‘รังสิมันต์’ซักฟอกขยี้แผลใหญ่‘ป่วยทิพย์-ชั้น14’ ชำแหละ‘ดีล’ต่างตอบแทน ปูดตัวช่วย 2 ไอ้โม่ง

‘รังสิมันต์’ซักฟอกขยี้แผลใหญ่‘ป่วยทิพย์-ชั้น14’ ชำแหละ‘ดีล’ต่างตอบแทน ปูดตัวช่วย 2 ไอ้โม่ง

‘รังสิมันต์’ซักฟอกขยี้แผลใหญ่‘ป่วยทิพย์-ชั้น14’ ชำแหละ‘ดีล’ต่างตอบแทน ปูดตัวช่วย 2 ไอ้โม่ง

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.07 น.

‘รังสิมันต์’จ้อยาวถล่มบอมบ์‘ทักษิณ’ ขยี้แผลใหญ่‘ป่วยทิพย์-ชั้น14’ ชำแหละ‘ดีล’ต่างตอบแทน ตั้งคนช่วยเหลือได้รับตำแหน่ง-อวยยศ ซัด‘นายกฯ’จอมหลอกลวง ขาดความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา‘อั้งยี่ ซ่องโจร’ ฝาก‘ป.ป.ช.’สอบเอาคนผิดมาลงโทษ

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล(น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) ต่อเนื่องเป็นวันที่2

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงการทำลายกระบวนการยุติธรรม กรณีให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะบิดา พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น14ว่า น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

ทั้งนี้ นายกฯ คือ ประจักษ์พยานและตัวการสำคัญต่อการทำผิดกฎหมายในเรื่องชั้น 14 เพราะมีชื่อ 1 ใน 10 ที่สามารถเข้าเยี่ยมที่โรงพยาบาลตำรวจได้ อย่างไรก็ดีช่วงที่นายทักษิณที่ลี้ภัยในต่างประเทศ 15 ปี ได้กลับประเทศไทยในช่วงรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ซึ่งการกลับประเทศดังกล่าวตนเชื่อว่ามีดีลลังกาวีเกิดขึ้น  และภาพที่เดินทางมาถึงประเทศไทยคือคนที่สุขภาพแข็งแรง แต่ผ่านไป2 วันพบว่าทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพแถลงถึงอาการป่วย4โรคร้ายแรงและมีอาการวิกฤตที่ต้องส่งไปยังโรงพยาบาลตำรวจ

“มีไอ้โม่ง 2 ตัวใจดี ลดแลกแจกแถมให้บิดานายกฯออกจากเรือนจำเพื่อรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ หากวันนั้นไอ้โม่งขัดขวาง ไม่มีทางที่นายใหญ่จะได้ไปโรงพยาบาลตำรวจ จนกว่านายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ มีอำนาจเต็ม ซึ่งเรื่องนี้ น.ส.แพทองธารรู้เห็นทั้งหมด รวมถึงไม่มีการดำเนินคดีกับไอ้โม่งตามที่สัญญากับประชาชน เพราะพ่อได้กลับบ้านแล้ว นี่คือดีลแลกประเทศที่นายกฯ สมคบเพื่อช่วยเหลือพ่อตัวเองไม่ให้นอนคุกแม้แต่วันเดียว” นายรังสิมันต์ อภิปราย

นายรังสิมันต์ อภิปรายต่อว่า นอกจากนั้นยังพบการร้องขออภัยโทษเฉพาะราย หลังจากที่นายทักษิณพักในโรงพยาบาลตำรวจแล้ว7 วัน ซึ่งน.ส.แพทองธาร อกตัญญู ไม่ดำเนินการ ทำให้นายทักษิณต้องดำเนินการด้วยตนเอง ทั้งที่มีอาการป่วยหนัก ปางตาย ต้องเตรียมเอกสารเพื่อร้องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษด้วยตนเอง ทั้งนี้ตนมองว่านายกฯ รู้ว่าพ่อไม่ป่วย จึงให้เขียนขออภัยโทษเอง ซึ่งกรณีดังกล่าวมีรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ระบุว่ามีอาการป่วยวิกฤตสลับปกติ จึงเป็นการย้อนแย้ง และนายกฯ ทำเรื่องตบตาประชาชน เรื่องอาการป่วยเพื่อได้อภิสิทธิของการพักรักษาตัวระดับวีวีไอพีที่โรงพยาบาลตำรวจ

“นายกฯ ปกปิดอาการป่วยเพื่อให้ไม่ให้คนติดคุกแม้แต่วันเดียว และมีการสมคบคิด ซึ่งเป็นนายกฯ จอมหลอกลวง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงแต่งตั้งบุคคลที่ช่วยเหลือพ่อให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง อวยยศ หน้าที่การงาน รวมถึงได้รับการปูนบำเหน็จเพิ่มเติมในรอยต่อรัฐบาล นายเศรษฐา และน.ส.แพทองธาร คือ โดยเฉพาะแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ที่ได้นั่งให้เป็นกรรมกรอิสระของบอร์ดบริษัทเอกชน ได้เงินนับล้านบาทต่อปี และเป็นตัวเต็งรองผบ.ตร. ก่อนเกษียณ นอกจากนั้นยังให้หมอที่ลงนามในใบความเห็นแพทย์เพื่อรักษาตัวต่อ ซึ่งชื่อย่อ พล.ต.ท. ส.ม. ซึ่งเป็นพี่ชายของ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งย้ายมาอยู่กับพรรคเพื่อไทยมีส่วนได้เสียหรือไม่ ซึ่งคิดเป็นอื่นไม่ได้ว่าเป็นการตอบแทนทางการเมือง เอาความยุติธรรมและผลประโยชน์แลกเพื่อคนในครอบครัว” นายรังสิมันต์ อภิปราย

สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อภิปรายด้วยว่าแม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะเกิดก่อนที่เป็นนายกฯ แต่เมื่อเป็นนายกฯแล้ว กลับไม่ดำเนินคดีใดๆ ทั้งนี้ยังพบข้อมูลว่าระหว่างรักษาตัว มีบุคคลนอกรายชื่อ คือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล และพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เข้าเยี่ยม ซึ่งมีรายละเอียดว่ามีการกินอยู่ระดับหรู นอกจากนั้นแล้วยังมีประเด็นด้วยว่านายทักษิณแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทบุคคลที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่ง1วันให้หลังจากที่แพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์แถลงว่ามีอาการป่วยหนัก แสดงให้เห็นว่านายทักษิณที่แพทย์มีอาการป่วยหนักสามารถมีโทรศัพท์มือถือไว้ใช้ได้ ซึ่งไม่ถูกจำกัดสิทธิใดๆ ทั้งนี้คนที่มีมือถือไว้ใช้ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าพ่อค้ายาเพื่อสั่งการ ซึ่งในกรณีนี้นายใหญ่ถือเป็นเจ้าพ่อเครือข่ายทางการเมืองที่ชั้น 14

“นายกฯ อาจเอาโทรศัพท์ไปให้ใช้ระหว่างควบคุมตัว คือการละเมิดกฎหมายราชทัณฑ์ และยืนยันว่าไม่มีการป่วยวิกฤต แต่คือ ป่วยทิพย์ และหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ไม่พบว่ามีการเข้ารับการรักษาตัวต่อ ถือเป็นการโกหก เพราะทราบดีว่าบิดาไม่ได้ป่วย ส่วนการพักโทษนั่นไม่ตรงกับความจริง กรณีชั้น14 นายกฯ ปฏิเสธไม่ได้ถึงการสมคบคิดเพื่อทำลายระบบยุติธรรม อย่างไรก็ดีเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ซึ่งถูกคาดหวังต่อการตรวจสอบต่อความยุติธรรม อย่าให้การเข้าเรียนหลักสูตร บยส.23 ที่แพทย์ใหญ่กับประธาน ป.ป.ช.ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นมาเป็นอุปสรรคตรวจสอบ” นายรังสิมันต์ อภิปราย

นายรังสิมันต์ อภิปรายด้วยว่าการกระทำของนายกฯ และคณะ ไม่ต่างจากพานักโทษแหกคุก และสิ่งที่นายกฯและพวกดำเนินการ คือ การสมรู้ร่วมคิดของหน่วยงานโรงพยาบาลตำรวจและราชทัณฑ์ สิ่งที่นายกฯ ทำครบองค์ประกอบกฎหมายอาญามาตรา 209 และมาตรา 210 ฐานอั้งยี่ ซ่องโจร ซึ่งบทบัญญัติกำหนดโทษร้ายแรง เชื่อหากมีการทะลายซ่องโจรจันทร์ส่องหล้าสามารถเอาผิดคนจำนวนมากได้

นายรังสิมันต์ อภิปรายด้วยว่าการกระทำของนายกฯ และคณะ ไม่ต่างจากพานักโทษแหกคุก และสิ่งที่นายกฯและพวกดำเนินการ คือ การสมรู้ร่วมคิดของหน่วยงานโรงพยาบาลตำรวจและราชทัณฑ์ สิ่งที่นายกฯ ทำครบองค์ประกอบกฎหมายอาญามาตรา 209 และมาตรา 210 ฐานอั้งยี่ ซ่องโจร ซึ่งบทบัญญัติกำหนดโทษร้ายแรง เชื่อหากมีการทลายซ่องโจรจันทร์ส่องหล้าสามารถเอาผิดคนจำนวนมากได้ อย่างไรก็ดีเหตุที่นายทักษิณไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว เป็นเพราะการกระทำที่ผิดกฎหมาย ที่นายกฯและลูกสมุนทำดีลแลกประเทศ จนทำลายหลักนิติรัฐและกระบวนการยุติธรรม ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายของนายรังสิมันต์นั้น พบว่า มีสส.พรรครวมไทยสร้างชาติ และ สส.พรรคเพื่อไทยลุกประท้วงกรณีพาดพิงถึงบุคคลภายนอกอยู่เป็นระยะ ซึ่งประธานในที่ประชุมได้พยายามควบคุมโดยย้ำถึงเวลาที่มีจำกัดที่ต้องยุติการอภิปรายก่อนเที่ยงคืน เพื่อให้สามารถลงมติได้ในวันถัดไป  ///-005

แห่ชื่นชม! ‘ภราดร’ประธานสภาคนที่ 2 หลังเป็นไวรัลคุมซักฟอกเด็ดขาด (คลิป)

แห่ชื่นชม! 'ภราดร'ประธานสภาคนที่ 2 หลังเป็นไวรัลคุมซักฟอกเด็ดขาด (คลิป)

แห่ชื่นชม! ‘ภราดร’ประธานสภาคนที่ 2 หลังเป็นไวรัลคุมซักฟอกเด็ดขาด (คลิป)

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.04 น.

วันที่ 25 มีนาคม 2568 กลายเป็นไวรัลแล้ว เมื่อโลกออนไลน์ได้แชร์คลิป เมื่อวานนี้ (24 มี.ค. 2568) การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งตลอดการอภิปราบมีการประท้วง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน 

จนเป็นคลิปไวรัลเมื่อ ประธานสภาคนที่ 2 “ภราดร ปริศนานันทกุล” ได้ห้ามศึกประท้วง โดยพูดว่า ให้ทุกคนหยุดการประท้วงและสั่งให้นั่งลง “ทุกท่านนั่งลงครับ” โดยพูดซ้ำหลายครั้งๆ จนประธานสภาคนที่ 2 ต้องลุกขึ้นยืน 

จากนั้นประธานสภาได้พูดต่อว่า “วันนี้เราใช้เวลากันไปทั้งสิ้น ทางฝ่ายรัฐบาลรวมกับคณะรัฐมนตรีได้จัดสรรเวลามา 3 ชั่วโมงครึ่ง ในขณะที่ฝ่ายค้านได้ 17 ชั่วโมง  และฝ่ายประธานได้ 1 ชั่วโมง 

ท่านทราบไหมครับ เราเสียเวลาประท้วงไปเท่าไหร่? ฝ่ายรัฐบาลใช้เวลาประท้วงไป 30 กว่านาทีครับ ในขณะที่ฝ่ายค้านใช้เวลาประท้วงไป 30 กว่านาที เกือบ 40 นาที เช่นเดียวกัน 

ท่านประท้วงมากคนที่ทำหน้าที่เป็นประธานก็ใช้เวลาวินิจฉัยมาก พวกผมได้รับเวลาในการจัดสรร 1 ชั่วโมง ท่านทราบไหมครับ ผมเหลือเวลากี่นาที  ผมเหลือ 3 นาทีครับ 
แล้วท่านทราบไหมครับ ว่าการประท้วงของพวกท่านเนี่ย พี่น้องประชาชนเขาไม่ต้องการครับ เขาอยากจะเห็นการถาม การอภิปรายในญัตติ และอยากจะเห็นท่านรัฐมนตรี และท่านนายกรัฐมนตรีตอบ เวลาฝ่ายละ 30-40 นาที ท่านได้เวลาเพิ่มได้ 1 คน อภิปรายด้วยเนื้อหาสาระ ซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ ผมขออนุญาติ เรื่องที่ไม่เป็นไรสาระ อย่าให้รกสภาดีกว่าครับ

ทำเอาชาวเนตชื่นชมในการทำหน้าที่ของ ภราดร ปริศนานันทกุลประธานสภาคนที่ 2 โดยบางรายบอกว่า ท่านทำหน้าที่ประธานสภาได้เด็ดขาดค่ะ , เป็นประธานสภาคนแรกที่ชื่นชมมากๆ เป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายไหน เป็นกำลังใจให้นะคะ จริงค่ะที่พวกเราประชาชนไม่ได้ต้องการ การประท้วงที่ไม่ได้อะไร , ส่วนตัวชอบประธานคนนี้มากครับอนาคตขอให้ท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทยคนต่อไป

https://www.tiktok.com/embed/v2/7485399959383166226?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Fpolitic%2F872129Watch on TikTok

‘สุทิน’โดนใจ‘โรม’ซักฟอกชำแหละ‘ชั้น14’ ตรงกับที่เชื่อมั่นเป็นอย่างนั้นจริงๆ

‘สุทิน’โดนใจ‘โรม’ซักฟอกชำแหละ‘ชั้น14’ ตรงกับที่เชื่อมั่นเป็นอย่างนั้นจริงๆ

‘สุทิน’โดนใจ‘โรม’ซักฟอกชำแหละ‘ชั้น14’ ตรงกับที่เชื่อมั่นเป็นอย่างนั้นจริงๆ

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.37 น.

‘สุทิน’โดนใจ‘โรม’ซักฟอกชำแหละ‘ชั้น14’ ตรงกับที่เชื่อมั่นเป็นอย่างนั้นจริงๆ

25 มีนาคม 2568 นายสุทิน วรรณบวร อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sutin Wannabovorn ว่า “โดยส่วนตัวไม่ชอบนายรังสิมันต์ โรม ติดไปเกลียดด้วยซ้ำ”

“แต่ยอมรับว่าการอภิปรายของ ส.ส.รังสิมันต์ โรม วันนี้ตรงกับเราคิดและเชื่อมั่นมาตลอดว่าเรื่องชั้น 14 เป็นอย่างนั้นจริงๆ”

‘แพทองธาร’ลั่นไม่กลัวหมัดเด็ด! โยน ‘ยธ.’ แจงปม ‘ทักษิณ’ ชั้น14

'แพทองธาร'ลั่นไม่กลัวหมัดเด็ด! โยน 'ยธ.' แจงปม 'ทักษิณ' ชั้น14

‘แพทองธาร’ลั่นไม่กลัวหมัดเด็ด! โยน ‘ยธ.’ แจงปม ‘ทักษิณ’ ชั้น14

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.33 น.

“แพทองธาร” บอก แจง “ซักฟอก” ตรงประเด็น พูดยาวไม่เป็น ลั่น ไม่กลัว หมัดเด็ด เปิดทางยื่นสอบภาษี โยน ยธ. ตอบ ปม ทักษิณ ชั้น14 แจง ตอนนั้นยังไม่เป็นนายกฯ 

วันที่ 25 มีนาคม 2568 เวลา 10.25 น.ที่อาคารรัฐสภา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงสภา เพื่อเข้าร่วมประชุมญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันที่2 พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการอภิปรายฯ วันแรก ว่า ก็ดีนะ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ตอบสนุกดี

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านคาดหวังให้นายกฯตอบชี้แจงยาวๆ เช่น โรงแรมที่เขาใหญ่ นายกฯ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่เนื้อหา และต้องรักษาเวลาของสภา ซึ่งตนเป็นคนที่พูดตรงพ้อยท์ พูดยืดยาวไม่ค่อยเป็น แต่ก็จะพยายามพูดให้ยาวขึ้น 

เมื่อถามว่า การชี้แจงเมื่อวาน มั่นใจว่าเคลียร์หรือไม่อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เคลียร์ค่ะ และดีใจที่หลายฝ่ายออกมาขยายผล ส่วนกรณีของโรงแรมที่เขาใหญ่ ตนนั่งดูอยู่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ได้ชี้แจง ถือว่าละเอียดพอสมควร และตนไม่อยากจะเสียเวลาสภามากนัก วันนี้ฝ่ายรัฐบาลมีเวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง 

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านระบุว่าวันนี้จะมีไฮไลท์ การอภิปรายกลัวจะมีหมัดเด็ดอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่กลัว ความจริงไม่น่าจะมีอะไร ที่เราทำผิดหรือไม่โปร่งใส เพราะอย่างที่บอกไปเมื่อวาน บัญชีทุกอย่างของบ้านเรา ดูตั้งแต่ปี2549 ตั้งแต่รัฐประหารคุณพ่อ ทุกอย่างก็โปร่งใสบัญชีเล็กบัญชีน้อยต่างๆไม่มีอะไรผิดอยู่แล้ว การแจ้งบัญชีทรัพย์สิน เราก็ทำตามกฎตามเกณฑ์ทั้งหมด และถามตลอดด้วยว่าถ้ามีการซื้อใหม่จะทำอย่างไร เราพยายามให้เคลียร์ตลอดอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า การอภิปรายเมื่อวานนี้ คิดว่ามีอะไรที่จะต้องอธิบายประชาชนเพิ่มเติมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คิดว่าครบแล้ว ถ้ามีอะไรก็บอกได้ เผื่อยังเก็บไม่ครบ 

เมื่อถามว่า จะมีการยื่นตรวจสอบเรื่องภาษีต่อกรมสรรพากร และจะมีการยื่นสอบจริยธรรมด้วย นายกฯ กล่าวว่า ก็ยื่นตามกระบวนการได้เลย จะได้ทราบว่าอย่างไร เพราะในส่วนของตน ก็ทำตามกฎเกณฑ์ทุกอย่าง จะตรวจสอบอะไรก็ได้เลย เพราะตอนที่เข้าการเมืองก็รู้อยู่แล้วว่าต้องถูกตรวจสอบ 

