‘ดิเรกฤทธิ์’ชี้อาจเป็นแผ่นดินไหว กลางรัฐสภาไทย

'ดิเรกฤทธิ์'ชี้อาจเป็นแผ่นดินไหว กลางรัฐสภาไทย

‘ดิเรกฤทธิ์’ชี้อาจเป็นแผ่นดินไหว กลางรัฐสภาไทย

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.30 น.

วันที่ 26 เมษายน 2568 นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันสุจริตไทย และอดีตสมาชิกวุฒิสภา(สว.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “อาจเป็นแผ่นดินไหวกลางรัฐสภาไทย”

เป็นข่าวใหญ่มากที่มีกลุ่มอดีตสส.สว.และอาจารย์กฎหมายที่มีผลงานการตรวจสอบความไม่สุจริตของนักการเมืองเรืองอำนาจมาแล้ว ได้ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เอาผิดผู้ใช้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติไปเปลี่ยนแปลงงบประมาณสำคัญที่ต้องห้ามตาม รธน.(ม.144)

ซึ่งหาก ป.ป.ช.ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่าผิดจริงตามคำร้องนี้ ก็เปรียบได้กับแผ่นดินไหวกลางรัฐสภาไทยเพราะนักการเมืองผู้ร่วมทำผิดจำนวนมากอาจหายไปในพริบตา ไม่อาจกลับมาให้เราได้เห็นได้เลือกกันอีกเลยนะครับ

‘ดร.เสรี’ตอกหน้าคนเคยด้อยค่า’ลุงตู่’ ถามผู้นำไถ iPad อ่านโพยผิดๆ ควรเรียกอะไร???

'ดร.เสรี'ตอกหน้าคนเคยด้อยค่า'ลุงตู่' ถามผู้นำไถ iPad อ่านโพยผิดๆ ควรเรียกอะไร???

‘ดร.เสรี’ตอกหน้าคนเคยด้อยค่า’ลุงตู่’ ถามผู้นำไถ iPad อ่านโพยผิดๆ ควรเรียกอะไร???

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.43 น.

ดร.เสรี วงษ์มณฑา ซัดคนที่เคยด้อยค่า’ลุงตู่’ เปรียบเหมือนได้ รปภ.ขับเครื่องบิน แล้วผู้นำไถ iPad อ่านโพยผิดๆ พูดเองไม่ได้ ตอบคำถามสดๆไม่ได้ พูดจาไม่รู้เรื่อง ควรเรียกอะไร?

วันที่ 26 เมษายน 2568  ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร โพสต์เฟซบุ๊กว่า “พวกเขาด้อยค่าลุงตู่ว่าเป็น รปภ. ขับเครื่องบิน ไม่มีความรู้ความสามารถในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจ

แล้วคนที่อ่านโพยจาก iPad ผิดๆถูกๆ พูดเองไม่ได้ ตอบคำถามสดๆไม่ได้ พูดจาไม่รู้เรื่อง ไม่มีความรู้ ความสามารถอะไรเลย ไร้วุฒิภาวะ แบบที่เห็นจะเรียกว่าอะไร

ลุงตู่ ผลงานมากมาย มีทั้งการพัฒนาและการแก้ปัญหา ไปไหนมาไหน รู้กาลเทศะ รู้ขนบธรรมเนียม ทำตัวเหมาะสม


แต่คนไถ iPad ทำอะไรก็น่าตำหนิ ทำให้ประเทศไทยขายหน้า ไร้ความน่าเชื่อถือ จนผู้นำบางประเทศไม่อยากเสวนาด้วย

ขี้ข้าหลับหูหลับตาอวยไม่เลิก แบบนี้ยังไงก็เสียคน”

‘หมอวรงค์’ค้านยกเลิกเครื่องแบบลูกเสือ แนะจัดสรรงบเรียนฟรี แทนแจกเงินหมื่นดีกว่า

'หมอวรงค์'ค้านยกเลิกเครื่องแบบลูกเสือ แนะจัดสรรงบเรียนฟรี แทนแจกเงินหมื่นดีกว่า

‘หมอวรงค์’ค้านยกเลิกเครื่องแบบลูกเสือ แนะจัดสรรงบเรียนฟรี แทนแจกเงินหมื่นดีกว่า

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.19 น.

‘นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม’คัดค้านยกเลิกชุดลูกเสือ ชี้การจัดการอบรมวิชาลูกเสือ  อย่างน้อยเป็นการปลูกฝัง ความรักชาติ เสียสละ จี้รัฐบาลจัดสรรงบเรียนฟรีแทนการแจกเงินหมื่น

วันที่ 26 เมษายน 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “คัดค้านยกเลิกเครื่องแบบลูกเสือ” ระบุว่า ตามข่าวที่กระทรวงศึกษา จะให้มีการยกเลิกชุดลูกเสือ อาจจะอ้างเหตุผลเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ

สิ่งที่กระทรวงฯต้องตระหนัก ที่มาของการจัดการอบรมวิชาลูกเสือ เพื่ออะไร? อย่างน้อยเป็นการปลูกฝัง ความรักชาติ เสียสละ การรักษาเกียรติ รักษาวินัย ตามคำขวัญ “เสียชีพ อย่าเสียสัตย์”

สิ่งที่ต้องถาม ท่านคิดว่า เครื่องแบบมีส่วนช่วยในการฝึกอบรมให้ประสบผลสำเร็จหรือไม่ คงไม่ต้องหาเหตุมาอธิบาย เพราะเราจะได้เห็นเครื่องแบบในองค์กรต่างเต็มไปหมด

ผมอยากเรียกร้องให้กระทรวงศึกษา ปรับรื้อการศึกษาของชาติ ให้ได้มาตรฐานโลก ดีกว่าที่จะมาคิดแก้แต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง ไม่ว่าเรื่องทรงผม ห้องน้ำ หรือแม้แต่เครื่องแบบลูกเสือ

ผมยังยืนยันว่า เครื่องแบบลูกเสือ ยังมีความจำเป็นต่อการจัดฝึกอบรมลูกเสือ ให้แก่ลูกหลานประชาชน ถ้าหากเกรงมีปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลควรจัดการให้ฟรี ภายใต้โครงการเรียนฟรี ดีกว่าเอาเงินไปแจกเงินหมื่น

‘อนุสรณ์’ มอง ‘ดีเอสไอ’ เดินหน้าไขปม ‘ฮั้วสว.’ เป็นสัญญาณดี

'อนุสรณ์' มอง 'ดีเอสไอ' เดินหน้าไขปม 'ฮั้วสว.' เป็นสัญญาณดี

‘อนุสรณ์’ มอง ‘ดีเอสไอ’ เดินหน้าไขปม ‘ฮั้วสว.’ เป็นสัญญาณดี

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.10 น.

อนุสรณ์ ชี้ DSI เดินหน้าไขปมฮั้ว สว.เป็นสัญญาณที่ดี

วันที่ 26 เมษายน 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลงพื้นที่จำลองเหตุการณ์วันเลือก สว. หาหลักฐานปมฮั้ว ว่า เป็นสัญญาณที่ดีที่ทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เพื่อคลี่คลายข้อกังขาของสังคม จากการจำลองพบข้อพิรุธหลายประการ เช่น ผู้สมัครที่ได้คะแนนมากๆ ไม่มีความตื่นเต้นเหมือนรู้ผลคะแนนล่วงหน้าอยู่แล้ว หรือการมีบุคคลคอยจดคะแนนใส่แฟ้ม เพื่อรายงานไปยังศูนย์ควบคุมกลาง เหมือนมีการเตรียมการอย่างเป็นกระบวนการ การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเดินหน้าทำงานในเชิงรุก อาจทำให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องฮั้วสว.ใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นสารตั้งต้นในการเดินหน้าตรวจสอบคู่ขนานกันไป

โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องใช้โอกาสนี้พิสูจน์ความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้เห็นว่าไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นกรณีพิเศษ  กรณีที่ DSI รับคดีอั้งยี่เป็นคดีพิเศษ ยิ่งสะท้อนถึงความผิดปกติในกระบวนการเลือกตั้งสว. ซึ่งอาจมีเครือข่ายหรือผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง จึงจำเป็นต้องเร่งสอบสวนโดยไม่ยกเว้น เพื่อให้ความจริงปรากฏอย่างโปร่งใส องค์กรตรวจสอบต่างๆที่อาจได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนรอบด้านมาก่อนหน้านี้ ควรใช้โอกาสนี้แสวงหาข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ส่วนการที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยุติการสอบสวนเรื่อง “ฮั้วเลือก สว.” โดยผู้ตรวจการแผ่นดินอ้างว่าไม่เข้าเงื่อนไขที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญนั้น ต้องชี้แจงต่อสังคมให้ชัดเจนว่าไม่เข้าเงื่อนไขอย่างไร เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กร ทำให้ประชาชนค้างคาใจ และรอคำตอบที่ชัดเจนมากขึ้น

“การทำหน้าที่ของทุกฝ่ายต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และให้กระบวนการเลือกตั้งสว.เป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรมและโปร่งใสมากที่สุด” นายอนุสรณ์ กล่าว

‘ฮาร์ท’รอดคดี 112 อัยการสั่งไม่ฟ้อง ขอบคุณ’ธนาธร’มอบทนายช่วยต่อสู้ตลอด 4 ปี

'ฮาร์ท'รอดคดี 112 อัยการสั่งไม่ฟ้อง ขอบคุณ'ธนาธร'มอบทนายช่วยต่อสู้ตลอด 4 ปี

‘ฮาร์ท’รอดคดี 112 อัยการสั่งไม่ฟ้อง ขอบคุณ’ธนาธร’มอบทนายช่วยต่อสู้ตลอด 4 ปี

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.20 น.

วันที่ 26 เมษายน 2568 นายสุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือ ฮาร์ท นักร้องชื่อดัง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Suthipongse Heart Thatphithakkul ระบุว่า 13 พ.ค. 2564 คณะทำงานตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ฟ้องผมด้วยมาตรา 112 ที่ สน.นางเลิ้ง จากการที่ผมลงเฟซบุ๊กวิจารณ์การจัดการวัคซีนโควิดของรัฐบาลในขณะนั้น

ปี 2567 ทางตำรวจได้ส่งสำนวนให้ทางสำนักงานอัยการพิจารณาเพื่อส่งฟ้องศาลต่อไป

24 เม.ย.2568 ผมได้รับแจ้งจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ว่า ทางอัยการมีความเห็นไม่สั่งฟ้อง และให้ผมไปรับเอกสารที่ ปอท. 

ผมขอลงโพสต์นี้เพื่อเป็นบันทึก และขอขอบคุณ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือผมด้านทนายที่ปรึกษา มอบหมายให้พี่ด่าง กฤษฎางค์ นุตจรัส เป็นตัวแทนผมต่อสู้ในกระบวนการนี้มาตลอดราว 4 ปี

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล จำนวน 8,871 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล จำนวน 8,871 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล จำนวน 8,871 ราย

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.10 น.

วันที่ 26 เมษายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพลวาระตุลาคม 2566 ให้แก่นายทหารสัญญาบัตร ซึ่งรับราชการมาด้วยความเรียบร้อย เป็นผลดีแก่ทางราชการและได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งอัตราสูงขึ้น จำนวน 8,871 ราย ดังนี้

อ่านรายละเอียด : คลิก

‘นิพิฏฐ์’ปูดอดีตขรก.สตง. ให้สินบนเจ้านาย เพื่อเลื่อนตำแหน่ง มีคนใน’องค์กรอิสระ’อยู่ด้วย

'นิพิฏฐ์'ปูดอดีตขรก.สตง. ให้สินบนเจ้านาย เพื่อเลื่อนตำแหน่ง มีคนใน'องค์กรอิสระ'อยู่ด้วย

‘นิพิฏฐ์’ปูดอดีตขรก.สตง. ให้สินบนเจ้านาย เพื่อเลื่อนตำแหน่ง มีคนใน’องค์กรอิสระ’อยู่ด้วย

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.18 น.

‘นิพิฏฐ์’ปูดอดีตขรก.สตง.ให้สินบนเจ้านาย  เพื่อเลื่อนตำแหน่งให้ตัวเอง ยังมีคนในองค์กรอิสระไปด้วย เปรยคนนั้นชอบกินไวน์

วันที่ 26 เมษายน 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ระบุว่า มีข่าวว่า เจ้าหน้าที่สตง.คนหนึ่ง ไปเสนอเงินให้ผู้ว่า สตง. 300,000 บาท เพื่อเลื่อนตำแหน่งให้ตัวเอง  จนเจ้าหน้าที่สตง.คนนั้นถูกให้ออกจากราชการฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง                 

-ในการไปเสนอเงินให้ผู้ว่าสตง. มีกกต.คนหนึ่งไปด้วย ถามกันเยอะว่า กกต.คนนั้นเป็นใคร 

-ก็คนที่ชอบกินไวน์ไงครับ                 

-ถ้าบ้านเมืองเดินมาถึงขนาดที่องค์กรอิสระ 

อย่างกกต.ไปอยู่ด้วยในการติดสินบน ลองคิดในมุมกลับสิครับ ว่า แล้วนักการเมืองจะติดสินบนกกต.ได้หรือเปล่า?          

-บ้านเมืองนี้ เลวร้ายขนาดนี้แล้วหรือครับ

007

พปชร.เตือนรัฐบาลใช้เงินเกินตัว ก่อภาระหนี้ให้ประชาชนต้องมาแบกรับภาระแทน

พปชร.เตือนรัฐบาลใช้เงินเกินตัว ก่อภาระหนี้ให้ประชาชนต้องมาแบกรับภาระแทน

พปชร.เตือนรัฐบาลใช้เงินเกินตัว ก่อภาระหนี้ให้ประชาชนต้องมาแบกรับภาระแทน

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.03 น.

พลังประชารัฐเตือน รัฐบาลใช้เงินเกินตัว  ก่อภาระหนี้ให้ประชาชนต้องมาแบกรับภาระแทน

พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวกรณีที่รัฐบาลโยนหินถามทาง จะหาทางกู้เงิน 500,000ล้านบาท  โดยอ้างนโยบายภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ว่า “กรณีดังกล่าวนี้  พรรคพลังประชารัฐ โดยทีมนโยบายเศรษฐกิจ  พปชร.ประกอบด้วย ดร.อุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  และทีมงาน ได้เคยเตือนและแนะนำรัฐบาลด้วยความเป็นห่วง   โดยเฉพาะการเตือนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ผ่านมา   จนกระทั่ง IMF ได้ปรับลดประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2568 จาก 2.9% เหลือ 1.8% โดยมีประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในกลุ่มอาเซียนที่ IMF ปรับลดคาดการณ์จีดีพีลงต่ำกว่าระดับ 2% ส่วนในปี 2569 จีดีพีอาจลดเหลือเพียง 1.6%

“การพยายามกู้เงินเป็นการขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 75-80% สถานะหนี้สาธารณะล่าสุดของไทยอยู่ที่ 173.98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 45.34% ของจีดีพี   ซึ่งทางพรรคพลังประชารัฐ เป็นห่วงในเรื่องความสามารถในการชำระหนี้คืนด้วย หากรัฐบาลใช้นโยบายเช่นนี้  จะมีปัญหาเรื่องความสามารถในการใช้เงินคืนและความเชื่อมั่นอย่างแน่นอน  อีกทั้ง รัฐบาลไม่ควรก่อหนี้สาธารณะ เพราะหนี้สาธารณะนั้นจะนำมาซึ่งความสูญเสียเสถียรภาพทางการคลังและการเงินของประเทศ ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้ประเทศเกิดวิกฤติการทางการเงินและทำให้หนี้สาธารณะ ที่ทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบ ในภาพรวมสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น  เป็นการก่อภาระหนี้ให้ประชาชนต้องมาแบกรับภาระแทน“

ดร.อุตตมฯ กล่าวว่า “ในปัจจุบันรายได้รัฐต่ำเพียง 14.87% ของ GDP ต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เป็นอุปสรรคต่อรัฐบาลในการจัดงบประมาณให้เพียงพอ หากเกิดภาวะฉุกเฉินที่จำเป็นต้องใช้เงิน   ล่าสุดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 4.5% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าระดับที่เหมาะสมสำหรับการรักษาเสถียรภาพทางการคลังที่ไม่ควรเกิน 3% และหากขาดดุลต่อเนื่องจะทำให้หนี้เพิ่มขึ้นเร็ว เสี่ยงผิดวินัยการคลัง และเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน   กรณีรัฐบาลจะกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล ปี 2568 ซึ่งได้ขอกู้ไปแล้ว 865,700 ล้านบาท เกือบแตะเพดานวงเงินกู้สูงสุดที่ 970,768 ล้านบาท หากเกิดภาวะฉุกเฉิน ช่องว่างในการกู้เพิ่มจะเหลือน้อยมาก ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ล่าสุดอยู่ที่ 64.21% และอาจแตะเพดาน 70% ”

พล.ต.ท.ปิยะฯ กล่าวว่า “ทีมงานเศรษฐกิจ พปชร. เห็นว่า การนำเงินงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชนทั่วไปไปใช้ในโครงการแจกเงิน 10,000บาท จากเฟส 1 กลุ่มเปราะบาง 14.5ล้านคน ใช้เงิน 145,000 ล้านบาท  เฟส 2 กลุ่มผู้สูงอายุ 3,000,000 คนใช้เงิน 30,000 ล้านบาท  และเฟส 3 กลุ่มเด็ก เยาวชน อายุ 16 ถึง 20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน จะต้องใช้เงินอีก 27,000ล้านบาท รวม 3 เฟส ใช้เงินกว่าสองแสนล้านบาท ทำให้สูญเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์เป็นจำนวนมาก  ตลอดจนโครงการซอฟพาวเวอร์ของรัฐบาล ก็ ใช้เงินจำนวนมาก แต่ไม่ก่อให้เกิดผลให้ชาวบ้านมีผลผลิตหรืออยู่ดีกินดีขึ้น  แถมยังไปขอรับการสนับสนุนจากบริษัทMelco entertainment and resort จำกัด ซึ่งเป็นของนายลอเรนซ์ โฮ ลูกชายนายสแตนด์ลี่ โฮ เจ้าพ่อการพนันของมาเก๊า ซึ่งถูกจับตามองจากรัฐบาลออสเตรเลีย และรัฐบาลจีน ทำให้โครงการซอฟพาวเวอร์ ไม่เป็นที่นิยมจากชาวบ้านรากหญ้า เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เอากาสิโน“

”การเอาเงินแจกชาวบ้านเปล่าๆ โดยไม่มีผลผลิต  ไม่มีโครงการ  ไม่มีการติดตามผลหรือเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันแต่อย่างใด เป็นการเอาเงินงบประมาณของประเทศซึ่งเป็นภาษีอากร ของพวกเราทุกคน ไปแจกเพื่อหาเสียงส่วนตัว และสร้างปัญหาหนี้สาธารณะ ให้ประชาชนแบกรับแทนพรรคเพื่อไทย ตลอดจน ความสามารถของรัฐบาลในการการแก้หนี้ครัวเรือน  ก็ไม่เป็นรูปธรรมชัดเจน  หรือเกิดผลในภาพรวม   เชื่อว่า รัฐบาลคงพยายาม โยนทิ้งถามทาง แต่สุดท้าย คงจบลงที่ปรับเกลี่ยงบประมาณ  โดยเฉพาะ งบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 ที่ยังเหลือ 150,000 ล้านบาท และใช้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศแทน การใช้เงินกู้ต่างประเทศ  หรือกองทุน IMF เพราะ กลัวว่า  หากต้องขอความเห็นชอบจากสภา  จะไม่ผ่านการให้ความเห็นชอบ“

ตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีพรรคพลังประชารัฐ เข้าร่วมรัฐบาล หรือไม่  พล.ต.ท.ปิยะฯ กล่าวว่า” เรื่องนี้คงต้องเป็นอำนาจการตัดสินใจของ พล.อ. ประวิตร  วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐและคณะกรรมการบริหารพรรค แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า ท่าน หน.พรรค ยืนยันชัดเจนหลายครั้งว่าไม่เข้าร่วมอย่างแน่นอน  พรรคเพื่อไทยคงจะต้อง ทนอยู่กับพรรคภูมิใจไทย แบบหวานอมขมกลืน อยากจะเอาออก  แต่ก็กลัว สว. และรวมไทยสร้างชาติ บางส่วนจะออกตามด้วย  คงต้องทนเป็นเบี้ยล่างต่อไป ทั้งๆที่พยายามทำตัวว่า เป็นต่อ  แต่แท้ที่จริงแล้ว ใครถือไพ่เหนือกว่าใครกัน “

เอาแล้ว! ‘สนธิญา’ เตรียมยื่น กกต. สอบ’ธรรมนัส’ 2 เรื่อง

เอาแล้ว! 'สนธิญา' เตรียมยื่น กกต. สอบ'ธรรมนัส' 2 เรื่อง

เอาแล้ว! ‘สนธิญา’ เตรียมยื่น กกต. สอบ’ธรรมนัส’ 2 เรื่อง

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.47 น.

วันที่ 26 เมษายน 2568 นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมจะร้องให้ กกต.สอบ “ธรรมนัส ” จำนวน 2 เรื่องในการเลือกตั้งเขต 8 นครศรีธรรมราช ในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนี้ครับ

1.กรณีที่ “ธรรมนัส” บอกว่าเป็นผู้จัดการรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์ไอชา  “โกหกประชาชนคนไทย”

1.1. หาก ธรรมนัส เป็นผู้จัดการรัฐบาล ทำไมถูกอเปหิปลดออกจากคณะรัฐมนตรี ในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ หลอกลวงให้ประชาชนเข้าใจผิดในคะแนนนิยม ในเขตเลือกตั้งที่ 8 นครศรีธรรมราช หรือเปล่า#

2.กรณีที่ กัน จอมพลัง บอกว่า “ธรรมน้ส”จะจ่ายค่ารถยนต์ให้ลุงป้าที่ไอ้พีช ขับชน หน้าที่ของ ธรรมนัส เหรอครับ 

2.1.และ ทำได้เหรอครับ เพราะ ธรรมนัส ลงไปเป็นผู้หาเสียงขึ้นเวทีเป็นแกนหลักในการปราศรัยที่เขต 8 นครศรีธรรมราชแล้วไปเสนอจะ ให้ หรือสัญญาว่าจะให้ กับประชาชน ทั้งๆที่อยู่ในช่วง หาเสียงภายใต้ พรป.การเลือกตั้ง สส.เขต 8 นครศรีธรรมราช 

” ผมจะร้องให้ กกต.สอบสวนเรื่องนี้ หากผิดจริงดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ในฐานะ ผมเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส.เขต 8 นครศรีธรรรมราชครั้งนี้ ครับ”

007

เศรษฐกิจสะดุด! ‘ขุนคลัง’ย้ำกู้5แสนล.กระตุ้น อ้างนาฬิกาปท.เดินไม่เต็มที่

เศรษฐกิจสะดุด! ‘ขุนคลัง’ย้ำกู้5แสนล.กระตุ้น อ้างนาฬิกาปท.เดินไม่เต็มที่

เศรษฐกิจสะดุด! ‘ขุนคลัง’ย้ำกู้5แสนล.กระตุ้น อ้างนาฬิกาปท.เดินไม่เต็มที่

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เศรษฐกิจสะดุด! ‘ขุนคลัง’ย้ำกู้5แสนล.กระตุ้น อ้างนาฬิกาปท.เดินไม่เต็มที่

“ขุนคลัง” “พิชัย” แจงเหตุต้องกู้เงิน 5 แสนล้านบาท อ้างนาฬิกาประเทศเดินครึ่งๆ ชี้กู้ที่ไหน ต้องดูโครงการก่อน อ้ำอึ้ง! แจกเงินหมื่นวัยรุ่นบอก ใจเย็นๆ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 25 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุนหวชิระ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงแผนการกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ว่า อย่าเพิ่งเรียกว่าแผนการกู้เงินเลย วันนี้สิ่งที่จะทำทุกคนเห็นหมด โดยเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นกว่า จะแก้จบได้ จะมีสองเรื่อง ซึ่งการแก้ไขต่อให้จบในทางที่ดีที่สุด ช่วงนี้ทุกคนคิดไม่ออก เหมือนนาฬิกาหยุดเดินไปครึ่งๆ เดินบ้างไม่เดินบ้าง การค้าหยุดชะงัก บางส่วนเรื่องซื้อ บางส่วนไม่ซื้อ บางส่วนไม่ลงทุนเลย ขอหยุดดู ซึ่งมันมีผลต่อจีดีพีแน่นอนในโลกนี้และนั่นก็ขึ้นอยู่ว่ามันจะแรงไม่แรงอีก ดังนั้นเราขอเดาว่ามีผลต่อจีดีพีแน่นอน และระดับของความรุนแรงขึ้นอยู่กับสิ่งที่มันจะออกมา

“ฉะนั้นวันนี้เราต้องประเมินว่าถ้าระดับธรรมดาเป็นอย่างไร ปานกลาง หรือหนัก เป็นอย่างไร เราก็จะนำมาประเมิน และถ้าเป็นอย่างนั้น คำว่าจีดีพีไม่ดี แปลว่าไม่กินดีอยู่ดี คือ ไม่มีกำลังซื้อ ก็คือไม่มีเงิน ไม่มีการจ้างงาน ก็คือไม่มีการผลิตและบริการที่จะมีเพื่อการส่งออก และบริโภคภายในประเทศ ดังนั้น มันไล่ตามมา เราจึงถามว่าเมื่อต้นเหตุเป็นอย่างนี่จะทำอย่างให้คนมีรายได้น้อยกลับมามีรายได้ ทำให้ประเทศกลับมามีเศรษฐกิจ เพื่อเกิดการจ้างงาน เรื่องนี้ต้องคิด”

เมื่อมาถามเราว่าขนาดของมันเท่าไหร่ ตนคิดว่าไม่ใช่ลงทุนขนาดย่อมๆในควรจะเป็นอะไรที่เราเรียกร้องหามานาน ประเทศไทยเรียกร้องหลายๆอย่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน การส่งออก ปัญหาโครงสร้างที่ทุกคนพูดถึง เราจะหยิบมาวางถูก ซึ่งก็มีอยู่แล้วหลายส่วน แต่หยิบมาดูอย่างน้อยสื่อให้สังคมทราบว่าน่าจะเป็นความจำเป็นของหลายประเทศที่ต้องดูสิ่งเหล่านี ซึ่งเราก็ติดตามความเคลื่อนไหวของอาเซียนตลอด ที่จากการพูดคุยทุกคนลำบากด้วยกันทั้งนั้น เราจะดูแนวทางนี้ประกอบด้วย

“เรื่องนี้ถามว่าไปกู้ที่ไหน ก็ดูเป็นโครงการก่อน และโครงการนั้นต้องตอบโจทย์ว่าจะดีต่ออนาคตประเทศไทย ในเชิงประสิทธิภาพ และเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ก็ขอบอกแค่นี้ ไม่อย่างนั้นจะเป็นการบอกสิ่งที่เกินสถานการณ์ไป”นายพิชัย ย้ำ

เมื่อถามว่า จากสภาพเศรษฐกิจอย่างนี้ เรื่องของเงินหมื่นที่จะแจกกลุ่มวัยรุ่น จะยังอยู่ใช่หรือไม่ นายพิชัย ไม่ตอบคำถามดังกล่าว โดยระบุว่า”ใจเย็นๆ ครับ ขออนุญาตครับ”

นายพิชัย ให้สัมภาษณ์กรณีน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตุถึงการเลื่อนเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อเจรจาเรื่องกำแพงภาษีของทีมไทยแลนด์ ว่าไทยอยู่ในลิสต์ที่สหรัฐฯจะเจรจาด้วยหรือไม่ ว่า เราเลื่อนหรือเขาเลื่อนตนว่าไม่ใช่ประเด็น แต่อยู่ที่ว่าเวลาที่เหมาะสม นั่นคือคำตอบ ถ้าเวลาไม่เหมาะสมเราก็อยากขอเลื่อน เพราะวันนี้เราได้ดูแล้วเวลาและโอกาสที่เหมาะสม ข้อแรกเราไม่ได้เป็นคู่ค้าที่ใหญ่ใน 10 อันดับแรก ถึงแม้เราจะได้เปรียบดุลการค้า ดังนั้นถ้าเขาจะเจรจาอะไรเขาจะมีกรอบ ก็คงต้องเดินตามกรอบของรายใหญ่ ฉะนั้นถ้าเรารู้ว่ารายใหญ่เขาตกลงอะไรได้ในกรอบเราจะได้หันมาปรับเพื่อให้เท่ากัน ดั้งนั้นจังหวะเวลาตนดีใจที่เราไม่รีบไป เพราะยังไงเขาก็ต้องเอากรอบใหญ่และเดี๋ยวจะไม่มีข้อยุติ

นายพิชัย กล่าวว่า ข้อที่สอง เมื่อมีการทำ เราจะได้พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของสิ่งที่เกิดการเจรจา ทางเราได้รักษาสภาพการอย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการในโลกว่ามีการขอพูดคุยเรื่องที่เกี่ยวกับ Tariff และ Non – Tariff และบวกขึ้นไปมากกว่านั้น ซึ่งเงื่อนไขทางการค้าที่เปลี่ยนไป นำมาซึ่งเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ และการเงินที่เปลี่ยนไปและวันนี้ก็เกิดผลกระทบทุกคน ดังนั้นการคุยอาจจะมีเรื่องเงื่อนไขทางการเงินประกอบเงื่อนไขทางการค้าด้วย ก็ต้องเตรียมการเรื่องเหล่านี้ ว่าเราต้องทำอย่างไร ทั้งเรื่องค่าของเงิน อัตราดอกเบี้ย และหลายๆอย่างที่เกี่ยวข้อง เราต้องเตรียมตัวไป ซึ่งแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน

“ฉะนั้นผมคิดว่าใครจะเลื่อน หรือไม่เลื่อน จังหวะเวลาวันนี้เราต้องดูว่าครบถ้วนไหม ถ้าเขาคิดว่าเขาได้กรอบแล้ว เขาอยากคุยกับเรา เขาคงส่งสัญญาณมา และถ้าเราเห็นว่ากรอบครบแล้ว เราก็จะบอกว่าเดี๋ยวจะไปนะ เพราะจริงๆแล้วผมคิดว่าทั้งหมดเลยเป็นร้อยประเทศ สุดท้ายแล้วจะแยกเป็นสองประเภท คือประเภทหนึ่งอยู่ในกรอบที่อธิบายได้ว่าอยู่ในกรอบเดียวกัน แต่เงื่อนไขอาจจะต่างกันบ้างตามสถานะของแต่ละประเทศ” นายพิชัย กล่าว

เมื่อถามว่า ต้องดูท่าทีของจีนกับสหรัฐฯที่จะพูดคุยกันด้วยใช่หรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ถามว่าสำคัญไหม ก็สำคัญ ตนก็เฝ้าจับตาเงื่อนไขนี้ตลอด ก็เห็นพัฒนาการไปในทางที่เราแอบคาดเดาไว้นิดๆอยู่แล้ว ว่ามาทางนี้ ก็ดูอยู่เรื่อยๆ ฉะนั้นก็ภาวนาหวังว่าจะพัฒนาไปทางที่ดีขึ้น คลื่นลูกนี้ก็จะเล็กลง เราก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น ซึ่งจำเป็นมากที่จะต้องดูควบคู่กันไป

ถามต่อว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)พิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลอะไรที่ช่วยได้มากหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า เรื่องตนไม่ค่อยแตะ เพราะมีอยู่ในเงื่อนไขหนึ่งถ้าอ่านให้ดีจากรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เขามีกติกาอยู่ตั้งนาแล้ว เวลาจะทำอะไรไม่อยากเห็นการแทรกแซงค่าเงิน ฉะนั้นเมื่อพูดถึงอัตราดอกเบี้ยจะมีผลต่อค่าของเงิน ฉะนั้นตนคิดว่าไม่ควรพูด แต่ก็เป็นหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยที่เห็นทุกอย่าง ทั้งเศรษฐกิจ สภาพคล่อง ท่านจะต้องไปคิดเองว่าจะทำอย่างไร

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวถึงการรับมือมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้รายประเทศของ “โดนัล ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ว่า ตนได้รับฟังปัญหาจากภาคเอกชนด้านส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ หลายแห่ง ต่างมีความกังวลและต้องการให้รัฐบาลมีความชัดเจนถึงมาตรการการรับมือก่อนจะเข้าสู่ช่วงการเจรจากับ ทรัมป์ แม้ว่าจะอยู่ในช่วง 90 วันที่ไทยยังไม่ถูกเก็บภาษีก็ตาม แต่ผู้ประกอบการภาคส่งออกต่างส่งสัญญาณว่า จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนในอนาคต ซึ่งถือเป็นวาระระดับชาติและไม่เพียงไทยที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น แต่ทั้งอาเซียนและทั่วโลก ต่างก็ได้รับผลกระทบหนักเช่นกัน รัฐบาลจึงต้องมีแผนสำรองเพื่อรับมือและแก้ปัญหาใหญ่ด้านเศรษฐกิจครั้งนี้

ทั้งนี้ นายธนกร เสนอให้ทุกฝ่าย นำโดยรัฐบาล ฝ่ายค้านและภาคเอกชนผู้ประกอบการส่งออก ร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันใช้วิกฤตสงครามการค้าครั้งนี้หารือเพื่อร่วมกันหาแนวทางรับมือที่เป็นทางออกที่ดีที่สุดให้แก่ประเทศไทย ขอให้เตรียมการรับมือไว้หลาย ๆ ด้าน เพื่อเป็นทางเลือกให้กับภาคส่งออกซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย โดยส่วนตัวยอมรับว่า รู้สึกเป็นห่วงกับสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนอย่างมาก เพราะทำให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบไปทั้งหมด หากทรัมป์ ยังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าเก็บภาษีตามที่ได้ประกาศไว้ คาดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกจะตกต่ำอย่างหนักมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และโดยเฉพาะประเทศไทยจะเข้าขั้นวิกฤตอย่างมาก อาจจะแย่ยิ่งกว่าช่วงปี 2563 ที่เกิดการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ด้วยซ้ำ

“ภาคส่งออกขอให้นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ในนามของรัฐบาลไทย รวบรวมข้อมูลทุกด้าน ขอให้ใช้โอกาสนี้ เปิดรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน และระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายค้านและภาคเอกชนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาร่วมกันเสนอแนวทางในการรับมือ กับปัจจัยความเสี่ยงด้านภาษีครั้งนี้ ถึงเวลายุติความขัดแย้งทางการเมืองแต่ให้เป็นโอกาสทุกฝ่ายจะร่วมด้วยช่วยกันช่วยเหลือประเทศไทยของเรา สามารถฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ครั้งนี้ไปให้ได้” นายธนกร ระบุ