วว. พัฒนานวัตกรรมการนึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าวฮางงอก ลดมลพิษทางอากาศ สร้างรายได้ให้ชุมชน

วว. พัฒนานวัตกรรมการนึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าวฮางงอก ลดมลพิษทางอากาศ สร้างรายได้ให้ชุมชน

วว. พัฒนานวัตกรรมการนึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าวฮางงอก ลดมลพิษทางอากาศ สร้างรายได้ให้ชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.11 น.

“ข้าวฮางงอก” เป็นภูมิปัญญาชาวอีสานมาแต่ดั้งเดิม โดยเป็นข้าวที่เพาะงอกจากข้าวเปลือก มีสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ไฟเบอร์ และมีกลิ่นหอมจากเปลือกมาเคลือบที่เมล็ดข้าวเพิ่มขึ้น จึงทำให้ข้าวฮางมีสารอาหารมากและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง

ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและสมดุล ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ช่วยป้องกันเชื้อโรคหรือโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคได้ดี เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมันสูง โรคหัวใจ โรคอ้วน ไขข้ออักเสบ โรคไต โรคเกี่ยวกับประสาทและสมอง ความจำเสื่อม การแก่เกินวัย โรคมะเร็งชนิดต่างๆ ซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง หรือได้รับสารพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ปุ๋ยเคมี สารเร่ง การเจริญเติบโต สารกันบูด สารสังเคราะห์ และอากาศที่เป็นพิษ

กรรมวิธีการทำข้าวฮางงอก  เริ่มจากการนำเอาข้าวเปลือกมาแช่น้ำไว้ เพื่อกระตุ้นการงอกของข้าวเปลือก ทำให้เกิดการทำงานของสารเอนไซม์และสารอาหารต่างๆ เมื่อข้าวเปลือกเริ่มงอกจะผลิตสารอาหารชนิดหนึ่งขึ้นมา คือ สาร GABA (กาบา) ที่มีส่วนช่วยในเรื่องความจำ และเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แล้วจึงนำข้าวเปลือกที่งอกแล้วไปนึ่ง เพื่อหยุดกระบวกการงอก ทำให้สารอาหารที่เพิ่มขึ้นคงอยู่ในเมล็ดข้าว และคงคุณค่าทางโภชนาการให้คงไว้ แล้วนำข้าวเปลือกไปตากให้แห้ง และนำไปสีโดยเครื่องสีข้าวกะเทาะเปลือก

ทั้งนี้ “ขั้นตอนการนึ่งข้าวเปลือก” เป็นกรรมวิธีสำคัญในการผลิตข้าวฮาง ซึ่งเครื่องมือและอุปกรณ์ในการนึ่งข้าวฮางงอกของชุมชน ประกอบด้วย เตาและไม้ฟืน ซึ่งวิธีนี้ก่อให้เกิดปัญหาในการผลิต เนื่องจากมีความร้อนสูญเสียที่กระจายออกรอบเตา ทำให้ไม่สามารถควบคุมความร้อนและอุณหภูมิของเตาให้คงที่ จึงต้องใช้เวลานานในการนึ่งแต่ละครั้ง

นอกจากนี้ ระยะเวลาในการนึ่ง ยังขึ้นอยู่กับค่าความร้อนของไม้ฟืนแต่ละชนิด โดยค่าความร้อนของไม้ฟืนและถ่านไม้ (Heating Value) เฉลี่ยประมาณ 6,000 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม คาร์บอนคงที่ (Fixed carbon) ประมาณร้อยละ 60 สารระเหย (Volatile Matter) ประมาณร้อยละ 16 และเถ้า (Ash) ประมาณร้อยละ 10 ทั้งนี้ขึ้นกับความชื้นของไม้ (Moisture) โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ไม้ฟืนเปียกชื้น ทำให้ติดไฟยาก และใช้เวลานานมากขึ้นในการนึ่งข้าวฮางงอก ที่นอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานสูงแล้ว ยังมีปัญหาต่อเนื่องจาก ฝุ่น ควัน เขม่า และขี้เถ้า ที่เกิดจากการเผาไหม้ไม้ฟืน ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพผู้ปฏิบัติงานและชุมชนโดยรอบ      

ดังนั้นการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีกระบวนการนึ่งข้าวฮางงอกที่ทันสมัย และใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพที่ให้ความร้อนสูงและลดมลภาวะทางอากาศ มาประยุกต์ใช้ในชุมชน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะช่วยลดปัญหาด้านการใช้ไม้ฟืนซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตที่ก่อให้เกิดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า อีกทั้งก่อให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน นวัตกรรมเทคโนโลยียังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวฮางงอก ลดขั้นตอนการผลิต ลดระยะเวลา ลดแรงงาน และมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสุขภาพและร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน ลดความเครียดและความเหนื่อยล้าจาก ฝุ่น ควันที่เป็นมลพิษต่อระบบทางเดินหายใจ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนั้นยังมีส่วนช่วยสร้างศักยภาพในการแข่งขันให้กับวิสาหกิจชุมชนให้สามารถผลิตข้าวฮางงอกเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนที่โดดเด่นเพื่อจำหน่ายต่อไป

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักกลอัตโนมัติ(ศนย.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการนึ่งในการผลิตข้าวฮางงอกที่เกิดการสูญเสียพลังงานสูง จึงได้พัฒนาและออกแบบ “นวัตกรรมการนึ่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าวฮางงอก” และจัดสร้างอุปกรณ์ท่อนำไอน้ำแรงดันต่ำแยกทิศทางสำหรับใช้ในกระบวนการนึ่งข้าวฮางงอก

โดยการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าว เป็นการปรับปรุงกระบวนการนึ่งด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้วยกระบวนการนึ่งแบบไอน้ำ (Steamer) โดยใช้แก๊สปิโตรเลียมเหลวหรือแก๊สแอลพีจี (LPG) เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมีค่าความร้อน 11,700-11,900 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม อุณหภูมิเปลวไฟประมาณ 1,900-2,000 องศาเซลเซียส ทำให้มีประสิทธิภาพการเผาไหม้สูง สามารถควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ โดยแก๊สแอลพีจีมีค่าความร้อนมากกว่าฟืนประมาณ 3 เท่า อีกทั้งช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการผลิต ทำให้ประหยัดและลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงพลังงาน วัสดุที่ใช้ประกอบซึ่งต้องสัมผัสกับอาหาร เป็นสแตนเลสเกรดอาหาร (Food Grade) เพื่อให้เกิดความสะอาด มีความปลอดภัย อีกทั้งยังแข็งแรง คงทน สามารถทำความสะอาดและเก็บรักษาง่าย เพื่อยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตให้กับธุรกิจชุมชนผู้ผลิตและแปรรูปจำหน่ายข้าวฮางงอก

“นวัตกรรมการนึ่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าวฮางงอก”  ที่ วว. พัฒนาสำเร็จ ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวน 4 กลุ่ม ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผลิตข้าวฮางงอกในปริมาณสูง ได้แก่ 1.วิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านห้วยไห ตำบลบ้านค้อ อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม  2.วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพมนต์บ้านต้องโพนสวาง ตำบลโพนทอง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม  3.วิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวตำบลน้ำผึ้ง (ข้าวสุข) ตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม  และ 4.วิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าวกล้อง ตำบลโพนทองและตำบลบ้านแพง จังหวัดนครพนม

จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวพบว่า นวัตกรรมการผลิตข้าวฮางงอกด้วยระบบนึ่งแบบไอน้ำ (Steamer) โดยใช้ก๊าซแอลพีจีสามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวฮางงอกได้  ดังนี้

1) กระบวนการผลิตข้าวฮางงอกมีการควบคุมความร้อนได้คงที่มากขึ้น

2) ต้นทุนด้านพลังงานลดลง 25 เปอร์เซ็นต์ จาก 1.5 บาท/กิโลกรัมข้าวฮาง เหลือ 1.2 บาท/กิโลกรัมข้าวฮาง

3) ต้นทุนด้านพลังงานแรงงานลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ จากที่ใช้แรงงานในการผลิต 4 คน ลดเหลือใช้แรงงานเพียง 2 คน

4) ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์จากเดิม 450 กิโลกรัมต่อวัน

5) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหลังจากได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้สามารถผลิตได้ถึง 600 กิโลกรัมต่อวัน และสามารถเพิ่มรายได้ 100,000 -200,000 บาท แล้วแต่กำลังการผลิตของแต่ละชุมชน

6) ลดมลพิษทางอากาศที่เกิดจากกระบวนการผลิต สร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

วว. ได้จดอนุสิทธิบัตรอุปกรณ์ท่อนำไอน้ำแรงดันต่ำแยกทิศทางสำหรับใช้ในกระบวนการนึ่งข้าวฮางแล้ว และอยู่ระหว่างการเตรียมขยายผลสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เป็นทางเลือกในการแปรรูปข้าวเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้เพิ่ม พร้อมมุ่งเป้าถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลไปในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวฮางงอก พร้อมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสาเหตุ/ปัจจัย/การแก้ไข มลภาวะทางอากาศจากกระบวนการผลิตทางการเกษตร  อันจะนำไปสู่การร่วมแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการจาก ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ วว. ติดต่อ ได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP”

บางกอกแอร์เวย์ส คว้ารางวัล ‘Climate Action Leader’ บนเวที UN ประเทศไทย

บางกอกแอร์เวย์ส คว้ารางวัล 'Climate Action Leader' บนเวที UN ประเทศไทย

บางกอกแอร์เวย์ส คว้ารางวัล ‘Climate Action Leader’ บนเวที UN ประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.54 น.

บางกอกแอร์เวย์ส คว้ารางวัล “Climate Action Leader” บนเวที UN ประเทศไทย สะท้อนความเป็นเลิศด้านความยั่งยืนในการฟื้นฟูสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในงาน Climate Action Forum จัดโดย AFMA ร่วมกับ Sustainism

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ได้รับรางวัล “Climate Action Leader” ผู้นำความยั่งยืนด้านการฟื้นฟูสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” จากองค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาล AFMA ร่วมกับ Sustainism (stnsm.org) โดยมี นางจันทร์ทิพย์ ทองกันยา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เข้ารับมอบรางวัลจาก นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ องค์การสหประชาชาติ สำนักงานประจำประเทศไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้

นางจันทร์ทิพย์ ทองกันยา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ฯ มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ขอขอบคุณคณะกรรมการและพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่มีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ในฐานะองค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมการบิน บริษัทฯ มีนโยบายมุ่งมั่นในการดำเนิน

ธุรกิจที่จะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แคมเปญ “Low Carbon Skies by Bangkok Airways” ได้แก่ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน และการพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง การวางแผนใช้เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel -SAF) รวมถึงการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ทั้งในส่วนของสายการบินและสนามบินภายใต้การบริหารงาน โดยความร่วมมือของพนักงานทุกคน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการบรรลุ Net Zero Emissions

รางวัล “Climate Action Leader” เป็นรางวัลอันทรงเกียรติระดับนานาชาติ ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและบทบาทสำคัญขององค์กร ในการเป็นผู้นำการดำเนินงานเพื่อฟื้นฟูและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีบทบาทเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ข้อที่ 13 (SDG 13): Climate Action โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก AFMA และ Sustainism ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นผู้พิจารณารางวัล จากผลกระทบเชิงบวกของโครงการและแนวปฏิบัติที่โดดเด่นขององค์กร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน

‘โคโค โกลบอลฯ’ ขยายบริการเฉพาะทางเพื่อเพิ่มยอดขายและส่งเสริมการตลาดให้เจ้าของโรงแรมอิสระ

'โคโค โกลบอลฯ' ขยายบริการเฉพาะทางเพื่อเพิ่มยอดขายและส่งเสริมการตลาดให้เจ้าของโรงแรมอิสระ

‘โคโค โกลบอลฯ’ ขยายบริการเฉพาะทางเพื่อเพิ่มยอดขายและส่งเสริมการตลาดให้เจ้าของโรงแรมอิสระ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.32 น.

โคโค โกลบอล ฮอสพิทอลลิตี้ ขยายบริการเฉพาะทางเพื่อเพิ่มยอดขายและส่งเสริมการตลาดให้เจ้าของโรงแรมอิสระสามารถใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก ยืนยันความสำเร็จได้จาก 20 โรงแรมตัวอย่าง

โคโค โกลบอล ฮอสพิทอลลิตี้ (Koko Global Hospitality) บริษัทรับบริหารจัดการโรงแรมครบวงจรสัญชาติญี่ปุ่นซึ่งก่อตั้งในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2558 ได้ขยายบริการเพื่อเพิ่มยอดขายและส่งเสริมการตลาด โดยมีเป้าหมายสร้างรายได้สูงสุดให้กับโรงแรมต่าง ๆ

การเปิดตัวบริการเพิ่มยอดขายและส่งเสริมการตลาด เป็นกลยุทธ์ที่ให้ KGH เข้ามามีบทบาทและสนับสนุนเจ้าของโรงแรมอิสระในการจัดการกับสถานการณ์ที่ท้าทายในปัจจุบันได้อย่างตรงจุด ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในการบริหารจัดการโรงแรม และมีโรงแรมในเครือมากกว่า 20 แห่ง KGH จึงมีความพร้อมในการช่วยแก้ไขปัญหาและให้คำแนะนำแก่เจ้าของโรงแรมขนาดกลางในประเทศไทยต้องเผชิญ

“การขยายบริการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการนำความเชี่ยวชาญมาสนับสนุนด้านการขายและการตลาดรวมไปถึงการบริหารจัดการโรงแรมแบบครบวงจร โดยเราได้ให้บริการแก่โรงแรมมาแล้วกว่า 20 แห่ง เปรียบเสมือนการให้บริการแบบอะลาคาร์ทจากเมนูหลักในร้านอาหาร” นายเรย์ มัทสึดะ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท โคโค โกลบอล ฮอสพิทอลลิตี้ จำกัด กล่าว “บริการนี้จะตอบโจทย์เจ้าของโรงแรมที่ต้องการควบคุมการดำเนินงานธุรกิจด้วยตนเอง แต่พบกับความท้าทายในด้านการขายและการตลาด โดยบริการจาก KHG จะเป็นตัวช่วยลดความยุ่งยากของปัญหาเหล่านี้ได้ ในขณะเดียวกันก็จะช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและทำให้เกิดความผูกพันกับโรงแรมได้อีกด้วย”

KGH จะนำกลยุทธ์ที่เน้นใช้ข้อมูลเป็นหลักเพื่อเสริมสร้างการมองเห็นในช่องทางออนไลน์และเพิ่มรายได้ของโรงแรม เช่น การตั้งราคาแบบยืดหยุ่น (Dynamic Pricing) และการเลือกช่องทางการจองที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเป้าไปที่ธุรกิจโรงแรมขนาดย่อมที่ดำเนินงานภายในครอบครัว ซึ่งโรงแรมเหล่านี้มักประสบปัญหาการจ้างงานและขาดพนักงานที่มีทักษะการวางแผนการตลาด รวมไปถึงปัญหาด้านผลกำไรและการแข่งขันกับเครือโรงแรมต่าง ๆ แม้ว่าภาพรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรมจะมีแนวโน้มที่ดี แต่เจ้าของโรงแรมอิสระยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเพิ่มขึ้นของโรงแรมแบรนด์ใหญ่ และความต้องการที่เปลี่ยนไปของนักท่องเที่ยว ซึ่งหันมาค้นหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่และเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้การจัดการด้านราคาซับซ้อนตาม โดยเฉพาะในช่วงที่มีอัตราการเข้าพักน้อยหรือโลว์ซีซัน รวมไปถึงโรงแรมหลายแห่งที่ใช้การบริหารแบบไม่ใช่ธุรกิจหลัก (non-core businesses) ทำให้เกิดความยุ่งยากและกินเวลาในการบริหาร

การขยายฟีเจอร์บริการในครั้งนี้นับเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จของ KGH จากกรณีศีกษาของโรงแรม โคโคเทล แบงค็อก เทวา ทองหล่อ ทีมีอัตราห้องพักเฉลี่ยต่อห้อง (ADR) เพิ่มขึ้นมากถึง 106% และมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 97% เปรียบเทียบกับช่วงก่อนที่โรงแรมจะเป็นพันธมิตรกับ KGH

โรงแรม โคโคเทล แบงค็อก เทวา ทองหล่อ

“การได้ร่วมงานกับ KGH ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเรา” นายพิชญ์ เทวอักษร เจ้าของโรงแรม โคโคเทล แบงค็อก เทวา ทองหล่อ “โดย KHG มีการปรับแผนการดำเนินงานให้เข้ากับความต้องการของเรา รวมถึงความเชี่ยวชาญและความตั้งใจในการทำงานของทีม KGH ซึ่งนำไปสู่การเติบโตของรายได้ที่เห็นได้ชัด และเรารู้สึกยินดีและพอใจในผลลัพธ์ครั้งนี้เป็นอย่างมาก”

KGH มุ่งมั่นพัฒนาและสร้างกลยุทธ์ใหม่ ๆ ในยุคปัจจุบันที่อุตสาหกรรมด้านการบริการ (Hospitality Industry) มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำปรึกษาที่ตรงจุดแก่เจ้าของโรงแรม โดยมีเป้าหมายในการบริหารโรงแรม 100 แห่งภายในปี 2569 ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ KGH คาดหวังว่าบริการการเพิ่มยอดขายและส่งเสริมการตลาดนี้จะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเสริมสร้างความสำเร็จและมีบทบาทสำคัญจากการเป็นพันธมิตรหลักให้กับโรงแรมต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมนี้ได้

-(016)

มศว เผยพร้อมเป็นแกนกลางช่วยสังคม ตั้งมหา’ลัย เป็นศูนย์พักพิงช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว

มศว เผยพร้อมเป็นแกนกลางช่วยสังคม ตั้งมหา’ลัย เป็นศูนย์พักพิงช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว

มศว เผยพร้อมเป็นแกนกลางช่วยสังคม ตั้งมหา’ลัย เป็นศูนย์พักพิงช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.21 น.

จากกรณีภัยพิบัติทางธรรมชาติ เหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา รองศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยถึงการรับมือจากกรณีภัยพิบัติทางธรรมชาติ เหตุการณ์แผ่นดินไหวว่า  “ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร ตั้งอยู่ใจกลางย่านถนนอโศกมนตรีและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเช่นเดียวกับอาคารที่ทำงาน บริษัท ห้างร้าน บนถนนอโศกเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าสะเทือนครั้งใหญ่นี้ เราทุกคนต่างก็ Panic และต่างหนีตายกันอลหม่าน มศว ก็มีอาคารตึกสูง คือ อาคารสูง 22 ชั้น และ 18 ชั้น และล้อมรอบไปด้วยอาคารสูงมากมาย ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งก็ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญผู้คนทั่วทั้งประเทศไทยเราได้มาก่อน ซึ่งเมื่อมีแผ่นดินไหว ผู้คนจากที่ทำงานในตึกสูงต่างๆ บนย่านถนนอโศกมนตรีนี้ ต่างก็กรูกันออกมาจากตึกและมาอยู่ที่โล่งแจ้งคือพื้นที่ใจกลางสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยเราที่นี้

“ผมในฐานะอธิการบดีและผู้บริหารก็คิดแผนรองรับไว้ว่าคนส่วนใหญ่คงยังกลับบ้านกลับที่พักไม่ได้ เลยมีที่รองรับให้คนทั่วไปได้มาพักพิง เป็นศูนย์พักพิงหรือศูนยฺ์พักคอยที่อาคาร 3 หรือ อาคารประสานมิตร อาคารหลังแรกของมหาวิทยาลัยที่รองรับจุคนได้นับหลายร้อยคน มีห้องน้ำ วันนั้นก็มีทั้งนิสิตต่างชาติ เช่น นิสิตชาวจีน บุคลากร มศว และคนภายนอกได้มาพักพิง ดูแลความปลอดภัย อาหาร น้ำดื่ม ส่วนเรื่องการเรียนการสอนในวันเสาร์อาทิตย์ก็หยุดก่อน เรียนทางออนไลน์ไปก่อน ตึกสูงก็ปิดการใช้งานก่อน และเราได้เห็นน้ำจิตน้ำใจของประชาคมชาว มศว กับคนภายนอกและแม้แต่คนทุกคนในสังคมก็มีความเห็นอกเห็นใจกัน สามัคคีช่วยเหลือกันจนขณะนี้สถานการณ์แผ่นดินไหวคลี่คลายและหวังว่าจะยุติลงได้ และด้วยจิตวิญญาณความเป็น ‘ครู’ ที่เราอยากช่วยเหลือคนและสังคม เราก็จะทำเต็มที่”

ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ มศว เราภูมิใจว่า มศว เป็นที่พึ่งให้กับสังคมชุมชนได้จากรากฐานที่เข้มแข็งทั้งงานด้านวิชาการและงานบริการวิชาการสู่สังคม อีกทั้งยังเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่และมีชื่อเสียงความมั่นคงมายาวนานถึง 75 ปี เพราะเราเป็น ‘มหาวิทยาลัยรับใช้สังคม’ อย่างยั่งยืนในฐานะสถาบันการอุดมศึกษา เราจึงมีบทบาทพันธกิจในด้านการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลแก่สังคมนี้ด้วยเช่นกัน”

-(016)

NGG JEWELLERY จับมือ CHUANG ASIA SEASON 2 เจาะกลุ่มตลาดเอเชีย เปิดตัวกังหันแห่งความฝัน ‘Windmill Dreamers’

NGG JEWELLERY จับมือ CHUANG ASIA SEASON 2 เจาะกลุ่มตลาดเอเชีย เปิดตัวกังหันแห่งความฝัน 'Windmill Dreamers'

NGG JEWELLERY จับมือ CHUANG ASIA SEASON 2 เจาะกลุ่มตลาดเอเชีย เปิดตัวกังหันแห่งความฝัน ‘Windmill Dreamers’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.15 น.

NGG JEWELLERY จับมือ CHUANG ASIA SEASON 2 เอาใจแฟนคลับชาวเอเชีย เดินหน้าขยายตลาดทั้งเมืองไทย จีน และตลาดเอเชีย เปิดตัวสินค้าใหม่  Windmill  Dreamers กังหันแห่งความฝัน 

ดีไซน์หรูหรา ประดับด้วยหิน Garnet สีแดงล้ำค่า สัญลักษณ์แห่งพลังและความรัก พร้อมด้วยความเคลื่อนไหวของกังหันที่เปรียบเสมือนพลังแห่งชีวิตหมุนไปสู่ความสำเร็จความเจริญรุ่งเรือง และ The Infinite Journey of Dream Jacket Cover บรรจุแผ่นทอง Gold ingot 0.1 กรัม พร้อมวางจำหน่ายแล้วทั้งหมด 7  แบบ ที่ NGG Jewellery ทุกสาขาทั่วประเทศ รวมทั้งช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม

นางสาวปัญจรัตน์ ทรัพย์หิรัญกุล ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท เอ็นจีจี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด หรือ“NGG JEWELLERY” อาณาจักรเครื่องประดับแท้ของขวัญจากธรรมชาติรวมศาสตร์และศิลป์แห่งเครื่องประดับ เปิดเผยว่าล่าสุดบริษัทได้จับมือกับรายการ CHUANG ASIA SEASON 2 เปิดตัวสินค้าใหม่  Windmill Dreamers กังหันแห่งความฝัน เอาใจแฟนคลับที่ชื่นชอบรายการ ดาราศิลปิน รวมทั้งกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้าที่มีดีไซน์สวยและพิเศษไม่เหมือนใคร Windmill Dreamers กังหันแห่งความฝัน สร้อยคอพร้อมจี้รูปกังหันหมุนได้ ประดับด้วยหิน Garnet สีแดงล้ำค่า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและความรัก รวมถึงความเคลื่อนไหวของกังหันเปรียบเสมือนพลังแห่งชีวิตที่หมุนไปสู่ความสำเร็จ

โดยเฟสแรกได้เปิดตัวกังหันพร้อมสร้อยคอจี้กังหัน Windmill Dreamers บรรจุในกล่องสวยหรูดีไซน์พิเศษเฉพาะโปรเจคนี้ โดยวางจำหน่ายเพียง 3,990 บาท เท่านั้น และ Jacket Cover แผ่นทอง  Gold ingot 0.1 กรัม ชุด The Infinite Journey of Dream  จะมีการวางจำหน่ายทั้งหมด 7  แบบ ราคา 1,390 บาท  ทั้งนี้ราคานี้ได้รวมแผ่นทอง 0.1 กรัมแล้ว

“ความร่วมมือกับรายการ CHUANG ASIA SEASON 2 ในครั้งนี้คาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนคลับทั้งในประเทศ และต่างประเทศเนื่องจาก CHUANG ASIA เป็นหนึ่งในรายการที่ประความสำเร็จเป็นอย่างสูง เป็นรายการไอดอลเซอร์ไววัลเมกะโปรเจกต์ระดับอินเตอร์ ที่ในรอบออดิชันมีผู้สมัครเข้าร่วมรายการกว่า 9,000 คนจากทั่วโลก ในซีซั่นแรก ส่งผลให้รายการครองอันดับหนึ่งคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ของ We TV ในทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ ยังสร้างปรากฏการณ์ต่างๆ บนโลกโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มด้วยสถิติ Social Engagement ที่มากถึง 82 ล้านครั้ง จากการถูกพูดถึงผ่านแฮชแท็กต่างๆ

ติดเทรนด์ทั้งในไทย และเทรนด์โลก อีกทั้งยังสร้างสถิติยอดผู้ชมรายการในทุกแพลตฟอร์มสูงถึง 2.5 พันล้านวิว ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงความบันเทิงที่มีคุณภาพแห่งเอเชีย

ทั้งนี้ NGG เองภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ใหญ่ในระดับเอเชีย รายการ CHUANG ASIA SEASON 2  จะเป็นคอนเทนต์ที่ช่วยสร้างการรับรู้ และขยายกลุ่มลูกค้าให้รู้จักแบรนด์ NGG JEWELLERY ครอบคลุมทั่วทั้งตลาดเอเชีย โดยหวังผลเพื่อเป็นการขยายตลาดเอเชีย ทั้งไทย จีน รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทย ”ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ กล่าว

นอกจากนี้ เป็นการนำกลยุทธ์การตลาดด้วยพรีเซนเตอร์ที่เป็น Influencer ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งกระจายช่องทางสินค้าครอบคลุม ทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดประเทศจีนและตลาดเอเชียอื่นๆ การร่วมมือกับ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จํากัด ซึ่งมีสื่อประชาสัมพันธ์ครอบคลุมในทุกช่องทางทั้งสื่อในประเทศ และสื่อต่างประเทศ ทำให้โอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ซึ่งหลังจากการประกาศผลรอบชนะเลิศ ก็จะมีการทำ Exclusive Collection โดยได้รับเกียรติจาก Massimo Zucchi  ดีไซเนอร์ที่มีประสบการณ์ด้านการออกแบบกับแบรนด์ระดับโลก มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานกับผู้ชนะเลิศทั้ง 7 คน ซึ่งสินค้าทุกชิ้นจะใช้พลอยธรรมชาติ สีต่างๆ มาเป็นองค์ประกอบอีกด้วย

ท่านสามารถร่วมสัมผัสความพิเศษของสินค้าใหม่  Windmill Dreamers กังหันแห่งความฝัน และ Jacket Cover แผ่นทอง  Gold ingot 0.1 กรัม ชุด The Infinite Journey of Dream ได้แล้วที่ NGG Jewellery อาณาจักรเครื่องประดับ ทอง เพชร อัญมณี และนาฬิกา ทุกสาขาทั่วประเทศไทย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือสามารถสั่งซื้อ และสอบถามเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทาง LINE OA: @NGG Jewellery และ http://www.nggjewellery.com

-(016)

Garena® Delta Force เปิด Closed Beta Test เวอร์ชันมือถือ พร้อมให้บริการภาษาไทยบนทุกแพลตฟอร์ม

Garena® Delta Force เปิด Closed Beta Test เวอร์ชันมือถือ พร้อมให้บริการภาษาไทยบนทุกแพลตฟอร์ม

Garena® Delta Force เปิด Closed Beta Test เวอร์ชันมือถือ พร้อมให้บริการภาษาไทยบนทุกแพลตฟอร์ม

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.10 น.

Garena® Delta Force เกม FPS แนวกลยุทธ์มุมมองบุคคลที่หนึ่ง ประกาศการเปิด Closed Beta Test (CBT) เวอร์ชันมือถือ ให้ผู้เล่นได้ทดสอบ ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 3 เมษายน 2568

การทดสอบดังกล่าวจะเปิดให้บริการเฉพาะบนระบบปฏิบัติการ Android เท่านั้น โดยหลังจากช่วงการทดสอบสิ้นสุดลง ความคืบหน้าในเกมของผู้เล่นที่เกิดขึ้นระหว่างช่วง Closed Beta Test ทั้งหมดจะถูกลบล้าง (reset) เพื่อเตรียมเปิดให้บริการตัวเกม Garena® Delta Force เวอร์ชันมือถือเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการ ทั้งบนระบบปฏิบัติการ Android และ IOS ในวันที่ 22 เมษายน 2568 นี้ เตรียมสัมผัสเกม FPS แนวกลยุทธ์อันน่าตื่นเต้น ผสมผสานไปด้วยภาพกราฟิกสมจริง ควบคู่โหมดการเล่นที่หลากหลายสุดเร้าใจได้บนมือถือ

โหมดการเล่นใน Garena® Delta Force – CBT เวอร์ชันมือถือ:

•             โหมด WARFARE – ผู้เล่นจะได้พบกับการต่อสู้ในสมรภูมิสุดสมจริงแบบ 24v24 ในหลากหลายโหมด ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล

•             โหมด OPERATIONS – ผู้เล่นจะพบการเล่นแบบ Extraction Shooter โดยจะต้องเข้าไปสำรวจแผนที่ รวบรวมเสบียง และรีบไปยังจุดหลบหนีภายในเวลาที่กำหนด

ภายใต้โหมดการเล่นทั้งสองโหมดนี้ ผู้เล่นจะได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงในด้านการยิงเชิงกลยุทธ์ อาวุธทางการทหาร การปรับแต่งอาวุธและยานพาหนะแบบไร้ข้อจำกัด รวมถึงได้สัมผัสสมรภูมิแบบ 360 องศา สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Closed Beta Test เวอร์ชันมือถือได้ทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ ที่  Garena Delta Force TH 

รับชมตัวอย่าง Delta Force เวอร์ชันมือถือ ที่นี่ 

พร้อมกันนี้ Garena® Delta Force เปิดเผยรายละเอียดระบบมือถือที่รองรับสำหรับการทดสอบ Closed Beta Test เวอร์ชันมือถือ  โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ผู้เล่นสามารถร่วมการทดสอบ Closed Beta Test เวอร์ชันมือถือ พร้อมรับของรางวัลสุดพิเศษมากมาย ผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ ที่ Garena® Delta Force TH และลงทะเบียนล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ผ่านทาง App Store และ Google Play เพื่อเป็นหนึ่งในผู้เล่นกลุ่มแรกที่ได้รับไอเทมสุดพิเศษสำหรับเวอร์ชันมือถือ

ติดตามข่าวสารได้ผ่านช่องทางออฟฟิชเชียลต่าง ๆ ของ Garena® Delta Force

แอสคอทท์ ประเทศไทย ยกระดับมาตรฐานการบริการที่ยั่งยืน ด้วยใบรับรอง GSTC

แอสคอทท์ ประเทศไทย ยกระดับมาตรฐานการบริการที่ยั่งยืน ด้วยใบรับรอง GSTC

แอสคอทท์ ประเทศไทย ยกระดับมาตรฐานการบริการที่ยั่งยืน ด้วยใบรับรอง GSTC

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.52 น.

ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด ประเทศไทย (แอสคอทท์) ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการได้รับการรับรองจาก Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจโรงแรมอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบในระดับสากล

แอสคอทท์ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่ยั่งยืน โดยผสานแนวทางปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ากับการบริการระดับโลก ภายใต้โครงการ “Ascott CARES” ที่มุ่งเน้น 5 หัวใจสำคัญ ได้แก่ ชุมชน (Community), พันธมิตร (Alliance), การให้เกียรติ (Respect), สิ่งแวดล้อม (Environment) และห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain)

แอสคอทท์ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น ผ่านโครงการ Ascott CARES โดยนำแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนมาใช้ในการดำเนินงานทุกด้าน ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การอนุรักษ์น้ำ การลดของเสีย ไปจนถึงการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยโครงการเหล่านี้ได้สร้างประโยชน์โดยตรงแก่ชุมชนในพื้นที่ที่แอสคอทท์ดำเนินธุรกิจ และยังสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนระดับโลกของบริษัทอีกด้วย

การรับรอง GSTC ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยประเมินธุรกิจตามหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการจัดการ ซึ่งการรับรองในครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของแอสคอทท์ และความสำเร็จในการปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มงวด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นและการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ   

การรับรองจาก GSTC ครอบคลุมที่พักในเครือแอสคอทท์ 20 แห่งในประเทศไทยและลาว ซึ่งรวมถึงเซอร์วิสเรสซิเดนซ์ โรงแรม และที่พักรูปแบบโค-ลิฟวิ่ง ภายใต้แบรนด์ Ascott, Citadines, lyf, Oakwood และ Somerset ในเมืองสำคัญอย่าง กรุงเทพฯ ชลบุรี และเวียงจันทน์

คณิต แสงมุกดา ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทยและลาว บริษัท ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “ความยั่งยืนคือหัวใจหลักในการดำเนินงานของเรา และเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการรับรองจาก GSTC ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ถือเครื่องยืนยันถึงความพยายามของเราในการนำความยั่งยืนมาสู่ทุกมิติของธุรกิจ  ตั้งแต่การดำเนินงานที่ประหยัดพลังงาน การจัดหาทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ ตลอดจนการมีส่วนร่วมกับชุมชน เราจะยังคงมุ่งมั่นสร้างผลกระทบเชิงบวก ไม่เพียงแต่สำหรับแขกผู้เข้าพัก แต่ยังรวมถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่เราให้บริการด้วย”

ด้วยการรับรองนี้ แอสคอทท์ตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมการบริการ พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์การเข้าพักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับความสะดวกสบาย และคุณภาพในการให้บริการที่เป็นเลิศ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอสคอทท์ ประเทศไทย หรือสำรองห้องพัก กรุณาติดต่อ 02 204 4400 / 1800 888 272 (โทรฟรีในประเทศไทย) อีเมล enquiry.thailand@the-ascott.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ http://www.discoverasr.com

เดินทางด้วยรถยนต์ให้ปลอดภัย..เช็คช่วงล่างให้ชัวร์ : ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

เดินทางด้วยรถยนต์ให้ปลอดภัย..เช็คช่วงล่างให้ชัวร์ : ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

เดินทางด้วยรถยนต์ให้ปลอดภัย..เช็คช่วงล่างให้ชัวร์ : ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.50 น.

ย่างเข้าสู่เดือนเมษายนช่วงเทศกาลวันหยุดยาว หลายคนเตรียมวางแผนการเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด หรือเตรียมตัวไปเที่ยวพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ การเดินทางไกลโดยรถยนต์เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัย เป็นอันดับแรก การเตรียมความพร้อมทั้งตัวรถและผู้ขับขี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หากไม่มีการวางแผนและปฏิบัติตามหลักการขับขี่ที่ถูกต้อง 

 ก่อนออกเดินทางผู้ใช้รถต้องมั่นใจว่า รถยนต์อยู่ในสภาพสมบูรณ์และปลอดภัย ไม่เพียงแค่การตรวจสอบพื้นฐานอย่างน้ำมันเครื่อง ยางรถ ระบบเบรก และไฟส่องสว่างแล้ว แต่ยังมีอีกหลายองค์ประกอบ ผู้ขับขี่เองก็ควรเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งเรื่องของสภาพร่างกาย จิตใจ และการวางแผนเส้นทาง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวเองและเพื่อนร่วมทาง ทั้งนี้นอกจากการตรวจเช็คสภาพพื้นฐานแล้ว สิ่งที่ผู้ใช้รถยนต์ไม่ควรมองข้าม คือ ช่วงล่างของรถยนต์ เช่น ลูกหมาก ปีกนก โช้คอัพ และบูชยางต่างๆ เพราะมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยและสมรรถนะของรถยนต์ หากชิ้นส่วนเหล่านี้เสื่อมสภาพ อาจส่งผลต่อการทรงตัว การยึดเกาะถนน และทำให้เกิดอุบัติเหตุได้โดยไม่คาดคิด 

รู้จักองค์ประกอบของช่วงล่างที่มักถูกมองข้าม

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายองค์ประกอบของช่วงล่างที่มักถูกมองข้ามและขาดการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอาจส่งผลต่อสมรรถนะและอายุการใช้งานของรถยนต์ได้เช่นกัน ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ทุกเส้นทาง มาทำความรู้จักกับอะไหล่ช่วงล่างรถยนต์บางชนิดที่ถูกลืม หรือหลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก

ข้อมูลจาก ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลฝีมือคนไทยที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี กล่าวว่า  โดยทั่วไปแล้ว ผู้ใช้รถยนต์มักให้ความสำคัญกับการดูแลระบบช่วงล่าง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนหลักที่ต้องบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น ยางรถยนต์ ระบบเบรก และโช๊คอัพ แต่ยังมีชิ้นส่วนช่วงล่างอื่นๆ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของรถยนต์ที่ไม่ควรมองข้าม และควรใส่ใจเช่นกัน อาทิ

  1. ยางรองแท่นเครื่อง (Engine Mounts): ยางรองแท่นเครื่องทำหน้าที่ดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์และช่วยยึดเครื่องยนต์ให้มั่นคง หากยางรองแท่นเครื่องเสื่อมสภาพ จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนที่มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการขับขี่และอาจทำให้ชิ้นส่วนอื่น ๆ ในเครื่องยนต์สึกหรอเร็วขึ้นดังนั้น ควรเปลี่ยนทุก 60,000 – 100,000 กม. ขึ้นอยู่กับการใช้งาน หรือหากมีการสั่นสะเทือน หรือเสียงดังจากเครื่องยนต์ขณะเร่งเครื่อง หรือถ้ามีรอยแตกหรือการเสื่อมสภาพที่ชัดเจน
  2. บูช (Bushings): บูชในระบบช่วงล่างช่วยให้การเคลื่อนไหวของชิ้นส่วนต่าง ๆ ราบรื่น โดยลดการเสียดสีและดูดซับแรงกระแทกและทำให้การขับขี่นุ่มนวลขึ้น หากบูชสึกหรอหรือแตกหัก อาจส่งผลให้เกิดเสียงดัง และส่งผลต่อการทรงตัวของรถ การควบคุมที่ไม่แม่นยำขณะขับขี่ ควรเปลี่ยนประมาณทุก 80,000 – 100,000 กม. หรือเมื่อสึกหรอ  เช่น เมื่อมีเสียงดังผิดปกติจากช่วงล่างหรือรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่ไม่มั่นคง
  3. โช๊คอัพ (Shock Absorbers): โช๊คอัพเป็นส่วนสำคัญในการดูดซับแรงกระแทกจากถนน อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บางคนอาจมองข้ามการตรวจสอบประสิทธิภาพของโช๊คอัพ ซึ่งหากโช๊คอัพเสื่อมสภาพจะส่งผลให้การขับขี่ไม่มั่นคงและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ ควรเปลี่ยนทุก 50,000 – 100,000 กม. ขึ้นอยู่กับคุณภาพและการใช้งาน หรือหากมีการกระเด้งหรือการควบคุมที่ไม่ดีขณะขับขี่ หรือมีน้ำมันรั่วจากโช๊คอัพ
  4. ระบบพวงมาลัย (Steering Components): ชิ้นส่วนของระบบพวงมาลัย เช่น เพลาและบูชพวงมาลัยมักถูกมองข้าม แต่มีผลกระทบโดยตรงต่อการควบคุมรถ หากชิ้นส่วนเหล่านี้สึกหรอหรือมีปัญหา จะทำให้การควบคุมรถไม่แม่นยำและเพิ่มความเสี่ยงในการขับขี่ ควรตรวจเช็คข้อต่อพวงมาลัย ทุก70,000 – 100,000 กม. หรือเมื่อมีอาการผิดปกติหากมีการหลวม หรือลักษณะการหมุนพวงมาลัยไม่ปกติ

การไม่ใส่ใจในส่วนประกอบเหล่านี้อาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต ไม่เพียงแต่จะมีผลต่อความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายในการขับขี่และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในระยะยาว  ดังนั้นผู้ใช้รถควรให้ความสำคัญในการตรวจเช็คและบำรุงรักษาชิ้นส่วนช่วงล่างเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ หรือเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น มีเสียงดังขณะขับขี่ รถสั่นสะเทือนผิดปกติ หรือพวงมาลัยเบี้ยว นอกจากนี้ การเลือกใช้ชิ้นส่วนอะไหล่ที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพสูงก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์จะมีสมรรถนะที่ดีและปลอดภัยต่อการใช้งาน

บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด มุ่งมั่นพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนาน โดยมุ่งเน้นการผลิตชิ้นส่วนที่มีความทนทานและได้มาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ทุกคน สามารถสอบถามรายละเอียด ที่ร้านอะไหล่รถยนต์ชั้นนำ ตัวแทนจำหน่าย หรือเว็บไซต์ https://chalitindustry.com 

นอกจากนี้ ยังควรตรวจสอบดูแลสภาพรถยนต์ด้านอื่นๆก่อนเดินทางไกลในช่วงเทศกาลหยุดยาวนี้ด้วย เช่น ตรวจสอบยาง: ความดันลมยาง ควรเช็คและปรับความดันลมยางให้ถูกต้องตามที่ผู้ผลิตแนะนำ ตรวจสอบดอกยาง ดูว่ามีการสึกหรอมากเกินไปหรือไม่ โดยใช้เหรียญหรือเครื่องมือวัดความลึกดอกยาง และที่สำคัญต้องเช็คสภาพยางสม่ำเสมอ เช็ครอยแตก, การบวม, หรือสิ่งแปลกปลอมที่อาจทำให้ยางเสียหาย, ตรวจสอบระบบเบรก:  ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเบรก และเปลี่ยนตามที่ผู้ผลิตแนะนำ ที่สำคัญควร ตรวจสอบผ้าเบรก เช็คความหนาและสภาพของผ้าเบรกเพื่อป้องกันเสียงผิดปกติ หรือการสึกหรอที่ไม่สมบูรณ์, ตรวจสอบสปริง:   เช็คความเสียหาย เช่น การเปลี่ยนรูปหรือการแตกของสปริง และควรทำความสะอาดจากสิ่งสกปรกเพื่อป้องกันการกัดกร่อน, ตรวจสอบการบาลานซ์ล้อ:  การบาลานซ์ล้อ ควรทำการบาลานซ์ล้อเป็นระยะ เพื่อป้องกันการสึกหรอไม่สม่ำเสมอ, ตรวจสอบระบบขับเคลื่อน:  ตรวจดูเพลาขับ เช็คว่ามีรอยแตก หรือสัญญาณการเสียหาย และน้ำมันหล่อลื่น ควรตรวจสอบระดับน้ำมันในระบบขับเคลื่อนและให้เติมตามความจำเป็น, ทำความสะอาดช่วงล่าง: ควรล้างโคลนและสิ่งสกปรก เพื่อลดการกัดกร่อนและช่วยให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น, การตรวจเช็คตามระยะ: ควรตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ และให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็คช่วงล่างอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง หรือทุก 10,000-15,000 กม.

RSTA ผนึกกำลังตอกย้ำความใส่ใจคุณภาพชีวิต ติดตั้งหอฟอกอากาศ ‘ฟ้าใส มินิ’ แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 บริเวณย่านราชประสงค์

RSTA ผนึกกำลังตอกย้ำความใส่ใจคุณภาพชีวิต ติดตั้งหอฟอกอากาศ ‘ฟ้าใส มินิ’ แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 บริเวณย่านราชประสงค์

RSTA ผนึกกำลังตอกย้ำความใส่ใจคุณภาพชีวิต ติดตั้งหอฟอกอากาศ ‘ฟ้าใส มินิ’ แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 บริเวณย่านราชประสงค์

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.33 น.

สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA)ผนึกกำลังตอกย้ำความใส่ใจคุณภาพชีวิตติดตั้งหอฟอกอากาศ ‘ฟ้าใส มินิ’ (FAHSAI mini) แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 บริเวณย่านราชประสงค์

สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) จับมือศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) และบริษัทดี ซูพรีม จำกัด ร่วมกันยกระดับความใส่ใจสุขภาพผู้ใช้ชีวิตย่านราชประสงค์ ดำเนินการติดตั้งหอฟอกอากาศระดับเมืองอัตโนมัติ ‘ฟ้าใส มินิ’ (FAHSAI mini) นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนจากการวิจัยและพัฒนาของ RISC เพื่อช่วยลดมลภาวะทางอากาศและฝุ่นพิษ

โดยในปี  2568 นี้ ปัญหามลภาวะทางอากาศ มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 และคาดการณ์ว่าจะมีภาวะความรุนแรงยาวนานเกือบทั้งปี จนทำให้คุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานครและในหลายจังหวัด กลายเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงติดอันดับโลก รวมถึงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพของประชาชนในระยะยาว เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มะเร็งปอด โรคหอบหืด โรคหลอดเลือดหัวใจ และภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นต้น

นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์(RSTA)  กล่าวว่า “สมาคมฯ มีความตระหนักถึงปัญหาและมุ่งมั่นที่จะแสวงหาความร่วมมือในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับผู้ที่ใช้ชีวิตและทำงานในย่านใจกลางราชประสงค์ เรากังวลถึงปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น เราจึงร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC by MQDC) และบริษัท ดี ซูพรีม จำกัด นำร่องติดตั้งหอฟอกอากาศ ‘ฟ้าใส มินิ’ (FAHSAI mini) ในพื้นที่สำคัญของย่านราชประสงค์ เพื่อช่วยลดปริมาณฝุ่นและ

มลพิษทางอากาศ เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ในการดูแลคุณภาพอากาศในเมือง และส่งเสริมให้ราชประสงค์เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน ทุกวัย ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ปัจจุบันย่านราชประสงค์มีปริมาณทราฟฟิกหมุนเวียนกว่า 500,000 คนต่อวัน ทางเดินลอยฟ้า Ratchaprasong-Walk (R-Walk) ช่วงพีคมีปริมาณทราฟฟิกสัญจรไปมาบนสกายวอล์กกว่า 100,000 – 150,000 คนต่อวัน จากปกติเฉลี่ย 80,000 – 100,000 คนต่อวัน”  

นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์(RSTA) สมาคมฯ ได้พิจารณาจัดหานวัตกรรมเทคโนโลยีที่จะมาช่วยบรรเทาวิกฤตทางอากาศบริเวณราชประสงค์ ทำให้อากาศมีความสะอาด ปลอดภัย โดยพื้นที่นำร่องในย่านราชประสงค์คือ บริเวณด้านหน้าเกษรวิลเลจ และด้านหน้าเกษรอัมรินทร์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีคนไทยและชาวต่างชาติใช้บริการในพื้นที่ด้านนอกอาคารจำนวนมาก ได้ติดตั้งหอฟอกอากาศ ‘ฟ้าใส มินิ’ (FAHSAI mini) นวัตกรรมหอฟอกอากาศระดับเมืองที่คิดค้นวิจัยโดยศูนย์วิจัย RISC ซึ่งมีการวิจัยพัฒนาหอฟอกอากาศระดับเมืองมาหลายรุ่น ‘ฟ้าใส มินิ’ (FAHSAI mini) เป็นหอฟอกอากาศที่สามารถใช้งานภายนอกอาคารได้เป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพในการลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์ RISC กล่าวเสริมว่าด้วยสภาพปัญหามลพิษทางอากาศที่มีอยู่ต่อเนื่อง ทางศูนย์ฯ ได้ดำเนินการวิจัยในด้านต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2562เพื่อให้ได้เทคโนโลยีฟอกอากาศที่สามารถแปลงฝุ่นพิษหรือ PM 2.5 ให้เป็นอากาศที่มีความปลอดภัย จึงเป็นจุดกำเนิดของหอฟอกอากาศฟ้าใส (FAHSAI) ด้วยเทคโนโลยี Jet Venturi Scrubber ที่มีหลักการทำงาน

เริ่มต้นจากการดูดอากาศจากด้านล่างด้วยพัดลม และดึงอากาศเข้าไปในระบบ ผ่านหัวพ่นละอองน้ำความเร็วสูง 2 ชั้น ผสมกับการออกแบบแผ่นโครงสร้างดักฝุ่นละอองและเพิ่มแรงตึงผิวให้กับน้ำ สามารถจับอนุภาคขนาดตั้งแต่ 0.3 ไมครอนขึ้นไป อากาศจากหอฟอกอากาศนี้จะผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยระบบ UVGI เพื่อทำให้สะอาดอย่างแท้จริง และจะปล่อยออกมาในระดับความสูงที่คนหายใจพอดี โดยมีใบพัดช่วยดึงให้ได้ปริมาตรตามต้องการ ตัวเครื่องใช้ปริมาณน้ำในระบบเพียง 50 ลิตรต่อวัน เพื่อกำจัดฝุ่นและสิ่งปนเปื้อนในอากาศ รวมถึงมีระบบหมุนเวียนน้ำบางส่วนให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยเทคโนโลยีโอโซนในน้ำและระบบกรองน้ำ

หอฟอกอากาศ ‘ฟ้าใส มินิ’ (FAHSAI mini) นับเป็นโมเดลใหม่ล่าสุดที่มีขนาดเหมาะสมและสะดวกในการติดตั้งในย่านราชประสงค์ มีประสิทธิภาพลดฝุ่นพิษลงได้ถึง 60,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่รัศมีรอบตัวหอฟอกอากาศประมาณ 50 X 50 เมตร ความสูงประมาณ 5 เมตร (พื้นที่ประมาณ 12,500 ลูกบาศก์เมตร) เทียบเท่าขนาดหนึ่งสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ และได้มีการตรวจวัดประสิทธิภาพการฟอกอากาศอย่างต่อเนื่อง และในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังพบด้วยว่า  ‘ฟ้าใส มินิ’ (FAHSAI mini) สามารถลดค่าฝุ่นได้ถึง 60% “เราหวังว่าฟ้าใส มินิ (FAHSAI mini) จะเป็นต้นแบบของโครงการที่ช่วยให้เมืองไทยสามารถรับมือกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม และหวังว่าจะมีการขยายโครงการไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในอนาคต เพื่อให้ประชาชนสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโตกล่าวสรุป  

โดยบริษัทดี ซู พรีม จำกัด ผู้ได้รับสิทธิบัตร ‘ฟ้าใส มินิ’ (FAHSAI mini) เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์ เน้นการพัฒนาให้มีความพร้อมสำหรับการจำหน่าย และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการจากศูนย์วิจัยฯ RISC ได้ทำการติดตั้งหอฟอกอากาศ ‘ฟ้าใส มินิ’ (FAHSAI mini) เพื่อให้บริการอากาศสะอาดสำหรับผู้ที่เข้ามาใช้บริการพื้นที่ย่านราชประสงค์ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568  ซึ่งเป็นความร่วมมือของภาคเอกชนหลายหน่วยงาน ที่ร่วมดูแลให้ความสำคัญกับการบรรเทาลดปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 และเพิ่มคุณภาพชีวีตคนเมืองในการดูแลสุขภาพทางเดินหายใจ อีกทั้งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ย่านราชประสงค์แลนด์มาร์คของกรุงเทพพมหานคร เพื่อการสนับสนุนความเป็นย่านการค้าที่เข้มแข็งและตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างครบครัน

-(016)

ส่งเสียงสตรีให้มีพลัง เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองบทบาทของผู้หญิง และความท้าทายด้านสุขภาพ

ส่งเสียงสตรีให้มีพลัง เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองบทบาทของผู้หญิง และความท้าทายด้านสุขภาพ

ส่งเสียงสตรีให้มีพลัง เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองบทบาทของผู้หญิง และความท้าทายด้านสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.52 น.

หญิงไทยเลี่ยงการตรวจคัดกรอง เนื่องจากภาระหน้าที่ในครอบครัวสูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย-แปซิฟิก เสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้น

เนื่องในโอกาสวันสตรีสากลในเดือนมีนาคมปีนี้ที่ทั่วโลกเฉลิมฉลองภายใต้ธีม “Accelerate Action” หรือการเร่งลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ส่งเสริมสิทธิสตรีและความเท่าเทียมในสังคม โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) และ โรช ไทยแลนด์ จัดงานเสวนาในหัวข้อ “ร่วมส่งเสียงสตรีให้มีพลัง เพื่อผลักดันสุขภาพสตรีไทย” มุ่งเน้นความสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และขับเคลื่อนการตรวจคัดกรองเพื่อสุขภาพหญิงไทย โดยได้รับเกียรติจาก ศ.พญ.ศิริวรรณ ตั้งจิตกมล นายกสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย พร้อมด้วยพญ. ศิริโสภา เตชะวัฒนวรรณา อาจารย์ประจำสาขาวิชาเคมีบำบัด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคมะเร็งในผู้หญิงไทย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของผู้หญิงในสังคมปัจจุบัน และความท้าทายด้านสุขภาพที่ผู้หญิงไทยกำลังเผชิญ

ในปัจจุบัน ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง หรือสาธารณสุข โดยเฉพาะในบทบาทของผู้ดูแลครอบครัว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจด้านสุขภาพ ข้อมูลล่าสุดจาก Roche Diagnostics APAC Women Health Survey 2025 ในผู้หญิงภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อายุ 25-50 ปี มากกว่า 300 ราย ระบุว่า ร้อยละ 28  ของผู้หญิงไทยเคยเลื่อนหรือหลีกเลี่ยงการรักษาทางการแพทย์ เนื่องจากภาระหน้าที่ในครอบครัว โดยประเทศไทยสูงเป็นอันดับ 2 รองจากอินเดีย ใน 8 ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก นอกจากนี้ มากกว่าร้อยละ 802 ของผู้หญิงในประเทศโลกตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้ตัดสินใจเรื่องการดูแลสุขภาพของครอบครัว ยิ่งกว่านี้ ผู้หญิงยังเป็นกำลังหลักในระบบสาธารณสุข โดยร้อยละ 66  ของผู้ดูแลคนป่วยในครอบครัวทั่วโลกคือผู้หญิง และร้อยละ 71  ของบุคลากรทางการแพทย์ก็คือผู้หญิงเช่นกัน อีกทั้งยังรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครอบครัวสูงถึงร้อยละ 70  อย่างไรก็ตาม ภาระเหล่านี้ทำให้ผู้หญิงไทยละเลยสุขภาพของตนเอง ส่งผลให้อัตราการเกิดมะเร็งในผู้หญิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดจาก Economist Impact เผยว่า ร้อยละ 27.8 ของผู้หญิงไทยไม่เคยตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม และร้อยละ 24.9 ไม่เคยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก   สาเหตุหลักมาจากการขาดความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการตรวจสุขภาพ และความกังวลเกี่ยวกับผลตรวจ

ปัจจุบัน มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมเป็นสองในห้าอันดับแรกของโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้หญิงไทยมากที่สุด  แม้ว่าการตรวจคัดกรองจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ แต่หลายคนยังลังเลหรือไม่สามารถเข้าถึงบริการตรวจสุขภาพได้อย่างทั่วถึง ข้อมูลล่าลุดระบุว่า 1 ใน 3 ของผู้หญิงไทยมองว่าการตรวจคัดกรองเป็นเรื่องที่ไม่เร่งด่วน ทำให้พลาดโอกาสในการป้องกันและรักษาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ศ.พญ.ศิริวรรณ ตั้งจิตกมล นายกสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย เปิดเผยว่า “มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในผู้หญิงไทย มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนี้วันละ 13 คน ที่น่าตกใจคือ ประมาณร้อยละ 85 ของผู้หญิงที่ยังมีเพศสัมพันธ์เคยติดเชื้อ HPV และมากกว่าร้อยละ 99 ของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งปากมดลูกมาจากการติดเชื้อนี้  ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ที่จะช่วยให้พบความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรก จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงต่อการพบมะเร็งในระยะลุกลามและเสียชีวิต”

ผลสำรวจดังกล่าว  พบว่า ร้อยละ 55 เคยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก  ร้อยละ 12 วางแผนจะไปตรวจ ที่น่ากังวล คือ อีกร้อยละ 33 ไม่ต้องการตรวจคัดกรองเลย เนื่องจากกลัวเจ็บและอาย ดังนั้น จึงมีวิธีการที่ช่วยให้ผู้หญิงก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้โดยการเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยตนเอง (Self-Sampling HPV Test)   พบว่า ร้อยละ 65 ของสตรีที่ทำการสำรวจเห็นด้วยว่าการตรวจคัดกรองด้วยตัวเองนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ ซึ่งผลจากการศึกษาระดับนานาชาติและการศึกษาของสมาคมมะเร็งนรีเวชไทยพบว่าการเก็บสิ่งส่งตรวจหาเชื้อ HPV ด้วยตนเองและโดยแพทย์นั้น มีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน  ข้อมูลเหล่านี้ จึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับสตรีเพื่อดูแลสุขภาพโดยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยด้วยตนเองจากการเก็บตัวอย่างจากปากมดลูกเพื่อตรวจหาเชื้อ HPV

พญ. ศิริโสภา เตชะวัฒนวรรณา  อาจารย์ประจำสาขาวิชาเคมีบำบัด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า “การตรวจคัดกรองสุขภาพสตรีมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สถาบันมะเร็งแห่งชาติให้แนวทางไว้สำหรับผู้หญิงอายุ 20+ ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง กลุ่มอายุ 40-69 ปี  นอกจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำแล้ว ควรได้รับการตรวจโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมทุก 1 ปี”

“ผู้หญิงไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพ เพราะมีการคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15.9  และอัตราการเสียชีวิตเพิ่มจากปี 2020 ขึ้นสูงถึงร้อยละ 25.9 ภายในปี 203010 สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกที่คาดว่าจะมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.1 เป็นมากกว่า 2.7 ล้านคน และอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.2 เป็น 857,319 คนในช่วงเวลาเดียวกัน”10

นอกจากนี้ การสำรวจของโรชยังพบว่า ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่หรือประมาณร้อยละ 52 ค้นหาข้อมูลด้านสุขภาพจากอินเทอร์เน็ต และร้อยละ 48 หาข้อมูลจากโรงพยาบาล  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของแหล่งข้อมูลออนไลน์ในการให้ความรู้ด้านสุขภาพ อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยหรือพบความผิดปกติ ควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อการวินิจฉัยและดูแลสุขภาพที่เหมาะสม

นายมิไฮ อิริเมสซู กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ ประเทศไทย กล่าวว่า  “จากผลสำรวจ เราพบว่าเหตุผลหลักที่ผู้หญิงไทยไม่ตรวจคัดกรองมะเร็ง เพราะคิดว่าไม่มีอะไรผิดปกติ (34% ) กลัวเจ็บ (28%12) และกลัวผลตรวจ (26%12)  ดังนั้น การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง”

โรชมุ่งมั่นส่งเสริมโครงการด้านสุขภาพที่ดีของผู้หญิง เพื่อยกระดับสิทธิและความเท่าเทียมด้านสุขภาพในสังคมไทย โดยดำเนินโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการช่วยเหลือด้านสุขภาพสำหรับสตรีไทยที่จัดกิจกรรมตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ให้ความรู้แก่พนักงานในโรงงาน และส่งเสริมการใช้ชุดเก็บรวบรวมด้วยตนเองผ่านช่องทางดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีโครงการสัปดาห์ตรวจสุขภาพสตรีแห่งชาติ ร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 60 องค์กรทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมโรดโชว์ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและให้ความรู้แก่ผู้หญิง รวมถึงโครงการ Cancer Care Connect ที่ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งทุกชนิดสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย ตอกย้ำการตระหนักรู้และความสำคัญของการดูแลสุขภาพในผู้หญิงยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ

ทั้งนี้ โรชตั้งเป้าว่า ปีนี้ ศูนย์ความเป็นเลิศ (Centers of Excellence) ในโรงพยาบาลต่างๆ จะมีการตรวจวินิจฉัยและแนวทางการรักษาแบบใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้มีการวินิจฉัยตรวจพบโรคมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกๆ เพิ่มขึ้น 10%

นายมิไฮ ย้ำทิ้งท้ายว่า “โรชให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้ และการตรวจคัดกรองด้านสุขภาพมาโดยตลอด ไม่เพียงแต่ในเดือนแห่งวันสตรีสากล แต่มุ่งหวังให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีในทุกๆวัน เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของทุกคนในครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น”

-(016)