ออสเตรเลียสังหารแมวจรจัดนับร้อย อ้างปกป้องสัตว์ป่าพื้นเมือง

ออสเตรเลียสังหารแมวจรจัดนับร้อย อ้างปกป้องสัตว์ป่าพื้นเมือง

9 เม.ย. 2568 11:06 น.

ออสเตรเลียสังหารแมวจรจัดนับร้อย อ้างปกป้องสัตว์ป่าพื้นเมือง

ผู้เชี่ยวชาญในออสเตรเลีย ได้ทำการกำจัดแมวจรจัด กว่า 400 ตัว ทั่วรัฐนิวเซาท์เวลส์เมื่อปีที่แล้ว เพื่อปกป้องสัตว์ป่าพื้นเมือง กลุ่มนักอนุรักษ์กล่าวว่าวิธีนี้อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

ผู้เชี่ยวชาญในออสเตรเลีย ได้ทำการกำจัดแมวจรจัด กว่า 400 ตัว ทั่วรัฐนิวเซาท์เวลส์เมื่อปีที่แล้ว เพื่อปกป้องสัตว์ป่าพื้นเมือง กลุ่มนักอนุรักษ์กล่าวว่าวิธีนี้อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด 

ทีมเจ้าหน้าที่ที่จัดตั้งโดยรัฐบาลของรัฐนิวเซาท์เวลส์ในเดือนตุลาคม 2024 ได้ใช้กล้องหลายร้อยตัวและการถ่ายภาพความร้อนที่ใช้ในการระบุพื้นที่ที่มีประชากรแมวจรจัดหนาแน่น นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ยังได้ยิงแมวจรจัดไปแล้ว 62 ตัวในปีนี้ รวมถึง 42 ตัวที่ถูกฆ่าตายภายในเวลาสี่วันในอุทยานแห่งชาติทูเรล ทางตอนเหนือของรัฐ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ดาร์เรน พิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่านิวเซาท์เวลส์ตะวันตก กล่าวว่าโครงการนี้ได้ช่วยชีวิตสัตว์ป่าพื้นเมืองไปแล้วหลายแสนตัว เขากล่าวว่า “แมวจรจัดตัวเดียวสามารถฆ่าสัตว์พื้นเมืองได้อย่างน้อย 700 ตัวต่อปี ดังนั้นการกำจัดแมว 400 ตัว อาจช่วยให้สัตว์ 280,000 ตัว รอดพ้นจากการถูกล่าโดยแมวจรจัด” 

แคเธอรีน โมสบี นักนิเวศวิทยาสัตว์ป่าจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ กำลังสืบสวนหาสาเหตุการตายของสัตว์ป่าพื้นเมืองที่ถูกนำกลับมาปล่อย เธอกล่าวว่าหลักฐานดีเอ็นเอแสดงให้เห็นว่าแมวอาจฆ่าสัตว์ได้มากกว่าที่เคยคาดไว้ แม้ซากสัตว์บางตัวอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และไม่ได้ถูกกิน “เมื่อเราใช้สำลีเช็ดตัวพวกมัน เราสามารถพิสูจน์ได้ว่าแมวฆ่าพวกมันจริง และไม่ได้กินพวกมันหลังจากนั้น”

นายพิตต์กล่าวว่า วิธีนี้อาจไม่สามารถกำจัดแมวจรจัดออกไปจากพื้นที่ได้ทั้งหมด แต่การลดจำนวนประชากรแมวจรในพื้นที่เป้าหมาย อาจช่วยให้สัตว์ใกล้สูญพันธุ์สามารถอยู่รอดได้

สำนักงานอนุรักษ์สัตว์ป่าออสเตรเลีย (AWC) เปิดเผยว่า การยิงเป็นทางเลือกเดียวในการควบคุมแมวจรจัด เนื่องจากวิธีการจัดการอื่นๆ พิสูจน์แล้วว่าไม่มีประสิทธิภาพ “แมวเหล่านี้ระมัดระวังตัวมาก และซ่อนตัวได้ดีมาก ดังนั้นพวกมันจึงหลีกเลี่ยงปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์โดยธรรมชาติ และพวกมันมักจะเลือกกินสิ่งที่กิน ดังนั้น กลไกควบคุม เช่น การใช้เหยื่อล่อจึงไม่ประสบความสำเร็จกับแมวจรจัดมากนัก”

แมวจรจัดไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อสัตว์ป่าในออสเตรเลียเท่านั้น แต่ยังสามารถฆ่าปศุสัตว์ได้อีกด้วย โดยพบโรคท็อกโซพลาสโมซิส ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากปรสิตที่พบในอุจจาระหรือปัสสาวะของแมวที่ติดเชื้อ โรคนี้สามารถติดต่อไปยังสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด รวมถึงมนุษย์ด้วย.

ที่มา ABC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ชาวอเมริกันรู้สึกอย่างไรกับนโยบายต่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์?

ชาวอเมริกันรู้สึกอย่างไรกับนโยบายต่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์?

9 เม.ย. 2568 11:00 น.

ชาวอเมริกันรู้สึกอย่างไรกับนโยบายต่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์?

  • ศูนย์วิจัยพิวทำการสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันว่ารู้สึกอย่างไรกับนโยบายต่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บังคับใช้หลังรับตำแหน่งสมัยที่ 2 บ้าง
  • ผู้รับการสำรวจส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการที่นายทรัมป์กำลังพาสหรัฐฯ ออกจากองค์การอนามัยโลกและปิดสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (USAID)
  • ชาวอเมริกันยังคิดว่านายทรัมป์เข้าข้างประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียมากเกินไป ในความพยายามของเขาเพื่อยุติสงครามในยูเครน ซึ่งเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว

ภายในไม่กี่สัปดาห์แรกหลังจากกลับมารับตำแหน่งในทำเนียบขาว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีการตัดสินใจที่ไม่ธรรมดามากมายในเรื่องนโยบายต่างประเทศ

นายทรัมป์ขู่จะผนวกรวมกรีนแลนด์ ประกาศจะยึดฉนวนกาซา และเริ่มกระบวนการพาสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลก (WHO) กับความตกลงปารีส ข้อตกลงด้านสภาพอากาศขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และปิดสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (USAID) ซึ่งคอยให้เงินช่วยเหลือองค์กรระหว่างประเทศด้วย

หมายมาตรการไม่ได้รับความนิยมมากนักในหมู่ชาวอเมริกันทั่วไป ตามผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของศูนย์วิจัย “พิว” (Pew) ซึ่งทำการสอบถามผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ จำนวน 3,605 คน ระหว่างวันที่ 24-30 มี.ค. ไม่กี่วันก่อนที่นายทรัมป์จะประกาศแผนเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากทั่วโลก

ไปดูกันว่าชาวอเมริกันคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของนายทรัมป์กันบ้าง

ไม่เห็นด้วยกับการยึดกรีนแลนด์กับฉนวนกาซา

นายทรัมป์มีวาทะกรรมเกี่ยวกับการควบรวมเกาะกรีนแลนด์ที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ก็เดินทางเยือนเกาะอาร์กติกแห่งนี้หลายครั้ง

แต่ผลสำรวจความคิดเห็นของพิวพบว่า ผู้รับการสำรวจ 54% คิดว่าสหรัฐฯ ไม่ควรชิงกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเดนมาร์ก มาเป็นของตัวเอง และเมื่อถามว่านายทรัมป์ควรทำตามแผนนี้หรือไม่ มีเพียง 23% ที่เห็นด้วย ขณะที่ 34% เชื่อว่าไม่ควรทำ

นายทรัมป์ยังเสนอให้สหรัฐฯ ยึดครองฉนวนกาซา ย้ายชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่มีสิทธิ์กลับมาอีก แล้วเปลี่ยนดินแดนเล็กๆ แห่งนี้ให้กลายเป็น “ริเวียราแห่งตะวันออกกลาง” ท่ามกลางเสียงประณามจากหลายประเทศว่านี่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่ UN ระบุว่านี่คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ในกลุ่มผู้รับการสำรวจ มี 62% ที่คัดค้านแผนการนี้ ขณะที่มีเพียง 15% เท่านั้นที่เห็นด้วย นอกจากนั้น ความคิดเห็นยังแตกออกเป็น 2 ฝ่ายว่า นายทรัมป์ควรดำเนินการตามแผนหรือไม่ โดยที่ 38% คิดว่าไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง

ไม่เห็นด้วยกับการปิด USAID และถอนตัวจาก WHO

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อพาสหรัฐฯ ออกจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และความตกลงปารีส ขณะเดียวกันก็ดำเนินการปิดสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (USAID) ระงับการจ่ายเงินช่วยเหลือแก่องค์กรต่างประเทศทั้งหมด เพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล

คำสั่งของนายทรัมป์ทำให้ตอนนี้ โครงการของ USAID จำนวน 5,200 โครงการจากทั้งหมด 6,200 โครงการ หรือมากกว่า 80% ถือว่าสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว และมันเริ่มส่งผลกระทบต่อการช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมในหลายประเทศ เช่นโครงการครัวชุมชนในซูดาน และโครงการสนับสนุนการศึกษาในโอมาน

ตามผลการสำรวจของพิว มีชาวอเมริกันที่ไม่เห็นด้วยกับความเคลื่อนไหวนี้ของนายทรัมป์มากกว่าที่เห็นด้วย แต่ตัวเลขไม่ได้ขาดมากนัก

ผลสำรวจของพิวชี้ว่า ผู้รับการสำรวจ 45% ไม่เห็นด้วยกับการยุติโครงการของ USAID ขณะที่ 35% เห็นด้วย นอกจากนั้น 45% ยังไม่เห็นด้วยกับการออกจากความข้อตกลงปารีส (32% เห็นด้วย) และ 52% ไม่เห็นด้วยกับการออกจากการเป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลก (32% เห็นด้วย)

รู้สึกว่าทรัมป์เข้าข้างรัสเซียมากไป

ในวันแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเขาจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากๆ กับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เพื่อยุติสงครามในยูเครน ซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างจากนายโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ คนก่อนอย่างสิ้นเชิง

การวิจัยของพิวพบว่า ผู้ร่วมสำรวจความคิดเห็น 43% คิดว่านายทรัมป์เข้าข้างรัสเซียมากเกินไป ขณะที่ 31% คิดว่าเขารักษาสมดุลระหว่างทั้งสองฝ่ายได้ดีแล้ว

อย่างไรก็ตาม หลังจากพิวทำการสำรวจความคิดเห็น บรรยากาศการเจรจาก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยนายทรัมป์ออกมายอมรับว่า เขาโกรธนายปูตินมากที่ไม่ให้ความร่วมมือในการเจรจากับยูเครน และขู่ว่าจะตั้งกำแพงภาษีรัสเซียเพิ่ม หากการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงล้มเหลวเพราะรัสเซียเป็นต้นเหตุ

ขณะเดียวกัน นายทรัมป์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล มากยิ่งขึ้นในปีนี้

เมื่อถามว่านายทรัมป์เข้าข้างอิสราเอลหรือชาวปาเลสไตน์มากกว่ากัน ผู้รับการสำรวจของพิว 31% คิดว่าเขาเข้าข้างอิสราเอลมากไป ขณะที่ 29% คิดว่าเขารักษาสมดุลได้ดีแล้ว ส่วนกลุ่มที่ไม่แน่ใจอยู่ที่ 37% และมีเพียง 3% เท่านั้นที่มองว่านายทรัมป์เข้าข้างปาเลสไตน์มากไป

ชาวรีพับลิกันหนุนแผนทรัมป์

ถึงแม้ว่าศูนย์วิจัยพิวจะเป็นองค์กรที่ไม่ฝักฝ่ายการเมืองกลุ่มใด แต่ผู้ที่รับการสำรวจไม่ใช่เช่นนั้น ซึ่งผลการสำรวจที่ออกมาชี้ว่า ฝ่ายที่สนับสนุนหรือเอนเอียงเข้าข้างพรรคใดมักไม่แตกแถวจากแนวทางของพรรค เช่นผู้สนับสนุนรีพับลิกันส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับการปิด USAID เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ผู้รับการสำรวจที่เป็นผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะสนับสนุนนโยบายต่างประเทศของนายทรัมป์ ขณะที่คนหนุ่มสาวจะไม่เห็นด้วย

พิว ยังสอบถามเกี่ยวกับผลกระทบจากการที่นายทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน (ก่อนประกาศมาตรการเก็บภาษีต่างตอบแทนในปัจจุบัน) โดยผู้รับการสำรวจในภาครวมจำนวน 53% คิดว่ากำแพงภาษีจะส่งผลร้ายต่อพวกเขาแบบส่วนบุคคล แต่ฝ่ายรีพับลิกันเอนเอียงไปทางเชื่อว่าภาษีจะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ มากกว่า ขณะที่ 20% ไม่แน่ใจ


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : bbc , usatoday

“โง่กว่าอิฐทั้งกระสอบ” อีลอน มัสก์ ด่าที่ปรึกษาทรัมป์ หลังวิจารณ์เรื่องเทสลา

"โง่กว่าอิฐทั้งกระสอบ" อีลอน มัสก์ ด่าที่ปรึกษาทรัมป์ หลังวิจารณ์เรื่องเทสลา

9 เม.ย. 2568 09:51 น.

“โง่กว่าอิฐทั้งกระสอบ” อีลอน มัสก์ ด่าที่ปรึกษาทรัมป์ หลังวิจารณ์เรื่องเทสลา

อีลอน มัสก์ เรียกนายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็น “คนโง่” หลังจากนาวาร์โรแสดงความคิดเห็นต่อบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของมัสก์อย่างเทสลา

อีลอน มัสก์ เรียกนายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็น “คนโง่” หลังจากนาวาร์โรแสดงความคิดเห็นต่อบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของมัสก์อย่างเทสลา

มัสก์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทรัมป์ด้วย กล่าวว่านาวาร์โรนั้น “โง่กว่าอิฐทั้งกระสอบ” ในโพสต์บน X แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเขา ต่อการให้สัมภาษณ์ของนาวาร์โร ซึ่งเขาวิจารณ์มัสก์ว่า “เขาไม่ใช่ผู้ผลิตรถยนต์ เขาเป็นเพียงผู้ประกอบรถยนต์” เมื่อถูกถามถึงนโยบายภาษีของทรัมป์ และกล่าวว่าเขาต้องการให้มีการผลิตชิ้นส่วนในสหรัฐฯ ในอนาคตแทน

มัสก์ ซึ่งเคยแย้มว่าเขาคัดค้านนโยบายการค้าของทำเนียบขาว กล่าวว่าข้อกล่าวอ้างของนาวาร์โรเกี่ยวกับเทสลานั้น “เป็นเท็จอย่างชัดเจน”

การทะเลาะวิวาทดังกล่าวถือเป็นสัญญาณที่แสดงถึงความไม่ลงรอยกันระหว่างทีมการค้าของทรัมป์กับมัสก์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล (Doge) ซึ่งมีหน้าที่ในการลดขนาดและการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง

ในเวลาต่อมา แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ถูกถามเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างมัสก์และนาวาร์โร “เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนมีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างมากในเรื่องการค้าและภาษีศุลกากร” “ผู้ชายก็คือผู้ชาย และเราจะปล่อยให้พวกเขาโต้เถียงกันในที่สาธารณะต่อไป” ลีวิตต์กล่าว

ทรัมป์ได้ให้เหตุผลบางส่วนสำหรับกระแสวิจารณ์ภาษีทั่วโลกของเขา โดยกล่าวว่าเขาต้องการฟื้นการผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่นาวาร์โรได้พูดในระหว่างการปรากฏตัวทางสถานีโทรทัศน์ CNBC เมื่อวันจันทร์ว่า “หากคุณมองไปที่อุตสาหกรรมรถยนต์ของเรา ถูกต้องแล้ว ตอนนี้เราเป็นสายการประกอบเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังของเยอรมนี” นาวาร์โรเสริมว่า “เรากำลังจะไปถึงจุดที่อเมริกาผลิตสิ่งของต่างๆ อีกครั้ง ค่าจ้างที่แท้จริงจะเพิ่มขึ้น กำไรจะเพิ่มขึ้น”

มัสก์ตอบกลับความคิดเห็น โดยโพสต์ลิงก์ไปยังบทความปี 2023 ของบริษัท Kelley Blue Book ซึ่งเป็นบริษัทประเมินมูลค่ารถยนต์ โดยอ้างอิงผลการสำรวจของ Cars.com ว่ารถยนต์ของเทสลามีชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯ มากที่สุด มัสก์เขียนในโพสต์ติดตามผลว่า “ไม่ว่าจะนิยามอย่างไรก็ตาม เทสลาก็เป็นผู้ผลิตยานยนต์ที่มีการบูรณาการในแนวตั้งมากที่สุดในอเมริกา โดยมีสัดส่วนของชิ้นส่วนในสหรัฐฯ สูงที่สุด”

แดน ไอฟส์ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกล่าวว่า เทสลามีความเสี่ยงต่อภาษีศุลกากรน้อยกว่าผู้ผลิตยานยนต์รายอื่นในสหรัฐฯ เช่น GM, Ford และ Stellantis แต่เขาก็อ้างเช่นกันว่าเทสลาจัดหาชิ้นส่วนส่วนใหญ่จากนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะจีน.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ตื่นตาตื่นใจ! โซเธอบีส์โชว์เพชรหายากมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ที่อาบูดาบี

ตื่นตาตื่นใจ! โซเธอบีส์โชว์เพชรหายากมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ที่อาบูดาบี

9 เม.ย. 2568 09:48 น.

ตื่นตาตื่นใจ! โซเธอบีส์โชว์เพชรหายากมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ที่อาบูดาบี

โซเธอบีส์เปิดตัวเพชรหายากรวมมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่นิทรรศการสุดหรูใน อาบูดาบี เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีไฮไลต์คือ “Mediterranean Blue” เพชรน้ำเงินสดขนาด 10.03 กะรัต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเพชรน้ำเงินที่สำคัญที่สุดที่เคยค้นพบ

ตื่นตาตื่นใจ! โซเธอบีส์โชว์เพชรหายากมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ที่อาบูดาบี

สำนักประมูลโซเธอบีส์ หนึ่งในสถาบันประมูลชื่อดังระดับโลก จัดแสดงเพชรหายากมูลค่ารวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์หรือ ราว 3,700 ล้านบาทที่ศูนย์นิทรรศการในอาบูดาบี พร้อมเปิดตัว “Mediterranean Blue” เพชรสีน้ำเงินขนาด 10.03 กะรัตซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเพชรน้ำเงินที่หายากและล้ำค่าที่สุดเท่าที่เคยถูกค้นพบ 

ตื่นตาตื่นใจ! โซเธอบีส์โชว์เพชรหายากมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ที่อาบูดาบี

ควิก บรุนนิ่ง หัวหน้าฝ่ายอัญมณีประจำทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และตะวันออกกลางของโซเธอบีส์ ระบุว่าเพชรเม็ดนี้จะเป็นดาวเด่นของการประมูล โดยคาดว่าเพชร Mediterranean Blue จะมีมูลค่าสูงถึง 20 ล้านดอลลาร์ ในการประมูลที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 13 พฤษภาคม ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ตื่นตาตื่นใจ! โซเธอบีส์โชว์เพชรหายากมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ที่อาบูดาบี

แม้นิทรรศการครั้งนี้จะจัดแสดงเพชรเพียงแค่ 8 เม็ด แต่รวมกันแล้วมีน้ำหนักกว่า 700 กะรัต โดยแต่ละเม็ดล้วนเป็นระดับ “หนึ่งเดียวในโลก” ที่ทั้งนักสะสมและผู้ค้ารายใหญ่ต่างหมายตา โดยนิทรรศการเปิดให้เข้าชมเพียง 2 วัน และจะปิดในวันที่ 9 เมษายน ก่อนนำเพชรทั้งหมดเดินทางต่อไปยังเมืองเจนีวาเพื่อเตรียมเข้าสู่การประมูลระดับโลกต่อไป.

ตื่นตาตื่นใจ! โซเธอบีส์โชว์เพชรหายากมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ที่อาบูดาบี

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เพชรสีน้ำเงิน

“รุนแรงแต่จำเป็น” โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำ ก่อนขึ้นภาษีจีน 104%

"รุนแรงแต่จำเป็น" โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำ ก่อนขึ้นภาษีจีน 104%

9 เม.ย. 2568 08:29 น.

“รุนแรงแต่จำเป็น” โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำ ก่อนขึ้นภาษีจีน 104%

สหรัฐฯ เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนบางรายการถึง 104% โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนว่ามีความ “รุนแรง” และระบุว่าภาษีนี้มีความจำเป็นต่อวิสัยทัศน์ของเขาที่มีต่อสหรัฐฯ 

สหรัฐฯ เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนบางรายการถึง 104% โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนว่ามีความ “รุนแรง” และระบุว่าภาษีนี้มีความจำเป็นต่อวิสัยทัศน์ของเขาที่มีต่อสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์หลังการลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่มุ่งเป้าไปที่การเพิ่มการผลิตถ่านหินของสหรัฐฯ เขาได้กล่าวถึงการประกาศภาษีศุลกากร “ที่ค่อนข้างรุนแรง” ที่เขาประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอย่างสั้นๆ ทรัมป์ไม่ได้ตอบคำถามจากนักข่าว และมีผู้ตะโกนถามขณะที่เขากำลังออกจากห้องว่า “คุณมีข้อความอะไรถึงผู้นำธุรกิจที่กังวลเกี่ยวกับภาษีศุลกากรดังกล่าวหรือไม่?”

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีศุลกากร 104% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนในวันพุธที่ 9 เม.ย. เวลา 00.01 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเวลา 11.01 น.ตามเวลาไทย โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า จีนกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ด้วยการคิดตอบโต้สหรัฐฯ ขณะที่จีนเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการทำสงครามการค้ากับสหรัฐ เปรียบเทียบจีนที่กำลังถือไพ่ 2 ใบในมือ ที่มีแค่ใบละ 2 แต้ม

ก่อนหน้านี้ จีนประกาศเรียกเก็บภาษี 34% ต่อสินค้านำเข้าทั้งหมดที่มาจากสหรัฐฯ โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.เพื่อตอบโต้ต่อการที่ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ ในอัตรา 34% ต่อสินค้าที่นำเข้าจากจีน ซึ่งเมื่อรวมกับมาตรการเรียกเก็บภาษีที่สหรัฐฯ บังคับใช้กับจีนที่ระดับ 20% จะทำให้จีนต้องเผชิญกับอัตราภาษีรวมจากสหรัฐฯ สูงถึง 54%

นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ให้เวลารัฐบาลจีนจนถึงวันที่ 8 เม.ย.ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อยกเลิกมาตรการเรียกเก็บภาษี 34% ดังกล่าวต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐ มิฉะนั้นจีนจะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 50% ซึ่งจะทำให้จีนถูกเรียกเก็บภาษีรวมจากสหรัฐฯ สูงถึง 104% แต่จีนยืนยันว่าจะต่อสู้จนถึงที่สุด และจีนจะไม่ยกเลิกการเรียกเก็บภาษี 34% ต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ แต่อย่างใด

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงในวันอังคารเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยดัชนี S&P 500 ปิดตัวต่ำกว่า 5,000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปี ปัจจุบันดัชนีอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 18.9% ซึ่งใกล้เคียงกับการลดลง 20% ซึ่งเป็นสัญญาณของสิ่งที่เรียกว่า “ตลาดหมี” (Bear Market) หรือการที่ภาวะที่ราคาหุ้นต่ำลงต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน ปริมาณการซื้อขายมีน้อย เปรียบเสมือนการเคลื่อนไหวของหมีที่อืดอาดเชื่องช้า

ดัชนี S&P 500 สูญเสียมูลค่าตลาดไปแล้ว 5.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 4 วัน นับตั้งแต่มีการสร้างดัชนีอ้างอิงนี้ขึ้นในช่วงทศวรรษ 1950 ก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นจากความหวังว่าทรัมป์อาจเต็มใจที่จะเจรจาลดอุปสรรคการค้าระหว่างประเทศและสินค้าเฉพาะ

โดยดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นมีการเทขายในวงกว้างในเช้าวันนี้ (9 เม.ย.) และตลาดหุ้นอื่นๆ ในเอเชียก็เตรียมรับมือกับการร่วงลง ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ภาษีจะมีผลบังคับใช้

ส่วนผลิตภัณฑ์ยาซึ่งได้รับการยกเว้นจากภาษีศุลกากรที่ทรัมป์ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะกำหนดภาษีศุลกากรเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ยา โดยอ้างว่าจะช่วยย้ายการผลิตยาไปยังสหรัฐฯ  โดยห่วงโซ่อุปทานผลิตภัณฑ์ยาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในจีน อินเดีย และยุโรป

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้ผลิตภัณฑ์ยาจะได้รับการยกเว้นจากภาษีศุลกากรของทรัมป์ในขณะนี้ แต่ภาษีศุลกากรสำหรับวัตถุดิบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยาอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนของยาสำหรับผู้บริโภค.

ที่มา  BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ทหารยูเครนจับชาวจีน 2 คน ช่วยรัสเซียต่อสู้ในแคว้นโดเนตสก์

ทหารยูเครนจับชาวจีน 2 คน ช่วยรัสเซียต่อสู้ในแคว้นโดเนตสก์

9 เม.ย. 2568 06:23 น.

ทหารยูเครนจับชาวจีน 2 คน ช่วยรัสเซียต่อสู้ในแคว้นโดเนตสก์

เซเลนสกีอ้าง กองทัพยูเครนจับชาวจีนที่ร่วมต่อสู้ให้รัสเซียในแคว้นโดเนตสก์ได้ 2 คน และระบุด้วยว่า จำนวนที่แท้จริงอาจสูงกว่า 2 คนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวในวันอังคารที่ 8 เม.ย. 2568 ว่า กองทัพของพวกเขาจับกุมตัวชายจีน 2 คนที่ต่อสู้ให้กับกองทัพรัสเซียในแคว้นโดเนตสก์ ทางตะวันออกของประเทศได้ และว่าตามข้อมูลข่าวกรอง จำนวนทหารจีนในกองทัพรัสเซียมีเยอะกว่า 2 คนมาก

นี่นับเป็นครั้งแรกที่ยูเครนออกมากล่าวหาจีนว่าให้ความช่วยเหลือด้านกำลังคนแก่รัสเซีย โดยที่ทางฝ่ายรัสเซียกับจีนยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ

ตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่าน X นายเซเลนสกีระบุว่า ทหารของยูเครนต่อสู้กับทหารจีน 6 คน ในแคว้นโดเนตสก์ ก่อนจะจับตัวทหารจีนทั้ง 2 คนได้พร้อมกับเอกสารยืนยันตัวตนต่างๆ เช่น บัตรธนาคาร ซึ่งมีข้อมูลส่วนบุคคลเขียนอยู่ โพสต์ของเซเลนสกียังแนบวิดีโอแสดงให้เห็นชายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นทหารจีนที่ถูกจับกุมด้วย

นายเซเลนสกียืนยันว่า ตอนนี้ทหารจีนที่ถูกจับกำลังอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ซึ่งการสืบสวนข้อเท็จจริงยังดำเนินต่อไป และเขาเรียกให้สหรัฐฯ, ยุโรป และประเทศที่ต้องการสันติภาพทั่วโลก ออกมาแสดงการตอบสนอง

ด้าน น.ส.แทมมี บรูซ โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่ารายงานของฝ่ายยูเครนนั้นน่ากังวลมาก และเสริมว่า จีนเป็นผู้ที่ทำให้การรุกรานยูเครนของรัสเซียสามารถเป็นไปได้ ด้วยการจัดหาสิ่งของที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ 2 ทางแก่รัสเซีย เช่น อุปกรณ์นำทาง, ชิปเซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนไอพ่น

ขณะที่นาย อันดรี ไซบีฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของยูเครน เรียกตัวอุปทูตจีนประจำกรุงเคียฟ เข้าพบเพื่อขอคำอธิบายแล้ว และขอประณามการที่พลเมืองจีนมีส่วนร่วมในการทำสงครามกับยูเครน

ทั้งนี้เมื่อปีก่อน ยูเครนกับยุโรปกล่าวหาเกาหลีเหนือว่าส่งทหารกว่า 10,000 นายไปช่วยรัสเซียต่อสู้กับยูเครน แต่เซเลนสกีระบุว่า กรณีล่าสุดของทหารจีนนั้นแตกต่างออกไป

“มันมีความแตกต่างกัน ชาวเกาหลีเหนือสู้กับพวกเราในแคว้นคูร์ส (ของรัสเซีย) แต่ชาวจีนกำลังต่อสู้ในดินแดนของยูเครน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด หลังคาไนต์คลับในโดมินิกันพังถล่ม ทับคนดับ 58 ศพ เจ็บนับร้อยราย

สลด หลังคาไนต์คลับในโดมินิกันพังถล่ม ทับคนดับ 58 ศพ เจ็บนับร้อยราย

9 เม.ย. 2568 05:28 น.

สลด หลังคาไนต์คลับในโดมินิกันพังถล่ม ทับคนดับ 58 ศพ เจ็บนับร้อยราย

หลังคาไนต์คลับโดมินิกันพังถล่มขณะจัดคอนเสิร์ต ทับผู้คนนับร้อย ดับแล้ว 58 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 150 คน นักร้องยังสูญหาย อดีตนักเบสบอลไม่รอดชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุเพดานของอาคารไนต์คลับ “เจ็ต เซ็ต” (Jet Set) ในสาธารณรัฐโดมินิกันพังถล่ม เมื่อช่วงเช้ามืดวันอังคารที่ 8 เม.ย. 2568 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 58 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 150 คน โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 400 นายยังคงค้นหาผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังมาจนถึงตอนนี้

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่นาย รับบี เปเรซ นักร้องเพลงแนวเมอแรงเก (merengue) ชื่อดังของโดมินิกันกำลังแสดงคอนเสิร์ต โดยเขาเป็นหนึ่งในคนที่ยังติดอยู่ใต้ซากอาคาร

ขณะที่มีการยืนยันแล้วว่าหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือนาย ออคตาวิโอ โดเทล อดีตนักเบสบอลเมเจอร์ลีก อายุ 51 ปี และปัจจุบันเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในโดมินิกัน โดยเขาเสียชีวิตหลังจากถูกนำตัวออกจากใต้ซากอาคารและกำลังนำตัวส่งโรงพยาบาล

ทั้งนี้ เจ็ต เซ็ต เป็นไนต์คลับยอดนิยมในเมืองซานโต โดมิงโก ซึ่งจัดงานคอนเสิร์ตเต้นรำเป็นประจำในช่วงคืนวันจันทร์ โดยมีทั้งนักการเมือง, นักกีฬา และบุคคลสำคัญคนอื่นๆ เข้าร่วม

ผู้เสียชีวิตคนอื่นๆ ในเหตุการณ์นี้ ยังรวมถึง น.ส.เนลซี ครูซ ผู้ว่าราชการจังหวัด มอนเต คริสตี น้องสาวของนาย เนลสัน ครูซ อดีตนักเบสบอลชื่อดัง

คลิปวิดีโอที่ดูเหมือนจะถ่ายภายในไนต์คลับ แสดงให้เห็นว่า ผู้คนนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าเวที ในขณะที่รับบี เปเรซ กำลังทำการแสดง ขณะที่อีกคลิปแสดงให้เห็นว่า ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ติดกับเวทีพูดขึ้นมาว่า “บางอย่างตกลงมาจากเพดาน” และชี้นิ้วขึ้นไปด้านบน ซึ่งนายเปเรซก็เงยหน้ามองตามขึ้นไปด้วย

หลังจากนั้นไม่ถึง 30 วินาที ก็มีเสียงดังเกิดขึ้นแล้วภาพในคลิปก็กลายเป็นสีดำสนิท โดยมีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนว่า “พ่อ เกิดอะไรขึ้นกับพ่อ?”

หนึ่งในสมาชิกวงของนายรับบี เปเรซ บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า ในตอนเกิดเหตุไนต์คลับแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คน ก่อนที่เพดานจะถล่มลงมาในเวลาประมาณ 1.00 น. โดยตอนแรกตัวเขานึกว่าเกิดแผ่นดินไหว ขณะที่ลูกสาวของนายเปเรซยืนยันว่า พ่อของเธอเป็นหนึ่งในผู้ที่ยังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินเดียรวบหมอเก๊ สวมรอยเป็นแพทย์อังกฤษ ผ่าตัดคนไข้ตาย 7 ศพ

อินเดียรวบหมอเก๊ สวมรอยเป็นแพทย์อังกฤษ ผ่าตัดคนไข้ตาย 7 ศพ

9 เม.ย. 2568 04:26 น.

อินเดียรวบหมอเก๊ สวมรอยเป็นแพทย์อังกฤษ ผ่าตัดคนไข้ตาย 7 ศพ

ตำรวจอินเดียจับกุมชายคนหนึ่งผู้ถูกกล่าวหาว่า สวมรอยเป็นหมอชื่อดังชาวอังกฤษ และทำการผ่าตัดจนนำไปสู่การเสียชีวิตของคนไข้อย่างน้อย 7 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 8 เม.ย. 2568 ว่า ตำรวจในประเทศอินเดีย จับกุมตัวนาย นเรนทรา วิกรมทิตยา ยาดาฟ อายุ 53 ปี ในข้อหาฉ้อโกง, หลอกลวง และปลอมแปลงเอกสาร โดยกล่าวหาว่าชายคนนี้สวมรอยเป็นหมอชาวสหราชอาณาจักร และทำการผ่าตัดจนนำไปสู่การเสียชีวิตของคนไข้ถึง 7 ราย

นายยาดาฟ หรือเป็นที่รู้จักในชื่อหมอ เอ็น. จอห์น แคมม์ ทำงานเป็นหมอมาเกือบ 20 ปี และเคยเป็นแพทย์โรคหัวใจของโรงพยาบาลมิชชันนารีแห่งหนึ่งในรัฐมัธยประเทศ

ตำรวจกล่าวหานายยาดาฟว่า ใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ปลอม และเพิ่มชื่อของศาสตราจารย์ จอห์น แคมม์ ผู้เป็นแพทย์โรคหัวใจชั้นนำที่โรงพยาบาลเซนต์ จอร์จ ในสหราชอาณาจักร เข้าไปในชื่อของตัวเองเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ แต่นายยาดาฟปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ในวันจันทร์ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะโดนจับกุม นายยาดาฟส่งหนังสือแจ้งดำเนินคดีเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านรูปี ให้แก่บุคคลและสำนักพิมพ์หลายสิบคน/แห่ง ที่อ้างว่าเขาสวมรอยเป็นแพทย์โรคหัวใจคนอื่น

ด้านโรงพยาบาลมิชชันนารีในเมืองดามอห์ ซึ่งนายยาดาฟเคยทำงานอยู่ไม่กี่สัปดาห์ ยืนยันว่าพวกเขาไม่ระแคะระคายเลยว่าชายคนนี้เป็นหมอปลอม และว่าชายคนนี้ทำงานได้ดีและทำตัวเหมือนเป็นศาสตราจารย์ผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูง

ทั้งนี้ เรื่องการสวมรอยของนายยาดาฟเริ่มแดงออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อคณะกรรมการสวัสดิภาพเด็กในเมืองดามอห์ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเสียชีวิตของคนไข้ 7 รายต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และตรวจสอบหนังสือรับรองของนายยาดาฟผ่านโลกออนไลน์และพบว่า เขาถูกฟ้องร้องดำเนินคดีใน 3 รัฐเป็นอย่างน้อย

ผลการสืบสวนพบว่า นายยาดาฟลาออกจากโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์และหายตัวไปโดยไม่มีคำอธิบาย ก่อนที่เขาจะถูกตามจับกุมตัวได้ที่เมืองประยากราช ในรัฐอุตตรประเทศ เมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา (7 เม.ย.)

หัวหน้าตำรวจเมืองดามอห์บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า นายยาดาฟเคยรักษาคนไข้ทั้งหมด 64 กรณี รวมถึง 45 กรณีที่ต้องผ่าตัดขยายหลอดเลือด ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของคนไข้ 7 ราย โดยที่ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า ปริญญาของเขาเป็นของจริงหรือของปลอม แต่ตำรวจเชื่อว่าน่าจะมีการปลอมแปลง เนื่องจากเอกสารขาดข้อมูลสำคัญอย่าง เลขทะเบียนนักศึกษา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวตนของนายยาดาฟ โดยในปี 2562 เขาโพสต์บล็อกอ้างว่า เคยฝึกฝนกับ ศ.เอ. จอห์น แคมม์ และเคยทำงานเป็นแพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด ที่โรงพยาบาลเซนต์ จอร์จ ในปี 2545

นายยาดาฟอ้างอีกว่า เขากลับมาอินเดียในปี 2546 และทำงานที่โรงพยาบาลโรคหัวใจชั้นนำในกรุงนิวเดลี จากนั้นยังได้ไปทำงานในอีกหลายประเทศทั้ง สหรัฐฯ, เยอรมนี และสเปน

ขณะที่โพสต์ในปี 2564 ของนายยาดาฟ เขาระบุว่ากำลังพัฒนาศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จอห์น แคมม์ ที่มีเตียงรองรับผู้ป่วยได้ถึง 5,000 เตียงในรัฐราชสถาน

ในปี 2566 นายยาดาฟสร้างบัญชีผู้ใช้ X โดยใช้ชื่อว่า “ศ.เอ็น จอห์น แคมม์” และมีหลายโพสต์ที่กลายเป็นไวรัลจนทำให้ ศ.จอห์น แคมม์ ตัวจริงต้องออกแถลงการณ์เพื่อชี้แจงว่า นั่นไม่ใช่บัญชีของเขา และเขากำลังถูกสวมรอย

ตำรวจเผยด้วยว่า นายยาดาฟตกเป็นเป้าหมายการสืบสวนอื่นๆ ของเจ้าหน้าที่หลายครั้ง เช่นในปี 2562 เขาถูกจับกุมข้อหาลักพาตัวหมอชาวอังกฤษที่เขาเชิญมา เพื่อทำงานร่วมกับที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองไฮเดอราบัด

ย้อนกลับไปในปี 2557 คณะกรรมการตรวจสอบทางการแพทย์ของอินเดีย สั่งระงับใบประกอบวิชาชีพของนายยาดาฟเป็นเวลา 5 ปี โทษฐานประพฤติมิชอบในอาชีพ นอกจากนั้นเขายังเคยถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงและหลอกลวงในปี 2556 ที่รัฐอุตตรประเทศ แต่ศาลยกฟ้อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ จ่อบังคับใช้ภาษีต่างตอบแทน ยืนยัน จะตั้งกำแพงภาษีจีน 104%

สหรัฐฯ จ่อบังคับใช้ภาษีต่างตอบแทน ยืนยัน จะตั้งกำแพงภาษีจีน 104%

9 เม.ย. 2568 03:14 น.

สหรัฐฯ จ่อบังคับใช้ภาษีต่างตอบแทน ยืนยัน จะตั้งกำแพงภาษีจีน 104%

โฆษกทำเนียบขาวยืนยัน สหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้ภาษีต่างตอบแทนในวันที่ 9 เม.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยที่จีนจะถูกตั้งกำแพงภาษีรวม 104% ฐานไม่ยอมถอนมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2568 น.ส.แคโรไลน์ เลวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยืนยันในการแถลงข่าวว่า มาตรการภาษีต่างตอบแทนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 0.01 น. วันที่ 9 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่นเป็นต้นไป โดยประเทศจีนจะถูกเก็บภาษี 104%

ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ 2 เม.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการจะเก็บ “ภาษีต่างตอบแทน” (reciprocal tariff) ต่อสินค้าของหลายสิบประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้าด้วยมากที่สุด ในอัตราแตกต่างกันไป โดยจีนจะถูกเรียกเก็บที่ 34%

อย่างไรก็ตาม จีนถูกสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีอยู่แล้ว 20% ตั้งแต่เมื่อ 2 เดือนก่อน ส่งผลให้กำแพงภาษีที่จีนจะเผชิญจริงๆ คือ 54% ทำให้เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ จีนประกาศมาตรการตอบโต้ โดยจะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ทั้งหมด ในอัตรา 34% เริ่ม 10 เม.ย.

แต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (7 เม.ย.) โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะเพิ่มกำแพงภาษีจีนอีก 50% หากจีนไม่ถอนมาตรการตอบโต้ดังกล่าวภายในวันอังคาร แต่จีนยืนยันว่าจะสู้จนถึงที่สุด และจะบังคับใช้มาตรการตอบโต้หากสหรัฐฯ ยังคงเลือกเดินบนเส้นทางที่ผิดแบบนี้

แถลงการณ์ของ น.ส.เลวิตต์ เป็นการยืนยันว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจทำตามคำขู่ของเขาโดยจะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากจีนบางรายการรวมสูงถึง 104% โดยเธอระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์เชื่อว่าจีนต้องการจะทำข้อตกลง และเป็นความผิดพลาดของจีนที่เลือกจะตอบโต้

เมื่อถูกถามว่านายทรัมป์จะมีเงื่อนไขอะไรในการเจรจากับ สี จิ้นผิง ผู้นำจีนเพื่อทำข้อตกลงทางการค้า น.ส.เลวิตต์ ตอบว่า หากจีนติดต่อมา นายทรัมป์จะยินดีอย่างยิ่ง แต่เขาจะทำงานเพื่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน

อนึ่ง น.ส.เลวิตต์ เปิดเผยด้วยว่า ตอนนี้มีประเทศต่างๆ เกือบ 70 ประเทศแล้วที่ติดต่อสหรัฐฯ เพื่อขอเจรจาทางการค้า ขณะที่การตัดสินใจว่าประเทศใดจะได้รับการลดอัตราภาษีหรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แต่เพียงผู้เดียว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกียืนยัน ทหารยูเครนเข้าสู่แคว้นเบลโกรอดของรัสเซียแล้ว

เซเลนสกียืนยัน ทหารยูเครนเข้าสู่แคว้นเบลโกรอดของรัสเซียแล้ว

8 เม.ย. 2568 23:00 น.

เซเลนสกียืนยัน ทหารยูเครนเข้าสู่แคว้นเบลโกรอดของรัสเซียแล้ว

เซเลนสกี ยืนยันเป็นครั้งแรกว่า ทหารของยูเครนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในแคว้นเบลโกรอดของรัสเซีย โดยอ้างว่าเป้าหมายหลักคือปกป้องชายแดนของแคว้นที่อาณาเขตติดกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนยืนยันเป็นครั้งแรกในวันที่ 7 เม.ย. 2568 ว่า ทหารของยูเครนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในแคว้นเบลโกรอดของรัสเซีย และย้ำว่านี่คือการตอบสนองอย่างเป็นธรรมต่อการรุกรานของรัสเซียที่ดำเนินมาจนถึงตอนนี้

“เรายังคงมีปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดนในดินแดนของศัตรูต่อไป และนี่คือความยุติธรรมอย่างที่สุด สงครามต้องกลับไปยังที่ที่มันกำเนิดมา” เซเลนสกีกล่าว โดยคอมเมนต์ของเขายังสื่อถึงปฏิบัติการในแคว้นคูร์สค์ของรัสเซีย ซึ่งยูเครนส่งทหารเข้าไปโจมตีเมื่อปีก่อน และยึดครองพื้นที่ขนาดเล็กเอาไว้ได้

ผู้นำยูเครนย้ำด้วยว่า เป้าหมายหลักของปฏิบัติการในเบลโกรอดคือ การปกป้องชายแดนแคว้นซูมีกับแคว้นคาร์คิฟ และเพื่อผ่อนคลายแรงกดดันในพื้นที่แนวหน้าการปะทะ โดยเฉพาะในแคว้นโดเนตสก์ทางตะวันออกของประเทศ

ทั้งนี้ แคว้นซูมีมีพรมแดนติดต่อกับทั้งแคว้นคูร์สค์และเบลโกรอด ขณะที่ชายแดนส่วนใหญ่ของแคว้นคาร์คิฟติดกับแคว้นเบลโกรอด

กองทัพรัสเซียออกมาเปิดเผยตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้วว่า ทหารยูเครนพยายามจะข้ามพรมแดนเข้าสู่แคว้นเบลโกรอด แต่ในตอนนั้นพวกเขาสามารถตีโต้การบุกรุกกลับไปได้ และพื้นที่ดังกล่าวล้ำเข้าไปในดินแดนของรัสเซียเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ปัจจุบัน สงครามในยูเครนกำลังเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว โดยรัสเซียยึดครองพื้นที่ของยูเครนเอาไว้ถึง 20% ขณะที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามหาทางยุติสงครามให้ได้โดยเร็วที่สุด และเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพมาตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ยังแทบไม่มีความคืบหน้า

รัฐบาลรัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาจากฝ่ายสหรัฐฯ และยุโรป ที่ว่าพวกเขากำลังเตะถ่วงความพยายามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ขณะที่นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวในวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า เขาไม่พอใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมกล่าวหารัสเซียว่ากำลังทิ้งระเบิดอย่างเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ตอนนี้ อนึ่ง เมืองครีวีรีห์ (Kryvyi Rih) บ้านเกิดของนายเซเลนสกี ถูกโจมตีด้วยมิสไซล์เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 20 ศพ รวมถึงเด็ก 9 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc