เกิดอะไรขึ้น เบิร์ด แฟนแตงโม โพสต์ตัดพ้อชีวิต ‘โลกนี้ช่างใจร้ายกับผมจัง’

เกิดอะไรขึ้น เบิร์ด แฟนแตงโม โพสต์ตัดพ้อชีวิต 'โลกนี้ช่างใจร้ายกับผมจัง'

15 เม.ย. 2568 16:26 น.

เกิดอะไรขึ้น เบิร์ด แฟนแตงโม โพสต์ตัดพ้อชีวิต ‘โลกนี้ช่างใจร้ายกับผมจัง’

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ เบิร์ด เทคนิค แฟนหนุ่มของ แตงโม นิดา ก็โพสต์ไอจีสตอรี่ เป็นข้อความตัดพ้อชีวิต ซึ่งมีข้อความดังนี้ 

“ปาฏิหาริย์ มีจริงมั้ยไม่รู้ แต่โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน มีจริงๆ เมื่อวานยังใช้ชีวิตปกติแข็งแรงดีอยู่เลยทั้งๆ ที่ไม่ได้มีโรคหรือป่วยอะไรเลย ตื่นมาวันนี้ต้องมาป่วยหนัก หมอบอกวิกฤติอาการหนักต้องทำใจไว้นะ

โลกนี้มันไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ อย่า..ลืมแสดงความรัก บอกรัก..กับคนที่คุณรัก เพราะพรุ่งนี้อาจจะไม่ได้มีโอกาสได้บอก (โลกนี้ช่างใจร้ายกับผมจัง จะไม่เหลือคนที่ผมรักไว้ให้ผมเลยเหรอ)”

ทำเอาหลายคนที่ได้อ่านข้อความดังกล่าว ก็อดเป็นห่วงหนุ่มเบิร์ดไม่ได้

คลิกเพื่ออ่าน “ข่าวบันเทิงวันนี้”

เกิดอะไรขึ้น เบิร์ด แฟนแตงโม โพสต์ตัดพ้อชีวิต 'โลกนี้ช่างใจร้ายกับผมจัง'
เกิดอะไรขึ้น เบิร์ด แฟนแตงโม โพสต์ตัดพ้อชีวิต 'โลกนี้ช่างใจร้ายกับผมจัง'

หมอของขวัญ โพสต์เคยจ้างนักร้องมาอีเวนต์ แต่ถ้าจะให้ยืนข้างคู่จิ้นต้องจ่ายอีกราคา

หมอของขวัญ โพสต์เคยจ้างนักร้องมาอีเวนต์ แต่ถ้าจะให้ยืนข้างคู่จิ้นต้องจ่ายอีกราคา

15 เม.ย. 2568 15:39 น.

หมอของขวัญ โพสต์เคยจ้างนักร้องมาอีเวนต์ แต่ถ้าจะให้ยืนข้างคู่จิ้นต้องจ่ายอีกราคา

เรียกว่าเป็นวันหยุดยาวที่ทำเอาชาวเน็ตไม่ได้พักกันเลย เพราะมีประเด็นที่น่าสนใจออกมาให้ติดตามกันเรื่อยๆ อย่างล่าสุด หมอของขวัญ ก็ได้ออกมาโพสต์ภาพที่เคยจ้างนักร้องหนุ่มกับคู่จิ้นในตอนนั้น มาออกงานเดียวกัน และเขียนแคปชั่นว่า

“พ : อะไรยังไงได้หมดค่ะพี่หมอ เต็มที่

ตน : ไม่ถ่ายรูปคู่ ไม่ยืนติดครับ ยืนติดคิดอีกราคานึง

ค่ะพ่อ…..”

และยังเขียนเพิ่มในคอมเมนต์ว่า “ไม่ได้ถามนะว่าคิดราคาเพิ่มเท่าไหร่ เพราะแค่นี้ก็ 3 เพลง 250,000” ซึ่งก็ได้มีคนเข้ามาคอมเมนต์พร้อมแปะรูปและเขียนว่า “ห่างจริงไรจริงคั่นกลางตลอดเลยค่ะ” ด้าน หมอของขวัญ เองก็ได้ตอบกลับไปว่า “เค้าไม่ยอมยืนติดแพทค่ะ แต่ที่ได้ราคานี้เพราะจิ้นกับแพทนะ งง”

โดยภาพงานอีเวนต์ดังกล่าว คาดว่าเป็นภาพงานเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เป็นช่วงที่นักร้องหนุ่มมีข่าวคู่จิ้นกับนางเอกคนดังใหม่ๆ

หลายคนที่เห็นโพสต์ดังกล่าวได้เข้ามาคอมเมนต์กันจำนวนมาก

หมอของขวัญ โพสต์เคยจ้างนักร้องมาอีเวนต์ แต่ถ้าจะให้ยืนข้างคู่จิ้นต้องจ่ายอีกราคา
หมอของขวัญ โพสต์เคยจ้างนักร้องมาอีเวนต์ แต่ถ้าจะให้ยืนข้างคู่จิ้นต้องจ่ายอีกราคา

อ๋อม สกาวใจ ช่วยเตือนสติคู่รัก “การนอกใจไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คุณเลือกที่จะทำ”

อ๋อม สกาวใจ ช่วยเตือนสติคู่รัก "การนอกใจไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คุณเลือกที่จะทำ"

15 เม.ย. 2568 14:40 น.

อ๋อม สกาวใจ ช่วยเตือนสติคู่รัก “การนอกใจไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คุณเลือกที่จะทำ”

เรียกว่าเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมที่หลายคนต่างพูดถึงอย่างมาก สำหรับเรื่องราวการนอกใจนอกกาย ผิดศีลธรรม โดยเฉพาะคนในวงการบันเทิง ที่มักจะได้รับความสนใจจากสังคม และกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

ซึ่งเรื่องนี้ นักแสดงสาว อ๋อม สกาวใจ ก็ได้ออกมาโพสต์ความคิดเห็นของตัวเอง เพื่อเตือนสติของใครหลายคน บอกว่า

“คนทุกคนทำผิดพลาดได้…เป็นเรื่องปกติค่ะ แต่การ “นอกใจ” มันไม่ใช่ “ความผิดพลาด” มันคือ “คุณเลือกแล้วที่จะทำ” ฝากถึงคู่รักทุกคู่ค่ะ อย่าให้คนที่รักคุณ เป็นได้แค่ “ทางเลือก” ของคุณ ไม่ใช่นิทาน ไม่ใช่นิยาย” และเขียนแคปชั่นว่า “แต่มันคือจิตใจที่มั่นคง…”

อ๋อม สกาวใจ ช่วยเตือนสติคู่รัก "การนอกใจไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คุณเลือกที่จะทำ"

หลายคนที่ติดตามได้เข้ามาคอมเมนต์กันจำนวนมาก โดยทุกคนต่างก็เห็นด้วยกับความคิดของแม่อ๋อม และยังบอกอีกว่าอย่าพยายามประดิษฐ์คำพูดสร้างค่านิยมให้เรื่องที่ทำผิดกลายเป็นเรื่องปกติ

อ๋อม สกาวใจ ช่วยเตือนสติคู่รัก "การนอกใจไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คุณเลือกที่จะทำ"

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จะยืนหยัดต่อต้านทรัมป์ได้นานแค่ไหน ?

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จะยืนหยัดต่อต้านทรัมป์ได้นานแค่ไหน ?

16 เม.ย. 2568 17:06 น.

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จะยืนหยัดต่อต้านทรัมป์ได้นานแค่ไหน ?

  • รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศระงับการจ่ายงบประมาณส่วนกลางมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้ทางมหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงวิธีการจ้างงาน การรับสมัครนักเรียนนักศึกษาและวิธีการเรียนการสอน โดยอ้างว่าเพื่อต่อสู้กับการต่อต้านชาวยิวภายในมหาวิทยาลัย แต่ฮาร์วาร์ดปฏิเสธไม่ยอมดำเนินการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างตามที่รัฐบาลต้องการ
  • มหาวิทยาลัยรวมถึงองค์กรการกุศลและกลุ่มศาสนาจำนวนมากได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ของรัฐบาลกลาง แต่เงื่อนไขดังกล่าวถูกยกเลิกได้ หากสถาบันหรือองค์กรเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมือง หรือไม่ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้
  • นอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแล้ว ยังมีมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งในสหรัฐฯ เช่น มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่ต้องทำตามข้อเรียกร้องของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้ดำเนินการต่อสู้กับการเหยียดชาวยิว หลังจากรัฐบาลประกาศระงับเงินทุน 400 ล้านดอลลาร์

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกล่าวว่าจะไม่ยอมจำนนต่อความต้องการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ว่าจะได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์บนแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ระบุว่า มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอาจจะต้องถูกเพิกถอนสถานะการยกเว้นภาษีและถูกเรียกเก็บภาษีในฐานะองค์กรทางการเมือง หากทางมหาวิทยาลัยยังคงผลักดันสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น อาการป่วยทางการเมืองอุดมคติที่ได้รับแรงบัลดาลใจหรือการสนับสนุนจากผู้ก่อการร้าย พร้อมทั้งระบุว่าให้จำไว้ว่าสถานะการยกเว้นภาษีขึ้นอยู่กับการกระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ

นายอลัน การ์เบอร์ ประธานมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวในจดหมายที่โพสต์บนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยว่า ได้รับข้อเรียกร้องจากกระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลกลาง ซึ่งถือเป็นการคุกคามคุณค่าของทางมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันเอกชนที่อุทิศตนเพื่อการแสวงหา ผลิต และเผยแพร่ความรู้

นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า รัฐบาลไม่ว่ามาจากพรรคการเมืองไหน ไม่ควรมีอำนาจกำหนดว่ามหาวิทยาลัยเอกชนสามารถสอนอะไรได้ ไม่ควรมีอำนาจควบคุมการรับนักศึกษาหรือการจ้างบุคลากร รวมถึงควบคุมแนวทางการวิจัยหรือการศึกษา และมหาวิทยาลัยจะไม่ยอมเสียสละอิสรภาพหรือสละสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

ไม่นานหลังจากที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดปฏิเสธที่จะตกลงตามข้อเรียกร้องหลายรายการของทำเนียบขาว ซึ่งรวมถึงแนวทางในการบริหาร จ้างงาน และสอน รัฐบาลทรัมป์ก็สั่งระงับเงินทุนจากรัฐบาลกลางมูลค่า 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 67,000 ล้านบาท ที่มอบให้กับสถาบันการศึกษาแห่งนี้

นักศึกษาและศิษย์เก่าหลายคนยกย่องการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยในการยืนหยัด แม้จะต้องเผชิญกับผลที่ตามมา อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งเป็นศิษย์เก่าเช่นกัน เรียกการเคลื่อนไหวของทรัมป์ว่า “ขาดความรอบคอบ” และยกย่องมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่าเป็น “ตัวอย่างสำหรับสถาบันการศึกษาระดับสูงอื่นๆ”

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จะยืนหยัดต่อต้านทรัมป์ได้นานแค่ไหน ?

