‘พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์’ โลกเปลี่ยน-หลากปัญหารุมเร้า รัฐบาลต้องชัดเจนแนวทางรับมือ

‘พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์’ โลกเปลี่ยน-หลากปัญหารุมเร้า รัฐบาลต้องชัดเจนแนวทางรับมือ

‘พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์’ โลกเปลี่ยน-หลากปัญหารุมเร้า รัฐบาลต้องชัดเจนแนวทางรับมือ

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในตอนที่เผยแพร่วันที่ 15 เม.ย. 2568 ในบรรยากาศเฉลิมฉลอง “ปีใหม่ไทย” เทศกาลสงกรานต์ ชวนพูดคุยกับ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในหลายประเด็น เริ่มจากการมองสถานการณ์การเมืองในเวลานี้ ว่า เรื่องทั้งหมดมีที่มาที่ไป หากทำในสิ่งที่ผู้คนบอกว่าเหมาะสมด้วยเวลาและเหตุผลคงไม่มีใครออกมาต่อต้าน ซึ่งคนก็เคยผ่านช่วงเวลาที่ออกไปทำแบบนั้นมาแล้ว มีทั้งความเหนื่อย ความร้อน อีกทั้งยังต้องต่อสู้กับผู้มีอำนาจ

ซึ่งด้านหนึ่งตนก็อยากให้รัฐบาลเดินต่อไปได้ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจ ณ ปัจจุบันไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียว อย่างน้อยต้องพาประเทศสู้กับเพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ด้วยกัน รวมถึงระบบเศรษฐกิจโลกก็มีปัญหามาก ดังนั้นหากภายในประเทศยังมีปัญหา ความขัดแย้งยังมี ยังเดินหน้าไม่ได้เต็มที่ ตนมองว่าแบบนี้จะไปสู้ใครได้

“สุดท้ายการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง แต่เราเป็นประชาชนเราก็ทิ้งไม่ได้ เราจะปล่อยให้ใครทำอะไรเลยไม่ได้ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนจะเห็นหลายๆ วิกฤตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไหนๆ ขึ้นปีใหม่แล้ว เราลองวิเคราะห์กันง่ายๆ 1 ปีที่ผ่านมาเราเจออะไรบ้าง เราเจอทั้งน้ำท่วม น้ำหลาก ดินสไลด์ลงมา อันนี้ตั้งแต่ภาคเหนือมา ภาคใต้ก็ฝนตกหนัก น้ำท่วม ที่ผ่านมายังมาเจอกับแผ่นดินไหว เจอเรื่องภาษี เรื่องเศรษฐกิจที่มีปัญหามากๆ เจออีกร้อยเรื่องที่เราต้องเจอ แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องบอกเหตุว่านี่เป็นแค่เริ่มต้น ทั้งโลกเขามีปัญหาหนักกว่านี้

ถ้าเรายังไม่แก้หรือไม่ได้หาจุดแข็งของตัวเองหรือปรับระบบหรือวิธีการนำเสนอของผู้นำประเทศ ผมคิดว่าเราจะต้องเจออะไรหนักกว่านี้ นี่เป็นแค่เรียกว่า Intro (บทเริ่ม) มากเลย เพราะนี่เป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ประเทศเราไม่เคยมีแผ่นดินไหวหนักๆ แบบนี้ วันนี้มันมีแล้วทำอย่างไร? ถ้ามีอีกครั้งหนึ่งเราห้ามไม่ได้เพราะแผ่นดินไหวไม่สามารถจะบอกก่อนได้ แต่เรามีการเตรียมตัวหรือยัง? ว่าการสื่อสารเป็นอย่างไร เกิดวันนั้นสัญญาณมือถือ สัญญาณโทรศัพท์ใช้ไม่ได้ขึ้นมา คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าครอบครัวคุณอยู่ตรงไหนกันบ้าง?”

หรืออย่างระบบขนส่งมวลชนซึ่งหยุดชะงักในวันที่เกิดแผ่นดินไหว หลังจากนี้จะบอกประชาชนอย่างไร ซึ่งตนไม่ได้โทษนายกรัฐมนตรีเพราะเรื่องนี้ไม่เคยเกิดมาก่อน แต่คำถามคือเมื่อเกิดแล้วได้แก้ปัญหาอย่างไร เพราะจะปล่อยให้เกิดขึ้นครั้งต่อไปในสภาพแบบเดิมๆ ไม่ได้ ซึ่งหากจะแก้ให้ได้ นายกฯ ต้องบอกว่าหลังจากนี้จะมีระบบเตือนภัยอย่างไร ประชาชนต้องปฏิบัติตนอย่างไร ระบบกู้ภัยและการรักษาพยาบาลจะเป็นอย่างไร

ส่วนข้อสังเกตว่าระยะหลังๆ ออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์บ่อยขึ้น ตนยอมรับว่ามีความกังวล ซึ่งตอนแรกๆ ให้กำลังใจ เพราะอยากให้รัฐบาลซึ่งมาจากทุกพรรคการเมือง มองว่าก้าวข้ามความขัดแย้งต่างๆ แล้ว ก็น่าจะกลับเข้าสู่การบริหารประเทศ อะไรที่ควรทำก็ต้องทำ ตนก็เหมือนกับประชาชนที่อยู่ทางบ้าน คือให้กำลังใจและให้ประเทศเดินต่อไปได้

แต่เมื่อเวลาผ่านไป บางคนบอกว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มาเป็นนายกฯ ได้ 6 – 7 เดือน ให้เวลาหน่อยได้หรือไม่ แต่ตนมองว่านายกฯ คนก่อนหน้านี้อย่าง นายเศรษฐา ทวีสิน ก็มาจากพรรคการเมืองเดียวกับ น.ส.แพทองธาร และอยู่ในยุคที่ น.ส.แพทองธาร เป็นหัวหน้าพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่สนับสนุนก็มาจากพรรคเดียวกัน ซึ่งแม้นายเศรษฐามีเหตุต้องพ้นจากตำแหน่งไป แต่ก็บอกไม่ได้ว่า น.ส.แพทองธาร เพิ่งมาได้ 6 เดือน เพราะนโยบายต่างๆ คนเขียนก็ชุดเดียวกัน ใช้ชุดความคิดเดียวกัน ถามว่าผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้วเศรษฐกิจเป็นอย่างไรบ้าง

“ท่านเคยบอกว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่จะมาแก้เศรษฐกิจแล้วมีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ ผมถามว่าวันนี้นอกจากเรื่องการแจกเงิน 1 หมื่น ซึ่งก็ไม่ได้ตรงกับความเป็นจริง วันแรกที่จะบอกว่าออกมาแจกเงินดิจิทัล บอกว่าเงินนี้จะเป็นระบบดิจิทัล ไม่ใช่เป็นเงินสด เหตุผลเพราะต้องการที่จะวางระบบใหม่ อยากดูเป้าหมาย และคลุมไว้ว่าเงินนั้นให้เฉพาะคนที่เอาไปใช้ในหมู่บ้านในอำเภอ เพราะอยากให้เงินกระจายลงไป จะให้เด็กตั้งแต่ 16 ขึ้นไป เพราะจะได้เอาไปซื้อของแล้วเงินก็จะได้หมุนเวียน ไปจ่ายค่าเล่าเรียนได้ ไปช่วยพ่อแม่ได้

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ที่ออกมาเป็นเงิน 1 หมื่นบาทไม่ได้ตรงตามวัตถุประสงค์นั้นเลย แล้วการที่แจกลงไปรอบนี้จะเป็นรอบที่ 3 ที่กำลังจะมา บอกว่าจะเป็นพายุหมุน 3 รอบ ผมถามวันนี้ด้วยความเป็นธรรม ผมไปเดินตลาด ไปเดินที่ไหนไม่มีสักรอบแล้วก็ไม่ไดรับการตอบรับ แต่เงินนั้นมาจากไหน? เงินจากภาษีประชาชน สองคือกู้มา เพราะวันนี้ก็ยังตอบไม่ได้ว่าใช้เงินตรงไหน? บอกมีเงินๆ ก็พูดสิว่าเงินกู้มา แล้วกู้มาก็ต้องมีดอกเบี้ย มีการใช้คืน ประชาชนก็ต้องมานั่งรับภาระตรงนั้น

ทั้งนี้ หากนโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจได้จริงก็คงไม่ต้องติอะไร เพราะเข้าใจได้เรื่องจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งหากมีเงินกระตุ้นเข้าไปในระบบ มีการใช้จ่ายซื้อ-ขาย ก็จะทำให้เงินหมุนในระบบไม่ว่าจะกี่รอบก็ตาม หรือที่บอกว่าแจกเงินกลุ่มเปราะบาง ก็ไม่ต่างจากสมัยรัฐบาลนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำอยู่แล้วอย่างในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 อีกทั้งงบประมาณก็ขอจากรัฐสภา แต่ครั้งนี้เงินมหาศาลที่นำมาแจกไม่ได้มีการชี้แจงให้ชัดเจน

อีกทั้งเมื่อถามผู้คนตั้งแต่ระดับบนสุดอย่างนักธุรกิจพันล้าน-หมื่นล้าน มนุษย์เงินเดือนในบริษัท ลงไปถึงผู้ใช้แรงงาน ทุกคนบ่นเหมือนกันหมด งานไม่เข้าบ้าง ถูกเลิกจ้างก่อนเวลาอันควรบ้าง จึงมองไม่ออกว่าหากเดินต่อไปแบบนี้จะมีอะไรมากระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้น และราวกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด มาเจอแผ่นดินไหว มาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา หากรัฐบาลไม่มีความชัดเจนในการบริหาร ไม่มีแนวทางดึงเศรษฐกิจขึ้น ไม่มีแนวทางดูแลประชาชน อย่างที่เห็นหุ้นตกยิ่งกว่าตอนสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19  

ซึ่งความแตกต่างคือ ช่วงโควิด-19 ระบาด เป็นปัญหาเศรษฐกิจที่มีชื่อตอน กล่าวคือ เพื่อความปอลดภัยทุกอย่างต้องหยุดทั้งหมด คนนอนอยู่บ้าน เศรษฐกิจไม่เดินเพราะไม่มีการค้าขาย แต่เมื่อสถานการณ์ผ่านไป มีวัคซีน ทุกอย่างก็กลับมาปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่มีชื่อตอน ไม่รู้ว่าเศรษฐกิจลงมาเพราะอะไรและจะจบเมื่อใด และก่อนหน้านี้ยังคงมีกลุ่มคนหรือบริษัทใหญ่ๆ ที่ยังมีศักยภาพพอไปได้ แต่เมื่อตลาดหุ้นส่งสัญญาณให้เห็นปัญหาของบริษัทใหญ่ๆ ก็จะล้มเป็นโดมิโนลงมา เมื่อลูกพี่ไปก็ไม่มีการจ้างงานลูกน้อง นี่คือสิ่งที่ตนเป็นห่วงและดูจะหนักกว่าทุกครั้ง       

และต้องย้ำว่า “ไม่ใช่หายนะกำลังจะมา..แต่มาแล้วในเวลานี้” คำถามคือจะบริหารจัดการอย่างไร และหากประชาชนห่วง รัฐบาลในฐานะผู้นำยิ่งต้องห่วงมากกว่า เพราะประชาชนห่วงก็ได้แต่บ่น แต่ผู้บริหารประเทศห่วงแล้วต้องมีมาตรการ กลุ่มไหนทำอะไร จะช่วยใครได้บ้าง ส่วนประเด็นความเคลื่อนไหวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ดูจะมีบทบาทกับรัฐบาลอย่างมาก ตนมองว่า น.ส.แพทองธาร เป็นคนรุ่นใหม่ที่โชคดีได้ขึ้นมาบริหารประเทศ ส่วนที่ถูกมองว่ามีประสบการณ์ยังไม่มาก การมีนายทักษิณ ผู้เป็นทั้งบิดาและอดีตนายกฯ มาสนับสนุน ก็อาจช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาด จะได้นำไปสู่กระบวนการแก้ไขและบริหารประเทศ

ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่ติดใจอะไรหากนายทักษิณจะมีบทบาทเป็นที่ปรึกษา แต่พอเอาเข้าจริงก็มีคำถามว่าตกลงแล้วใครมีอำนาจสิทธิ์ขาดที่จะบอกว่าอะไรควร – ไม่ควรทำ เพราะหลายครั้งที่ตนเห็น นโยบายมักเริ่มจากอดีตนายกฯ ทักษิณ แล้วรัฐมนตรีต่างๆ ในรัฐบาลรวมถึงข้าราชการก็รับลูก วันรุ่งขึ้นบอกว่าทำได้ มีงบประมาณ แล้วประเทศไทยบริหารด้วยระบบอะไร มีคำถามว่าการสั่งการแบบนอกระบบสามารถทำได้ด้วยหรือ นี่คือสิ่งที่หลายคนกำลังสงสัย

“จริงๆ ด้วยประสบการณ์ของท่านทั้งที่เคยทำธุรกิจมาและประสบการณ์การเมือง เราก็ต้องยอมรับว่าท่านผ่านอะไรมาเยอะ จะดี – ไม่ดีอะไรอันนี้เราไม่พูดถึง ใจผมอยากให้ท่านเป็นที่ปรึกษาประเทศ ที่ท่านพูดไว้แต่ต้น ให้ทำแบบนั้นได้จริงๆ คือท่านสามารถจะออกมาแล้วสามารถเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่อะไรดีก็ออกมาพูด อะไรไม่ดีก็เตือน แต่อยู่ในกรอบ ก็มีหลายๆ ท่าน สมัยก่อนเราคงจำได้

ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายๆ ท่านก็วางตัวแบบนี้ เมื่อถึงเวลาประเทศไทยวิกฤตหรือมีปัญหาก็จะออกมากระตุกเตือนหรือออกมาพูดสักที ผมคิดว่านั่นจะเป็นคำแนะนำที่มีมูลค่ามากและเป็นสิ่งที่คนไทยชื่นชม แต่ถ้าเกิดจะมาถึงขนาดนี้ ผมยังคิดเลย อันนี้ผมอาจจะคิดคนเดียว ต้องขอโทษด้วยถ้าไม่ตรงใจคน จะมาเต็มที่ขนาดนี้ท่านมาเป็นนายกฯ เลยเถอะ จะได้รู้ๆ กันไปเลย อะไรที่ท่านทำได้จะได้ทำ อะไรที่ดีกับประเทศก็ได้ทำ

ส่วนที่บอกว่า นายทักษิณไม่สามารถเป็นนายกฯ ได้ เพราะติดกรอบของกฎหมาย ตนมองว่าหลายๆ อย่างนายทักษิณก็มาด้วยทางพิเศษอยู่แล้วซึ่งตนก็ไม่อยากรื้อฟื้น นายทักษิณได้กลับบ้านแบบเท่ๆ ไม่ได้มีกรอบกฎหมาย ก็น่าจะทำให้เต็มที่ไปเลยจะได้เป็นประโยชน์กับประเทศ ที่ผ่านมาให้ทั้งน้องเขย น้องสาว ลูกสาวมาเป็นนายกฯ ตลอดจนสนับสนุนนายเศรษฐา ทวีสิน  และนายสมัคร สุนทรเวชเป็นนายกฯ

ซึ่งในเมื่อวันนี้บอกว่าหมดเวลาทะเลาะกันแล้วก็ทำให้เป็นระบบไปเลย บอกตรงๆ ว่าจะกลับมา ไปหาวิธีแล้วอธิบายกับประชาชน แต่นายทักษิณก็ต้องรับผิดชอบด้วย “คนที่จะทำอะไรโดยใช้งบประมาณบ้านเมืองต้องมาด้วยความรับผิดชอบ แต่การอยู่แบบนี้แล้วสั่ง หากเกิดปัญหาขึ้นมาถามว่าใครรับผิดชอบ” ส่วนที่มีนักวิชาการบางท่านคาดการณ์ว่า นายทักษิณอาจทำแบบเดียวกับผู้นำของบางประเทศ ประเด็นนี้ตนมีความเชื่อส่วนตัว ว่าประเทศไทยผ่านเหตุการณ์หนักๆ มาได้ตั้งแต่ในอดีต ปัจจัยอย่างหนึ่งคือประชาชนเรามีวัฒนธรรมที่ต่างจากประเทศอื่นๆ

ตนจึงไม่เชื่อเรื่องที่วันหนึ่งที่มีคนลุกขึ้นมาบอกว่าจะปรับให้ประเทศเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะหากทำแบบนั้นจะเกิดการใช้กำลังต่อสู้คัดค้านอย่างรุนแรง ซึ่งตนไม่อยากให้เกิดขึ้นเพราะเมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้มักมีความสูญเสียชีวิตไม่ว่าทหารหรือประชาชน ส่วนคำถามว่า “อยากให้ใครเป็นนายกฯ” ในมุมของตนการระบุตัวบุคคลทำไม่ง่าย เพราะก่อนที่จะบอกว่าจะให้ท่านใดมาเป็น แต่อยากลองคิดว่า “อยากเห็นอะไรในอนาคตหากเราสามารถเลือกนายกฯ ได้” ซึ่งสำหรับตนอย่างหนึ่งคือใครก็ได้ที่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้

“ประเทศไทยเราอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ถ้าเราอยู่เฉยๆ ก็จะอยู่นิ่งๆ แบบนี้ เราก็ต้องปรับระบบเศรษฐกิจ ระบบข้าราชการ ระบบค้าขาย ระบบการดำเนินธุรกิจต่างๆ ใหม่ ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าใครก็ได้ที่จะมาทำได้คืออะไร สิ่งที่ผมอยากเห็นมากๆ ที่สุดเลย ทำไมวันนี้ระบบราชการเรา เราพูดถึงยุคไฮเทค ยุคดิจิทัล ทำไมระบบราชการเราไม่ปรับตัวรองรับ ผมไม่ได้หมายถึงการไล่ข้าราชการออก ผมหมายถึงระบบ อย่างประชาชนเวลาจะไปยื่นขออะไรสักอย่างกับหน่วยงานรัฐ ทำไมเราต้องถ่ายเอกสารเดิมๆ เหมือนกันหลายๆ ชุด แล้วก็ต้องไปหลายๆ หน่วยงาน”

เช่น การขอใบอนุญาตสักอย่างหนึ่ง ต้องมีทั้งสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ใบถือหุ้น ฯลฯ ต้องผ่านโต๊ะนั้นโต๊ะนี้ ถามว่าต่างประเทศเขาต้องมาถ่ายเอกสารชุดเดิมๆ และไปติดต่อกับหลายหน่วยงานแบบนี้หรือไม่ ทั้งที่เป็นหน่วยงานภายใต้รัฐบาลเดียวกัน ระบบฐานข้อมูลหลังบ้านระหว่างกระหน่วยงานต่างๆ ต้องเชื่อมกัน เพื่อให้ทั้งระบบตรวจสอบและระบบการดำเนินการคล่องแคล่วรวดเร็วขึ้น หากทำได้จะเป็นการทลายกำแพงได้มาก ไม่เฉพาะนักลงทุนต่างชาติแต่รวมถึงคนไทยเองด้วย!!!

หมายเหตุ : สามารถรับชมรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอน ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00-12.00 น. โดยประมาณ                           

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ยืนยันว่าผมไม่คิดว่าเรื่องนี้ (เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์) เป็นเรื่องการเมืองแต่เป็นเรื่องศีลธรรม จรรยา สังคม เศรษฐกิจ และจะไม่ยอมให้ใครมาชี้นำ สั่งการในกรรมาธิการนี้ได้เลย ไม่ว่าสีใดก็ตาม”

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

บุกร้องปปช.ส่งศาลรธน.ถอดถอน ฟันครม.‘เศรษฐา-อิ๊งค์’ ทำผิดรธน.ปรับใช้งบฯปี’68

บุกร้องปปช.ส่งศาลรธน.ถอดถอน ฟันครม.‘เศรษฐา-อิ๊งค์’ ทำผิดรธน.ปรับใช้งบฯปี’68

บุกร้องปปช.ส่งศาลรธน.ถอดถอน ฟันครม.‘เศรษฐา-อิ๊งค์’ ทำผิดรธน.ปรับใช้งบฯปี’68

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บุกร้องปปช.ส่งศาลรธน.ถอดถอน ฟันครม.‘เศรษฐา-อิ๊งค์’ ทำผิดรธน.ปรับใช้งบฯปี’68 เงินใช้ หนี้มาแจกเงินหมื่น นายกฯป่วยนอนแอดมิทรพ.

“สมชาย-ชาญชัย-เจษฎ์-ทนายนกเขา” แท็กทีมยื่นป.ป.ช.ส่งศาลรธน.ถอดถอนครม. “เศรษฐา-แพทองธาร” พ่วง สส.-สว.ชุดปัจจุบัน ทำผิดปรับงบ’68 ส่วนเงินกู้ใช้หนี้มาแจกเงินหมื่น พร้อมให้ชดใช้เงินภายใน 20 ปี มั่นใจพยานหลักฐานแน่น ลุ้น30 เม.ย.ศาลฎีกาฯ นัด‘ชาญชัย’ฟังคำสั่ง ร้องศาลให้นำ“ทักษิณ”มารับโทษ นายกฯ’อิ๊งค์’ป่วยไข้ขึ้นสูง ต้อง แอดมิทโรงพยาบาล หลังกลับจากเยือนกัมพูชา ‘ธรรมนัส’ชี้ยังไม่ใช่เวลา ปรับ ครม. ยันกธ.ไม่ขยับ แต่ดัน‘อรรถกร’คัมแบ๊ครมต.แทนพ่อ ‘ชัยวุฒิ’เปรียบรบ.เหมือนเรือใกล้ล่ม ใครคิดจะไปลงเรือก็บ้าแล้ว ยัน พปชร.ไม่เอากาสิโน ไม่คิดร่วมรัฐบาล มอง’ทักษิณ’ไม่กล้าทิ้ง’ภท.’หวั่นถูกยื่นตรวจสอบ คาดปี70 อาจเห็นส้ม-แดงจับมือตั้ง รบ. ปปช.ชี้มูลความผิด’ภูมิ สาระผล’ สมัยนั่ง‘สส.-รมช.พาณิชย์’ร่ำรวยผิดปกติ19,947,750บาท ขอศาลสั่งยึดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 25เมษายน2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อม นายสมชาย แสวงการ อดีตสว.และนายเจษฎ์โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)และนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา นักเคลื่อนไหว เข้ายื่นหนังสือต่อ ปปช.ถึงการกระทำผิดฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา144 ที่บัญญัติเกี่ยวกับการพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2568

‘แท็กทีม’ยื่นปปช.ฟันครม.-สส.-สว.

โดย นายชาญชัย กล่าวว่า มายื่นเป็นเรื่องที่พบการกระทำความผิดของคณะรัฐมนตรี (ครม.)และกรรมาธิการงบประมาณของสส.และสว.มีการกระทำความผิดในรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ซึ่งต้องห้ามไม่ให้ไปตัดงบประมาณเกี่ยวกับเรื่องของการให้เงินกู้ที่กฎหมายมีการบังคับเอาไว้ประเด็นแรกซึ่งปรากฏว่าได้ผ่านวาระ1 เข้าไปแล้ว แต่ต่อครม.ได้มีมติตัดงบประมาณ 35,000ล้านบาท ที่มีการให้ไปกู้ตามมาตรา 28 ซึ่งเอามาใช้ในกิจกรรมและต้องชดใช้ดอกเบี้ยพร้อมเงินกู้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้แตะต้องเงินงบประมาณดังกล่าว ประเด็นที่2 กรรมาธิการงบก็รู้ มีการพูดกันอยู่ในการประชุมครั้งที่ 38 มีการถกเถียงกันถึงมาตรา 144 แต่ต่อมาก็ให้ผ่านงบ ซึ่งในรัฐธรรม นูญเขียนไว้ว่า ให้สส.และสว.ถอด ถอนงบประมาณนี้ และยังเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี60 ระบุไว้ว่าแม้แต่ครม.รู้ว่ามีการกระทำแต่ไม่ยับยั้งก็ให้ถอดถอนครม.ทั้งคณะ และยังเป็นครั้งแรกที่ให้อำนาจ ป.ป.ช.ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนครม. สส. และสว. หากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีมูล อีกทั้งให้เรียกเก็บเงินทั้งหมดที่เอาไปทำเสียหายคืนแก่แผ่นดินภายใน 20 ปี ทั้งหมดนี้จึงมายื่นให้ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการต่อไป

ชงศาลถอดถอนปมใช้งบฯขัดรธน.

ด้านนายเจษฎ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าปปช.เห็นว่ามีมูล ก็ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ แล้วศาลก็จะเป็นผู้วินิจฉัย ดังนั้นภาระของปปช.ไม่ได้ถึงต้องตัดสินเรื่องนี้ แต่ถ้ามีมูลก็ต้องดำเนินการโดยพลัน ซึ่งการดำเนินการของปปช.คาดว่าไม่เกิน2เดือน ส่วนถ้าส่งศาลรัฐธรรมนูญแล้วศาลมีเวลา15วัน

นายเจษฎ์ กล่าวอีกว่า ความผิดนี้จะครอบคลุมตั้งแต่ครม.ชุดของ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และการกระทำดังกล่าวยังผลต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แยกเป็น 2ประเด็น 1.การใช้งบประมาณที่ผิด 2.ได้มีโอกาสเข้าไปใช้งบประมาณ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ส่วน สส.ก็จะเป็นสส.ชุดปัจจุบัน รวมถึง สว.ก็เป็นชุดปัจจุบันด้วยเช่นกัน

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าพยานหลักฐานที่ยื่นไปจะสามารถเอาผิดได้ นายสมชาย กล่าวว่า ข้อมูลนี้เราศึกษากันมา 5-6 เดือน แล้วเรามีรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการต่างๆ มีมติคณะรัฐมนตรียอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ แต่ตนและนายเจษฎ์ ก็เป็นกรรมาธิการใน พรบ.ป.ป.ช.ซึ่งเห็นแล้วว่า การใช้งบประมาณผิดประเภท เป็นเรื่องผิดและเคยตักเตือนมาแล้วว่าขัดรัฐธรรมนูญ จึงมั่นใจว่าจะสามารถเอาผิดได้ แต่ต้องให้ ปปช.เป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมาย และคิดว่าเรื่องนี้จะช่วยแก้ปัญหาประเทศเพื่อไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้ เพราะตอนนี้กำลังเข้าสู่การพิจารณางบประมาณปี 2569 และการแจกเงินในดิจิตอลวอลเล็ต ก็จะมีขึ้นอีก ทั้งที่ประเทศกำลังจะล้มละลายอยู่แล้ว จึงหวังว่าจะทำให้เรื่องนี้หยุดและทำให้ถูกต้อง ส่วนที่ทำผิดไปแล้วก็ต้องรับผิด ส่วนมองว่าจะเป็นการล้างไพ่หรือไม่ตนเองมองว่า คนทำผิดก็ต้องรับผิดแค่นั้นทั้งนี้ หาก ป.ป.ช.ไม่ยอมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ จะขอรอดูก่อนว่าจะทำอย่างไรต่อไป

ลุ้น30เม.ย.ศาลสั่ง’ทักษิณ’มารับโทษ

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 30 เมษายนนี้เวลา 13.00 น.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวงได้นัดนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ร้อง มาฟังคำสั่งในคำร้องที่ก่อนหน้านี้ นายชาญชัยได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯเมื่อวันที่ 10 มกราคม2568 เพื่อขอให้ศาลฎีกาฯไต่สวนกรณีที่กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม อนุญาตให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก 8 ปี แต่ได้รับการลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี ได้เข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาฯ ซึ่งนายชาญชัยเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89, 89/2(1) (2) และมาตรา 246 โดยไม่อาจอ้างกฎกระทรวง เรื่องการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 25กันยายน 2563 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 55 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 เพราะขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ศาลตัดสินแล้วที่เหลือเรื่องก.ราชทัณฑ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายชาญชัย เคยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯเมื่อวันที่ 19ธันวาคม66และเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567ศาลฎีกาฯมีคำสั่งยกคำร้องทั้ง2เรื่องโดยไม่ไต่สวน ให้เหตุผลว่าเมื่อศาลฎีกาฯออกหมายจำคุก เมื่อคดีถึงที่สิ้นสุดไปแล้ว การบังคับโทษและอนุญาตให้ส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ปัญหาว่าเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ปฏิบัติชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา จึงไม่ต้องไต่สวนคำร้อง ให้ยกคำร้องนายชาญชัยจึงยื่นคำร้องอีกครั้งเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมและขอให้รับคำร้องไว้ไต่สวนและมีคำสั่งบังคับโทษจำคุกให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุด โดยศาลฎีกาฯนัดฟังคำสั่งวันที่ 30เม.ย.เวลา13.00น.

แหล่งข่าวนักกฎหมายในกระบวนการยุติธรรมให้ความเห็นว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจของกรมราชทัณฑ์ ครั้งนี้ก็น่าจะเช่นเดียวกัน เนื่องจากคดีเมื่อศาลตัดสินคดีถึงที่สิ้นสุดแล้วออกหมายจำคุก ตามคำพิพากษาถึงที่สิ้นสุดก็หมดหน้าที่ของศาล เรื่องการบริหารโทษเป็นเรื่องของกรมราชทัณฑ์ที่อยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของกระทรวงยุติธรรม ขั้นตอนจะไปผิดหรือทำไม่ชอบในการบริหารโทษก็ต้องไปว่ากันอีกเรื่อง ไปฟ้องดำเนินคดีกันไป ศาลจะไม่เกี่ยวข้องอีก จะเห็นได้จากหลายคดีที่ศาลพิพากษาประหารชีวิต แล้วสุดท้ายได้ประหารจริงหรือไม่ ก็ไม่ได้มีการประหาร เพราะเรื่องการบริหารโทษเป็นของกระทรวงยุติธรรมแล้วแต่คดีนี้เมื่อนายชาญชัยไปยื่นก็ต้องรับวินิจฉัยไว้เท่านั้นเอง เหมือนก่อนหน้านี้ที่ศาลฎีกาฯมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

‘อิ๊งค์’ป่วยไข้ขึ้นสูงแอดมิทรพ.

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า หลังจาก นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เสร็จสิ้นภารกิจการเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีภารกิจตลอดทั้งวันพุธและต่อเนื่องจนถึงวันพฤหัสบดี และเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อเวลา 15.30น.ปรากฏว่านายกรัฐมนตรี รู้สึกมีไข้เล็กน้อย จากนั้นเดินทางกลับถึงบ้านพบว่า มีไข้ขึ้นสูงจึงเดินทางไปพบแพทย์เมื่อเวลาประมาณ 21.00น.เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยแพทย์ขอให้ นายกรัฐมนตรีแอดมิทเข้าพักรักษาตัวเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด และวันนี้แพทย์จะตรวจร่างกายในตอนเช้าอีกครั้ง ทั้งนี้ กำหนดการของนายกรัฐมนตรีวันนี้ ณ ทำเนียบรัฐบาลและการให้การต้อนรับผู้ที่เข้ามาพบหารือ ณ ทำเนียบรัฐบาลในส่วนของนายกรัฐมนตรีนั้น ได้ขอเลื่อนไปก่อน แต่ในส่วนอื่น ๆ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินการแทน

นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีนายกฯโพสต์ภาพลงไอจีสตอรี่เป็นภาพนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนอนแอดมิดอยู่ที่โรงพยาบาล พร้อมข้อความว่า“ใครเตือนไม่ฟังร่างกายเตือนแล้วไม่ไหว”

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว น.ส.แพทองธาร ว่า ภายหลังเมื่อคืนวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมามีอาการไข้ขึ้นสูง ต้องนอนแอดมิทเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดนั้น ล่าสุดนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรี ได้แจ้งยกเลิกภารกิจเปิด “โครงการของขวัญประชาชนของคณะกรรมการคณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรี” ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 4 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้อย่างกระทันหัน โดยมอบหมายให้ นางอภิญญา เวชยชัย คู่สมรสของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ทำหน้าที่ประธานในพิธีแทน

‘จิราพร’ส่งกำลังใจให้หายป่วย

น.ส.จิราพร สินธุไพร รมต.ประจำสำนักกนายกรัฐมนตรีกล่าวส่งกำลังใจให้กับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่รักษาอาการป่วยอยู่ว่า ขอส่งกำลังใจให้กับน.ส.แพทองธาร เพราะนายกรัฐมนตรีได้ทำงานหนักมาก ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งระยะเวลาไม่ถึงปี แต่เจอวิกฤตปัญหาหลายอย่าง ทั้งเรื่องน้ำท่วม ไฟไหม้รถบัส ทำให้นักเรียนเสียชีวิตจำนวนมาก เหตุการณ์แผ่นดินไหว รวมถึงมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นเรื่องหนักแต่นายกรัฐมนตรีก็รับมือได้เป็นอย่างดี แต่สุดท้ายร่างกายต้องได้รับการพักผ่อน ดังนั้นจึงอยากให้นายกรัฐมนตรีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และมีกำลังใจที่จะทำงานให้กับประชาชน

ยอมรับว่าเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ตนเองได้พบกับนายกรัฐมนตรีหลังจากเดินทางกลับมาจากการเยือนกัมพูชา นายกรัฐมนตรีก็มีอาการอิดโรยบ้าง แต่นายกรัฐมนตรีเป็นคนที่กำลังใจดี มีพลังพร้อมที่จะทำงานตลอดเวลา นานๆจะเห็นนายกรัฐมนตรีมีความเหนื่อยบ้าง

‘ธรรมนัส’ชี้ยังไม่ใช่เวลาปรับ ครม.

ที่ จ.นครศรีธรรมราช ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับครม.มีสัญญาณอะไรหรือยังว่าขอพูดในฐานะที่เป็นคนใน ไม่มีการกรอกประวัติหรอก พูดกันไปเรื่อย ขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาปรับ ครม.แต่เป็นเวลาแก้ปัญหาให้กับประชาชน เศรษฐกิจก็ยังมีปัญหาเยอะอยู่ เชื่อเรื่องนี้นายกฯตระหนักดี ตลอดจนพรรคร่วมรัฐบาล ขณะนี้ก็คุยกันอยู่ ส่วนกระแสข่าวมาจากพรรคเพื่อไทยพรรคเดียวที่ต้องการขยับ มองว่าเป็นการปล่อยข่าวเพื่อทำลายกันหรือเป็นเรื่องจริง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์พรรคเพื่อไทย แต่ถ้าเกิดเป็นพรรคกล้าธรรม ยืนยันว่าเราไม่มี เราคุยกันตลอดเวลาโดยเฉพาะกับหัวหน้าพรรค ไม่มีชั่วโมงไหนที่แทบไม่คุยกัน ไม่เห็นหน้าก็คุยทางโทรศัพท์

กธ.ไม่ขยับ แต่ดัน‘อรรถกร’แทนพ่อ

เมื่อถามย้ำว่า พรรคกล้าธรรมไม่มีการขยับหรือปรับอะไรใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จะขยับไปไหนล่ะ ยกเว้น นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม อาจจะขยับพ่อไปพักผ่อนเท่านั้น ส่วนคนอื่นจะขยับไปอยู่ไหนล่ะ และตนคงไม่ทำลูกน้องของตนหรอก

“ยืนยันว่าพรรคกล้าธรรม นอกจากนายอรรถกรและนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ก็จะไม่มีการปรับ ส่วนนายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กําแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ถ้าคุณสมบัติผ่าน ไผ่ก็มีสิทธิ์เป็นรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม ตรรกกะมีเท่านี่เอง”ร.อ.ธรรมนัสย้ำและยืนยันว่า กระทรวงเดิมยังเป็นโควตาของพรรคกล้าธรรม เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

พปชร.เย้ยรบ.ใกล้ล่มใครลงเรือก็บ้า

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ ที่มีกระแสข่าวว่า พปชร.จะไปร่วมรัฐบาลว่า เรื่องนี้พรรคไม่คิดที่จะร่วมรัฐบาลเพราะเรามีจุดยืนที่ชัดเจนไม่เห็นด้วยกับกาสิโน วันนี้รัฐบาลไม่มีความพร้อมในการบริหารประเทศแล้ว เรือใกล้จะล่ม เราเห็นแบบนี้จะไปขึ้นเรือทำไม ขึ้นไปก็บ้าแล้ว ตนมองว่ากาสิโนจะเป็นจุดที่ทำให้รัฐบาลแตกหัก พรรคเพื่อไทยวันนี้ไม่ได้คำนึงถึงผลลบหรือผลบวกกับสังคม แต่คำนึงถึงผลประโยชน์เป็นแสนล้านที่จะได้มา ภาพความขัดแย้งระหว่างพรรคแดงกับพรรคน้ำเงินที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การประกาศไม่เอากาสิโนของนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยกลางที่ประชุมสภาฯทั้ง ๆ ที่กาสิโนเป็นเรื่องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่มีสถานะเป็นนายใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ถือว่าเป็นเรื่องที่แรงมาก

”การร่วมรัฐบาลหากให้เกียรติกันก็ควรคุยกันภายในให้จบและถ้าผ่านครม.มาแล้วนั่นหมายความว่า ทุกพรรคต้องเห็นตรงกัน วันนี้พรรคร่วมรัฐบาลเกิดความไม่ไว้ใจกัน จากนี้ไปก็จะมีแต่ความระแรงกัน ฝืนใจในการทำงานร่วมกัน สุดท้ายแล้ว คนเสียประโยชน์ก็คือ ประชาชนเพราะความขัดแย้งของนักการเมือง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นายทักษิณ รู้แล้วว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่มิตรทางการเมือง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถปล่อยให้ภูมิใจไทยไปเป็นฝ่ายค้านได้ เพราะหากปล่อยไปรัฐบาลนับวันถอยหลังได้เลย ซึ่งตนเชื่อว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้กลัวตัวเลข สส.ที่ปริ่มน้ำ แต่กลัวการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ การเลือกตั้งในปี 70 เป็นไปได้อย่างมากว่า เราจะเห็นพรรคส้มกับพรรคแดงหวนกลับมาจับมือจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง“นายชัยวุฒิ กล่าว

ปปช.ชี้มูลความผิด’ภูมิ สาระผล’

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 นายภูเทพ ทวีโชติธนากุล รองเลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช.ในฐานะ รองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.แถลงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายภูมิ สาระผล เมื่อครั้งดำรง ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วาระปี 2554และตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ มูลค่ารวม 19,947,750 บาท ซึ่งอยู่ในการ ถือครองของนางอรอนงค์ สาระผล คู่สมรส นางสาวภณิดา สาระผล และนายภพพล สาระผล บุตร พร้อมกันนี้ ได้ส่งอัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งยึด ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยมีทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ดังนี้ 1.ทรัพย์สินในชื่อของนางอรอนงค์ สาระผล คู่สมรส คือ เงินนำไปชำระค่ารถยนต์ยี่ห้อVOLKSWAGEN ทะเบียน ฮบ 22 กรุงเทพมหานคร มูลค่า 3,280,000 บาท จากบริษัทพรีเมี่ยม ออโต้ จำกัด จำนวน 1,430,000บาท

สมัยนั่งสส.-รมช.พาณิชย์ร่ำรวยผิดปกติ

2.ทรัพย์สินในชื่อของนางสาวภณิดา สาระผล บุตร ดังนี้2.1 เงินฝากในบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสรงประภาดอนเมือง ประเภท สะสมทรัพย์ ชื่อบัญชี นางสาวภณิดา สาระผล จำนวน 3 รายการ รวมจำนวน 1,386,750 บาท2.2 เงินฝากในบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสรงประภา (ดอนเมือง) ประเภทสะสมทรัพย์ ชื่อบัญชี MISS PANIDA SARAPOL จำนวน 490,000 บาท 2.3 เงินฝากในบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วาน ประเภทสะสมทรัพย์ ชื่อบัญชี นางสาวภณิดา สาระผล จำนวน 3 รายการ รวมจำนวน 2,261,000 บาท2.4 เงินที่นางสาวภณิดา สาระผล ได้มาจากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 67350 ตำบลยายชา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563 จำนวน 11,000,000 บาท

สำหรับรายการที่ 2.4 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตรวจพบพฤติการณ์การทำธุรกรรมของบุคคลใกล้ชิด ของนายภูมิ สาระผล ที่มิใช่ญาติ โดยนำเงินสดไปซื้อแคชเชียร์เช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อชำระค่าซื้อที่ดินแปลงติดริมแม่น้ำนครชัยศรี โดยมีการระบุราคาตามสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นเงิน 3,500,000 บาท แต่ปรากฏ เส้นทางการเงินว่ามีการนำเงินสดไปซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายผู้ขายที่ดิน จำนวน 2 ฉบับ คือ แคชเชียร์ฉบับที่ 1 จำนวน 3,500,000 บาท และแคชเชียร์เช็คฉบับที่ 2 จำนวน 4,800,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 8,300,000 บาท โดยใช้ชื่อนางสาวภณิดา สาระผล เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และต่อมานางสาวภณิดาฯ ได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้บุคคลอื่น ในราคา 11,000,000 บาท

2.5 เงินดาวน์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น PRIUS ทะเบียน ฎช-599 กรุงเทพมหานคร ที่นางสาวภณิดา สาระผล ชำระด้วยเงินสด รวมจำนวน 880,000 บาท 3.ทรัพย์สินในชื่อของนายภพพล สาระผล บุตร ดังนี้3.1 เงินฝากในบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเซ็นทรัลพลาซ่า ขอนแก่น ประเภท ฝากประจำ ชื่อบัญชี นายภพพล สาระผล จำนวน 500,000บาท 3.2 เงินที่นายภพพล สาระผล นำไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 66960 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และโฉนดเลขที่ 170170 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จำนวน 2 แปลง ราคาตามสัญญา 1,000,000 บาท3.3 เงินที่นายภพพล สาระผล นำไปซื้อโฉนดเลขที่ 170171 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จำนวน 1 แปลง ราคาตามสัญญา 1,000,000 บาท

ขอศาลสั่งยึดทรัพย์เป็นของแผ่นดิน

สำหรับเงินที่นางอรอนงค์ สาระผล คู่สมรส นำไปชำระค่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7คน ยี่ห้อ VOLKSWAGEN ทะเบียน ฮบ 22 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,850,000 บาท และเงินที่นำไปชำระค่ารถยนต์ นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ยี่ห้อ JAGUAR ทะเบียน สม 1148 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,000,000บาท เป็นทรัพย์สิน ที่ผู้ถูกกล่าวหาแสดงแหล่งที่มาได้ จึงมีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป คณะกรรมการ ปปช.พิจารณาแล้วมีมติว่า ผู้ถูกกล่าวหา ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ ซึ่งอยู่ในการถือครองของนางอรอนงค์ สาระผล คู่สมรส นางสาวภณิดา สาระผล บุตร และนายภพพล สาระผล บุตร เป็นเงินทั้งสิ้น 19,947,750บาท ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐานและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน ตามรายการทรัพย์สินดังกล่าว ตามพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 118 ต่อไป หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาที่คณะกรรมการ ปปช.มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้วแต่กรณี ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่น ของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลาสิบปี ตามนัยมาตรา 125 แห่งพรป.ว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ด้วย ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27มีนาคม2568 สำนักงาน ปปช.ได้ส่งสำนวน การไต่สวนพร้อมเอกสารหลักฐานให้สำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว

‘ธีรรัตน์’ประชุมหารือแนวทางพัฒนากองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ยกระดับภาพลักษณ์ ดึงดูดคนรุ่นใหม่

'ธีรรัตน์'ประชุมหารือแนวทางพัฒนากองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ยกระดับภาพลักษณ์ ดึงดูดคนรุ่นใหม่

‘ธีรรัตน์’ประชุมหารือแนวทางพัฒนากองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ยกระดับภาพลักษณ์ ดึงดูดคนรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.21 น.

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเพื่อหารือแนวทางการพัฒนากองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการยกระดับภาพลักษณ์ของกองทุนให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของสตรีในยุคปัจจุบัน และสามารถดึงดูดผู้สนใจจากทุกช่วงวัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนบทบาทของสตรีไทยให้มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

การประชุมในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการธุรกิจและองค์กร ในคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งผู้แทนจากกรมการพัฒนาชุมชน นำโดยนางประภา ปานนิตยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

หนึ่งในวัตถุประสงค์ที่สำคัญเเละได้หารือร่วมกันในที่ประชุม คือ การปรับภาพลักษณ์ของกองทุนให้ดูทันสมัยและเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น การใช้สื่อดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย รวมถึงการจัดกิจกรรมรูปแบบใหม่ที่สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่สนใจ อาทิ โครงการประกวดนำเสนอโครงการหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมบทบาทสตรีในระดับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้มีการปรับหลักเกณฑ์การกู้ยืมจากกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยเปิดโอกาสให้สามารถกู้รายบุคคลได้ รวมถึงการสร้างเครือข่ายสตรีในระดับพื้นที่ เพื่อให้กองทุนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกระดับ

การประชุมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงมหาดไทย ในการผลักดันโยบายกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี นำโดย นายกรัฐมนตรีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ต้องการยกระดับกองทุนให้ทันสมัย เเละให้สตรีไทยมีส่วนร่วมในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

– 006

อ้อนโค้งสุดท้าย! ‘โกเกี๊ยะ’นำทัพภูมิใจไทย ขอเลือก‘ไสว เลื่องสีนิล’นั่ง สส.เมืองคอน

อ้อนโค้งสุดท้าย! ‘โกเกี๊ยะ’นำทัพภูมิใจไทย ขอเลือก‘ไสว เลื่องสีนิล’นั่ง สส.เมืองคอน

อ้อนโค้งสุดท้าย! ‘โกเกี๊ยะ’นำทัพภูมิใจไทย ขอเลือก‘ไสว เลื่องสีนิล’นั่ง สส.เมืองคอน

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.05 น.

โหมขอคะแนนเสียงโค้งสุดท้าย! “โกเกี๊ยะ”นำทัพ”กก.บห.-แกนนำรุ่นใหม่”พรรคภูมิใจไทย ปราศรัยใหญ่อ้อนขอเสียงเลือก”ไสว เลื่องสีนิล”เป็น สส.เมืองคอน ด้าน”ภราดร”ยันคัดคนเหมาะสม ลั่นหมดยุคด่าเพื่อน ขณะที่”ซาบีดา”ชี้หากได้เป็นผู้แทน เหมือนได้ รมต.ช่วยงาน 8 คน

เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 25 เมษายน 2568 ที่สะพานโค้ง 100 ปี หน้าสถานีรถไฟคลองจันดี อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช มีการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นายไสว เลื่องสีนิล ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 พรรคภูมิใจไทย โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนในพื้นที่ทยอยเดินทางมาฟังปราศรัย ซึ่งวันนี้พรรคภูมิใจไทยจัดเตรียมเก้าอี้รองรับประชาชนจำนวน 3,000 ที่นั่ง และจัดเตรียมเต็นท์กันฝน หลังจากเมื่อวานนี้มีฝนตกลงมาอย่างหนักระหว่างที่มีการปราศรัย

ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยขนแกนนำพรรคมาช่วยนายไสว หาเสียงจำนวนมาก นำโดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย สมาชิกพรรคฯ , นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง , นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ , นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี , นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย , น.ส.ผกามาศ เจริญพันธ์ สส.สุรินทร์ และ สส.ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย

โดย นายพิพัฒน์ ขึ้นกล่าวบนเวทีปราศรัยว่า ขอโอกาสเลือกนายไสว ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย เข้าไปเป็น สส.ในสภาฯ เพื่อที่จะทำงานประสานงานเชื่อมโยงระหว่างท้องถิ่นกับส่วนกลางของรัฐบาล โดยเฉพาะ อบจ.นครศรีธรรมราช เพื่อผลักดันงบประมาณเข้ามาพัฒนา จ.นครศรีธรรมราช นอกจากสร้างรายได้ทางการเกษตรแล้ว ยังส่งเสริมการสร้างรายได้ด้านอื่นๆ อาทิ​ ผลไม้​ ส้มโอ​ ทุเรียน​ มังคุด รวมถึงการท่องเที่ยว​ และอุตสาหกรรมในพื้นที่

ขณะที่ นายชลัฐ ขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรกขอคะแนนเสียงให้นายไสว​ โดยกล่าวว่า พรรคเราเป็นฝ่ายรัฐบาลสามารถทำงานคู่กับนายก อบจ.ได้ สามารถรู้ได้ว่าการที่มีคนในพื้นที่มาทำงานกับนายก อบจ.จะแก้ไขปัญหาอย่างไร​ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสาธารณูปโภค และแม้ส่วนตัวจะพูดใต้ไม่ได้ แต่ที่บ้านเป็นคนใต้ พร้อมยอมรับว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ ที่ทำงานในสภาฯ รู้สึกเสียใจ ที่เห็นถนนในพื้นที่พระราม 2 ซึ่งเป็นเส้นทางมุ่งสู่ภาคใต้ พัฒนาน้อยกว่าภาคอื่น จึงเป็นแรงผลักดันให้สร้างถนน สาย ​4189 ให้กับชาว จ.นครศรีธรรมราช ที่รอคอยถนนเส้นนี้ เพื่อทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และไม่ทำให้นครไม่ใช่เมืองรอง แต่เป็นเมืองหลวงเมืองใหญ่ของภาคใต้เหมือนแต่ก่อน

ขณะที่ นายภราดร ปราศรัยตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งเหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมง จะเป็นการกำหนดชีวิต จ.นครศรีธรรมราช หากเลือกนายไสวเข้าสภาฯ ไม่ได้แค่นางมุกดาวรรณช่วยงานในพื้นที่ แต่ยังได้พวกเรากรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ได้นายกฯ น้ำ น.ส.วาริน ชิณวงศ์ นายก อบจ.นครศรีธรรมราช ด้วย เพราะการพัฒนาบ้านเมืองทำแค่คนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยเครือข่าย อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จำเป็นต้องทำงานเป็นทีม แก้ไขปัญหาที่จัดหาพัฒนา จ.นครศรีธรรมราช รุ่งเรืองอีกครั้ง

นายภราดร กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยทำการเมืองสร้างสรรค์ ไม่เคยชี้หน้าด่าใคร มีแต่บอกว่าเลือกเราแล้วเราจะทำอะไร ในวันนี้หลายคนพูดว่า ทำไมนางมุกดาวรรณถูกอุบัติเหตุทางการเมือง ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ทำไมพรรคภูมิใจไทยถึงเลือกสามีมาลงสมัครแทน ทำไมถึงทำการเมืองแบบผัวเมีย พวกเราพรรคภูมิใจไทย และกรรมการบริหารพรรค ก่อนจะตัดสินใจเลือกใครเป็นผู้สมัคร ไม่ใช่สักแต่ว่าเป็นคนแล้วเอามาลงสมัคร แต่พวกเราคัดสรรคนที่พวกเราเห็นว่ามีความเหมาะสมมากที่สุด ซึ่งนายไสวมีความเหมาะสมไม่น้อยไปกว่าใคร ซึ่งการเลือกผู้แทนต้องเลือกด้วยความเชื่อมั่น ไม่ใช่เลือกคนที่เชื่อว่าเลวน้อยกว่า การปราศรัยที่ด่าเพื่อนมันหมดยุคสมัยแล้ว ใครทำแบบนั้น พี่น้องก็จำเป็นต้องเป็นคนตัดสินว่าจะเลือกแบบไหน

ด้าน น.ส.ซาบีดา กล่าวตอนหนึ่งว่า นายไสวมีความมุ่งมั่นตั้งใจและความจริงใจ เชื่อว่า หากเลือกนายไสว จะไม่ผิดหวังแน่นอน พร้อมย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มาเล่นๆ เหลือเวลาอีก 2 ปี และเรานำคนอื่นมาแล้ว เพราะนายไสว ถือเป็นเบื้องหลังที่ดี และสนับสนุนทุกนโยบายของ นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล ที่สำคัญมีนโยบายที่สอดคล้องกับนายก อบจ.นครศรีธรรมราช สามารถขับเคลื่อนนโยบายเพื่อประชาชนได้

น.ส.ซาบีดา กล่าวอีกว่า หากดูที่โลโก้พรรคภูมิใจไทยเป็นรูปหัวใจ สีน้ำเงิน และมีแผนที่ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง เรานั้นคือประชาชน วันนี้ชาวนครศรีธรรมราช ไม่จำเป็นต้องไปทำงานที่อื่น ความภูมิใจไทยจะเสนอร่าง พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งจะทำให้คนนครศรีธรรมราช ที่ไปทำงานต่างจังหวัดเลือกได้ว่าจะเสียภาษีให้กับบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองได้ ขณะเดียวกันนายไสว ไม่ได้ยืนโดดเดี่ยว นอกจากมีหลังบ้านคือนางมุกดาวรรณ แล้วยังมีพรรคภูมิใจไทย ที่มีรัฐมนตรีถึง 8 คน เข้ากลุ่มการพัฒนาทุกด้าน ตั้งแต่การศึกษา การบำบัดทุกข์บำรุง แรงงาน และพาณิชย์ ที่สำคัญมีรองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่พร้อมจะสนับสนุน และขับเคลื่อนนโยบายให้ถึงมือประชาชน

– 006

กลับบ้านได้แล้ว! ‘อิ๊งค์’พร้อมลุย‘ครม.สัญจร’จันทร์นี้

กลับบ้านได้แล้ว! ‘อิ๊งค์’พร้อมลุย‘ครม.สัญจร’จันทร์นี้

กลับบ้านได้แล้ว! ‘อิ๊งค์’พร้อมลุย‘ครม.สัญจร’จันทร์นี้

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.41 น.

เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 25 เมษายน 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ว่า ล่าสุดแพทย์ได้ให้คำแนะนำนายกฯ ว่าสามารถกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ ซึ่งนายกฯ แจ้งกับแพทย์ว่าขอกลับไปพักผ่อนที่บ้าน และได้ออกจากโรงพยาบาลและกลับไปพักผ่อนที่บ้านแล้ว

ทั้งนี้ ในวันที่ 28 – 29 เม.ย.นี้ นายกฯ จะเดินทางร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 2/2568 ที่ จ.นครพนม และติดตามการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร) ที่ จ.สกลนคร และ จ.นครพนม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

– นายกฯ ป่วยแอดมิทเข้าโรงพยาบาล หลังกลับจากเยือนกัมพูชา

– สามีเปิดภาพ’อุ๊งอิ๊งค์’ป่วยเข้าแอดมิท บอก’ใครเตือนไม่ฟัง ร่างกายเตือนแล้วไม่ไหว’

– เปิดกำหนดการ‘แพทองธาร’นั่งหัวโต๊ะประชุม‘ครม.สัญจร’นครพนม 28-29 เม.ย.68

‘กล้าธรรม’ขนทัพชุดใหญ่ ปิดปราศรัยเมืองคอน’ธรรมนัส’อ้อนขอคะแนน ส่ง’ก้องเกียรติ’เข้าสภา

'กล้าธรรม'ขนทัพชุดใหญ่ ปิดปราศรัยเมืองคอน'ธรรมนัส'อ้อนขอคะแนน ส่ง'ก้องเกียรติ'เข้าสภา

‘กล้าธรรม’ขนทัพชุดใหญ่ ปิดปราศรัยเมืองคอน’ธรรมนัส’อ้อนขอคะแนน ส่ง’ก้องเกียรติ’เข้าสภา

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.27 น.

‘กล้าธรรม’ขนทัพชุดใหญ่ ปิดปราศรัยเมืองคอน’ธรรมนัส’อ้อนขอคะแนน ส่ง’ก้องเกียรติ’เข้าสภา เพราะกล้าคิด-ทำจริง ไม่ทิ้งปชช. หยอดหวาน รักคนนครฯ ‘นฤมล’ยันผลักดันปัญหาในพื้นที่เข้าสภา ด้าน’บิ๊กโอ’ลั่นพร้อมพัฒนาบ้านให้ดีกว่าเดิม

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2568 ที่สนามที่ว่าการอำเภอช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรมเปิดเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ หรือ บิ๊กโอ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 8 จ.นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นเวทีใหญ่ปิดท้ายก่อนการเลือกตั้ง โดยมีแกนนำพรรคกล้าธรรม นำโดยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร ในฐานะเลขาธิการพรรค นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา ในฐานะนายทะเบียนพรรค รวมถึง ส.ส. และสมาชิกพรรคกล้าธรรม มาร่วมปราศรัย โดยมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาฟังการปราศรัย

นางนฤมล กล่าวว่า พรรคกล้าธรรมของความเมตตาให้บิ๊กโอ มารับใช้ชาวนครฯสัก 1 คน เรายังไม่มี สส.จากจังหวัดนี้เลย อยากให้ชาวนครฯทราบว่าด้วยความที่พรรคกล้าธรรมมีหน้าที่ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ความทุกข์ของชาวสวนยางที่นี่ ก็เหมือนความทุกข์ของชาวกล้าธรรมทุกคน นายก้องเกียรติ มีความตั้งใจอยากขอเป็นผู้แทนประชาชนมาตั้งแต่ปี2566 แต่มีเหตุผลบางประการที่ทำให้ไม่ได้ลง ซึ่งในตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว 
จึงอยากขอโอกาสให้กับนายก้องเกียรติได้ทำหน้าที่ดูแลคนเขต 8 ด้วย 

“พรรคกล้าธรรมหวังว่า จะได้เข้าไปรับใช้ประชาชนในสภาฯเพิ่มอีก 1 เสียง ซึ่งทุกคนจะไม่มีคำว่าผิดหวัง เพราะเรากล้าทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ปัญหาของชาวนครฯเราจะไปผลักดันไม่ว่าจะในสภาฯหรือในพื้นที่ เราจะแก้ปัญหาให้ได้”นางนฤมล กล่าว

ด้าน นายก้องเกียรติ กล่าวกับชาวนครศรีฯว่า ตนรู้สึกดีใจที่ได้ลงสนามการเมืองในวันนี้ ถึงจะแพ้หรือชนะ แต่ตนมั่นใจว่า ชนะใจประชาชนแน่นอน หลายคนปรามาสว่า ตนกระดูกยังอ่อน ฝีมือยังไม่ถึง ให้รอเวลาก่อน ตนเลยนั่งทบทวนมีอะไรบ้างที่ยังไม่เก่ง มีอะไรบ้างที่ตนยังตั้งใจไม่พอ พยายามปรับปรุงตัวเองเพื่อทำให้เรามีความสามารถแกร่งกล้า เป็นแรงผลักดันที่จะให้เราทำอะไรจนประสบความสำเร็จ การทำหน้าที่ สจ.ที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าการจัดการบ้านเราถ้าไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ต่อให้มีความคิดที่ดีก็ไม่มีความหมายอะไรเลย นี่คือเหตุผลที่ตนมีความตั้งใจว่า ถ้าตนได้โอกาส ตนจะใช้ตำแหน่งการเมือง พัฒนาบ้านเราให้ดีกว่าที่ผ่านมาผมมีความเชื่อมั่นแบบนั้น

“ผมมีความตั้งใจไม่น้อยกว่าใคร เผลอๆ มากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ เพราะผมอยากทำงานให้พ่อแม่พี่น้องทุกคน และทุกคน รู้จักผมดีว่า ผมเป็นคนอย่างไร พูดคำไหนคำนั้น ถ้าผมได้รับโอกาสจากพ่อแม่พี่น้องในครั้งนี้ ผมมั่นใจว่าผมจะไม่ทำให้พ่อแม่พี่น้องผิดหวัง วันอาทิตย์นี้ ผมกราบขอโอกาสให้ผมได้เป็นผู้แทนฯของเมืองนครสักครั้ง ผมให้คำมั่นสัญญา วันข้างหน้า ถ้าผมเป็น สส.บิ๊กโอคนนี้จะไม่เปลี่ยนแปลง ทุกคนยังเรียกผมพี่โอได้เหมือนเดิม” นายก้องเกียรติ กล่าว

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของชาวนครศรีธรรมราช ตนมาปราศรัยที่นี่ ตั้งแต่ปี 2562 กับพรรคพลังประชารัฐ และปีนั้นพรรค ประชารัฐได้รับความไว้วางใจจากชาวนครศรีธรรมราช เลือกให้เข้ามาเป็น ส.ส. ถึง 5 ที่นั่ง และตอนปี 66 ตนเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ได้รับมอบหมายให้เป็นนักปราศรัยใหญ่ที่ จ.นครศรีธรรมราช วันนั้นเราได้รับความไว้วางใจจากชาวทุ่งสง เลือกนายสุธรรม จริตงาม เป็น ส.ส.

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน จากคนที่รักกันกลายเป็นคนเกลียดกัน จากคนเกลียดกันกลายเป็นคนรักกัน ตนเห็นและผ่านอะไรมาเยอะ ทั้งเรื่องดีและไม่ดี  ตนอยู่การเมืองมา 6-7 ปีแล้ว ดังนั้นวันนี้มาในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรค ซึ่งหลายคนสงสัยว่าพรรคนี้จะมายังไง พรรคนี้หากคนจะมาเป็น ส.ส. คนปกติเป็นไม่ได้ แม้แต่ตนก็ไม่ปกติ เพราะว่าบ้า บ้าเพราะรักเธอ บ้าเพราะตนรักคนนครฯ ได้เมียเป็นคนนครฯ มีลูกสาว 1 คนเป็นคนนครฯ อ.หัวไทร

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นนักการเมืองมีอยู่ 2 อย่าง 1.เจ้าของวาจา พูดสวยงามได้สมัยเดียวคนก็ก็จะไล่ เพราะไม่ทำอะไร 2.อยู่นานๆ เป็นขวัญใจของประชาชน เพราะพูดน้อยทำจริง ซึ่งตนเชื่อว่าบิ๊กโอเป็นคนอย่างนั้น 

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า หัวหน้าพรรคมีนโยบายชัดเจนว่า ห้ามด่าคู่ต่อสู้บนวิธีปราศรัยของพรรคกล้าธรรม เราให้เกียรติผู้สมัครทุกหมายเลข อย่าใช้ เวทีที่ผู้ฟังเยอะแล้วโจมตีเอามันส์ แล้วเขาเสียหาย ธรรมนัสไม่ทํา เวทีนี้พี่น้องมาเยอะมาก เราเตรียมเก้าอี้ไว้ 3 หมื่นตัว เก้าอี้เต็ม

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า โครงสร้างประเทศไทยคือสามเหลี่ยมพีระมิด ฐานล่าง 30 ล้านชีวิตคือเกษตรกร การสร้างบ้านนั้น หากฐานรากไม่ดี อย่าหวังว่าข้างบนจะแข็งแรง สมดุลไม่มี ดังนั้น พรรคกล้าธรรมที่หัวหน้าพรรคอายุยังน้อย และได้รับการศึกษาจากต่างประเทศจนได้เป็นศาสตราจารย์ตอนอายุ 35 ดังนั้น เรามีบุคลากรที่มีคุณภาพ ในการขับเคลื่อนกลไลช่วยเหลือคนฐานราก

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนเชื่อว่านายก้องเกียรติมีจิตใจเหมือนตน คือกล้าคิดกล้าทำ กล้าช่วยเหลือประชาชน ดังนั้น วันนี้พรรคกล้าธรรมมาขอความเมตตาจากประชาชนเลือกนายก้องเกียรติ เข้าไปเป็น ส.ส.

กกต.แจงด่วน!!! กรณี’โพย’เข้าไปในสถานที่เลือก สว.

กกต.แจงด่วน!!! กรณี'โพย'เข้าไปในสถานที่เลือก สว.

กกต.แจงด่วน!!! กรณี’โพย’เข้าไปในสถานที่เลือก สว.

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.26 น.

กกต.แจงด่วน!!! กรณี”โพย”เข้าไปในสถานที่เลือก สว. โต้ทันควันหลัง”DSI”ทำจำลองสถานการณ์วันเลือก สว.

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกเอกสารประชาสัมพันธ์ชี้แจงว่า ตามที่สำนักงาน กกต.ได้มีการชี้แจงการนำเอกสารหรือโพยเข้าไปในสถานที่เลือกสมาชิกวุฒิสภา ว่า สามารถกระทำได้ตามแนวคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ปรากฏว่า มีสถานีโทรทัศน์บางสถานีได้เสนอข่าวจากการให้ถ้อยคำพยานกล่าวหาว่ามีบุคลากรของสำนักงาน กกต.มีส่วนร่วมในกระบวนการฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยแนะนำว่าให้แอบนำเอกสารใดๆ หรือจดใส่มือเข้าไปในสถานที่เลือกสมาชิกวุฒิสภานั้น ขอชี้แจง ดังนี้

1.คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2567 ข้อ 7 วรรคสอง กำหนดว่า “เอกสารแนะนำตัวตามวรรคหนึ่งจะแจกจ่ายหรือนำเข้าไปในสถานที่เลือกไม่ได้”

2.เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 971/2567 และคดีหมายเลขแดงที่ 972/2567 ให้เพิกถอนข้อ 7 วรรคสอง ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วย การแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2567

3.ต่อมาในวันที่ 28 มกราคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อท 13/2568 วินิจฉัยว่า การนำโพยหรือเอกสารที่มีการจดหมายเลขของผู้สมัครอื่นเข้าไป ในสถานที่เลือก ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มิได้มีข้อห้ามไว้โดยตรง จึงเห็นได้ว่า กฎหมายมิได้กำหนดว่าการนำเอกสาร รวมทั้งเอกสารที่จดหมายเลขผู้สมัครอื่นเข้าไปในเขตเลือกตั้งเป็นความผิดในตัวเอง ดังนั้น เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดห้าม หรือกำหนดเป็นความผิดไว้ผู้สมัครย่อมมีสิทธินำเอกสารใดเข้าไปในสถานที่เลือกได้ ประกอบกับ ก่อนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ข้อ 7 วรรคสอง กำหนดว่า “เอกสารแนะนำตัว ตามวรรคหนึ่ง จะแจกจ่ายหรือนำเข้าไปในสถานที่เลือกไม่ได้” อันหมายถึงว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้อำนาจออกระเบียบห้ามมิให้ผู้สมัครนำเอกสารแนะนำตัวเข้าไปในสถานที่เลือกสมาชิกวุฒิสภา แต่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนข้อ 7 วรรคสอง ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว จึงไม่มีผลบังคับ ผู้สมัครมีสิทธินำเอกสารแนะนำตัวเข้าไปในสถานที่เลือกและเหตุในเบื้องต้นทำให้เห็นว่า เอกสารอื่นที่ไม่มีกฎหมายห้ามหรือกำหนดเป็นความผิดไว้ ผู้สมัครก็ย่อมนำเข้าไป ในสถานที่เลือกได้

ดังนั้น การนำเอกสารหรือโพยเข้าไปในสถานที่เลือกสมาชิกวุฒิสภา จึงเป็นสิทธิของผู้สมัครไม่ต้องขออนุญาตต่อผู้ใด และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีอำนาจในการห้ามหรือให้ผู้สมัครนำเอกสารใดๆ เข้าไปในสถานที่เลือกได้ เว้นแต่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะกำหนด การเสนอข่าวดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ปฏิบัติตามแนวคำพิพากษาเกี่ยวกับการนำเอกสารใดๆ เข้าไปในสถานที่เลือกทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ

– 006

‘คำรบ’ท้า!!! ใครมีหลักฐาน‘สว.สำรอง’ฮั้ว ส่งมาเลย

‘คำรบ’ท้า!!! ใครมีหลักฐาน‘สว.สำรอง’ฮั้ว ส่งมาเลย

‘คำรบ’ท้า!!! ใครมีหลักฐาน‘สว.สำรอง’ฮั้ว ส่งมาเลย

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.01 น.

“คำรบ”ท้า!!! ใครมีหลักฐาน”สว.สำรอง”ฮั้ว ส่งมาเลย บอกเรื่องแบบนี้กล่าวหากันได้หมด จี้ กกต.แจงให้ชัด ตรวจสอบคุณสมบัติ สว.ตัวจริงขยายเวลาได้หรือไม่

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 ที่อิมแพ็คฟอรั่ม ภายหลัง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์เรื่องการจำลองฮั้วเลือก สว.เสร็จสิ้น พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่ม สว.สำรอง ได้เดินอธิบายให้ พ.ต.ต.ยุทธนา และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับขั้นตอนเกี่ยวกับในวันเลือกตั้ง สว.67 ระดับประเทศ พร้อมชี้แจงตั้งแต่การเดินเข้าประตู มีการแบ่งกลุ่มเลือกตั้งตามแต่ละช่องที่กำหนด พร้อมแสดงบัตรของผู้สมัครแต่ละคน โดยบริเวณด้านหน้าของแต่ละกลุ่มจะมีคูหาและกล่องหยอดบัตร ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประจำคอยตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนหยอดบัตรตามลำดับผู้สมัคร รวมถึงมีกล้องวงจรปิดคอยบันทึกอยู่ตลอดเวลา

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า การเลือก สว.ในรอบเช้า ยังไม่พบความผิดปกติเพราะต่างคนต่างมาแต่พบว่าบางท่านมีคะแนนค่อนข้างสูง จากการสังเกตมีบางกลุ่มใส่เสื้อสีเดียวกันและมีการถือแฟ้มเข้ามาคอยบันทึกผลการลงคะแนน ในช่วงเช้าผู้ไม่ได้รับการคัดเลือกจะต้องออกจากภายในห้อง Impact forum hall 4 เมืองทองธานี ทำให้เหลือ 40 คนสุดท้ายจะต้องคัดเลือกแบบไขว้กลุ่มอาชีพในช่วงบ่าย และมีการเริ่มพบความผิดสังเกตเนื่องจากมีโพยที่แอบอยู่ในเอกสาร สว.3 พบว่ามีการลอกกันและร้องเรียนกับคณะกรรมการเกิดขึ้น

พล.ต.ท.คำรบ ยังได้โชว์เอกสารที่ระบุเป็นโพยฮั้วเลือก สว.ที่ตกอยู่ในห้องน้ำ เมื่อช่วงเช้าวันเลือกตั้งระดับประเทศ โดยกล่าวว่า ผู้สมัคร สว.ระดับประเทศที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดน่าจะขยำทิ้งไว้ในห้องน้ำแต่ไม่ลงถัง คนที่เข้าห้องน้ำต่อจึงเก็บได้ แล้วถ่ายรูปส่งมาในไลน์ เมื่อแกะดูพบว่าคะแนนตรงกันกับ สว.ที่ได้รับเลือกทุกกลุ่ม นอกจากนี้ ยังมีโพยฉบับที่ 2 – 3 ตามมาแต่ละตัวเลขตรงกันหมด รวมเป็น 10 กว่าโพย กลุ่ม 1 – 20 อาชีพ มีรายชื่อครอบคลุมประมาณ 7 เบอร์ ในแต่ละกลุ่มอาชีพซึ่งรวมแล้วเป็น 140 คน ผลปรากฏว่าตรงตามโพล เป็น สว.ตัวจริง 138 รายชื่อ ซึ่งในวันนี้ดีเอสไอนำกล้อง CCTV มาตรวจสอบแต่อาจยังไม่ครอบคลุม จึงมีการประสานงานกันต่อว่าจะขอร้องให้ กกต.เปิดหีบ เพื่อดูบัตรที่อยู่ในกล่อง โดยเฉพาะในรอบสุดท้ายที่มีการเลือกไขว้จะรู้ว่าที่มาของ สว.ที่ได้ 70 – 80 คะแนน มีที่มาอย่างไร โดยเรากำลังประกาศกับดีเอสไอว่าหากหีบเปิดได้ยิ่งดี แต่ถ้าเปิดไม่ได้อาจดูจากกล้อง CCTV เพราะมีบันทึกไว้อยู่แล้ว เราจะเห็นว่าเป็นหลักฐานจะได้รู้ว่าไม่มโน

เมื่อถามว่า มีเสียงสะท้อนว่า สว.สำรอง ก็ฮั้วเหมือนกัน แต่ไม่ชนะ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พล.ต.ท.คำรบ กล่าวทันทีว่า ไม่เป็นไร ใครมีพยานหลักฐานก็ขอให้เอามาเปิดเผยได้ เพราะเรื่องนี้มันกล่าวหากันได้หมด สว.สำรองบางส่วนก็มีปัญหา โดนดีเอสไอตรวจสอบด้วยเหมือนกัน ไม่ต่ำกว่า 2 – 3 คน ทั้งที่ฮั้วและไม่ฮั้ว แต่ได้คะแนนมาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม

ส่วนกรอบเวลา 1 ปี ที่ กกต.ต้องตรวจสอบคุณสมบัติ สว.ตัวจริงตอนนี้ใกล้ครบเวลาแล้ว กังวลหรือไม่ว่า กกต.จะทำงานไม่ทน พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า การตรวจสอบดังกล่าวเป็นระเบียบภายในที่ต้องส่งให้บอร์ด กกต.ภายใน 1 ปี ซึ่งข้อเท็จจริงยังไม่พบว่าตามกฎหมายเกิน 1 ปีได้หรือไม่ ที่ผ่านมาประชาชนยังไม่ได้ฟังจาก กกต.ชัดเจนว่า 1 ปีสามารถขยายได้หรือไม่ ซึ่งตนคิดว่า 1 ปีควรจะจบได้แล้ว

– 006

‘อธิบดีดีเอสไอ’เผยใช้‘AI’ช่วยวิเคราะห์ จับพิรุธฮั้วเลือก สว.67 ระดับประเทศ

‘อธิบดีดีเอสไอ’เผยใช้‘AI’ช่วยวิเคราะห์ จับพิรุธฮั้วเลือก สว.67 ระดับประเทศ

‘อธิบดีดีเอสไอ’เผยใช้‘AI’ช่วยวิเคราะห์ จับพิรุธฮั้วเลือก สว.67 ระดับประเทศ

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.45 น.

“อธิบดีดีเอสไอ”เผยใช้”AI”ช่วยวิเคราะห์ จับพิรุธฮั้วเลือก สว.67 ระดับประเทศ จับกลุ่มก้อน-จุดทิ้งโพย-จุดเข้าออกสุมหัวขบวนการกัน พร้อมใช้หลักสถิตินักคณิตศาสตร์ เหตุพบบัตรลงคะแนนใน 20 หีบ กาหมายเลขเรียงซ้ำหลายฉบับ ส่วนเรื่องพิจารณาขอเปิดหีบนับคะแนนใหม่ ให้เป็นอำนาจของ กกต.

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 ที่อาคารอิมแพ็ค ฟอรัม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี จ.นนทบุรี นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม และคณะผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายระวี อักษรศิริ ผอ.กองคดีการฟอกเงินทางอาญา และ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะผู้นำกลุ่ม สว.สำรอง ร่วมกันเข้าสังเกตการณ์ ตรวจสถานที่คัดเลือก สว.ระดับประเทศ และจำลองเหตุการณ์ เพื่อประกอบการสอบสวนคดีพิเศษในคดีฟอกเงิน สว. (คดีพิเศษที่ 24/2568) และใช้ประกอบการไต่สวนของ กกต.

โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า สำหรับผู้ที่มาร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอ รวมทั้งพยานที่เป็นผู้สมัคร สว.วันนี้ได้พามานำชี้จุดที่เป็นการเลือกระดับประเทศ ซึ่งมีการกล่าวหาว่าในการเลือกครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม และมีการกล่าวหาในคดีอาญาด้วย ซึ่งเบื้องต้นดีเอสไอได้รับคดีพิเศษฐานฟอกเงิน และล่าสุดก็เพิ่งรับฐานความผิดอั้งยี่เป็นคดีพิเศษด้วย เนื่องจากเป็นเรื่องต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ฉะนั้น การรวบรวมพยานหลักฐานก็จะเป็นรูปแบบภาพกว้างขึ้น รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆ อีกทั้งวันนี้พยานและผู้กล่าวหาได้นำชี้จุด เราก็จะได้มาดูว่าที่มีการกล่าวหาว่ามีการพบโพยตรงส่วนไหน มีการรวมตัวกันตรงไหน ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวที่เราได้มา มันเกิดจากกล้องตัวไหน มันเห็นมุมไหนบ้าง เพื่อที่เราจะได้นำไปวิเคราะห์และจัดทำภาพถ่ายและแผนที่จำลองสถานการณ์ ดังนั้น เวลาเราเรียกพยานมาสอบปากคำ เราจะได้ชี้จุดถูกต้องว่าพยานรายนี้อยู่ตรงจุดไหนในวันเกิดเหตุ และเห็นเหตุการณ์อย่างไร เพื่อให้มันสอดคล้องกับพยานหลักฐานทั้งหมด รวมถึวพยานผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์ว่าการเลือก การลงคะแนนในลำดับซ้ำกัน เช่น ลำดับที่ 1 เบอร์นี้ ลำดับที่ 2 เบอร์นั้น ที่มันมีลักษณะซ้ำกัน มันจะเกิดขึ้นได้ด้วยเปอร์เซ็นต์เท่า

พ.ต.ต.ยุทธนา เผยอีกว่า สำหรับเชิงเทคนิคของระบบ AI ตนจะยังไม่ขอลงรายละเอียดขนาดนั้น แต่เราจะใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์ในเรื่องนี้ เพราะถ้าได้ภาพทุกคนที่เข้ามา ภาพคนที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมด ใครอยู่ตรงไหน มีพฤติกรรมอย่างไร ทุกอย่างมันก็วิเคราะห์ได้หมด และนำไปสู่การพิจารณาว่ามันสอดคล้องกับข้อเท็จจริง พยานหลักฐานมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม วันนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะอย่างน้อยเราได้มาดูจุดที่ผู้กล่าวหาได้นำชี้จุดว่ามีการเข้ามาอย่างไร พื้นที่ตรงไหน หรือตรงไหนมีการรวมตัว ตรงห้องน้ำมีการพบโพยอย่างไร เพื่อไปดูกับกล้องวงจรปิดเปรียบเทียบกัน เป็นต้น

พ.ต.ต.ยุทธนา เผยต่อว่า เบื้องต้นจากการที่ สว.พาชี้จุดและจากไฟล์ภาพกล้องวงจรปิดที่ดีเอสไอได้รวบรวมมานั้น จะมีความสอดคล้องหรือตรงกันแค่ไหน ก็คงต้องใช้การวิเคราะห์ก่อน เพราะวันนี้เพียงมาเก็บรวบรวมข้อเท็จจริงกลับไปเปรียบเทียบพิจารณาด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยวิเคราะห์ นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องโพยในห้องน้ำที่มีการกล่าวอ้าง จะถือเป็นพยานหลักฐานชนิดหนึ่ง แต่เราไม่ได้พบโพยแค่ที่นี่ที่เดียว ทั้งนี้ ในส่วนของกรอบระยะเวลาสอบสวนคดีนั้น ในการดำเนินคดีอาญา เราต้องพิสูจน์ให้ชัดเจน ต้องมีหลักฐานตามสมควรว่ามีบุคคลใดบ้างที่ได้กระทำผิดอาญา ขณะที่ในส่วนของดีเอสไอที่ไปร่วมกับ กกต.ในชุดคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ก็จะมีการพิสูจน์ตามกฎหมายการเลือกตั้ง ตรงส่วนนี้เราทำร่วมกับ กกต. หากพยานหลักฐานฟังได้ความว่าการเลือกตั้งนั้นไม่บริสุทธิ์เที่ยงธรรม ก็เป็นเรื่องของ กกต. ที่จะดำเนินการ แต่ถ้าคดีอาญาก็ต้องเป็นดีเอสไอรับผิดชอบ

พ.ต.ต.ยุทธนา เผยด้วยว่า ส่วนภาพนิ่งจากกล้องวงจรปิดที่ได้มีการบันทึกมานั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ แต่เบื้องต้นพบว่ามีการโชว์บัตรคะแนน ซึ่งบัตรคะแนนนั้นก็จะสอดคล้องกับโพยที่ผู้กล่าวหาได้ระบุว่า มันตรงกับโพยที่พบในห้องน้ำ ซึ่งตรงนี้ต้องใช้สูตรการคำนวนและวิเคราะห์อีกครั้ง ยกตัวอย่าง มีการกาเบอร์ใดให้เป็นลำดับที่ 1 เบอร์ถัดไปเป็นเบอร์ลำดับที่ 2 จนครบ แต่ปรากฏว่ามันเป็นการกาเบอร์ในลักษณะซ้ำกันในหลายๆ บัตร ตรงนี้อาจต้องวิเคราะห์ว่ามันมีการกระทำจัดตั้งเป็นกลุ่มบุคคล ซึ่งมีการที่จะตกลงกันให้ได้มาซึ่ง สว.โดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่

พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวอีกว่า การที่เราใช้ระบบ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ มันคือวิทยาศาสตร์ มันมีความหนักแน่นและน่าเชื่อถือ เมื่อมันไปสอดคล้องกับพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ หรือการโอนเงินต่างๆ มันจะฟังได้มีน้ำหนักมากขึ้นในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง ส่วนจะทันกรอบเวลาเดือนหน้าของ กกต.หรือไม่นั้น ตนมองว่ามันเป็นคนละส่วนกัน ทาง กกต.จะมีการไต่สวน ยื่นหรือไม่ยื่นแล้วแต่ กกต. แต่ถ้าดีเอสไอ จะเป็นการทำคดีอาญาตามที่มีผู้กล่าวหา ตรงนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร

เมื่อถามว่า การใช้ระบบ AI CCTV เข้ามาตรวจสอบวิเคราะห์ จะเน้นไปที่กลุ่ม 140 สว.ที่อยู่ในวันเกิดเหตุหรือไม่ ว่าอยู่จับกลุ่มหรือทำอะไรกัน พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า เราจะดูภาพรวม เป็นการวิเคราะห์ในภาพรวม ส่วนใครจะมีพฤติกรรมอย่างไร แล้วไปสอดคล้องกับพยานบุคคล หรือพยานอื่นอย่างไร มันก็จะทำให้มีการเพิ่มหรือเสริมน้ำหนักขึ้น แต่ถ้ามันไม่ตรง ก็จะได้เป็นการหักล้าง ไม่ได้ไปเพิ่มน้ำหนักอะไร ทั้งนี้ เราพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยความโปร่งใส และตรงไปตรงมา จึงต้องใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย รวมไปถึงการนั่งรถบัสมาด้วยกัน การสวมใส่เสื้อผ้าสีเดียวกัน เราจะนำมาพิจารณาทั้งหมดแน่นอน ส่วนหลักฐานการเข้าพักโรงแรมที่เดียวกัน หลักฐานตรงนี้เราได้รับจากส่วนอื่นแล้ว แต่แค่จะไม่ได้อยู่ในภาพการจำลองวันนี้

“การที่การเลือกลงคะแนนหรือโพยปรากฏตัวเลขเรียงกัน ซ้ำกัน มันสามารถใช้วิเคราะห์ได้ตามหลักสถิติ เพราะผู้เชี่ยวชาญทางด้านคณิตศาสตร์จะระบุได้เลย สมมติมีการกาเลขลำดับที่ 1 – 7 แล้วอีกใบลงคะแนนก็กาเรียงลำดับเหมือนกัน และซ้ำๆ กัน นักคณิตศาสตร์วิเคราะห์ได้ว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้นั้นมีกี่เปอร์เซ็น ผิดปกติอย่างไร ซึ่งถ้าหากลองเปิดหีบกล่องลงคะแนนออกมา เราก็เชื่อได้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น ที่อาจเจอบัตรลงคะแนนกาเรียงลำดับหมายเลขซ้ำๆ กัน ทั้งนี้ 20 กลุ่มอาชีพ คือ 20 หีบลงคะแนน ส่วน 1 หีบจะซ้ำกันกี่บัตรลงคะแนน จะต้องไปตรวจสอบดู เพราะมันอยู่ในกล้องวงจรปิดอยู่แล้ว” อธิบดีดีเอสไอ ระบุ

พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวด้วยว่า กรณีที่มี สว.สำรอง ให้การอ้างว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ กกต.บางท่านมีการเพิกเฉยหรือสมรู้ร่วมคิดนั้น กระบวนการ AI จะช่วยวิเคราะห์ได้หรือไม่ ตนมองว่าต้องให้ระบบ AI ได้ลองวิเคราะห์ก่อน รวมถึงถ้ามีกลุ่มผู้สมัคร สว.มายืนเกาะรั้วคอยแลกคะแนนกัน อันนี้ก็ต้องไปตรวจสอบก่อน ว่ามันสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นด้วยหรือไม่

พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวด้วยว่า สำหรับการรับเรื่องร้องทุกข์จาก สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี และ สภ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ซึ่งมีผู้กล่าวหาในความผิดฐานอั้งยี่ มาเพื่อดำเนินการสอบสวนรวมสำนวนในคดีพิเศษดังกล่าวแล้วนั้น ตามคำร้องทุกข์กล่าวโทษพบว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน มีการกล่าวหาว่าคนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมตั้งเป็นคณะบุคคล เป็นสมาชิก และมีการประชุมกัน ปกปิดวิธีการเพื่อกระทำการบล็อกโหวตเลือกตั้ง ทำให้ตำรวจท้องที่ได้ส่งเรื่องให้เราพิจารณารับเป็นเรื่องคดีพิเศษต่อเนื่องเกี่ยวพัน ซึ่งมีแต่หมายเลขลำดับประจำตัวของผู้สมัคร ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีรายชื่อของบุคคลที่เป็น สว.ปัจจุบันหรือไม่

พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวต่อว่า กล้องวงจรปิดบริเวณจุดลงบัตรคะแนน ตามหลักแล้วจะมีการโชว์บัตรคะแนน ถ้าครบทุกใบ หรือเป็นส่วนใหญ่ มันก็พิสูจน์ข้อเท็จจริงได้เช่นเดียวกัน เพราะก่อนจะหย่อนบัตรลงหีบ มันต้องโชว์บัตรก่อน และกล้องวงจรปิดจะเห็นแน่นอน

ทั้งนี้ กรณีที่ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ได้สอบถามว่า กรณีกรมการปกครองออกหนังสือทำนองคล้ายสกัดการลงพื้นที่หาข้อมูลของดีเอสไอและหน่วยงานต่างๆ เหมือนไม่ให้ความร่วมมือนั้น พ.ต.ต.ยุทธนา ระบุว่า ตนไม่กังวล แต่ขอไปตรวจสอบก่อน เพราะการที่เขาออกหนังสือเช่นนั้น จะมีผลต่อการสอบสวนอย่างไรบ้าง เพราะในชั้นสอบสวน ยังไม่เห็นว่าเป็นอุปสรรคในการสอบสวนแต่อย่างใด แต่จะพิจารณาดูอีกครั้ง

ด้าน พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า การจะเปิดหีบเลือกตั้งหรือไม่นั้น ตามจริงแล้วกล้องวงจรปิดมีบันทึกไว้ได้ทุกใบอยู่แล้ว ฉะนั้น การจะเปิดหีบหรือไม่นั้นเป็นอำนาจของ กกต.

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่าไฟล์ภาพจากกล้องวงจรปิด ณ วันเลือก สว.ระดับประเทศ วันที่ 26 มิ.ย.67 ของ กกต.ที่ดีเอสไอได้รับนั้น มีขนาดไฟล์ 14 เทเลไบต์ โดยดีเอสไอจะได้นำไปใช้วิเคราะห์ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

– 006