วันนอร์’ของขึ้น!! ถึงกับลุกยืน พร้อมเรียก จนท.ระงับเหตุ หลัง‘ฝ่ายค้าน-เพื่อไทย’ไม่จบชิงเสนอญัตติ

วันนอร์’ของขึ้น!! ถึงกับลุกยืน พร้อมเรียก จนท.ระงับเหตุ หลัง‘ฝ่ายค้าน-เพื่อไทย’ไม่จบชิงเสนอญัตติ

วันนอร์’ของขึ้น!! ถึงกับลุกยืน พร้อมเรียก จนท.ระงับเหตุ หลัง‘ฝ่ายค้าน-เพื่อไทย’ไม่จบชิงเสนอญัตติ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.35 น.

สภาฯเดือดปุดๆ! เกมชิงแข่งเสนอญัตติกลางสภาฯลามหนัก ปะทะคารมไม่หยุดจน ‘ประธานวันนอร์’ถึงกับอารมณ์ขึ้นเอามือเท้าเก้าอี้ท้าประท้วงมาเลย ก่อนลุกขึ้นยืนสยบวุ่นวาย สุดท้ายชี้ขาดลงมติตัดสินเสียงข้างมาก 252 ต่อ 144 หนุนพิจารณาญัตติดัน’ระเบียบวาระร่างกม.สถานบันเทิงครบวงจร‘ขึ้นมาอยู่ลำดับต้น 

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (เป็นพิเศษ) ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังมีการสั่งพักการประชุมไปเป็นเวลาประมาณ 30 นาที เนื่องจากตกลงกันไม่ได้ในการเสนอญัตติจำนวน 2 ญัตติขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกันนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ลุกขึ้นเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามาตรการในการจัดการผลกระทบจากแผ่นดินไหวอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป โดยมีสมาชิกยกมือรับรองถูกต้อง

จากนั้นนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้เสนอญัตติให้เปลี่ยนระเบียบวาระการประชุม จำนวน 4 เรื่อง โดยหนึ่งในนั้นได้ขอนำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ….  หรือร่างพ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ตามระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ 15 ขึ้นมาอยู่ในระเบียบวาระลำดับต้น ต่อทันที 

จนทำให้เกิดการโต้เถียงกัน โดยสส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยืนยันว่า เป็นการเสนอญัตติซ้อนญัตติ ดังนั้นต้องพิจารณาไปตามลำดับ คือพิจารณาญัตติด่วนแผ่นดินไหวก่อน ขณะที่ฝ่ายสส.พรรคร่วมรัฐบาล มองว่า ญัตติที่เสนอเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมา ไม่ใช่เป็นการเสนอขึ้นมาแล้วจะพิจารณาเลย แต่เป็นการเสนอเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมา เพื่อให้ทันการพิจารณาในวันที่ 9 เม.ย.นี้ โดยจะใช้เวลาเพียงไม่นาน จากนั้นจึงค่อยพิจาณาญัตติด่วนแผ่นดินไหว ที่น่าจะมีผู้สนใจอภิปรายจำนวนมาก และใช้เวลานาน นอกจากนี้ยังเสนอให้ลงมติตัดสินว่าจะพิจารณาญัตติใดก่อนหรือหลัง

โดยนายวันมูหะมัดนอร์ แจ้งว่า มี 2 ญัตติที่เสนอขึ้นมาถูกต้องตามข้อบังคับ มีผู้รับรองถูกต้อง ทั้ง 2 เรื่องมีความจำเป็นทั้งคู่ แต่เสนอมาพร้อมๆ กัน โดยญัตติแรกที่มีการเสนอยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณา ทำให้ยังมีการตกลงกันไม่ได้ จึงขอถามที่ประชุมว่าหลังจากพักการประชุมไปแล้ว มีความคืบหน้าในข้อสรุปอย่างไร

ทั้งนี้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นชี้แจงว่า ญัตติขอเลื่อนระเบียบวาระที่เป็นกฎหมายตามข้อบังคับจะมีผลในครั้งถัดไป จึงใช้เวลาไม่เยอะประมาณ 10 นาที จากนั้นจะได้พิจารณาญัตติของผู้นำฝ่ายค้านที่เป็นเรื่องสำคัญของประชาชนต่อไป

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า หากขอถอนญัตติใดออกไปก่อนจะไม่ต้องลงมติ ซึ่งหากถอนญัตติขอเลื่อนระเบียบวาระออกไปเพื่อให้ญัตติด่วนเรื่องแผ่นดินไหวก่อน และเมื่อพิจารณาเสร็จจึงเสนอญัตติเลื่อนระเบียบวาระ ทำให้นพ.ชลน่าน แย้งว่า “ต้องให้มีการลงมติเพื่อตัดสินในเรื่องดังกล่าว

ด้านนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน อภิปรายว่า ขณะนี้มี 2 ญัตติ หากขอให้ลงมติจะเป็นไปตามข้อบังคับข้อใด แต่หากมีการเสนอญัตติที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวอีกจะลงมติอย่างไร และจะทำให้ญัตติตกไปหรือไม่ ดังนั้นขอให้ยึดขั้นตอน คือ เมื่อผู้นำฝ่ายค้านเสนอญัตติ ประธานสภาฯ ต้องถามว่ามีใครเห็นเป็นอื่นหรือไม่ ซึ่งวิธีการตอนนี้ คือให้นายอนุสรณ์ ถอนญัตติเพื่อให้ประธานสภาฯ ทำให้เป็นไปตามข้อบังคับ ขณะที่สส.พรรคประชาชน เสนอให้สภาฯ พิจารณาญัตติเรื่องแผ่นดินไหวก่อน ส่วนญัตติเลื่อนระเบียบวาระให้ดำเนินการทีหลัง

อย่างไรก็ดีที่ประชุมยังคงถกเถียง เนื่องจากพรรคเพื่อไทยไม่ยอมถอนญัตติ และขอให้สภาฯ ตัดสินด้วยการโหวต ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลสนับสนุนให้พิจารณาเรื่องเลื่อนระเบียบวาระก่อนเพราะใช้เวลา 5 นาที และต่อด้วยญัตติด่วนเรื่องแผ่นดินไหว ซึ่งบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างวุ่นวาย มีการพาดพิงกันไปมาจนเกิดการปะทะคารมระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล กับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ ต้องรีบปิดไมค์ และขอให้สมาชิกนั่งลงอยู่ในความสงบ และจึงวินิจฉัยให้ลงมติเพื่อตัดสินทันที 

ทว่าไม่สามารถลงมติได้ เนื่องจากว่า สส.พรรคประชาชน ยังประท้วง และพาดพิงการอภิปรายของสส.พรรครัฐบาล รวมถึงประท้วงการทำหน้าที่ของประธานสภาฯ จนทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ ถึงกับต้องนั่งเอาแขนเท้าเก้าอี้ประธานฯ แล้วพูดอย่างมีอารมณ์ว่า ”จะประท้วงเรื่องอะไร ผมทำผิดข้อบังคับข้อไหน เอาเลย เอาเลย มา“ แต่สถานการณ์ก็ยังบานปลายไม่จบ จนนายวันมูหะมัดนอร์ ต้องลุกขึ้นยืนเพื่อสงบความขัดแย้งในห้องประชุมพร้อมกับเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเข้ามาควบคุมความสงบ 

ทั้งนี้นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า “ผมรู้ความประสงค์เป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้มีการลงมติเกิดขึ้น ซึ่งการประชุมสภาฯ ต้องใจเย็นๆ และพูดจากัน เพื่อให้การเดินหน้าประชุมทำได้” 

จากนั้นได้ให้ที่ประชุมลงมติตัดสิน โดยเสียงข้างมาก 252 เสียงเห็นด้วยกับการเสนอญัตติของสส.นายอนุสรณ์ ขณะที่ 144 เสียง สนับสนุนการเสนอญัตติของผู้นำฝ่ายค้าน จากนั้นได้ให้นายอนุสรณ์ เสนอญัตติซ้ำอีกครั้ง และให้การประชุมต่อไป

‘มท.1’ยันจากนี้’ผู้ว่าฯ-นายก อบจ.’ทั่วประเทศ ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน

'มท.1'ยันจากนี้'ผู้ว่าฯ-นายก อบจ.'ทั่วประเทศ ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน

‘มท.1’ยันจากนี้’ผู้ว่าฯ-นายก อบจ.’ทั่วประเทศ ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.11 น.

‘มท.1’ยันจากนี้’ผู้ว่าฯ-นายก อบจ.’ทั่วประเทศ ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน พร้อมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างรวดเร็ว พร้อมชี้นิ้วใช่เลยใส่แบล็กดรอป’นายกฯอิ๊งค์’บอก’ให้หมดใจท่านน่ารักจะตาย’

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2568 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างท้องถิ่นกับผู้ว่าราชการจังหวัด ว่า มีความสำคัญมาก เพราะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายกอบจ.) มาจากการเลือกตั้ง เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนที่จะมาทำงาน ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นตัวแทนของรัฐบาลในการลงไปบริหารจัดการจังหวัด ถ้าสองส่วนนี้ทำงานด้วยกันได้ด้วยความเข้าใจ ความสามัคคี และมีเป้าหมายร่วมกันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ และประชาชน ซึ่งจะเป็นแรงบวกมหาศาล     

“ที่ผ่านมาการเลือกตั้งนายกอบจ.ทั่วประเทศ เพิ่งมีการรับรองกันไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายกอบจ. ที่เพิ่งได้รับการรับรองเข้ามาได้ผูกความสามัคคีกันเพื่อรับใช้ประชาชน จึงเป็นที่มาของการสัมมนาร่วมกันในวันนี้” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า การเลือกพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์มีความสำคัญอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า จังหวัดบุรีรัมย์เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีการพัฒนาเมืองจากเมืองผ่านเป็นเมืองหลักขึ้นมาได้ อย่างน้อยแต่ละจังหวัดอาจจะมีพื้นฐานไม่เหมือนกัน แต่โครงสร้างในการพัฒนาเมืองอาจจะใช้จังหวัดบุรีรัมย์เป็นโมเดลตั้งต้นแล้วนำไปประยุกต์เพิ่มเติมต่อยอด ใส่เอกลักษณ์อัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดเพื่อพัฒนาต่อไป ให้ทุกคนเห็นว่าจังหวัดที่เคยตำน้ำกิน กินน้ำตำ ยังสามารถพลิกโฉมขึ้นมาได้ จากนั้นจังหวัดอื่นๆที่มีความเจริญมีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว เขาก็ต่อยอดให้มั่นคงมากขึ้น จะได้ไม่มีใครพูดว่าเป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้ยากหรือไม่ได้ทำ

เมื่อถามว่า การทำงานของท้องถิ่นกับรัฐบาลต่อไปจะเชื่อมโยงกันมากขึ้นใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถูกต้อง เมื่อฝ่ายข้าราชการประจำคือผู้ว่าราชการจังหวัด กับนายกอบจ. ต่างก็อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น คนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ต้องทำให้สองส่วนนี้คิดเหมือนกันเป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติเกิดขึ้นได้โดยเร็ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการมอบนโยบาย  นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินมาถ่ายภาพแบคดรอปซึ่งเป็นรูป น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับตัวเอง ที่สวมใส่ผ้าไทยสีเขียว 

โดยนายอนุทิน ได้ชูนิ้วโป้งและชี้นิ้ว ทำสัญลักษณ์“ใช่เลย” ใส่รูปของนายกรัฐมนตรีและตนเอง  ผู้สื่อข่าวจึงสอบว่า เจอตัวจริงให้ใจหรือไม่ นายอนุทิน ถึงกับร้อง “อุ้ย พร้อมบอกให้หมดใจอยู่แล้ว ท่านน่ารักจะตาย” 

ประดาบก็เลือดเดือด! เบรกประชุมสภา‘ฝ่ายค้าน-รัฐบาล’ซัดกันนัวปม‘ญัตติซ้อนญัตติ’

ประดาบก็เลือดเดือด! เบรกประชุมสภา‘ฝ่ายค้าน-รัฐบาล’ซัดกันนัวปม‘ญัตติซ้อนญัตติ’

ประดาบก็เลือดเดือด! เบรกประชุมสภา‘ฝ่ายค้าน-รัฐบาล’ซัดกันนัวปม‘ญัตติซ้อนญัตติ’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.35 น.

ประดาบก็เลือดเดือด! ‘ฝ่ายค้าน’ลุกเสนอญัตติด่วนถกผลกระทบ‘แผ่นดินไหว’เจอ‘ฝ่ายรัฐบาล’ลุกชงญัตติขยับเลื่อนระเบียบวาระ‘ร่างพ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร’ตามมาทันที โวยแหลกไม่หยุด‘ญัตติซ้อนญัตติ’ ด้าน‘หมอชลน่าน’บลัฟคำโต‘เสียงข้างมาก’ถูกที่สุด เจอ‘ปกรณ์วุฒิ’ซัดกลับอันตรายกับประชาธิปไตยอย่างมาก สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ สั่งเบรกพักประชุม

3 เม.ย.2568 เมื่อเวลา 13.35 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (เป็นพิเศษ) ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2  ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลักจากที่ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ลักษณะการปกครองท้องที่ (ฉบับที่..) พ.ศ. …. วาระแรก ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาจำนวน31คน จากนั้นกำลังจะเข้าสู่ระเบียบวาระต่อไป แต่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ลุกขึ้นเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามาตรการในการจัดการผลกระทบจากแผ่นดินไหวอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป โดยมีสมาชิกยกมือรับรองถูกต้อง

จากนั้นประธานฯได้แจ้งว่าผู้มีเสนอญัตติด่วน และมีผู้รับรองถูกต้อง แต่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นเสนอญัตติให้เปลี่ยนระเบียบวาระการประชุม จำนวน4เรื่อง โดยหนึ่งในนั้นได้ขอนำร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ….  หรือร่างพ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ตามระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ 15 ขึ้นมาอยู่ในระเบียบวาระลำดับต้น

ทำให้นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคประชาชน ในฐานะฝ่ายค้าน ลุกขึ้นประท้วงว่าเป็นการเสนอญัตติที่ไม่ชอบ ขอให้ประธานฯวินิจฉัย ทำให้นายภราดร ประธานการประชุวินิจฉัยว่า การเสนอญัตติด่วนของนายณัฐพงษ์ และการเสนอญัตติขอเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุม ของนายอนุสรณ์ ทำถูกต้องข้อบังคับทั้งคู่ ดังนั้นจะถือว่ามี2ญัตติ ขอให้ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ไปเจรจากันก่อนได้หรือไม่

ทำให้นายชุติพงศ์ หารือว่า เมื่อมีการเสนอญัตติด่วนด้วยด้วยวาจาไปแล้ว1ญัตติ และมีการเสนอญัตติที่2ที่เป็นคนละลักษณะกัน โดยเฉพาะญัตติเรื่องแผ่นดินไหว มีความสำคัญมาก สังคมให้ความสนใจ ทุกคนต้องการทราบข้อมูลและที่จะมีการเสนอแนะไปยังรัฐบาล แต่ทำไมต้องเร่งรัดนำเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ขึ้นมาในเวลานี้ ประธานต้องวินิจฉัยว่าเป็นการเสนอญัตติซ้อนญัตติหรือไม่

ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้านฯ หารือว่า ตามหลักการการเสนอญัตติ หากเป็นเรื่องเดียวกัน แต่มีความเห็นต่างสามารถมัดรวมเพื่อมาลงคะแนนเสียงโหวตคนละเรื่องกันได้ แต่ที่มีการเสนอญัตติของเปลี่ยนระเบียบวาระแม้จะดำเนินการตามสิทธิที่เป็นไปตามข้อบังคับ แต่เป็นคนละเรื่องกับที่ตนเสนอ ดังนั้นตามกระบวนการที่ถูกต้องจะต้องมีการวินิจฉัย และมีมติในสภาฯก่อนว่าจะอนุมัติให้มีการพิจารณาญัตติด่วนเรื่องแผ่นดินไหวในวันนี้ก่อนหรือไม่ ก่อนที่จะไปดำเนินการเรื่องอื่นๆ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการเสนอญัตติซ้อนญัตติ เช่นเดียวกับนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เห็นตรงกับผู้นำฝ่ายค้านฯ คือให้พิจารณาไปตามลำดับ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเจรจากัน ยืนยันว่าเรื่องแผ่นดินไหวสำคัญที่สุดในเวลานี้

ทำให้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย เสนอว่า เรื่องแผ่นดินไหวมีการหารือกันไปบ้างแล้ว น่าจะหาทางออกได้ แต่การอภิปรายญัตติเกี่ยวกับผลกระทบจากแผ่นดินไหว เชื่อว่ามีสมาชิกสนใจจำนวนมาก และอาจจะใช้เวลาอภิปรายเยอะ แต่ญัตติด่วนเพื่อขอเลื่อนระเบียบวาระเป็นญัตติเพื่อเลื่อนขึ้นมาพิจารณาในสัปดาห์ต่อไป ไม่ใช่เลื่อนขึ้นมาพิจารณาในวันนี้ จึงเห็นควรให้มาลงมติในญัตติขอเลื่อนระเบียบวาระก่อน จากนั้นค่อยพิจารณาญัตติเรื่องแผ่นดินไหว สภาฯจะได้ทำหน้าที่อย่างสวยงาม ตามสิ่งที่ประชาชนติดตามอยู่

“ถ้ามาแย่งชิงกันในจังหวะแบบนี้มันไม่จบ อาศัยจังหวะขึ้นมาเสนอ แล้วซีกนี้จะต้องยอม ถ้าไม่ยอมประชาชนด่าว่าไม่เห็นความสำคัญของแผ่นดินไหว มันเป็นวิธีการที่ไม่สง่างาม ไม่เหมาะสม ความเป็นจริงของซีกรัฐบาลที่จะนำกฎหมายเชิงนโยบายเข้าก็เป็นซีกของเสียงข้างมาก” นพ.ชลน่าน กล่าว พร้อมเสนอให้มีการโหวตลงมติว่าจะนำญัตติใดขึ้นมาพิจารณาก่อน ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่า ในสภาฯแห่งนี้เสียงข้างมากถูกที่สุด

ส่วนนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) ลุกขึ้นโต้นพ.ชลน่านที่ระบุ ญัตติด่วนเรื่องแผ่นดินไหว คงจะมีผู้สนใจอภิปรายจำนวนมาก โดยกล่าวว่า ตนไม่เข้าใจว่าหากมีการอภิปรายจำนวนมาก แล้วมันจะทำไม ตนก็อยู่ จนถึงสองทุ่มสามทุ่มก็อยู่ หรือจะยอมรับว่าในช่วงสองทุ่มสามทุ่มฝั่งนั้นจะไม่มีคนอยู่ลงมติ ขอให้พูดกันมาตรงๆเลย ยืนยันว่าต้องมีการวินิจฉัยว่าเป็นญัตติซ้อนญัตติหรือไม่ หากให้มีการโหวตว่าจะมีการพิจารณาญัตติใดก่อนหลัง จะทำให้ญัตติเรื่องแผ่นดินไหวของผู้นำฝ่ายค้านตกไปหรือไม่ แล้วที่บอกว่าเสียงข้างมากถูกต้องที่สุด มันอันตรายกับประชาธิปไตยอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ สส.พรรคร่วมรัฐบาล และสส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยังเห็นไม่ตรงกัน และมีการโต้เถียงกันไม่จบ โดยนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ลุกขึ้นเสนอให้มีการลงมติทั้ง2ญัตติเพื่อให้นำมาพิจารณา แต่ควรนำญัตติเรื่องแผ่นดินไหว ขึ้นมาพิจารณาก่อนญัตติขอเลื่อนระเบียบวาระร่างพ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ประชาชนเดือดร้อน เพื่อให้สส.เสนอความเห็นเพื่อส่งให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนประชาชน แล้วค่อยมาพิจารณาญัตติเลื่อนระเบียบวาระฯ อย่างไรก็ตาม สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยืนยันว่าจะไม่เจรจาพูดคุยกับฝั่งสส.พรรคร่วมรัฐบาล โดยขอให้มีการพิจารณาไปตามที่ผู้นำฝ่ายค้านเสนอญัตติเรื่องแผ่นดินไหว

จากนั้นนายภราดร ที่เห็นว่ายังตกลงกันไม่ได้ จึงได้สั่งพักการประชุมเป็นเวลา10นาที เพื่อเปิดทางให้ทั้ง 2 ฝ่ายไปการเจรจาตกลงกัน

‘อนุทิน’มอง‘นายกฯ’ลงพื้นที่ สร้างมิติใหม่เปิดพื้นที่‘ผู้ว่าฯ-อบจ.’หารือแก้ปัญหาปชช.

‘อนุทิน’มอง‘นายกฯ’ลงพื้นที่ สร้างมิติใหม่เปิดพื้นที่‘ผู้ว่าฯ-อบจ.’หารือแก้ปัญหาปชช.

‘อนุทิน’มอง‘นายกฯ’ลงพื้นที่ สร้างมิติใหม่เปิดพื้นที่‘ผู้ว่าฯ-อบจ.’หารือแก้ปัญหาปชช.

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.23 น.

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 ที่ จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ จะทำให้ภาพลักษณ์ระหว่างพรรคเพื่อไทย (พท.) กับพรรคภูมิใจไทย มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นหรือไม่ ว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มาในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านมีความตั้งใจจะมาพบผู้ว่าราชการจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งในแต่ละปีไม่ได้มีโอกาสแบบนี้เยอะ ที่จะรวมผู้คนที่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ แต่นายกฯ ก็เสียสละเวลามามอบนโยบาย และสร้างความคุ้นเคย อีกทั้งการที่นายกฯ มาวันนี้ สิ่งที่นายก อบจ.ส่วนใหญ่เกิดความสบายใจ คือ นายกฯ บอกว่าเวลาไปจังหวัดไหน ขอให้ผู้ว่าฯ และนายก อบจ.จัดเวลามาพบกับท่าน ซึ่งท่านจะมีเวลาให้ ตรงนี้เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้น

“นายกฯ ไปจังหวัดไหนๆ ทั่วประเทศแล้วผู้ว่าฯ กับนายก อบจ.ซึ่งถือว่าเป็นผู้บริหารจังหวัดนั้นๆ มาพบมาเล่าให้นายกฯ ฟังว่ามีปัญหาหรือมีความสำเร็จอะไรบ้าง ต้องการได้รับความสนับสนุนอะไรบ้างจากนายกฯ ถือเป็นการสื่อสารโดยตรง ก็จะเกิดความรวดเร็ว และความสะดวกในหลายมิติ” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า การเจอกันในวันนี้จะเป็นการประสานรอยร้าวหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มองทุกอย่างให้เป็นสิ่งที่ดี วันนี้เรามีอะไรเยอะแยะเราต้องมองอะไรให้เป็นบวก เพื่อที่ทุกคนจะได้มีกำลังใจ และกลับทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับส่วนรวม

แค่บอกให้ตรวจสอบ! ‘อนุทิน’ปัดเกาเหลา‘เอกนัฏ’กลางที่ประชุม‘ครม.’

แค่บอกให้ตรวจสอบ! ‘อนุทิน’ปัดเกาเหลา‘เอกนัฏ’กลางที่ประชุม‘ครม.’

แค่บอกให้ตรวจสอบ! ‘อนุทิน’ปัดเกาเหลา‘เอกนัฏ’กลางที่ประชุม‘ครม.’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.23 น.

“อนุทิน”ปัดเกาเหลา”เอกนัฏ”กลางที่ประชุม”ครม.” แจงแค่บอกให้ตรวจสอบ เชื่อบริษัทได้ตรา มอก.ก่อน”ขิง”รับตำแหน่งเป็น”รมว.”

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีได้รับรายงานเรื่องการพบสัญญาณชีพของผู้รอดชีวิต ที่จุดตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มหรือไม่ ว่า ก็มีรายงานเข้ามาตลอดเวลา ซึ่งวันนี้ตนได้บอกให้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ไม่ต้องมาร่วมงาน โดยให้ส่งตัวแทนมาร่วมงานแทน เพื่อให้อยู่ประจำสถานการณ์แผ่นดินไหวที่กรุงเทพฯ (กทม.) เราก็ทำงานกันอย่างเต็มที่ ขณะนี้การรับผิดชอบต่อสถานการณ์เป็นไปตามกฎหมายทุกอย่าง และมีผู้ว่าฯ กทม.เป็นผู้รับผิดชอบ สั่งการตามดุลยพินิจในการแก้ไข เยียวยา กอบกู้ชีวิตของประชาชน

เมื่อถามถึงบริษัทร่วมค้าของประเทศจีนที่ร่วมงานกับทางรัฐบาล ในกระทรวงอื่นๆ นั้น มีการรับงานของกระทรวงมหาดไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ของกระทรวงมหาดไทยเช็คดูแล้ว เห็นมีการทำงานร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งขณะนี้มีการตรวจสอบอยู่ หากมีสิ่งที่บอกเหตุว่าเป็นความเสี่ยง ก็จะต้องทำงานทันทีเหมือนกัน

เมื่อถามว่า ขณะนี้การตั้งคณะกรรมการสอบสวนของกระทรวงมหาดไทย มีผลการตรวจสอบเข้ามาคร่าวๆ แล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า คณะกรรมการสอบสวนจะดูเรื่องของการก่อสร้าง แบบ และวัสดุเป็นสำคัญ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบการก่อสร้างกับแบบการก่อสร้าง แต่ก็ต้องเอาวัสดุมาด้วย หน้างานจะเน้นเรื่องการช่วยเหลือผู้รอดชีวิตก่อน แม้จะผ่านไป 100 ชั่วโมงแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังมีความหวังอยู่ ดังนั้น หากหน้างานตัดสินใจว่าจะต้องให้ความสำคัญ กับการค้นหาผู้รอดชีวิตเป็นลำดับแรก การจะเข้าไปเก็บตัวอย่างก็ต้องรอ

เมื่อถามถึงมาตรการเยียวยา ได้มีการวางกรอบไว้แล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มาตรการเยียวยาช่วยเหลือ ในส่วนของรัฐบาลมีกฎอยู่แล้ว เราก็จะไปเร่งรัดว่าการสูญเสียส่วนใหญ่มาจากไซต์งานก่อสร้าง ซึ่งมีคนงาน มีลูกจ้าง ก็จะไปไล่ตามในเรื่องของประกันสังคม การชดใช้รวมถึงประกันภัยต่างๆ เพื่อให้เร่งจ่ายค่าสูญเสียทั้งหลายให้กับผู้ประสบภัย

เมื่อถามถึงกรณีที่กรมโยธาเข้าไปตรวจสอบตึก และพบว่าเข้าข่ายสีแดง สามารถเปิดเผยได้หรือไม่ว่ามีที่ไหนบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า จริงๆ ก็มีรายงานอยู่ แต่ตนจำชื่อไม่ได้ แต่ตึกเหล่านั้นกรมโยธาฯ ก็ไม่ได้ให้ใช้ และต้องเร่งเข้าไปเสริมความแข็งแกร่ง ต้องบอกกันตรงๆ ว่า หากสุดจะเยียวยาก็ต้องรื้อถอน แต่ถ้าซ่อมแซมให้มั่นคงได้ก็ต้องดำเนินการโดยเร็วเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย แต่การเข้าไปนั้นไม่สามารถทำได้อยู่แล้วยิ่งเป็นสีแดงก็ต้องแปะป้ายห้ามเข้า

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ยื่นภาพข่าวที่ปรากฏว่า นายอนุทิน ได้ติง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีเหล็กไม่ได้มาตรฐาน แต่มีเครื่องหมาย มอก.นั้น นายอนุทิน ตอบกลับทันทีว่า ไม่มีเลย ไม่ได้ติงเลย แค่บอกเฉยๆ ว่าให้ไปตรวจสอบด้วย เพราะว่านายเอกนัฏเพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งพร้อมนายกรัฐมนตรีประมาณ 6 เดือน ตนเชื่อว่ามาตรฐาน มอก.ที่ออกให้กับบริษัทเหล่านี้เกิดขึ้น ก่อนที่นายเอกนัฏจะเข้ามาดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว ตนจะไปติงได้อย่างไร เขียนแต่ละอย่าง และตนก็เข้าหน่วยงาน เข้าเยอะด้วย เข้าบ่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นข่าว ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า โครงการก่อสร้างของกระทรวงมหาดไทย ไม่มีสัญญาที่ทำร่วมกับบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10

‘วุฒิสภา’เปิดโครงการติวเข้ม’สว.-ทีมงาน’หวังนำ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล-ลดภาระงาน

'วุฒิสภา'เปิดโครงการติวเข้ม'สว.-ทีมงาน'หวังนำ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล-ลดภาระงาน

‘วุฒิสภา’เปิดโครงการติวเข้ม’สว.-ทีมงาน’หวังนำ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล-ลดภาระงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

สว.ไม่ตกขบวนเทคโนโลยี! ‘วุฒิสภา’เปิดโครงการติวเข้ม’สว.-ทีมงาน’ หวังนำปัญญาประดิษฐ์มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ลดภาระงาน พร้อมดึงนายกสมาคม AI ประเทศไทยเป็นกูรู

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมการวิชาการของวุฒิสภา ได้จัดการสัมมนาทางวิชาการภายใต้หัวข้อเรื่อง “เทคโนโลยี AI กับการสนับสนุนภารกิจด้านนิติบัญญัติ” โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้แก่สมาชิกวุฒิสภา ผู้ปฏิบัติงาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องในวงงานสภา 

นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ในฐานะประธานในพิธี ได้กล่าวถึงความสำคัญของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทและได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน AI เป็นการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถเรียนรู้ ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ สร้างความเข้าใจ ออกแบบ อำนวยความสะดวก และตัดสินใจได้คล้ายมนุษย์ โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อช่วยให้มนุษย์สามารถตัดสินใจในเรื่องที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้นด้วยข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์จาก AI ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจข้อมูลได้ง่าย และลดภาระการทำงานของมนุษย์ลง 

“การจัดสัมมนาครั้งนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นของวุฒิสภาในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้เท่าทันต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยี AI ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของฝ่ายนิติบัญญัติในอนาคต” รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง กล่าว

ด้านนายชิบ จิตนิยม อนุกรรมการเสริมสร้างความรู้ในวงงานนิติบัญญัติ ในคณะกรรมการวิชาการของวุฒิสภา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยี AI ในยุคปัจจุบัน ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้มุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมมีความรู้ความเข้าใจในศักยภาพของ AI ในการสนับสนุนภารกิจด้านนิติบัญญัติ รวมถึงการเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และฝึกปฏิบัติการใช้ AI แอปพลิเคชันพื้นฐาน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) เป็นวิทยากรหลักในการให้ความรู้และนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในบริบทของงานนิติบัญญัติ

เปิดชื่อ‘189 อดีตสว.’ แถลงต้านรัฐบาลดัน‘กม.กาสิโน’ พร้อมกาง 6 ข้อเตือน

เปิดชื่อ‘189 อดีตสว.’ แถลงต้านรัฐบาลดัน‘กม.กาสิโน’ พร้อมกาง 6 ข้อเตือน

เปิดชื่อ‘189 อดีตสว.’ แถลงต้านรัฐบาลดัน‘กม.กาสิโน’ พร้อมกาง 6 ข้อเตือน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.25 น.

เปิดชื่อ”189 อดีตสว.” แถลงต้านรัฐบาลดัน”กม.กาสิโน” กาง 6 ข้อเตือน!ไม้ขีดก้านเดียวทำไฟไหม้บ้านพินาศ

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 189 คน ออกแถลงการณ์กรณีที่รัฐบาลเร่งรีบบรรจุวาระร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า

คำแถลง​ของอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เรียนประธานรัฐสภา หัวหน้าพรรคการเมือง และพี่น้องประชาชนไทย เรื่องคัดค้านร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร และร่างกฎหมายการพนันออนไลน์ มีเนื่อหาดังนี้

ข้าพเจ้า อดีตสมาชิกวุฒิสภา ตามรายชื่อที่ปรากฏข้างท้ายนี้ ขอแถลงว่า ในฐานะประชาชนที่มีความห่วงใยประเทศชาติ และในฐานะผู้เคยทำหน้าที่นิติบัญญัติแห่งรัฐสภา มีความเห็นร่วมกันว่าร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) และร่างกฎหมายการพนันออนไลน์ ที่จะนำเข้าสู่การรับรองของสภาผู้แทนราษฎร ในระยะใกล้นี้ จะเป็นหายนะภัยอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ ประชาชน และต่ออนาคตของลูกหลานคนไทยทั้งปวง เราขอแสดงทัศนะ ดังนี้

1.กาสิโนและการพนัน ไม่ใช่นโยบายที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยประกาศรณรงค์ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แต่เป็นโครงการงอกขึ้นมาใหม่แบบผิดปกติ ซึ่งรัฐบาลกลับเห็นเป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญ โดยจะเร่งนำเข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้ทันก่อนปิดสมัยการประชุมสภา ในวันที่ 10 เมษายน 2568 ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องรอได้ เมื่อเทียบกับปรากฏการณ์แผ่นดินไหว เมื่อ 28 มีนาคม 2568 ที่ประชาชนทั้งประเทศตระหนกตกใจ และเรียกหามาตรการป้องกันภัยพิบัติในอนาคตอย่างเร่งด่วน แต่กลับไม่ได้รับความใส่ใจจากรัฐบาล

2.ข้ออ้างของรัฐบาล เรื่องจะใช้พื้นที่สำหรับกาสิโนเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถือว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอ เพราะกาสิโนมีฤทธิ์แรงร้ายที่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ​ไม้ขีดก้านเดียวทำให้ไฟไหม้บ้านพินาศทั้งหลังได้ การพนันออนไลน์ไม่ต้องมีพื้นที่ทางกายภาพแม้เพียงตารางนิ้วเดียว แต่ทำให้เหยื่อสิ้นเนื้อประดาตัวได้ เชื้อมะเร็งที่ปอดขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว แต่ก็ลุกลามทำลายร่างกายให้เจ็บและเสียชีวิตได้ พื้นที่มากน้อยจึงไม่สำคัญเท่าพิษสงของการพนัน

3.อำนาจการพิจารณาอนุญาตและการบริหารจัดการในรายละเอียด เช่น การกำหนดพื้นที่และสัดส่วน หลักเกณฑ์การควบคุมป้องกันอบายมุขอื่นๆ การเก็บภาษี การยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบ ค่าธรรมเนียมในอนาคต การตรวจสอบถ่วงดุล ฯลฯ เหมือนโอนลอยอำนาจไปอยู่ในมือของคณะกรรมการนโยบายที่เปิดทาง และเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีอำนาจ ทุจริตได้อย่างไร้ขอบเขตทำให้ไม่สามารถวางใจได้ว่าโครงการจะดำเนินไปอย่างโปร่งใสสุจริต ​มาตรฐานการป้องกันและตรวจสอบการทุจริตของไทยนั้น ไม่อาจเทียบได้เลยกับสิงคโปร์ ดังที่รับทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว

4.โครงการการพนันครบวงจรตามกฎหมายสองฉบับนี้ ไม่สามารถสร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจได้จริงตามที่กล่าวอ้างสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) ชี้ไว้แล้วว่า การพนันไม่ได้มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของ GDP เพราะปราศจากการผลิตใดๆ เป็นเพียงการย้ายเงินจากมือคนหนึ่งไปสู่มืออีกคนหนึ่งเท่านั้น ​การพนันจึงเป็นกิจกรรมเสี่ยง ที่สร้างนักพนันเสพติด ทำให้คนเล่นหรือเหยื่อหมดเนื้อหมดตัว มีแต่เจ้ามือที่ร่ำรวย ใครเล่นได้ก็เล่นซ้ำ เพราะอยากได้เพิ่ม คนเล่นเสียก็เล่นซ้ำเพราะต้องการ ทวงคืน​ไม่มีนักพนันคนไหนมั่งคั่งขึ้นมาจากการพนัน ตรงกันข้ามกลับต้องเป็นหนี้ ต้องขายทรัพย์สิน แม้แต่ต้องฆ่าตัวตายเพื่อหนีหนี้

5.แหล่งกาสิโนและการพนันออนไลน์ คือ ที่รวมของการฉ้อฉลคดโกงทั้งปวง เช่น คอลเซนเตอร์ นักหลอกลวงให้ลงทุน (Scammer)  อาชญากรข้ามชาติ ยาเสพติด ค้ามนุษย์ ค้าประเวณี โจร นักตีชิงวิ่งราว และเป็นแหล่งเพาะอบายมุขทั้งปวง ที่ชุมนุมกันอยู่ตามบ่อนชายแดนให้รู้เห็น กันโดยทั่วไป แล้วถึงขั้น รัฐบาลต้องตัดไฟ ตัดการสื่อสาร ตัดการส่งพลังงาน แล้วเหตุใดรัฐบาลยังไม่ตระหนักถึงมหันตภัยเหล่านี้

6.กาสิโนไม่ได้ทำให้ประเทศร่ำรวยจริงตามคำโฆษณาของรัฐบาล ฟิลิปปินส์มีกาสิโน 50 แห่ง นับตั้งแต่ 50 ปีก่อน อีก 3 ประเทศ เริ่มมีกาสิโนตั้งแต่ 30 ปีก่อน คือเมียนมาร์มี 230 แห่ง ลาวมี 2 แห่ง กัมพูชามี 150 แห่ง ​ถ้ากาสิโนทำให้ประเทศมั่งคั่งขึ้นมาจริง ผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านนับแสนนับล้านคน ทำไมต้องอพยพมาทำงานในประเทศไทย ​นักพนันมีแต่อนาคตที่จะวิบัติสถานเดียว ดังที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อ 100 กว่าปีล่วงมาแล้ว ว่า “ข้อที่เข้าใจกันว่าเล่นไม่สนุกนั้นไม่จริงเลย สนุกยิ่งกว่าอะไรๆ หมด ถ้าชาวบางกอกรู้ ได้ไปเล่นแล้ว ฉิบหายกันไม่เหลือ ถ้าหากไปถึงเมืองเราเข้าเมื่อไร จะรอช้าสักวันเดียวก็ไม่ควร ต้องห้ามทันที”

​ถ้ารัฐบาลเห็นว่า คนไทยทั้งประเทศสมควรตกเป็นทาสการพนัน ที่จะเสียไร่ เสียนา เสียรถ เสียทรัพย์สิน ครอบครัวพินาศ สังคมเสื่อมทราม ก็จงเดินหน้าต่อไป ​แต่ถ้ารัฐบาลตระหนักถึงบาปบุญ คุณโทษ ที่คนรุ่นหลังจะต้องเผชิญกับมรดกบาปของแผ่นดิน ก็จงน้อมรับพระราชปณิธานของพระพุทธเจ้าหลวงใส่เกล้าใส่กระหม่อมฯ ด้วยการถอนกฎหมาย ทั้ง 2 ฉบับ ออกไปโดยเร็วเถิด

ด้วยจิตคารวะและปรารถนาดี ลงชื่อ :

1. พล ต.อ.ประทิน สันติประภพ (สว.2543)
2. รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง (สว.2543)
3. พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ (สว.2543)
4. สมชาย แสวงการ (สว.2551,2554,2562)
5. รศ.แก้วสรร อติโพธิ (สว.2543)
6. ขวัญสรวง อติโพธิ (สว.2549)
7. ประสาร มฤคพิทักษ์ (สว.2551,2554)
8. พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ (สว.2551,2562)
9. มาลีรัตน์ แก้วก่า (สว.2543)
10.นพ.พลเดช ปิ่นประทีป (สว.2562)

11.สมชาย เสียงหลาย (สว.2562)
12.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม (สว.2562)
13.วัลลภ ตังคณานุรักษ์ (สว.2539,2543,2562)
14.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ (สว.2562)
15.วรารัตน์ อติแพทย์ (สว.2562)
16.นส. รสนา โตสิตระกูล (สว.2549,2551)
17.พลเอก วลิต โรจนภักดี (สว.2562)
18.สุนี  จึงวิโรจน์ (สว.2562)
19.พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ (สว.2562)
20.จินตนา ชัยยวรรณาการ (สว.2562)

21.กำพล เลิศเกียรติดำรงค์ (สว.2562)
22.รณวฤทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล (สว.2562)
23.รศ ดร.ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร (สว.2562)
24.พลเอก มารุต ปัชโชตะสิงห์ (สว.2562)
25.ผศ ดร. สมเกียรติ อ่อนวิมล (สว.2543)
26.รศ พญ พรพันธุ์ บุญรัตพันธุ์ (สว.2551,2554)
27. พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร (สว.2562)*
28. พิไลพรรณ สมบัติศิริ (สว.2554)
29.วิชัย ทิตตภักดี (สว.2562)
30.กอบกุล อาภากรณ์ ณ อยุธยา (สว.2562)

31.กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ (สว.2562)
32.ประดิษฐ์ เหลืองอร่าม (สว.2562)
33.คำนูณ สิทธิสมาน (สว.2551, 2554, 2562)
34.จิรชัย มูลทองโร่ย (สว.2562)
35.นพ.ทวีวงษ์ จุลกมนตรี (สว.2562)
36.พิชัย ขำเพชร (สว.2543)
37.วีระพล วัชรประทีป (สว.2543)
38.จัตุรงค์ เสริมสุข (สว.2562)
39.ศ.พิเศษ กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ (สว.2562)
40.หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล (สว.2562)

41.จรินทร์ จักกะพาก (สว.2562)
42.ทพ. อนุศักดิ์ คงมาลัย (สว.2551,2562)
43.ประพันธ์ คูณมี (สว.2562)
44.อภิรดี ตันตราภรณ์ (สว.2562)
45.บรรชา พงศ์อายุกูร (สว.2551,2562)
46.อนุมัติ อาหมัด (สว.2562)
47.เพ็ญพักตร์ ศรีทอง (สว.2562)
48.อำพล จินดาวัฒนะ (สว.2562)
49.ถาวร เทพวิมลเพชรกุล) (สว.2562)
50.จเด็จ อินสว่าง (สว.2562)

51.พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ (สว.2562)
52.วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี (สว.2562)
53.มหรรณพ เดชวิทักษ์ (สว.2554,2562)
54.เสรี สุวรรณภานนท์ (สว.2562)
55.วิทวัส บุญญสถิตย์ (สว.2551,2554)
56.มีชัย วีระไวทยะ (สว.2543)
57.พล ต.ต.วีระ อนันตกูล (สว.2543)
58.ถาวร เกียรติไชยากร (สว.2543)
59. สุวัฒน์ จิราพันธุ์ (สว.2562)
60.ชาญวิทย์ ผลชีวิน (สว.2562)

61.พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ (สว.2562)
62.ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย (สว.2562)*
63.ถวิล เปลี่ยนศรี (สว.2562)
64.จารุพงศ์ จีนาพันธ์ (สว.2554)
65.พล.ต.อ. ชัชวาลย์ สุขสมจิตร (สว.2562)
66. พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม (สว.2554,2562)
67. รศ ดร. ทัศนา บุญทอง (สว.2551 /2554)*
68.พลเอก สำเริง ศิวาดำรงค์ (สว.2562)
69.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ (สว.2562)
70.พลเอก ธีรเดช มีเพียร (สว.2522,2554,2562)*

71.วิทยา ผิวผ่อง (สว.2562)
72.นพ. เจตน์ ศิรธรานนท์  (สว.2551,2554,2562)
73. สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย (สว.2551,2554,2562)*
74. ยงยุทธ สาระสมบัติ (สว.2539, 2562)
75. ดวงพร รอดพยาธิ์ (สว.2562)
76.ร.อ.ประยุทธ เสาวคนธ์ (สว.2562)
77. กีรณา สุมาวงศ์ (สว.2539,2551,2554)
78.พล.อ.ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์ (สว.2562)
79.พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ (สว.2562)
80.ตวง อันทะไชย (สว.2551,2554,2562)

81. ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร (สว.2562) 
82.เตือนใจ ดีเทศน์ (สว.2543)
83.พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ (สว 2562)
84.พล.อ.อ.สุจินต์ แช่มช้อย (สว.2562)
85.สำราญ ครรชิต (สว.2562)
86.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (สว.2562)
87.สมชาย ชาญณรงค์กุล (สว.2562)
88.ชลิต แก้วจินดา (สว.2562)
89 เชิดศักดิ์ จำปาเทศ (สว.2562)
90.ศรีศักดิ์ วัฒนพรมงคล (สว.2562)

91.บุญมี สุระโคตร (สว.2562)
92.ประยูร เหล่าสายเชื้อ (สว.2562)
93.พล.อ.ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ (สว.2562)
94. ธานี สุโชดายน (สว.2562)
95.ณรงค์ รัตนานุกูล (สว.2562)
96.พล.ร.ท.สนธยา น้อยฉายา (สว.2562)
97.สุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ (สว.2562)
98. ปรีชา บัววิรัตน์เลิศ (สว.2562)
99.พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ (สว.2562)
100.ถาวร ลีนุตพงษ์ (สว.2551/2554)

101.พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ (สว.2562)
102.พลโท อำพน ชูประทุม (สว.2562)
103.พลเอก วสันต์ สุริยมงคล (สว.2562)
104.ศ.นพ.วิรัติ พาณิชย์พงษ์ (สว.2551,2554)
105.พลเอก ประสาท สุขเกษตร (สว.2562)
106.ถนัด มานะพันธุ์นิยม (สว.2562)
107.ดุสิต เขมะศักดิ์ชัย (สว.2562)
108.พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ (สว.2562)
109.รศ.ดร ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ (สว.2562)
110.พล.อ.อ.อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ (สว.2562)

111.พลเอก วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล (สว.2562)
112.สมพล พันธ์ุมณี (สว.2554)
113.มรว.ปรียนันทนา รังสิต (สว.2551)
114.กิตติ วสีนนท์ (สว.2562)
115.พลเอก ปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ (สว.2562)
116.เฉลียว เกาะแก้ว (สว.2562)
117.พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร (สว.2562)
118.พลอากาศเอก วีรวิท คงศักด์ ( สว.2551,2554)
119.ลักษณ์ วจนานวัช (สว.2562) 
120.พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป (สว.2562)

121.พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ (สว.2554,2562)
122.วีระศักดิ์ ภูครองหิน (สว.2562)
123.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ (สว 2562)     
124.พล.ร.อ.อิทธิคมน์ ภมรสูต (สว.2562)
125.ปิยะพันธ์ นิมมานเหมินทร์ (สว.2554,2562)
126.เชิดศักดิ์ สันติวรวุฒิ (สว.2562)
127.พิเชต สุนทรพิพิธ (สว.2551,2554)
128.ณรงค์ อ่อนสะอาด (สว.2562)
129.พล.อ.สุนทร ขำคมกุล (สว.2562)
130.สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ (สว.2562)

131.พลเอก ธงชัย สาระสุข (สว.2562)
132.พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข (สว.2562)
133.พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ (สว.2562)
134.นิอาแซ ซีอุเซ็ง (สว.2562)
135.ภาณุ อุทัยรัตน์ (สว.2562)
136.วิรัตน์ เกสสมบูรณ์ (สว.2562)
137.พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร (สว.2562)
138.พลเอก สสิน ทองภักดี (สว.2562)
139.พล.อ.อาชาไนย ศรีสุข (สว.2562)
140.พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง (สว.2562)

141.ดร.ภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล (สว.2562)
142.พล.อ.นิวัตร มีนะโยธิน (สว.2562)
143.พล.อ.อักษรา เกิดผล (สว.2562)
144.สมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ (สว.2562)
145.พลเอก พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ (สว.2562)
146.พลเอก ทวีป เนตรนิยม (สว.2562)
147.พิศาล มาณวพัฒน์ (สว.2562) 
148.พลตำรวจโท พิสัณห์ จุลดิลก (สว.2562)
149.สมบูรณ์ ทองบุราณ (สว.2543)
150.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ (สว.2562)

151.พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ (สว.2562) 
152.พล.ร.อ.กฐนิธ กิตติอำพน (สว.2562)
153.เพิ่มพงษ์ เชาวลิต (สว.2562)
154.พล.ร.อ.พัลลภ ตมิสานนท์ (สว.2562)
155.ศ.เกียรติคุณ ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ (สว.2562)
156.รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์ (สว.2554)
157.ไพโรจน์ พ่วงทอง (สว.2562)               
158.พล.อ.วินัย สร้างสุขดี (สว.2562)
159.นพ.เฉลิมชัย เครืองาม (สว.2554/2562)
160.พล.อ.ดนัย มีชูเวท (สว2562)

161.นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ (สว.2562)
163.พล.อ.เกษมศักดิ์ ปลูกสวัสดิ์ (สว.2551)
164.พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ (สว.2562 )
165.พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ (สว.2562)
166.นายอุดม  วรัญญูรัฐ (สว.2562)
167.พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร (สว.2543)*
168.พล.ต.โอสถ ภาวิไล (สว.2562)
169.พล.อ.บุญธรรม โอริส (สว.2562)
170.อนุศาสน์ สุวรรณมงคล (สว.2551,2554,2562)

171.พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ (อดีต สว.2551)
172.วรวิทย์ วงษ์สุวรรณ (สว.2551)
173.พล.ต.ท.สานิตย์ มหถาวร (สว.2562)
174.นายประมาณ สว่างญาติ (สว.2562)
175.พล.อ.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล (สว.2562)
176.พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร (สว.2562)
177.นายอมร นิลเปรม (สว.42,สว.62)
178.ดิเรก ถึงฝั่ง (สว.2551)
179.บุญชัย โชควัฒนา (สว.2551,2554)
180.สุโข วุฑฒิโชติ (สว.2551)

181.เกียว แก้วสุทอ (สว.012 , 2562)
182.ปัญญา งานเลิศ (สว.2562)
183.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ (สว.2562)
184.สุมล สุตะวิริยวัฒน์ (สว.2551)
185.สงคราม ชื่นภิบาล (สว.2551)
186.ประดิษฐ์ ตันวัฒนะพงษ์ (สว.2551)
187.พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย (สว.2562)
188.ทรงเดช เสมอคำ (สว.2562)
189.พล.ร.อ.นพดล โชคระดา (สว.2562)

ทั้งนี้ แถลงการณ์ของอดีต สว.ดังกล่าว มี 3 อดีตประธานวุฒิสภา 3 คน ร่วมลงชื่อ คือ พลตรีมนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒิสภา ชุด 2543 , พลเอกธีรเดช มีเพียร อดีตประธานวุฒิสภา ชุด 2554 และ ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย อดีตประธานวุฒิสภาชุด 2562

และอดีตรองประธานวุฒิสภา 3 คน ร่วมลงชื่อ คือ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 สมัย 2554 , รศ.ดร.ทัศนา บุญทอง อดีตรองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 สมัย 2551 และ พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร อดีตรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 สมัย 2562

นอกจากนี้ ยังมีอดีต สว.2539 ร่วมลงชื่อ อาทิ วัลลภ ตังคณานุรักษ์ , กีรณา สุมาวงศ์

อดีต สว.2543 ร่วมลงชื่อ อาทิ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล เตือนใจ ดีเทศน์ รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง แก้วสรร อติโพธิ มาลีรัตน์ แก้วก่า มีชัย วีระไวทยะ พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ พล.ต.ต.วีระ อนันตกูล ถาวร เกียรติไชยากร พิชัย ขำเพชร วีระพล วัชรประทีป เสรี สุวรรณภานนท์

อดีต สว.2549 อาทิ รสนา โตสิตระกูล ขวัญสรวงค์ อติโพธิ

อดีต สว.2551 มีทั้งเลือกตั้งและสรรหาร่วมลงชื่อ อาทิ สมชาย แสวงการ ประสาร มฤคพิทักษ์ รศ.พญ.พรพันธุ์ บุญรัตพันธุ์ พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ดิเรก ถึงฝั่ง สุขโข วุฒิโชติ บุญชัย โชควัฒนา พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ มรว.ปรียนันทนา รังสิต สงคราม ชื่นภิบาล พิเชต สุนทรพิพิธภัณฑ์ อนุศาสน์ สุวรรณมงคล ตวง อันทะไชย คำนูณ สิทธิสมาน พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ ศ.นพ.วิรัติ พาณิชย์พงษ์

อดีต สว.2554 ร่วมลงชื่อ อาทิ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ พิไลพรรณ สมบัติศิริ สมพล พันธ์มณี ถาวร ลีนุตพงษ์ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ นพ.เฉลิมชัย เครืองาม วิทวัส บุญญสถิตย์

อดีต สว.2562 ร่วมลงชื่อจำนวนมาก อาทิ คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ หม่อมหลวง ปนัดดา ดิศกุล พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย พล.ร.อ.ฐนิต กิตติอำพนธ์ พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ พล.อ.สุรพงศ์ สุวรรณอัตถ์ พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ พล.ต.ท.สานิตย์ มหถาวร นพ.พลเดช ปิ่นประทีป วิบูลย์รักษ์ ร่วมลักษณ์ ประพันธ์ คูณมี ศ.พิเศษ กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ จเด็จ อินสว่าง ถวิล เปลี่ยนศรี ชาญวิทย์ ผลชีวิน เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อภิรดี ตันตราภรณ์ วีรศักดิ์ โคว้สุรัตน์ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ดร.ภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล กอบกุล อาภากรณ์ ณ อยุธยา นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ลักษณ์ วจนานวัช พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ฯลฯ

รวมอดีต สว.ที่ร่วมลงชื่อเบื้องต้น 189 คน และกำลังทะยอยลงชื่อสมทบเพิ่มเติม อีกจำนวนมาก

‘กวี ไกรทอง’จากพรรคพร้อม คว้าเบอร์ 4 ลงสนามสนามเลือกตั้งซ่อม เขต 8 เมืองคอน

'กวี ไกรทอง'จากพรรคพร้อม คว้าเบอร์ 4 ลงสนามสนามเลือกตั้งซ่อม เขต 8 เมืองคอน

‘กวี ไกรทอง’จากพรรคพร้อม คว้าเบอร์ 4 ลงสนามสนามเลือกตั้งซ่อม เขต 8 เมืองคอน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.36 น.

‘กวี ไกรทอง’จากพรรคพร้อม คว้าเบอร์ 4 ลงสนามสนามเลือกตั้งซ่อม เขต 8 เมืองคอน   

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวจาก สถานที่รับสมัครเลือกตั้ง ณ ห้องประชุม โรงเรียนฉวาง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ช่วงเช้า มีผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 8 นครศรีธรรมราช จำนวน 2 พรรค ได้แก่ พรรคประชาชน และพรรคพร้อม ล่าสุดตรวจสอบรายชื่อ และหมายเลขพบว่า นายณัฐกิตติ์ อยู่ด้วง พรรคประชาชน หมายเลข 3  ส่วนว่าที่พันตรีกวี ไกรทอง พรรคพร้อม คว้าหมายเลข 4

โดยเมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา มีผู้สมัคร 2 ราย จากพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายไสว เลืองสีนิล  พรรคภูมิใจไทย จับสลากได้หมายเลข 1 และนายชินวรณ์ บุญยเกียรติ หมายเลข 2 มาสมัครไปก่อนแล้ว

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ ว่าที่พันตรีกวี ไกรทอง ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม พรรคพร้อม ได้หมายเลข 4 กองเชียร์ได้มอบพวงมาลัย และดอกกุหลาบให้กำลังใจในการสู้ศึกเลือกตั้งซ่อม พร้อมส่งเสียงเชียร์ถึงความมั่นใจโค่นคู่แข่งที่ส่งรักษาพื้นที่เดิมจากพรรคภูใจไทย และ ผู้สมัคร อดีต สส 9 สมัยจากพรรค ปชป. ทำให้สนามการเลือกตั้งซ่อมแข่งขันกันกลับมาคึกตักอย่างดุเดือด

โกลาหลแน่! ‘ศิริกัญญา’นำทีมเศรษฐกิจ ปชน. จี้‘รัฐบาล’รับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ

โกลาหลแน่! ‘ศิริกัญญา’นำทีมเศรษฐกิจ ปชน. จี้‘รัฐบาล’รับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ

โกลาหลแน่! ‘ศิริกัญญา’นำทีมเศรษฐกิจ ปชน. จี้‘รัฐบาล’รับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.36 น.

โกลาหลแน่! “ศิริกัญญา”นำทีมเศรษฐกิจ ปชน. จี้”รัฐบาล”รับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ คาดไทยตกอยู่สถาการณ์หนัก หากยังนิ่งเฉย เชื่อ GDP ต่ำกว่าเป้า 2% การลงทุนหยุดชะงัก เหตุนักลงทุนรอหายฝุ่นตลบก่อน จ่อชงญัตติด่วน 9 เม.ย. แต่คาดสู้ฝ่าย รบ.ดัน”ร่าง กม.กาสิโน”ไม่ได้ ด้าน”วีระยุทธ-สิทธิพล”แนะเจรจาอย่างมียุทธศาสตร์ ทิ้งไพ่ทีละใบ ระวังสินค้าจีนทะลักรอบใหม่ คิดถึงผู้เสียประโยชน์

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา ทีมนโยบายเศรษฐกิจพรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ต่อกรณีนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา โดย น.ส.ศิริกัญญา กล่าวถึงนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ประกาศล่าสุดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ว่าจะตอบโต้ไทยด้วยการเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากไทยอีก 36% เป้าประสงค์ในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนหน้าที่เพียงต้องการลดการขาดดุล แต่ครั้งนี้ต้องการรายได้เข้ารัฐเพื่อทดแทนภาษีเงินได้ที่กำลังจะประกาศลด และต้องการให้นักลงทุนย้ายฐานกลับสหรัฐอเมริกา

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า สำหรับผลกระทบต่อจีดีพีไทยในปี 2568 ขึ้นอยู่กับผลของการเจรจา จึงขอให้รัฐบาลใช้การเจรจาอย่างเร่งด่วนและรัดกุม เพราะหากไม่ทำอะไรเลยหรือการเจรจาไม่เป็นผล จะกระทบกับมูลค่าส่งออกรวมมากกว่า 1% ทำให้จีดีพีอาจหดตัวมากกว่า 1% จนต่ำกว่าเป้า 2% ได้ หากสามารถเจรจาลดภาษีลงมาได้เหลือ 25% จีดีพีจะลดลง 0.8% แต่ถ้าสามารถเจรจาลดภาษีลงมาได้ที่ขั้นต่ำสุดที่ทรัมป์ประกาศ 10% จีดีพีจะลดลงราว 0.3% สำหรับกลุ่มสินค้าคาดว่า สินค้าที่จะได้รับผลกระทบหนักคืออุปกรณ์สื่อสาร ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ยางล้อ เครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้า

อย่างไรก็ดี มิใช่เพียงภาคส่งออกเท่านั้น แต่การลงทุนของบริษัทต่างๆ ก็จะหยุดชะงักด้วย เพื่อรอให้ฝุ่นหายตลบถึงจะตัดสินใจลงทุนกันครั้งใหม่ ซึ่งต้องเรียกร้องให้มีการทบทวน โดยนำตัวเลขอื่นๆ ที่สหรัฐฯ ยังไม่นำมาคำนวณ เช่น ดุลบริการ ที่สหรัฐฯ ได้ดุลกับไทยอยู่แล้ว

ด้าน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค เสนอให้แยกผลกระทบออกเป็น 2 ส่วน คือ ผลทางตรง ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่พึ่งตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก คือ คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ กลุ่มนี้จะได้รับผลรุนแรงรวดเร็ว เพราะเราส่งออกไปสหรัฐฯ รวมแล้ว 55,000 ล้านเหรียญ คิดเป็น 19% ของการส่งออกทั้งหมด และเกินดุลกับสหรัฐฯ ถึง 45,600 ล้านเหรียญ แม้การขยายตัวของการส่งออกช่วงไตรมาสแรกปีนี้ค่อนข้างดี เพราะบริษัทส่วนใหญ่เร่งส่งออกสินค้าไปสต็อกไว้ที่สหรัฐฯ ก่อน หนีความไม่แน่นอนของนโยบายกำแพงภาษี ของจริงจะเกิดขึ้นนับจากวันนี้เป็นต้นไป

นายวีระยุทธ ระบุว่า สิ่งที่อย่าละเลย คือ ผลกระทบทางอ้อม 3 ชั้น ที่ไม่ควรมองข้าม ชั้นที่ 1 สินค้าที่ส่งไปยังประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษี เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ไทยส่งออกไปเม็กซิโก เพื่อประกอบส่งเข้าสหรัฐฯ อีกทีก็มีมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท ชั้นที่สอง การแข่งขันรุนแรงขึ้นในตลาดประเทศอื่นๆ จากการที่ผู้ส่งออกหนีจากตลาดสหรัฐฯ เช่น ในตลาดประเทศออสเตรเลีย ก็มีญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เข้ามาชิงส่วนแบ่งของไทย ชั้นที่สาม คือ สินค้าขั้นกลางอย่างยางพาราและเม็ดพลาสติก ที่ไทยส่งออกไปจีนเพื่อเข้าตลาดสหรัฐฯ ยอดตรงนี้ก็จะตกลงไปด้วย

นายวีระยุทธ เสนอแนวทางการรับมือเฉพาะหน้าว่าไทยต้องเจรจาอย่างมียุทธศาสตร์ “อย่าให้ทีเดียวหมด เก็บไพ่ในมือไว้ปล่อยทีละใบ” ตัวอย่างไพ่ใบสำคัญที่ไทยอาจนำมาเป็นกลยุทธ์ต่อรองได้ คือ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ที่ไทยมีอยู่ 166 มาตรการ ต้องเอามาจัดลำดับความสำคัญ ว่าแต่ละตัวหากเปิดให้สหรัฐฯ แล้วจะส่งผลต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทยอย่างไร เลือกทำเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ก่อน เช่น เพิ่มสิทธิแรงงาน จากนั้นเปิดรับการนำเข้าแบบ “มียุทธศาสตร์” คือ เลือกสินค้าที่เป็นส่วนหนึ่งของซัพพลาย

ทั้งนี้ นายวีระยุทธ ย้ำว่า รัฐบาลต้องเปิดข้อมูลผู้ได้เสียจากของที่จะเอาไปต่อรอง อย่ามุบมิบเจรจา อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับการเปิดเสรีกับจีนที่ผู้เสียประโยชน์ไม่รู้ตัวและไม่ได้รับความช่วยเหลือให้เตรียมพร้อมรับมือ และเหนืออื่นใด คือต้องเริ่มจินตนาการถึง “โลกที่ไม่มีอเมริกาและจีน” ว่าไทยจะปรับซัพพลายเชนแต่ละสินค้าอย่างไร เพื่อรับมือภาวะสงครามการค้าที่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ

ด้าน นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ กล่าวว่า รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมรับมือการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจีนที่จะรุนแรงขึ้นอีก หลายเรื่องรัฐบาลพูดมานานอยู่ในแผนที่จะทำ แต่ยังไม่มีกำหนดเสร็จชัดเจน เช่น การกำกับแพลตฟอร์ม การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  การให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มออนไลน์มีส่วนรับผิดชอบหากปล่อยให้มีการขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์ม

นายสิทธิพล กล่าวว่าการเพิ่มจำนวนมาตรฐานบังคับเพื่อขยายความคุ้มครองประเภทสินค้าให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงและเจ้าหน้าที่สามารถยึดอายัดได้ สิทธิพลกล่าวว่า เรื่องเหล่านี้รัฐบาลพูดมาตั้งแต่กันยายนปี 2567 แต่ยังไม่มีการออกมาตรการมาบังคับใช้ เช่น เรื่องการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำถามคือเรื่องนี้เมื่อไหร่จะเสร็จ ตราบใดที่ยังไม่เสร็จ รัฐก็ไม่มีประสิทธิภาพในการกำกับควบคุมมาตรฐาน คุณภาพสินค้า การตรวจสอบภาษี ตลอดจนการลงโทษหากผู้ประกอบการต่างชาติกระทำผิด

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าถึงการดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้า วันนี้มีเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการจำนวนมาก ว่าถูกสินค้าจากต่างชาติทุ่มตลาด หลีกเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด กระทั่งได้รับการสนับสนุนอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งภายใต้กระบวนการปัจจุบัน ภาคเอกชน ผู้ประกอบการประสบความยากลำบากในการรวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินการเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเอง รัฐจะสามารถช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกมากกว่านี้ได้อย่างไร เช่นมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด การตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน

“เรื่องมาตรฐานบังคับ ผ่านมาครึ่งปี ที่อยู่ในลิสต์ว่าจะออกมาตรฐานก็มีจำนวนเท่าเดิม จำนวนที่เพิ่มและมีผลบังคับใช้แล้วมีเพียง 1 – 2 มาตรฐาน ความเร็วในอัตรานี้ ไม่เพียงพอต่อการกำกับสินค้าต่างชาติ นอกจากนี้ ยังควรเร่งรัด คือ การตรวจจับที่ด่านศุลกากรให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เพราะเป็นด่านแรกของการที่สินค้าเหล่านี้เข้ามาในประเทศ แม้รัฐบาลจะบอกว่าปัจจุบันตรวจสอบหรือสกรีนเพิ่มขึ้นแล้ว บางช่องทางถึงขนาดบอกสกรีน 100% แต่การที่สินค้าเหล่านี้ยังรอด แสดงให้เห็นว่าการตรวจยังมีช่องโหว่”

เมื่อถามว่า ทางนายกรัฐมนตรีระบุว่าจะมีการไปเจรจาในสัปดาห์หน้า น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ก็มีความพยายามที่จะเข้าไปเจรจากับผู้แทนการค้าของสหรัฐ แต่ก็ยังคงถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 36% อยู่ดี หากจะสร้างความมั่นใจจริงๆต้องมีรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมให้ประชาชนเชื่อได้ว่าสามารถรับมือได้และเรามีไพ่ในมือเพียงพอที่จะไปเจรจาต่อรองกับเขาได้

“ดิฉันขอเรียกร้องให้รัฐบาลคำนึงถึงประชาชนต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมถึงมาตรการเยียวยาในระยะสั้นต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้านี้ เพราะวันเสาร์นี้จะขึ้น 10% วันพุธหน้าขึ้น 36% ดังนั้นยังมีประชาชนและSME อีกมาก ที่ไม่สามารถรับมือกับความโกลาหล ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภาครัฐด้วย”

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนตั้งใจว่าจะยื่นญัตติด่วนเรื่องนี้เข้าสภาฯ ในวันที่ 9 เมษายน นี้ด้วยซ้ำ แต่คิดว่าคงสู้รบปรบมือกับรัฐบาลไม่ได้เนื่องจาก ฝ่ายรัฐบาลจะมีการเลื่อนญัตติวาระนำร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ เข้าสภาฯ ในวันที่ 9 เม.ย.เช่นกัน แต่ตนคิดว่าเรื่องนี้เร่งด่วนกว่ามาก และควรจะมีการพูดคุยอย่างเปิดเผยไม่ใช่มุบมิบกัน เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศมันรุนแรง และกว้างขวางมาก ซึ่งคงต้องประสานกับวิปรัฐบาลในเรื่องนี้ แต่ในส่วนของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจก็จะมีการรับเรื่องนี้ไปพิจารณากันต่อด้วย

จะรับมืออย่างไร? ‘หญิงหน่อย’ชี้แผ่นดินไหว 3 ลูก ทำ‘ตึกประเทศไทย’เสี่ยงพังทลาย

จะรับมืออย่างไร? ‘หญิงหน่อย’ชี้แผ่นดินไหว 3 ลูก ทำ‘ตึกประเทศไทย’เสี่ยงพังทลาย

จะรับมืออย่างไร? ‘หญิงหน่อย’ชี้แผ่นดินไหว 3 ลูก ทำ‘ตึกประเทศไทย’เสี่ยงพังทลาย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.06 น.

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไทยจะรับมืออย่างไร กับแผ่นดินไหว 3 ลูก ที่กำลังจะทำให้ “ตึกประเทศไทย” เสี่ยงพังทลาย

ในที่สุด ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็มาตามนัด ดำเนินการสวนหมักไทยด้วย Reciprocal Tariff สูงถึง 36% สูงกว่าหลายประเทศ โดยเฉพาะสูงกว่าประเทศจีนที่ถูกขึ้นภาษี 34%

ตามที่ดิฉันได้พยายามวอนรัฐบาลมาตั้งแต่ต้นปีให้เตรียมรับมือมาตรการของ ทรัมป์ 2.0

ในการ #ขึ้นภาษีไทย ที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐมาโดยตลอด และอยู่ในลำดับ 10 ของ List #Dirty15 โดยสหรัฐคือคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย และไทยได้ดุลการค้าสหรัฐถึง 46,000 ล้านดอลลาร์ จากมูลค่าการค้า ระหว่างไทยกับสหรัฐที่สูงถึง 81,000 ล้านดอลลาร์

ผลกระทบครั้งนี้เสียหายเหมือนเราโดนแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ถึง 3 รอบ คือ

1) ทำให้สินค้าไทยทั้งภาคเกษตร และอุตสาหกรรม ที่เคยส่งออกไปสหรัฐสูงถึงเกือบ 64,000 ล้านดอลลาร์ ต้องถูกผลกระทบอย่างรุนแรง นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าไทยต้องสูญเสียรายได้จากการส่งออก นับ 10,000 ล้านเหรียญ หลังการประกาศขึ้นภาษี 36% กับไทย

2) ไทยจะโดนสินค้าจากจีนทุ่มตลาดมากขึ้น ซึ่งจะซ้ำเติมผู้ประกอบการ ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่เราหวังว่าจะมีการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทย ก็มีความเสี่ยงที่จะลดลง

3) ถ้าไม่มีมาตรการแก้ไขที่มีประสิทธิภาพ เราจะต้องเผชิญกับการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการลดลงของการส่งออก และการล้นทะลักของสินค้าต่างชาติ โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า GDP ไทย อาจจะลดลงถึง 1.2% จากที่คาดการณ์ว่า GDP เราจะโต 2.5-2.8%

ดิฉันขอเสนอให้นายกฯ เร่งตั้ง Special Task Force ที่นายกควรนั่งเป็นประธานเอง เพื่อระดมสมองในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพราะเกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ไม่ใช่แค่มอบให้ปลัดกระทรวงเป็นประธานไปคุยกันเอง ซึ่งจะไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ทันเวลา เพราะระบบรัฐราชการไทย แต่ละกระทรวงจะไม่ยอมกัน และไม่ทำงานร่วมกันเป็นทีม

นายกฯ จึงควรที่จะนั่งหัวโต๊ะตัวเอง และที่สำคัญควรจะนำภาคเอกชน ทั้งสภาอุตสาหกรรม หอการค้า สมาคมธนาคารไทย สภา SMEs

และนักเศรษฐศาสตร์ เข้ามาร่วมคิด เพื่อระดมกำลังรับมือกับแผ่นดินไหวทั้ง 3 ลูก ก่อนที่ “ตึกประเทศไทย” จะพังทะลาย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์