ขณะที่โฆษกทำเนียบขาว ออกมาระบุว่า ทรัมป์พูดชัดเจนอยู่แล้วว่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดต้องปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง พร้อมทั้งระบุว่า ทรัมป์อยากเห็นฮาร์วาร์ดขอโทษและฮาร์วาร์ดควรขอโทษ ต่อแนวคิดการต่อต้านชาวยิวที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาชาวอเมริกันเชื้อสายยิวในรั้วมหาวิทยาลัย

แต่ด้วยเงินหลายพันล้านเหรียญยังคงไม่เคลื่อนที่ไปไหน การต่อสู้เพื่อให้เป็นฝ่ายได้เปรียบอาจเป็นเพียงการเปิดฉากในสงครามระหว่างรัฐบาลกลางและสถาบันอุดมศึกษา

การโจมตีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของทรัมป์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง หน่วยงานของรัฐบาลที่ทำหน้าที่ในการจัดการลัทธิต่อต้านชาวยิว ได้ระบุชื่อมหาวิทยาลัยอย่างน้อย 60 แห่ง เพื่อทำการพิจารณา

รัฐบาลกล่าวว่าประเด็นที่เป็นปัญหาคือการประท้วงในมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนชาวปาเลสไตน์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และรัฐบาลทรัมป์กล่าวว่าการประท้วงดังกล่าวมีส่วนทำให้นักศึกษาชาวยิวถูกคุกคาม

เมื่อเดือนที่แล้ว มหาวิทยาลัยโคลัมเบียตกลงตามข้อเรียกร้องหลายประการของรัฐบาลภายหลังการประท้วงดังกล่าว หลังจากที่รัฐบาลตัดเงินทุน 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็ยอมรับข้อเสนอเช่นกัน โดยตกลงที่จะร่วมมือกับหน่วยงานเฉพาะกิจของรัฐบาลเพื่อต่อสู้กับการต่อต้านชาวยิว มหาวิทยาลัยได้ขับผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาตะวันออกกลางออกจากตำแหน่ง และระงับโครงการศาสนา ความขัดแย้ง และสันติภาพ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีอคติต่ออิสราเอล

ต่อมาในเดือนมกราคม ฮาร์วาร์ดได้ยอมความคดีความสองคดีที่นักศึกษาชาวยิวฟ้องในข้อหาต่อต้านชาวยิว โดยมหาวิทยาลัยไม่ได้ยอมรับว่าทำผิด และระบุว่าการยอมความครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ที่เป็นชาวยิว

แต่ทางมหาวิทยาลัยได้กำหนดขอบเขตข้อตกลงที่สามารถทำได้ ตามรายข้อเรียกร้องของทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 11 เม.ย.

ซามาเอีย อีแวนส์ นักศึกษาฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวและสมาชิกองค์กรต่อต้านแอฟริกันและแอฟริกันอเมริกันของมหาวิทยาลัย กล่าวว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยที่จะแสดงจุดยืนนั้นต้องใช้เวลานาน

“ฮาร์วาร์ดจะทำเฉพาะสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบเท่านั้น” เธอยังชี้ให้เห็นการประท้วงในมหาวิทยาลัยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างมหาวิทยาลัยโคลัมเบียกับรัฐบาลทรัมป์ ว่ากำลังกดดันเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย

อีแวนส์กล่าวว่า “พวกเขารู้จักประชาชนดี พวกเขาจะต้องเผชิญกับการต่อต้านจากประชาชน” หากพวกเขายอมจำนน “จะเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับฮาร์วาร์ดที่จะทำอะไรนอกเหนือจากสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง”

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จะยืนหยัดต่อต้านทรัมป์ได้นานแค่ไหน ?

ด้วยเงินบริจาค 53,200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่า GDP ของประเทศเล็กๆ บางประเทศ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจึงมีความสามารถพิเศษในการรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าปัญหายังคงดำเนินอยู่

สตีเวน บลูม โฆษกของสภาการศึกษาอเมริกันกล่าวว่า “ผู้กำหนดนโยบายส่วนใหญ่คิดว่าเงินบริจาคเป็นเหมือนบัญชีเงินฝากหรือบัตรเดบิตที่คุณสามารถถอนเงินและนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์ใดก็ได้ แต่ไม่ใช่เลย”

แม้ว่าเงินบริจาคของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจะดูน่าทึ่งมาก แต่มหาวิทยาลัยระบุว่าเงิน 70% ถูกจัดสรรไว้สำหรับโครงการเฉพาะ ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับเงินบริจาคเพื่อการศึกษา ตามที่บลูมกล่าว

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดต้องใช้เงินตามวิธีที่ผู้บริจาคกำหนดไว้ มิฉะนั้นอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรับผิดทางกฎหมาย

ขณะที่ค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็สูงมาก โดยงบประมาณดำเนินงานในปี 2024 อยู่ที่ 6,400 ล้านดอลลาร์ ประมาณหนึ่งในสามของเงินจำนวนนั้นได้รับทุนจากกองทุน โดย 16% มาจากรัฐบาลกลาง โดยมักจะนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือในสิ่งที่ควรจะสร้างประโยชน์ให้กับทั้งสหรัฐฯ เช่น การวิจัยทางชีวการแพทย์

นายบลูมกล่าวว่ากฎทองสำหรับเงินทุนจากกองทุน คือมหาวิทยาลัยไม่ควรใช้เงินมากกว่า 5% ของเงินทุนทั้งหมดในแต่ละปี การชดเชยการขาดทุน 2,000 ล้านดอลลาร์ หมายความว่าโรงเรียนจะต้องเพิ่มเงินทุนจากกองทุนอีก 40,000 ล้านดอลลาร์

บลูมกล่าวว่า “คุณไม่สามารถหาเงิน 40,000 ล้านดอลลาร์ ได้จากก้อนหิน”

และความเจ็บปวดนั้นจะเพิ่มมากขึ้นก็ต่อเมื่อทรัมป์สามารถทำตามคำขู่ที่จะถอดสถานะยกเว้นภาษีของฮาร์วาร์ดได้ สถานะดังกล่าวช่วยให้มหาวิทยาลัยหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีการลงทุนและทรัพย์สินได้ ฮาร์วาร์ดมีวิทยาเขตอยู่ทั่วเขตเมืองบอสตัน และบลูมเบิร์กประมาณการว่าสามารถประหยัดภาษีทรัพย์สินได้ 158 ล้านดอลลาร์ในปี 2023

ความเป็นจริงของสถานการณ์ดังกล่าวทำให้บางคนสงสัยว่าสถานการณ์นี้จะดำเนินต่อไปได้นานแค่ไหน

แมทธิว โทบิน ตัวแทนฝ่ายวิชาการในสภานักศึกษาของฮาร์วาร์ดกล่าวว่า “รัฐบาลยังสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้หากต้องการโจมตีฮาร์วาร์ด และฉันไม่คิดว่ารัฐบาลจะหยุดได้หลังจากการตัดงบประมาณ 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ”

นายโทบินกล่าวว่าแนวคิดที่ว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังเรียกร้องสิ่งเหล่านี้เพื่อช่วยเหลือมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนั้นเป็นเรื่อง “ไร้สาระ”

เขาบอกว่า “มันเป็นการโจมตีแบบไม่จริงใจโดยสิ้นเชิง การตัดงบประมาณเกี่ยวข้องกับการที่ทรัมป์โจมตีสถาบันการศึกษาที่เขามองว่าเป็นเสรีนิยม และต้องการควบคุมมากขึ้นในสิ่งที่ผู้คนสอน และวิธีที่นักศึกษาเรียนรู้และคิด”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เบอร์มิงแฮมวิกฤตหนัก ขยะสูงท่วมหัว พนง.เก็บขยะ หยุดงานประท้วง

เบอร์มิงแฮมวิกฤตหนัก ขยะสูงท่วมหัว พนง.เก็บขยะ หยุดงานประท้วง

16 เม.ย. 2568 15:46 น.

เบอร์มิงแฮมวิกฤตหนัก ขยะสูงท่วมหัว พนง.เก็บขยะ หยุดงานประท้วง

สภาเทศบาลเมืองเบอร์มิงแฮมของอังกฤษ กล่าวว่ากำลังดำเนินการเคลียร์ขยะที่ค้างอยู่จำนวนมากภายในสุดสัปดาห์นี้ แม้จะมีข้อโต้แย้งกับสหภาพแรงงานพนักงานเก็บขยะ ที่นัดหยุดงานประท้วง จนส่งผลให้มีขยะตกค้างมากกว่า 22,000 ตัน

สภาเทศบาลเมืองเบอร์มิงแฮมของอังกฤษ กล่าวว่ากำลังดำเนินการเคลียร์ขยะที่ค้างอยู่จำนวนมากภายในสุดสัปดาห์นี้ แม้จะมีข้อโต้แย้งกับสหภาพแรงงานพนักงานเก็บขยะ หรือ ยูไนต์ (Unite) ที่นัดหยุดงานประท้วง จนส่งผลให้มีขยะตกค้างมากกว่า 22,000 ตัน

นายเครก คูเปอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ของฝ่ายปฏิบัติการเมืองเบอร์มิงแฮม กล่าวว่าการเก็บขยะจะเน้นไปที่ “พื้นที่ยากจนที่สุด” ของเมืองที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการนัดหยุดงานของพนักงานเก็บขยะที่กำลังดำเนินอยู่เป็นอันดับแรก

นายคูเปอร์กล่าวว่าปริมาณขยะที่ไม่ได้รับการเก็บ มีจำนวนสูงสุดที่ 22,000 ตัน แต่เขาคาดว่าจะกลับมาอยู่ที่ “การเก็บขยะครัวเรือนละครั้งต่อสัปดาห์” สำหรับผู้อยู่อาศัยทุกคนภายในสุดสัปดาห์นี้

คนงานเก็บขยะหลายร้อยคนเริ่มหยุดงานประท้วงเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ซึ่งเป็นการเผชิญหน้ากับสภาเมืองที่ดำเนินงานโดยพรรคแรงงาน ส่งผลให้ถุงขยะและขยะที่ไม่ถูกทิ้งกองพะเนินเทินทึกบนท้องถนน ส่งผลให้ชาวเมืองต่างตกอยู่ท่ามกลางข้อขัดแย้งดังกล่าว 

นายคูเปอร์กล่าวว่า “ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความสะอาดถนน และสร้างความมั่นใจว่าการทิ้งขยะไม่ถูกวิธีจะอยู่ในระดับที่จัดการได้” เขากล่าวเสริมว่าสภาได้ส่งรถบรรทุกขยะ 120 คันออกไปเก็บขยะทุกวัน ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของขยะทั้งหมด และเจ้าหน้าที่จะไม่เก็บขยะประเภทกิ่งไม้และใบไม้และขยะรีไซเคิลจนกว่าการนัดหยุดงานจะสิ้นสุดลง

ข้อพิพาทครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของสภาเมืองที่จะปลดเจ้าหน้าที่บางส่วนออกจากสำนักงานรีไซเคิลและเก็บขยะ (WRCO) โดยเมื่อวันจันทร์ เจ้าหน้าที่เก็บขยะลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอล่าสุดของสภาเมือง ซึ่งสหภาพแรงงานยูไนต์ กล่าวว่า “ไม่เพียงพอโดยสิ้นเชิง” และยังไม่ได้พูดถึงการลดเงินเดือนของพนักงานขับรถ 200 คน

เจ้าหน้าที่เก็บขยะหลายคนกล่าวอีกว่าพวกเขาไม่ชอบที่จะเห็นถนนในเมืองอยู่ในสภาพย่ำแย่ แต่พวกเขารู้สึกว่าจำเป็นต้องหยุดงานเพื่อปกป้องอาชีพของพวกเขา ขณะที่การหยุดงานยังคงดำเนินต่อไป รัฐบาลอังกฤษได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสหราชอาณาจักรเช่นกัน

ซาราห์ โจนส์ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “เราแสดงความชัดเจนว่าสหภาพแรงงานยูไนต์ จำเป็นต้องยกเลิกการหยุดงาน ยอมรับข้อตกลง และกลับมาสู่ภาวะปกติ” สหภาพแรงงานกล่าวว่าเจ้าหน้าที่นัดหยุดงานเพื่อป้องกันการลดค่าจ้าง ไม่ใช่เพื่อหวังเงินมากกว่าที่ได้รับในปัจจุบัน.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

จีดีพีจีนโต 5.4% ไตรมาสแรกปีนี้ รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้น

จีดีพีจีนโต 5.4% ไตรมาสแรกปีนี้ รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้น

16 เม.ย. 2568 11:34 น.

จีดีพีจีนโต 5.4% ไตรมาสแรกปีนี้ รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้น

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ขยายตัว 5.4% ในไตรมาสแรกของปี 2025 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (NBS) เผยวันนี้ (16 เม.ย.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของจีนเติบโต 5.4% ในไตรมาสแรกของปี 2025 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

ข้อมูลของ NBS ระบุว่าจีดีพีของประเทศอยู่ที่ 31.8758 ล้านล้านหยวน หรือราว 145 ล้านล้านบาท ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเมื่อปีที่แล้วจีดีพีของจีนเติบโต 5% เมื่อเทียบเป็นรายปี และประเทศได้กำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปีไว้ที่ประมาณ 5% สำหรับปี 2025

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ครอบคลุมช่วงเวลาก่อนที่ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะเพิ่มจาก 10% เป็น 145% ดังนั้นการขยายตัวบางส่วนอาจเป็นผลมาจากโรงงานที่เร่งดำเนินการ ผลักดันสินค้าออกและส่งออก ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า “การเร่งดำเนินการล่วงหน้า”

นักวิเคราะห์กล่าวว่าการตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจ 5% ในปีนี้ มีความทะเยอทะยานมาก เนื่องจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ อุปสงค์ภายในประเทศที่ลดลง และภาษีนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายไตรมาส เศรษฐกิจเติบโต 1.2% ในไตรมาสแรก ชะลอตัวลงจาก 1.6% ในเดือนตุลาคม-ธันวาคม ส่วนยอดขายปลีก ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการบริโภคที่สำคัญ เพิ่มขึ้น 5.9% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือนมีนาคม หลังจากเพิ่มขึ้น 4.0% ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ขณะที่ผลผลิตภาคโรงงานเติบโตอย่างรวดเร็วเป็น 7.7% จาก 5.9% ในสองเดือนแรก ตัวเลขทั้งสองตัวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของยอดขายปลีกนั้นขับเคลื่อนโดยยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านและเฟอร์นิเจอร์ที่เพิ่มขึ้นถึงสองหลัก ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากโครงการซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตโดยรวม การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ลดลง 9.9% เมื่อเทียบเป็นรายปีในไตรมาสแรก ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องจากการลดลง 9.8% ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ราคาบ้านใหม่ในเดือนมีนาคมไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อน

ผู้กำหนดนโยบายกล่าวว่า จีนมีพื้นที่และเครื่องมือมากมายในการเสริมสร้างเศรษฐกิจ และในเดือนนี้ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ได้ให้คำมั่นว่าจะเปิดตัวมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการบริโภคเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดในปีนี้ เนื่องจากพยายามบรรเทาผลกระทบของภาษีของรัฐบาลทรัมป์ที่มีต่อภาคการค้า

ด้านคณะกรรมการประจำกรมการเมือง ซึ่งเป็นหน่วยงานตัดสินใจระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ คาดว่าจะจัดการประชุมในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อกำหนดวาระนโยบายสำหรับเดือนต่อๆ ไป

เมื่อเดือนมีนาคม จีนได้เปิดเผยมาตรการทางการเงิน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของการขาดดุลงบประมาณประจำปี เจ้าหน้าที่ได้ชี้ให้เห็นถึงการกระตุ้นทางการเงินและการคลังเพิ่มเติม เพื่อรับมือกับอุปสรรคที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ดำเนินการผ่อนคลายทางการเงินอย่างเข้มข้นเมื่อปลายปีที่แล้ว

เมื่อต้นเดือนนี้ ฟิทช์ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของจีน โดยอ้างถึงหนี้ของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและความเสี่ยงต่อการเงินของรัฐ ซึ่งบ่งชี้ถึงการหาจุดสมดุลที่ยุ่งยากสำหรับผู้กำหนดนโยบายที่ต้องการขยายการบริโภคเพื่อป้องกันการชะลอตัวของการค้า.

ที่มา Xinhua Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เกาหลีเหนือสร้างเรือรบยักษ์ไฮเทค “คิม จองอึน” ท้าทายมหาอำนาจโลก

เกาหลีเหนือสร้างเรือรบยักษ์ไฮเทค "คิม จองอึน" ท้าทายมหาอำนาจโลก

16 เม.ย. 2568 11:20 น.

เกาหลีเหนือสร้างเรือรบยักษ์ไฮเทค “คิม จองอึน” ท้าทายมหาอำนาจโลก

  • ดาวเทียมจับภาพเรือรบขนาดยาวกว่า 140 เมตร ที่กำลังก่อสร้างในอู่เรือนัมโป ของเกาหลีเหนือ คาดเป็นเรือรบติดท่อยิงขีปนาวุธแนวตั้ง เตรียมปฏิวัติกำลังรบทางทะเลของเกาหลีเหนือ
  • ด้านนักวิเคราะห์เตือน แม้สร้างเรือรบขนาดใหญ่ได้ แต่การบูรณาการระบบเรดาร์ทันสมัย อาวุธอัจฉริยะ และทีมปฏิบัติการต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล เกาหลีเหนือจะมีงบ บุคลากร และเทคโนโลยีพอหรือไม่
  • ขณะที่การสร้างเรือรบทันสมัยท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรของยูเอ็น สะท้อนบทบาทของรัสเซียที่อาจถ่ายทอดเทคโนโลยีอาวุธให้เกาหลีเหนือ หากติดตั้งขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกได้จริง อาจเปลี่ยนสมดุลในเอเชียตะวันออก

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงเปิดเผยผ่านภาพถ่ายดาวเทียมชุดใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า เกาหลีเหนือกำลังต่อเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเชื่อว่าเป็นเรือฟริเกตติดตั้งขีปนาวุธแนวดิ่ง (Vertical Launch System – VLS) ที่อู่เรือนัมโป ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเปียงยางประมาณ 60 กิโลเมตร

เรือรบลำนี้มีความยาวราว 140 เมตร ใหญ่กว่าเรือรบแบบ “นาจิน” รุ่นเก่าที่เกาหลีเหนือใช้มาตั้งแต่ยุค 70 ถึง 2 เท่า โดยยังไม่แน่ชัดว่าเรือจะติดตั้งอาวุธชนิดใด แต่จากโครงสร้างที่เห็นจากภาพดาวเทียม คาดว่าจะรองรับขีปนาวุธหลากหลายแบบ รวมถึงระบบเรดาร์ phased-array เทคโนโลยีเรดาร์สมัยใหม่ ซึ่งสามารถตรวจจับภัยคุกคามได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

คาร์ล ชูสเตอร์ อดีตกัปตันเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ กล่าวหลังวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมชุดนี้ว่า แม้ยังไม่มีโครงสร้างตอนบนของเรือ แต่เห็นชัดว่าการต่อเรือยังเดินหน้าต่อเนื่อง อาจใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1 ปีจึงจะเริ่มทดลองเดินเรือได้

เกาหลีเหนือสร้างเรือรบยักษ์ไฮเทค "คิม จองอึน" ท้าทายมหาอำนาจโลก

รัสเซียอาจช่วยหนุนเทคโนโลยีเรือรบ
แม้เกาหลีเหนือจะเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากสหประชาชาติที่จำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีและวัสดุขั้นสูง แต่นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่าความร่วมมือที่แน่นแฟ้นขึ้นกับรัสเซีย หลังสงครามยูเครน อาจช่วยให้เกาหลีเหนือได้รับเทคโนโลยีบางอย่าง โดยเฉพาะในระบบขีปนาวุธ

พลเรือเอกคิม ด๊อกกี อดีตผู้บัญชาการทหารเรือเกาหลีใต้ ระบุว่า อาจเป็นไปได้ที่รัสเซียได้ช่วยสนับสนุนเทคโนโลยีให้กับระบบขีปนาวุธบนเรือรบลำใหม่ของเกาหลีเหนือ เขาบอกว่า หากเกาหลีเหนือติดตั้งขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงแบบที่เคยอ้างว่าทดลองสำเร็จในเดือนมกราคมลงบนเรือลำนี้ได้จริง จะเป็นการเปลี่ยนเกมในสมการความมั่นคงของภูมิภาคเลยทีเดียว

เกาหลีเหนือสร้างเรือรบยักษ์ไฮเทค "คิม จองอึน" ท้าทายมหาอำนาจโลก


สะท้อนยุทธศาสตร์ปรับทัพของคิม จองอึน
แม้ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือจะมีเรือรบกว่า 400 ลำ และเรือดำน้ำอีก 70 ลำ แต่ส่วนใหญ่ของกองทัพเรือเกาหลีเหนือยังใช้เรือขนาดเล็กและเก่า ปัจจุบันมีเรือรบหลักๆเพียง 2 ลำเท่านั้น ซึ่งเป็นรุ่นนาจิน 1,600 ตันจากยุคปี 70 ที่เก่ามากและล้าสมัยไปแล้ว

โดยการต่อเรือรบลำใหม่นี้จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ “ปรับทัพทางเรือ” ของคิม จองอึน ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มอานุภาพด้านผิวน้ำ แต่ยังรวมถึงการพัฒนาเรือดำน้ำติดขีปนาวุธและท่าเรือรบแห่งใหม่ หลังจากเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน ผู้นำเกาหลีเหนือเคยตรวจสอบไซต์ก่อสร้างท่าเรือใหม่ พร้อมระบุว่า เกาหลีเหนือกำลังจะมีเรือรบขนาดใหญ่จำนวนมากที่ไม่สามารถจอดในท่าเรือเดิมได้ จึงจำเป็นต้องสร้างฐานทัพเรือใหม่โดยด่วน

เกาหลีเหนือสร้างเรือรบยักษ์ไฮเทค "คิม จองอึน" ท้าทายมหาอำนาจโลก


ศักยภาพของเกาหลีเหนือ 

ผู้เชี่ยวชาญบางรายตั้งข้อสงสัยว่า เกาหลีเหนือมีขีดความสามารถเพียงพอในการต่อเรือรบยุคใหม่จริงหรือไม่ ทั้งในแง่เทคนิค งบประมาณ และบุคลากร โดยเกือบทุกประเทศสามารถสร้างโครงสร้างตัวเรือและระบบขับเคลื่อนได้ แต่ความยากอยู่ที่การรวมระบบสื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ อาวุธ และเซ็นเซอร์ทุกอย่างให้ทำงานร่วมกันได้จริง

โดยนายคิม บยองกี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกาหลีใต้และคณะกรรมาธิการข่าวกรอง ชี้ว่า การเดินเรือรบขนาดใหญ่ไม่ใช่แค่เรื่องการสร้างเรือ แต่ยังต้องมีทีมงานเฉพาะ อุปกรณ์ และเชื้อเพลิงจำนวนมาก อีกทั้งเรือขนาดใหญ่ยังไม่สามารถออกปฏิบัติการเพียงลำเดียวได้ แต่แม้หลายฝ่ายอาจสงสัยในขีดความสามารถของเปียงยาง แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะหากเกาหลีเหนือติดตั้งขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงจริง เกมจะเปลี่ยนทันที.

ฮ่องกงประกาศระงับบริการส่งจดหมาย-พัสดุ ไปสหรัฐฯ หลังทรัมป์ขึ้นภาษี

ฮ่องกงประกาศระงับบริการส่งจดหมาย-พัสดุ ไปสหรัฐฯ หลังทรัมป์ขึ้นภาษี

16 เม.ย. 2568 10:41 น.

ฮ่องกงประกาศระงับบริการส่งจดหมาย-พัสดุ ไปสหรัฐฯ หลังทรัมป์ขึ้นภาษี

ทางการฮ่องกงประกาศระงับให้บริการไปรษณีย์ไปสหรัฐฯ ทั้งจดหมายและพัสดุ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นภาษีพัสดุพุ่ง 120% โวย สหรัฐฯ มีพฤติกรรมทั้งเอาเปรียบและรังแก

วันที่ 15 เมษายน 2568 รัฐบาลฮ่องกงประกาศระงับการให้บริการไปรษณีย์ทั้งจดหมายและพัสดุ ระหว่างฮ่องกงและสหรัฐฯ อย่างไม่มีกำหนด โดยจะหยุดส่งพัสดุทางเรือทันที และงดทางอากาศตั้งแต่ 27 เม.ย. หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งขึ้นภาษีสินค้าราคาต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ จากจีนและฮ่องกง ชี้การกระทำของสหรัฐฯ ไม่มีเหตุผลและก้าวร้าว 

ทางด้านสำนักงานไปรษณีย์ฮ่องกง ระบุว่าจะหยุดรับพัสดุที่ส่งทางเรือไปยังสหรัฐฯ ทันที และจะหยุดรับพัสดุทางอากาศตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย. เป็นต้นไป โดยอ้างว่าสหรัฐฯ ได้ใช้กำลังในทางที่ผิด และเรียกเก็บภาษีอย่างไม่มีเหตุผล

รัฐบาลฮ่องกงออกแถลงการณ์ประณามว่า การกระทำของสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่รังแกทางการค้า แต่ยังเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในฮ่องกงต้องแบกรับภาระค่าธรรมเนียมที่สูงเกินควรอย่างไม่เป็นธรรม

โดยคำสั่งใหม่ของทรัมป์ลงนามเมื่อวันที่ 8 เม.ย. เพิ่มอัตราภาษีจากเดิม 30% เป็น 120% สำหรับพัสดุที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นค่าธรรมเนียมพัสดุต่อชิ้น เริ่มต้นที่ 100 ดอลลาร์ในวันที่ 2 พ.ค. และจะเพิ่มเป็น 200 ดอลลาร์ในวันที่ 1 มิ.ย. นี้

ก่อนหน้านี้ สินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ ได้รับการยกเว้นภาษีตามข้อยกเว้น “de minimis” ทำให้ผู้บริโภคในอเมริกาสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากแพลตฟอร์มจีน เช่น Shein Temu และ AliExpress ได้ในราคาถูก ซึ่งมาตรการล่าสุดนี้นับเป็นอีกหนึ่งการยกระดับในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปและการค้าปลีกข้ามชาติอย่างชัดเจน.

หนุ่มจีนไปเช็งเม้ง นั่งขูดลอตเตอรี่หน้าหลุมศพบรรพบุรุษ ถูกรางวัลเกือบ 5 หมื่นบาท

หนุ่มจีนไปเช็งเม้ง นั่งขูดลอตเตอรี่หน้าหลุมศพบรรพบุรุษ ถูกรางวัลเกือบ 5 หมื่นบาท

16 เม.ย. 2568 09:41 น.

หนุ่มจีนไปเช็งเม้ง นั่งขูดลอตเตอรี่หน้าหลุมศพบรรพบุรุษ ถูกรางวัลเกือบ 5 หมื่นบาท

ชายชาวจีนวัย 25 ปี ออกมาเปิดเผยเรื่องราวเหลือเชื่อบรรพบุรุษให้โชคในวันที่เขาไปเช็งเม้งกับญาติๆ แล้วเอาสลากลอตเตอรี 60 ไปนั่งขูดหน้าหลุมศพบรรพบุรุษ แล้วปรากฎว่ากลายเป็นผู้โชคดีถูกรางวัลไปรวมกว่า 50,000 บาท

วันที่ 16 เมษายน 2568 เว็บไซต์ข่าว South China Morning Post รายงานว่า ชายชาวจีน วัย 25 ปี จากเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของประเทศจีน เจอโชคหล่นทับหลังซื้อสลากลอตเตอรีไว้ 60 ใบ แล้วเอาไปไหว้บรรพบุรุษวันเช็งเม้ง ก่อนนั่งขูดเลขหน้าหลุมศพบรรพบุรุษ ปรากฎว่าถูกรางวัลใหญ่สุดในชีวิตถึงกว่า 10,000 หยวน หรือเกือบ 50,000 บาท

ชายหนุ่มผู้โชคดีเปิดเผยว่า งวดนี้เขาซื้อสลากมา 60 ใบ มูลค่ารวม 600 หยวน หรือประมาณ 3,000 บาท) แล้วนำไปไหว้บรรพบุรุษในวันเช็งเม้ง พร้อมกับเชื่อมั่นว่า บรรพบุรุษจะให้โชค โดยระหว่างทำพิธีคุกเข่ากราบไหว้ เขาได้นั่งขูดสลากตรงหน้าหลุมศพบรรพบุรุษ และพบว่าหนึ่งในบัตรมีรางวัล 4,000 หยวน ทำให้เขาดีใจจนต้องคุกเข่ากราบอีก 4 ครั้ง จากนั้นจึงขูดสลากใบเดิมต่อจนถูกรางวัลรวมทั้งสิ้น 10,000 หยวน

หนุ่มจีนรายนี้เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เขาแทบไม่เคยถูกรางวัลอะไรเลย นี่จึงถือเป็นโชคครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต และเชื่อมั่นว่าทั้งหมดเกิดจาก พรของบรรพบุรุษนั่นเอง หลังจากนั้นเขาได้โพสต์ภาพลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลลงบนโซเชียลมีเดีย พร้อมแคปชั่นว่า “ขอบคุณบรรพบุรุษ” ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวเน็ตอย่างล้นหลาม มียอดกดไลก์ทะลุ 90,000 ครั้ง และคอมเมนต์อีกกว่า 20,000 ข้อความ.

ภาพ : X

ญี่ปุ่นจับ 4 ผู้ต้องสงสัย ขายภาพลามกสร้างโดย AI คดีแรกของประเทศ

ญี่ปุ่นจับ 4 ผู้ต้องสงสัย ขายภาพลามกสร้างโดย AI คดีแรกของประเทศ

16 เม.ย. 2568 06:10 น.

ญี่ปุ่นจับ 4 ผู้ต้องสงสัย ขายภาพลามกสร้างโดย AI คดีแรกของประเทศ

ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน โทษฐานใช้ AI สร้างภาพลามกอนาจารแล้วนำไปขาย ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกในญี่ปุ่นที่มีการจับกุมผู้กระทำผิดในคดีลักษณะนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจในกรุงโตเกียว เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น จับกุมผู้ต้องสงสัย 4 ราย ผู้ถูกกล่าวหาว่าใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) สร้างภาพลามกอนาจารแล้วนำไปขาย ซึ่งนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่มีผู้ถูกจับกุมฐานขายภาพลามกที่สร้างโดย AI

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้มีอายุในช่วง 20-50 ปี ถูกกล่าวหาว่าขายโปสเตอร์ที่มีรูปลามกอนาจารของผู้หญิงผ่านเว็บไซต์ประมูลบนโลกออนไลน์ เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2567 โดยผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้ฝึกฝนซอฟต์แวร์ AI ที่เผยแพร่ให้ใช้งานฟรี ด้วยการให้จดจำภาพจำนวนมาก แล้วให้ AI สร้างภาพคนที่ไม่มีตัวตนจริงขึ้นมา

เจ้าหน้าที่สืบสวนเปิดเผยว่า โปสเตอร์เหล่านี้ถูกติดป้ายในชื่อ “AI-Beauty” และถูกขายออกไปในราคารูปละหลายพันเยน ขณะที่ผู้ต้องสงสัยทุกคนให้การรับสารภาพแล้ว

หนึ่งในผู้ต้องสงสัยคือนาย มิซุทานิ โทโมฮิโระ อายุ 44 ปี ทำเงินจากการขายภาพลามกที่สร้างโดย AI ได้มากถึง 10 ล้านเยน (ราว 2.34 ล้านบาท) ภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี โดยเขาบอกกับตำรวจว่า เขาเริ่มขายโปสเตอร์เหล่านี้หลังจากได้ยินว่าพวกมันทำกำไรสูง

ส่วนผู้ต้องสงสัยอีกคนคือนาย สุงานุมะ ทาคาชิ อายุ 53 ปี สารภาพว่าเขาต้องการสร้างธุรกิจจากการขายโปสเตอร์ลามก และเรียนรู้วิธีใช้ AI สร้างภาพด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ การจับกุมผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 รายเกิดขึ้นในขณะที่ความกังวลเรื่องการสร้างภาพลามกอนาจารด้วยเทคนิคที่เรียกว่า “ดีป เฟค” (deep fake) หรือการให้ AI ใช้รูปใบหน้าของคนจริงๆ ซ้อนทับเข้าไปในภาพลามกอนาจารอย่างสมจริงจนแยกออกยาก กำลังแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk