ดับพุ่ง 124 ศพ เหตุหลังคาไนต์คลับถล่มในโดมินิกัน เร่งหาผู้รอดชีวิต

ดับพุ่ง 124 ศพ เหตุหลังคาไนต์คลับถล่มในโดมินิกัน เร่งหาผู้รอดชีวิต

10 เม.ย. 2568 03:23 น.

ดับพุ่ง 124 ศพ เหตุหลังคาไนต์คลับถล่มในโดมินิกัน เร่งหาผู้รอดชีวิต

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุหลังคาไนต์คลับถล่ม ที่สาธารณรัฐโดมินิกัน เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 124 ศพแล้ว ขณะที่ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตเหลือน้อยลงทุกที

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 9 เม.ย. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุหลังคาไนต์คลับในสาธารณรัฐโดมินิกันพังถล่มลงมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 124 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 150 ราย โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายร้อยคนกำลังแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพัง

ไนต์คลับที่เกิดเหตุมีชื่อว่า “เจ็ต เซ็ต” (Jet Set) อยู่ในเมืองซานโต โดมิงโก โดยหลังคาของอาคารพังถล่มลงมาในเวลาประมาณ 1.00 น. วันอังคารที่ 8 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ในขณะที่กำลังมีการแสดงคอนเสิร์ตของนาย รับบี เปเรซ นักร้องเพลงแนวเมอแรงเก (merengue) ชื่อดังของโดมินิกัน

นายเปเรซ รวมถึงนายออคตาวิโอ โดเทล และนายโทนี บลังโก อดีตนักเบสบอลเมเจอร์ลีก กับ น.ส.เนลซี ครูซ ผู้ว่าราชการจังหวัดมอนเต คริสตี ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต

ขณะที่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า มีชาวอเมริกันอย่างน้อย 1 คน กับผู้ที่มีวีซ่าอยู่อาศัยถาวรในสหรัฐฯ หลายคน เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วย

ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าขณะเกิดเหตุมีคนอยู่ในไนต์คลับแห่งนี้มากเท่าใด แต่ประเมินกันว่าอยู่ระหว่าง 500 ถึง 1,000 คน

ด้านนายฮวน มานูเอล เมนเดซ หัวหน้าสำนักงานปฏิบัติการฉุกเฉินประเมินว่า เจ้าหน้าที่เหลือเวลาอีกเพียง 24-36 ชั่วโมงในการค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคาร โดยเจ้าหน้าที่ตัดสินใจทุบกำแพงด้านหนึ่งของไนต์คลับ เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้ที่อาจถูกฝังอยู่ใต้ซากอาคารได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ มีผู้ประสบภัยหลายคนที่รอดชีวิตจากการถล่ม แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมาโดยเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือพวกเขาออกมาไม่ทัน

นางซูลินกา ลูกสาวของนายเปเรซบอกกับสื่อว่า เธออยู่บนเวทีและกำลังร้องเพลงกับผู้เป็นพ่อในตอนที่เพดานถล่มลงมา แต่เธอได้รับความช่วยเหลือจากสามี ซึ่งใช้ร่างกายปกป้องเธอจากซากปรักหักพังที่ตกลงมา ก่อนที่เธอจะคลานออกมาจากซากความเสียหายได้สำเร็จ เช่นเดียวกับสามีของเธอ

ส่วนนายเปเรซวัย 69 ปี ถูกพบว่าติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง โดยเขาร้องเพลงเพื่อให้เจ้าหน้าที่หาตำแหน่งของเขาเจอ อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการกู้ภัยดำเนินไปจนถึงเวลา 17.00 น. หรือ 16 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ซูลินกาก็ได้รับแจ้งข่าวร้ายว่า พ่อของเธอเสียชีวิตแล้ว ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะช่วยเขาออกมาได้

ผู้ว่าฯ เนลซี ครูซ ก็รอดชีวิตจากการถล่มเบื้องต้นเช่นกัน และเป็นคนแรกๆ ที่แจ้งเหตุ โดยโทรศัพท์หาประธานาธิบดี ลูอิส อาบินาเดอร์ แห่งสาธารณรัฐโดมินิกันโดยตรง โดยเธอบอกกับประธานาธิบดีว่า เธอนอนบาดเจ็บอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และขอให้เขาส่งเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินมาช่วยคนอื่นๆ รอบตัวเธอที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส

หลังจากนั้น น.ส.ครูซก็โทรศัพท์หานายเนลสัน ครูซ พี่ชายของเธอซึ่งเป็นอดีตนักเบสบอลชื่อดัง ก่อนที่เธอจะได้รับความช่วยเหลือ แต่สุดท้ายเธอก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาล จากอาการบาดเจ็บที่เธอได้รับจากเศษแก้วที่ตกลงมา

นายออคตาวิโอ โดเทล วัย 51 ปี ก็ได้รับความช่วยเหลือออกจากซากอาคารขณะมีชีวิตอยู่ แต่เขาสิ้นลมหายใจระหว่างถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เพดานของไนต์คลับ เจ็ต เซ็ต พังลงมา

คลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุแสดงให้เห็นว่า ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ติดกับเวทีพูดขึ้นมาว่า “บางอย่างตกลงมาจากเพดาน” และชี้นิ้วขึ้นไปด้านบน ซึ่งนายเปเรซก็เงยหน้ามองตามขึ้นไปด้วย หลังจากนั้นไม่ถึง 30 วินาที ก็มีเสียงดังเกิดขึ้นแล้วภาพในคลิปก็กลายเป็นสีดำสนิท เหลือแต่เสียงกรีดร้อง

หลังเกิดเหตุ ประธานาธิบดี อาบินาเดอร์ ประกาศให้มีการไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 3 วัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ระงับเก็บภาษีต่างตอบแทน 90 วัน แต่ขึ้นกำแพงภาษีจีนเป็น 125%

ทรัมป์ระงับเก็บภาษีต่างตอบแทน 90 วัน แต่ขึ้นกำแพงภาษีจีนเป็น 125%

10 เม.ย. 2568 02:04 น.

ทรัมป์ระงับเก็บภาษีต่างตอบแทน 90 วัน แต่ขึ้นกำแพงภาษีจีนเป็น 125%

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่มเป็น 125% มีผลทันที และระงับการเก็บภาษีต่างตอบแทนสำหรับประเทศอื่นๆ เป็นเวลา 90 วัน และจะเก็บเพียงภาษีพื้นฐาน 10% ในช่วงเวลาดังกล่าว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรที่จะเก็บจากสินค้านำเข้าจากประเทศจีนเป็น 125% ขณะที่จะระงับการเก็บภาษีต่างตอบแทน (reciprocal tariff) ซึ่งจะส่งผลต่อสินค้าที่นำเข้าจากหลายสิบประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้าด้วยมากที่สุด เป็นเวลา 90 วัน ยกเว้นประเทศจีน

นายทรัมป์เปิดเผยเรื่องดังกล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่าน Truth Social โดยระบุว่า “เนื่องจากการขาดความเคารพต่อตลาดโลกที่จีนแสดงออกมา ผมจึงขอเพิ่มภาษีศุลกากรที่สหรัฐอเมริกาจะเก็บจากจีนเป็น 125% มีผลบังคับใช้ในทันที”

เดิมที สหรัฐฯ จะเก็บภาษีต่างตอบแทนจากจีนในอัตรา 34% บวกกับภาษีที่บังคับใช้ไปก่อนแล้วอีก 20% เป็น 54% ส่งผลให้จีนประกาศมาตรการตอบโต้โดยจะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตรา 34% สหรัฐฯ จึงตัดสินใจเก็บภาษีเพิ่มอีก 50% เป็น 104% แต่ฝ่ายจีนก็ไม่ยอมถอย ประกาศเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ เพิ่มเป็น 84% ในวันพุธ

“ณ จุดหนึ่ง หวังว่าจะเป็นในอนาคตอันใกล้ จีนจะตระหนักว่าวันเวลาแห่งการปล้นสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ มันไม่ยั่งยืนหรือไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป” แถลงการณ์ของนายทรัมป์ระบุ และประกาศด้วยว่าสหรัฐฯ จะระงับการเก็บภาษีต่างตอบแทนที่บังคับใช้กับหลายสิบประเทศยกเว้นจีน

“ในทางกลับกัน และจากข้อเท็จจริงที่ว่ามากกว่า 75 ประเทศได้ติดต่อผู้แทนสหรัฐฯ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์, การคลัง และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อเจรจาหาทางออกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการค้า, กำแพงทางการค้า, ภาษีศุลกากร, การควบคุมค่าเงิน และมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี และประเทศเหล่านี้ ตามคำแนะนำอย่างยิ่งของผม ไม่ได้ตอบโต้ในรูปแบบใดๆ ต่อสหรัฐฯ”

“ผมจึงออกคำสั่ง หยุดและลดอัตราภาษีต่างตอบแทนลงอย่างมากไปยังค่าพื้นฐานที่ 10% เป็นเวลา 90 วัน โดยมีผลในทันที” นายทรัมป์ระบุในแถลงการณ์

ในเวลาต่อมา น.ส.แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวจัดงานแถลงข่าวโดยระบุว่า ตอนนี้มากกว่า 75 ประเทศติดต่อมายังรัฐบาลทรัมป์เพื่อขอเจรจา และเจ้าหน้าที่ต้องรับมือกับคำร้องมากมาย ซึ่งในระหว่างนั้น สหรัฐฯ จะหยุดเก็บภาษีต่างตอบแทนเป็นเวลา 90 วัน ในระหว่างที่การเจรจายังดำเนินต่อไป

น.ส.เลวิตต์บอกด้วยว่า อัตราภาษีที่จะเก็บในช่วงเวลา 90 วันนี้ จะลดลงไปอยู่ที่ระดับพื้นฐาน 10% สำหรับทุกประเทศยกเว้นจีนแทน

ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ 2 เม.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการเก็บ “ภาษีพื้นฐาน” (baseline tariff) ในอัตรา 10% ต่อสินค้าทั้งหมดจากทุกประเทศที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ และจะเก็บ “ภาษีต่างตอบแทน” (reciprocal tariff) เพิ่มเติมสำหรับสินค้านำเข้าจากหลายสิบประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้าด้วยมากที่สุด ในอัตราแตกต่างกันไป

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยืนยันเป็นครั้งแรกว่า แคนาดากับเม็กซิโก ซึ่งถูกสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีสินค้าบางอย่างในอัตรา 25% ไปเมื่อเดือนก่อน จะถูกเก็บภาษีพื้นฐาน 10% ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EU เห็นชอบเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ บางรายการ ตอบโต้กำแพงภาษีทรัมป์

EU เห็นชอบเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ บางรายการ ตอบโต้กำแพงภาษีทรัมป์

9 เม.ย. 2568 22:50 น.

EU เห็นชอบเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ บางรายการ ตอบโต้กำแพงภาษีทรัมป์

สหภาพยุโรปเห็นชอบเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ภาษีต่างตอบแทนของโดนัลด์ ทรัมป์แล้ว โดยจะแบ่งเป็น 3 ช่วงจนถึงปลายปี 2568

เมื่อวันพุธที่ 9 เม.ย. 2568 คณะกรรมาธิการยุโรปออกแถลงการณ์ยืนยันว่า สมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ลงมติเห็นชอบการบังคับใช้ภาษีศุลกากรต่อสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ บางรายการ เพื่อตอบโต้มาตรการภาษีต่างตอบแทนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเริ่มบังคับใช้แล้วในวันเดียวกันนี้

แถลงการณ์ระบุว่า กำแพงภาษีของ EU จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย. เป็นต้นไป

“EU พิจารณาแล้วว่า ภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ นั้นไม่เป็นธรรมและสร้างความเสียหาย ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจทั้ง 2 ฝ่ายและของโลก” แถลงการณ์ระบุ “EU แถลงอย่างชัดเจนว่าต้องการหาทางออกผ่านการเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งควรเป็นประโยชน์ร่วมกันและสมดุล”

ตามรายงานของสำนักข่าวบีบีซี มาตรการกำแพงภาษีใหม่ของ EU จะส่งผลต่อสินค้าสหรัฐฯ มูลค่ารวม 2.09 หมื่นล้านยูโร โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 15 เม.ย. ส่งผลต่อสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 3.9 พันล้านยูโรที่ขายให้แก่ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป

ช่วงที่ 2 จะเริ่มใน 1 เดือนต่อมา ในวันที่ 15 พ.ค. กำแพงภาษีของ EU จะเริ่มส่งผลต่อสินค้ามูลค่า 1.35 หมื่นล้านยูโร ส่วนสินค้าที่เหลือมูลค่า 3.5 พันล้านยูโร จะเริ่มได้รับผลกระทบในช่วงที่ 3 ตั้งแต่ 1 ธ.ค. เป็นต้นไป

คาดกันว่า EU จะเปิดเผยรายการสินค้าสหรัฐฯ ที่พวกเขาจะเก็บภาษีศุลกากรออกมาภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า

ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ 2 เม.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการจะเก็บ “ภาษีต่างตอบแทน” (reciprocal tariff) ต่อสินค้าของหลายสิบประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้าด้วยมากที่สุด ในอัตราแตกต่างกันไป โดย EU ถูกเรียกเก็บ 20% ไม่รวมภาษีเหล็กกล้าและอะลูมิเนียม 25% ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม

นักวิเคราะห์มองว่า การที่ EU เป็นมาตรการตอบโต้เป็น 3 ช่วงแสดงให้เห็นว่า มาตรการเหล่านี้สามารถถูกระงับได้ทันที หากสหรัฐฯ ตกลงที่จะเจรจาการค้าอย่างเป็นธรรมและสมดุล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนไม่ถอย ประกาศเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ 84% ตอบโต้กำแพงภาษีทรัมป์

จีนไม่ถอย ประกาศเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ 84% ตอบโต้กำแพงภาษีทรัมป์

9 เม.ย. 2568 21:51 น.

จีนไม่ถอย ประกาศเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ 84% ตอบโต้กำแพงภาษีทรัมป์

จีนเพิ่มอัตราภาษีที่จะเก็บจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เป็น 84% หลังสหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้ภาษีต่างตอบแทน โดยจะเก็บจากจีนสูงถึง 104%

ในวันพุธที่ 9 เม.ย. 2568 กระทรวงการคลังของประเทศจีน ประกาศแผนเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตรา 84% เพื่อตอบโต้มาตรการเก็บภาษีต่างตอบแทนของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกเก็บจากจีนสูงถึง 104% ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อเวลา 0.01 น. วันเดียวกันนี้ตามเวลาของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ 2 เม.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการจะเก็บ “ภาษีต่างตอบแทน” (reciprocal tariff) ต่อสินค้าของหลายสิบประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้าด้วยมากที่สุด ในอัตราแตกต่างกันไป โดยจีนจะถูกเรียกเก็บที่ 34%

อย่างไรก็ตาม จีนถูกสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีอยู่แล้ว 20% ตั้งแต่เมื่อ 2 เดือนก่อน ส่งผลให้กำแพงภาษีที่จีนจะเผชิญจริงๆ คือ 54% จีนจึงประกาศมาตรการตอบโต้ โดยจะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ทั้งหมด ในอัตรา 34% ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาขู่ทันทีว่าจะเพิ่มกำแพงภาษีอีก 50% หากไม่ถอนมาตรการตอบโต้นี้

จนกระทั่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (8 เม.ย.) สหรัฐฯ ยืนยันว่าจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตรา 104% หลังจีนยืนยันไม่ยกเลิกมาตรการตอบโต้

รัฐบาลจีนระบุว่า มาตรการกำแพงภาษีของพวกเขาจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 เม.ย. 2568 นี้ ขณะที่สื่อจีนอย่าง ไชน่า เดลี เรียกร้องผ่านบทบรรณาธิการ ขอให้โลกรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อต่อต้านกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ “ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของโลกสามารถเอาชนะการค้าของผู้กดขี่ได้”

ไชน่า เดลี บอกด้วยว่า รัฐบาลจีนกำลังร่วมมือกับญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย นอกจากนั้นพวกเขายังเรียกร้องให้สหภาพยุโรปทำงานร่วมกับพวกเขา เพื่อค้ำจุนการค้าเสรีและระบบพหุภาคี

ด้านนาย หลิน เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนบอกกับผู้สื่อข่าวในวันพุธว่า “จีนต่อต้านอย่างหนักแน่นและจะไม่มีวันยอมรับการครอบงำและการรังแกกันเช่นนี้”

อนึ่ง มาตรการภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ธุรกิจสัญชาติจีนต้องเร่งหาวิธีการเพื่อรับมือผลกระทบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดย น.ส.ตัน หวัง จาก “ยูเรเซีย กรุ๊ป” บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมือง ระบุว่า กำแพงภาษีที่สูงกว่า 35% ขึ้นไป จะทำให้ผลกำไรที่ธุรกิจจีนได้จากการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หายไปจนหมด

“การเติบโตของประเทศจะลดลงต่ำอย่างมาก เนื่องจากการส่งออกคิดเป็น 20% – 50% ของการเติบโตทั้งหมด นับตั้งแต่ยุคการระบาดของโควิด-19” น.ส.ตันกล่าว

นอกจากมาตรการภาษีแล้ว จีนยังจะเพิ่มบริษัทอเมริกัน 12 แห่งเข้าไปในรายชื่อบริษัทที่ถูกควบคุมการส่งออกจากจีน ซึ่งจะทำให้ต้องขอใบอนุญาตส่งออกก่อน จึงจะนำสินค้าและผลิตภัณฑ์ของบริษัทเหล่านี้ออกจากจีนได้ ไม่เพียงเท่านั้น จีนจะเพิ่มบริษัทอเมริกัน 6 แห่งเข้าไปในรายชื่อบริษัทที่ไม่น่าเชื่อถือด้วย

ส่วนนาย หลิว หง บรรณาธิการอาวุโสของสำนักข่าว ซินหัว ระบุว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาแบนภาพยนตร์ฮอลลีวูดไม่ให้เข้าฉายในจีน และระงับความร่วมมือด้านการสกัดยาเฟนทานิลกับสหรัฐฯ

แต่หลายบริษัทของจีนจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากกำแพงภาษี รวมถึงบริษัท “ฟู่หลิง” (Fuling) ผู้ขายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารแบบใช้แล้วทิ้งให้แก่ร้านอาหารจานด่วนชื่อดังอย่าง แมคโดนัลด์ กับ เวนดีส์ เนื่องจากรายได้เกือบ 2 ใน 3 ของพวกเขาในปี 2566 และครึ่งแรกของปี 2567 มาจากสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากก็ออกมาแสดงความกังวลว่า การตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากทั่วโลกของโดนัลด์ ทรัมป์ จะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ และของโลกตกต่ำ โดยตอนนี้มาตรการภาษีกำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นอย่างหนัก ทำให้เหล่ามหาเศรษฐีออกมาโจมตี รวมถึงนาย อีลอน มัสก์ พันธมิตรของนายทรัมป์ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ' ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.37 น.

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดีแบบยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เข้าร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้

ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงการบรรยายให้ความรู้ ที่สนับสนุนการดำเนินงานของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพข้าวในครัวเรือน โดยกรมการข้าวสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร ณ โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา ตำบลหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ

จากนั้นในช่วงบ่าย นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมลงพื้นที่ ณ โรงเรียนแก้งคร้อวิทยา ตำบลหนองไผ่ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ติดตามการดำเนินโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านหนองสามขา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดย กรมชลประทาน มีแผนงานพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

– 006

ปลัดฯให้โอวาท 12 เยาวชนเกษตรฝึกงานที่ญี่ปุ่น

ปลัดฯให้โอวาท 12 เยาวชนเกษตรฝึกงานที่ญี่ปุ่น

ปลัดฯให้โอวาท 12 เยาวชนเกษตรฝึกงานที่ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.28 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้โอวาทเยาวชนเกษตรทั้ง 12 คน ก่อนเดินทางไปฝึกงานด้านเกษตรที่ญี่ปุ่น ด้วยความมุ่งมั่น เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาพัฒนาภาคเกษตรไทยในอนาคต

วันนี้ (10 เม.ย.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังกล่าวให้โอวาทแก่เยาวชนเกษตรที่ได้รับการคัดเลือกและผ่านการฝึกอบรมโครงการเตรียมความพร้อมผู้นำเยาวชนเกษตรเพื่อไปฝึกงานตามข้อตกลงความร่วมมือกับสภาแลกเปลี่ยนทางการเกษตรของญี่ปุ่น (JAEC) และจะเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการไปฝึกงานด้านการเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2568 เป็นระยะเวลา 11 เดือน จำนวน 12 คน ซึ่งมีกำหนดการเดินทางในวันที่ 10 เมษายน 2568 โดยมี นายปรมินทร์ ไตรทิพย์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะผู้จัดการฝึกอบรมฯ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า การฝึกอบรมโครงการเตรียมความพร้อมผู้นำเยาวชนเกษตรเพื่อไปฝึกงานตามข้อตกลงความร่วมมือกับสภาการแลกเปลี่ยนทางการเกษตรของญี่ปุ่น (JAEC) ปี 2568 ซึ่งโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่น ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 จนถึงปัจจุบัน มีเยาวชนเกษตรผ่านเข้าร่วมโครงการมาแล้วทั้งสิ้น 676 คน

“เยาวชนเกษตรที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของประเทศไทยทั้ง 12 คน ในปีนี้ ควรภาคภูมิใจ ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจอย่างสุดความสามารถ และอย่าท้อถอย ต้องกล้าแสดงออก ทั้งทางกาย และการพูดจา เพื่อให้ครอบครัวญี่ปุ่นรับรู้ถึงความตั้งใจมุ่งมั่น และความพยายามที่จะเรียนรู้ของเรา อ่อนน้อมถ่อมตน และแสดงความมีน้ำใจช่วยเหลือการงานเท่าที่จะทำได้ และที่สำคัญคือต้องเก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด เพื่อนำมาพัฒนาการเกษตรของตนเอง และเป็นตัวอย่างให้แก่เกษตรกรอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต”  ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้แนวคิดในการต่อยอดและพัฒนาภาคเกษตรไทยในอนาคต โดยมุ่งเน้นการตลาดและส่งออกเป็นสำคัญ เพราะสินค้าเกษตรไทยถือว่าเป็นที่ต้องการของท้องตลาดและมีคุณภาพในระดับส่งออกได้ แต่ยังขาดการเพิ่มศักยภาพและแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นผู้ขายและส่งออกสินค้าได้ด้วยตนเอง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางให้ได้ ทั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมในการเพิ่มช่องทางการตลาดและรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคตด้วย

สำหรับปี 2568 คณะกรรมการบริหารโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น ได้คัดเลือกเยาวชนให้เข้ารับการอบรมเตรียมความพร้อม จำนวน 12 คน เข้ารับการฝึกอบรมโครงการเตรียมความพร้อมผู้นำเยาวชนเกษตรเพื่อไปฝึกงานตามข้อตกลงความร่วมมือกับสภาการแลกเปลี่ยนทางการเกษตรของญี่ปุ่น (JAEC) ปี 2568 ระหว่างวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 10 เมษายน 2568 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 65 วัน มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในแบบญี่ปุ่น ตลอดจนฝึกวินัย และความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย โดยจัดหลักสูตรฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎี ฝึกปฏิบัติในศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จังหวัดกาญจนบุรี และฝึกงานในฟาร์มรุ่นพี่ที่เคยผ่านการฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว เพื่อให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตการฝึกงานกับครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

015

‘นักวิชาการ’ชี้สารเร่งเนื้อแดง เสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย

‘นักวิชาการ’ชี้สารเร่งเนื้อแดง เสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย

‘นักวิชาการ’ชี้สารเร่งเนื้อแดง เสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.55 น.

‘นักวิชาการ’ชี้สารเร่งเนื้อแดง เสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย

ดร.ศยามล สิทธิสาร อาจารย์ประจำ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี กล่าวว่า ประเทศสหรัฐอเมริกานับเป็นผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ของโลก และอนุญาตให้ใช้ สารเร่งเนื้อแดง ได้ในปริมาณที่ควบคุมไว้ ในขณะที่ยังมีอีกหลายประเทศห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดงโดยเด็ดขาด รวมถึงประเทศไทยด้วย

ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองอาหารสัตว์ สารเหล่านี้ห้ามใช้ในอาหารสัตว์เด็ดขาด รวมถึง อย.กระทรวงสาธารณสุข มี พ.ร.บ. คุ้มครอง หากตรวจพบในอาหาร คือ ผิดกฎหมาย  โดยสารเร่งเนื้อแดง จะส่งผลในผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังอยู่แล้ว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไฮเปอร์ไทรอยด์ ลมชัก ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการของโรคมากขึ้น ได้แก่ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ กระวนกระวาย วิงเวียนศีรษะ บางรายส่งผลให้เกิดกล้ามเนื้อกระตุก มือสั่น

สารเร่งเนื้อแดง เป็นสารสังเคราะห์ ในกลุ่มเบตาอะโกนิสท์ (Beta-Agonist) ในทางการแพทย์ยานี้ถูกใช้ในเรื่องช่วยขยายหลอดลมผู้ป่วย หอบหืด หลอดลมอักเสบ จุดเด่นของตัวยานี้ คือขยายหลอดลม  สารกลุ่มนี้มีหลากหลายชนิด แต่ที่เกษตรกรมักจะนำมาใช้มากที่สุดคือ ซัลบูทามอล (Salbutamol) และ แรคโตพามีน (Ractopamine) ด้วยจุดประสงค์ให้หมูมีอาการตื่นตัว ออกวิ่งอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยลดชั้นไขมันและเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อให้หมูมีเนื้อแดงมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรขายได้ในราคาดีขึ้นด้วย โดยวิธีการคือจะผสมในอาหารและน้ำดื่ม ในอาหารจะให้อยู่ประมาณไม่เกิน 10 กรัมต่อกิโลกรัมอาหารสัตว์ และเนื่องจากผสมในน้ำดื่มด้วยทำให้สัตว์ได้รับยาทั้งวัน หากผู้บริโภคเนื้อสัตว์ได้รับสารนี้สะสมไปเรื่อยๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก โรคหัวใจ เพราะยามีฤทธิ์กระตุ้นการเต้นของหัวใจ

ดร.ศยามล กล่าวเพิ่มเติมว่า มีรายงานจากทางฝั่งยุโรปว่าหญิงมีครรภ์จะถูกกระตุ้นให้เกิดเนื้องอกบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง จากรายงานแม้พบสารเร่งเนื้อแดงในปริมาณเพียงเล็กน้อยหน่วยมิลลิกรัม แต่หากได้รับต่อเนื่องเรื่อยๆ เป็นเดือนหรือเป็นหลายสัปดาห์ขึ้นไป เพียงเดือนสองเดือนไม่ต้องถึงปี กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวอยู่จะแสดงอาการผลข้างเคียงเร็วมาก ตอนนี้ทางฝั่งสหรัฐอเมริกายินยอมให้ใช้สารนี้ โดยการใช้สารเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ทำได้ในการปศุสัตว์ หากอยู่ในความดูและควบคุมที่เหมาะสม โดยกำหนดให้ใช้ในเกณฑ์ปริมาณที่ไม่ส่งผลอันตรายก็ยอมรับได้ แต่สำหรับประเทศไทยและสหภาพยุโรป มีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก จึงไม่อนุญาตให้ใช้สารนี้เลย โดยให้ตรวจพบเป็นศูนย์ได้เท่านั้น

