‘กมธ.อุตสาหกรรม’เรียกหน่วยงาน สอบปม’โรงงานเหล็ก’ แนะทบทวนกม.คุมมาตรฐานก่อสร้าง

'กมธ.อุตสาหกรรม'เรียกหน่วยงาน สอบปม'โรงงานเหล็ก' แนะทบทวนกม.คุมมาตรฐานก่อสร้าง

‘กมธ.อุตสาหกรรม’เรียกหน่วยงาน สอบปม’โรงงานเหล็ก’ แนะทบทวนกม.คุมมาตรฐานก่อสร้าง

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.40 น.

กมธ.อุตสาหกรรม เรียกหน่วยงาน สอบปม “โรงงานเหล็ก” ผลิตของไม่ได้คุณภาพ ส่อเป็นต้นเหตุ ตึก สตง.ถล่ม ระบุต้องทบทวนกฎหมายที่บังคับใช้ เข้มบทลงโทษโรงงานที่ทำผิดกฎหมาย

วันที่ 1 เมษายน 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า กมธ.เตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาต่อกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้เหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานเพื่อก่อสร้างอาคารสูง ซึ่งเป็นกรณีที่ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่มหลังมีเหตุแผ่นดินไหว เมื่อ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ระบุถึงความผิดปกติ และมีผลตรวจสอบเหล็กที่ใช้ก่อสร้างว่าไม่ได้มาตรฐาน ผิดสเปค ทั้งนี้โรงงานที่ผลิตเหล็กที่เป็นประเด็นดังกล่าวเป็นโรงงานผลิตเหล็กที่นายเอกนัฏเคยสั่งปิดไปแล้ว สิ่งที่กมธ.ต้องติดตามต่อ คือ การปฏิบัติงานของหน่วยงานต่อการเรียกเหล็กที่ไมได้มาตรฐานกลับมา จากการวางจำหน่ายหรือที่จำหน่ายและใช้ในการก่อสร้างไปแล้ว และส่วนของการอายัดเหล็กนั้นยังถูกอายัดตามจำนวนเท่าเดิมหรือไม่

“กมธ.เตรียมพิจารณาเรื่องนี้ ในวันที่ 9 เม.ย.  ซึ่งจะเชิญหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับและควบคุมมาตรฐานของสินค้า เหล็ก รวมถึงจะพิจารณาในประเด็นการตรวจสอบเหล็กที่ได้มาจากพื้นที่ก่อสร้าง เพราะมีข้อสงสัยว่า เหล็กที่ถูกใช้ก่อสร้างแล้ว เมื่อนำไปตรวจสอบผลจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน” นายอัครเดช กล่าว

เมื่อถามว่ากมธ.จะต้องตรวจสอบบริษัทที่เป็นนอมินีของคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผลิตของที่ไม่ได้มาตรฐานในไทยหรือไม่ นายอัครเดช กล่าวว่า บริษัทที่มาลงทุนผลิตเหล็กในปัจจุบัน กระทรวงอุตสาหกรรมมีประกาศไม่ให้เพิ่ม หรือขยายยการผลิตเหล็กก่อสร้าง เพราะมีการผลิตเกินใช้แล้ว จึงไม่อนุญาตให้เพิ่ม รวมถึงขยายการผลิตเหล็กเส้น เมื่อหลายปีที่ผ่านา ดังนั้นโรงเหล็กคือโรงงานที่มีใบอนุญาตเก่า ซึ่งผู้ที่มาลงทุนใหม่ คือ ผู้ที่มาซื้อใบอนุญาตเดิม ดังนั้นสิ่งที่ต้องหารือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมโรงงานอุตสาหกรรม คือ วิธีตรวจสอบหรือการป้องกันในกรณีที่ผู้ประกอบการซึ่งเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการเดิม 

“กมธ.มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องสินค้าให้ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับตึก สตง.ถล่ม จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทบทวน โดยเฉพาะกฎหมายที่บังคับใช้ปัจจุบันว่ามีช่องว่างหรือไม่ รวมถึงต้องมีบทลงโทษผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งที่มีมาตรฐานอุตสาหกรรมภาคบังคับกำกับ เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบ นอกจากนั้นแล้วต้องพิจารณากฎหมายให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน ทั้งนี้ในการออกตรวจของเจ้าหน้าที่อาจมีการตรวจประจำปีก็จริง แต่เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีเติร์ดปาร์ตี้ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปตามมาตฐานอุตสาหกรรม” นายอัครเดช กล่าว

เมื่อถามว่ากรณีที่เกิดขึ้นกมธ.ได้หารือกับรมว.อุตสาหกรรมบ้างหรือไม่ นายอัครเดช กล่าวว่า ได้หารือเมื่อวันก่อน โดยรมว.อุตสาหกรรมให้ความสำคัญต่อการควบคุมมาตรฐานโรงงานที่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ที่ผ่านมาได้สั่งปิดโรงงานผลิตเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานรวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท รวมถึงให้ความสำคัญกับเรื่องสายไฟฟ้าที่ต้องได้มาตรฐานไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต หรือเอาเปรียบผู้บริโภค ซึ่งรมว.อุตสาหกรรมได้สั่งการอย่างเด็ดขาด

ครม. เห็นชอบ ความร่วมมือ 3 ปท. แผนแก้ปัญหาฝุ่น

ครม. เห็นชอบ ความร่วมมือ 3 ปท. แผนแก้ปัญหาฝุ่น

ครม. เห็นชอบ ความร่วมมือ 3 ปท. แผนแก้ปัญหาฝุ่น

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.38 น.

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 1 เม.ย.68 ที่ทำเนียยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงหลังเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.เห็นขอบแผนปฏิบัติการร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส โดยเป็นความร่วมมือด้านต่างๆ 3 ประเทศคือสปป.ลาว เมียนมา และไทย ผ่านกิจกรรม อาทิ การควบคุมระดับไฟจากการเผาในที่โล่ง การคาดการณ์ติดตามสถาการณ์หมอกควัน การจัดการเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน การบังคับใช้กฎหมาย และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

‘นายกฯ’สั่งเร่งหาสาเหตุตึกสตง.ถล่ม ลั่นต้องตอบปชช.-โลกให้ได้ พร้อมเข้มงวดบริษัททุนจีน

'นายกฯ'สั่งเร่งหาสาเหตุตึกสตง.ถล่ม ลั่นต้องตอบปชช.-โลกให้ได้ พร้อมเข้มงวดบริษัททุนจีน

‘นายกฯ’สั่งเร่งหาสาเหตุตึกสตง.ถล่ม ลั่นต้องตอบปชช.-โลกให้ได้ พร้อมเข้มงวดบริษัททุนจีน

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.25 น.

‘นายกฯ’สั่งทุกหน่วยเร่งหาสาเหตุตึก สตง.ถล่ม ชี้เป็นภาพพจน์ประเทศ ต้องตอบปชช.-โลกให้ได้ ลั่นเป็นบทเรียน ต้องเข้มงวดบริษัททุนจีนข้ามชาติ เผยกระบวนการสอบอยู่’ดีเอสไอ’แล้ว 

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีเหตุตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม  ในที่ประชุม ครม.มีข้อสั่งการอะไรหรือไม่ ว่า มีข้อสั่งการทุกกระทรวง ก่อนเริ่มเข้าวาระประชุม ครม.ได้พูดคุยกันถึงเรื่องของสาเหตุตึกถล่ม ซึ่งทุกกระทรวงได้มีข้อเสนอและทุกกระทรวงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบกันคนละเรื่อง ซึ่งทุกกระทรวงรับไปพิจารณาเพื่อให้การดำเนินการหาข้อเท็จจริงเป็นไปได้เร็วที่สุด โดยจะมีการติดต่อเรื่องระบบเทคโนโลยีกับประเทศต่างๆ อย่างประเทศที่ประสบแผ่นดินไหวบ่อยๆ เช่น ญี่ปุ่นหรือโซนประเทศในยุโรปได้มอบหมายแต่ละกระทรวงพูดคุยเรื่องเทคโนโลยีเพิ่มเติมด้วย อย่างกระทรวงศึกษาธิการได้มีการปรับแผนเพราะมีเด็กที่ต้องสอบ ก็ต้องมีการเลื่อนวันสอบเล็กน้อย ซึ่งแต่ละกระทรวงปรับตามความเหมาะสมของแต่ละกระทรวงไป ก็ต้องร่วมมือกันเป็นอย่างดี 

เมื่อถามว่าในส่วนของบริษัทที่มารับเหมาก่อสร้างต้องมีการสังคายนาด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะบริษัทที่รับเหมานี้เห็นมีรายงานว่ารับการสร้างสาธารณูปโภคและเส้นทางคมนาคมด้วย นายกฯ กล่าวว่า ค่ะ ได้ให้ตรวจสอบทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง และให้ลงลึกว่าทำโครงการไหนบ้าง เพราะความจริงไม่อยากให้เกิดเรื่องของความไม่ปลอดภัยเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งได้มีการสั่งการใน ครม.ไปแล้วว่าโครงการที่เกี่ยวข้องให้ผู้ที่มีหน้าที่ตรวจสอบไปตรวจสอบ 

เมื่อถามว่าอย่างล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมได้ไปตรวจสอบเหล็กเส้นไม่ได้มาตรฐาน  จะต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกว่าได้กระจายลงไปยังโครงการอื่นๆอีกหรือไม่ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้อีก นายกฯ กล่าวว่า อันนี้ต้องตรวจสอบแน่นอน เพราะมันเป็นเรื่องของความปลอดภัย ถ้าพบเจอแล้วว่าชิ้นส่วนต่างๆพวกเหล็กที่เอามาทำตึก ส่วนประกอบ และวัสดุต่างๆถ้ากระจายไปที่โครงการอื่นด้วยก็ต้องแจ้ง ความจริงแล้วอย่างที่พูดไปก่อนหน้านี้ว่าเราต้องจริงจังกับเรื่องนี้ตามกระบวนการทุกอย่าง เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่และเกิดขึ้นกับตึกๆเดียว แต่มันเป็นภาพพจน์ของประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราต้องตอบโจทย์เรื่องนี้ให้ได้ว่าความจริงมันเกิดอะไรขึ้น ให้เวลาทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบเพื่อจะได้เอาคำตอบมาบอกพี่น้องประชาชน และความจริงไม่ใช่แค่พี่น้องประชาชน แต่บอกทั้งโลกว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ทั้งนี้กระบวนการตรวจสอบอยู่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้ว เป็นการพิจาณณาของดีเอสไอ

เมื่อถามว่า ในส่วนของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่ไม่เชื่อมั่น รัฐบาลมีการดำเนินการอย่างไรในการเรียกความเชื่อมั่น นายกฯ กล่าวว่า ดำเนินการตลอด ไม่ว่าจะเป็นตนหรือรมว.ต่างประเทศ หรือรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้มีการสื่อสารให้นักท่องเที่ยวเข้าใจว่ามันเป็นความผิดพลาดเรื่องของตึกอย่างเดียว แต่ตึกทุกตึกในกรุงเทพฯต้องผ่านมาตรฐานตามกฎหมายอยู่แล้วเรื่องการรองรับการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งตามกฎหมายของตึกเหล่านี้มีขั้นตอนเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่ว่าตึกนี้เรากำลังตรวจสอบอยู่ ก็ได้ส่งข้อความสื่อสารแจ้งนักท่องเที่ยวแบบนี้ไป

เมื่อถามว่าต้องตรวจสอบบริษัททุนจีนข้ามชาติที่มาลงทุนด้วยหรือไม่ ให้มีความเข้มข้นมากขึ้นกว่านี้ นายกฯ กล่าวว่า แน่นอนค่ะ อันนี้เป็นบทเรียนว่าเราต้องเข้มงวดมากขึ้นในเรื่องของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างตึกหรือสร้างอะไรความปลอดภัยต้องมาเป็นหลัก เมื่อถามว่าดูเหมือนตอนนี้ทุนข้ามชาติเข้ามาลงทุนในบ้านเราแต่มีการจ้างแรงงานต่างด้าว แล้วคนไทยได้อะไร นายกฯ กล่าวว่า เราต้องดูเรื่องการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายด้วย ซึ่งทุกไซต์งานไม่ได้มีแรงงานชาติใดชาติหนึ่งทั้งหมด เพราะในเรื่องของจำนวนคนมีไม่เพียงพอ ในหลายๆไซต์งานที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ฉะนั้นจะพยายามดูตรงนี้ให้ดี ไม่ให้คนไทยเสียโอกาสอยู่แล้ว อย่างไซต์งานที่เกิดขึ้นก็มีทั้งสองสัญชาติ 

เมื่อถามอีกว่าตอนนี้ทุนจีนถูกโฟกัสเป็นพิเศษ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ตอนที่เขาร่วมกันสร้างตึกนี้เป็นบริษัทไทยกับจีน เราต้องสอบสวนอย่างนั้นไป ซึ่งจริงๆไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะว่าประเทศไหนเป็นประเทศไหน มันดูตามคอนแทคว่าบริษัทยี่ห้อไหนกับยี่ห้อไหนคุยกัน มันไม่เกี่ยวกับเรื่องสัญชาติว่าเป็นยังไง ถ้าเป็นใครจดกับใครก็ได้เราก็ต้องตรวจสอบทั้งนั้นไม่เกี่ยวว่าเป็นประเทศอะไร เพราะเราไม่อยากให้ประเทศใดประเทศหนึ่งเข้าใจว่าเราไปโฟกัสความผิด มันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของหน้างานที่ต้องเป็นแบบนั้น

ด่วน!! ครม. ลดค่าไฟ ‘พ.ค.-ส.ค.’ เหลือหน่วยละไม่เกิน 3.99 บาท

ด่วน!! ครม. ลดค่าไฟ 'พ.ค.-ส.ค.' เหลือหน่วยละไม่เกิน 3.99 บาท

ด่วน!! ครม. ลดค่าไฟ ‘พ.ค.-ส.ค.’ เหลือหน่วยละไม่เกิน 3.99 บาท

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.21 น.

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 1 เม.ย.68 ที่ทำเนียยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงหลังเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.รับทราบมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ โดยเสนอให้มีเป้าหมายในการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าที่จะประกาศเรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้า ในรอบเดือนพฤษภาคม ถึงสิงหาคม  2568 โดยลดลงเหลือไม่เกินอัตราหน่วยละ  3.99 บาท โดยไม่มีการอุดหนุนจากงบประมาณของภาครัฐ

ยื่น’รัฐบาล’ร่วมค้านเชิญ’มินอ่องหล่าย’ประชุมบิมสเทค ลั่นเลิกสร้างความชอบธรรมให้ผู้นำเลือดเย็น

ยื่น'รัฐบาล'ร่วมค้านเชิญ'มินอ่องหล่าย'ประชุมบิมสเทค ลั่นเลิกสร้างความชอบธรรมให้ผู้นำเลือดเย็น

ยื่น’รัฐบาล’ร่วมค้านเชิญ’มินอ่องหล่าย’ประชุมบิมสเทค ลั่นเลิกสร้างความชอบธรรมให้ผู้นำเลือดเย็น

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.14 น.

ภาคประชาสังคมไทย-ทั่วโลก 319 องค์กรร่วมค้านเชิญ’มินอ่องหล่าย’ประชุมบิมสเทค ชี้สร้างความชอบธรรมให้ผู้นำรัฐประหาร-นักฆ่าล้างเผ่าพันธุ์-อาชญากรรมสงคราม

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2568 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนภาคประชาสังคมไทย-เมียนมา นำโดยนายวิชัย จันวาโร ผู้ประสานงานมูลนิธิเสมสิกขาลัย (SEM) ได้ยื่นจดหมายถึงรัฐบาลไทยเพื่อร้องเรียนให้ยกเลิกการเชิญ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า เข้าร่วมประชุมผู้นำความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation-BIMSTECหรือ บิมสเทค) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-4 เม.ย.2568 ที่กรุงเทพมหานคร

นายวิชัย กล่าวระหว่างการยื่นหนังสือว่า แม้แต่หลังเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมายังคงส่งอากาศยานโจมตีประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการประชุมบิมสเทคที่มีวาระเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจ จะทำให้กองทัพเมียนมาสามารถซื้ออาวุธนำไปประหัตประหารประชาชนชาวพม่าอีก จึงขอให้รัฐบาลไทยงดการเชิญผู้แทนทหารเมียนมามาร่วมประชุมครั้งนี้ และไม่เชิญตัวแทนทหารอื่นใดจากกองทัพเมียนมาเข้าร่วมประชุม โดยการบระชุมบิมสเทคที่วางแผนไว้ยังคงสามารถดำเนินการได้

นายวิชัย กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมาตอนนี้รุนแรงมาก การกู้ภัยเป็นไปอย่างลำบาก ทหารเมียนมาควรเปิดโอกาสให้ส่งความช่วยเหลือไปยังประชาชนผู้ประสบภัยในทันที เพื่อให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจากข้อมูลที่ทราบมาเวลานี้ มีคนจำนวนเพียงน้อยนิดที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปช่วย ในขณะที่ภูมิภาคสะกาย ซึ่งอยู่อีกฝั่งแม่น้ำอิรวดีซึ่งเป็นศูนย์กลางแผ่นดินไหวยังไม่มีการอนุญาตให้ส่งความช่วยเหลือเข้าไปได้แต่อย่างใด เราคาดการณ์ว่าเพราะภูมิภาคสะกายเป็นพื้นที่ที่ทหารพม่า SAC (สภาบริหารแห่งรัฐ- State Administrative Council) ไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้ จึงไม่ให้องค์กรไหนเข้าไปช่วยเหลือ แต่ประชาชนที่สะกายได้รับผลกระทบรุนแรงหนักมาก

“เราขอให้รัฐบาลไทยเรียกร้องให้ทหารเมียนมาเปิดให้มีความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ประชาชนที่ประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหวในพม่าและให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปรายงานข่าวเพื่อให้ประชาคมนานาชาติได้รับรู้และส่งความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที” นายวิชัย กล่าว

ทั้งนี้จดหมายที่ยื่นถึงรัฐบาลไทย และประเทศสมาชิกบิมสเทค ร่วมลงนามโดยภาคประชาสังคมจากทั่วโลก 319 องค์กร โดยผู้แทนศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่มารับหนังสือ กล่าวว่า จะรีบนำเสนอนายกรัฐมนตรีในทันที

หลังจากนั้นกลุ่มผู้คัดค้านการมาเยือนไทยของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ยังเดินทางไปยื่นหนังสือนี้ที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตบังคลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เนปาล และศรีลังกา

สำหรับเนื้อหาบางส่วนในจดหมายระบุว่า ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลไทย และผู้นำ BIMSTEC แสดงจุดยืนคัดค้านผู้นำทหารที่ผิดกฎหมาย และการก่ออาชญากรรมระดับสากลของพวกเขา โดยการห้ามไม่ให้ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอด BIMSTEC และห้ามไม่ให้ตัวแทนทุกคนของกองทัพเมียนมา และผู้ที่ได้รับแต่งตั้ง เข้าร่วมการประชุมและร่วมกิจกรรมใดๆ ของ BIMSTEC 

จดหมายระบุว่านับแต่ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.2564 กองทัพเมียนมาได้ทำการสังหารหมู่ โจมตีทางอากาศอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ระดมยิงปืนใหญ่ ก่อเหตุความรุนแรงทางเพศ และความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ สังหารหมู่ และวางเพลิงสถานที่จำนวนมาก ทั้งยังได้จับกุมบุคคลโดยพลการกว่า 28,900 คน ในแต่ละปี กองทัพเมียนมายังได้เพิ่มการโจมตีทางอากาศบ่อยครั้งมากขึ้น ทำให้จำนวนพลเรือนที่เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นเช่นกัน กองทัพเมียนมาได้ทำการโจมตีทางอากาศ 4,631 ครั้ง รวมทั้งในพื้นที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศ สถานพยาบาล โรงเรียน และศาสนสถาน การก่ออาชญากรรมอย่างร้ายแรงนี้เป็นการละเมิดต่อกฏหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทำให้ปัจจุบันจึงมีผู้พลัดถิ่นฐานในประเทศแล้วกว่า 3 ล้านคน กองทัพเมียนมากระทำการเข้ากับหลักเกณฑ์ที่จัดว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย ทั้งตามกฎหมายในประเทศของเมียนมา และตามที่นิยามในกฎหมายระหว่างประเทศ

“ความทารุณของกองทัพเมียนมารุนแรงถึงขั้นเป็นอาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยต้องตกเป็นจำเลยในคดีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และอาชญากรรมระหว่างประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะพิจารณาจากนิยามใด กองทัพเมียนมาไม่ถือว่าเป็นรัฐบาล และจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนชาวเมียนมาเพื่อเข้าร่วมในกิจกรรมหรือการประชุมใดๆ ของ BIMSTEC ไม่ว่าจะเป็นการประชุมในระดับใด หรือไม่ว่าจะเป็นตัวแทนใดจากกองทัพ” จดหมายระบุ 

นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า ไม่ควรเชิญ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย มาเลย การเชิญมายิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยในเรื่องที่ว่าไทยสนับสนุนทหารเมียนมาหลายๆ เรื่องเป็นความจริง รวมทั้งกรณีต่างๆ ที่ชายแดน หากเชิญเมียนมาในฐานะประเทศสมาชิก ควรเชิญปลัดกระทรวงของเมียนมาก็พอได้ การเชิญผู้นำนั้นไม่ควร โดยหลักการคือเชิญชาติสมาชิก ไม่ควรเชิญทหาร

“ตอนนี้ไทยมีข้อหาข้อครหากับจีนอยู่แล้ว หากมีเรื่องเมียนมาเพิ่มก็จะไปกันใหญ่ สำหรับแรงงาน และผู้ลี้ภัยปัญหาก็จะไม่ได้ดีขึ้น เพราะพม่าไม่ได้มีความพร้อมทางเศรษฐกิจ การเชิญมาประชุมครั้งนี้เป็นการฟอกขาวให้เมียนมามากกว่า” นายอดิศร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า อาจเป็นการปูทางไว้สำหรับการเจรจาสันติภาพในพม่าซึ่งผู้นำไทยต้องการเป็นแกนนำ นายอดิศร กล่าวว่า เวลาที่เหมาะสมนั้นได้เลยมาแล้ว ไทยไม่ชัดเจนเลยว่าเจรจาเรื่องอะไร ใครจะเจรจาบ้าง ไทม์ไลน์คืออะไร หากไทยตอบไม่ได้ ก็ไม่ควร และบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ นายกรัฐมนตรี ฯลฯ ก็ไม่ชัดเจน ควรใช้วิธีอื่นๆ เช่น อาเซียน อาจดีกว่า

‘ทักษิณ‘โผล่อวยพรวันเกิด’ป๋าเหนาะ’ครบ 92 ปี รำลึกความหลัง 25 ปี สมัยทรท.​

‘ทักษิณ‘โผล่อวยพรวันเกิด’ป๋าเหนาะ’ครบ 92 ปี รำลึกความหลัง 25 ปี สมัยทรท.​

‘ทักษิณ‘โผล่อวยพรวันเกิด’ป๋าเหนาะ’ครบ 92 ปี รำลึกความหลัง 25 ปี สมัยทรท.​

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.39 น.

‘ทักษิณ‘เบิร์ธเดย์’ป๋าเหนาะ’ครบ 92 ปี รำลึกความหลัง 25 ปี สมัยทรท.​ บรรยากาศคึกคัก นักการเมือง ขรก. พ่อค้า คนสนิทอวยพร

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2568 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิดนายเสนาะ เทียนทอง ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย (พท.) ครบรอบ 92 ปี ที่บ้านเมืองทองธานี โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น โดยมีนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจและคนสนิท เข้าร่วมอวยพรคับคั่ง

อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน อดีตรมว. สาธารณสุข, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล), นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ, นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคพท., นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์, นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ เหรัญญิกพรรค ที่ปรึกษารมช.คมนาคม, นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม โดยมีนายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรมช.คลัง บุตรชายนายเสนาะ ร่วมต้อนรับ

ซึ่งนายทักษิณ พร้อมด้วย นายสมพงษ์ ได้นำกระเช้าผลไม้เข้าอวยพรนายเสนาะ โดยนายทักษิณ ระบุว่า “ขออวยพรให้พี่ มีสุขภาพแข็งแรงนะพี่นะ” ก่อนที่จะนั่งพูดคุยกัน โดยกล่าวติดตลกว่า “นี่เรา 3 คนรวมกัน กว่า 250 แล้ว ใจหนุ่มไว้ก่อน  และชมนายเสนาะว่า “หน้าพี่ใสนะ”พร้อมย้อนรำลึกความหลังเมื่อครั้งไปปราศรัยใหญ่ที่อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ที่ประกาศเข้าพรรคไทยรักไทย (ทรท.) และตนไปปราศรัย โดยวันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดเหมือนวันนี้ ประชาชนมามืดฟ้ามัวดินเพราะนายเสนาะ ประกาศตัวว่าอยู่พรรคทรท.และมาทำงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองด้วยกัน

โดยช่วงหนึ่งนายทักษิณได้หยอกนายเสนาะว่า“อ้าวรัฐมนตรีไม่มาเหรอ (นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคพท.) กระด้างกระเดื่องกับพ่อเหรอ” ทุกคนต่างพากันหัวเราะ และยังกล่าวชมนายเสนาะอีกว่า “ลูกๆน่ารักทุกคน”

ขณะที่ภรรยาของนายสรวงศ์ ได้เข้ามาสวัสดีนายทักษิณ โดยนายทักษิณ ได้พูดหยอกว่า“ไปบอกรัฐมนตรีไม่มานี่ กระด้างกระเดื่องกับพ่อเหรอ และได้กล่าวทันที่ว่า ”รู้ว่า ประชุมครม.อยู่ เมื่อกี้นายกฯ ก็เพิ่งโทรมา ”

สจล.ขับเคลื่อนโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร สู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลก

สจล.ขับเคลื่อนโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร  สู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลก

สจล.ขับเคลื่อนโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร สู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลก

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เดินหน้าผลักดันโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ด้วยองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการแพทย์ที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การเป็น “ผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลก” ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์และสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีรากฐานองค์ความรู้ที่แข็งแกร่ง พร้อมมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะของบุคลากรให้เป็น นักนวัตกรรม นักคิดสร้างสรรค์ และนักปฏิบัติ ที่สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาทางการแพทย์ที่ล้ำสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมไทยในอนาคต

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การขับเคลื่อนและการให้บริการโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาให้โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารเป็นโรงพยาบาลต้นแบบด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทย และเป็นที่พึ่งของชุมชนโดยรอบและพร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และการสาธารณสุขผ่านการวิจัยและองค์ความรู้ที่เข้มแข็งต่อไป

ปัจจุบัน สจล. ได้ผลิตบัณฑิตคณะแพทยศาสตร์สำเร็จเป็นรุ่นแรก พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์และสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้ก่อตั้งคณะ
ทันตแพทยศาสตร์และคณะพยาบาลศาสตร์ ซึ่งเตรียมผลิตทันตแพทย์นวัตกรและพยาบาลนวัตกรรุ่นแรกในอีกไม่กี่ปี โดยเฉพาะในด้านการดูแลและส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับสังคมผู้สูงวัยของประเทศ เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

โดยที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 สถาบันได้ดำเนินการก่อตั้งโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร โดยได้รับความร่วมแรงร่วมใจจากชาวพระจอมเกล้าลาดกระบัง ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสร้างโรงพยาบาล เป็นเงินบริจาคกว่า 300 ล้านบาท รวมถึงการได้รับสนับสนุนจากภาครัฐด้วยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการอนุมัติเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 665.5 ล้านบาททำให้สามารถดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลได้สำเร็จเรียบร้อยในวันนี้ โดยมีมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารในพระสังฆราชูปถัมภ์ นำโดยศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตอธิการบดี สจล. ประธานมูลนิธิ และกรรมการมูลนิธิทุกท่านช่วยขับเคลื่อนด้วย

นักวิจัยพัฒนา ‘กระดาษทนรังสีแกมมา’ จุดเริ่มต้นเพื่อต่อยอดสู่ชุดอวกาศ

นักวิจัยพัฒนา ‘กระดาษทนรังสีแกมมา’ จุดเริ่มต้นเพื่อต่อยอดสู่ชุดอวกาศ

นักวิจัยพัฒนา ‘กระดาษทนรังสีแกมมา’ จุดเริ่มต้นเพื่อต่อยอดสู่ชุดอวกาศ

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระดาษธรรมดาทั่วไปเมื่อได้รับรังสีแกมมาจะถูกเปลี่ยนสภาพกลายเป็นกระดาษที่เปื่อยยุ่ย เสียหาย แต่นักวิจัยไทยกำลังพัฒนากระดาษที่สามารถทนรังสีได้ ซึ่งจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานเป็นอุปกรณ์ต่างๆ ได้ เช่น อุปกรณ์ตรวจวัดรังสี และองค์ความรู้เดียวกันนี้ยังสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาชุดอวกาศหรือยานอวกาศได้ เนื่องจากกระดาษ ชุดอวกาศ และยานอวกาศ ล้วนเป็นวัสดุที่เรียกว่า “พอลิเมอร์”

นักวิจัยจากวิทยาลัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมวัสดุ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับนักวิจัยจากอีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมพัฒนากระดาษทนรังสีแกมมาซึ่งเป็นรังสีที่มีสมบัติทะลุทะลวงสูง

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้นำวัสดุจากธรรมชาติคือกระดาษกรองซึ่งเป็นเซลลูโลสที่ได้จากพืชและเป็นพอลิเมอร์รูปแบบหนึ่ง มาจุ่มเคลือบ “วัสดุแผ่นบางไททาเนท” ซึ่งเป็นวัสดุคอมโพสิตและวัสดุนาโนสองมิติ(two-dimensional nanomaterials) ชนิดหนึ่งโดยได้เคลือบวัสดุดังกล่าวที่ปริมาณ 0.6 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร และสามารถเคลือบกระดาษได้ด้วยอุปกรณ์พื้นฐานที่มีอยู่ในห้องปฏิบัติการทั่วไป โดยไม่ต้องอาศัย
อุณหภูมิสูงในการจุ่มเคลือบสาร เพราะสามารถปฏิบัติการได้ที่อุณหภูมิห้อง

ผลจากการเคลือบกระดาษด้วยวัสดุแผ่นบางไททาเนท พบว่า กระดาษดังกล่าวสามารถทนต่อรังสีแกมมา ได้มากกว่ากระดาษกรองที่ไม่ได้เคลือบวัสดุนาโนสูงสุดถึง50 กิโลเกรย์ และเมื่อเทียบกับกระดาษที่ไม่ได้เคลือบ พบว่าโครงสร้าง รวมถึงสมบัติทางแสงและสมบัติทางไฟฟ้าของวัสดุคอมโพสิตที่เคลือบกระดาษเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย

ข้อดีของการพัฒนากระดาษให้เป็นวัสดุที่ทนต่อรังสีแกมมาคือ กระดาษเป็นวัสดุที่สามารถใช้แล้วทิ้งได้ และกระดาษยังเป็นตัวรองรับ (substrate) ที่สามารถรวมหลายๆ สิ่งให้อยู่ด้วยกันได้ ซึ่งนักวิจัยนำไปพัฒนาเป็นอุปกรณ์วัดรังสีได้ เนื่องจากอุปกรณ์วัดรังสีต้องมีส่วนที่ได้รับรังสีแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง และส่วนที่ได้รับรังสีแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยการวัดจะแม่นยำและถูกต้องนั้น วัสดุรองรับต้องไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งจากการตรวจสอบด้วยเทคนิคภาพถ่ายเอกซเรย์สามมิติจากแสงซินโครตรอน (X-ray Tomography Microscopy : XTM) แสดงให้เห็นว่า เส้นใยเซลลูโลสไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสัณฐานวิทยา หรือไม่เกิดการเปื่อยยุ่ย เสียหาย

นอกจากนี้เมื่อใช้เทคนิคภาพถ่ายเอกซเรย์สามมิติจากแสงซินโครตรอน ตรวจสอบการกระจายตัวของวัสดุแผ่นบางไททาเนทในวัสดุคอมโพสิต พบว่าวัสดุแผ่นบางไททาเนทกระจายตัวอยู่ในช่องว่างระหว่างเส้นใยเซลลูโลสของกระดาษ ผลที่ได้นี้สอดคล้องกับการพิสูจน์ลักษณะด้วยกล้องประเภทอื่น ได้แก่ กล้องจุลทรรศน์แสง กล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม และกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดและแบบส่องผ่าน

สำหรับวัสดุแผ่นบางไททาเนทซึ่งทำให้กระดาษสามารถทนต่อรังสีแกมมาได้นั้น เป็นวัสดุนาโนสองมิติ ชนิดหนึ่ง โดยวัสดุนาโนสองมิติเป็นวัสดุแผ่นบางๆ ที่มีความหนาระดับนาโนเมตร และเป็นวัสดุใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีสมบัติที่ขึ้นกับทิศทางและความทนทานต่อสภาพที่รุนแรง อีกทั้งสามารถสังเคราะห์วัสดุดังกล่าวในรูปของสารผสมที่เรียกว่าคอลลอยด์ในน้ำได้ง่าย จึงสะดวกต่อการประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย

วัสดุนาโนสองมิติที่รู้จักกันดีคือกราฟีนซึ่งเป็นวัสดุที่มีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบเพียงอย่างเดียว ขณะที่ไททาเนทซึ่งใช้ในงานวิจัยนี้มีไททาเนียมและออกซิเจนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งนักวิจัยสามารถแทนที่ไททาเนียมด้วยธาตุอื่นๆ ได้เยอะกว่ากราฟีนที่เป็นเพียงคาร์บอนอย่างเดียว จึงสามารถปรับสมบัติต่างๆ ของวัสดุได้เยอะกว่ากราฟีน องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้นอกจากนำไปพัฒนาเป็นอุปกรณ์ตรวจวัดรังสีแล้ว ยังสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาชุดอวกาศและยานอวกาศที่ทนต่อรังสีในอวกาศได้ เนื่องจากชุดอวกาศและยานอวกาศนั้นเป็นพอลิเมอร์เช่นเดียวกับกระดาษ

งานวิจัยนี้ยังได้รับการตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Ceramics International ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูล WOS และ Scopus และได้รับการจัดระดับโดยJournal Citation Reports ในสาขา Materials Science, Ceramics ใน Quartile 1 (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 91.1 และค่า Impact Factor เท่ากับ 5.2) ด้วย

ปส.เร่งพัฒนาเทคโนโลยีรังสีทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพประชาชน

ปส.เร่งพัฒนาเทคโนโลยีรังสีทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพประชาชน

ปส.เร่งพัฒนาเทคโนโลยีรังสีทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพประชาชน

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) จัดประชุมคณะอนุกรรมการการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ทางด้านการแพทย์ ครั้งที่ 1/2568 ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคาร 1 ปส. และผ่านระบบออนไลน์ โดยมีศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานการประชุม เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในงานการแพทย์ โดยผลลัพธ์จากการประชุมนี้ จะส่งผลดีโดยตรงต่อประชาชน
ผู้ป่วย เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคสมอง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำ และการรักษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพิ่มโอกาสในการรักษาหาย ลดผลข้างเคียง และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

นอกจากนี้ ยังมีการติดตามความคืบหน้าของโครงการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งาน เพื่อให้โรงพยาบาลและสถานพยาบาลที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ

อีกทั้ง ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับโครงการความร่วมมือเชิงวิชาการ (Technical Cooperation THA6045) ที่ได้รับความสนับสนุนจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency : IAEA) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านรังสีวินิจฉัย เวชศาสตร์นิวเคลียร์ และรังสีรักษา เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้ รองรับความต้องการของระบบสาธารณสุข และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่อาจต้องเดินทางไปรักษายังต่างประเทศหากขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทางในประเทศอีกด้วย

รร.เทพมิตรศึกษา MOU ร่วมกับประเทศแคนาดา-สิงคโปร์ ยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสู่มาตรฐานสากล

รร.เทพมิตรศึกษา MOU ร่วมกับประเทศแคนาดา-สิงคโปร์  ยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสู่มาตรฐานสากล

รร.เทพมิตรศึกษา MOU ร่วมกับประเทศแคนาดา-สิงคโปร์ ยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสู่มาตรฐานสากล

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับพันธมิตรระดับนานาชาติ ประกอบด้วย กลุ่มโรงเรียนเสริมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอาภาพัฒนา (APILS), สถาบัน Rosedale International Education จากประเทศแคนาดา และสถาบัน St. Uriel Education จากประเทศสิงคโปร์ โดยความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของนักเรียนไทยให้ทัดเทียมนานาชาติในงานแถลงข่าว ณ ห้องประชุมโรงเรียนเทพมิตรศึกษา มีแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมมากมาย อาทิ นางสาวละมุญ จินกระวี รองศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายอาร์ม วงศ์อำไพพิสิฐ รองประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี Mr.Marcus Lim จากสถาบัน ST.Uriel Education อิสรีย์ รสาเพชรสุวรรณ จาก APILS Ms. Marilyn Mason จากสถาบัน Rosedale International Education,Canada Mr. Ravi Kumar จากสถาบัน Rosedale International Education, Canada Ms. Shannon Haldorson จากสถาบัน Rosedale International Education, Canada

นายชาญชัย ชื่นพระแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพมิตรศึกษา กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษในยุคปัจจุบันว่าเป็น “กุญแจสำคัญที่เปิดโอกาสทางการศึกษาและอาชีพให้กับเยาวชนไทย” พร้อมขอบคุณพันธมิตรที่ร่วมมือกันผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้น

บาทหลวงยุทธการ ยนปลัดยศ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี (ศสร.) และผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเทพมิตรศึกษา กล่าวว่า การสร้างพื้นฐานทางภาษาอังกฤษที่แข็งแกร่งจะเป็นสะพานเชื่อมเยาวชนไทยสู่โอกาสใหม่ๆในระดับนานาชาติ ดังนั้น โรงเรียนเทพมิตรศึกษามีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับทักษะภาษาอังกฤษให้กับเยาวชนและบุคลากรทางการศึกษา ไม่เพียงเฉพาะนักเรียนของโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่ภาคใต้ และประเทศเพื่อนบ้านที่สนใจและให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาษาอังกฤษ เพื่อให้พร้อมแข่งขันและเติบโตในเวทีระดับสากลสามารถนำภาษาอังกฤษไปใช้ได้อย่างมั่นใจในชีวิตประจำวันและการทำงาน ศูนย์แห่งนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะนักเรียนของโรงเรียนเทพมิตรศึกษาเท่านั้น แต่เปิดกว้างสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไปในจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยศูนย์เทพอาภาได้เปิดทำการแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567

อิสรีย์ รสาเพชรสุวรรณ จากศูนย์ APILS กล่าวว่า ศูนย์ APILS มีศูนย์การเรียนรู้กว่า 8 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และได้ขยายไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อให้เด็กในต่างจังหวัด
สามารถเข้าถึงหลักสูตรภาษาอังกฤษคุณภาพสูง เป้าหมายของ APILS คือการช่วยให้นักเรียนสอบผ่านการทดสอบภาษาอังกฤษต่างๆ เช่น TOEFL และ IELTS พร้อมพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยนักเรียนไทยก้าวข้าม “Threshold Concept” โดยเฉพาะเรื่องการใช้ Tense และการออกเสียงภาษาอังกฤษผ่านระบบ Phonics ซึ่งช่วยให้นักเรียนใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วและมั่นใจ

ความร่วมมือกับสถาบัน St. Uriel Education ในการจัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาทักษะการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองสำหรับครู” จะเปิดโอกาสให้ครูในเขตพื้นที่ภาคใต้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการสอนภาษาอังกฤษ สามารถเข้าร่วมอบรมและพัฒนาตนเองได้ ศูนย์แห่งนี้จะช่วยเสริมสร้างเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษที่ทันสมัย และช่วยให้ครูสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการสอนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างนักเรียนที่มีทักษะทางภาษาที่แข็งแกร่ง และสามารถแข่งขันในระดับสากลได้

Mr. Marcus Lim จากสถาบัน St. Uriel Education กล่าวว่า สถาบันของเขามุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพนักเรียนและครูไทยผ่านหลักสูตรการศึกษาที่ผสมผสานระหว่างหลักสูตรไทยและหลักสูตรนานาชาติ โดยเฉพาะหลักสูตร OSSD จากสถาบัน Rosedale International Education ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก