า ‘คนขี้ลืม’ ตอกย้ำ! ความคิดถึงคนสำคัญในชีวิต

‘Mercury Goldfish’ ปล่อยเพลงเศร้า ‘คนขี้ลืม’ ตอกย้ำ! ความคิดถึงคนสำคัญในชีวิต

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

“คนขี้ลืม (Absent)” ซิงเกิลใหม่ล่าสุดจาก “Mercury Goldfish (เมอร์คิวรี่ โกลด์ฟิช)” จากค่าย CHASE (เชรสสส) สังกัด TERO MUSIC   โดยครั้งนี้มาพร้อมกับภาพลักษณ์ของวงที่เติบโตขึ้น และหยิบเอาอาการของ “คนขี้ลืม” ที่มักจะชอบลืมสิ่งของต่างๆหรือลืมเหตุการณ์รอบตัวมาเล่า นิสัยขี้ลืมที่แก้ไม่เคยได้ เพราะเคยชินกับการมีเธอคอยบอก คอยเตือนอยู่ตลอด จนถึงวันหนึ่งลืมไปว่าไม่มีเธออยู่แล้ว เพิ่มดีกรีความเศร้าไปกับเสียงร้องนุ่มอบอุ่นจาก “จอนปรอท (Mercury)” และดึงอารมณ์ดิ่งไปกับเสียงดนตรี-เสียงคอรัสใสๆ จาก “มาอิ (Goldfish)”  ทำให้รู้สึกเศร้ายิ่งขึ้น  พร้อมได้ “ เบนซ์ -วรเชษฏฐ์ ฐานุพงศ์ชรัช (Bnz) ” มาช่วยโปรดิวซ์ และตีความเนื้อหาของเพลงนี้ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ให้ความหมายของเพลงนี้มีมากกว่าแค่ความเจ็บปวด แต่กลับเป็นความคิดถึง ที่ต้องเผชิญหน้ากับช่องว่างที่ถูกทิ้งไว้จากคนที่เรารัก และไม่เคยลืมได้เลย เหมือนเธอยังอยู่และไม่เคยหายไป  

โดยวงเล่าให้ฟังว่า… “คนขี้ลืม (Absent)”  เป็นเพลงที่ “จอน” แต่งไว้ตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย ก่อนที่ “มาอิ”  จะนำไปเรียบเรียงดนตรี ซึ่งในตอนนั้นมันยังเป็นเพียงเดโมที่เราตั้งใจเก็บไว้  รอเวลาที่เหมาะสม จนกระทั่ง5ปีผ่านไป เราตัดสินใจนำมันกลับมาปัดฝุ่นและทำให้มันเติบโตขึ้นไปพร้อมกับตัวเรา  ได้เห็นมุมมองที่เปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องของความรักที่จบลง หรือความเจ็บปวดจากการสูญเสียความสัมพันธ์  แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกว่ามันลึกซึ้งกว่านั้น เราพูดถึงการสูญเสีย ในแง่ที่กว้างขึ้น เติบโตขึ้นในทุกๆด้าน  “คนขี้ลืม” ไม่ใช่แค่เพลงที่พูดถึงการสูญเสีย แต่ยังสะท้อนถึง ความทรงจำที่ฝังแน่น ความเจ็บปวดและความทรมานที่ยังคงอยู่ แม้ว่าเราจะพยายามลืมแค่ไหนก็ตาม บางครั้งยิ่งอยากลืมกลับยิ่งจำได้ชัดเจนขึ้น เหมือนร่องรอยของใครบางคนที่ไม่เคยจางหายไป”

“ในส่วนของมิวสิกวิดีโอ เราหยิบเรื่องราวของ 2 พี่น้อง ขึ้นมาเป็นแกนหลักของ MV  ได้ร่วมงานกับ “แฟ็กซ์-ภัคชยศ จรัญชล” ผู้กำกับมากฝีมือ ที่เคยร่วมงานกันมาแล้ว โดยเป็นเรื่องราวที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเจ็บปวดไปพร้อมกัน สะท้อนถึงการมีอยู่และการขาดหายของคนสำคัญในชีวิต ผ่านสายสัมพันธ์ที่เรียบง่ายแต่งดงามและลึกซึ้งที่สุด นั่นคือ พี่น้อง ความทรงจำ ความสัมพันธ์ และความรู้สึกที่ยังค้างคาในใจ ของน้องชายที่ได้สูญเสียพี่ชาย  แต่กับต้องเผชิญหน้ากับช่องว่างที่ถูกทิ้งไว้จากคนที่เรารัก และไม่เคยลืมได้เลย”

“ส่วนสถานที่ถ่ายทำเราเลือกใช้บ้านในวัยเด็กของจอนเอง ซึ่งเคยเป็นบ้านของคุณย่า ตอนถ่ายทำมันเต็มไปด้วยความทรงจำ เพราะเป็นที่ที่ผมโตมาใช้เวลาในวัยเด็กเยอะมาก ถ้าสังเกตดีๆ ใน MV จะเห็นว่ามีรูปภาพของญาติๆ เต็มบ้าน ผู้คนที่เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต และบางคนก็ไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้อีกแล้ว   สำหรับคนที่ฟังแล้วรู้สึกว่าตรงกับชีวิตในตอนนี้หรือว่าเคยเจอเรื่องราวคล้ายๆกัน ก็ขอฝากเพลงนี้ไว้ด้วย มันเป็นเพลงที่เรารักมากๆ เป็นเพลงที่เราใส่หัวใจลงไปเยอะมาก และเชื่อว่าหลายคนอาจเคยผ่านช่วงเวลาที่ความทรงจำยังติดอยู่ที่เดิม แม้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปแล้ว หวังว่าเพลงนี้จะเป็นเหมือนเพื่อนที่เข้าใจคุณ ฝากให้มันได้อยู่กับคุณในทุกความรู้สึกนะครับ/ค่ะ”

‘พีค’ วง V3RSE เข้าพิธีอุปสมบทเรียบง่าย ได้ฉายาทางธรรม ‘ธมฺโมภาโส’

‘พีค’ วง V3RSE เข้าพิธีอุปสมบทเรียบง่าย ได้ฉายาทางธรรม ‘ธมฺโมภาโส’

‘พีค’ วง V3RSE เข้าพิธีอุปสมบทเรียบง่าย ได้ฉายาทางธรรม ‘ธมฺโมภาโส’

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.17 น.

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ “พีค” (ณฐกร รัตนเพชร) จากวง V3RSE (เวิร์ส) บอยกรุ๊ปสายโวคอลจากค่าย White Music เมื่อเช้าวันอังคารที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ วัดเขาบรรจบ จ.จันทบุรี บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย และเต็มไปด้วยความอบอุ่น โดยมีครอบครัว ญาติผู้ใหญ่ สมาชิกในวงอย่าง “โทรุ” รวมถึงเพื่อนๆ และแฟนคลับ สำหรับในการบวชครั้งนี้ “พีค” ตั้งใจบวชเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ และศึกษาพระธรรมเป็นเวลา 15 วัน พร้อมทั้งได้รับฉายาทางธรรมคือ “ธมฺโมภาโส” (ทำ-โม-ภา-โส) แปลว่า “ผู้มีสีดั่งทอง”

เลขากฤษฎีกาไม่มีความเห็นปม’ภูมิธรรม-ทวี’ ชงฮั้วเลือกสว.เป็นคดีพิเศษให้รอศาลรธน.วินิจฉัย

เลขากฤษฎีกาไม่มีความเห็นปม'ภูมิธรรม-ทวี' ชงฮั้วเลือกสว.เป็นคดีพิเศษให้รอศาลรธน.วินิจฉัย

เลขากฤษฎีกาไม่มีความเห็นปม’ภูมิธรรม-ทวี’ ชงฮั้วเลือกสว.เป็นคดีพิเศษให้รอศาลรธน.วินิจฉัย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.30 น.

เลขากฤษฎีกา ไม่ขอออกความเห็น ให้รอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปม “ภูมิธรรม-ทวี”ชงเรื่องฮั้ว สว. เป็นคดีพิเศษ สิ้นสุดรมต.หรือไม่

 เมื่อเวลา 08.58 น.วันที่ 27 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกากล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง สว. ที่ให้วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรี ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม สิ้นสุดลงหรือไม่ กรณีเสนอให้ตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. ต่อคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษ จะเทียบเคียงกับกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกวินิจฉัยเรื่องจริยธรรมได้หรือไม่ว่า  เรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ขอให้รอการพิจารณาของศาล ตนไม่ขอให้ความเห็น

โกงภาษี หรือ บริหารภาษี? ของแสลงผู้นำพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

โกงภาษี หรือ บริหารภาษี? ของแสลงผู้นำพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

โกงภาษี หรือ บริหารภาษี? ของแสลงผู้นำพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.04 น.

วันที่ 27 มี.นาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “โกงภาษี หรือ บริหารภาษี?” ระบุว่า ผู้นำพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีปัญหาต้องตอบข้อสงสัยเรื่องการเสียภาษีมาตลอดตั้งแต่สมัยคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี, ต่อมาถึงสมัยนายเศรษฐา ทวีสิน และถึงสมัยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ก็มีปัญหาต้องตอบคำถามเรื่องการเสียภาษีให้รัฐอีกครั้งหนึ่ง

อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ก็ตกม้าตายเรื่องการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้รัฐ

อดีตนายกฯเศรษฐา ทวีสิน ตอนเป็นกรรมการบริษัทแสนสิริ ก็มีข้อครหาเรื่องการซื้อที่ดิน ว่า มีการเสียภาษีให้รัฐถูกต้องหรือไม่ จนมีผู้ร้องให้กรมสรรพากรตรวจสอบ ตอนนั้น คุณเศรษฐา ก็ชี้แจงทำนองว่า “เป็นการบริหารภาษี มิใช่การโกงภาษี”

ต่อเนื่องมาถึงสมัย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ก็มีปัญหาเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินจากบุคคลใกล้ชิด กว่า 4,000 ล้านบาท นายกฯแพทองธาร ก็ชี้แจงว่า นี่เป็นการบริหารภาษี มิใช่การโกงภาษี

เนื่องจากผมมิใช่นักกฎหมายที่เชี่ยวชาญเรื่องภาษี เวลามีปัญหาเรื่องภาษี ผมต้องอ่านทบทวนกฎหมายภาษี และสอบถามนักบัญชีทุกครั้ง นี่เป็นปัญหาส่วนตัวของผมเองที่สอดรู้สอดเห็น เรื่องการเสียภาษีและเรื่องจริยธรรมของผู้นำประเทศ

การบริหารภาษี หรือ การโกงภาษี เป็นของแสลงของนายกรัฐมนตรี และ อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยบางคนจริงๆ

สมัยคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีดร.สุวรรณ วลัยเสถียร เป็นที่ปรึกษากฎหมายด้านภาษีของคุณทักษิณ มีสื่อถามเรื่องการเสียภาษีของคุณทักษิณ ว่าเสี่ยงต่อการขัดจริยธรรมหรือไม่ ดร.สุวรรณ ตอบจนเป็นคำตอบที่โด่งดังมาถึงปัจจุบัน ว่า เขามีหน้าที่ตอบคำถามเรื่องภาษีของคุณทักษิณ ไม่มีหน้าที่ตอบคำถามเรื่องจริยธรรมของคุณทักษิณ

มันมีหลักกฎหมาย ว่า หากกฎหมายมีช่องว่าให้หาทางอุดช่องว่างของกฎหมาย มิใช่ก้มหัวลอดออกไปทางช่องว่างนั้น

ขอญาติซ่อมร่าง! ‘รองแบต’ ขวัญใจบัลลังก์สภาฯ เข้ารพ.ให้น้ำเกลือ หลัง ‘ไอ-พักผ่อนน้อย’ ทำหน้าที่คุม ‘ศึกซักฟอก’ ลากยาว

ขอญาติซ่อมร่าง! ‘รองแบต’ ขวัญใจบัลลังก์สภาฯ เข้ารพ.ให้น้ำเกลือ หลัง ‘ไอ-พักผ่อนน้อย’ ทำหน้าที่คุม ‘ศึกซักฟอก’ ลากยาว

ขอญาติซ่อมร่าง! ‘รองแบต’ ขวัญใจบัลลังก์สภาฯ เข้ารพ.ให้น้ำเกลือ หลัง ‘ไอ-พักผ่อนน้อย’ ทำหน้าที่คุม ‘ศึกซักฟอก’ ลากยาว

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.34 น.

ขอญาติซ่อมร่างสักครู่! ‘รองแบต’ ขวัญใจบัลลังก์สภาฯ โพสต์ภาพเข้ารพ.ให้น้ำเกลือ หลัง ‘ไอ-พักผ่อนน้อย’ ทำหน้าที่คุม ‘ศึกซักฟอก’ ลากยาว

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ภาพผ่านเฟสบุ๊ค “ภราดร ปริศนานันทกุล” เข้าให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาล พร้อมระบุข้อความว่า   “ขออนุญาตลากร่างพังๆมาซ่อมสักครู่นะครับ ยังไม่ตุยง่ายๆฮะ ผลประกอบการ #อภิปรายไม่ไว้วางใจ”

ทั้งนี้มีผู้เข้าไปแสดงความเห็นในช่องคอมเมนต์แสดงความห่วงใย จำนวนมาก  อาทิ ขอให้หายไวๆ,  ขอให้สุขภาพแข็งแรงเร็วๆ  ,ห้ามป่วย ห้ามตายนะ ท่านประธาน. ประเทศไทยต้องการคนอย่างท่านมาพัฒนาประเทศมากๆ , พักผ่อนเยอะๆนะค่ะดูแลตัวเองด้วย , เป็นต้น

ทั้งนี้นายภราดร เพิ่งผ่านการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) ระหว่างวันที่ 24- 25 มี.ค.ที่ผ่านมา และลงมติในวันที่ 26 มี.ค. โดยการอภิปราย ตลอด 2 วันใช้เวลาไปเกือบ 33 ชั่วโมง

ขณะที่นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย น้องชายนายภราดร เปิดเผยว่า นายภราดร ไม่สบาย มีอาการไอมาหลายวันจนไม่ไหว ประกอบกับนอนไม่พอ พักผ่อนน้อยในช่วงทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เมื่อเสร็จภารกิจ จึงได้แอดมิทที่โรงพยาบาล  เพื่อรักษาตัว คาดว่า 1-2วันก็จะดีขึ้น

‘หมอวรงค์’ ยก 8 ข้อสงสัย??? สิ่งที่แพทยสภาต้องตอบให้ชัดเรื่องชั้น 14

'หมอวรงค์' ยก 8 ข้อสงสัย??? สิ่งที่แพทยสภาต้องตอบให้ชัดเรื่องชั้น 14

‘หมอวรงค์’ ยก 8 ข้อสงสัย??? สิ่งที่แพทยสภาต้องตอบให้ชัดเรื่องชั้น 14

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.25 น.

วันที่ 27 มีนาคม 2568  นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “สิ่งที่แพทยสภาต้องตอบให้ชัดเรื่องชั้น 14” ระบุว่า เริ่มมีกระแสข่าว ผลการสอบสวนแพทยสภา แต่ยังไม่เป็นทางการ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ผมอยากให้พี่น้องประชาชน ตั้งหลักประเด็นที่สังคมควรรับรู้ เมื่อมีผลรายงานออกมา

ตามหลักการ แพทยสภาจะพิจารณาเรื่องมาตรฐานและจริยธรรมทางการแพทย์ ความถูกต้อง ความซื่อสัตย์ ไม่โกหก ซึ่งนี่คือกรอบตามที่แพทยสภาสอบ

และความจริงที่แพทยสภาต้องทราบว่า ผู้ป่วยชั้น 14 คือนักโทษ ที่ถูกส่งตัวมา แสดงว่าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ต้องรักษาไม่ได้ รพ.ราชทัณฑ์เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ 400เตียง มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แสดงว่านักโทษรายนี้ต้องป่วยวิกฤติ

สิ่งที่รายงานสอบของแพทยสภา น่าจะมีคำตอบให้ประชาชน

1.ค่ำคืนวันที่ 22 ต่อ 23 สิงหาคม 2566 นักโทษมีอาการป่วย 4 โรค โรคปอด หัวใจขาดเลือด ความดัน และสันหลังเสื่อม ซึ่งถือว่าปกติของวัย 75 ปี โดยเฉพาะความดันสูงและอ้างหัวใจขาดเลือด ทำไมแพทย์เวร ซึ่งเป็นอายุรแพทย์ ดูแลไม่ได้?? ตามข่าวไม่มาดูแล แต่แนะนำทางโทรศัพท์ จริงหรือไม่?? ทำไมไม่มาดูแล รักษาเบื้องต้น??อาการความดันสูงและหัวใจขาดเลือด ซึ่งเป็นโรคที่มีประวัติเก่า แพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ รักษาไม่ได้จริงหรือ?? สมเหตุผลหรือไม่?? ตามข่าวทำไมแพทย์เวร นอกจากไม่มาดูแล้ว ยังปล่อยให้พยาบาลส่งตัว?? ต้องชี้แจงให้เคลียร์ครับ

2.การส่งตัวต่อยามค่ำคืนดึกๆ อ้างว่าอันตรายต่อชีวิต ผู้ป่วยที่เป็นนักโทษ ทำไมไม่ผ่านER เพื่อเช็คเบื้องต้น(vital sign) และส่งแลป และควรเอาไปไว้ที่หอผู้ป่วยหนัก (ICU หรือCCU) แต่เอาไปที่ชั้น14 ทำไมจึงขัดกับหลักดูแลผู้ป่วยหนัก?? ควรมีคำอธิบาย และผู้ป่วยวิกฤติที่ย้ายกลับร.พ.ราชทัณฑ์ไม่ได้ แต่ยังอยู่ชั้น14 ที่ไม่ใช่ICU ต้องมีคำอธิบายด้วย

3.การรักษาของแพทย์ แม้จะถูกต้องแต่ละอาการ แต่สมเหตุสมผลกับการเป็นนักโทษ ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์รักษาไม่ได้หรือไม่ แสดงว่าป่วยวิกฤติเกินกว่า ศักยภาพของโรงพยายาลราชทัณฑ์ ถ้าโรงพยายาลราชทัณฑ์รักษาได้ ควรจะรักษาที่โรงพยายาลราชทัณฑ์หรือไม่

4.การออกใบรับรองแพทย์ ช่วงเวลารักษาผ่านมา 30 วัน 60 วัน และ 120 วัน เพื่อให้นักโทษรักษาตัวต่อชั้น14 เป็นการออกใบรับรองแพทย์ เพื่อเอื้อประโยชน์ ช่วยนักโทษ ไม่ต้องติดคุก แต่ให้รักษาตัวต่อชั้น14 หรือไม่? นักโทษรายนี้ยังป่วยวิกฤตินานต่อเนื่อง นานหลายเดือนจริงหรือ เพราะถ้าไม่วิกฤติ ก็ควรส่งตัวกลับโรงพยายาลราชทัณฑ์ ควรมีคำอธิบาย

5.ด้วยหลักทางการแพทย์ การที่ไม่ส่งตัวกลับ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ แสดงว่าอาการยังวิกฤติ โดยเฉพาะวันส่งตัวมา อ้างหัวใจขาดเลือดและความดัน อันตรายถึงชีวิต แต่ทำไมแพทย์ที่ดูแล เป็นแพทย์ศัลยกรรม เช่นศัลยกรรมประสาท ทำไมไม่มีทีมแพทย์หัวใจ เป็นเจ้าของคนไข้ ถ้ารักษามาหลายเดือนยังวิกฤติ ทำไมไม่ปรึกษาแพทย์ที่มีศักยภาพสูงเช่นโรงเรียนแพทย์ เรื่องนี้ต้องอธิบายให้ชัดคำรับ

6.การทำMRI การทำ scope ที่ไหล่เพื่อรักษาเอ็นไหล่ ต้องมีคำชี้แจงให้ชัดเจน เพราะผู้ป่วยรายนี้คือ นักโทษที่ถูกส่งตัวมาจากเรือนจำ และยังป่วยวิกฤติ เพราะยังส่งกลับเรือนจำไม่ได้ การทำหัตการเช่นนี้ สอดคล้องกับหลักทางการแพทย์หรือไม่ ควรต้องอธิบาย

7.แม้เรื่องนี้ไม่เกี่ยวโดยตรงกับอำนาจของแพทยสภา แต่มีความสัมพันธ์ทางอ้อม ตามข่าวที่นักโทษรายนี้เชิญแขกไปพบที่ชั้น14 เพราะการเชิญแขกไปพบ พูดคุยได้ แสดงว่าไม่น่าจะป่วยวิกฤติ ถ้าไม่ป่วยวิกฤติ แพทย์ที่ทำการรักษา ทำไมไม่ส่งตัวกลับราชทัณฑ์

8.การรักษาตัวต่อเนื่อง 6 เดือนที่ชั้น14 โรงพยาบาลตำรวจ และไม่ยอมส่งตัวกลับราชทัณฑ์ แสดงว่านักโทษต้องมีอาการหนักตลอด 6 เดือน แต่ได้สิทธิ์พักโทษกรณีพิเศษ นั่งรถตัวตรงกลับบ้านทันที มันย้อนแย้งกับอาการป่วยหนักหรือไม่ ที่สำคัญคือ วันส่งมาที่ชั้น14 อ้างเป็นอันตรายต่อชีวิต ความดันสูง หัวใจขาดเลือด แต่วันออกจากโรงพยาบาล มาใส่ปลอกคอและคล้องแขน ควรมีคำอธิบาย

นี่คือข้อสงสัยเบื้องต้น ที่แพทยสภาควรไขคำตอบ ให้ความชัดเจนแก่ประชาชน เพราะสิ่งที่ประชาชนสงสัยทั้งหมด เกี่ยวเนื่องกับการเจ็บป่วยของนักโทษ บนฐานความจริงที่ต้องถูกเชื่อมโยง ความสามารถในการรักษาของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพราะทั้งหมดจะไขคำตอบจริยธรรมของแพทย์ ว่าให้ข้อมูลเท็จเพื่อช่วยนักโทษไม่ต้องกลับราชทัณฑ์หรือไม่……รอคำชี้แจงที่ชัดเจนจากแพทยสภา

ด่วน!!! เคาะแล้ว กฎหมายกาสิโนเข้าครม.วันนี้

ด่วน!!! เคาะแล้ว กฎหมายกาสิโนเข้าครม.วันนี้

ด่วน!!! เคาะแล้ว กฎหมายกาสิโนเข้าครม.วันนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.56 น.

วันที่ 27 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  สำนักงานเลขาธิการครม.ได้บรรจุระเบียบวาระเพื่อพิจารณาเพิ่มเติม (ลับมาก)  เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. .. ให้ครม.เพื่อพิจารณา  ในวันนี้ (27 มี.ค.) หลังได้ส่งหนังสือเวียนมารับความเห็นจากหน่วยงานต่างๆเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้หาก ครม.เห็นชอบ ก็จะส่งให้รัฐสภา ประกอบด้วย สส. และ สว. พิจารณาเห็นชอบต่อไป

อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวนำมาเสนอให้ครม.พิจารณาเห็นชอบทันที  ภายหลังเสร็จสิ้นศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯเมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา เพราะต้องการลดกระแสไม่ให้ นายกฯ ตกเป็นเป้าโจมตี  ในประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และมีผลต่อการลงมติซักฟอก และไม่ต้องการนำมาขยายผลทางการเมืองในสภาฯ  จนเกิดการต่อต้านจากประชาชน  ภายหลังก่อนหน้านี้รัฐบาลมีความตั้งใจจะนำเข้าครม.ในวันที่ 11 มี.ค.  ที่ผ่านมา 

สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ เพื่อการท่องเที่ยว เป็นบริการหลักที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมาก และเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจการท่องเที่ยว รัฐบาลจึงมีนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุน ให้เกิดแหล่งท่องเที่ยว ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพิ่มเติม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งประกอบด้วยสถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโน ให้เกิดการลงทุนและนำรายได้เข้าสู่ประเทศ รวมถึงส่งเสริมการจ้างแรงงานในประเทศด้วย

ทั้งนี้ตามร่างดังกล่าว  รักษาการตาม พ.ร.บ.คือ นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย   มีอำนาจรักษาการตาม พ.ร.บ,   มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. และให้ รมว.มหาดไทย  มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่

ส่วนคณะกรรมการนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร นั้น   นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ  และรมว.มหาดไทย  เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง     ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการเสนอแนะการกำหนดพื้นที่ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรเพื่อประกอบการพิจารณาของ ครม. และแนวทางการกำหนดจำนวนใบอนุญาต และ กำหนดพื้นที่ของกาสิโนในสถานบันเทิงครบวงจร

ส่วนคณะกรรมการบริหาร บุคคลซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง เป็นประธานกรรมการ  ส่วนปลัดกระทรวงมหาดไทย  และ อธิบดีกรมปกครองเป็น กรรมการโดยตำแหน่ง

สำหรับผู้ขอรับใบอนุญาต  ผู้ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ต้องได้รับใบอนุญาตจาก คกก.นโยบาย ,เป็นบริษัทจำกัด/บริษัทมหาชนจำกัด + จดทะเบียนในไทย + มีทุนชำระแล้วไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท อายุใบอนุญาต 30 ปี

ส่วนคุณสมบัติผู้เข้ากาสิโนต้องมีอายุมากกว่า 20 ปี , ต้องลงทะเบียนและชำระค่าธรรมเนียม ,ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย และหากจะเข้ากาสิโน ต้องมีบัญชีเงินฝากประจำ ไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท ต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน / มีหลักฐานชำระภาษีย้อนหลังไม่น้อยกว่า 3 ปี + ผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่ คกก.บริหารกำหนดมีค่าธรรมเนียม ,มีคำขอรับใบอนุญาต ครั้งละ 100,000 บาท, ใบอนุญาตครั้งแรก ฉบับละ 5,000 ล้านบาท ,ใบอนุญาตรายปี ปีละ 1,000 ล้านบาท , ต่ออายุใบอนุญาต ฉบับละ 5,000 ล้านบาท  ,ต่ออายุใบอนุญาต รายปี ปีละ 1,000 ล้านบาท ,ใบแทนใบอนุญาต ฉบับละ 100,000 บาท ,ค่าเข้ากาสิโนของผู้มีสัญชาติไทย ครั้งละ 5,000 บาท

ทั้งนี้มีบทเฉพาะกาลในวาระเริ่มแรก  โดยคณะกรรมการในวาระเริ่มแรก คือนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ  และ รมว.มหาดไทย เป็นกรรมการ  ,นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี  ขณะที่กระทรวงมหาดไทย เป็นเลขานุการ + เลขานุการรวม (แต่งตั้งให้เสร็จภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้) , นายกรัฐมนตรี + รมว.มหาดไทย = เสนอต่อ ครม.เพื่อพิจารณาให้ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ มาปฏิบัติงานในสำนักงานเป็นการชั่วคราวภายในระยะเวลาที่ ครม.กำหนด

โดยกำหนดเวลาเปิด-ปิดสถานบริการ ยกเว้นการกำหนดวันเวลาเปิด ปิด และสถานที่ตั้ง ของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ (พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 ที่ รมว.มท. รักษาการตามกฎหมาย) ,ยกเว้นกฎหมายว่าด้วยการพนันมาใช้บังคับในการจัดให้มีการพนันในกาสิโน (พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 ที่ รมว.มท. รักษาการตามกฎหมาย)

ทั้งนี้คกก.นโยบาย กำหนดประเภทการพนันในกาสิโน = เล่นพนันในกาสิโนได้เฉพาะประเภทที่ คกก.นโยบายกำหนด  ,คกก.บริหาร กำหนดหลักเกณฑ์ ลักษณะ วิธีการเล่น และรายละเอียดของการพนัน

‘ส.ส.ปชน.’ลากไส้! เปิดแชทไลน์เสนอ 20 ล้าน เป็นงูเห่า แถมมีออปชั่นจ่ายเพิ่ม ถ้าถูกขับ

'ส.ส.ปชน.'ลากไส้! เปิดแชทไลน์เสนอ 20 ล้าน เป็นงูเห่า แถมมีออปชั่นจ่ายเพิ่ม ถ้าถูกขับ

‘ส.ส.ปชน.’ลากไส้! เปิดแชทไลน์เสนอ 20 ล้าน เป็นงูเห่า แถมมีออปชั่นจ่ายเพิ่ม ถ้าถูกขับ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.40 น.

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 นายกฤช ศิลปชัย ส.ส.ระยอง พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นภาพแชทไลน์ ในหัวข้อ เมื่อผมถูกเสนอให้เป็นงูเห่า ก่อนลงมติไม่ไว้วางใจ มีใจความระบุว่า

“เมื่อคืนเวลาประมาณ 19.00 น. ผมได้รับโทรศัพท์จากคนรู้จักท่านหนึ่ง ซึ่งต่อไปนี้ขอเรียกว่า นายAโทรมาถามถึงสถานการณ์เกี่ยวกับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ โดยมีบทสนทนาคร่าว ๆ ดังนี้

(นายA) : ส.ส.สะดวกคุยไหม
ผม : กำลังประชุมสภาครับ อภิปรายไม่ไว้วางใจ มีอะไรด่วนไหมครับ
(นายA) : เนี่ยผมจะคุยเรื่องนี้กับ ส.ส.ครับ
ผม : งั้นสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมโทรกลับ

ระหว่างนั้นหันไปคุยกับเพื่อน ส.ส.คนหนึ่งว่ามันมีอะไรแปลก ๆ และหลังจากนั้นผมก็โทรกลับ

ผม : ว่าไงครับพี่ มีเรื่องอะไรหรอครับ
(นายA) : ส.ส.เขาจะให้ 10 ล้าน ถ้าโหวตเห็นชอบให้นายก
ผม : ใครครับ ใครติดต่อมา
(นายA) : เขาติดต่อผ่าน……….(นายB) มาครับ
*หมายเหตุ นายB เป็นนักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง
ผม : ให้เขาติดต่อผมมาเองเลยครับ จะได้มาคุยรายละเอียดกัน
(นายA) : โอเครครับ

แล้วปลายสายก็เงียบและโทรกลับมาเวลาเกือบ ๆ 21.00 น. แต่ผมไม่ได้รับเพราะกำลังตั้งใจฟังการอภิปรายของเพื่อน ส.ส. อยู่ หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง นายA ก็โทรมาอีกครั้งนึง

(นายA) : ส.ส.เขาจะให้ 15 ล้านครับ ส.ส.ตัดสินใจเลย ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ……….(นายB) โทรมาตื้อผม เลยต้องโทรหาครับ
ผม : ไม่เห็นมีใครมาคุยกับผมเลย ปั่นอะไรผมหรือปล่าว ปฏิเสธไปเลยครับ ผมไม่รับ
(นายA) : โอเครครับ

เมื่อ 06.00 น. วันนี้ก็มีภาพแคปไลน์ที่ผู้เสนอเงินคุยกับ นายB มาถึงผม เพิ่มยอดเป็น 20 ล้าน ถ้าย้ายพรรคให้อีก 5 ล้าน ถ้ามา 10 คนมีตำแหน่งให้ และให้เงินเดือนอีก 250,000 บาท

วันนี้หลังโหวตผมได้โทรไปหา นายA อีกครั้ง ผมถามว่าจริงมันคืออะไร นายA ก็บอกว่าเมื่อคืนนอกจาก นายB  ติดต่อผมมาแล้ว ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งโทรมาคุยด้วย ผมจึงได้สอบถามว่าขอหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรหาได้ไหม นายAก็ส่งมาให้

เมื่อผมได้ตรวจสอบทราบว่า คือ หมายเลขโทรศัพท์ของกรรมการบริหารพรรคการเมืองหนึ่ง  ซึ่งพรรคนี้มีงูเห่าหลายตัวด้วย

การเข้ามาหาซื้อเสียงโหวตใครๆก็รู้ว่าไม่ได้ต้องการเสียงสนับสนุนนายกฯ (ซึ่งเพียงพออยู่แล้ว) แต่เป็นการจงใจทำให้เกิดงูเห่าเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคประชาชน และยืมมือนักการเมืองท้องถิ่นที่ต้องการส่วนแบ่งเพื่อใช้ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สังคมไทยยังมีการใช้วิธีการสกปรกเช่นนี้อยู่ เล่นกันเลอะเทอะทั้งในและนอกสภา

การที่ผมออกมาเปิดเผยเพื่อที่จะย้ำให้เห็นว่า การเมืองไม่ใช่ของเล่น แบบที่นักการเมืองแบบเก่าใช้กัน ใช้เงินซื้อทุกอย่างเพื่อผลเข้าสู่อำนาจและแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง หากแต่การเมืองคือการรับผิดชอบต่อสิ่งที่สัญญากับประชาชน และเคารพต่อความใว้วางใจของประชาชน”

‘ชวน’กรีด‘อิ๊งค์’สอบผ่านซักฟอกหรือไม่ โยนถาม‘พ่อนายกฯ’ ซัด‘แม้ว’หนีคดีเองไม่มีใครแกล้ง

‘ชวน’กรีด‘อิ๊งค์’สอบผ่านซักฟอกหรือไม่  โยนถาม‘พ่อนายกฯ’  ซัด‘แม้ว’หนีคดีเองไม่มีใครแกล้ง

‘ชวน’กรีด‘อิ๊งค์’สอบผ่านซักฟอกหรือไม่ โยนถาม‘พ่อนายกฯ’ ซัด‘แม้ว’หนีคดีเองไม่มีใครแกล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ชวน’กรีด‘องค์’สอบผ่านซักฟอกหรือไม่ โยนถาม‘พ่อนายกฯ’ ซัด‘แม้ว’หนีคดีเองไม่มีใครแกล้ง

สภาฯโหวต‘อิ๊งค์’ผ่านฉลุย 319:162 แฉ7สส.งูเห่ายกมือหนุนนายกฯ ‘แพทองธาร’ยืนกรานไม่ปรับครม.

สภาฯเท 319 เสียง ต่อ 162 เสียง โหวตหนุนไว้วางใจ “แพทองธาร”เหนียวหนึบยังนั่งเก้าอี้นายกฯได้ทำงานต่อ เปิดชื่องูเห่า 7 ตัว “ปูอัด”เอาด้วยพลิกโหวตหนุน ด้าน“กาญจนา พปชร. -5 สส.ไทยสร้างไทย” หนุนตามคาด ส่วน “3 สส.รุ่นเดอะพ่วงสรรเพชญ ปชป.”งดออกเสียง ขณะที่“เฉลิม”แจ้งล่วงหน้าไม่ร่วมสังฆกรรม ลาป่วย 4 คน“ปชน.2-รทสช.1-ชาติไทยฯ 1” ด้าน“เท้ง”ยันไม่เสียของ ซักฟอกไม่เป็นผล เตรียมเกลือโรยต่อ ไม่ประเมินอายุรัฐบาล แต่ถ้า “แพทองธาร” อยู่ต่อ

คนไทยจะอายุสั้นลง ขณะที่’อิ๊งค์’ยันไม่ต้องการ’งูเห่า‘ปัดตบรางวัล ยันไม่ปรับ ครม.บอก‘พ่อ’แล้ว พร้อมเปิดเวชระเบียนชั้น14หากไม่ติดข้อกฎหมาย

เมื่อเวลา 10.00นวันที่ 26มีนาคม2568ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาลงมติในญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) ที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และคณะ เป็นผู้เสนอ หลังจากมีการอภิปรายของสส.พรรคร่วมฝ่ายค้านและการชี้แจงจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) รวมถึงสส.พรรคร่วมรัฐบาล ตลอด2วัน (24-25มี.ค. )ที่ผ่านมา กันอย่างกว้างขวาง โดยใชเวลาไปทั้งสิ้น 32ชั่วโมง 32นาที

สส.319คนโหวตหนุน-162เสียงค้าน

โดยประธานสภาฯ แจ้งขั้นตอนการลงมติของสมาชิก โดยเป็นการลงมติแบบเสียบบัตรลงคะแนน หากผู้ใดเห็นด้วยกับญัตติฯ คือไม่ไว้วางใจ ต้องกดปุ่มเห็นด้วย หากผู้ใดไม่เห็นด้วยกับญัตติฯ คือไว้วางใจต้องกดปุ่มไม่เห็นด้วย เมื่อสมาชิกลงมติเรียบร้อย จะประกาศผลลงคะแนนให้ที่ประชุมฯทราบตามข้อบังคับ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา151 วรรค 4 กำหนดให้มติไม่ไว้วางใจต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ คือต้องมีจำนวน 247เสียงขึ้นไป จากนั้น เวลา10.12น.ประธานได้แจ้งผลการลงมติตามญัตติ ดังนี้ จำนวนผู้ลงมติ 488คน เห็นด้วยกับญัตติฯ (ไม่ไว้วางใจ) 162เสียง ไม่เห็นด้วยกับญัตติฯ (ไว้วางใจ) 319 เสียง งดออกเสียง7 ไม่ลงคะแนนเสียงไม่มี ถือว่า ผลการลงมติไม่ไว้วางใจน.ส.แพทองธาร ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ เป็นอันว่าที่ประชุมลงมติไว้วางใจน.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ จากนั้น ประธานฯแจ้งว่า หากการประชุมครั้งนี้มีอะไรขาดตกบกพร่อง หรือไม่สบายใจบางประการ ขอให้ทุกคนให้อภัยด้วย และได้สั่งปิดการประชุมในเวลา10.14น. พร้อมเสียงปรบมือของสมาชิกอยู่ในห้องประชุม

เปิด7สส.งูเห่าฝ่ายค้านโหวตไว้วางใจ

งูเห่า7ตัว! เช็คเลยใครเป็นใครโหวตทิศทางไหนในศึกซักฟอก’ปูอัด‘เอากะเขาด้วยพลิกโหวตหนุน ด้าน’กาญจนา พปชร. -5สส.ไทยสร้างไทย‘ ตามคาด ส่วน‘3สส.รุ่นเดอะพ่วงสรรเพชญ ปชป.’งดออกเสียง ขณะที่‘เฉลิม’แจ้งล่วงหน้าไม่ร่วมสังฆกรรม ลาป่วย 4คน‘ปชน.2-รทสช.1-ชาติไทยฯ1‘

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ลงมติในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) ที่นายณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และคณะ เป็นผู้เสนอ ไปด้วยคะแนนเสียงไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร 319ต่อ 162เสียง ทั้งนี้ การลงมติ 162เสียงของสส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน พบว่า สส.พรรคประชาชน ที่มีทั้งหมด 143คน ลงมติไปในทิศทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง141เสียง เห็นด้วยกับญัตติ คือไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ขาดเพียง น.ส.วรรณวิภา ไม้สน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและนายสิริน สงวนสิน สส.กทม.พรรคประชาชน ที่แจ้งลาป่วยอยู่โรงพยาบาล

ทั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐ ที่มีสส.20คน ลงมติไม่ไว้วางใจไปในทิศทางเดียวกัน 19คน มีเพียง น.ส.กาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ ที่ลงมติไว้วางใจ สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่ได้ถูกพรรคพลังประชาชนปลดออกจากตำแหน่งรองเลขาฯพรรคและแสดงตัวชัดเจนว่า จะโหวตไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ส่วนพรรคไทยสร้างไทย ที่มีสส.ทั้งหมด 6คน มีเพียง นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด เพียงคนเดียวที่ลงมติไม่ไว้วางใจ ส่วนอีก 5คน อาทิ นางรำพูน ตันติวณิชชานนท์ สส.อุบลราชธานี นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ นางสุภาพร สลับศรี สส.ยโสธร นายหรั่ง ธุระพล สส.อุดรธานีและนายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ สส.อุดรธานี เป็นงูเห่าลงมติไว้วางใจ สส.ฝ่ายค้านพรรคเล็ก มี นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยก้าวหน้า เป็นงูเห่า ลงมติไว้วางใจ ส่วน นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ลงมติไม่ไว้วางใจ ขณะที่สส.พรรคร่วมรัฐบาล 319เสียง ที่ลงมติไว้วางใจ โดยพรรคเพื่อไทย ทั้งหมด 142คน ลงมติไว้วางใจน.ส.แพทองธาร ไปในทิศทางเดียวกัน140เสียง มีเพียง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ ที่ไม่มาแสดงตนและไม่ปรากฎการลงมติ ซึ่งได้แจ้งต่อที่ประชุมมาก่อนหน้านี้แล้วว่า จะไม่เดินทางมาร่วมลงมติ กับ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานสภาฯคนที่1 งดออกเสียง

ปชป.21คนหนุน-งดออกเสียง4คน

ด้าน สส.พรรคภูมิใจไทย 69คน ลงมติไว้วางใจน.ส.แพทองธาร 68 เสียง อย่างพร้อมเพรียง 68 เสียง มีเพียงนายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานสภาฯ คนที่2 งดออกเสียง สส.พรรครวมไทยสร้างชาติที่มีทั้งหมด 36คน ลงมติไว้วางใจ 35คน มีเพียงนายสุพล จุลใส สส.ชุมพร ที่ไม่แสดงตนและไม่ปรากฎการลงมติ ซึ่งได้แจ้งลาป่วยอยู่โรงพยาบาล สส.พรรคประชาธิปัตย์ที่มีทั้งหมด 25คน ลงมติไว้วางใจไปในทิศทางเดียวกัน 21คน มีเพียงนายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายจุรินทร์ลักษณวิศิษฎ์ สส.บัญชีรายชื่อ และนายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา งดออกเสียงที่ได้แสดงท่าทีชัดเจนมาก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ยังมีนายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ไม่มาลงมติ เนื่องจากแจ้งลาป่วยอยู่โรงพยาบาล

‘อิ๊งค์’ยิ้มระรื่น‘เท้ง-ไหม’ร่วมชักภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ลงมติในญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล บรรยากาศภายในห้องประชุมสภาฯ เป็นไปด้วยดี บรรดาคณะรัฐมนตรี(ครม.) สส.ทั้งซีกพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ต่างจับกลุ่มพูดคุย รวมกลุ่มถ่ายภาพเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยเฉพาะ น.ส.แพทองธาร ที่ได้รับคะแนนโหวตไว้วางใจให้ทำหน้าที่นายกฯต่อไป มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นกันเอง ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ได้ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาร่วมลงมติในที่ประชุม มีสีหน้าเรียบเฉย ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า นายณัฐพงษ์ ผู้นำฝ่ายค้านฯ รวมถึงน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ก่อนหน้านี้อภิปรายในหัวข้อ“ดีลแลกประเทศ”ต่อ น.ส.แพทองธาร กระทบชิ่งถึงบุคคลภายนอกอย่าง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้เป็นพ่อ แบบดุเดือด ก็ได้ขึ้นไปร่วมเฟรมถ่ายภาพบนบัลลังก์กับ น.ส.แพทองธาร พร้อมด้วยบรรดา ครม.อีกด้วย

ไม่ต้องการ‘งูเห่า’-ขอบคุณโหวตหนุน

เวลา 12.50น.น.ส.แพทองธาร ให้สัมภาษณ์ภายหลังที่ประชุมสภามีมติไว้วางใจอย่างท่วมท้นว่า ขอบคุณทุกท่านที่ไว้วางใจ ก็ดีใจ ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่า พิธีการเป็นอย่างไร เพราะเป็นครั้งแรกที่เข้าไป พอประธานสภาพูดจบเสียบบัตรปุ๊บ เลขขึ้นเลยและตนก็ไม่แน่ใจว่า เลขที่จอใช่ผลหรือยัง และทราบว่าใช่แล้วคือเร็วมาก เพราะตอนโหวตนายกฯเป็นการขานชื่อทีละชื่อก็ถือว่าเร็ว เมื่อถามว่า เสียงรัฐบาลนั้นท่วมท้นอยู่แล้วทำไมถึงยังต้องพึ่งเสียงของงูเห่า นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้พึ่งเลย แต่ต้องมานั่งดูอีกทีว่าอย่างไร จากที่ไหน เพราะไม่ได้บอกอยู่แล้ว อาจจะเป็นความคิด เมื่อถามว่า ใจนายกฯคือไม่ต้องการให้มีภาพงูเห่าใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ต้องการค่ะ ไม่ต้องการให้มีภาพอย่างนั้น แต่จริงๆก็ต้องขอบคุณทุกคะแนนเสียงอยู่ดี แต่ที่เราคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็คุยกันเรื่องคะแนนโหวตจากพรรคร่วมฯ ยังไงพรรคร่วมรัฐบาลที่ร่วมทำงานกันมา ถ้าแค่คะแนนของพรรคร่วมฯก็พออยู่แล้ว

ไม่ติดใจ4เสียงปชป.-ไม่รู้ใครงูเห่า

เมื่อถามว่า4เสียงพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่งดออกเสียง ติดใจอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าไม่ติดใจอะไรทั้งนั้น ไม่เป็นไร เมื่อถามว่า นายกฯไม่ต้องการให้มีเสียงงูเห่า คนที่นำเสียงงูเห่ามาให้ต้องตอบแทนอะไรเขาหรือไม่ หรือไม่ต้องตอบแทนอะไรใดๆ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบว่างูเห่าจากไหน ใครคืองูเห่า เมื่อถามย้ำว่า ฝ่ายค้านประมาณ7เสียงมายกให้ นายกฯ กล่าวว่า อืม นายกฯย้อนถามด้วยว่าแล้วทราบหรือยังว่า7เสียงนี้จากใคร ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า จากพรรคไทยสร้างไทย และพรรคพลังประชารัฐ ก่อนที่นายกฯจะกล่าวว่า อ๋อค่ะ ไม่มีไม่ได้คุยอะไรกันไว้ก่อนเลยด้วยความสัตย์จริงที่สุดแล้ว ไม่ได้คุยอะไรกันไว้ก่อนเลย ฉะนั้นไม่ทราบว่าต้องให้อะไร เมื่อถามอีกว่า เขาจะเอามาต่อรองเก้าอี้ในครม.หรือไม่ สมมุติถ้าเขาย้ายมา นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีการต่อรองเกิดขึ้นทั้งนั้น อย่างที่เคยบอกไปแล้ว จะปรับ ครม.เป็นอำนาจของนายกฯอยู่แล้ว ถ้าจะไปทางไหนยังไงก็ไม่เป็นผล

เมื่อถามว่า นายกฯโฟกัสงานหลังจากนี้ต่อไปอย่างไร เมื่อได้คะแนนท่วมท้น นายกฯ กล่าวว่า ทำงานต่อไปเต็มที่ ก็คุยกันอยู่แล้วที่ทางสื่อมวลชนเห็น มีการนัดเจอกับพรรคร่วมรัฐบาล มีการพูดคุยกันชัดเจนกันทุกเรื่อง มันเป็นสไตล์การทำงานของตนอยู่แล้วว่าถ้ามีอะไรก็พูดกันตรงๆ ว่าอันไหนใช่อันไหนไม่ใช่ แบบไหนที่เราต้องการและไม่ต้องการ ก็อย่างที่บอกเป็นนายกฯGen Yค่ะ ก็พูดแบบนี้แหละค่ะ

ลั่นไม่มีปรับครม.-บอก‘ทักษิณ’แล้ว

เมื่อถามว่า หลังอภิปรายจะปรับ ครม.หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่มีแพลนปรับ ครม.ค่ะ เมื่อถามย้ำว่า หากมีการไปกดดัน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเพื่อให้กดดันนายกฯ ขอเก้าอี้รัฐมนตรี นายกฯจะฟังหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จริงๆตนรับฟังอยู่แล้วทุกเรื่อง แต่ว่าได้คุยกันอยู่แล้ว เรื่องการตั้งรัฐมนตรีก็มีการปรึกษาพูดคุยกันและสอบถาม เช่น ที่จะอภิปรายรอบนี้ มีการพูดกับ นายทักษิณ อยู่แล้วว่า ยังจะไม่ได้ปรับครม.ซึ่ง นายทักษิณ บอกว่า อ๋อ หรอ โอเค อย่างนี้ค่ะ มีแค่นี้ ก็เลยยังไม่คิดจะปรับ ครม.คุณพ่อไม่ได้ถามเรื่องปรับครม. คุยกันอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ยังไงจะปรับหรือไม่ปรับ เป็นการคุยกันว่ายังไง ซึ่งดิฉันก็คุยกับคุณพ่ออยู่แล้วว่ายังไม่ปรับ ครม.และเขาก็รับทราบ เมื่อถามว่า เหตุผลที่ยังไม่ปรับครม.เพราะอะไร นายกฯ กล่าวว่า ยังรู้สึกว่าการทำงานกำลังต่อเนื่องได้ดีและคิดว่าอย่างน้อยๆ ทุกคนก็ต้องมีเวลาในการปรับตัว ที่จะเริ่มทำงานให้มันคล่องมือกันต่อไป ก็เหมือนตนนี่แหละค่ะ เพราะนี่ก็เป็นครม.แรกเหมือนที่ตนเพิ่งเข้ามา ก็ทำงานเท่าๆกันเพราะฉะนั้นก็ดูกันไป

พร้อมเปิดเวชระเบียนถ้าไม่ผิด ก.ม.

เมื่อถามว่า ในการอภิปรายเมื่อวันที่ 25มี.ค.ที่นายกฯระบุว่า จะยื่นแพทยสภาให้ตรวจสอบเรื่องชั้น 14 นายกฯ กล่าวว่า รออยู่ รอผล เมื่อถามอีกว่า ผลจะออกมาเมื่อไหร่และจะเปิดเผยเวชระเบียนต่อสาธารณะหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่แน่ใจ มันจะผิดกฎหมายหรือเปล่า เดี๋ยวขอไปเช็คก่อน แต่ตนไม่ทราบไทม์ไลน์ว่า จะได้เมื่อไหร่ เดี๋ยวเช็คดู ถ้าเปิดเผยได้ก็เปิดเผย เมื่อถามว่า หนึ่งประโยคที่นายกฯอยากพูดกับประชาชนคืออะไร นายกฯ กล่าวว่า ขอบคุณที่ติดตามการอภิปรายและการชี้แจงทั้งของฝ่ายค้านและของรัฐบาล ข้อมูลทุกอย่างก็พยายามจะให้ประชาชนมากที่สุดเพื่อจะให้เกิดความโปร่งใส ตนก็ตอบทุกข้อสงสัยด้วย ฉะนั้นก็ทำเต็มที่ค่ะ เดี๋ยวไว้ติดตามผลงานกันต่อไปนะคะ เรื่องนโยบายเราก็เร่งเต็มที่อยู่แล้ว

‘เท้ง’ยอมรับคุมเสียงฝ่ายค้านไม่ได้

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ว่า ตนไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ เพราะมั่นใจในเพื่อนร่วมพรรคทุกคนว่า จะลงมติในทิศทางเดียวกัน แต่ในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ เป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรคไปกำกับเสียงในพรรคตนเอง เมื่อถามว่า พอใจภาพรวมการอภิปราย 2วันที่ผ่านมาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทั้งพอใจและไม่พอใจ พอใจในการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน แต่ยังไม่พอใจคำชี้แจงของฝั่งรัฐบาล โดยเฉพาะช่วงท้ายก่อนปิดอภิปราย ยังมีอีกหลายเรื่องที่นายกฯไม่ใช้สิทธิ์แก้ข้อกล่าวหาในสภาฯ

‘ดีลปีศาจ’หมายถึงชนชั้นนำกลุ่มทุน

เมื่อถามว่า การอภิปราย มีการพาดพิงถึง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหลังจากนี้ นัยยะทางการเมืองจะเป็นอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การอภิปรายชั้น14 แสดงให้เห็นชัดว่า นายกฯเป็นพยานรู้เห็นและรับทราบถึงสถานะของ นายทักษิณ ตั้งแต่แรก ซึ่งเราต้องการให้นายกฯตอบให้ชัดว่า นายทักษิณ เป็นโรคอะไรกันแน่ จึงได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่านักโทษคนอื่น เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ หาก นายทักษิณ ตอบโต้กลับ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่กังวลอะไร รอดูการตอบโต้ว่า จะเป็นอย่างไร เมื่อถามว่าที่บอกว่าดีลแลกปีศาจ คำว่าปีศาจหมายถึงใคร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ชนชั้นนำในสังคมที่เอารัดเอาเปรียบคนในสังคม และใช้อำนาจอิงแอบกับกลุ่มทุนและพวกพ้องของตนเอง โดยไม่ได้สนใจประโยชน์คนส่วนใหญ่

มั่นใจอภิปรายไม่เสียของแน่นอน

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่จะโรยเกลือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรากำลังดูเรื่องข้อกฎหมาย มีหลายประเด็น ซึ่งยุทธการโรยเกลือยังมีช่องทางอีกหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนในกรรมาธิการ หรือไปยื่นตามที่ต่างๆ มีตามมาแน่นอนไม่ต้องห่วงและเรากำลังพูดคุยกันภายในพรรคว่า จะจัดการอย่างไรต่อ พร้อมย้ำว่าเริ่มทำงานตั้งแต่วันนี้ทันที ก่อนมาแถลงข่าวนี้ก็ประชุมกันในพรรค มีการพูดคุยกันหลายประเด็นแล้ว ส่วนยืนยันหรือไม่ว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่เสียของ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ไม่เสียของอย่างแน่นอน หลายอย่างที่เรานำเสนอ จะดำเนินการต่อแน่นอน ขอให้รัฐบาลตั้งรับไว้ให้ดี ข้อมูลที่เรามีบางอย่างนายกฯยังตอบไม่ได้

รัฐบาลอยู่ต่อ-อายุปชช.จะสั้นลง

เมื่อถามว่ามีการประเมินอายุรัฐบาลชุดนี้ไว้อย่างไรบ้างนั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เราประเมินแทนนายกฯ หรือพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ แต่สิ่งที่ตนพูดได้แทนประชาชนคือ หากน.ส.แพทองธาร ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ อายุของประชาชนคนไทยจะสั้นลงทุกวัน การทำหน้าที่ปัจจุบันของนายกฯก็ยังไม่ดีพอ ส่วนปัญหาในอนาคตก็ยังยืนยันว่า ตราบใดที่ น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯที่ขาดคุณสมบัติที่ดีเพียงพอ ต้นทุนของประเทศที่เสียไปคงไม่มีอะไรมาแลกได้ ไม่อยากให้นายกฯอยู่ครบวาระ

‘ชวน’โยนถามพ่อซักฟอกผ่านหรือไม่

หลังลงมติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ปรากฏว่า นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินลงมาที่ห้องพยาบาลอาคารรัฐสภา เพื่อพบแพทย์ตรวจตาด้านซ้ายที่มีอาการบวมแดง ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงอาการ นายชวน จึงเปิดเผยว่า หมอบอกว่า ไม่เป็นอะไร ผู้สื่อข่าวถามถึงการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เพิ่งจบไป ลงมติอย่างไร นายชวน กล่าวว่า ตนลงมติงดออกเสียง ขอย้ำจุดยืนที่มีต่อรัฐบาลชุดนี้ว่า แน่นอนมาตั้งแต่ต้นแล้วและเมื่อคราวประชุมพรรค ตนได้ขออนุญาตพรรคแล้วว่า จะงดออกเสียง เมื่อถามว่าฟังการอภิปรายตลอดทั้ง 2วันที่ผ่านมาเป็นอย่างไร นายชวน กล่าวว่า ตนรับฟังและขอแสดงความยินดีกับทุกฝ่ายที่ทำหน้าที่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในระบอบประชาธิปไตยคานกับอำนาจตรวจสอบของกันและกัน ซึ่งเป็นไปตามปกติ เมื่อถามว่า มองคำชี้แจงของ น.ส.แพทองธาร เป็นอย่างไรบ้าง นายชวน กล่าวว่า ต้องไปถามพ่อเขา ก่อนจะอมยิ้ม

เมื่อถามต่อว่า คิดว่าคนนอกควรจะมาตอบเองหรือไม่ นายชวน ย้อนถามว่า คนนอกหมายถึงใคร ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า กรณีของชายคนนั้น นายชวน ระบุว่าต้องไปถามผู้อภิปราย เพราะมีการแก้ญัตติไม่ระบุชื่อ ถามว่า เท่าที่ดูจะให้คะแนนการทำหน้าที่ของ นายวันนอร์ อย่างไร นายชวน กล่าวว่า ตนก็ให้กำลังใจ สำหรับบุคคลที่ทำหน้าที่ประธาน ตนก็เข้าใจและเห็นใจ “เช่น กรณีที่นายกฯพูดถึงบิดา โดยปกป้องว่าถูกกลั่นแกล้ง แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่เป็นการหนีคดี นายทักษิณ เดินทางไปต่างประเทศไม่มีใครไปแกล้งท่าน เป็นเรื่องการหนีคดีอาญาที่เกิดจากข้อหาทุจริตและศาลตัดสิน ก็เลยหนีคดีไป ซึ่งสังคมก็ต้องเข้าใจความจริงที่แต่ละฝ่ายให้ข้อมูลด้วย

‘หญิงหน่อย’ฟาดงูเห่าต้องถูกลงโทษ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.)โพสต์เฟซบุ๊กหลังที่ประชุมสภาฯลงมติโหวตญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร โดยมีสส.พรรค ทสท.ลงมติไม่เห็นชอบ 5เสียง จากทั้งหมด 6เสียง ว่า การอภิปรายไม่มั่นใจ คือกลไกตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล สส.งูเห่าที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชนที่เลือกตนเข้ามา ทรยศต่อพรรคการเมืองที่สร้างให้ตัวเองได้มีวาสนาเข้ามาเป็นผู้ทรงเกียรติในสภา แต่กลับทำตัวไร้จริยธรรม เพื่อแลกผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประชาชน ทำลายระบบประชาธิปไตย จะต้องถูกลงโทษโดยประชาชนและกระบวนการยุติธรรม ฐานผิดจริยธรรมร้ายแรงต่อไป