ทรัมป์ลงนามคำสั่ง “ทำให้การอาบน้ำในอเมริกากลับมายอดเยี่ยมอีกครั้ง”

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง "ทำให้การอาบน้ำในอเมริกากลับมายอดเยี่ยมอีกครั้ง"

10 เม.ย. 2568 14:41 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง “ทำให้การอาบน้ำในอเมริกากลับมายอดเยี่ยมอีกครั้ง”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยกเลิกข้อจำกัดเรื่องแรงดันน้ำของหัวฝักบัว ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่าคำสั่งดังกล่าวจะทำให้ “การอาบน้ำของอเมริกาดีขึ้นอีกครั้ง”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยกเลิกข้อจำกัดเรื่องแรงดันน้ำของหัวฝักบัว ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่าคำสั่งดังกล่าวจะทำให้ “การอาบน้ำของอเมริกาดีขึ้นอีกครั้ง”

ประธานาธิบดีทรัมป์มักแสดงความไม่พอใจมานานเกี่ยวกับแรงดันน้ำที่ไม่เพียงพอในห้องน้ำของอเมริกา ซึ่งเขาโทษว่าเป็นเพราะกฎระเบียบด้านการประหยัดน้ำของรัฐบาลกลาง

ทรัมป์กล่าวกับนักข่าวขณะลงนามในคำสั่งดังกล่าวที่ห้องโอวัลออฟฟิศเมื่อวันพุธ (9 เม.ย.) ว่า “ในกรณีของผม ผมชอบอาบน้ำเพื่อดูแลผมสวยๆ ของผม” “ผมต้องยืนอาบน้ำ 15 นาทีจนเปียก เพราะน้ำจากฝักบัวไหลออกมาเป็นหยดๆ มันไร้สาระมาก”

คำสั่งดังกล่าวสั่งให้กระทรวงพลังงานยกเลิกกฎระเบียบ “อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสุดโต่ง” ที่จำกัดการไหลของน้ำของหัวฝักบัวให้ไม่เกิน 2.5 แกลลอนต่อนาที (ราว 3.78 ลิตร) ทำเนียบขาวกล่าวว่าคำสั่งดังกล่าว “ช่วยให้ชาวอเมริกันหลุดพ้นจากกฎระเบียบที่มากเกินไปซึ่งทำให้ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านขั้นพื้นฐานกลายเป็นฝันร้ายในระเบียบราชการ” และยุติ “สงครามฝักบัวระหว่างโอบามาและไบเดน”

ทรัมป์ได้กำหนดเป้าหมายมาตรฐานแรงดันน้ำสำหรับหัวฝักบัว โถสุขภัณฑ์ เครื่องล้างจาน และเครื่องใช้ภายในบ้านอื่นๆ นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งวาระแรก

ทรัมป์เคยกล่าวที่หน้าทำเนียบขาวในปี 2020 ว่า “ผมของผม ผมไม่รู้ว่าคุณคิดอย่างไร แต่ว่ามันต้องสมบูรณ์แบบ” และกล่าวที่เมืองดีทรอยต์ในเดือนมิถุนายน 2024 ว่า “ผมอาบน้ำ ผมอยากให้ผมสวยๆ ของผมถูกฟอกจนสะอาด” “ผมใช้แชมพูที่ดีที่สุดที่หาซื้อได้และเทมันไปทั่วศีรษะ จากนั้นผมก็เปิดน้ำ แล้วน้ำก็หยดลงมา ผมล้างแชมพูออกจากผมไม่ได้เลย มันเป็นเรื่องแย่มาก”

อย่างไรก็ตาม จากโครงการตระหนักรู้มาตรฐานเครื่องใช้ในบ้าน (Appliance Standards Awareness Project) มาตรฐานของหัวฝักบัวช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดเงินค่าน้ำและค่าไฟ และยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยองค์กรไม่แสวงหากำไรดังกล่าว ระบุในรายงานปี 2024 “การทดสอบแสดงให้เห็นหลายครั้งว่าหัวฝักบัวรุ่นปัจจุบันสามารถให้การอาบน้ำที่ยอดเยี่ยมได้”.

ที่มา CNA

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ฮิปโปดับ 50 ตัว ติดเชื้อแอนแทรกซ์ ในอุทยานฯ คองโก

ฮิปโปดับ 50 ตัว ติดเชื้อแอนแทรกซ์ ในอุทยานฯ คองโก

10 เม.ย. 2568 13:20 น.

ฮิปโปดับ 50 ตัว ติดเชื้อแอนแทรกซ์ ในอุทยานฯ คองโก

ฮิปโปโปเตมัส 50 ตัว และสัตว์ขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆ ตายหลังจากติดเชื้อแอนแทรกซ์ ในอุทยานแห่งชาติในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

ฮิปโปโปเตมัส 50 ตัว และสัตว์ขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆ ตายหลังจากติดเชื้อแอนแทรกซ์ ในอุทยานแห่งชาติวิรุงกา ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และมีผู้พบเห็นฮิปโปลอยไปตามแม่น้ำสายหลักที่เป็นแหล่งน้ำของทะเลสาบใหญ่แห่งหนึ่งของแอฟริกา

เอ็มมานูเอล เดอ เมโรเด ผู้อำนวยการอุทยานวิรุงกา กล่าวว่าผลการทดสอบยืนยันว่ามีเชื้อแอนแทรกซ์ พร้อมเสริมว่าควายป่าก็ตายด้วยเช่นกัน ส่วนสาเหตุที่แท้จริงของการติดเชื้อยังไม่ชัดเจน โดยภาพที่เผยแพร่โดยอุทยานฯ แสดงให้เห็นฮิปโปโปเตมัสนอนหงายในแม่น้ำอิชาชา หรือติดอยู่ท่ามกลางกิ่งไม้ริมฝั่งแม่น้ำ

การตายครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของอุทยาน ซึ่งพยายามเพิ่มจำนวนฮิปโปในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากการล่าสัตว์และสงครามทำให้จำนวนฮิปโปลดลงจากกว่า 20,000 ตัว เหลือเพียงไม่กี่ร้อยตัวในปี 2549 ปัจจุบันอุทยานมีฮิปโปอยู่ประมาณ 1,200 ตัว

เจ้าหน้าที่อุทยานสังเกตเห็นว่ามีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อฮิปโปที่ตายแล้วเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อประมาณ 5 วัน ก่อนตามแม่น้ำซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างคองโกกับยูกันดาและไหลผ่านพื้นที่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏ

โรคแอนแทรกซ์เป็นโรคร้ายแรงที่มักเกิดจากแบคทีเรียที่พบตามธรรมชาติในดิน สัตว์ป่าสามารถติดเชื้อได้หากสูดสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์ในดิน พืช หรือน้ำที่ปนเปื้อน

ในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร สถาบันอนุรักษ์ธรรมชาติคองโก เตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงสัตว์ป่าในพื้นที่และต้มน้ำจากแหล่งน้ำในท้องถิ่นก่อนดื่ม นายเดอเมอโรดกล่าวว่า ทีมเจ้าหน้าที่อุทยานอยู่ในพื้นที่และพยายามนำร่างฮิปโปขึ้นจากแม่น้ำและฝังพวกมัน แต่ทำได้ยากเพราะไม่มีรถขุดและประสบปัญหาเนื่องจากขาดการเข้าถึงและการขนส่ง และเตรียมจำกัดการแพร่กระจายของโรคด้วยการฝังพวกมันด้วยโซดาไฟ

ขณะที่แม่น้ำไหลไปทางเหนือสู่ทะเลสาบเอ็ดเวิร์ด ซึ่งชาวบ้านพบร่างฮิปโปอีกหลายตัว นายโทมัส คัมบาเล ผู้นำภาคประชาสังคมในเมืองนยากาโกมา กล่าวว่า  มีร่างของฮิปโปโปเตมัสมากกว่า 25 ตัว ลอยอยู่ในทะเลสาบตั้งแต่เมืองคาเกซีไปจนถึงเมืองนยากาโกมา

ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติวิรุงกาเป็นพื้นที่ป่าลึก และภูเขาไฟขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,800 ตารางกิโลเมตร มีนก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่าพื้นที่คุ้มครองแห่งอื่นใดในโลก และเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ก็เป็นอุทยานแห่งชาติที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของแอฟริกาด้วย

อุทยานแห่งชาติแห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ก็ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มกบฏและกองทัพคองโกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทหารติดอาวุธหลายพันคนจากกลุ่มกบฏต่างๆ ออกโจมตีในพื้นที่โดยรอบเพื่อต่อสู้เพื่อแย่งชิงทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ โดยเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าหลายคนเสียชีวิตขณะปกป้องสัตว์ป่าในพื้นที่ดังกล่าว.

ที่มา CNN

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ผู้นำฝ่ายค้านเกาหลีใต้ประกาศตัวชิงเลือกตั้ง ปธน.

ผู้นำฝ่ายค้านเกาหลีใต้ประกาศตัวชิงเลือกตั้ง ปธน.

10 เม.ย. 2568 11:43 น.

ผู้นำฝ่ายค้านเกาหลีใต้ประกาศตัวชิงเลือกตั้ง ปธน.

นายอี แจ มยอง ผู้นำฝ่ายค้านเกาหลีใต้ ประกาศตัวลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยสัญญาว่าจะมุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นายอี แจ มยอง ผู้นำฝ่ายค้านของเกาหลีใต้ ประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยสัญญาว่าจะมุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่เขามีคะแนนนำในผลสำรวจความคิดเห็นผู้นำประเทศคนต่อไป

การเลือกตั้งประธานาธิบดีจะจัดขึ้นในวันที่ 3 มิ.ย. หลังจากคำพิพากษาถอดถอนอดีตประธานาธิบดียุน ซอก ยอล จากการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม ได้รับความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 1 เม.ย.