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex Alimentarius Commission : Codex) ได้กำหนดปริมาณมาตรฐานสากล ในการตกค้างสูงสุด ( Maximum Residue Limits (MRLs)) ในเนื้อและไขมันไว้ว่าต้องค้างไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ในตับไม่เกิน 40 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม และในไตไม่เกิน 90 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ แต่ในขณะที่หลายประเทศไม่ยอมรับค่า MRLs ที่ Codex กำหนด โดยอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับที่ยอมรับไม่ได้

สำหรับประเทศไทย จากการศึกษาข้อมูลผู้บริโภค พบว่า คนไทยนิยมบริโภคทั้งเนื้อหมู เครื่องในหมู และเลือดหมู จึงอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารตกค้างเกินกว่าค่าที่ Codex กำหนด ดังนั้น การคำนึงถึงสุขภาพของคนไทยในระดับสูงสุดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการเปิดตลาดรับหมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงเข้ามา.

เกษตรกรวอนรัฐอย่ายัดเยียดคนไทยกิน‘หมูมะกัน’ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

เกษตรกรวอนรัฐอย่ายัดเยียดคนไทยกิน‘หมูมะกัน’ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

เกษตรกรวอนรัฐอย่ายัดเยียดคนไทยกิน‘หมูมะกัน’ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.52 น.

เกษตรกรวอนรัฐอย่ายัดเยียดคนไทยกิน‘หมูมะกัน’ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง ยกทัพขอ‘รมว.คลัง-หอการค้าฯ’ช่วยป้องอาชีพก่อนล่มสลาย

10 เมษายน 2568 วันนี้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกว่า 1,000 คน ยกทัพบุกกระทรวงการคลัง-หอการค้าไทยฯ ยื่นหนังสือขอความเห็นใจ พร้อมนำหัวหมู 37 หัว บนบานกู้วิกฤต หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 37% เพื่อลดการขาดดุลการค้า และรัฐบาลไทยเตรียมเจรจาเปิดทางนำเข้าเครื่องในหมูสหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู และห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดที่มีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทให้ล่มสลาย  รวมถึงกระทบสุขภาพคนไทย เสี่ยงต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ  พร้อมกันนี้ได้เข้าพบ รมว.กษตรฯ  ขอบคุณที่เคียงข้างเกษตรกรไทย

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ระบุว่า จากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ที่ระบุว่าอนุมัติให้มีการนำเข้าเครื่องในสุกรจากสหรัฐฯนั้น สร้างความกังวลใจแก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก เนื่องจากเครื่องในหมูเป็นแหล่งสะลมสารเร่งเนื้อแดงที่สหรัฐฯใช้กันอย่างแพร่หลาย หากนำเข้าเครื่องในมาไม่ว่าจะใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยงหรืออาหารมนุษย์ ก็ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงและต่อประชาชนคนไทยทั้งสิ้น เนื่องจากมีผลต่อระบบประสาทและหัวใจ ขณะที่คนไทยกินเครื่องในหมูในปริมาณมากเทียบเท่าเนื้อหมู จึงไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งต่อสุขภาพคนไทย 

ทั้งนี้ การนำเข้าเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ ยังส่งผลกระทบมหาศาลต่อเกษตรกรและอีกหลายภาคส่วน เป็นเหตุผลที่กลุ่มเกษตรกรรวมตัวมาเพื่อขอความเห็นใจจาก นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาแก้ปัญหาดุลการค้าสหรัฐฯ ให้ช่วยปกป้องอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทย ให้สามารถยืนหยัดผลิตเนื้อหมูให้คนไทยบริโภคได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน รักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศต่อไป ทั้งนี้ อาชีพผู้เลี้ยงหมูเป็นอาชีพดั้งเดิมอยู่คู่ประวัติศาสตร์ไทยมายาวนาน แม้จะล้มลุกคลุกคลานเผชิญปัญหามากมายมาโดยตลอด แต่กลุ่มเกษตรกรและภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็มุ่งมั่นตั้งใจยกระดับ พัฒนา ปรับปรุง เพื่อผลิตเนื้อหมูให้คนไทยบริโภคด้วยคุณภาพหมูที่สะอาด ปลอดภัย เป็นความภูมิใจของคนเลี้ยงหมูทุกคน 

การยื่นหนังสือในวันนี้มีข้อมูลให้ คณะเจรจาได้นำไปพิจารณา คือ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์สนับสนุนการนำเข้าพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่ขาดแคลน หรือผลิตได้ไม่เพียงพอในบ้านเรา เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกากถั่วเหลือง ซึ่งจะสามารถเพิ่มดุลการค้าให้สหรัฐฯได้ถึงปีละ 84,000 ล้านบาท น่าจะเป็นส่วนสำคัญในการเจรจาครั้งนี้ได้ไม่น้อย ทั้งนี้ จะเป็นการนำเข้าในส่วนที่ประเทศไทยมีไม่เพียงพอ ซึ่งจะไม่กระทบเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ในประเทศไทย นับว่าคุ้มค่ากว่าการนำอุตสาหกรรมสุกรและห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ไปแลกอย่างชัดเจน

ปัจจุบันปริมาณผลผลิตเนื้อหมูของไทย อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับความต้องการบริโภคของประชาชน หากปล่อยให้มีเนื้อหมูสหรัฐฯ เข้ามาปริมาณซัพพลายจะเกินกว่าดีมานด์ ส่งผลกระทบไปตลอดห่วงโซ่การผลิต ดังเช่นสถานการณ์หมูเถื่อนที่เกิดขึ้นอย่างหนักในช่วงปี 2564 ที่ทำให้ผู้เลี้ยงต้องสูญเสียอาชีพไปมากมาย

สินค้าทั้งชิ้นส่วนและเครื่องในสุกรของสหรัฐ ผลิตจากประเทศที่มีกฎหมายไม่ห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดง ในขณะที่ประเทศไทยมีกฎหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ห้ามใช้ในการเลี้ยงและกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข ห้ามปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์สุกรทุกชนิดแม้จะมีการอ้างว่ามีการเลี้ยงโดยไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดงในสหรัฐ  ในขณะที่กฎหมายของสหรัฐไม่ห้ามการใช้  จะเป็นปัญหาเช่นเดียวกับกลุ่มประเทศยุโรปไม่รับสินค้าไก่เนื้อจากประเทศที่ใช้ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ในขณะที่ประเทศไทยมีการส่งไก่เนื้อไปยังยุโรปและออกกฎหมายในลักษณะที่ห้ามใช้สารต้องห้ามในลักษณะเดียวกับกลุ่มยุโรปเช่นกัน  ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานเดียวกัน  หากผู้บริโภครับประทานเนื้อสัตว์หรือเครื่องในที่มีสารตกค้างดังกล่าว จะมีผล เป็นความเสี่ยงต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ และแม้จะนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงกลุ่มสุนัขและแมว ก็ไม่เป็นผลดีกับสุขภาพสัตว์เลี้ยง และเกิดข้อจำกัดในการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปตามมา

ในวันเดียวกัน กลุ่มเกษตรกรยังเดินทางเข้ายื่นหนังสือที่ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้ปกป้องเกษตรกรเช่นกัน หลังประธานสภาหอการค้าฯ เคยเสนอแนวคิดให้นำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ 

จากนั้นเดินทางเข้าพบ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอบคุณที่แสดงจุดยืนเคียงข้างเกษตรกร และประกาศจะไม่ยอมเอาผลประโยชน์ของภาคเกษตรไปแลกกับข้อตกลงทางการค้า ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจแก่กลุ่มเกษตรกรเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงช่วยปกป้องอาชีพเกษตรกร แต่รัฐมนตรีเกษตรฯ ยังช่วยปกป้องสุขอนามัยที่ดีของประชาชนชาวไทยด้วย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ' ลงพื้นที่ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.38 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมติดตามคณะ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการ พร้อมมอบนโยบายฯ ในพื้นที่อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ เลขานุการกรม นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ นายวีระสันติ ประทุมพล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ นายดนัย คำขวัญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ นายธีรวิทย์ ขาวบุบผา ผู้อำนวยการกองงานพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ นายสัตวแพทย์อดิศร ชาติสุภาพ ปศุสัตว์เขต 3 นายพีรศักดิ์ ไชยชนะแสง ปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิ ปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่เขต 3 อาทิ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา ปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ และจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เขต 3 ร่วมติดตามคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดีแบบยั่งยืน ภายใต้โครงการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และลงตรวจราชการพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ พร้อมกล่าวมอบนโยบายฯ และมอบปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรที่มาร่วมงานฯ โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา ตำบลหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ

ในการนี้ กรมปศุสัตว์ได้มอบโค-กระบือจากโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 69 ตัว แก่ผู้แทนเกษตรกร จำนวน 69 ราย สบียงอาหารสัตว์ (หญ้าแห้ง) จำนวน 200 ฟ่อน สนับสนุนปัจจัยการผลิตทางด้านปศุสัตว์ ได้แก่ เวชภัณฑ์ / เมล็ดพันธุ์หญ้าแก่ตัวแทนเกษตรกร 69 ราย และแจกไข่ไก่กว่า 5,000 ฟอง ให้แก่เกษตรกรที่มาร่วมงานฯ พร้อมมอบป้ายเงินอุดหนุนโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน (OTOP) แก่กลุ่มเกษตรกรอำเภอบ้านเขว้า จำนวน 150,000 บาท นอกจากนี้ ได้มีการออกหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวด้วย

– 006

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมให้ฆ่าเกษตรกร 30 ล้านคนเอาใจ’โดนัลด์ ทรัมป์’

'นฤมล'ลั่นไม่ยอมให้ฆ่าเกษตรกร 30 ล้านคนเอาใจ'โดนัลด์ ทรัมป์'

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมให้ฆ่าเกษตรกร 30 ล้านคนเอาใจ’โดนัลด์ ทรัมป์’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.34 น.

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมให้ฆ่าเกษตรกร 30 ล้านคนเอาใจ’โดนัลด์ ทรัมป์’ ซัดผลเจรจาที่ผ่านมาเกษตรกรตายหมด แนะจำหน้านักการเมืองอุ้มนายทุน

เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2568 น.ส.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ลงพื้นที่โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา ต.หนองบัวแดง อ.หนองบัวแดง และโรงเรียนแก้งคร้อวิทยา ต.หนองไผ่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เพื่อร่วมพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพภาพดีแบบยั่งยืนภายใต้โครงการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว พร้อมมอบปัจจัยการผลิต และมอบโฉนดเพื่อการเกษตร โดยมี นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ เขต 7 พรรคกล้าธรรม และ น.ส.กาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ เขต 4 ให้การต้อนรับ 

โดย น.ส.นฤมล ได้กล่าวกับประชาชนช่วงหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องประชุม เพื่อให้ข้อมูลกับทีมที่จะไปเจรจากับสหรัฐอเมริกาที่จะเริ่มบังคับใช้กฎหมายภาษีนำเข้าใหม่ โดยขยับของไทยเป็น 36% ซึ่งตนได้พูดกับสื่อมวลชนและคณะทำงานของนายกรัฐมนตรีว่า จุดยืนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และควรที่จะเป็นจุดยืนของรัฐบาลไทยด้วยก็คือ เราต้องดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรกว่า 30 ล้านคน จะเอาเกษตรกรไทยไปแลกกับภาคอุตสาหกรรมอื่น เราไม่ยอม สิ่งที่ตนพูดในที่ประชุมคือ “ท่านจะไปเจรจา ท่านจะไปซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพื่อทำให้ถูกใจฐานเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดิฉันขอถามว่า พวกเราไม่ได้มาจากการเมืองหรือ พวกเราไม่มีฐานเสียงเหรอคะ ฐานเสียงของท่านเป็นเกษตรกรของอเมริกาหรืออย่างไร แต่สำหรับดิฉันคือ เกษตรกรไทย แล้วจะเอาเกษตรกรไทยไปแลกกับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ ชิ้นส่วนรถยนต์ คอมพิวเตอร์ ทั้งที่เป็นของต่างชาติที่มาตั้งโรงงานเป็นฐานการผลิตในประเทศไทย เช่นนั้นหรือ 

น.ส.นฤมล กล่าวต่อว่า เรื่องการนำเข้าเนื้อและเครื่องในสุกรที่กำลังจะถูกนำไปแลกดีลกับสหรัฐอเมริกาก็เช่นกันซึ่งเราก็ชี้แจงว่า เรามีกฎหมายของเราอยู่ว่า ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสุกร แต่สหรัฐฯเขาใช้สารเร่งเนื้อแดง และมันจะตกค้างอยู่ในเนื้อหมู ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสเสี่ยงต่อการที่จะเจ็บป่วย เขาก็บอกให้เราแก้กฎหมาย ซึ่งดิฉันชี้แจงไปว่า หากมีการแก้กฎหมายนั่นหมายความว่า จะไม่ใช่สหรัฐฯที่เดียวที่จะส่งหมูเข้ามาไทยได้ แต่ทุกประเทศที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงก็จะส่งหมูเข้าไทยได้เหมือนกัน ดังนั้น อนาคตเกษตรกรเลี้ยงหมูของไทยก็จะต้องใช้สารเร่งเนื้อแดงเพื่อสู้เรื่องราคากับหมูจากต่างประเทศ มันก็จะกลายเป็นความเสี่ยงกับพี่น้องประชาชนในเรื่องสุขอนามัยและเรื่องสุขภาพ

“เราจะไปลด แลก แจก แถม ให้อเมริกา ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่า เขาจะลดภาษีให้เราหรือไม่ ทุกวันนี้กระทรวงเกษตรฯต้องมาแก้ปัญหาในสิ่งที่เรารัฐบาลไหน ๆ ไปเจรจาเอาไว้และก็เกิดผลกระทบกับพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโคเนื้อ ที่เราไปเปิดให้ประเทศออสเตรเลียนำเข้า ตอนนี้ตลาดโคไทยขายไม่ได้ ราคาตกต่ำ ไม่มีที่จะระบาย ต้องบอกให้กระทรวงเกษตรฯ พยายามไปเปิดตลาดที่ประเทศจีน และทุกข้อตกลงการค้าที่ท่านเคยไปเจรจามาบอกได้เลยว่า ผลประโยชน์ตกเป็นของต่างชาติทั้งนั้น แต่เกษตรกรไทยตายหมด วันนี้ปัญหาเดิมยังแก้ไม่หมด ท่านจะเอาปัญหาใหม่มาให้กระทรวงเกษตรฯ แก้ไขอีก“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

น.ส.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า พ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคน จำพวกนักการเมืองที่มาหาเสียงเวลาจะเลือกตั้งแล้วพูดกับท่านว่า ประชาชนต้องมาก่อน เกษตรกรต้องมาก่อน แต่พอเข้าไปมีตำแหน่ง มีอำนาจ กลับดูแลแต่พวกพ้อง พวกนายทุน จำหน้าจำชื่อมันเอาไว้ แล้วอย่าไปเลือกมันเข้ามาอีก แต่สำหรับกระทรวงเกษตรฯ เราจะดูแลพี่น้องเกษตรกรอย่างดีที่สุด เราจะต่อสู้จนถึงที่สุด เพื่อดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกร เราจะไม่ยอมให้เกษตรกรของเราเสียเปรียบให้กับชนชาติใด หรือให้กับอุตสาหกรรมใดอีกแล้ว”ศ.ดร.นฤมล กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ เรายังคงเดินหน้าหาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมาให้กับพี่น้องในจังหวัดชัยภูมิและทั่วประเทศไทยผ่านศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งวันนี้เรามีอยู่ประมาณ 6000 กว่าศูนย์แล้ว ในปี 2568 เราจะมี 7000 ศูนย์ และเราจะทำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วประเทศไทย ตามงบประมาณที่เขาให้เรา เราหวังว่าศูนย์ข้าวชุมชนจะเป็นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ดีให้กับพี่น้องชาวนา และกระจายเมล็ดพันธุ์ที่ดีให้กับพี่น้องในชุมชนหรือชุมชนใกล้เคียงที่ยังไม่มีศูนย์ข้าวชุมชน 

ทั้งนี้ รัฐมนตรีและคณะได้พร้อมมอบปัจจัยการผลิต อาทิ ต้นพันธุ์กล้วยหอมทอง ,พันธุ์ปลา 200,000 ตัว ,กุ้งก้ามกราม 40,000 ตัว,พันธุ์หม่อนผลสด พันธุ์เชียงใหม่,เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงและข้าวโพด 1,000 ชุด,เมล็ดพันธุ์ข้าว 270,796 กิโลกรัม รวมไปถึงได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตร และ มอบโฉนดต้นยางพาราให้กับเกษตรกรในพื้นที่ด้วย