
แนวหน้าวาทะเด็ด
วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
“ทุกคะแนนเสียง ทั้งสนับสนุน และไม่ไว้วางใจ จะเป็นพลังให้ดิฉัน และครม.มุ่งมั่นทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป”
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
“ทุกคะแนนเสียง ทั้งสนับสนุน และไม่ไว้วางใจ จะเป็นพลังให้ดิฉัน และครม.มุ่งมั่นทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป”
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
ศาลรธน.รับวินิจฉัยฝ่าฝืนจริยธรรม ‘ภูมิธรรม-ทวี’ระทึก ปมดีเอสไอรับคดีฮั้วสว.เป็นคดีพิเศษ ส่อแทรกแซงการทำงานกกต. แต่ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
ศาลรธน.มติเอกฉันท์สั่งรับวินิจฉัย “ภูมิธรรม-ทวี”ปมสั่ง DSI รับทำคดีฮั้วสว.ปี’67 เป็นคดีพิเศษ เข้าข่ายกลั่นแกล้ง-แทรกแซงกกต.-วุฒิสภา ส่อฝ่าฝืนจริยธรรม จ่อหลุดเก้าอี้ รมต.แต่ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สั่งทั้งสองยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน อีกทั้งศาลฯ มีมติสั่ง“สมชาย เล่งหลัก” พ้น สว. เหตุต้องคำพิพากษา-เพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้ง 10 ปี เจ้าตัวยอมรับคำวินิจฉัย เดินหน้าการเมืองนอกสภา
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์พิจารณา เรื่อง พิจารณาที่ 8/2568 กรณีประธานวุฒิสภา ส่งคำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมและพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
โดย พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และสมาชิกวุฒิสภา รวม 92 คน เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) โดยกล่าวอ้าวอ้างว่า นายภูมิธรรม (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษ และ พ.ต.อ.ทวี (ผู้ถูกร้องที่ 2) ในฐานะรองประธานกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เสนอเรื่องขอให้ตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. พ.ศ. 2567 ต่อคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อมีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 25547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2)
เป็นการแทรกแซง หรือ ครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่และครอบงำสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้วเห็นว่า กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7(4) ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา และให้ผู้ถูกร้องทั้งสองยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561มาตรา 54
ส่วนที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณากรณีขอให้ผู้ถูกร้องทั้งสองหยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง ยังไม่ปรากฎเหตุอันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้อง ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ในชั้นนี้ ยังไม่สั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสองหยุดปฏิบัติหน้าที่ แจ้งให้คู่กรณี ได้แก่ ประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) และนายภูมิธรรม (ผู้ถกร้องที่ 1) และ พ.ต.อ.ทวี (ผู้ถูกร้องที่ 2) ทราบ
วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยให้สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกวุฒิสภาของ นายสมชาย เล่งหลัก สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 111 (4) ประกอบ มาตรา 108 ข. ลักษณะต้องห้าม (1) และมาตรา 48 (5) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่มาตรา 82 วรรคสอง คือวันที่ 11 ธ.ค 67 จากเหตุต้องคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ลต สส 338/2567 ลงวันที่ 23ก.ย.67ที่พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายสมชาย เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
เนื่องจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าในการเลือกตั้ง สส.เมื่อปี66 นายสมชาย ซึ่งเป็นผู้สมัครสส. เขต9 สงขลา พรรคภูมิใจไทย รู้เห็นเป็นใจสนับสนุนให้ลูกน้อง จัดเตรียมเพื่อจะให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองซึ่งเป็นการทุจริตเลือกตั้ง อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส.2561มาตรา73(1) ประกอบมาตรา 138วรรคหนึ่ง นายสมชาย จึงเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และศาลรัฐธรรมนูญให้ถือว่าวันที่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงคือวันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 76 วรรคหนึ่งที่บัญญัติให้คำวินิจฉัยศาลธรรมนูญมีผลในวันอ่านคือวันที่ 26 มี.ค 68 เป็นวันที่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกว่างลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 107 วรรคสี่
ด้าน นายสมชาย เล่งหลัก อดีต สว.ให้สัมภาษณ์หลังฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจาก สว.ว่า เมื่อศาลพิจารณาวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ ตนก็ยอมรับ ซึ่งอาจจะเป็นที่ข้อกฎหมาย แต่การทำงานการเมืองของตน ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในสภาอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อเรามีอุดมการณ์ อยู่นอกสภาก็สามารถทำได้โดยเฉพาะประชาชนใน จ.สงขลา ทุกคนเข้าใจสามารถเข้าถึงตนได้ตลอด ซึ่งตนก็โชคดีที่มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาอีก 199 คน ตนพร้อมที่จะไปสื่อสารหรือแบ่งปันกับเพื่อนสมาชิกทั้งหมด
“ผมถือว่าข้อกฎหมายผมไม่ทราบ แต่ผมทราบเรื่องข้อเท็จจริง ถือว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานั้นตัวผมสังคมน่าจะพอรู้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือว่าวิธีการเตะสกัด ทางการเมือง นี่คือการเมือง” นายสมชาย ย้ำ
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลุ่ม สว.สำรอง จำนวนหนึ่งนำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เข้ายื่นหนังสือเปิดผนึกถึงประธานกกต.เพิ่มเติม ขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยกกต.ที่ 5/2568 ลงวันที่ 6 ม.ค.2568 เรื่องการเลือกสว.ระดับประเทศ ขอให้นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนไต่สวน กรณีการเลือกสว.ระดับประเทศ ส่อมีการทุจริต ในขณะที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งได้แจ้งว่าพบเหตุทุจริตต่อนายแสวง แต่นายแสวง กลับเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้ง
โดย พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่าเหตุที่ต้องคัดค้านคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากในท้ายคำสั่งอ้างว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่ 26 มิ.ย.2567 ตามที่ พ.ต.อ.มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัดสมุทรปราการ ที่กล่าวอ้างว่า มีผู้นำข้อมูลมาแจ้งมีข้อมูลเมื่อเช้าในวันที่ 26 มิ.ย.2568 นั้น เป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกัน และอ้างว่าผู้ที่มาแจ้งไม่มีความเข้าใจ ว่าเรื่องนั้นเป็นความผิดหรือไม่ เลยไม่ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งในวันนั้น แต่นำมาแจ้งต่อ พ.ต.อ.มนัส ภายหลังเพื่อให้สอดคล้องที่นายมนัสได้รายงานในวันที่ 28 มิ.ย.2568 ซึ่งคำวินิจฉัยของกกต.ในท่อนนั้น ระบุว่าได้มีการสอบปากคำผู้ร้องที่เป็นผู้หญิงที่ระบุว่าได้แจ้งต่อพ.ต.อ.มนัส ไว้แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ตนได้ตรวจสอบไปยังผู้หญิงรายดังกล่าว เขายืนยันว่าตั้งแต่การเลือก สว. ครั้งที่ผ่านมา ไม่มีเจ้าหน้าที่กกต.แม้แต่คนเดียว ไปสอบปากคำเขา ดังนั้นกรณีที่กกต.อ้างว่าต่อปากคำหญิงรายดังกล่าวแล้ว จึงเป็นการกล่าวอ้างเป็นเท็จ
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) มีพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่าสำหรับการประชุมความคืบหน้าคดีฮั้วสว.จะยังไม่เกิดขึ้นในตอนนี้เพราะล่าสุด ตนได้มีการมอบหมายงาน และแบ่งงานให้กับเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการ หลังจากนี้จะมีการออกหมายเรียกกลุ่มพยานมาสอบสวนปากคำแน่นอน ส่วนพยานกลุ่มแรกจะเป็นใครนั้น ขอให้คณะพนักงานสอบสวนได้ดูรายละเอียดก่อน โดยจะเน้นไปที่กลุ่มบุคคลที่มีเส้นทางทางการเงินมาเกี่ยวข้อง เนื่องจากดีเอสไอรับดำเนินการในคดีฟอกเงินทางอาญา จึงต้องดูเรื่องเส้นทางการเงินก่อน ดังนั้น หากขยายพบไปว่า มีบุคคลใดเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ค่อยดำเนินการไปตามขั้นตอน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
ใบแดง‘มุกดาวรรณ’ สส.เมืองคอน ภท. ศาลชี้ทำผิดซื้อเสียง สั่งชดใช้เงิน8ล้าน
ศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง “มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล” สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย พร้อมสั่งชดใช้ 8 ล้านบาท ตามคำร้อง กกต. ฐานทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 ศาลฏีกามีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล สส.เขต 8 นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย พร้อมให้ชดใช้ค่าจัดการเลือกตั้ง 8 ล้านบาท ตามคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฐานทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
ก่อนหน้านี้ กกต.มีมติให้สำนักงาน กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนางมุกดาวรรณ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ประกอบพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มาตรา 138 และมาตรา 139 พร้อมดำเนินคดีอาญา นางมุกดาวรรณ จ.ส.อ.ถาวร แก้วศรีอ่อน และ นายวีระศักดิ์ คชเชนทร์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 158 ของกฎหมายเดียวกัน เนื่องจากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า นางมุกดาวรรณก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้ จ.ส.อ.ถาวรให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหัวละ 500 บาทรวม 25,000 บาท เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองตามข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง โดยศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยเมื่อวันที่ 5 ก.ค.2567 ซึ่งมีผลให้นางมุกดาวรรณ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.ไว้จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งจะได้มีการเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีให้ทูลเกล้าเพื่อทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งส.สแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งจะต้องมีการเลือกตั้งภายใน 45 วันรับแต่ตำแหน่งว่างลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101วรรคหนึ่ง (1)

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
จับตาครม.27มี.ค. ถกร่างก.ม.กาสิโน คลังสรุปความเห็นเสนอเข้าทำเนียบฯ
“จุลพันธ์”เผยความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร ถึงทำเนียบฯ รอ สลค.บรรจุเข้า ครม. หลังรับฟังความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ เรียบร้อยแล้ว จับตาประชุม ครม. 27 มีนาคมนี้ รัฐบาลจะมีการพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลังเปิดเผยว่า กระทรวงการคลังส่งร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) กลับมายังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เรียบร้อยแล้ว ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป ส่วนจะเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 27 มีนาคมนี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
“ตอนนี้ส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว ต้องรอว่าสลค. จะบรรจุวาระเข้าครม.เมื่อใด เพราะที่ผ่านมาร่างดังกล่าวถูกส่งมาให้กระทรวงการคลังยืนยัน และรับฟังความเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว”นายจุลพันธ์กล่าว และว่า กระทรวงการคลังเสนอร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เพื่อเตรียมบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม ครม.ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เราคาดว่าโดยเร็วสุดน่าจะเข้า ครม.ในวันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคมนี้
นายจุลพันธ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หากร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม.วันพฤหัสบดีนี้ และได้ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว รัฐบาลก็จะนำเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ส่วนความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อร่างกฎหมายดังกล่าวนั้น ทั้งหมดได้แสดงความเห็นด้วย โดยระบุว่า เป็นโครงการที่จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโต
สำหรับร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. มีเนื้อหาประกอบด้วย 7 หมวด รวม 104 มาตรา ครอบคลุมรายละเอียดทั้งบททั่วไป คณะกรรมการนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร คณะกรรมการบริหารสำนักงานควบคุมการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร สำนักงานควบคุมการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ รวมทั้งกำหนดรายละเอียดเงื่อนไขการอนุญาตและการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร การควบคุมและมาตรการบังคับ ข้อปฏิบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ บทกำหนดโทษ และบทเฉพาะกาล ซึ่งกำหนดในวาระเริ่มแรกให้มีคณะกรรมการชั่วคราวทำหน้าที่คณะกรรมการนโยบาย โดยให้ข้าราชการในสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทยที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นเลขานุการและเลขานุการร่วม และให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการไปพลางก่อน โดยแต่งตั้งผู้อำนวยการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้นายกรัฐมนตรีเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นใดในหน่วยงานของรัฐมาปฏิบัติงานที่ในสำนักงานเป็นการชั่วคราวภายในระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สรุปผลรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ครั้งที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์-14 มีนาคม 2568 ผลการรับฟังความคิดเห็นพบว่า มีผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นกว่า 71,000 คน ภาพรวมมีผู้เห็นด้วยกับร่างกฎหมายประมาณ 80% และไม่เห็นด้วยประมาณ 20% ในทุกหมวดของร่างกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงหลายประเด็น เช่น ปรับปรุงคำนิยามบางคำให้ชัดเจนมากขึ้น การเสนอให้เพิ่มอำนาจส่งเสริมการลงทุน ติดตามและประเมินผลดำเนินงานของธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ และการออกหลักเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาล รวมทั้งการเสนอเห็นด้วยกับการจัดให้มีมาตรการป้องกันการฟอกเงิน
ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้กำหนดทุนจดทะเบียนให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ และพิจารณาสัดส่วนพื้นที่กาสิโนที่ 104 ว่าอาจน้อยเกินไป แต่ต้องมีมาตรการกำกับที่เข้มงวดรัดกุม มีข้อเสนอให้กำหนดกฎเกณฑ์เรื่องการป้องกันกลุ่มทุนที่ไม่โปร่งใส กำหนดระยะเวลากระบวนการอนุญาตให้ชัดเจน เพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ และพัฒนาระบบยื่นขออนุญาตออนไลน์
เช่นเดียวกับข้อกำหนดว่าต้องมีเงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาทต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 6 เดือนนั้น มีข้อเสนอหลายอย่าง เช่น ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดเกณฑ์เงินฝากที่ 50 ล้านบาท เพราะจะมีผลต่อการลงทุนโดยตรง ถ้าฐานลูกค้ามีน้อย การลงทุนในธุรกิจนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
ส่วนลดเกณฑ์เงินฝากเป็น 10 ล้านบาทและอนุญาตให้ใช้หลักทรัพย์อื่นแทนได้ (เช่น หุ้น ที่ดิน) รวมถึงเพิ่มทางเลือกการตรวจสอบรายได้ เช่น การยื่นแบบภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี ลดเกณฑ์เงินฝากเป็น 5 ล้านบาท แต่เพิ่มเงื่อนไขรายได้ต่อปีไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท
ขณะที่ข้อกำหนดเรื่องฝากเงินขั้นต่ำอาจเป็นการจำกัดสิทธิบุคคลเกินสมควร ควรพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การกำหนดวงเงินสูงสุดในการเล่นการพนัน การให้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการพนันที่มีความรับผิดชอบ

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.25 น.
วันนี้ (26 มีนาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรวิศ สอดส่อง หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้แทน พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ เดินทางมาร่วมงานเฉลิมฉลองวันชาติสาธารณรัฐประชาชน บังกลาเทศ โดยมี นายฟัยยาซ มูรชิด กาซี (H.E. Mr. Faiyaz Murshid Kazi) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันชาติของสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ตรงกับวันที่ 26 มีนาคม เป็นวันที่ปากีสถานตะวันออกประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากปากีสถานตะวันตก และใช้ชื่อว่าบังกลาเทศ เมื่อปี 2514 (ค.ศ.1971) ทั้งนี้ รัฐบาลบังกลาเทศมีนโยบายมุ่งเน้นเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (economic freedom) โดยใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจ (economic diplomacy) สนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติในลักษณะ joint venture รวมทั้งส่งเสริมความเชื่อมั่นในการลงทุนในตลาดหุ้นของนักลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ กระตุ้นการส่งออกโดยเฉพาะสิ่งทอไปต่างประ เทศ และส่งเสริมให้แรงงานไปทำงานในต่างประเทศ
รัฐบาลบังกลาเทศได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มุ่งเสริมสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบมุ่งตะวันออก (Look East) โดยกระชับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนและประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ไทย เมียนมาร์ และกลุ่มอาเซียน ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของนโยบายต่างประเทศบังกลาเทศ
บังกลาเทศส่งทหารเข้าร่วมกับกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประ ชาชาติมากเป็นอันดับหนึ่ง ของโลก ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลบังกลาเทศ และบังกลา เทศก็ส่งออกแรงงานจำนวนมากไปต่างประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายรวิศ สอดส่อง ในฐานะ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ได้เคยให้การต้อนรับ และเลี้ยงรับรอง ดร.ไซเอ็ด ราฟาต อาห์เหม็ด (Honorable Chief Justice Dr. Syed Refaat Ahmed) ประธานศาลฎีกาบังคลาเทศ ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย นายฟัยยาซ มูรชิด กาซี (H.E. Mr. Faiyaz Murshid Kazi) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาด้วย โดยเป็นความสัมพันธ์ในมิติทางกระบวนการยุติธรรมระหว่างไทย-บังกลาเทศ ของกระทรวงยุติธรรม ภายใต้การนำของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในยุครัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
– 006






วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.09 น.
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กับรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 24 -25 มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งท้ายที่สุด ในช่วงเช้าวันที่ 26 มี.ค. 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ยังคงโหวตไว้วางใจ 319 เสียง มากกว่าไม่ไว้วางใจ 162 เสียง โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 7 คนงดออกเสียง ว่า ไม่น่าแปลกใจ เพราะในเมื่อฝ่ายค้านตัดสินใจอภิปราบนายกฯ เพียงคนเดียว บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องผนึกกำลังกัน แม้จะมีปัญหาบ้าง 1-2 คนก็ตาม
แต่ในส่วนของฝ่ายค้าน ตนเข้าใจว่าทางพรรคประชาชนน่าจะครบ แต่ในส่วนของพรรคอื่นๆ ก็เห็นมีการให้สัมภาษณ์หรือมีการเคลื่อนไหวกันมาตลอด แต่โดยรวมก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องสมการของคะแนนเสียง ซึ่งคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่าหากไม่มีข้อมูลในการอภิปรายที่ทำให้ทุกคนแปลกใจและกลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นมา คะแนนแบบนี้ทุกคนก็คาดการณ์ได้ ส่วนกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี สส. 4 คน ในจำนวนนี้เป็นระดับอดีตหัวหน้าพรรคถึง 3 คน ที่งดออกเสียง ก็เข้าใจได้ว่าเป็นการแสดงจุดยืน เพราะเป็นคนที่ต่อสู้มาตลอดเรื่องไม่เห็นด้วยที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องไปคุยกัน
ทั้งนี้ ในช่วงที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค หากใครประสงค์จะไม่ลงมติตามมติของพรรคหรือของวิป ส่วนใหญ่ก็จะมาชี้แจงเหตุผลกับพรรคและวิปไว้ล่วงหน้า ซึ่งบางครั้งก็จะอะลุ้มอล่วยให้ แต่บางเรื่องก็ต้องบอกว่าเรื่องสำคัญ ส่วนการอภิปรายตลอด 2 วันที่ผ่านมา ในส่วนของฝ่ายค้านแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ได้มีอะไรที่เป็นข้อมูลใหม่ แต่ก็ได้แสดงบทบาทเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ในการตรวจสอบรัฐบาลจริงๆ และน่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่หยิบประเด็นซึ่งมีความแหลมคมที่เกี่ยวข้องกับตัวของนายกฯ คือเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินกับเรื่องชั้น 14 ที่มีการออกมาพูดแบบชัดเจน
ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น การไม่ทำตามสัญญาเรื่องปฏิรูปการเมือง เรื่องค่าไฟฟ้า เรื่องฝุ่น เรื่องการแสดงออกของนายกฯ ที่ถูกมองว่าขาดวุฒิภาวะ ขาดความรู้ความสามารถ เรื่องเหล่านี้พูดง่ายๆ หากเป็นคนที่ไม่ชอบนายกฯ ไม่ชอบรัฐบาลคงถูกใจ เห็นว่าสอบผ่าน แต่ตนก็เห็นในบางประเด็นที่หยิบขึ้นมาแล้วหวังให้ขยายผลได้ เช่น ไอโอหรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของกองทัพ เพราะประเด็นที่ตามาคือแล้วรัฐบาลจะไปจัดการอย่างไร ซึ่งหากเอกสารที่ฝ่ายค้านนำมาแสดงในสภาเป็นความจริง ก็กลายเป็นมีบุคคลสำคัญในรัฐบาลอยู่ในเป้าหมายด้วย ก็อาจมีการขยายผลทางการเมือง
“เรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินก็ดี เรื่องชั้น 14 ก็ดี รวมไปถึงเรื่องโรงแรม เรื่องอัลไพน์ ก็คงไม่ได้จบเพียงเท่านี้ ก็ต้องมีการตรวจสอบต่อไป ในแง่นี้ความจริงเลยมีทั้งด้านบวกและด้านลบกับฝ่ายค้าน ด้านบวกคือแปลว่าถึงแม้ว่าวันนี้คะแนนเสียงจะแพ้ไป แต่ยังมีประเด็นที่อาจนำไปสู่การขยายผลได้ ซึ่งก็ต้องดูต่อไปว่าแต่ละเรื่องเขาจะดำเนินการอย่างไร? เพราะมันไปได้หลายช่องทาง อาจเป็นเรื่องจริยธรรม จะไปผ่านผู้ตรวจการไหม? หรือ ป.ป.ช. แม้กระทั่งหน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องโดยตรง เรื่องภาษีอากร เรื่องกรมที่ดินหรืออะไรต่างๆ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า แต่ที่หลายคนมองว่าตลอด 2 วันที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างความสั่นสะเทือนเท่าที่ควร เพราะเหมือนกับเรื่องยังไม่จบ อย่างกรณีชั้น 14 นายกฯ บอกให้รอฟังแพทยสภา จึงทำให้การพูดหลายอย่างไม่ได้มีประเด็นที่จบครบและสามารถที่จะบอกว่านี่คือความเสียหายและใครต้องรับผิดชอบ ส่วนการเปรียบเทียบการอภิปรายระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชน ประเด็นนี้อย่าลืมว่าพรรคประชาชนเป็นพันธมิตรกับพรรคเพื่อไทยมานาน ยังไม่ต้องนำว่าผู้นำทางจิตวิญญาณของทั้ง 2 ฝ่าย ถูกพูดถึงว่ามีการติดต่อกันอยู่เสมอ
ซึ่งตนไม่ได้พูดว่ามีการไปตกลงอะไรหรือไม่ แต่พูดในแง่ว่าเมื่อเราฟังการอภิปรายเราจะเห็นว่าเรื่องไหนที่ย้อนกลับไปถึงสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะพูดอย่างหนักหน่วงได้ เพราะนั่นเป็นธรรมชาติซึ่งเขาต่อสู้กับตรงนี้มา และยังยืนยันว่าเขาต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเก่า ข้อหาที่พรรคประชาชนตั้งก็คือพรรคเพื่อไทยไปสยบยอมกับอำนาจเก่าแล้ว ดังนั้นหลายครั้งเวลาคนฟังก็กลายเป็นว่าเป้าไปที่กลุ่มอำนาจเก่ามากกว่าพรรคเพื่อไทย
โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ที่นายกฯ ตั้งคำถามกึ่งท้าว่าพรรคประชาชนจะกล้าประกาศหรือไม่ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมกับใคร แล้วก็ไม่มีคำตอบ จุดนี้ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกว่ายังขาดบางสิ่งบางอย่างไปซึ่งไม่เหมือนกับยุคที่พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคไทยรักไทยต่อสู้กัน รวมถึงเรื่องประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาอภิปรายในเวลานั้น เช่น จำนำข้าว CTX จะมีเรื่องเฉพาะที่แสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดหรือการทำผิดที่ชัดเจนอยู่แล้ว และพร้อมยื่นเรื่องต่อ จึงต้องดูกันต่อไปว่าประเด็นที่พอขยายผลได้ ทางพรรคประชาชนจะทำได้มาก – น้อยเพียงใด
แต่ตนก็มองว่าสำหรับผู้สนับสนุนพรรคประชาชนคงไม่ผิดหวัง เพราะมาตรฐานการอภิปรายที่ยังคงมีข้อมูลที่แน่นพอสมควรแม้จะเป็นข้อมูลที่เคยปรากฏต่อสาธารณะแล้วก็ตาม รวมถึงการเรียบเรียงประเด็นและการนำเสนอ ตนมองว่าพรรคประชาชนทำได้ดี ส่วนคำถามว่า ในเมื่อพรรคประชาชนมีความสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทย การอภิปรายจะเหมือนกับการเล่นละครหรือไม่ ตนมองว่าหากให้ความเป็นธรรม หากดู สส. ที่อภิปราย เช่น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นายรังสิมันต์ โรม หรือ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ การพูดก็ดูไม่ใช่ลักษณะเป็นมิตรเท่าไร
“เพียงแต่ในภาพรวมทั้งหมดมันก็ยังมีปัญหาที่ว่าทางการต่อสู้ของพรรคประชาชน เขายังมุ่งไปสู่โครงสร้างอำนาจมากกว่า มันก็เลยทำให้เวลามาอยู่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเฉพาะพรรคเพื่อไทย คนก็อาจจะมองด้วยความงงๆ นิดหน่อยว่าทำไมกลับไปตรงโน้น” นายอภิสิทธิ์ ระบุ
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนข้อสังเกตที่ว่า พรรคประชาชนตั้งหัวข้อการอภิปรายครั้งนี้ว่า “ดีลแลกประเทศ” แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าคืออะไร รวมถึงที่พูดถึงการครอบงำก็เช่นกัน ประเด็นนี้จริงๆ ตนมองว่าพรรคประชาชนมีความชัดเจนในระดับหนึ่ง รวมถึงในช่วงต้นที่ผู้นำฝ่ายค้านได้สรุปก็แหลมคมพอสมควร ที่บอกว่าประเทศไทยยอมเสียทุกอย่างเมื่อ 20 ปีก่อน เพื่อให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีออกไป แต่วันนี้กำลังจะยอมเสียทุกอย่างเพื่อให้นายทักษิณกลับมา ตนมองว่าคำกล่าวนี้ก็สื่อความหมายอยู่ในตัวเรื่องดีลแลกประเทศ
อีกทั้งตลอดการอภิปรายทั้ง 2 วัน พรรคประชาชนก็ย้ำเสมอว่าการที่พรรคเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงจุดยืนไปในเรื่องต่างๆ ทั้งที่เคยหาเสียง ที่เคยโจมตี หรือที่เคยมีจุดยินเดียวกันแต่กลับเปลี่ยนไป เพราะไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัวที่ได้รับในรูปการกลับมาของนายทักษิณหรืออะไรต่างๆ เพียงแต่ที่คนคาดหวังว่าจะมีการเปิดข้อมูลที่สร้างความฮือฮา เป็นหมัดเด็ดหรือหมัดน็อก หรืออภิปรายแล้วเกิดแรงสั่นสะเทือน ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้น
ส่วนที่คาดหวังกันว่าจะนำไปสู่การยุบสภาหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตนมองว่าตลอด 2 วันที่ผ่านมา พรรคประชาชนต้องการแสดงให้เห็นว่าเป็นเพียงพรรคเดียวเท่านั้นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง จากจุดนี้ทำให้พรรคประชาชนยังสามารถยึดมั่นฐานต่างๆ และหวังว่าจากวันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้งครั้งหน้า คนที่มองเห็นว่าประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะสนับสนุนพรรคประชาชน ซึ่งหากมองในแง่นี้พรรคประชาชนก็ไม่ถึงขั้นบรรลุเป้าหมายในการอภิปรายครั้งนี้ แต่ในทางกลับกันก็ต้องบอกว่าผลสะเทือนที่มีต่อรัฐบาลหรือนายกฯ ถือว่าน้อย
โดยสรุปแล้ว ตนมองว่าเป้าหมายของพรรคประชาชน ประการแรกคือรักษาฐาน ประการที่สองคือสำหรับคนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง มีแนวคิดหัวก้าวหน้า หรือไม่พอใจกับความไม่โปร่งใสหรือไร้ทิศทางการทำงานของรัฐบาล ก็จะมาสนับสนุนพรรคประชาชนมากขึ้น อย่างหากไปถามชนชั้นกลางโดยทั่วไป ตนก็คิดว่าคงพึงพอใจการทำหน้าที่ของพรรคประชาชนในระดับหนึ่ง ดังนั้นพรรคประชาชนไม่เสียแน่นอนและอาจได้คะแนนบวกเล็กน้อย
“ในทางกลับกันผมก็บอกว่ารัฐบาลก็ไม่ได้สะเทือน และนายกรัฐมนตรีผมว่าก็สามารถรักษาฐานของตัวเองได้ ไม่ได้มีปัญหาว่าหลุดหรือทำอะไรที่จะเสียหาย คงไม่สามารถทำให้คนที่ไม่ชอบมาชอบได้หรอก แต่สำหรับคนที่ชอบอาจจะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าสามารถจะผ่านการอภิปรายแบบนี้ไปได้โดยที่ไม่มีปัญหามากนัก แล้วผมก็สังเกตว่าเรื่องอะไรที่สุ่มเสี่ยงต่อการที่จะพลาดในเรื่องข้อเท็จจริงต่างๆ นายกฯ ก็จะให้คนอื่นชี้แจง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
– 006

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
เชิญชวนเหล่าน้องๆ นักเรียน-นักศึกษา
ร่วมส่งผลงานการประกวดออกแบบลายผ้าไทย
ต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล
น.ส.ลิปิการ์ กำลังชัย รองธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิด และร่วมรับฟังการบรรยายกิจกรรมการประกวดออกแบบลายผ้าไทยสู่สากลเพื่อการต่อยอดและพัฒนา (Cultural Textile Awards 2025) พร้อมด้วย น.ส.ศิวพร ฉันทไกรวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มเผยแพร่และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเข้าร่วมงาน โดยวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านผ้าไทย การออกแบบและแฟชั่น อาทิ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน, ผศ.ดร.วุฒิไกร ศิริผล, ดร.กรกลด คำสุข, ดร.แพรวา รุจิณรงค์และ นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับผ้าไทยในมิติต่างๆ ที่เป็นสากลมาพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาผ้าไทยให้มีความทันสมัย สร้างสรรค์และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างแรงบันดาลใจและเพิ่มพูนทักษะความรู้ ให้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการผ้าไทยในทุกระดับ รวมถึงนิสิต นักศึกษา และผู้สนใจด้านการออกแบบแฟชั่น
กิจกรรมการประกวดออกแบบลายผ้าไทยแนวคิดหลักคือ “เงาแห่งอดีต Silhouetteof the Past” แบ่งการประกวดออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย และสิ่งทอสร้างสรรค์ สามารถส่งผลงานได้ไม่จำกัดจำนวน โดยเน้นที่การแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบผ้าที่สามารถถ่ายทอดแรงบันดาลใจ แนวความคิดการประยุกต์ใช้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นออกมาเป็นผลงานการออกแบบผ้าที่สวยงามและ สามารถผลิตได้จริง
ผู้ที่สนใจสามารถส่งงานได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 21 เม.ย. 2568 ติดตามรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ
Facebook : ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ Facebook : Cultural Textile Awards


วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
มทร.ธัญบุรี จัดงาน “RMUTT IP & Business Matching พลิกไอเดียสู่ตลาด สร้างโอกาสสู่อนาคต” อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่ภาคธุรกิจ เปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ประกอบการได้จับคู่ทางธุรกิจและร่วมลงทุน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูง ที่โรงแรมโนโวเทลฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จ.ปทุมธานี
โดย ศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) กล่าวว่า RMUTT IP & Business Matching เป็นก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยในการนำองค์ความรู้มาสู่การใช้จริงในเชิงพาณิชย์ เสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจ และการพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวไกลในระดับสากล
ขณะที่ รศ.ดร.เกียรติศักดิ์ แสงประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.ธัญบุรี กล่าวถึงแนวทางและเป้าหมายของการจัดงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ตลาด พร้อมผลักดันการลงทุนในผลงานวิจัยและการนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการส่งเสริมการร่วมลงทุน เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมผ่าน University Holding Company โดย รศ.ดร.นพพรลีปรีชานนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางการสนับสนุนทุนวิจัยและการเชื่อมโยงงานวิจัยกับกลไกทางธุรกิจ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ
หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของงานคือ Pitching ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ การยกระดับศักยภาพทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบที่ตอบสนองการขับเคลื่อนงานวิจัยของมหาวิทยาลัยกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้นักวิจัยนำเสนอผลงานแก่ภาคอุตสาหกรรม โดยมีผลงานเด่น เช่น “Saro Calcium+” ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมจากเปลือกไข่ที่ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ผลิตภัณฑ์กุ้งปรุงรสกึ่งแห้งที่ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาและคงรสชาติสดใหม่ เครื่องอัดขยะพลาสติกแบบเกลียวอัดที่ช่วยลดปริมาณขยะและเพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิล และชุดทดสอบการต้านการแทงของวัสดุสำหรับใช้ในงานอุตสาหกรรมความปลอดภัย เป็นต้น
ทั้งนี้ การนำเสนอผลงานวิจัยยังครอบคลุมใน Flagship สำคัญของมหาวิทยาลัยที่แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.Agri-Food Innovation 2.Health and Wellness 3.Logistic Innovation 4.Digital Economy และ 5.Tourism Creative Innovation ซึ่งมีการประกาศและมอบรางวัลให้กับผลงานที่โดดเด่นที่สุดของปี

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญกับการจัดงาน “TEDxBangkokU” ครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “Out of the Box” ที่ท้าทายกรอบความคิดเดิม และเปิดมุมมองใหม่สู่โลกแห่งความเป็นไปได้ งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแห่งการแบ่งปันแนวคิด แต่ยังเป็นการรวมพลังของนักศึกษารุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม ซึ่งขับเคลื่อนโดยพลังของนักศึกษา 100% สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะก้าวข้ามขีดจำกัด ด้วยการนำเสนอ 2 ภาษาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เปิดโอกาสให้ผู้ชมเข้าถึงแนวคิดและแรงบันดาลใจอย่างไร้ขีดจำกัด
ไฮไลท์สำคัญของงานคือ การรวมตัวของวิทยากรที่มาพร้อมเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ อาทิ Akarakim Krasaesom นักศึกษาผู้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส, Fai Buntida Chinnawong ครีเอเตอร์ผู้พิชิตข้อจำกัดด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ และ Chaiwat Sommitผู้บุกเบิกการใช้ AI และ Metaverse ในการปฏิวัติการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทย

นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งปันประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น Chonticha Pankom นักศึกษาที่สร้างแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ตัวเอง, Jay Lodha นักพากย์เสียงมากความสามารถ, Minh Duc Nguyen นักศึกษาทุน BU Creative Scholarship 100% ของ ม.กรุงเทพ, Narawan Promprakai ผู้เชี่ยวชาญด้านการแปลและการสอนภาษา, Nathakorn Natdurong ผู้นำนักศึกษาที่มาพร้อมมุมมองเรื่อง Work-Life Balance, Nicharee Sahussapast อดีตนายกสโมสรนักศึกษา ม.กรุงเทพ, Nutthakun Wannaprapa ที่มาเล่าสู่กันฟังแบ่งปันเรื่องราวที่น่าสนใจจากหนังสือชื่อดัง, Phone Swan Pyae นักศึกษาที่หลงใหลในนวัตกรรม, Piyada Teedee นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว ม.กรุงเทพที่ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวสุดประทับใจ,Pongphet Wongsawat นักศึกษาผู้เปิดใจยอมรับทุกความคิดเพื่อค้นพบนวัตกรรมใหม่ๆ, Supanut Namwong โปรดิวเซอร์ผู้พลิกโฉมวงการภาพยนตร์ไทยด้วยแนวคิดท้องถิ่นสู่สากล และ Thitiphorn Prawatsrichai ผู้ที่สนับสนุนผ่านการรณรงค์และอาสาสมัครของ UNICEF
การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเวทีแห่งการแบ่งปันความคิดในรั้วมหาวิทยาลัย พร้อมจุดประกายให้เยาวชนรุ่นต่อไปได้เห็นว่าพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และการกล้าที่จะคิดนอกกรอบสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับสังคมได้

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จับมือ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (กองทุน CMDF) ลงนามสัญญาทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุลปลัดกระทรวง อว. นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุน CMDF ร่วมลงนาม และมี ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา 9 แห่งที่ได้รับทุนวิจัยเข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)
ทั้งนี้ ในพิธีลงนามได้มีการเปิดตัวนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุนที่ได้รับทุนจากสำนักงานปลัดกระทรวง อว.และ กองทุน CMDF ประกอบด้วย 1.นายศรัณย์ พิมพ์งาม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2.น.ส.นวรัตน์ เต็มสัมฤทธิ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 3.ผศ.อุมาวดี เดชธำรง มหาวิทยาลัยขอนแก่น 4.นายปฐมชัย กรเลิศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 5.นายมาเลิศด่านกุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 6.น.ส.พิมพ์แพร รุจิรเมธา มหาวิทยาลัยทักษิณ 7.ผศ.ภคพร วัฒนดำรงค์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 8.ผศ.อดิศักดิ์ โชติธรรมธรา มหาวิทยาลัยนเรศวร 9.น.ส.เอณัฐฐา สุริยะโอภาชัย มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ และ 10.น.ส.ติณณ์ลภัล ชูพันธ์ ใจวัน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
.jpg)
ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เปิดเผยว่า การให้ทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุนถือเป็นปีแรกที่มีการให้ทุนเพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้ในการพัฒนาตลาดทุน ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นฮับหรือศูนย์กลางด้านตลาดทุน โดยปีนี้มีนักวิจัยให้ความสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก โดยสำนักงานปลัดกระทรวง อว.และกองทุน CMDF คัดเลือกไว้จำนวน 10 ทุนซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการทำงานวิจัย 2 ปี เพื่อนำงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอด ที่สำคัญการให้ทุนยังถือเป็นการสนับสนุนให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพ และสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนาตลาดทุนของไทย ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวด้วย
“การพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของนักวิจัยรุ่นใหม่ เป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยในอุดมศึกษาและพัฒนาเส้นทางอาชีพในสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยต่างๆ ให้สามารถเป็นนักวิจัยที่มีความสามารถเพื่อต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมและเป็นการสร้างระบบนิเวศเพื่อการพัฒนาและใช้กำลังคนคุณภาพ โดยเฉพาะบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาไทยจะมีศักยภาพในการทำงานวิจัยสามารถพัฒนางานวิจัยขั้นแนวหน้า และการวิจัยพื้นฐาน ในฐานะนักวิจัยมืออาชีพให้สามารถยกระดับการเป็นผู้นำในทางวิชาการระดับนานาชาติ และสามารถยกระดับ ได้ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลและมีโอกาสนำผลงานวิจัยไปใช้แก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงต่อไป” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว
.jpg)
ด้าน นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุน CMDF กล่าวว่า นักวิจัยรุ่นใหม่ เป็นบุคลากรที่มีศักยภาพในการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆ และนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้ในการวิเคราะห์และวิจัยตลาดทุนอย่างมีประสิทธิภาพดังนั้น ความรู้และทักษะของนักวิจัยเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถตอบสนองต่อความท้าทายที่เกิดขึ้นในตลาดทุนที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที การสนับสนุนและสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอนาคตแต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ขณะที่ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. กับ กองทุน CMDF ได้สร้างและพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานมาตั้งแต่เดือน ส.ค.2567 ในการให้การสนับสนุนทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน เพื่อส่งเสริมการพัฒนานักวิจัยด้านตลาดทุนของประเทศไทยร่วมกัน ในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลและตอบโจทย์การพัฒนาตลาดทุนไทยได้อย่างแท้จริง โดยจะให้การสนับสนุนทุนวิจัยร่วมกันในรูปแบบการสนับสนุนทุนวิจัยจากความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกแก่นักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุนซึ่งเป็นบุคลากรของสถาบัน การศึกษาภายใต้สังกัดของกระทรวง อว.