เมื่อถามว่า นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายกรณีนายทักษิณ ชั้น14 จะใช้โอกาสนี้ชี้แจงเลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องชั้น14ขอไปรวบรวมประเด็นก่อนแล้วกัน ว่ามีตรงไหนควรจะตอบหรือไม่ตอบ เพราะเป็นหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม ตอบในรายละเอียดทั้งหมด และต้องดูว่ามีการอภิปรายอย่างไรบ้าง เพราะเรื่องชั้น 14 ตอนนั้นตนยังไม่ได้เป็นนายกเลย ตอนคุณพ่อกลับก็ยังไม่ได้เป็นนายกฯ เลย คุณพ่อออกมาจากโรงพยาบาลแล้วสักพักถึงได้เป็นนายกฯ ซึ่งต้องดูว่า การที่ฝ่ายค้านอภิปรายตั้งแต่เมื่อวาน ก็เป็นผลงานรัฐบาลอื่น ตนก็งงเหมือนกัน ว่าทำไมมาอภิปรายที่ตัวแพทองธาร ชินวัตร 

เมื่อถามว่า ได้รับรายงานหรือไม่ ตามที่แกนนำพรรคกล้าทำระบุมี 10 เสียงจากฝ่ายค้านจะมาสนับสนุนนายกฯ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ไม่เลยค่ะ พรรคร่วมฯ แข็งแรงอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า มี10เสียง มาแถมให้นายกฯ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เราควรจะตอบว่าอะไร ตนไม่ทราบ โหวตวันพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ ตนไม่ทราบจริงๆ 

เมื่อถามว่า นายทักษิณระบุจะมอนิเตอร์การอภิปรายตลอด ได้มีคำแนะนำหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่ตลกอีกเรื่องหนึ่ง คือคุณพ่อมอนิเตอร์ตลอดเวลาและส่งข้อความมาหาตนเยอะมาก แต่ตนไม่ได้อ่านเลย เพราะตนยุ่งมากเตรียมประเด็นอยู่ ก็เลยไม่ได้ตอบอะไรใคร แต่ก็มีโทรศัพท์มาหาตนถามว่าเป็นไง โอเคไหม พ่อก็ส่งคอมเม้นต์มาแต่ละช่วงก็ตลกดี คุณพ่อก็เหมือนชาวบ้านท่านหนึ่งที่คอมเม้นต์ ไม่มีอะไรพิเศษ 

เมื่อถามว่า ฟังการอภิปรายวันแรกมีความเหนื่อยล้าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เมื่อวานพอดีมาเช้า อยู่สภาประมาณ 20 กว่าชั่วโมง  แต่ก็โอเค เพราะรัฐมนตรีหลายท่านก็เหนื่อยกว่า แต่ก็ไม่เป็นไรช่วยกันผลัดกัน ก็คิดว่าวันนี้คงจะอยู่ดึกพอสมควร ผลัดกัน 

เมื่อถามว่า กรณีที่นายกฯ ลุกขึ้นชี้แจงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ สิ่งที่พูดไม่เป็นความจริง ทำไมถึงชี้แบบแบบนั้น นายกฯ กล่าวว่า ก็มันเป็นอย่างนั้น เอาสั้นๆ ก่อน เดี๋ยวยาวๆ เอาทีหลัง เพราะมีหลายคนพูดยาวๆ ตนก็ไม่อยากพูดยาวเกินไป 

เมื่อถามว่า สิ่งที่นายกฯ ชี้แจงในโซเชียล บอกว่าทำให้เสียคะแนนและคะแนนเทไปทาง พล.อ.ประวิตร นายกฯ กล่าวว่า อ่อค่ะ ก็แบ่งๆ กันไป

เปิดซักฟอกเดือด!‘สาว ปชน.’อัด‘ดีลแลกประเทศ’พาพ่อกลับบ้าน ทำไทยเสียสารพัดโอกาส

เปิดซักฟอกเดือด!‘สาว ปชน.’อัด‘ดีลแลกประเทศ’พาพ่อกลับบ้าน ทำไทยเสียสารพัดโอกาส

เปิดซักฟอกเดือด!‘สาว ปชน.’อัด‘ดีลแลกประเทศ’พาพ่อกลับบ้าน ทำไทยเสียสารพัดโอกาส

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.18 น.

‘สาว ปชน.’เปิดฉากจวก‘นายกฯ’ลอยตัวเหนือปัญหา ไร้ความรู้ความสามารถ ไม่มีวุฒิภาวะ เหน็บ‘ยามขึ้นอย่าหลง ยามลงอย่าท้อ’ อัด‘ดีลแลกประเทศ’พาพ่อกลับบ้าน ทะลุเป้าได้อะไรไปเยอะ แต่ไทยกลับเสียสารพัดโอกาสขับเคลื่อนประเทศ

25 มีนาคม 2568 เวลา 08.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล(น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) ที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และคณะเป็นผู้เสนอญัตติ ต่อเนื่องเป็นวันที่2

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนแรกของวันที่2ว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติผู้นำของประเทศ ขาดความรู้ความสามารถไม่มีวุฒิภาวะของผู้นำ ที่สำคัญ ไม่มีเจตจำนงที่รับใช้ประชาชน วันนี้ประเทศไทย เต็มไปด้วยความท้าทายมีโจทย์ยากมากมาย ที่เราต้องทำให้สำเร็จไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จีนเทา ไทยเทา ปัญหาคอรัปชั่น การศึกษา การแข่งขันทางการค้าในภูมิภาค ไปจนถึงโครงสร้างทางการเมือง เช่นกระบวนการยุติธรรมและรัฐธรรมนูญ ไม่แปลกที่วันนี้ประชาชนจะเฝ้ารอการติดตามแก้ไขปัญหาของนายกรัฐมนตรีอย่างจดจ่อและจริงจัง แต่เรากลับมีนายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีคุณสมบัติของผู้นำประเทศ ไม่มีเจตจำนงที่รับใช้ประชาชน และนำพาประเทศไปข้างหน้าได้ แพทองธาร ชินวัตรคือนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งแต่กลับลอยตัวเหนือปัญหา

ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้นำประเทศต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ

1.ต้องมีความรู้เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง แม่นยำต้องสามารถบริหารจัดการเผชิญปัญหาเพื่อแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.ต้องมีวุฒิภาวะเพราะต่อให้คุณ มีความรู้ความสามารถแค่ไหน ตราบใดที่คุณไร้วุฒิภาวะ คุณก็ไม่สามารถที่จะบริหารสถานการณ์ และบริหารความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในช่วง เวลาที่ยากลำบากและท้าทายได้

3.ต้องมีเจตจำนงที่รับใช้ประชาชน คนที่จะเป็นผู้นำประเทศมันต้องมีความต้องการอย่างแรงกล้าในการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าปราศจากเจตจำนงนี้ การดำรงตำแหน่งนายกผู้หญิงที่ก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเองและครอบครัว เช่น การตอบคำถามสื่อที่ผิดพลาดของนายกรัฐมนตรี การไม่กล้าพูดเรื่องมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล การข่าวปาฐกถาในงานสัมมนาเพื่อเชื้อเชิญนักลงทุนเข้ามาในประเทศไทย แต่กลับตอบคำถามอย่างผิดพลาดทำให้คนไทย พลาดโอกาสในการทำธุรกิจ

“การตอบคำถามของนายกฯ ในงานสัมมนาเศรษฐกิจ Forbes CEO เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจว่า นายกฯกลับตอบคำถามแบบผิวเผิน เลื่อนลอย ไม่ตรงเป้าหมาย ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจดึงดูดนักลงทุนเข้ามาในประเทศได้หรือที่ท่านพูดจาจับสาระอะไรไม่ได้เลยในวันนั้น เป็นเพราะท่านรู้อยู่แล้วว่านักลงทุนในที่มาฟังท่านในวันนั้น ไม่ได้รอฟังท่าน แต่มารอฟังพ่อท่านที่จะขึ้นเวทีเดียวกันในช่วงเย็น ท่านก็แค่ตัวแถม คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือพ่อเป็นอย่างไรบ้าง อาเป็นอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรีไปย้ำกับพิธีกรเขาด้วยซ้ำว่าเจอคำถามแบบนี้จริง ๆ ต่อให้นายกรัฐมนตรีเจอคำถามแบบนี้จริง ๆ แต่ไม่ใช่เวทีนี้แน่ ๆ ที่จะใช้โอกาสในการพูดมาเมาท์มอย เรื่องไม่เป็นเรื่อง ไม่เกิดประโยชน์กับชาติบ้านเมืองส่วนเรื่องวุฒิภาวะของนายกฯ ในการตอบคำถามสื่อมวลชน ควรตอบให้ประชาชนเชื่อมั่น และให้คนยอมรับในตัวนายกฯให้ได้” น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า นายกฯอย่าปล่อยให้เงาหัวหน้าพรรคของตน มันใหญ่กว่าตัวนายกฯ ผลโพลมีขึ้นมีลงยามขึ้นอย่าหลง ยามลงอย่าท้อ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานไปเก็บอาการ แล้วเดินหน้าต่อไป นอกจากนี้ นายกฯไม่มีกาลเทศะในการใช้โซเชียลมีเดีย ในช่วงที่ประชาชนต้องเผชิญกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอ่านโพยในการพูดคุยทวิภาคีกับผู้นำประเทศหนึ่ง จนสังคมวิจารณ์ว่าอ่านไอแพดมากเกินไป และโพสภาพพร้อมแคปชันที่ไม่เหมาะสมในช่วงที่ประชาชนต้องเผชิญความยากลำบากในเหตุการณ์น้ำท่วมที่ จ.เชียงราย

“Have A Good Week ของท่าน Week นั้นมีคนตายไป 4 คน จากเหตุดินโคลนถล่มและภัยพิบัติ มีจังหวะที่ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ดันเอาความสุขของตัวเองโยนใส่ความสุขของประชาชนซะอย่างนั้น นายกรัฐมนตรีไม่ควรตอกย้ำความรู้สึกของประชาชนอย่างนี้ ควรวางตัวให้เหมาะสมกับการเป็นนายกรัฐมนตรี” น.ส.ภคมน กล่าว

ส่วนเรื่องการส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน ที่นายกรัฐมนตรีปิดบังการลงมติลับ ๆ ของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) และการพูดคุยกับประเทศจีน พร้อมคำยืนยันว่าผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ ยืนยันว่าเต็มใจกลับประเทศจีน “เพราะเขาเดินไปเอง ไม่มีการลากไป”

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า ขณะที่การส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน เป็นเจตจำนงที่มาจากตัวท่านเองหรือเป็นเจตจำนงจากผู้ชี้นำกันแน่ ตนเองคิดว่าเป็นอย่างหลัง จะไปว่าผู้นำจีนเขาก็คงไม่ได้เพราะ เขาคิดแล้วว่ามันเป็นผลประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติของเขา เขาคิดมาดีแล้ว เรานี่สิจะทำอะไร ยึดเจตจำนงของใคร ยึดผลประโยชน์ของใครกรณีผู้ลี้ภัยถ้าท่านนายกมีเจตจำนงปกป้องหลักการสิทธิมนุษยชนสากล สุดท้ายก็จะไม่มีใครว่าเราได้เลยแน่นอน ในเวทีการเมืองระดับโลกไทยคบค้าสมาคมทั้งกับจีนและสหรัฐรวมถึงประเทศอื่นๆการตัดสินใจทางการเมืองใดๆอาจสร้างผลกระทบให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจอยู่แล้วแต่หากตัดสินใจบนหลังสากลก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ยึดหลักการ เป็นการตัดสินใจโดยเจตจำนงที่ออกมาอย่างสง่างาม

น.ส.ภคมณ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่พูดมาทั้งหมดนั้นเชื่อว่าไม่เกินเลยความรู้สึกของประชาชนเลย คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีที่พูดมา เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดว่าประชาธิปไตยกำลังถูกย้ำยีให้อ่อนแอ และไร้เกียรติ สะท้อนให้เห็นโครงสร้างการเมืองไทย หากมีอำนาจต่อรองมากพอ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีคุณสมบัติเลยก็ได้

“หากคุณต้องการจะดันให้ลูกสาวของคุณขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาทดลองบริหารประเทศ จะเจ๊งก็ไม่เป็นไรหากมีอำนาจต่อรองมากพอที่จะดีลแลกประเทศไทยโดยไม่สนใจหัวของประชาชนเลยก็ได้” น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า ในระยะเวลาที่น.ส.แพทองธาร ดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้อะไรไปเยอะได้พาพ่อกลับบ้าน ได้โปรไฟล์ ได้ยกระดับสถานะทางสังคมของตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก แต่ประชาชนคนไทยต้องเสียโอกาส เสียโอกาสที่จะมีผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า เสียภาพลักษณ์ของประเทศต่อนานาชาติ เสียโอกาสที่จะได้ทวงคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตในคดีตากใบ เสียจุดยืนในหลักการสากล เสียโอกาสที่จะได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสียโอกาสที่จะได้เห็นว่ารัฐบาลพลเรือนมีน้ำยากว่ารัฐบาลทหาร ทั้งหมดเพียงเพราะ น.ส.แพทองธาร ไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีวุฒิภาวะ และไม่มีเจตจำนงที่รับใช้ประชาชน

ซักฟอกวันที่ 2 ‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’จ้อไปแล้วกว่า 17 ชม.

ซักฟอกวันที่ 2 ‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’จ้อไปแล้วกว่า 17 ชม.

ซักฟอกวันที่ 2 ‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’จ้อไปแล้วกว่า 17 ชม.

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.09 น.

ซักฟอกวันที่ 2 ‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’จ้อไปแล้วกว่า 17 ชม.

25 มีนาคม 2568 เวลา 08.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) ที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และคณะเป็นผู้เสนอญัตติ ต่อเนื่องเป็นวันที่2 ภายหลังจากวันแรก การอภิปรายของทั้งฝ่ายค้าน และการชี้แจงของคณะรัฐมนตรี(ครม.) รวมถึงสส.พรรคร่วมรัฐบาล เป็นไปอย่างราบรื่น มีเหตุประท้วง วุ่นวายเป็นระยะๆ ตามปกติของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับกรอบเวลาการอภิปรายฯในวันแรก(24มี.ค.) ฝ่ายค้านใช้เวลาอภิปรายไป 13.34 ชั่วโมง จากเวลาที่ได้รับจัดสรร 16.30 ชั่วโมง (จากเดิม 17 ชั่วโมง แบ่งไปให้ประธาน 30 นาที) ฝ่ายรัฐบาลใช้เวลา 2.55 ชั่วโมง จากที่ได้รับจัดสรร 3.5 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็น คณะรัฐมนตรีใช้เวลา 2.21 ชั่วโมง พรรคร่วมรัฐบาล 33.43 นาที และประธานใช้เวลาไป 1.15 ชั่วโมง จากเวลาที่ได้รับจัดสรร 1.5 ชั่วโมง (จากเดิม 1 ชั่วโมง แต่ได้จากฝ่ายค้านเพิ่ม 30 นาที) รวมเวลาที่ใช้ไปทั้งหมดของทุกฝ่าย 17.45 ชั่วโมง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘จำนงค์ ถาวรวิสิทธิ์’ นั่งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 'จำนงค์ ถาวรวิสิทธิ์' นั่งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘จำนงค์ ถาวรวิสิทธิ์’ นั่งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.04 น.

ด้วยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายจำนงค์ ถาวรวิสิทธิ์ ข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ้นจากตำแหน่ง รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2567

ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก นายประพัฒน์ ตันสุวรรณนนท์ อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ (ครบเกษียณอายุราชการ) และพ้นจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ประธานศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) ได้มีมติเห็นชอบให้ นายจำนงค์  ถาวรวิสิทธิ์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ตามที่ประธานศาลปกครองสูงสุดเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

นายจำนงค์ ถาวรวิสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต และนิติศาสตรมหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีประวัติการรับราชการที่สำคัญในตำแหน่งรองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง ผู้อำนวยการสำนักงานศาลปกครองสงขลา ผู้อำนวยการสำนักประธานศาลปกครองสูงสุด ผู้อำนวยการสำนักงานศาลปกครองระยอง เป็นต้น

ผลงานสำคัญที่ผ่านมา เช่น ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.บ.ศป.) กรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ขป.) 4 วาระ อนุกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง เกี่ยวกับการร้องทุกข์ (อ.ขป. ร้องทุกข์) อนุกรรมการบริหารศาลปกครองเกี่ยวกับการพัฒนาระบบงานบังคับคดีปกครอง ประธานคณะทำงานพัฒนาปรับปรุงระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์ และประธานคณะทำงานพัฒนาระบบบังคับคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

‘ภูมิธรรม’ ขอ ‘ไทย-กัมพูชา’ อดทนอดกลั้นปมพิพาทชายแดน หวั่นขยายสู่สงคราม

'ภูมิธรรม' ขอ 'ไทย-กัมพูชา' อดทนอดกลั้นปมพิพาทชายแดน หวั่นขยายสู่สงคราม

‘ภูมิธรรม’ ขอ ‘ไทย-กัมพูชา’ อดทนอดกลั้นปมพิพาทชายแดน หวั่นขยายสู่สงคราม

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.02 น.

 “ภูมิธรรม” ขอ “ไทย-กัมพูชา” อดทนอดกลั้นปมพิพาทชายแดน  อย่ามองยั่วยุ หวั่นขยายสู่สงคราม ย้ำจุดยืนสันติวิธี เดินหน้าเจรจา

เมื่อเวลา08.50 น.วันที่ 25 มี.ค. ที่รัฐสภา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงความไม่สงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณ จ.สระแก้ว หลังทหารกัมพูชาสร้างเพิงที่พักในพื้นที่ห้ามใช้ประโยชน์ ตามเอ็มโอยู 43 ว่า อย่ามองประเด็นดังกล่าวให้เป็นเรื่องน่ากังวลใจเกินไป ปัญหาชายแดนเป็นเรื่องที่คุยกันไม่จบ ทั้งพื้นที่บนบกและพื้นที่ทางทะเล เพราะเราใช้แผนที่คนละฉบับ ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ขีดเส้นพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งมีพื้นที่ที่ทับกัน ยังไม่มีความชัดเจน อยู่ระหว่างการเจรจา ไม่ว่าจะเป็นชายแดนไทย-เมียนมา ชายแดนไทย-ลาว มีปัญหายืดเยื้อ เช่นเดียวกับ ชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนั้น พื้นที่ล้ำกันไปมา ให้เจรจาด้วยสันติวิธี ซึ่งความอดทนอดกลั้นของแต่ละประเทศมีไม่เท่ากัน เพราะต่างฝ่ายต่างมองว่าเป็นพื้นที่ของตัวเอง จึงจำเป็นต้องใช้การเจรจาอย่างสันติวิธี พื้นที่ไหนมีปัญหาแล้วคุยกันยังไม่ได้ต้องหยุดเอาไว้ก่อน หากรุกล้ำเข้ามาต้องพูดคุยกัน ใช้ความอดทนอดกลั้นแก้ปัญหา ไม่อยากให้ไปขยาย เพราะเรื่องนี้มีทางออกสองแนวทางเท่านั้น คือ เจรจาโดยสันติวิธี และต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใครและเคลื่อนกำลังออกมา เพื่อเข้ายึดพื้นที่ ซึ่งจะนำไปสู่สงครามและใช้ความรุนแรง เราไม่อยากให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องเจรจากันต่อผ่านคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางหาทางออก ตนมองว่ายังไม่ซีเรียสอะไร ระดับผู้นำของรัฐบาลยังพูดคุยกันได้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ห้ามใช้ประโยชน์ตามเอ็มโอยู 43 แต่ทหารกัมพูชาได้ละเมิดโดยการไปสร้างเพิงที่พักถือเป็นการยั่วยุหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราอย่าไปมองว่าเป็นการยั่วยุ เพราะจะทำให้เกิดสงคราม มีการรบกัน เราปกป้องอธิปไตยของเรา แต่ไม่อยากให้ไปถึงการสู้รบ เพราะความสูญเสียจะเกิดขึ้น ที่ผ่านมาเป็นเช่นนี้ตลอด เมื่อรุกล้ำเข้ามาเราจะทำหนังสือประท้วงและมีการเจรจาผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับกันได้ แต่ถ้ายอมรับกันไม่ได้ก็ให้หยุดประเด็นพิพาทกันไว้ก่อน จะไม่หยิบยกคุยกัน อยากให้ระมัดระวังในเรื่องนี้ เพราะสงครามไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับใคร มีแต่การทำร้ายชีวิตและทรัพย์สิน อย่ามองไปไกลถึงขนาดว่าเป็นการยั่วยุ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของอารมณ์คน เพราะมีความคิดที่แตกต่างกัน อารมณ์ก็จะรุนแรง 

เมื่อถามว่า แต่ละฝ่ายต้องอดทนอดกลั้นต่อข้อพิพาทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนเรียกร้องกับทุกภาคส่วน เรื่องปัญหาข้อพิพาทว่าให้ใช้ความอดทนอดกลั้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใดก็ตาม เช่น ทะเลจีนใต้ การสู้รบยูเครน -รัสเซีย การสู้รบอิสราเอล-กลุ่มฮามาส ให้ใช้การเจรจาอย่างสันติวิธี ไม่อยากให้เกิดสงคราม เรามีจุดยืนชัดเจนในเรื่องนี้ ไม่อยากให้ไปไกล

‘เพื่อไทย’หยามฝ่ายค้านซักฟอกจืด ร้องขอน้ำปลาด่วน ซัด‘วิโรจน์’ฉวยด้อยค่า

‘เพื่อไทย’หยามฝ่ายค้านซักฟอกจืด ร้องขอน้ำปลาด่วน ซัด‘วิโรจน์’ฉวยด้อยค่า

‘เพื่อไทย’หยามฝ่ายค้านซักฟอกจืด ร้องขอน้ำปลาด่วน ซัด‘วิโรจน์’ฉวยด้อยค่า

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.46 น.

‘อนุสรณ์’ร้องขอน้ำปลาเพิ่มอรรถรสอภิปรายฯ หยันฝ่ายค้านจืดชืด เสียเวลา ท้าเก่งจริงขอเนื้อๆเน้นๆ มั่นใจเสียงสนับสนุนนายกฯ มาเต็ม ซัด‘วิโรจน์’ฉวยโอกาสด้อยค่าปม‘กีกี้’

เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 25 มี.ค.68 ที่รัฐสภา นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีของฝ่ายค้านว่า การอภิปรายของฝ่ายค้านที่ผ่านมา จืดชืดจนตนต้องขอร้องเอาน้ำปลาให้ฝ่ายค้าน เพราะจากยุทธการโรยเกลือของฝ่ายค้าน แต่ดูแล้วเกลือน่าจะไม่พอ โรยเกลือวันนี้ก็คงจะไม่ทัน เพราะฉะนั้นจึงขอร้องขอน้ำปลาด่วน เนื่องจากเป็นการอภิปรายที่จืดชืดมาก เพราะจากการติดตามฟีดแบคจากสื่อมวลชนหลายสำนัก และประชาชน เขาได้ย้อนไปให้เห็นถึงการอภิปรายของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ส.ป.ก. 4-01 ดูหนักแน่น เป็นเรื่องเป็นราวและมีใบเสร็จ แต่เมื่อวันที่ 24 มี.ค. การอภิปรายของฝ่ายค้านรู้สึกทำให้เสียเวลา ถ้าอภิปรายแบบนี้จะใช้เวลา 5 วัน ก็คงจะไม่มีอะไรจะพูด ถ้าฝ่ายค้านเก่งจริง เอาเนื้อๆ เน้นๆ มาเลยดีกว่า ไม่ต้องไปขี่ม้าเรียบค่าย ไม่ต้องไปวาทกรรมเยอะ

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า สำหรับทีมพิทักษ์ข้อบังคับของพรรคพท. ไม่จำเป็นต้องมีการปรับแผนอะไร เพราะจากสถิติทีมพิทักษ์ของพรรคพท. น้อยกว่าการประท้วงของฝ่ายค้านเสียอีก และยืนยันว่า การทำหน้าที่ประธานการประชุมเมื่อวันที่ 24 มี.ค. สส.ที่ไม่ยอมนั่งลงและจ้องหน้าประธานสภา คือ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคพท. ไม่มีใครมีพฤติกรรมไปทำเช่นนั้น คำวินิจฉัยของประธานสภาเป็นถึงที่สุด องครักษ์พิทักษ์ข้อบังคับจะลุกขึ้นมา จะต้องมีการอ้างถึงข้อบังคับทุกครั้งว่าผิดในข้อใด เพราะฉะนั้นผ่านไป 1 วัน ตัวชี้วัดที่บ่งชี้ว่าจริงๆ พรรคพท. ไม่ต้องปรับอะไร ทุกคนทำตามที่เคยประกาศไว้ ส่วนช่วงเวลาที่เหลือก็คงจะไม่มีการประท้วงอะไร ถ้าฝ่ายค้านไม่มีการทำผิดข้อบังคับพรรค

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ การอภิปรายของฝ่ายค้านถ้าไม่มีการเสียดสีหรือใส่ร้ายที่ชัดเจนมาก เราก็จะปล่อยให้อภิปราย ตนมั่นใจว่านายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีทุกคนจะสามารถตอบได้ทุกคำถาม ยืนยันองครักษ์พิทักษ์ข้อบังคับ ไม่ต้องปรับแผนอะไร เพราะการลุกขึ้นแต่ละครั้งเราก็ดูที่จำเป็นจริงๆ

“การอภิปรายที่ผ่านมาคือจืดชืดต้องร้องขอน้ำปลา ไม่สมเหตุสมผลการที่ไปกล่าวว่านายกฯ เลี่ยงภาษีหรือหนีภาษี และไปจินตนาการใหญ่โตถึงขนาดว่าเอาไปทำธุรกิจที่ไม่เหมาะสมร่วมกับทุนเทาทุนข้ามชาติซึ่งเป็นการใส่ร้าย โดยใส่จินตนาการทำให้สมาชิกต้องทักท้วงว่า ซ้ำซาก เสียดสี ใส่ร้าย แต่คำว่ากี้กี้ ผมคิดว่าเป็นความพยายามฉวยจังหวะ ฉวยโอกาสที่จะใจร้ายหรือด้อยค่าผู้อื่น ซึ่งการที่พยายามจะอธิบายว่า“กี้กี้”หมายถึงเสียงร้องของลูกสมุนของปีศาจ ก็ต้องถามว่าใครเป็นลูกสมุนใคร แสดงว่า การทำหน้าที่ของรัฐบาลที่พยายามพิทักษ์ข้อบังคับการประชุมนั้น แล้วไปพูดว่าเป็นการประท้วงตามงวดงาน ตามสัญญาจ้าง เป็นเสียงร้องของลูกสมุน อันนี้ถือว่าเสียดสีหรือไม่ ซึ่งวิญญูชนสามารถตัดสินได้” นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว. กลาโหม ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับท่าน ถ้ามีการพิมพ์คำว่า “กีกี้” ก็จะเจอถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งคนที่พูดคำนี้มันทำให้สงสัยได้ว่ามีพฤติกรรมใช้คำที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการประท้วงให้วินิจฉัยการผิดข้อบังคับการประชุมก็จะมีความระมัดระวังรัดกุมมากขึ้น

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ส่วนการชี้แจงของนายกฯ วันที่ 24 มี.ค. ก็ถือว่าชี้แจงได้ดีและนายกฯ ก็ไม่ได้มีใครช่วย แต่การบริหารราชการแผ่นดินกับระบบราชการก็ทำงานเป็นทีม นายกฯ เป็นผู้รับผิดชอบมอบหมาย สั่งการ และติดตามตรวจสอบประเมินผล นั่นหมายความว่านายกฯ ไม่ได้ทำทุกอย่างคนเดียว เพราะทุกเรื่องที่รัฐมนตรีชี้แจงนายกฯ ก็รับรู้ทั้งหมด

เมื่อถามว่า มั่นใจเสียงรัฐบาลในการโหวตหนุนนายกฯ ใช่หรือไม่ นายอนุสรณ์กล่าวว่า เท่าที่ฟังจากหัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรคและฟังจากผู้มีประสบการณ์ บอกว่าเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลมาครบ มาเต็ม มาแน่นแน่นอน แต่จะมีเพิ่มหรือไม่จะมีเพิ่มหรือไม่อันนี้ต้องติดตาม

‘กำนันดำ’น้าชายผู้เป็นที่รัก’ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ’ จากไปอย่างสงบ

'กำนันดำ'น้าชายผู้เป็นที่รัก'ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ' จากไปอย่างสงบ

‘กำนันดำ’น้าชายผู้เป็นที่รัก’ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ’ จากไปอย่างสงบ

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.45 น.

วันที่ 25 มีนาคม 2568  “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความระบุว่า  พ่อผมเสียชีวิตแล้ว พ่อจากไปในขณะที่ผมถูกจำขังในเรือนจำ ไม่ได้อยู่ข้างพ่อในวาระสุดท้าย
ผมไม่ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กกับพ่อ เติบโตมากับน้าผู้เป็นน้องชายของแม่ “กำนันดำ”

น้าดำเป็นนักต่อสู้ ทำงานหนักตั้งแต่เด็ก ทั้งสู้ชีวิตและสู้ทุกชนิดให้ชีวิตรอดแล้วเดินไปข้างหน้า

ครอบครัวผมถือคติ จงหยิ่งในเกียรติแต่อย่าเหยียดผู้อื่น 

น้าดำคือหนึ่งในแบบอย่างของการรักษาคำนี้

ยากดีมีจน เราก็คือเรา ให้เกียรติทุกคน คบหามิตรสหายด้วยหัวใจ ดีก็อยู่ด้วยกัน หมางใจกันแล้วก็ไม่เคยไล่เหยียบเพื่อนคนไหน ไม่ข่มเหงคน แต่ถ้าถูกรังแกไม่เคยยอมใคร

ชีวิตที่โชกโชนของกำนันดำ เดินมาถึงบรรทัดสุดท้ายเมื่อคืนนี้

01.58 น. น้าดำ จากไปอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลสิชล

ลูกเมีย ญาติพี่น้องกำลังพาน้าดำกลับบ้านที่ทุ่งใส

ทุ่งใสที่กำนันดำเสนอตั้งเป็นตำบล และเป็นกำนันคนแรกของตำบลนี้ 

ทุ่งใสที่กำนันดำและพรรคพวกทุ่มเททั้งชีวิต สร้างเสริม พัฒนา รักษา และหวงแหน 

สู่สุคติครับ น้าดำ

กำนันดำ นายธีระศักดิ์ นาคแก้ว