ในวิดีโอที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (10 เม.ย.) นายอีให้คำมั่นว่าจะแก้ไขความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ ซึ่งเขากล่าวว่าเป็นสาเหตุสำคัญของความขัดแย้งทางสังคม โดยเน้นย้ำว่าเขารู้สึกว่าเรื่องนี้ทำให้ความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมารุนแรงขึ้น หลังจากคำสั่งกฎอัยการศึกของนายยุน

นายอีกล่าวว่าเขาจะผลักดันการลงทุนขนาดใหญ่ในระดับรัฐบาลในด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากรเพื่อฟื้นคืนการเติบโตทางเศรษฐกิจ นายอี ซึ่งพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองเป็นนักปฏิบัตินิยม กล่าวว่าไม่สำคัญว่าใครจะเป็นผู้ริเริ่มนโยบาย แต่สิ่งที่สำคัญคือนโยบายนั้นมีประโยชน์หรือไม่

แม้นักวิจารณ์ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเตือนว่าฝ่ายค้านอาจบ่อนทำลายความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และคุกคามความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับญี่ปุ่น แต่ลีให้คำมั่นว่าจะใช้แนวทางที่เป็นรูปธรรมในการทูต นายอีกล่าวว่า “ถ้าพูดตามความเป็นจริง พันธมิตรเกาหลีใต้-สหรัฐฯ มีความสำคัญ และความร่วมมือระหว่างเกาหลีใต้ สหรัฐฯ-ญี่ปุ่นก็มีความสำคัญเช่นกัน หลักการที่สอดคล้องกันคือผลประโยชน์ของชาติของสาธารณรัฐเกาหลีเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด” 

นายอี วัย 61 ปี แพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียงที่สูสีที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ เมื่อเขาลงชิงชัยกับนายยุนในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2022 แต่เมื่อปีที่แล้ว เขาพาพรรคประชาธิปไตยของเขา ชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรอย่างถล่มทลาย และได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายเสรีนิยม เมื่อวันพุธ นายอีลาออกตำแหน่งหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านหลัก เตรียมเปลี่ยนแนวทางเพื่อมุ่งเน้นไปที่การรณรงค์หาเสียง

ผลสำรวจของ Gallup ที่ประกาศเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ระบุว่านายอีเป็นตัวเต็งที่จะได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป โดยได้รับการสนับสนุน 34% ขณะที่คิม มุนซู อดีตรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานวัย 73 ปี ซึ่งเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคอนุรักษ์นิยม ได้คะแนนสนับสนุน 9%

ทั้งนี้ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีตัวเลือกผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจำนวนมาก พรรคพลังประชาชน (PPP) ซึ่งครองอำนาจอยู่ขณะนี้ มีแผนจะประกาศรายชื่อผู้สมัครผ่านการเลือกตั้งขั้นต้นในเดือนพฤษภาคม

ฮัน ดงฮุน อดีตหัวหน้าพรรค PPP วางแผนที่จะประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในวันนี้เช่นกัน เขาเคยมีความใกล้ชิดกับนายยุน แต่ตอ่มาได้สนับสนุนการถอดถอนนายยุน

ขณะเดียวกัน อียังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่อาจส่งผลต่อการลงสมัคร  เนื่องจากเขากำลังถูกพิจารณาคดีในข้อหาต่างๆ ตั้งแต่การติดสินบนไปจนถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ อัยการยังได้อุทธรณ์คำตัดสินของศาลในเดือนมีนาคม ที่พลิกคำตัดสินของนายอีว่ามีความผิดฐานละเมิดกฎหมายการเลือกตั้ง ยังไม่ชัดเจนว่าคดีความต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินอยู่จะเป็นอุปสรรคต่อการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของนายอีหรือไม่

ในเดือนมกราคม 2024 นายอีรอดชีวิตจากการถูกแทงด้วยมีด และเข้ารับการผ่าตัดหลังจากถูกชายคนหนึ่งแทงที่คอระหว่างงานกิจกรรมหนึ่ง.

ที่มา  Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

หุ้นเอเชีย-สหรัฐฯ ทะยานขึ้นหลัง “ทรัมป์” พักใช้ภาษี 90 วัน

หุ้นเอเชีย-สหรัฐฯ ทะยานขึ้นหลัง "ทรัมป์" พักใช้ภาษี 90 วัน

10 เม.ย. 2568 10:41 น.

หุ้นเอเชีย-สหรัฐฯ ทะยานขึ้นหลัง “ทรัมป์” พักใช้ภาษี 90 วัน

ตลาดการเงินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทะยานขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศระงับการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้เป็นเวลา 90 วัน ยกเว้นจีนที่ถูกปรับขึ้นถึง 125%

ส่วนตลาดหุ้นเอเชียในเช้าวันนี้ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่น เปิดตลาดปรับขึ้นมากถึง 8.3% ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 5.6% ดัชนี Taiex ของไต้หวัน เพิ่มขึ้น 9.2% ส่วนตลาดหุ้นจีนที่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่มขึ้น ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต เปิดตลาดปรับขึ้น 1.3% และดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกง เปิดตลาดปรับขึ้น 2.7%

ในสหรัฐฯ วอลล์สตรีทปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพุธ (9 เม.ย.) หลังจากข่าวดังกล่าว หลังจากตกต่ำติดต่อกันหลายวัน โดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 474.13 จุด หรือ 9.52% ทำสถิติเพิ่มขึ้นวันเดียวมากที่สุดนับจากปี 2008 เช่นเดียวกับดัชนีแนสแดค ที่เพิ่มขึ้น 1,857.06 จุด หรือ 12.16% ทำสถิติเพิ่มขึ้นในวันเดียวมากที่สุดนับจากปี 2001 ส่วนดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 2,962.86 จุด หรือ 7.87% กลับมาอยู่ในวันที่ดีที่สุดในรอบ 5 ปี สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศกลับลำเมื่อวันพุธ หรือไม่ถึง 24 ชั่วโมงที่มาตรการภาษีใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อเวลาหลังเที่ยงคืน ของวันที่ 9 เมษายน การพักการขึ้นภาษีที่จะเก็บกับสินค้านำเข้าของประเทศต่าง ๆ อัตรา 11-50% คาดว่าเพื่อเปิดช่องเพื่อยืดเวลาในการเจรจา แต่เขาได้ประกาศปรับขึ้นภาษีสินค้าจีนอีก จาก 104% เป็น 125% อย่างไรก็ตาม จะมีการเรียกเก็บภาษีสากล 10% สำหรับประเทศส่วนใหญ่ นอกจากนั้น ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาวว่าจะมีการ “ทำข้อตกลงที่เป็นธรรม” กับจีนและประเทศอื่นๆ ทุกประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากจีนประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากร 84% สำหรับสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ด้านกระทรวงพาณิชย์ของจีนกล่าวในแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ว่า จีนไม่ต้องการให้เกิดสงครามการค้า เนื่องจากไม่มีใครเป็นผู้ชนะในสงครามนี้ แต่รัฐบาลจีนจะไม่ยอมปล่อยให้สิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของประชาชนชาวจีนถูกทำร้ายหรือถูกพรากไปอย่างเด็ดขาด

จีนได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นครั้งที่สอง โดยกล่าวหาว่าทรัมป์ใช้กลวิธีกลั่นแกล้ง กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุเมื่อวันพุธว่า “การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 50% ถือเป็นความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกลั่นแกล้งฝ่ายเดียวของมาตรการของสหรัฐฯ” จีนระบุว่า “จะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามกฎของ WTO และยืนหยัดอย่างแน่วแน่ต่อระบบการค้าพหุภาคีและระเบียบการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ”

ด้านกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีน ได้ออกคำเตือนการเดินทางโดยแนะนำให้พลเมืองของตน “เดินทางด้วยความระมัดระวัง” และ “ประเมินความเสี่ยงให้ครบถ้วน” ก่อนเดินทางไปสหรัฐฯ โดยอ้างถึง ““ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่เสื่อมถอย รวมถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงภายในประเทศของสหรัฐฯ”

ส่วนกระทรวงศึกษาธิการของจีนได้ออกคำเตือนเช่นกัน โดยแจ้งให้นักศึกษาต่างชาติทุกคน “ทำการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย” เมื่อตัดสินใจว่าจะไปเรียนที่สหรัฐฯ หรือไม่ คำเตือนนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อร่างกฎหมายที่ผ่านในรัฐโอไฮโอ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจำกัด “อิทธิพลจากต่างประเทศ” จากจีนในมหาวิทยาลัยของรัฐ.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

จีนเตือนประชาชนประเมินความเสี่ยงก่อนเดินทางไปสหรัฐฯ

จีนเตือนประชาชนประเมินความเสี่ยงก่อนเดินทางไปสหรัฐฯ

10 เม.ย. 2568 09:27 น.

จีนเตือนประชาชนประเมินความเสี่ยงก่อนเดินทางไปสหรัฐฯ

จีนออกคำเตือนไปยังประชาชนชาวจีน ให้ประเมินความเสี่ยงก่อนเดินทางไปสหรัฐฯ หลังความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ เข้าขั้นตึงเครียดหนัก

เมื่อวันพุธที่ 9 เมษายน กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนได้ออกประกาศเตือนความเสี่ยงสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่วางแผนจะเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา โดยกระทรวงฯ ระบุว่า ได้แจ้งเตือนนักท่องเที่ยวให้ ประเมินความเสี่ยงในการเดินทางไปสหรัฐฯ และเดินทางด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ที่เสื่อมถอยลง รวมถึง สถานการณ์ความปลอดภัยภายในประเทศของสหรัฐฯ

คำเตือนนี้มีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลจีนประกาศจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก 50% เพื่อตอบโต้การขึ้นภาษีในระดับเดียวกันที่สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดไว้กับสินค้าจีน

กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนเน้นย้ำว่า การประกาศเตือนมีสาเหตุมาจากความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ และขอให้นักท่องเที่ยวชาวจีน ระมัดระวังในการวางแผนการเดินทาง

รายงานจาก Global Times ระบุว่า คำเตือนนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ประกาศ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนสูงถึง 104% โดยเริ่มบังคับใช้ในวันพุธ 

การตอบโต้ของจีนเป็นการสะท้อนกลับต่อมาตรการภาษีเพิ่มเติม 50% ที่สหรัฐฯ บังคับใช้ก่อนหน้านี้ หลังจากจีนเองก็เพิ่งประกาศ เก็บภาษี 34% กับสินค้าสหรัฐฯ ทำให้เกิดการตอบโต้ทางภาษีไปมาอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจีนประณามมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ โดยเรียกว่าการกระทำดังกล่าว “ไม่มีมูลความจริง” และถือเป็น การกลั่นแกล้งฝ่ายเดียว ตามคำกล่าวของโฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีน.

ที่มา : TheEconomictimes

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จีน

สิงคโปร์ครองแชมป์สนามบินที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2025 ไทยลำดับดีขึ้นอยู่ที่ 39

สิงคโปร์ครองแชมป์สนามบินที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2025  ไทยลำดับดีขึ้นอยู่ที่ 39

10 เม.ย. 2568 08:59 น.

สิงคโปร์ครองแชมป์สนามบินที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2025 ไทยลำดับดีขึ้นอยู่ที่ 39

องค์กรจัดอันดับด้านการบิน Skytrax จัดอันดับให้สนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ เป็นสนามบินที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2025 ขึ้นแซงโดฮาที่ได้แชมป์ปีที่แล้ว ขณะที่ไทยอับดับดีขึ้นจากลำดับที่ 61 ขึ้นมาเป็นลำดับที่ 39 ในปีนี้

สนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์กวาดรางวัลหลายแขนง โดยเฉพาะตำแหน่ง “สนามบินที่ดีที่สุดในโลก” เป็นครั้งที่ 13 จากองค์กรจัดอันดับด้านการบิน Skytrax นอกจากนี้ Skytrax ยังยกให้ชางงีเป็นแดนสวรรค์ด้านอาหาร คว้ารางวัล “สนามบินที่มีอาหารดีที่สุดในโลก” รวมถึง “ห้องน้ำสนามบินดีที่สุดในโลก” และ “สนามบินที่ดีที่สุดในเอเชีย” จากเวที World Airport Awards ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงมาดริดเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา

จากผลสำรวจผู้โดยสารในสนามบิน 565 แห่งทั่วโลกของ Skytrax สนามบินที่ดีที่สุดอันดับ 2 คือ สนามบินฮาหมัด ในกาตาร์ ซึ่งเต็มไปด้วยงานศิลปะและสถาปัตยกรรมอันตระการตา และยังคว้ารางวัล “สนามบินที่มีแหล่งช้อปปิ้งดีที่สุด” และ “สนามบินที่ดีที่สุดในตะวันออกกลาง”
ที่น่าสังเกตคือสนามบินในเอเชียสามารถครองอันดับ 3 ถึง 6 แสดงให้เห็นว่าภูมิภาคนี้ยังคงนำหน้าทั้งอเมริกาเหนือและยุโรปในด้านคุณภาพของสนามบิน โดยอันดับ 3 เป็นของสนามบินโตเกียวฮาเนดะ และยังได้รับรางวัล “สนามบินที่สะอาดที่สุดในโลก”
ส่วนอันดับ 4 ได้แก่ สนามบินอินชอน โซล ซึ่งคว้ารางวัล “เจ้าหน้าที่สนามบินที่ดีที่สุด” มาด้วยอันดับ 5 ได้แก่ สนามบินนาริตะ โตเกียว ส่วนอันดับ 6 ได้แก่ สนามบินฮ่องกง

ส่วนสนามบินในยุโรปที่ติด 20 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 7 สนามบินปารีส ชาร์ล เดอโกล ซึ่งคว้ารางวัล “สนามบินที่ดีที่สุดในยุโรป” เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน อันดับ 8 ได้แก่ สนามบินโรม ฟิอูมิชิโน  ส่วนสนามบิน มิวนิก, ซูริก, ดูไบ และเฮลซิงกิ-แวนต้า คว้า อันดับที่ 9 ถึง 12 ตามลำดับ

ส่วนสนามบินที่คว้ารางวัลอื่นๆ เช่น สนามบินอิสตันบูลอยู่ในอันดับที่ 14 และได้รับรางวัล “สนามบินที่เหมาะกับครอบครัวที่สุดในโลก”  ส่วนสนามบินเคปทาวน์ แม้จะไม่ติด 20 อันดับแรก แต่ก็ได้รับรางวัล “สนามบินที่ดีที่สุดในแอฟริกา” และ “บริการเจ้าหน้าที่สนามบินยอดเยี่ยมที่สุดในแอฟริกา”

ส่วนสนามบินเถาหยวน ไต้หวันได้รับรางวัล “การจัดส่งสัมภาระดีที่สุด” สนามบินโคเปนเฮเกนได้รางวัล “กระบวนการรักษาความปลอดภัยดีที่สุด” สนามบินฮ่องกงคว้ารางวัล “กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองดีที่สุดในโลก” ขณะที่สนามบิน ลอนดอนฮีทโธรว์ ซึ่งเป็นสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดในยุโรป อยู่ในอันดับที่ 22 ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิของไทยปีนี้ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 39 ดีขึ้นจากปีก่อนที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 61

รายชื่อสนามบินที่ดีที่สุดในโลก 20 อันดับแรก ปี 2025:
1. สิงคโปร์ ชางงี
2. ฮาหมัด อินเตอร์เนชันแนล (กาตาร์)
3. โตเกียว ฮาเนดะ
4. อินชอน อินเตอร์เนชันแนล (โซล)
5. นาริตะ อินเตอร์เนชันแนล (โตเกียว)
6. ฮ่องกง อินเตอร์เนชันแนล
7. ปารีส ชาร์ล เดอโกล
8. โรม ฟิอูมิชิโน
9. มิวนิก
10. ซูริก
11. ดูไบ อินเตอร์เนชันแนล
12. เฮลซิงกิ-แวนต้า
13. แวนคูเวอร์
14. อิสตันบูล
15. เวียนนา
16. เมลเบิร์น
17. จูบุ เซ็นแทรร์ (ญี่ปุ่น)
18. โคเปนเฮเกน
19. อัมสเตอร์ดัม สคิปโฮล
20. บาห์เรน อินเตอร์เนชันแนล

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สนามบิน

จีนยื่นฟ้อง WTO สหรัฐฯ ใช้นโยบายบูลลี่ทางการค้า ถือเป็นการละเมิดกฎการค้าโลกอย่างร้ายแรง

จีนยื่นฟ้อง WTO สหรัฐฯ ใช้นโยบายบูลลี่ทางการค้า ถือเป็นการละเมิดกฎการค้าโลกอย่างร้ายแรง

10 เม.ย. 2568 07:30 น.

จีนยื่นฟ้อง WTO สหรัฐฯ ใช้นโยบายบูลลี่ทางการค้า ถือเป็นการละเมิดกฎการค้าโลกอย่างร้ายแรง

กระทรวงพาณิชย์จีน ยื่นฟ้ององค์การการค้าโลก กรณีสหรัฐฯ ออกมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติม ละเมิดกฎเกณฑ์การค้าโลกอย่างร้ายแรง

วันที่ 10 เมษายน 2568 โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีน แถลงว่า ได้ยื่นฟ้องร้องสหรัฐฯ กับกลไกแก้ไขข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก หรือ WTO หลังจากสหรัฐฯ ประกาศการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมกับสินค้านำเข้าจากจีน จากเดิม 34% เพิ่มอีก 50% รวมเป็น 84% เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ตามเวลาสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงฯ ระบุว่ามาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมของสหรัฐฯ ได้ละเมิดกฎเกณฑ์ขององค์การฯ อย่างร้ายแรง และถือเป็นความผิดพลาดมหันต์ ซึ่งตอกย้ำการกระทำของสหรัฐฯ ที่เป็นการกลั่นแกล้งรังแกอยู่เพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่จีนจะมุ่งมั่นปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมตามกฎหมายอย่างสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก พร้อมกับสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี รวมถึงระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศอย่างแน่วแน่ต่อไป

โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า มาตรการภาษีที่สหรัฐฯเรียกว่า “reciprocal tariff” นั้น ละเมิดกฎระเบียบของ WTO อย่างร้ายแรง และถือเป็นความผิดซ้ำซ้อนที่ตอกย้ำพฤติกรรมกลั่นแกล้งทางการค้าของสหรัฐอย่างชัดเจน.

รถไฟขนส่งสินค้าเกาหลีใต้ตกราง กระทบการเดินรถสายตะวันตกเฉียงใต้

รถไฟขนส่งสินค้าเกาหลีใต้ตกราง กระทบการเดินรถสายตะวันตกเฉียงใต้

10 เม.ย. 2568 06:58 น.

รถไฟขนส่งสินค้าเกาหลีใต้ตกราง กระทบการเดินรถสายตะวันตกเฉียงใต้

ตู้รถไฟขบวนขนส่งสินค้าเกาหลีใต้ตกรางที่สถานีชอนจู กระทบเดินรถสายตะวันตกเฉียงใต้ ขบวนรถไฟโดยสารสายชอลลา ต้องหยุดให้บริการชั่วคราว

วันที่ 10 เมษายน 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า เกิดเหตุตู้รถไฟของขบวนขนส่งสินค้าตกรางที่สถานีชอนจู ส่งผลกระทบต่อการเดินรถไฟสายตะวันตกเฉียงใต้ และทำให่ขบวนรถไฟโดยสารสายชอลลา ต้องหยุดให้บริการชั่วคราว

โดยบริษัทการรถไฟเกาหลี (KORAIL) เปิดเผยว่า รถไฟขนส่งสินค้าตกรางเมื่อช่วงเช้ามืด 04.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันนี้ โดยมีตู้ขบวนหนึ่งของรถไฟบรรทุกสินค้าตกรางขณะผ่านสถานีชอนจู เป็นเหตุให้ต้องหยุดให้บริการในช่วงสถานี ชอนจู-อิกซาน บนเส้นทางสายชอลลา ส่งผลให้การเดินรถไฟในเส้นทางสายตะวันตกเฉียงใต้ต้องหยุดชะงัก

รายงานข่าวระบุว่า เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งเคลียร์พื้นที่และตรวจสอบสาเหตุของการตกรางอย่างละเอียด พร้อมวางแผนฟื้นฟูการเดินรถให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว.

เคียฟอ้าง มีชาวจีนกว่า 150 คน กำลังช่วยรัสเซียรบในดินแดนยูเครน

เคียฟอ้าง มีชาวจีนกว่า 150 คน กำลังช่วยรัสเซียรบในดินแดนยูเครน

10 เม.ย. 2568 06:35 น.

เคียฟอ้าง มีชาวจีนกว่า 150 คน กำลังช่วยรัสเซียรบในดินแดนยูเครน

ยูเครนอ้างว่า มีข้อมูลเกี่ยวกับชาวจีนมากกว่า 150 คนที่กำลังต่อสู้ให้กองทัพรัสเซียในดินแดนของพวกเขา หลังก่อนหน้านี้จับตัวชาวจีนที่อ้างว่าช่วยรัสเซียรบได้ 2 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการยูเครนออกมากล่าวอ้างในวันพุธที่ 9 เม.ย. 2568 ว่า จากข้อมูลข่าวกรองที่พวกเขารวบรวมมาได้ มีชาวจีนมากกว่า 150 คน กำลังช่วยรัสเซียรบในดินแดนของยูเครน โดยเป็นทหารรับจ้างที่รัสเซียเกณฑ์มาจากเครือข่ายสังคมออนไลน์

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันอังคาร นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ประกาศว่า กองทัพยูเครนจับตัวชายชาวจีนที่กำลังต่อสู้ให้กับกองทัพรัสเซียบนแผ่นดินของยูเครนได้ 2 คน และเผยแพร่คลิปชาย 2 คนดังกล่าวเป็นหลักฐาน ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เคียฟกล่าวหาว่ามีชาวจีนกำลังต่อสู้ในสงครามของพวกเขากับรัสเซียด้วย

ในวันพุธ เซเลนสกีกล่าวว่าเขายินดีจะแลกตัวเชลยศึกทั้ง 2 คนกับทหารยูเครนที่ถูกรัสเซียจับตัวเอาไว้ พร้อมกล่าวหาเจ้าหน้าที่จีนว่า รู้อยู่แล้วว่ารัสเซียเกณฑ์ทหารรับจ้างชาวจีนไปช่วยรบ แต่ไม่ถึงขั้นกล่าวหาว่า รัฐบาลจีนให้อำนาจทหารรับจ้างดังกล่าวเข้ามามีส่วนร่วมในสงครามยูเครน

เซเลนสกีบอกด้วยว่า พวกเขามีรายชื่อนามสกุลและข้อมูลหนังสือเดินทางของพลเมืองชาวจีน 155 คน ที่กำลังต่อสู้ให้กับกองทัพรัสเซีย และยูเครนเชื่อว่ายังมีทหารรับจ้างชาวจีนที่พวกเขายังไม่มีข้อมูลอีกมาก

ทั้งนี้ จีนให้การสนับสนุนทางการทูตแก่รัสเซียมาตลอด นับตั้งแต่สงครามในยูเครนปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ขณะที่สหรัฐฯ ก็กล่าวหาจีนว่า เป็นผู้ที่ทำให้การรุกรานยูเครนของรัสเซียสามารถเป็นไปได้ ด้วยการจัดหาสิ่งของที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ 2 ทางแก่รัสเซีย เช่น อุปกรณ์นำทาง, ชิปเซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนไอพ่น

แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครกล่าวหาจีนว่าส่งทหาร, อาวุธ หรือยุทโธปกรณ์ไปช่วยรัสเซียโดยตรง ต่างจากอิหร่านกับเกาหลีเหนือ ที่ถูกสหรัฐฯ กล่าวหาว่า ส่งโดรนและทหารไปให้กับรัสเซีย

ด้านนาย หลิน เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนยืนยันว่า จีนมีบทบาทสำคัญทางการเมืองในการแก้วิกฤตในยูเครน และย้ำว่า รัฐบาลจีนเตือนพลเมืองของประเทศเสมอ ว่าให้อยู่ห่างจากพื้นที่ความขัดแย้ง หลีกเลี่ยงการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะให้งดเว้นจากการเข้าไปมีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายใดก็ตาม

คำพูดของนายหลินสื่อเป็นนัยว่า ชาวจีน 2 คนที่ถูกยูเครนจับตัวได้นั้น ไปต่อสู้ให้กับกองทัพรัสเซียด้วยเจตนาของตัวเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ฮิปโปในอุทยานดีอาร์คองโก ล้มตายกว่า 50 ตัว เหตุติดเชื้อแอนแทรกซ์

ฮิปโปในอุทยานดีอาร์คองโก ล้มตายกว่า 50 ตัว เหตุติดเชื้อแอนแทรกซ์

10 เม.ย. 2568 06:09 น.

ฮิปโปในอุทยานดีอาร์คองโก ล้มตายกว่า 50 ตัว เหตุติดเชื้อแอนแทรกซ์

เจ้าหน้าที่ดีอาร์คองโกยืนยันได้แล้วว่าฮิปโปที่ล้มตายกว่า 50 ตัวที่แม่น้ำสายหนึ่งในอุทยานแห่งชาติมีสาเหตุจากการติดเชื้อแอนแทรกซ์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 9 เม.ย. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติ “เวอรุนกา” (Virunga) ทางตะวันออกของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก พบซากฮิปโปโปเตมัสและสัตว์ใหญ่อีกจำนวนหนึ่งตายอยู่ตามแนวแม่น้ำอิชาชา (Ishasha) ตั้งแต่เมื่อ 5 วันก่อน โดยจนถึงตอนนี้พบซากฮิปโปแล้วกว่า 50 ตัว

ล่าสุดนายเอมมานูเอล เดอ เมอโรด ผู้อำนวยการอุทยานแห่งชาติเวอรุนกายืนยันว่า ผลการทดสอบในห้องทดลองชี้ว่าฮิปโปเหล่านี้ รวมถึงควายอีก 1 ตัว ตายเพราะติดเชื้อแอนแทรกซ์ ซึ่งเป็นโรคร้ายแรง โดยยังไม่แน่ชัดว่าพวกมันไปติดเชื้อแอนแทรกซ์มาได้อย่างไร

ตามปกติแล้ว แอนแทรกซ์มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ในดินตามธรรมชาติ สัตว์ป่าสามารถติดเชื้อได้หากมันสูดดมเอาสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์ในดิน, พืช หรือน้ำที่ปนเปื้อนเข้าไป

สถาบันเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งคองโกประกาศเตือนประชาชนว่าให้หลีกเลี่ยงสัตว์ป่าในพื้นที่เกิดเหตุ และให้ต้มน้ำที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติก่อนนำมาอุปโภคบริโภค

นายเดอ เมอโรด ระบุว่าทีมเจ้าหน้าที่พยายามนำซากฮิปโปออกจากแม่น้ำแล้วนำไปฝังด้วยโซดาไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแอนแทรกซ์แพร่กระจายไปอีก แต่ปฏิบัติการเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากพวกเขาไม่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ในการขนซากฮิปโปซึ่งหนักหลายตัน

เหตุการณ์นี้ยังถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของอุทยานแห่งชาติเวอรุนกา ที่พยายามเพิ่มจำนวนประชากรฮิปโปมาตลอดหลายสิบปี หลังจากสงครามกับการล่าสัตว์ทำให้จำนวนของพวกมันลดลงจากมากกว่า 20,000 ตัว เหลือเพียงไม่กี่ร้อยตัวในปี 2549 โดยในปัจจุบันทางอุทยานฟื้นฟูประชากรฮิปโปมาอยู่ที่ราว 1,200 ตัวแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn