DSIรับตึกสตง.ถล่ม เป็นคดีพิเศษแล้ว พบพฤติกรรมนอมินี ลุยสอบขยายสุดสาย

DSIรับตึกสตง.ถล่ม เป็นคดีพิเศษแล้ว พบพฤติกรรมนอมินี ลุยสอบขยายสุดสาย

DSIรับตึกสตง.ถล่ม เป็นคดีพิเศษแล้ว พบพฤติกรรมนอมินี ลุยสอบขยายสุดสาย

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.28 น.

‘ทวี’เผย ดีเอสไอรับตึกสตง.ถล่ม เป็นคดีพิเศษแล้ว พบพฤติกรรมนอมินี ลุยขยายสอบบริษัทไชน่าเรลเวย์ ลุยตรวจสอบสุดสาย ถึงบริษัทร่วม joint venture พบมีข้อมูล 10กว่าบริษัทจดทะเบียน100ล้าน ใช้กรรมการคนไทยชุดเดียวกัน

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการตรวจสอบบริษัทก่อสร้างอาคารสำนักงานสตง.แห่งใหม่ 30 ชั้น อยู่ระหว่างก่อสร้าง เกิดถล่มขณะเกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม นั้นว่า เมื่อเกิดเหตุมีการช่วยเหลือชีวิตของประชาชนเป็นเรื่องสูงสุด แต่เราก็มีเอกภาพในการช่วยเหลือ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ ที่อาคารตึก 30 ชั้นได้ถล่มลงมาเป็นแพนเค้กเกิดขึ้นแห่งเดียวในประเทศไทย ในขณะที่ตึกอื่นไม่ถล่ม ดังนั้น เราก็ต้องหาสาเหตุโดยแนวทางตามกฎหมาย 

รมว.ยุติธรรม เผยอีกว่า ทราบว่าเมื่อวานนี้(1เม.ย.)กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ได้รับเรื่องไว้ เป็นคดีพิเศษแล้ว เบื้องต้นสอบสวนเรื่องการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือที่เรียกว่า นอมินี ซึ่งโดยหลักกฎหมายดังกล่าวมีเจตนาในเรื่องเศรษฐกิจที่เราจะเชิญชวนคนต่างชาติเข้ามาทำงานแต่ขอให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นให้คนไทยได้51% ต่างชาติเอาไป 49% แต่การจะเอาผลประโยชน์ไปทั้งหมดโดยใช้นอมินีนั้น ถือว่าเป็นความผิด

“ทั้งนี้สำหรับบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าตั้งแต่ 100 ล้านขึ้นไป เท่าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าไปตรวจสอบพบว่า มีมูลน่าเชื่อถือ จึงได้รับไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว โดยตั้งเป็นเลขคดีพิเศษแล้ว ซึ่งเป็นความผิดท้ายพ.ร.บ.คดีพิเศษ ที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจในการพิจารณารับเป็นคดีพิเศษ”รมว.ยุติธรรม กล่าว

ส่วนความผิดอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องก็จะต้องถูกสอบไปด้วย เช่นพ.ร.บ.การฮั้วข้อมูล รวมทั้งเรื่องสินค้าไม่ได้มาตรฐานซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะถ้าหากการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานก็จะทำให้เกิดตึกถล่มเช่นครั้งนี้เป็นต้น

สำหรับปัญหาเรื่องนอมินี หรือนักธุรกิจมาเอาเปรียบ ก็ควรจะมีการตรวจสอบทั้งประเทศด้วยโดยแนวทางเมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้วก็จะตรวจสอบว่าบริษัทดังกล่าวจอยเวนเจอร์ร่วมกับใครบ้างได้งานที่ไหนบ้างโดยจะตรวจสอบทั้งหมดสุดสาย

ขณะนี้ชัดเจนว่าบริษัทดังกล่าวใช้คนไทยเป็นนอมินีใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่ากรณีนี้ต้องไปสอบถามจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพียงแต่ได้รับรายงานว่ามีหลักฐานมากพอสมควร โดยบริษัทดังกล่าวมีทุนจดทะเบียนเกิน 100 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เพียงบริษัทเดียว มีจำนวนกว่า 10 บริษัทที่ใช้กรรมการที่เป็นคนไทยชุดเดียวกัน ใช้สถานที่จดบริษัทเดียวกัน ซึ่งก็เห็นใจหน่วยงานที่สอบ เช่นกรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์จะไม่มีเครื่องมือ แต่ถ้าดีเอสไอจะสอบสัญญาที่มีบริษัทเก็บไว้เองกับที่สรรพากร และหน่วยงานต่างไป ซึ่งเราก็จะเรียกหน่วยงานเหล่านี้มา

“สิ่งสำคัญ คือความเสียใจมีผู้ได้รับโศกนาฏกรรมสูญเสียเป็นจำนวนมาก ซึ่งDSI ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ จึงต้องมีการสอบสวนและทำบนหลักนิติธรรมกฎหมาย แม้จะมีการบอกว่าบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทใหญ่อันดับต้นๆของโลก ดังนั้นจึงต้องมีการทำอย่างตรงไปตรงมาและรอบคอบ ทั้งนี้จะต้องดูไปถึงบริษัทที่ควบคุมงานหรือไม่ที่ปล่อยให้เกิดเหตุครั้งนี้ขึ้น บริษัทที่เขียนแบบการก่อสร้าง”รมว.ยุติธรรม ระบุ

เมื่อถามว่ามีข้อมูลว่าบริษัทดังกล่าวได้งานก่อสร้างตึกของภาครัฐกว่า 10 แห่งนอกเหนือจากตึกสตง.แห่งใหม่นั้น พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า DSIมีข้อมูลมากอยู่แล้ว เมื่อสอบสวนก็จะต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานและประวัติต่างๆทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับบริษัท พฤติกรรม นิสัยของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นไปตามหลักการสอบสวนโดยปกติทั่วไป

ส่วนการสอบสวนจะขยายไปยังบริษัทที่ร่วมประมูลงานที่อาจจะมีการสมยอมในการแข่งขันราคาหรือไม่ พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า เป็นความผิดท้าย พ.ร.บ.คดีพิเศษซึ่งจะมีเกณฑ์ปกติทางวิชาการว่าถ้าบริษัทมีการสมยอมกันกลับไม่สมยอมจะมีราคาแตกต่างกันอย่างไร บางครั้งราคาต่างกันมากก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้กระทำความผิด แต่อาจจะไปใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งมีทั้งสมยอมหรือฮั้ว จะต้องไปตรวจเนื้องานว่าได้มาตรฐานหรือไม่ด้วย อีกทั้งจะมีการตรวจสอบรวมไปถึงเรื่องวิศวกรที่มีข้อมูลว่าใช้วีซ่าของนักท่องเที่ยวเข้ามาทำงานด้วย

เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่ว่าบริษัทดังกล่าว เป็นวิสาหกิจของจีน พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ไม่หนักใจ เพราะความยุติธรรมไม่ได้ดูคนใหญ่คนโตคนหนึ่งคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากันต้องได้รับความคุ้มครอง 

‘100 องค์กร’ฮึ่ม! ยื่นสอบฟันจริยธรรม‘นายกฯ’ ปมลุกลี้ลุกลนดันกม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ

‘100 องค์กร’ฮึ่ม! ยื่นสอบฟันจริยธรรม‘นายกฯ’ ปมลุกลี้ลุกลนดันกม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ

‘100 องค์กร’ฮึ่ม! ยื่นสอบฟันจริยธรรม‘นายกฯ’ ปมลุกลี้ลุกลนดันกม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.15 น.

‘เครือข่าย 100 องค์กรภาคประชาชน’ยื่น‘ประธานสภาฯ-ผู้นำฝ่ายค้านฯ’ขอ‘สส.-พรรคการเมือง’ค้าน‘กฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ ขณะที่‘ดร.ชิดตะวัน’เตรียมยื่นสอบฟันจริยธรรมร้ายแรง‘นายกฯ-2ขุนคลัง’บิดเบือนปกปิดข้อมูล ขณะที่‘ผู้นำฝ่ายค้านฯ’ชี้รัฐบาลเร่งรีบดัน พ.ร.บ.สถานบันเทิงฯ หวั่นเอื้อ‘กลุ่มทุน-แก้ปัญหาไม่ตรงจุด’ หนุนทำประชามติรับฟังความเห็นประชาชน

2 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ในฐานะตัวแทน 100 องค์กรภาคประชาสังคม ยื่นหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภาและนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการบรรจุเข้าสู่ระบบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 3 เม.ย.นี้แล้วว่า จากการที่รัฐบาล พยายามผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยอาการรีบร้อน เร่งรัดมากจนผิดสังเกต และตัดสินใจเดินหน้ากระทำสิ่งที่ฝืนกระแสคัดค้านของสังคม และอาจเป็นชนวนความขัดแย้งครั้งใหม่ ซึ่งเครือข่ายภาคประชาสังคม 100 องค์กรมีความเห็นว่า การกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้เป็นการกระทำที่อสัตย์ อ้างส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น และบังคับให้ต้องมีกาสิโน และร่างกฎหมาย ก็มีการเขียนข้อกำหนดไว้อย่างหละหลวม

นายธนากร กล่าวต่อว่า การผลักดันนโยบายสถานบันเทิงครบวงจรของรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบ เนื่องจากไม่ได้มีการหาเสียงไว้กับประชาชน และยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างรอบด้านเพียงพอ รวมถึงนโยบายการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร ที่มีคาสิโนเป็นภาคบังคับนั้น ก็เป็นความเห็นแก่ได้ของรัฐบาล ที่คำนึงแต่เรื่องรายได้ทางเศรษฐกิจอย่างอับจนปัญญาที่จะหาวิธีอื่นที่สร้างสรรค์ ไม่ได้คำนึงถึงผลเสียที่มากพอ และนำอนาคตของสังคมไทยไปเสี่ยง ไร้มาตรการในการปกป้องสังคมที่วางใจได้ ดังนั้นเครือข่ายภาคประชาสังคม 100 องค์กร จึงขอเรียกร้องต่อรัฐสภา และพรรคการเมืองทุกพรรค ให้ปฏิเสธการรับร่างพ.ร.บ.นี้เข้าสู่การพิจารณา และเรียกร้องให้พรรคฝ่ายค้าน ดำเนินการยับยั้งกฎหมายที่ไม่เป็นคุณต่อสังคม

“ขณะนี้ ภาคประชาชน กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อ เพื่อให้รัฐบาลจัดการออกเสียงประชามติในประเด็นนี้หรือขอให้ฝ่ายค้าน ได้เสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรให้รัฐบาลจัดการออกเสียงประชามติในเรื่องนี้โดยช่วยเหลือภาคประชาชนท่านหนึ่ง” นายธนากร กล่าว

ด้านรศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะตัวแทนนิสิต นักศึกษาและนักวิชาการส่วนหนึ่ง ที่คัดค้าน กล่าว่าการที่รัฐบาลเร่งรีบผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอทเพล็กซ์ ซึ่งมีกาสิโนด้วยนั้น ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อม เนื่องจากรัฐบาลยังไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ และผลกระทบอย่างรอบด้านเพียงพอ เพราะมีผลการศึกษาที่ผ่านมา การมีกาสิโนรีสอร์ท ในนิวเจอซีย์ สหรัฐอเมริกา ก็ทำให้ธุรกิจอื่น ทั้งร้านค้าปลีกรายย่อยต้องปิดตัวลงอย่างมากมาแล้ว

รศ.ดร.ชิดตะวัน กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นได้ยื่นขอให้สมาชิกรัฐสภา ได้ตรวจสอบจริยธรรมข้าราชการทางการเมือง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ว่า เข้าข่ายกระทำผิดประมวลจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ด้วย เพราะการที่นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง รวมถึงรมช.คลัง ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนขัดแย้งกันเอง ถึงวัตถุประสงค์ของเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จะมีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง บิดเบือนข้อมูล หรือปกปิดข้อมูลข้อมูล เข้าข่ายไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขัดต่อประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง ข้อ 5 (5) บิดเบือนข้อมูลข่าวสารของราชการเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเพื่อผลประโยชน์ สำหรับตนเองหรือผู้อื่น และข้อ 6 (5) ไม่เปิดเผยหรือให้ข้อมูลข่าวสารอันอยู่ในความรับผิดชอบของตน อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และไม่บิดเบือน แก่ประชาชน

ขณะที่นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร บรรจุระเบียบวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯ ในวันพรุ่งนี้ (3 เม.ย.) ว่า เป็นการบรรจุวาระที่ผิดปกติ โดยอาศัยอำนาจประธานสภาผู้แทนราษฎร สอดรับรัฐบาล ก็ได้มีการออกมาแถลงข่าวว่า จะเร่งรัดการพิจารณาให้เสร็จสิ้นก่อนปิดสมัยประชุม จึงสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า เหตุใดรัฐบาลจึงมีความเร่งรีบเช่นนี้ ทั้งที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ก็ออกมายอมรับว่า การศึกษาผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการยังไม่เสร็จสิ้น และประชาชนก็ยังกังวลว่าควรจะต้องมีการเปิดรับฟังความเห็นเสียงอย่างรอบด้าน ซึ่งตนเองก็มองว่า กระบวนการออกเสียงประชามติ ก็เป็นหนึ่งในกระบวนการที่เปิดกว้าง และเป็นธรรม

เมื่อถามถึงท่าทีของฝ่ายค้านจะดำเนินการจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจ หรือนโยบายภาครัฐในการเกื้อกลุ่มทุน หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า ข้ออ้างการแก้ปัญหาการพนันในประเทศโดยการนำธุรกิจสีเทา มาถูกโอบอุ้มโดยร่างกฎหมายฉบับนี้ อาจเป็นวิธีการที่ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างตรงจุด และรัฐบาล กำลังจะใช้นโยบายของรัฐ ในการเอื้อประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่

เมื่อถามว่าจะถึงขึ้นที่ฝ่ายค้านจะวอล์กเอาท์ออกจากการประชุม หรือจะขอนับองค์ประชุมเพื่อยับยั้งการพิจารณาร่างกฎหมายนี้หรือไม่นั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการในสภาอาจจะต้องรอพิจารณาที่หน้างาน เพราะในขณะนี้ ยังมีการเจรจาระหว่างวิปอยู่เรื่อย ๆ ว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ฝ่ายค้าน ไม่อยากเห็นกระบวนการที่เร่งรัดผิดปกติในสภา และอยากให้มีการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่า ในวันที่3เม.ย.นี้จะมีมวลชนมากดดันที่หน้ารัฐสภา จะลุกลามบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งครั้งใหม่หรือไม่นั้น ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า รัฐบาล ควรจะต้องรับฟังเสียงของประชาชนอย่างรอบด้าน แต่ตนเองก็อยากให้มีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสภามากกว่า

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงเงื่อนตามร่างกฎหมายฯ ที่กำหนดคนไทยที่จะเข้าใช้บริการกาสิโนจะต้องมีบัญชีเงินฝากประจำ 50 ล้านบาทว่า เงื่อนไขต่าง ๆ ขณะนี้ ฝ่ายค้านกำลังศึกษาอยู่ ไม่ควรชี้นำ หรือพุ่งเป้าไปยังผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้รับสัมปทาน หรือผู้ที่จะเข้าใช้บริการ ดังนั้น ก็จะต้องศึกษาอย่างรอบด้าน

เช็คด่วน! ‘ตึก บก.พลาธิการทหารเรือ’ ผู้รับเหมารายเดียวกับ‘ตึก สตง.’ถล่ม

เช็คด่วน! ‘ตึก บก.พลาธิการทหารเรือ’ ผู้รับเหมารายเดียวกับ‘ตึก สตง.’ถล่ม

เช็คด่วน! ‘ตึก บก.พลาธิการทหารเรือ’ ผู้รับเหมารายเดียวกับ‘ตึก สตง.’ถล่ม

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.10 น.

‘เสธ.ทร.’เผย‘ผบ.ทร.’สั่งเช็คด่วนโครงสร้าง‘ตึก บก.พลาธิการทหารเรือ’ ผู้รับเหมารายเดียวกับ‘ตึก สตง.’ถล่ม ปัจจุบันเปิดใช้งานแล้ว

2 เมษายน 2568 พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เสนาธิการกองทัพเรือ เปิดเผยว่า พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มอบหมายให้ตนติดตามตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารกองบังคับการ กรมพลาธิการทหารเรือ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) บริษัทเดียวกับที่สร้างตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ดำเนินการก่อสร้าง

ล่าสุด อาคารดังกล่าวสร้างเสร็จเมื่อปี 2564 และมีการส่งมอบอาคารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 ปัจจุบัน กำลังพลได้ใช้ปฏิบัติงาน แต่หลังจากมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้รับแจ้งจากเจ้ากรมพลาธิการว่าตัวอาคารสั่นไหว แต่ไม่พบร่องรอยความเสียหาย เช่น รอยร้าว เนื่องจากตัวอาคารสูงเพียง 3 ชั้น และการก่อสร้างเป็นระนาบแนวกว้าง ไม่ใช่แนวสูง ตนได้มอบหมายให้ กรมช่างโยธาทหารเรือ เข้าตรวจสอบตัวอาคารอีกครั้ง ครอบคลุมถึง อาคารทั้งหมดของกองทัพเรือ และอาคาร โรงพยาบาลในสังกัดกองทัพเรือ

‘วิโรจน์’ขอเวลา 2-3 วัน รื้อเอกสารตึก สตง. ยันต้องทำเป็น‘คดีพิเศษ’

‘วิโรจน์’ขอเวลา 2-3 วัน รื้อเอกสารตึก สตง. ยันต้องทำเป็น‘คดีพิเศษ’

‘วิโรจน์’ขอเวลา 2-3 วัน รื้อเอกสารตึก สตง. ยันต้องทำเป็น‘คดีพิเศษ’

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.08 น.

“วิโรจน์”ขอเวลา 2-3 วัน รื้อเอกสารตึก สตง. ยันต้องทำเป็น”คดีพิเศษ”เหตุเกินอำนาจตำรวจสาวได้ คาใจฟอกเงินหรือไม่ ชี้ราคาที่เสนอ”ถูก”แบบผิดปกติ แบบที่กิจการสุจริตไม่สามารถทำได้ ต้องรีบตรวจสอบ เผยตอนนี้”มาเฟียข้ามชาติ”ติดสินบน จนท.รัฐ แนะ”ผู้ว่าฯสตง.”ต้องรับเสียงสะท้อนจากหน่วยงานราชการด้วยกัน ลั่น!เงินที่ท่านใช้คือเงินของประชาชน

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะทำงานช่วยเหตุภัยพิบัติพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบเหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ว่า มีหลายคนตั้งข้อสังเกตถึงขอบเขตงานประมูล การจัดซื้อจัดจ้างว่าถูกต้องตามระเบียบหรือสมเหตุสมผลหรือไม่ บริษัทที่ชนะการประมูลมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นเป็นอย่างไร มีการนำเอานอมินีที่เป็นคนไทยเข้ามาถือหุ้น โดยที่ไม่มีบทบาททางการบริหารใดๆ หรือไม่ ซึ่งพอโยงใยเข้าไป มีข้อสังเกตว่าน่าจะเกี่ยวพันกับหลายเรื่อง หลายคนเชื่อมโยงกับนายทหารระดับสูง ยศพลเอก ที่กระทำอัตวินิบาตกรรมไปเมื่อ 3 ปีก่อน ว่าอาจจะมีความโยงใย เกี่ยวพันกับบริษัทนี้ หรือบริษัทร่วมค้ากับบริษัทนี้ ซึ่งหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าความจริงแล้วมีบริษัทที่น่าเชื่อถือและมีประสบการณ์ในการสร้างอาคารสูง แต่กลับไม่ชนะการประมูล เหตุใดบริษัทนี้จึงชนะการประมูล โดยการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดจะเรียกว่ารื้อค้นเอกสารกันเลย เพื่อตรวจสอบในเชิงลึกแน่นอน

นายวิโรจน์ กล่าวว่า สำหรับข้อมูลที่ได้มาเบื้องต้นหากเราพูดถึง สตง.ก็ต้องพูดถึงประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ที่เป็นนายทหารระดับสูง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยเกี่ยวดองหนองยุ่งกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด และจะต้องให้ความเป็นธรรม เพราะมีบริษัทนายทหารระดับสูงบางคนเข้าไปเกี่ยวดองหนองยุ่งกับบริษัทร่วมค้ารายนี้ ซึ่งก็ต้องไปตรวจว่า มีความเกี่ยวข้องในทางสุจริตหรือไม่ อย่างไร เพราะในส่วนนี้มีข้อสงสัยเยอะมาก

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า นอกจากตัวบริษัทตัวผู้ถือหุ้น การประกวดราคา ทีโออาร์ การควบคุมงานก่อสร้าง และที่สำคัญคือมูลค่าสุทธิที่ประเทศไทยจะได้จากการก่อสร้างก่อสร้างอาคารแห่งนี้เป็นเท่าไหร่กันแน่ เพราะมีการตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทที่เข้ามาประมูล ไม่ใช่แค่บริษัทนี้ แต่เป็นบริษัทที่เรียกว่าบริษัทจีนเทา ที่เข้ามายึดกิจการภายในประเทศ ถ้าชนะการประมูลหรือได้งาน วัสดุจะมีการนำเข้ามาทั้งหมด

“เราได้เพียงค่าแรงและค่าปูน เม็ดเงินที่กระจายอยู่ในเศรษฐกิจที่ได้ประโยชน์เป็นแค่เศษเนื้อข้างเขียง หรือเป็นแค่เศษเสี้ยวเท่านั้นเอง เท่ากับว่าถ้าเรายิ่งปล่อยปะละเลยให้เป็นเช่นนี้ จะยิ่งเป็นการทำลายเศรษฐกิจไทย และเป็นบ่อนทำลายผู้ประกอบกิจการคนไทย ที่ประกอบกิจการโดยสุจริต” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า บางครั้งต้องสืบต่อไปด้วยว่าราคาประมูลที่ต่ำขนาดนี้ เป็นเพราะศักยภาพในการนำเข้าวัสดุราคาถูก โดยต้องตรวจสอบว่ามีคุณภาพหรือไม่ ถ้าหากคิดตามหลักบัญชี ถ้าราคาที่เสนอถูกแบบผิดปกติ แบบที่กิจการสุจริตไม่สามารถกระทำได้ ซึ่งตรงนี้ต้องตรวจสอบก่อนยังไม่ชี้ชัด แต่หากเป็นเช่นนี้ จะต้องเดินไปสู่เรื่องของการฟอกเงินด้วย เพราะตอนนี้เราพบว่าเป็นปัญหาที่รุนแรงมากในประเทศ คือมีมาเฟียข้ามชาติ ผู้มีอิทธิพลข้ามชาติ สุมหัวแล้วติดสินบนกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง โดยนำเงินสกปรกที่ได้มาจากยาเสพติด คอลเซ็นเตอร์ หรือพนันออนไลน์ จากกิจการทุจริตใดๆ ก็ตามมาซื้อสินทรัพย์ที่สามารถผลิตเป็นเงินสดออกมา เพื่อฟอกเงินจากเงินเทาเป็นเงินสะอาด แล้วป้อนคืนให้กับผู้มีอิทธิพลรายนั้นได้ ตอนนี้จะเห็นว่ามีการซื้อกิจการขนส่งบ้าง ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต ต่างๆที่พักต่างๆ ทั้งนี้ ตนกำลังจับตาดู เพราะมีการไปซื้อคอนโดมิเนียมหรืออาคารห้องชุด ราคาตั้งแต่ 8 – 10 ล้านบาท แต่มาปล่อยเช่ารายวันในอัตรา 900 – 1,000 บาท ซึ่งไม่ว่าจะคิดอย่างไร โอกาสที่จะถึงจุดคุ้มทุนทำกำไรนั้นยากมาก ดังนั้น จะเข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่ ถือว่าน่ากลัวมาก

เมื่อถามย้ำว่า ข้อมูลในมือมีชัดขนาดไหน นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังกระจัดกระจาย จะจริงหรือเท็จ เกี่ยวหรือไม่เกี่ยว หรือแค่โยงใยโดยบังเอิญ เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ หากไปกล่าวหาเลยจะไม่เป็นธรรม ต้องดูว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทที่มีกิจการร่วมค้าและได้งาน ถือเป็นตัวจริงหรือไม่ หรือเป็นหรือเป็นนอมินี

ส่วนกรณีรัฐมนตรี ทั้ง นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาเรียกร้องให้ทำเป็นคดีพิเศษ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่าทุนจีนเหล่านี้มีมูลค่ามาก การที่รัฐมนตรีพูดในทำนองนี้สะท้อนอะไร นายวิโรจน์ กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องหารือกัน แต่ยืนยันว่าคดีนี้เมื่อเกี่ยวพันกับผู้มีอิทธิพลข้ามชาติ มาเฟียข้ามชาติ ห้ามตัดประเด็นเรื่องการฟอกเงินอย่างเด็ดขาด และหากเราจะทำเรื่องการฟอกเงินการพัวพันกับกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ การเอาเงินสกปรกสีดำมาฟอก ซึ่งตนขอย้ำว่าเป็นข้อสงสัย ทางออกที่ดีที่สุดคือต้องทำเป็นคดีพิเศษให้ได้ เพราะเกินอำนาจของตำรวจที่จะเข้าไปสืบสวน ไปสาวเรื่องเหล่านี้ ซึ่งกำลังทำลายทั้งเศรษฐกิจไทย และทำให้ไทยกลายเป็นกลายเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของอาชญากรข้ามชาติหรือไม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ากังวล

เมื่อถามว่า จะสรุปได้เมื่อไหร่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนอยากใช้เวลา 2 – 3 วัน เรียบเรียงประเด็นที่น่าสนใจ โดย นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงค์วุฒิ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามงบประมาณสภาฯ พร้อมที่จะดึงเอกสารงบประมาณของ สตง.มาตรวจสอบ ขณะที่ นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ประธานคณะ กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาฯ ก็พร้อมที่จะสืบสวนสอบสวนเรื่องจีนเทาและนอมินี จากนั้นจะสรุปการบ้านหรือประเด็นที่น่าสืบเสาะต่อว่ามีอะไรบ้าง ส่วนที่ผู้ว่าฯ สตง.ออกแถลงการณ์ภายใน ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ สตง.มีการหยิบยกเรื่องสร้างบ้านใหม่ จนคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมาะสมหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า แม้เป็นประกาศภายใน แต่ก็ต้องพร้อมรับความถูกกาลเทศะและการวิพากษ์วิจารณ์

“เราห้ามเหมารวมข้าราชการที่ สตง.เพราะคนที่ตั้งใจทำงานจริงก็มีอยู่มากและส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในกรณีนี้ แต่สิ่งที่ สตง.ควรต้องรับฟังคือข้อวิจารณ์จากหน่วยงานราชการด้วยกัน ที่ประสบกับความลำบากและการถูกจับผิดโดยที่ไม่ฟังเหตุผลจาก สตง.บ่างคน ที่เมื่อไปตรวจคนอื่นเข้มมาก แต่การจัดซื้อจัดจ้างของ สตง.เองที่ปรากฎ มีการใช้ใช้จ่ายเงินจ่ายเงินของแผ่นดิน ที่ควรต้องสำนึก และตระหนักว่าเงินที่ท่านใช้ไม่ใช่เงินของท่านแต่คือเงินของประชาชน” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ ย้ำว่า สตง.ควรต้องกลับมาพิจารณาตัวเอง ส่วนที่มีการเรียกร้องให้ ผู้ว่าฯ สตง.เข้าไปดูหน้างานและให้กำลังใจครอบครัวนั้น ตนเข้าใจ เพราะถ้าคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีความรู้ด้านวิศวกรรม ตนเกรงว่าจะเป็นการรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ รบกวนการทำงานของ รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม.จึงเห็นว่าให้เจ้าหน้าที่หน้างานรับผิดชอบโดยตรงดีกว่า

หมดโปรแล้วครับ! ‘พรรคเส้นด้าย’ปลุก‘ผู้ว่าฯชัชชาติ’ จริงจังแก้ปัญหาเมืองกรุง

หมดโปรแล้วครับ! ‘พรรคเส้นด้าย’ปลุก‘ผู้ว่าฯชัชชาติ’ จริงจังแก้ปัญหาเมืองกรุง

หมดโปรแล้วครับ! ‘พรรคเส้นด้าย’ปลุก‘ผู้ว่าฯชัชชาติ’ จริงจังแก้ปัญหาเมืองกรุง

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.05 น.

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคเส้นด้าย – Zendai Party” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า หมดโปร April’s fool day คงต้องคุยกันด้วยเหตุผลกันแล้วครับทุกคน

ชัชชาติ: ผู้ว่าฯ แห่ง Public Relations ไม่ใช่ Public Reform

นับตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง ผู้ว่าฯ ชัชชาติพาตัวเองเข้าสู่สปอตไลท์ของ PR อย่างต่อเนื่อง

แม้แต่การจัดการตึกถล่มก็ยังไลฟ์

โพสต์ทุกเช้า ไลฟ์ทุกวัน ลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ — แต่เราต้องถามว่า:

สาระอยู่ที่ไหน?

ระบบเปลี่ยนจริงหรือยัง?

นี่ยังไม่นับว่า คนกรุงเทพฯ ยังต้องเดินบนทางเท้าที่ลื่น ขรุขระ เต็มไปด้วยสายไฟห้อย และฝาท่อเปิด

คนพิการยังเข้าเมืองไม่ได้ คนชราเดินไปหาศูนย์สุขภาพไม่ได้ รถติดแบบไร้ทางออก

สำนักงานเขตยังคงเต็มไปด้วยระบบเส้นสาย ข้าราชการยังไม่กลัวประชาชน

แปลว่า “ภาพสวย ๆ” ไม่ได้เปลี่ยน “โครงสร้างเน่า ๆ” ที่เราต้องอยู่ร่วมกับมันทุกวัน

ไม่มีผลงานเชิงระบบ = ไม่มีอนาคตสำหรับเมืองหลวงนี้

ลองถามง่าย ๆ ว่า:

• ผังเมืองใหม่ ออกหรือยัง?

• ถนนหลักทั้งหมด มีเส้นไหนที่ซ่อมครบ บูรณะเสร็จ เรียบทั้งสาย?

• ระบบขนส่งมวลชน กทม. ช่วยแก้รถติด หรือกลายเป็นแค่เรื่องของ “เอกชนกำไร”

• เขตไหนในกรุงเทพฯ ที่ประชาชนรู้สึกว่า “สำนักงานเขตไม่มีการทุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้” บ้าง?

เมืองนี้ไม่ได้ต้องการผู้ว่าเดินเร็ว แต่ต้องการผู้ว่าออกแบบระบบที่ไม่ต้องให้ตัวเองไปทุกที่

เมื่อคุณเป็น CEO เมืองหลวง แล้วต้องลงไปจับเรื่อง “หลอดไฟเสียที่เขตบางนา” นั่นไม่ใช่ความทุ่มเท แต่มันสะท้อนว่า ระบบราชการของคุณล้มเหลวจนต้องทำเองทุกอย่าง

และสิ่งที่น่าห่วงที่สุดคือ — คนส่วนหนึ่งหลงใหลกับสิ่งนี้

หลงว่า “ผู้ว่าวิ่งเก่ง ใจดี ลงพื้นที่” คือการบริหารที่ดี ทั้งที่จริงคือ “การแก้ปัญหาเชิงจุด” ไม่ใช่ “การวางโครงสร้างระบบเมืองที่ไม่ต้องพึ่งตัวบุคคล”

สำนักงานเขต = เขตอำนาจเถื่อน ที่ไร้ Accountability

พรรคเส้นด้ายได้รับเสียงสะท้อนมากมายจากชาวกรุงเทพฯ ที่บอกตรง ๆ ว่า:

• จ่ายใต้โต๊ะให้เขตเร็วกว่าเดินเรื่องเอง

• บางเขตปล่อยให้มีสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายเพราะ “สายสัมพันธ์”

• ขออนุญาตก่อสร้างต้องมีคนกลาง

• ร้องเรียนไปก็ไม่มีคนรับผิดชอบ

คำถามคือ แล้วผู้ว่าฯ เคย “แฉ” หรือ แก้ไขสิ่งเหล่านี้บ้างไหม?

หรือเราจะเน้นโชว์กล้องแบบ “หน้างาน” แล้วปล่อยให้เบื้องหลังเน่าต่อไป?

เปรียบเทียบง่าย ๆ กับเมืองใหญ่ทั่วโลก

ลองดูเมืองใหญ่ที่คนพูดถึงเสมอ เช่น โตเกียว โซล สิงคโปร์ หรือแม้แต่ดูไบ

• ระบบขนส่ง: แม่นยำ วางระยะยาว

• ผังเมือง: มีการเวนคืน มีการออกแบบล่วงหน้า

• การจัดเก็บขยะ: ไม่ต้องให้ผู้ว่าฯ ไปโพสต์เอง

• สำนักงานเขต: เป็นเครื่องมือของประชาชน ไม่ใช่เจ้านายของประชาชน

แต่กรุงเทพฯ ภายใต้การบริหารของผู้ว่าฯ ชัชชาติ กลับมีจุดแข็งเพียงอย่างเดียว — ยอดวิว

พรรคเส้นด้ายขอย้ำว่า:

“เราไม่ได้วิจารณ์ผู้ว่าเพราะเราเกลียด แต่เพราะเรารักเมืองนี้มากพอจะไม่ปล่อยให้มันถูกหลอกด้วยภาพลักษณ์”

“ผู้ว่าฯ ไม่ได้ถูกเลือกมาเพื่อเป็นเซเลบ แต่เพื่อเป็นสถาปนิกของเมืองที่มีระบบ ตรวจสอบได้ และไม่ผูกอยู่กับตัวบุคคล”

ถ้าคุณคิดว่า เราวิพากษ์วิจารณ์แรงไป — ลองเดินดูทางเท้าหน้าเขตบ้านคุณ

ลองโทรแจ้งสำนักงานเขต แล้วรอดูว่าจะมีคนสนใจหรือไม่

ลองถามตัวเองว่าเมืองนี้ดีขึ้นจาก 3 ปีก่อนหรือแค่มีรูปสวยให้แชร์มากขึ้น?

แล้วคุณจะเข้าใจว่า สิ่งที่พรรคเส้นด้ายพูด ไม่ใช่การโจมตี แต่คือการปลุกให้ตื่น

‘สภาฯ’ถกร่าง‘กฎหมาย กอช.’เปิดทางมี‘หวยเกษียณ’ ดึงคนไทยมาออม 1.3 หมื่นล้าน

‘สภาฯ’ถกร่าง‘กฎหมาย กอช.’เปิดทางมี‘หวยเกษียณ’ ดึงคนไทยมาออม 1.3 หมื่นล้าน

‘สภาฯ’ถกร่าง‘กฎหมาย กอช.’เปิดทางมี‘หวยเกษียณ’ ดึงคนไทยมาออม 1.3 หมื่นล้าน

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.52 น.

‘สภาฯ’ถกร่าง‘กฎหมาย กอช.’เปิดทางมี‘หวยเกษียณ’ เผ่าภูมิแจงเหตุผล เพราะคนไทยแก่แต่จน จึงต้องมีมาตรการสร้างแรงจูงใจ บอกใช้เงินรัฐบาล 700 บาทต่อปี แต่ดึงคนไทยมาออม 1.3หมื่นล้านบาท

2 เม.ย.2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาฯ โดยนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ…  (พ.ร.บ.กอช.) ซึ่งแก้ไข พ.ร.บ.กอช. ปี2554 เพื่อเปิดทางให้ กอช. ออกและจำหน่ายสลาก กอช. หรือ หวยเกษียณ

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง นำเสนอสาระสำคัญของร่างกฎหมายตอนหนึ่งว่า การแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.กอช. เพื่อให้กองทุน กอช. สามารถออกและจำหน่าย กอช. ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนวัยทำงานมีเงินออมเพื่อการเกษียณ ทั้งนี้ปัจจัยที่รัฐบาลต้องทำ เพราะประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอัตราเร่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านและประเทศคู่แข่ง และปัจจัยที่แย่กว่านั้น คือ เป็นสังคมสูงวัยที่ประชาชนไม่มีเงินออมที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ หรือ เรียกว่า แก่แต่ไม่มีเงินเก็บ หรือ แก่แต่จน ดังนั้นรัฐบาลเห็นสำคัญต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยสร้างให้ประชาชนมีแรงจูงใจการออก

นายเผ่าภูมิ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีการสนับสนุนการออม คือ ออมภาคบังคับ และออมสมัครใจ แต่ 2 ส่วนนั้นต้องมีข้อดีและข้อเสีย คือ ออมภาคบังคับ มีข้อดีคือทุกคนต้องออม แต่บางช่วงของชีวิตไม่มีเงินเพียงพอต่อการดำรงชีพ ทำให้มีแง่ดีในมิติสะสมการออม แต่ไม่ดี เพราะไม่เข้ากับภาวะของประชาชน ส่วนการออมภาคสมัครใจ มีข้อดี คือออมแต่ละเดือนเมื่อพร้อม  แต่ข้อเสียประชาชนไม่มีแรงจูงใจการออม ซึ่งมีผลลัพธ์ คือ ระดับการออมประเทศอยู่ในเกณฑ์ต่ำ รัฐบาลจึงเห็นความสำคัญใช้ระบบการออมที่มีแรงจูงใจ กระตุ้นเกิดการออม

“คำถามคือ จะใช้แรงจูงใจที่ประชาชนเกิดการออม ทำให้ค้นพบว่าคนไทยชอบเรื่องเสี่ยงโชค เสี่ยงดวง ซื้อหวย ซื้อสลาก เป็นส่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ประชาชนบางส่วนซื้อหวยใต้ดิน ถูกหวยกินเงินหาย แทนจะสนับสนุนเงินออมเงินหายและสร้างหนี้ รัฐบาลจึงใช้แรงจูงใจที่ประชาชนชอบซื้อหวย มาเป็นแรงจูงใจการออม จึงออกมาเป็น สลากกอช.  หรือนโยบายหวยเกษียณ เป็นการออมภาคแรงจูงใจ ขั้นตอนซื้อสลาก ผ่าน แอพพลิเคชั่น กอช. ใบละ 50 บาท  รัฐบาลโดยการประสานงานกับ สำนักสลากกินแบ่งรัฐบาล จะจับรางวัลทุกสัปดาห์ ทุกนจะได้ลุ้น หากถูกรางวัลเงินรางวัลจะได้รับทันที โดยโอนเข้าบัญชีอัตโนมัติ  แต่หากไม่ถูกจะถูกสะสมเป็นเงินออม และเมื่ออายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินต้นคืน พร้อมผลตอบแทนที่ กอช. นำไปลงทุน ทุกบาททุกสตางค์” นายเผ่าภูมิกล่าว

รมช.คลัง กล่าวต่อว่าซื้อหวยเกษียณเงินไม่หายและกลายเป็นเงินออม ขณะที่เงินรางวัลมาจากงบประมาณของรัฐบาล ปีละ 700 ล้านบาท ซึ่งจะดึงให้ประชาชนเงินออมได้ 1.3  หมื่นล้านบาท 10 ปี เท่ากับ 1.3 แสนล้านบาท

ขวดน้ำหล่นใส่รถ‘นายกฯอิ๊งค์’ กระจกหน้าร้าวเล็กน้อย ไม่พลาดส่องทะเบียน

ขวดน้ำหล่นใส่รถ‘นายกฯอิ๊งค์’ กระจกหน้าร้าวเล็กน้อย ไม่พลาดส่องทะเบียน

ขวดน้ำหล่นใส่รถ‘นายกฯอิ๊งค์’ กระจกหน้าร้าวเล็กน้อย ไม่พลาดส่องทะเบียน

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.45 น.

อุบัติเหตุ!!! ขวดน้ำหล่นใส่รถ”นายกฯอิ๊งค์” กระจกหน้ารถร้าวเล็กน้อย “เจ้าตัว”ไม่ได้นั่งอยู่ในรถ ไม่พลาดลุ้นเสี่ยงโชคทะเบียนรถ

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจญาติ ที่ศูนย์พักคอยญาติผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่ม ข้างห้างสรรพสินค้า JJ Mall ตรงข้ามโครงการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่ม โดยขบวนรถยนต์ของนายกฯ จอดรอด้านหน้า ปรากฏว่า ขวดน้ำ ซึ่งภายในบรรจุน้ำใช้แขวนป้ายในจุดดังกล่าวได้ล่วงหล่นใส่กระจกรถของนายกฯ ยี่ห้อ Lexus หมายเลขทะเบียน พพ 267 กรุงเทพมหานคร บริเวณด้านหน้ากระจก ทำให้กระจกมีรอยร้าวเล็กน้อย แต่ไม่มีผู้ได้รับอันตรายแต่อย่างใด เนื่องจากถือเป็นอุบัติเหตุ และนายกฯ ไม่ได้นั่งอยู่ในรถ เพราะในช่วงนั้นนายกฯ ลงจากรถไปเยี่ยมให้กำลังญาติ อยู่ภายในศูนย์พักคอยฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้บรรดาหอหวยพากันลุ้นเสี่ยงโชคทะเบียนรถนายกฯ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ยังมีความหวัง! นายกฯรุดให้กำลังใจญาติเหยื่อตึก สตง.ถล่ม)

– 006

‘รัฐบาล’สั่ง’พณ.’ประสานห้าง เร่ง’เติมสต๊อก-ลดราคาวัสดุก่อสร้าง’หลังแผ่นดินไหว

'รัฐบาล'สั่ง'พณ.'ประสานห้าง เร่ง'เติมสต๊อก-ลดราคาวัสดุก่อสร้าง'หลังแผ่นดินไหว

‘รัฐบาล’สั่ง’พณ.’ประสานห้าง เร่ง’เติมสต๊อก-ลดราคาวัสดุก่อสร้าง’หลังแผ่นดินไหว

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.23 น.

“รัฐบาล”สั่ง”พณ.”ประสานห้าง เร่ง”เติมสต๊อก-ลดราคาวัสดุก่อสร้าง”หลังแผ่นดินไหว ย้ำ!ผู้ประกอบการ ห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ห้ามเอาเปรียบผู้บริโภคอาศัยจังหวะขึ้นราคาสินค้า ปชช.ถูกเอาเปรียบร้องเรียน 1569

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เร่งดูแลกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เพื่อไม่ให้ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับราคาสินค้าวัสดุก่อสร้างโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ได้เข้าไปดูแลและประสานผู้ประกอบการ ห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างแล้ว

นอกจากนี้ พณ.ยังประสานให้ผู้ประกอบการเตรียมสต๊อกสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้พร้อมทั้งจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าที่จำเป็น อาทิ วัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมบ้านและทำความสะอาด รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น น้ำดื่ม วัตถุดิบอาหาร เป็นต้น

นายอนุกูล กล่าวว่า หากพบผู้กระทำความผิดจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาจะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควรจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ทางสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 ทางแอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด

ยังมีความหวัง! นายกฯรุดให้กำลังใจญาติเหยื่อตึก สตง.ถล่ม

ยังมีความหวัง! นายกฯรุดให้กำลังใจญาติเหยื่อตึก สตง.ถล่ม

ยังมีความหวัง! นายกฯรุดให้กำลังใจญาติเหยื่อตึก สตง.ถล่ม

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.05 น.

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า เมื่อเวลา 09.40 น.นายกฯ ได้เดินทางไปที่ศูนย์พักคอยญาติผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่ม เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจญาติผู้ประสบเหตุ โดยนายกฯ ได้สอบถามเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตจตุจักร เรื่องการดูแลศูนย์พักคอยญาติฯ พร้อมพูดคุยสอบถามความเป็นอยู่ของญาติผู้ประสบภัยด้วยความห่วงใย ว่า ขอให้กินข้าวด้วย เดี๋ยวจะไม่สบาย ขณะที่ญาติผู้ประสบภัย ระบุว่า กินไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ

ก่อนเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้พูดคุยกับญาติผู้เสียหายว่าพอใจศูนย์พักคอยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช่ค่ะ ได้คุยกับญาติ เขาก็โอเคนะ เมื่อถามอีกว่า ได้พูดคุยกับญาติผู้เสียหายอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า มาให้กำลังใจ ให้กินข้าวกินน้ำจะได้ไม่ป่วย เรายังคงมีความหวังต่อไป ให้ดูแลตัวเอง จากนั้น นายกฯ เดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล

– 006

‘SES’ สารตั้งต้นแก้จนลดเหลื่อมล้ำ ‘ศุภมาส’ ชื่นชมผลงานสานพลังความรู้สู้ชนะความจน

‘SES’ สารตั้งต้นแก้จนลดเหลื่อมล้ำ  ‘ศุภมาส’ ชื่นชมผลงานสานพลังความรู้สู้ชนะความจน

‘SES’ สารตั้งต้นแก้จนลดเหลื่อมล้ำ ‘ศุภมาส’ ชื่นชมผลงานสานพลังความรู้สู้ชนะความจน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าว ในโอกาสลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ร่วมกับ นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวง อว. เพื่อตรวจติดตามผลงานวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ในงาน “มหกรรมแก้จน คนของพระราชา” ที่เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กับหน่วยบริหารและจัดการทุนเพื่อการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในสังกัดกระทรวง อว. โดยระบุว่า

“มีความประทับใจกับการประสานพลังกันของสถาบันความรู้ ที่เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว.ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และหน่วย บพท.ที่ให้การสนับสนุนทุนวิจัย เพื่อพัฒนาชุดความรู้สำหรับแก้ปัญหาความยากจนให้เป็นไปด้วยความเบ็ดเสร็จ แม่นยำ และยั่งยืน บนความร่วมมือกันของภาคีทุกภาคส่วนในพื้นที่ และเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่การบูรณาการทำงานร่วมกันของสถาบันความรู้ และหน่วย บพท.ร่วมกับภาคีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาสังคมในพื้นที่ ทำให้เกิดระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนของจังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้ชื่อ “สุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ” หรือ “Sisaket Equity System-SES” ซึ่งเป็นชื่อที่มีความหมายดีมาก” รมว.อว.กล่าวและว่า ด้วยการทำงานร่วมกันนี้ ทำให้เรามีแผนการในการพัฒนาโครงการที่เน้นการสร้างทักษะอาชีพและผลักดันให้เข้าถึงสวัสดิการที่ควรจะได้รับ เพื่อจัดการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำ คือ การใช้ระบบข้อมูลครัวเรือนความยากจนกลาง “สุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ (SES)” เป็นระบบที่จะสอบทานและ “นำคนจนตกหล่นเข้าสู่ระบบ”

นายศุภชัย ใจสมุทร กล่าวว่า การลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ทำให้ทราบว่าระบบข้อมูลสุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ ยังถูกใช้เป็นเหมือน “สารตั้งต้น” ในการออกแบบโมเดลแก้จน ตลอดจนพัฒนานวัตกรรม สำหรับแก้ปัญหาความยากจนที่มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตและบริบทพื้นที่ อย่างเช่น โมเดลผักปลอดภัย และนวัตกรรมการแปรรูปถั่วเหลืองเป็นอาหารมังสวิรัติเพื่อสุขภาพซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาชีพ และยกระดับรายได้แก่ครัวเรือนยากจนให้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาท อีกทั้งยังทำให้เกิดการรวมตัวเป็นเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน
ที่เชื่อมโยงสมาชิกจากหลากหลายตำบล ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง มีขีดความสามารถพึ่งพาตัวเองได้

มีการส่งต่อนวัตกรรมและเทคโนโลยี “โมเดลแก้จน” เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ เช่น โมเดลผักปลอดภัย และนวัตกรรมการแปรรูปถั่วเหลือง ที่ช่วยเหลือครัวเรือนยากจนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 3,000 บาท/เดือน ก่อให้เกิดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่เชื่อมโยงสมาชิกจากหลากหลายตำบล สร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมความเสมอภาคในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ด้วยการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการเพื่อครัวเรือนคนจนในหลายประเด็น เช่น การผลักดันให้ครัวเรือนกลุ่มสงเคราะห์เข้าสู่กลไกกองทุนระดับตำบลเพื่อเข้าถึงสวัสดิการ และส่งต่อความช่วยเหลือให้กับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการช่วยเหลือครัวเรือนที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

ผศ.ดร.สหัสา พลนิล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ระบบข้อมูลสุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ ถูกนำไปเป็นฐานข้อมูลสำหรับใช้ออกแบบโมเดลแก้จน และพัฒนานวัตกรรมพร้อมใช้ ที่มีความหลากหลายสำหรับครัวเรือนยากจน ทั้งนวัตกรรมระบบปฏิทินการปลูกพืชผลการเกษตร นวัตกรรมน้ำหมักชีวภาพจากเศษวัสดุการเกษตร นวัตกรรมแปรรูปถั่วเหลืองเป็นอาหารมังสวิรัติพร้อมใช้พร้อมทาน ในรูปของแป้งถั่วเหลือง หมูยอเจปันสุข และเทมเป้ถั่วเหลือง รวมทั้งกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือครัวเรือนยากจนที่ประสบภัยพิบัติ

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วย บพท. กล่าวว่า ผลลัพธ์ความสำเร็จจากการสานพลังความรู้ โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษเป็นแกนกลางเชื่อมโยงเข้ากับพลังภาคีในพื้นที่ ก่อเกิดผลกระทบเชิงบวกหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนยากจน ได้รับการแก้ไขให้บรรเทาจากความยากจน มีรายได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอมีอาชีพที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันระบบ SES ยังได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐนำไปใช้เป็นฐานข้อมูล เพื่อการวางแผนจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่อย่างกว้างขวางครอบคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.ศรีสะเกษ