สัมผัสความอร่อยเซ็ตเมนูมื้อกลางวันแบบฉบับสเปนที่อูโนมาส

สัมผัสความอร่อยเซ็ตเมนูมื้อกลางวันแบบฉบับสเปนที่อูโนมาส

สัมผัสความอร่อยเซ็ตเมนูมื้อกลางวันแบบฉบับสเปนที่อูโนมาส

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

เปิดประสบการณ์ความอร่อยที่เข้ากันอย่างลงตัวกับเมนูจานพิเศษที่ส่งตรงจากสเปน เชฟบอร์คา เทอรี่ บอเรโก หัวหน้าพ่อครัวชาวสเปนประจำห้องอาหารอูโนมาส ชั้น 54 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ขอนำเสนอ เซ็ตเมนูมื้อกลางวันสไตล์สเปน 3 คอร์ส ให้คุณได้เปลี่ยนมื้ออาหารกลางวันที่เร่งด่วนให้เป็นเรื่องง่ายราวกับเป็นวันพิเศษในการติดต่อธุรกิจ หรือเฉลิมฉลองแบบไม่ต้องรีบเร่ง เชฟได้คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม นำมารังสรรค์ความอร่อยอย่างพิถีพิถัน ทุกจานล้วนส่งตรงจากสเปนเพื่อคุณโดยเฉพาะ ลิ้มลองแบบไม่ซ้ำกันในแต่ละช่วงสัปดาห์ เริ่มที่อาหารเรียกน้ำย่อย อาทิ ไส้กรอกสเปนเสิร์ฟพร้อมน้ำมันมะกอกและไข่ทอด, ปลาทูน่าขาวย่างเสิร์ฟพร้อมน้ำส้มเชอรี่, คร็อกเก็ตไส้เห็ด, ไข่เจียวสเปนเสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศและหอมหัวใหญ่ เป็นต้น ต่อด้วยอาหารจานหลัก สะโพกไก่ย่างเสิร์ฟพร้อมซอสกระเทียมและสมุนไพร, พริกหวานสเปนอบสอดไส้กุ้ง, เบอร์เกอร์หมูสไตล์สเปน, สตูว์แก้มหมูไอเบอริโก้เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งบด, ข้าวสเปนเสิร์ฟพร้อมผักรวม ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง สตรอว์เบอร์รี่วิปปิ้งครีม, เค้กอัลมอนด์สไตล์กาลิเซีย เป็นต้น

เซ็ตเมนูมื้อกลางวันสไตล์สเปน 3 คอร์ส ราคาเพียง 690 บาท++ ต่อท่าน รวมน้ำดื่ม หรือซอฟท์ดริ้งค์ 1 แก้ว หรือชำระเพิ่มเพียง 100 บาท++ รับเบียร์คานา หรือแซงเกรีย หรือไวน์ขาวหรือไวน์แดง 1 แก้ว ต่อท่าน สำหรับเมนูเซ็ตมื้อกลางวันสไตล์สเปนจะเปลี่ยนแปลงเมนูทุกๆ 2 อาทิตย์

เซ็ตเมนูอาหารมื้อกลางวัน เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. – 15.00 น. สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0-2100-6255 หรืออีเมล์: diningcgcw@chr.co.th หรือสำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ www.unomasbangkok.com

038

7 ข้อเปรี้ยงๆ! ‘สมชัย’สรุปให้แล้ว ประเด็นซักฟอกกล่าวหา‘นายกฯ’จงใจเลี่ยงภาษี

7 ข้อเปรี้ยงๆ! ‘สมชัย’สรุปให้แล้ว ประเด็นซักฟอกกล่าวหา‘นายกฯ’จงใจเลี่ยงภาษี

7 ข้อเปรี้ยงๆ! ‘สมชัย’สรุปให้แล้ว ประเด็นซักฟอกกล่าวหา‘นายกฯ’จงใจเลี่ยงภาษี

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.30 น.

7 ข้อเปรี้ยงๆ! ‘สมชัย’สรุปให้แล้ว ประเด็นซักฟอกกล่าวหา‘นายกฯ’จงใจเลี่ยงภาษี

25 มีนาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” หัวข้อ “สรุปประเด็น ข้อกล่าวหานายกจงใจหลีกเลี่ยงภาษี” ดังนี้…

สรุปประเด็น ข้อกล่าวหานายกจงใจหลีกเลี่ยงภาษี

น่าจะเป็นเนื้อหาที่รุนแรงที่สุดในการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันแรก คือ ข้อกล่าวหาการหลีกเลี่ยงภาษีซื้อขายหุ้นในครอบครัว 218 ล้าน ที่เปิดโดย พิมพ์พร แห่งพรรคพลังประชารัฐและ วิโรจน์  แห่งพรรคประชาชน

1. การขายหุ้นของคนในครอบครัวให้ น.ส.แพรทองธาร  มีเหตุผลของการขายเพื่อเปลี่ยนสัดส่วนการถือครองหุ้นในกิจการต่าง ๆ ของตระกูลชินวัตรเอง

2. หากใช้รูปแบบการขาย คนขายคือคนในตระกูลชินวัตร ต้องมีภาระการเสียภาษี

3. แต่หากใช้รูปแบบการให้ในครอบครัว ผู้ได้รับ คือ คุณแพรทองธาร ต้องมีภาระเป็นผู้เสียภาษี

4. ในกรณีนี้ คนในตระกูลใช้วิธีการทำตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่ระบุเวลา และไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งยังไม่มีการจ่ายเงินจริง  จึงยังไม่มีใครต้องเสียภาษี เพราะไม่ใช่ขายเงินสด และไม่ใช่ให้เปล่า

5. เรื่องนี้ เกิดตั้งแต่ 2559 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 10 ปี  แล้วยังไม่มีการชำระเงิน 

6. คำชี้แจงของนายก ฯ ว่า ขณะนั้นยังไม่จ่าย เพราะยังไม่พร้อม เป็นคำกล่าวที่น่าเชื่อถือหรือไม่ กับฐานะของนายก ฯ ที่มีเงินเป็นหมื่นล้าน  และตลอด 9 ปีที่ผ่านมาก็ยังไม่ดำเนินการ  จึงดูย้อนแย้งกับการเป็นคนที่ประกาศว่าเสียภาษีมากกว่าคนอื่น

7. นายก ฯ บอกว่า จะเริ่มดำเนินการในปีหน้า จะทันหรือไม่ ไม่รู้ เพราะประเด็นนี้ อาจขยายผลต่อ และกลายเป็นประเด็นลุกลามต่อคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี ในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ได้

ศาล รธน.นัด 26 มี.ค. ชี้ชะตา’สมชาย เล่งหลัก’พ้น สว.หรือไม่

ศาล รธน.นัด 26 มี.ค. ชี้ชะตา'สมชาย เล่งหลัก'พ้น สว.หรือไม่

ศาล รธน.นัด 26 มี.ค. ชี้ชะตา’สมชาย เล่งหลัก’พ้น สว.หรือไม่

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

ลุ้นพรุ่งนี้! ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยสมาชิกภาพ สว. “สมชาย เล่งหลัก” สิ้นสุดลงหรือไม่ หลังศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี 

25 มี.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญ เตรียมออกนั่งบัลลังค์ อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่งเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของนายสมชาย เล่งหลัก สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 111(4)ประ กอบ มาตรา 108 ข.ลักษณะต้องห้าม (1) และมาตรา 38 (5) หรือไม่

สืบเนื่องจากศาลฎีกา มีคำพิพากษาที่ ลต สส 338/2567 ลงวันที่ 23 กันยายน 2567 พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายสมชาย เป็นเวลา 10 นับจากวันที่มีคำพิพากษา จึงเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของนายสมชาย สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญเนื่องจากมีลักษณะต้องห้าม รวมทั้ง กกต.ยังขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตำแหน่ง สว.ของนายสมชาย ว่างลงนับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

ทั้งนี้ ศาลรัฐธธรรมนูญ ยังมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. 2567 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

โดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้มีการจัดเตรียมสถานที่เพื่อรองรับการออกนั่งบัลลังค์อ่านคำวินิจฉัย วันพรุ่งนี้ (26 มีนาคม 2568) ในเวลา 15.00 น. โดยได้มีการติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดจากห้องพิจารณาคดีลงมายังบริเวณชั้น 2 เพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนที่จะมารับฟังการอ่านคำพิพากษา โดยครั้งนี้ไม่มีการกั้นพื้นที่แยกระหว่างสื่อมวลชนและประชาชน เนื่องจากมีการประเมินสถานการณ์ไม่มีกลุ่มมวลชนมาติดตามการอ่านคำวินิจฉัย ขณะที่มาตรการรักษาความปลอดภัยก็เป็นไปตามปกติ

.-008 

‘อ.ณรงค์-หมออภิชาต’ ได้รับเลือกเป็น ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิแทน ก.ต.

'อ.ณรงค์-หมออภิชาต'  ได้รับเลือกเป็น ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิแทน ก.ต.

‘อ.ณรงค์-หมออภิชาต’ ได้รับเลือกเป็น ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิแทน ก.ต.

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.10 น.

อ.ณรงค์ และหมออภิชาตคณบดีแพทยศาสตร์ รพ.ศิริราช ได้รับเลือกเป็น ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิแทน ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิที่ตำแหน่งว่างลงก่อนครบวาระ

วันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่ห้องประชุม 701 ชั้น 7สำนักงานศาลยุติธรรม  ถ.รัชดาภิเษก คณะอนุกรรมการตรวจนับคะแนนเลือกตั้ง ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ตรวจนับคะแนนเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ตามมาตรา 36 (3) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543   

 จากผู้พิพากษาทั่วประเทศที่ส่งกลับมายังสำนักงานศาลยุติธรรม ปรากฏผลว่าผู้ได้รับเลือกเป็น ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน ดังนี้

1. นายณรงค์ ใจหาญ​​​​​​​
ผู้อำนวยการโครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิตได้ 2,676 คะแนน

2. ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาต อัศวมงคลกุล
คณะบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล​​​ ได้   2,541   คะแนน.

จินตนาการ! ‘ทวี’อัดกลับ‘รังสิมันต์’สร้างวาทกรรม‘ดีลปีศาจ’ แจงยิบปมป่วยทิพย์

จินตนาการ! ‘ทวี’อัดกลับ‘รังสิมันต์’สร้างวาทกรรม‘ดีลปีศาจ’ แจงยิบปมป่วยทิพย์

จินตนาการ! ‘ทวี’อัดกลับ‘รังสิมันต์’สร้างวาทกรรม‘ดีลปีศาจ’ แจงยิบปมป่วยทิพย์

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

‘ทวี’อัดกลับ‘รังสิมันต์’ สร้างวาทกรรมจินตนาการ‘ดีลแลกประเทศ-ปีศาจ’ แจง‘ทักษิณ’เข้าเรือนจำก่อนรับตำแหน่ง ยันทำทุกอย่างตามสิทธิรัฐธรรมนูญ

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) ต่อเนื่องเป็นวันที่2

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ลุกขึ้นชี้แจงว่า ตนถูกพาดพิงโดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ระบุว่ารมว.ยุติธรรม อยู่ในตำแหน่งอย่างเหนียวแน่น เนื่องจากเรียกไม่โปร่งใสชั้น 14 และยืนยันว่าทางกระทรวงยุติธรรมต้องเชื่อมั่น เข้าถึงและเป็นที่พึ่งของประชาชน ซึ่งตนแอบหวังว่าท่านน่าจะเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศ แต่สิ่งที่ท่านมาพูดตนก็เสียใจ เพราะท่านช่างตัดตอน จินตนาการ และใช้วาทกรรม

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ในกรณีนายทักษิณชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่ได้เกี่ยวกับน.ส.แพทองธาร เลย เพราะนายทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ไปเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2567 ตอนนั้นน.ส.แพทองธาร ยังไม่ได้เป็นนายกฯ และที่ท่านอ้างว่ามีดีลแลกประเทศ และขยายว่ามีดีลปีศาจ ตนไม่รู้ว่าก้นบึ้งของจิตใจท่าน ท่านจะหมายถึงอะไร ถ้านายรังสิมันต์ดูให้ดี เป็นวาทกรรม และเป็นเรื่องที่นายรังสิมันต์จินตนาการเอง ท่านต้องยอมรับว่าหลังจากการยุบสภาของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ การเลือกตั้งเมื่อปี66 พรรค ที่ได้คะแนนมากที่สุดคือพรรคก้าวไกล ปัจจุบันเป็นพรรคประชาชน

นายฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงว่า ขอให้ประธานควบคุมการประชุม นายรังสิมันต์ถามถึงนายกฯ ในฐานะประจักษ์พยาน นายกฯก็นั่งอยู่ ทำให้นายภราดร วินิจฉัยว่า สิ่งที่นายรังสิมันต์อภิปรายแทบจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรมทั้งหมด และแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับนายกฯ ฉะนั้น จึงเป็นสิทธิ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมใช้สิทธิ์ในการชี้แจง อาจจะไม่ถูกใจ แต่ขอให้ฟัง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นดีลแลกประเทศ ส่วนท่านจินตนาการอย่างไรในเชิงลึก ตนไม่ใช่คนแบบท่านตนรู้อะไรลึกกว่าท่าน พูดไปคนของท่านก็จะเสียหาย ตนก็จะไม่พูด ส่วนกรณีของนายทักษิณ ตอนที่ท่านเข้ามา รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสินยังไม่ได้เป็นรัฐบาล และตนก็ไม่รู้ว่าเป็นรมว.ยุติธรรมหรือไม่ นายทักษิณเข้ามาก็มีอาการที่เล่าว่าป่วย และส่งโรงพยาบาลตำรวจ

“แต่สิ่งที่น่าเสียใจคือนายรังสิมันต์ จบนิติศาสตร์ และทราบหรือไม่ว่าในกฎหมายราชทัณฑ์ คนที่เจ็บป่วยต้องไปส่งรักษาพยาบาลเขาให้ถือว่าสถานที่รักษาพยาบาลคือเรือนจำ ท่านไม่สะใจใช่หรือไม่ต้องการให้ถูกทรมานหรืออย่างไร เราถือว่าโรงพยาบาลที่ไปรักษาตอนนี้ปีหนึ่งมีผู้ต้องขังเกือบแสนคนที่ต้องไปพักเราถือว่าสถานที่เหล่านั้นเราถือเป็นที่ควบคุม กฎกระทรวงก็เขียนว่าเป็นที่ควบคุมพิเศษ ซึ่งเป็นสิทธิ์ของโรงพยาบาลจะจัด และถ้าท่านเกิดหนีจากที่ควบคุมเหมือนหนีจากเรือนจำ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ที่บอกว่าไม่มีสักวันเดียวที่นายทักษิณติดคุก ต้องการวาทกรรมเพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดใช่หรือไม่ การคุ้มครองสิทธิ์พื้นฐานของคนท่านบอกว่าเป็นอภิสิทธิ์ ท่านพูดไม่จบ คือเมื่อนายทักษิณ เข้าไป ตนเข้ามาสัก1 เดือน ตนก็มีความคิดว่าระหว่างนี้ท่านอยู่โรงพยาบาลตลอดสังคมจะมองว่าเป็นการช่วยเหลือกันหรือไม่ ท่านทราบหรือไม่ว่าในรัฐธรรมนูญหมวดหน้าที่ของรัฐ บอกว่าประชาชนเจ็บป่ายก็ต้องไปรักษาพยาบาล นายทักษิณ เป็นประชาชนก็ต้องได้รับการรักษา แต่ท่านถูกควบคุมอยู่ไปไหนไม่ได้ เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนให้รัฐต้องปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตนคิดว่าจะเอาท่านกลับมาได้หรือไม่ กฎหมายไม่มีให้เลย ต้องทำตามความเห็นของแพทย์ เมื่อครบ 120 วันต้องมีเรื่องรายงานมาที่นายกฯ ทราบหรือไม่ว่าอธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นมืออาชีพ ไม่รู้จักกับนายทักษิณ

ทั้งนี้ เมื่อครบวันที่ 22 ก.พ. เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตั้งคณะแพทย์ 5 คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ต้องไปดูว่ากลับมาเรือนจำได้หรือไม่ ปรากฏว่าคณะก็ให้ขึ้นกับดุลยพินิจแพทย์ผู้รักษา และอธิบดีกรมราชทัณฑ์มีหนังสือโต้ตอบไปยังโรงพยาบาลตำรวจ ก็อนุมัติให้อยู่โรงพยาบาลต่อเพราะหมอที่โรงพยาบาลเห็นว่าให้อยู่โรงพยาบาลต่อ ส่วนเรื่องเจ้าพนักงานกระทำชอบหรือไม่ชอบนั้น มอบให้อยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และเรื่องของนายทักษิณ องค์กรอิสระเกือบทุกองค์กรเข้ามาตรวจสอบ

“ท่านต้องเข้าใจว่า การที่นายทักษิณอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ที่กฎหมายได้เขียนว่าเป็นเรือนจำแล้วถูกควบคุม แต่ท่านบอกว่าไม่ถูกควบคุม ท่านทำตัวใหญ่กว่ากฎหมายใช่หรือไม่ และที่ผมไม่อยากพูดมากไปกว่านี้ แพทยสภา ในเรื่องของหมอ ความเจ็บป่วยท่านกับผมก็ไม่มีใครรู้ดี และมีกฎหมายเรื่องจรรยาบรรณแพทย์ เรื่องอยู่ที่แพทยสภา รับเรื่องไว้ปีกว่าแล้ว ยังต้องสอบสวน แต่ท่านรับเรื่องไปแป๊บเดียว  ท่านวินิจฉัยหมดเลย ว่าดีลปีศาจ ท่านมีอะไรอยู่ในใจใครคือปีศาจของท่าน” รมว.ยุติธรรม กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ที่ท่านโน้มน้าวอะไรมาทั้งหมด ท่านสมมุติเอาเอง เพราะวันนี้เราเตรียมการที่จะไปให้การกับป.ป.ช. แต่ยังไม่เรียกราชทัณฑ์เลย อย่าไปดูแคลนป.ป.ช. ท่านอย่าเข้าใจว่าแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ไม่มีความรู้ ไม่อยากให้ด้อยค่าคนอื่น ความจริงไม่มีอะไรเลย และเมื่อเรื่องเข้าป.ป.ช. แม้แต่กรรมการป.ป.ช. ยังเอาเรื่องมาเปิดเผยไม่ได้แต่วันนี้ท่านสมมุติไปทั่ว

‘สุริยะ’โต้เดือด‘ปชน.’จินตนาการบิดเบือน Super Deal แสนล้าน ปัดเอื้อเอกชน

‘สุริยะ’โต้เดือด‘ปชน.’จินตนาการบิดเบือน Super Deal แสนล้าน ปัดเอื้อเอกชน

‘สุริยะ’โต้เดือด‘ปชน.’จินตนาการบิดเบือน Super Deal แสนล้าน ปัดเอื้อเอกชน

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.27 น.

กล่าวหาลอยๆ! ‘สุริยะ’โต้ปมแก้สัญญา‘รถไฟฟ้าความเร็วสูง’เชื่อม 3 สนามบิน-ขยายสัมปทานทางด่วน บิดเบือนข้อมูลจากจินตนาการ ยันไร้เอื้อเอกชน หากข้องใจโทรหา-มาที่กระทรวงได้ ด้าน‘สุรเชษฐ์’สวนเห็นสัญญาแล้วจะขยายเวลาข้ามศตวรรษใช่หรือไม่ ชี้ถ้าไม่เลื่อนไม่แก้ตอนนี้จะเอาอย่างไร เย้ยทำไมไม่ทำหนังสือเชิญมาจะให้ไปเกาะโต๊ะขอพบหรือ

25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล(น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) ต่อเนื่องเป็นวันที่2

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม ลุกขึ้นชี้แจงกรณีที่นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.)  กล่าวหากรณีแก้สัญญาโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินให้เอกชนคว้าสัมปทานไปได้ก่อน แล้วค่อยหาประโยชน์เพิ่มด้วยกันแก้สัญญา และการขยายสัมปทานทางด่วนและที่ระบุให้เอกชนได้สิทธิ์กินเต็มอิ่ม แล้วเมื่ออยากกินต่อ จึงขอขยายสัมปทานไปเรื่อยว่า ตนนั่งรับฟังการอภิปราย หลายคนคงรู้สึกเช่นเดียวกันว่า ผู้อภิปรายมีความพยายามสร้างเรื่องราวบิดเบือนข้อเท็จจริง จากจินตนาการของท่าน จนทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า มีการวางแผนการนี้ไว้ล่วงหน้า เพื่อเอื้อประโยชน์กับเอกชนคู่สัญญา หรือการที่พยายาม เล่นคำว่า“ซูเปอร์ดีล” โดยบิดเบือนข้อมูล เอามูลค่าที่สูงกว่ามูลค่าโครงการมาพูดว่า เป็นแสนแสนล้านบาท นั้นก็ล้วนแล้วมาจากการจินตนาการลอยๆ

ทั้งนั้น ตนยืนยันว่าการอภิปรายทั้ง 2 โครงการนั้น เป็นการกล่าวหาเพียงลอยๆ และตนเห็นด้วยกับคำพูดของนายกรัฐมนตรี ที่ระบุ ไม่ทราบว่าผู้อภิปราย กำลังอภิปรายรัฐบาลไหน เนื่องจากเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น เกิดก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามาบริหารงานด้วยซ้ำ โดยทั้ง 2 โครงการนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการต่างๆ ยังไม่ได้มีการเสนอถึงคณะรัฐมนตรี และยังไม่ถึงมือของนายกรัฐมนตรี

“ดังนั้นการที่ผู้อภิปรายเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตอบคำถาม จึงเป็นไปไม่ได้ นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาตอบชี้แจง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องแทน ย้ำว่า รัฐบาลยังไม่มีการอนุมัติให้ดำเนินการแต่อย่างใด เพราะยังต้องมีการพิจารณาร่วมกันกับอีกหลายหน่วยงาน เพื่อให้รัฐไม่เสียประโยชน์อย่างแน่นอน” นายสุริยะ กล่าว

นายสุริยะ กล่าวถึงการที่ผู้อภิปราย ระบุ มีการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนเอื้อสัญญา หรือมีการพยายามพูดให้เข้าใจว่า มีผู้ใหญ่ มีนายใหญ่ หรือมีนายน้อย สั่งการอยู่เบื้องหลังว่า ตนขอยืนยันว่า ตนไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว กับคู่สัญญาของทั้ง 2 โครงการแต่อย่างใด แล้วจะไปมีการเอื้อประโยชน์ให้ได้อย่างไร ในทางตรงกันข้าม ตนพยายามแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและภาครัฐ ทั้งเรื่องการจราจรที่ติดขัด ค่าผ่านทางแพง และโครงการที่ลงทุนไว้แล้ว แต่ดำเนินการต่อไปไม่ได้ ให้สำเร็จลุล่วง โดยยึดประโยคของประชาชน และภาครัฐเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นไม่มีแน่นอนที่ผู้อภิปราย มโนว่าเป็นซูเปอร์ดีลแสนล้าน

นายสุริยะ กล่าวชี้แจงต่อในโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินว่า มีการทำสัญญามาตั้งแต่ในอดีต โดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการไปเมื่อวันที่  27 มี.ค. 61 และลงนามสัญญาร่วมทุน วันที่ 24 ต.ค. 62 แต่รัฐบาลนี้เข้ามาเป็นบริหาร เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 67 ซึ่งมีเวลาต่างกันอยู่ถึง 5 ปียืนยันว่า ตนไม่ใช่ส่วนหนึ่งในการสร้างปัญหา แต่ตนเข้ามาเพื่อแก้ปัญหา เวลาทันทีที่ตนได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็พบว่าโครงการนี้มีปัญหาด้านสัญญา จึงแก้ปัญหาเพื่อทำให้สัญญาสามารถเดินต่อไปได้ ดังนี้ EEC มีการลงทุนจากภาคเอกชนไปแล้วกว่า 1.8 ล้านล้านบาท หากถอยโครงการนี้ประเทศจะเสียหายมาก และเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นก่อนสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุนด้วย นอกจากนั้นยังมีกรณีที่เอกชนไม่สามารถชำระค่าสิทธิ์แอร์พอร์ตลิงค์ได้ตามกำหนด แต่เพื่อไม่ให้โครงการหยุดชะงัก คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย EEC และเอกชน เข้าดำเนินการแก้ไขปัญหา จากนั้นจึงมีการทำ MOU  ซึ่งกำหนดให้เอกชนต้องรับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายในการเดินรถ การบำรุงรักษา และรับความเสี่ยงทั้งหมด ในส่วนของเงื่อนไขสัญญา ซึ่งมีการเซ็นไว้ก่อนนั้น ก็เดินต่อไม่ได้

รมว.คมนาคม กล่าวว่า โดยการแก้ปัญหาในส่วนนี้มีเพียง 2 ทาง คือการแก้ไขสัญญา หรือยกเลิกสัญญาเพื่อประมูลใหม่ ซึ่งการยกเลิกสัญญานั้น ไม่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นเหตุสุดวิสัย นอกจากนั้น หากเกิดการประมูลใหม่ ก็อาจเกิดการฟ้องร้องด้านกฎหมาย และทำให้โครงการหยุดชะงัก สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาสัญญาร่วมลงทุนที่ถูกกล่าวหาว่า มีการเปลี่ยนแปลงนั้น ตนขอยืนยันว่าโครงการนี้ยังเป็นรูปแบบ PPP Net Cost เหมือนเดิม และเอกชนยังเป็นผู้รับความเสี่ยงเหมือนเดิม ย้ำว่า รัฐไม่ได้เสียประโยชน์แต่อย่างใด ทั้งยังสามารถทำให้รัฐประหยัดดอกเบี้ยได้อีก รวมถึงการที่เอกชนจะต้องโอนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของให้รัฐ เมื่อได้รับเงินร่วมลงทุน ซึ่งจะช่วยให้โครงการเกิดความมั่นคง หากเอกชนรายดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการต่อได้ รัฐก็ยังสามารถหาเอกชนรายใหม่มาดำเนินการต่อ ไม่เป็นปัญหาเหมือนโฮปเวลล์ในอดีต ดังนั้น ตนขอยืนยันอีกครั้งว่า การแก้ไขปัญหาตามหลักการ จะทำให้รัฐมีความเสี่ยงลดลง จ่ายเงินร่วมลงทุนเท่าเดิม ได้ค่าสิทธิ์แอร์พอร์ตลิงค์เท่าเดิม

นายสุริยะ กล่าวอีกว่า ส่วนการขยายสัมปทานทางด่วน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนนั้น ตนขอปฏิเสธว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง แต่ตนต้องการแก้ไขปัญหาการจราจรให้กับประชาชน ที่สัญจรผ่านทางด่วนเส้นนี้ทุกวัน และพบว่าประชาชนที่ใช้ทางด่วน ยังต้องเผชิญกับปัญหารถติดเป็นอย่างมาก ทั้งยังต้องจ่ายค่าผ่านทางที่แพงมาก ดังนั้น โครงการนี้คือการเพิ่มช่องจราจร ให้สามารถแยกรถที่เดินทางใกล้และไกลออกจากกัน และไม่ต้องเว้นคืนที่ดินจากประชาชน ยืนยันว่า เป็นการดำเนินโครงการต่อเนื่องจากรัฐบาลในอดีต โดยหากโครงการ Double Deck แล้วเสร็จ จะสามารถรับระยะเวลาการเดินทางบนทางด่วนได้ และทำให้ความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางเพิ่มขึ้น สิ่งเมื่อคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว จะสูงถึงประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าไม่สร้างตอนนี้ รอสัมปทานสิ้นสุดแล้วค่อยสร้าง ประชาชนก็ยังจะคงเดือดร้อนไปอีกนับ 10 ปี ประเทศชาติเสียโอกาส ตนยอมไม่ได้

รมว.คมนาคม กล่าวต่อว่า สำหรับค่าก่อสร้างของโครงการ ที่มีมูลค่ามากกว่าการสร้างทางด่วนชั้นเดียวนั้น เนื่องจากโครงการนี้ มีการใช้เทคนิควิศวกรรมชั้นสูง ก่อสร้างสูงกว่าทางด่วนเดิม เนื่องจากด้วยข้อจำกัดที่ไม่สามารถขยายทางด่วนเดิมได้ ส่วนการลดค่าผ่านทาง เหลือ 50 บาทนั้น ก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน กระทรวงไทยคมนาคมและกรมการทางพิเศษ จึงวิเคราะห์ใช้กับโครงข่ายทางด่วนในเขตเมืองเป็นอันดับแรก ซึ่งถือเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ใช้ทางด่วนทั้งหมด สำหรับการชี้แจงรายละเอียดโครงการ ทราบว่ากรมการทางพิเศษได้มีการเข้าให้ข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว โดยไม่มีการถูกกล่าวหาว่าการดำเนินการในครั้งนี้ มิชอบแต่อย่างใด รวมถึงได้มีการเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณฯ แล้ว ซึ่งได้เปิดเผยรายละเอียดที่สามารถเปิดเผยได้ไปแล้ว ยกเว้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเอกชน เนื่องจากเอกชนได้แจ้งสงวนสิทธิ์ไว้ ยืนยันว่า ตนไม่มีการสั่งการให้ทำตามระเบียบ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ในทุกขั้นตอน ไม่มีการปกปิดข้อมูล

อย่างไรก็ตาม หากผู้อภิปรายมีข้อแนะนำเรื่องใด ในภารกิจของกระทรวงคมนาคม หรือต้องการข้อมูลอะไร ที่ยังไม่มีความชัดเจน หรือมีข้อสงสัยเรื่องใดประการใด ก็สามารถไปพบหรือติดต่อโทรศัพท์หาตนได้ ที่กระทรวงคมนาคม แต่นายสุรเชษฐ์ ไม่เคยเข้าไปที่ กระทรวงคมนาคมสักครั้งเดียว ยันว่า ต้องการข้อมูลที่เต็มประโยชน์ต่อประชาชน ตนจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

ขณะที่ นายสุรเชษฐ์ ขอใช้สิทธิ์พาดพิง เนื่องจาก มีการกล่าวหาว่า ตนบิดเบือนจินตนาการลอยๆ ทำให้เกิดความเสียหาย จึงขอให้ประธานได้ชี้แจง

ทำให้นายภารดร ประธานการประชุม ชี้แจงว่า จากที่ฟังรัฐมนตรีพูด มีการพาดพิงแค่ประเด็นเดียว คือเรื่องที่นายสุรเชษฐ์ไม่เคยไปกระทรวง ส่วนประเด็นอื่นที่นายสุรเชษฐ์กล่าวหารัฐมนตรีเมื่อวานนี้ รัฐมนตรีจึงมาชี้แจงในวันนี้ ถ้าถามตอบไปมา เราไม่ได้อยู่ในวาระกระทู้ และจะไม่จบ จะกินเวลาเพื่อน จึงอนุญาตให้ตอบประเด็นเดียว

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อในเรื่องหนังสือเชิญ ว่า “จะให้ผมเดินไปเกาะโต๊ะท่านรัฐมนตรีหรือ ผมรอหนังสือเชิญจากท่าน วันนั้นเราก็มีการคุยกันแบบนี้ ผมยินดีไปกระทรวง แต่ต้องทำหนังสือเชิญมา และจะให้ดี ก็ให้มีสื่อมวลชน ไปเป็นสักขีพยานด้วย เดี๋ยวจะหาว่า ไปเกาะโต๊ะเคลียร์กัน” ในมุมกลับกัน ตนทำอย่างตรงไปตรงมา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ ที่เรียกมาชี้แจงที่สภา นายสุริยะก็ไม่เคยมา แม้แต่ตั้งกระทู้สดในสภา นายสุริยะก็เบี้ยว แล้วทุกครั้งก็ส่ง นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม มาแทน อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณรัฐมนตรีช่วยคมนาคมที่มาตอบแทน แต่หลายๆ ครั้ง ก็ตอบไปอย่างที่ท่านไม่รู้เรื่อง เพราะไม่ได้กำกับดูแลโดยตรง เช่นกรณีล่าสุด ในกระทู้ถาม คานถล่มพระราม 2 ส่วนเรื่อง คำถามที่ตนเคยถามไว้ ตนยังต้องการข้อสรุปเรื่องรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินอยู่ว่า ถ้าไม่เลื่อนไม่แก้ตอนนี้ จะเอาอย่างไร จะปล่อยให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายด้วยการเลื่อนเพื่อแก้ใช่หรือไม่

สำหรับคำถามเรื่องสัมปทานทางด่วนนั้น การที่รัฐบาลนี้ กำลังเพิ่มไปถึงปี 2601 คือขยายแบบข้ามศตวรรษไปใช่หรือไม่ ย้ำว่า ตนไม่ได้บิดเบียน แต่ได้เห็นร่างสัญญาแล้ว ท่านจะทำอย่างนั้นจริงๆ หรือไม่

นายสุริยะ ชี้แจงอีกครั้ง ในข้อกล่าวหาเบี้ยวตอบกระทู้ว่า ตนได้มอบหมายให้นางมนพร มาตอบแทน เนื่องจากในวันนั้น ตนติดภารกิจ ส่วนการแก้ไขสัญญานั้น ยอมรับว่า เคยระบุจริงว่าจะไม่เลื่อน แต่เมื่อได้มีการพูดคุยกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเลื่อน ไม่ได้ทำโดยไม่มีเหตุไม่มีผล

‘วิโรจน์’จี้นายกฯ-กรมที่ดิน​ เคลียร์ออกโฉนด เทมส์ วัลลีย์ ไม่ชอบด้วยกม.เป็นที่ต้นน้ำลำธาร

‘วิโรจน์’จี้นายกฯ-กรมที่ดิน​ เคลียร์ออกโฉนด เทมส์ วัลลีย์ ไม่ชอบด้วยกม.เป็นที่ต้นน้ำลำธาร

‘วิโรจน์’จี้นายกฯ-กรมที่ดิน​ เคลียร์ออกโฉนด เทมส์ วัลลีย์ ไม่ชอบด้วยกม.เป็นที่ต้นน้ำลำธาร

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.15 น.

‘วิโรจน์’จี้‘นายกฯ-กรมที่ดิน’ออกโฉนด เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่​ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ​เหตุเป็นที่ต้นน้ำลำธาร มติกรรมการจัดรูปที่ดินล้างมติครม.​2514 ไม่ได้​ ครอบครองได้ แต่ออกโฉนดไม่ได้

25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์​ ลักขณาอดิศร​ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน​  กล่าวถึง การอภิปราย ไม่ไว้วางใจวันแรกที่ผ่านมาว่า​ ยังไม่ได้รับคำตอบจาก นางสาวแพทองธาร​ ชิน​วัตร   นายกรัฐมนตรี​ กรณีถือครองที่ดินโรงแรม​เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่​ มีเพียงนายวราวุธ​ ศิลปอาชา​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ชี้แจงแทนแต่ตนยังมีความสับสนอยู่ เพราะนายวราวุธอ้าง ถึงประกาศ คณะปฏิวัติปฏิวัติ พ.ศ.2515 ซึ่งปีดังกล่าวเป็นการ จัดตั้งนิคมสร้างตนเอง แต่ไม่ได้ยกเลิก มติครม.ปี​  2514 ที่กำหนดว่าพื้นที่แปลงดังกล่าว ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร

ทั้งนี้ แสดงว่าประกาศคณะปฏิวัติ ไม่ได้ยกเลิก พื้นที่ต้นน้ำลำธาร ตามมติคณะรัฐมนตรี 2514 แสดงว่าพื้นที่ต้นน้ำลำธารยังคงอยู่ แล้วเมื่อปี 2567 คณะกรรมาธิการป.ป.ช. ของสภาผู้แทนราษฎรได้ขอข้อมูลไป และมีการส่งแผนที่ของที่ดินแปลงดังกล่าว มาให้ก็ยังปรากฏ ว่าเป็นที่ดินต้นน้ำลำธาร ยังคงอยู่ และถ้าที่ดินต้นน้ำลำธารยังอยู่ ตามประมวลกฎหมาย ที่ดินตามกฎกระทรวงฉบับที่43 ข้อ14(5) ก็ออกโฉนดไม่ได้

ล่าสุดการชี้แจงของกรมที่ดิน น่าแปลกใจและน่าตกใจมากๆ​ ที่คณะกรรมการจัดรูปที่ดินแห่งชาติ​ จึงขอตั้งคำถามว่ามติของคณะกรรมการจัดรูปที่ดินแห่งชาติ ลบล้างมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2514 ได้หรือไม่ ซึ่งกรมที่ดินต้องยืนยันว่า มติ คณะกรรมการจัดรูปที่ดินแห่งชาติ ดังกล่าวใหญ่กว่ามติคณะรัฐมนตรีได้อย่างไร ศักดิ์และสิทธิ์ของกฎหมายเป็นอย่างไร

นายวิโรจน์ ระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดอยากให้สื่อเข้าไปดูมติของคณะกรรมการจัดรูปที่ดินแห่งชาติ โดยเฉพาะกรมที่ดิน ซึ่งเป็นผู้ประกาศกฎ ในรายละเอียดบอกว่าให้สิทธิการครอบครอง แต่ไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์ ซึ่งหมายความว่าถ้ายึดตามมติ คณะกรรมการจัดรูปที่ดินแห่งชาติที่ดินแปลงนี้ ไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์แต่ให้สิทธิครอบครอง ก็ยังยืนยันว่าออกโฉนดไม่ได้ คำถามไม่ได้คือการออกโฉนดแล้วถูกกฎหมายแต่คำถามคือออกโฉนดมาได้อย่างไร ที่ตรงนั้นเป็นที่ต้นน้ำลำธาร ตรงนี้นายกรัฐมนตรียังไม่ตอบสังคม และชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้ประชาชนรับทราบ

เอาด้วย!’วิทยุ-ทีวีรัฐสภา’แพร่คำพูด’โรม’ ฉะระบบราชทัณฑ์ไม่เหมือนอัพเกรดตั๋วเฟิร์สคลาส

เอาด้วย!'วิทยุ-ทีวีรัฐสภา'แพร่คำพูด'โรม' ฉะระบบราชทัณฑ์ไม่เหมือนอัพเกรดตั๋วเฟิร์สคลาส

เอาด้วย!’วิทยุ-ทีวีรัฐสภา’แพร่คำพูด’โรม’ ฉะระบบราชทัณฑ์ไม่เหมือนอัพเกรดตั๋วเฟิร์สคลาส

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.40 น.

วันที่ 25 มีนาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา ได้โพสต์ โค้ดคำอภิปรายของ รังสิมันต์ โรม​ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในการประชุม​สภาผู้แทนราษฎร​ ครั้ง​ที่​ 26 ( สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)​ เป็นพิเศษ​ พิจารณา​ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ​วันที่​ 25 มีนาคม​ 2568

ระบุว่า “ระบบราชทัณฑ์ไม่เหมือนกับการไปซื้อตั๋วเครื่องบิน เพื่ออัพเกรดเฟิร์สคลาสได้ แต่ระบบราชทัณฑ์จะยุติธรรมหรือไม่​ ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน”

‘วิโรจน์’บี้สรรพากรแจง‘แพทองธาร’ออกตั๋ว PN เลี่ยงภาษีหรือไม่ ลั่นยื่น‘ป.ป.ช.’สอบแน่

‘วิโรจน์’บี้สรรพากรแจง‘แพทองธาร’ออกตั๋ว PN เลี่ยงภาษีหรือไม่ ลั่นยื่น‘ป.ป.ช.’สอบแน่

‘วิโรจน์’บี้สรรพากรแจง‘แพทองธาร’ออกตั๋ว PN เลี่ยงภาษีหรือไม่ ลั่นยื่น‘ป.ป.ช.’สอบแน่

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

‘วิโรจน์’ตามบี้อธิบดีกรมสรรพากร ปม‘แพทองธาร ชินวัตร’ออกตั๋ว PN เลี่ยงภาษี 218 ล้าน หวั่นสร้างมาตรฐานผิด คนทำธุรกิจ แห่เลี่ยงกฎหมาย ลั่นยื่น‘ป.ป.ช.’เอาผิดอาญา- จริยธรรมนายกฯ แน่นอน

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ายื่นเอาผิดกรณีการเลี่ยงภาษี 218 ล้านบาท โดยวิธีออกตั๋วPN ของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า สังคมยังรอให้นายกฯออกมาชี้แจง ซึ่งเป็นพิธีกรรมในการซื้อหุ้นของคนในครอบครัว โดยนายกฯได้ยอมรับกลางสภาว่าจริง และยอมรับว่าคิดที่จะจ่ายกันในปีหน้า และเชื่อว่าสังคมกำลังรอคำตอบจากอธิบดีกรมสรรพากร ด้วยเช่นกัน และนายกฯก็ยอมรับด้วยว่าเป็นเรื่องปกติที่คนในแวดวงธุรกิจของทำกัน ตนจึงอยากเรียกร้องว่าใครที่ทำแบบนี้ช่วยแสดงตัวหน่อย และตอบหน่อยว่าคนที่ใช้วิธีตั๋วPNแบบน.ส.แพทองธารซื้อหุ้น ไม่มีดอกเบี้ยไม่มีกำหนดวันจ่าย มีใครทำแบบนี้บ้าง โดยตนได้สอบถามบุคคลอื่นแล้ว ไม่มีใครกล้าแสดงตัวเพราะกลัวกรมสรรพากรตรวจสอบ ตนจึงขอตั้งคำถามในเรื่องนี้

“อธิบดีกรมสรรพากร จะต้องมาตอบว่านายกฯทำแบบนี้ได้มั้ย กำลังมีเจ้าของกิจการ เจ้าของห้างร้านอีกจำนวนมาก ที่กำลังจะโอนหุ้น โอนทรัพย์สินให้กับลูก เขาจะได้นำพฤติกรรมของน.ส.แพทองธาร ไปเป็นแบบอย่าง โดยไม่ต้องมีการให้ เงินแต่ให้ออกเป็นตั๋วPN โดยไม่ต้องกำหนดว่าจะจ่ายวันไหนและไม่มีดอกเบี้ย ก็ได้ และหุ้นก็เปลี่ยนมือจากพ่อไปสู่ลูก แม่ไปสู่ลูก โดยไม่ต้อง ชำระภาษีการรับให้ ผมยังรอคำตอบว่า อธิบดีกรมสรรพากรจะตอบเรื่องนี้อย่างไร จะมีระเบียบเกี่ยวกับการ”รับให้”ออกมาให้หรือไม่ เพื่อให้การจัดเก็บภาษีการรับให้ ร้อยละ 5 มีความเสมอภาคกันทั้งประเทศ ซึ่งวันนี้ยังไม่ได้รับคำตอบ” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมายืนยัน ถ้าใช้ตั๋วPN ในลักษณะจำแลง การซื้อขายไม่ได้เกิดขึ้นจริง ต้องมีความผิดทางกฎหมาย และตนขอตั้งคำถามว่า ภาษีการรับให้ เจตนารมณ์ของภาษีการของรับให้ เกิดมาเพื่อตอบสนองพฤติกรรมของน.ส.แพทองธารเช่นนี้เหรอ  และหากตนไม่ออกมาอภิปรายเรื่องนี้นายกฯจะยอมรับว่าจะจ่ายเงินกลางสภาหรือไม่ ตนยืนยันว่าเรื่องนี้ มีความผิดทางอาญาแน่ ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร และจะยื่นเรื่องต่ออธิบดีกรมสรรพากร หลังเสร็จการอภิปรายภายในสัปดาห์นี้ 

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า นิติบุคคลใดที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ กรมสรรพากรมักจะเข้าไปตรวจสอบทันที และขอตั้งคำถามว่าในกรณีของน.ส.แพทองธาร ครั้งนี้ทำไมถึงยังไม่เข้ามาตรวจสอบ เพราะตนมองว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งเป็นความเท่าเทียมกัน ต่อหน้ากฎหมาย ถ้าน.ส.แพทองธารทำได้ ภาษีการรับให้ก็คงไม่มีความหมาย จึงขอถามว่า กงสีของ น.ส.แพทองธาร ขายหุ้นแบบนี้ให้ตนบ้างได้หรือไม่ ถ้าสังคมยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ก็จะมีผลต่อการจัดเก็บภาษีของประเทศ และคนที่เป็นผู้นำประเทศ ควรทำพฤติกรรมเช่นนี้หรือไม่

“ปัญหาคือคุณเสียภาษีครบหรือไม่ หรือใช้เทคนิคเล่ห์ เพทุบาย หรือใช้เทคนิคใดมาหลบเลี่ยง” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวว่า การที่จะยื่นความผิดอาญาและผิดประมวลจริยธรรมอย่างร้ายแรง ต่อป.ป.ช. สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรออธิบดีกรมสรรพากร เพราะมีแนวคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเคยตัดสินไปแล้ว ส่วนจะยื่นวันไหนนั้น ตนขอหารือกับพรรคก่อน แต่ยืนยันว่าจะยื่นแน่นอน

‘เพื่อไทย’เย้ยฝ่ายค้านซักฟอกพื้นๆ ใหม่แค่ปม‘ภาษี-ที่ดินเขาใหญ่’ เหน็บหวังเป็นช็อกซินีม่า

‘เพื่อไทย’เย้ยฝ่ายค้านซักฟอกพื้นๆ ใหม่แค่ปม‘ภาษี-ที่ดินเขาใหญ่’ เหน็บหวังเป็นช็อกซินีม่า

‘เพื่อไทย’เย้ยฝ่ายค้านซักฟอกพื้นๆ ใหม่แค่ปม‘ภาษี-ที่ดินเขาใหญ่’ เหน็บหวังเป็นช็อกซินีม่า

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.25 น.

‘เพื่อไทย’เย้ยฝ่ายค้านซักฟอกพื้นๆ ใหม่แค่ปม‘ภาษี-ที่ดินเขาใหญ่’ เหน็บหวังเป็นช็อกซินีม่า

25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงภาพรวมการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีวันแรกว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีประท้วงบ้างเป็นสีสัน ถือว่าเป็นปกติเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา จะมีการประท้วงบ่อย ช่วงที่มีการอภิปรายยั่วยุ เช่น ช่วงของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และนายณัชชา บุญไชยอินสวัสดิ์  สส.กทม. พรรคประชาชน​ แต่เรื่องของสาระ ตนมองว่านอกจากเป็นนามธรรมที่พูดไปแล้ว แม้หลังๆ จะเป็นรูปธรรมมากขึ้น มีการยกตัวอย่างมา มีข้อกล่าวหาเป็นเรื่องๆ ก็ไม่ได้มีเรื่องใหม่ที่เหนือความคาดหมาย ยังเป็นเรื่องเก่าๆ ที่เคยพูดมาบ้างแล้ว เหมือนที่เคยถามกระทู้

นายสุทิน​ กล่าวว่า​ ความจริงแล้วประชาชน​คาดหวังอยากจะเห็นที่ช็อกซินิม่า เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย เป็นเรื่องที่สะเทือนความรู้สึกประชาชน แต่กลับเป็นเรื่องพื้นๆ เช่นเรื่องค่าไฟ PM 2.5 เป็นเรื่องที่พูดคุยกันมาโดยตลอด มีเรื่องใหม่คือเรื่องภาษีและเรื่องที่ดินเขาใหญ่ที่ยังไม่มีข้อกล่าวหาที่น่าเชื่อถือได้ และการตอบคำถามของนายกฯ และรัฐมนตรีก็มีน้ำหนักที่หักล้างได้

นายสุทิน​ กล่าวว่า​ ส่วนการอภิปรายของฝ่ายค้านหลายคนมีการเรียบเรียงเนื้อหาได้ดีอย่าง นายพริษฐ์ วัชระสินธุ์ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน​ แต่เป็นข้อหาลหุโทษ เป็นข้อหาเล็กน้อยไม่ถึงระดับไม่ไว้วางใจ ส่วนนายกัณวีร์ สืบแสง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรมก็นำเสนอได้ดี มีความรู้จริง แต่โฟกัสเรื่องเดียว คือการถามหาหลักฐานการสมัครใจกลับอุยกูร์ ซึ่งนายภูมิธรรม เวชยชัยรองนายกฯ และรมว.กลาโหมก็ได้ตอบและมีข้อมูลที่หักล้างได้

นายสุทิน​ กล่าวว่า การตอบของนายกฯ โดยรวม ตอบด้วยความเป็นผู้ใหญ่ มีการควบคุมอารมณ์และน้ำเสียงได้ดี มีบ้างที่ช่วงแรกที่นายกฯ เล่นมุก เจตนาผ่อนคลายกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  ส่วนรัฐมนตรีหลายคนก็ตอบดี อย่างนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล มาช่วยนายกฯ ตอบไปในทิศทางเดียวกันสะท้อนถึงเสถียรภาพของรัฐบาลและภาวะผู้นำนายกฯ

เมื่อถามว่า มองว่านายกฯ ตอบน้อยไปหรือไม่ นายสุทิน​ กล่าวว่า​ ตนมองว่าเป็นความตั้งใจของนายกฯ ที่ไม่อยากเปิดประเด็นใหม่ ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด

เมื่อถามว่า กรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาคนที่2 ที่ทำหน้าที่ประธานสภามีการตักเตือนสมาชิกถึงการประท้วงบ่อยครั้ง นายสุทิน กล่าวว่า ยอมรับว่าการประท้วงอาจจะมากไป ส่วนมากไปเสียเวลาในช่วงที่ผู้อภิปรายมีลักษณะยั่วยุ มีการโอเวอร์แอ็คชั่น ดุดันเกินความจำเป็น ส่วนช่วงเวลาที่เหลือของฝ่ายค้านมองว่า คนที่น่าสนใจอีกไม่มาก น่าจะไม่มีอะไรที่เข้มข้นมากกว่านี้ ซึ่งคาดว่าฝ่ายค้านจะใช้เวลาไม่หมด และการอภิปรายจะจบได้ในวันนี้