‘นฤมล’นำ2รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day ลั่นพร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาให้เหมาะสมที่สุด

'นฤมล'นำ2รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day ลั่นพร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาให้เหมาะสมที่สุด

‘นฤมล’นำ2รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day ลั่นพร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาให้เหมาะสมที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.14 น.

‘นฤมล’นำ 2 รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day 2568  ลั่นพร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาราคายางให้เหมาะสมที่สุด ขอชาวสวนยางอดทนอีกนิด

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2568 และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ หอประชุมโรงเรียนพิปูนสังฆรักษ์ประชาอุทิศ ต.เขาพระ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ความทุกข์ของพี่น้องเกษตรกรก็ถือเป็นความทุกข์ของรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกคน ซึ่งวันนี้ก็มีคนฝากเรื่องของราคายาง ราคาปาล์ม และราคาสินค้าเกษตรทั้งหลาย ให้ช่วยให้ราคาดีขึ้น ตนก็ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่ารัฐบาลโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร และได้สั่งการไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้องในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานในสังกัดทั้งหลายให้ลงมากำกับดูแลในเรื่องนี้อย่างจริงจังว่าจะต้องใช้กลไกใดในการแก้ไขให้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรอย่างเด็ดขาด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯสิ่งที่รับผิดชอบได้เต็มไม้เต็มมือ ก็คือ ยางพารา เพราะการยางแห่งประเทศไทยอยู่กับเรา และเรามีคณะกรรมการควบคุมยางพาราภายใต้ตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯรักษาการ พ.ร.บ.ฉบับนี้อยู่ ซึ่งช่วงก่อนหน้านี้ตั้งแต่ยุครัฐมนตรีธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ปราบปรามยางพาราเถื่อนอย่างจริงจังและขันน็อตทุกจุด ทำให้ชาวสวนยางมีความสุขกับราคายางมากว่าหนึ่งปี และเริ่มจะมามีปัญหาในช่วงเดือนเมษายนนี้ เนื่องจากนโยบายของทรัมพ์ที่ประกาศขึ้น tariffs หลังจากนั้นเป็นวันหยุดยาว และเมื่อตลาดยางเปืดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ราคายางทุกชนิดปรับลงวันเดียว 10-12 บาทต่อกิโลกรัม 

“วานนี้ได้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการควบคุมยาง เพื่อทำความเข้าใจกับภาคเอกชน และบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมยาง ซึ่งหลังการประชุมดังกล่าว วันนี้ 24 เม.ย.2568 ราคายางพาราทุกชนิด ได้ปรับขึ้นมา 3 บาทถึง 10.3 บาทต่อกิโลกรัม และเราก็หวังว่า ราคาจะบวกขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น หากภาคเอกชนยังมีการกดราคาพี่น้องเกษตรกรอีก เราก็จะใช้กฎหมายที่มีอยู่ในมือบังคับใช้เพื่อให้ราคายางพาราอยู่ในราคาที่เหมาะสมที่สุด”

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า รัฐบาลมีภารกิจในการดูแลเกษตรกรของพระราชาให้ได้รับความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อมีมาตรการภาษีทรัมพ์ออกมา ท้ายที่สุดต้องมีคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา หรือผู้ส่งออก ผู้รับซื้อในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ควรต้องเป็นพี่น้องเกษตรกรคนไทยที่เป็นคนจ่าย ดังนั้น ขอให้พี่น้องชาวสวนยางอดทนรอกันนิดหนึ่ง และขอให้สบายใจได้ว่า เราจะพยายามทำทุกวิถีทางให้ราคายางพารากลับมาอยู่ในจุดเดิมที่พี่น้องพึงพอใจที่สุด  

ด้าน นายอัครา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ตั้งใจมาส่งเสริมองค์ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนการผลิต และรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งจะเป็นการบ้านที่กระทรวงเกษตรฯ จะต้องนำกลับไปหาแนวทางแก้ไข เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

ส่วนนายอิทธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้านายของพวกเราคือพี่น้องประชาชนทุกท่าน เราพร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน และพร้อมแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยการจัดงานในวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกร ได้นำองค์ความรู้ไปต่อยอด นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมุ่งส่งเสริมปัจจัยการผลิต ทั้งในเรื่องการพัฒนาดินและแหล่งน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรต่อไป

ก.เกษตรฯ งัดกม.แก้ปัญหาราคายาง

ก.เกษตรฯ งัดกม.แก้ปัญหาราคายาง

ก.เกษตรฯ งัดกม.แก้ปัญหาราคายาง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.44 น.

รมว.นฤมล นำ 2 รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day 2568 ขอชาวสวนยางอดทนอีกนิด ลั่น พร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาราคายางให้เหมาะสมที่สุด

วันนี้ (24 เม.ย.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2568 และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร และนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ รวมถึงผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่โรงเรียนพิปูนสังฆรักษ์ประชาอุทิศ ต.เขาพระ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช

สำหรับการจัดงานดังกล่าวทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมบูรณาการทำงาน สนับสนุนเกษตรกรให้เรียนรู้การวางแผนการผลิต และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านกลไกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งขณะนี้กำลังเข้าสู่ฤดูกาลผลิตไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ โดยเฉพาะทุเรียนพื้นที่ภาคใต้ตอนบน เป็นการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศจีน) จำเป็นต้องส่งเสริมและสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐาน GAP ซึ่งบางพื้นที่ผลผลิตจะออกในช่วงต้นฤดูกาลผลิต ต่อเนื่องจากภาคตะวันออก เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราชบางส่วน ได้แก่ อ.พิปูน อ.ลานสกา อ.ฉวาง และ อ.ช้างกลาง เป็นต้น ดังนั้นการจัดกิจกรรมวัน Field Day จะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมการเกษตรที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ มุ่งเน้นการป้องกันการผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตรไปสู่สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ความทุกข์ของพี่น้องเกษตรกรถือเป็นความทุกข์ของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งวันนี้มีคนฝากเรื่องของราคายาง ราคาปาล์ม และราคาสินค้าเกษตรทั้งหลาย ให้ช่วยให้ราคาดีขึ้น ตนขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน ว่ารัฐบาลที่นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร และได้สั่งการไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้องในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานในสังกัด ให้กำกับดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง ว่าจะต้องใช้กลไกใดบ้างในการแก้ไขให้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรอย่างเด็ดขาด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ สิ่งที่รับผิดชอบได้เต็มไม้เต็มมือ ก็คือยางพารา เพราะการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีคณะกรรมการควบคุมยางพารา ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 ที่ รมว.เกษตรฯ รักษาการ พ.ร.บ.ฉบับนี้อยู่ ช่วงก่อนหน้านี้ตั้งแต่ยุค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมว.เกษตรฯ  ได้ปราบปรามยางพาราเถื่อนอย่างจริงจัง และขันน็อตทุกจุด ทำให้ชาวสวนยางมีความสุขกับราคายาง มากว่า 1 ปี และเริ่มจะมีปัญหาช่วงเดือนเมษายนนี้ เนื่องจากนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ประกาศขึ้น tariffs จากนั้นก็เป็นช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ เมื่อตลาดยางเปิด ราคายางทุกชนิดปรับลง 10-12 บาทต่อกิโลกรัม ทันที

“ได้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการควบคุมยางฯ เพื่อทำความเข้าใจกับภาคเอกชน และบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมยาง ซึ่งภายหลังการประชุมดังกล่าว ราคายางพาราทุกชนิดได้ปรับขึ้นมา 3-10.3 บาทต่อกิโลกรัม เราหวังว่าราคาจะบวกขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นหากภาคเอกชน ยังมีการกดราคาพี่น้องเกษตรกรอีก ก็จะใช้กฎหมายที่มีอยู่ในมือ บังคับใช้ เพื่อให้ราคายางพาราอยู่ในราคาที่เหมาะสมที่สุด” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีภารกิจในการดูแลเกษตรกรของพระราชาให้ได้รับความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อมีมาตรการภาษีทรัมป์ ออกมา ท้ายที่สุดต้องมีคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา หรือผู้ส่งออก ผู้รับซื้อในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ควรต้องเป็นพี่น้องเกษตรกรคนไทยที่เป็นคนจ่าย ดังนั้น ขอให้พี่น้องชาวสวนยางอดทนรอกันนิดหนึ่ง และขอให้สบายใจได้ว่า เราจะพยายามทำทุกวิถีทางให้ราคายางพารากลับมาอยู่ในจุดเดิมที่พี่น้องพึงพอใจที่สุด

ด้านนายอัครา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ตั้งใจส่งเสริมองค์ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนการผลิต และรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งจะเป็นการบ้านที่กระทรวงเกษตรฯ จะต้องนำกลับไปหาแนวทางแก้ไข เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ขณะที่นายอิทธิ กล่าวว่า เจ้านายของพวกเราคือพี่น้องประชาชนทุกคน เราพร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน และพร้อมแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างความยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกร ได้นำองค์ความรู้ไปต่อยอด  นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังมุ่งส่งเสริมปัจจัยการผลิต ทั้งเรื่องการพัฒนาดินและแหล่งน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรต่อไป

015

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินเยือน สปป.ลาว

'อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน'เฝ้าฯรับเสด็จ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' เสด็จพระราชดำเนินเยือน สปป.ลาว

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินเยือน สปป.ลาว

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.31 น.

“อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน”เฝ้าฯรับเสด็จ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

วันพุธที่ 23 เมษายน 2568 เวลา 15.45 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทรงเปิดอาคาร 30 ปี จากนั้น ทรงทอดพระเนตรนิทรรศการผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร ห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ งามสม ผู้อำนวยการกองแผนงาน นายบุญช่วย ช่วยระดม ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับเสด็จ

สำหรับศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งอยู่ที่บ้านนายาง เมืองนาซายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ กิโลเมตรที่ 22 ซึ่งเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2537 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) อย่างเป็นทางการ มีพื้นที่ประมาณ 325 ไร่ มีลำห้วย 2 สาย คือ ห้วยซอนและห้วยซั้ว ล้อมรอบพื้นที่ศูนย์ฯ การบริหารโครงการฯ ดำเนินการในรูปแบบ “คณะทำงานฝ่ายไทย” ประกอบด้วย สำนักงาน กปร. กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมปศุสัตว์ กรมประมง สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ และ “คณะทำงานฝ่ายลาว” ประกอบด้วย กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ นครหลวงเวียงจันทน์ เมืองนาซายทอง เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบาย วางแผน และบริหารงานโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยใช้แนวทางของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีภารกิจหลัก ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแหล่งน้ำ การจัดทำกิจกรรมในด้านต่างๆ ประกอบด้วย การสาธิตด้านการประมง ปศุสัตว์ พัฒนาที่ดินและพัฒนาด้านพืช การให้บริการผลิตพันธุ์ปลา พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และการฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรที่มาศึกษาดูงานทั่วไป โดยมุ่งเน้นที่เกษตรกรหมู่บ้านเป้าหมายรอบศูนย์ฯ และขยายขอบเขตการให้บริการมาโดยตลอด รวมทั้งการพัฒนาให้คำแนะนำทางวิชาการ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาด้านการเกษตรอย่างยั่งยืน

– 006

SLR จับมือสภาเอสเอ็มอี สร้างความรู้ สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในยุคดิจิทัล

SLR จับมือสภาเอสเอ็มอี สร้างความรู้ สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในยุคดิจิทัล

SLR จับมือสภาเอสเอ็มอี สร้างความรู้ สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในยุคดิจิทัล

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.07 น.

บริษัท Social Life Republic โดย นายสุธรรม ศรีเมฆานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) จัดแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ “Thailand LIVE for LIFE – ประเทศไทยต้องไปต่อ” โดย Social Life Republic (SLR) จับมือ สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนประเทศด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียว” เพื่อสร้างความรู้ สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในยุคดิจิทัล ได้รับเกียรติอย่างสูงจาก คุณสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ โดยมีคุณกระทรวง จารุศิริ ประธานที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าววัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการ และคุณทอม เครือโสภณ ประธานที่ปรึกษาโครงการพิเศษฯ กล่าวถึงเป้าประสงค์และประโยชน์ของโครงการ นอกจากนี้ยังมีแขกผู้มีเกียรติ ดารา นักแสดง อาทิ แก้มบุ๋ม ปรียาดา , พีท กันตพร , แน็ก ชาลี , เบิ้ล ปทุมราช , เต๊ะ ศตวรรษ เศรษฐกร และอินฟูลเอนเซอร์ชื่อดังมาร่วมงานอย่างคับคั่ง  ณ Sky Lobby at SF World Cinema ณ ศูนย์การค้า CentralWorld ชั้น 8

ในวันที่ประเทศไทยเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง คนรุ่นใหม่จบใหม่แต่ตกงาน คนวัยทำงานไม่มีทางเลือกมากพอ “SLR – Social Life Republic” แพลตฟอร์มใหม่ที่ไม่ใช่แค่พื้นที่เรียนรู้ แต่คือโอกาสในการ“เริ่มต้นใหม่” ให้คนไทยทุกคนสามารถสร้างอาชีพได้จริง เพียงมีมือถือเครื่องเดียว และที่สำคัญ เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

นายสุธรรม ศรีเมฆานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท Social Life Republic กล่าวถึงเจตนารมณ์ของโครงการว่า แพลตฟอร์ม SLR ได้รับการออกแบบ ให้เป็น Community แห่งการเรียนรู้จริง ลงมือจริง และต่อยอดด้านการขายสินค้าได้จริง โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากวิทยากร และผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้า จากหลากหลายวงการ อาทิ ด้านคอนเทนต์ ด้านการตลาด ด้านการขายของออนไลน์ และด้านการสร้างตัวตนให้โลกยุคดิจิตอล เพื่อสร้างเส้นทางอาชีพใหม่ที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการผลักดันทางเศรษฐกิจดิจิตอลและการพัฒนาอาชีพของภาครัฐ

นอกจากนี้ SLR ยังเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และผู้ผลิตสินค้าในประเทศไทย โดยเชื่อมโยงผู้เรียนเข้ากับสินค้าคุณภาพ เพื่อผลักดันโอกาสด้านยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ และการมีอาชีพ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากอีกด้วย

โครงการนี้เปิดรับผู้สนใจทุกกลุ่ม ไม่จำกัดเพศ วัย หรือประสบการณ์ ใครก็ตามที่มีฝัน อยากเรียนรู้ อยากเริ่มต้นใหม่ หรืออยากมีรายได้เพิ่ม ก็สามารถเข้าร่วมได้ทันทีผ่านการลงทะเบียนออนไลน์ สิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับ : คอร์สออนไลน์เรียนฟรี 100% เวิร์กชอป LIVE สดกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการ พื้นที่แสดงผลงาน / ร้านค้าบนแพลตฟอร์มร่วม การจับคู่โอกาสกับพาร์ทเนอร์ธุรกิจจริง การสนับสนุนด้าน Content และการตลาด และสิทธิ์เข้าร่วมคอมมูนิตี้คนไฟแรงที่พร้อมเติบโตไปด้วยกัน เพราะ “ชีวิต” ไม่ควรรอให้พร้อม แต่อยากให้เริ่มเลย ถ้ากล้าก้าว SLR – Social Life Republic คือคำตอบของคนยุคใหม่ ที่ไม่อยากรอแค่ทางเลือกจากระบบ แต่ขอสร้างทางรอดด้วยตัวเอง เริ่มเรียนรู้และสร้างอาชีพได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสมัครเข้าร่วมโครงการ ได้ที่ : http://www.SocialLifeRepublic.com

-(016)

ม.เกษตร จัดงาน Thailand Robot & Coding Challenge 2025 พัฒนาเยาวชนไทย สู่การเป็น ‘นักคิด นักประดิษฐ์ และนักนวัตกรรมแห่งอนาคต’

ม.เกษตร จัดงาน Thailand Robot & Coding Challenge 2025 พัฒนาเยาวชนไทย สู่การเป็น ‘นักคิด นักประดิษฐ์ และนักนวัตกรรมแห่งอนาคต’

ม.เกษตร จัดงาน Thailand Robot & Coding Challenge 2025 พัฒนาเยาวชนไทย สู่การเป็น ‘นักคิด นักประดิษฐ์ และนักนวัตกรรมแห่งอนาคต’

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.28 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงาน Thailand Robot & Coding Challenge 2025  ‘หนูน้อยวิศวกร อัจฉริยะสร้างได้ตั้งแต่เด็ก’ พัฒนาเยาวชนไทย สู่การเป็น ‘นักคิด นักประดิษฐ์ และนักนวัตกรรมแห่งอนาคต’

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงาน Thailand Robot & Coding Challenge 2025  เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย ให้ก้าวสู่การเป็น ‘นักคิด นักประดิษฐ์ และนักนวัตกรรมแห่งอนาคต’ ผ่านการเรียนรู้ด้านหุ่นยนต์และการเขียนโปรแกรม ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อโลกยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรม 5.0

โดยมุ่งหวังอยากเชิญชวนน้อง ๆ ผู้ปกครอง และคุณครู ที่สนใจหลักสูตรทักษะด้านวิศวกรรมสำหรับเด็ก เข้าร่วมชมนิทรรศการ และ ชมการแข่งขัน THAILAND ROBOT & CODING CHALLENGE 2025  “หนูน้อยวิศวกร อัจฉริยะสร้างได้ตั้งแต่เด็ก” พบหุ่นยนต์กู้ภัย ที่ประยุกต์ใช้ได้จริงเมื่อเกิดภัยพิบัติ จากฝีมือเยาวชนไทย วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2568 นี้ เวลา 09.00-18:00 น. ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ

https://maps.app.goo.gl/tfqpPbrs4NkKqKht6?g_st=il ลงทะเบียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

ศ.ดร.วันชัย ยอดสุดใจ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์  กล่าวว่า งาน   Thailand Robot & Coding Challenge 2025  คือการเปิดพื้นที่ให้เด็กไทยได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม ผ่านการลงมือทำจริงในรูปแบบการแข่งขันระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจ และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับนักสร้างนวัตกรรมรุ่นใหม่ของชาติ เราเชื่อว่าทุกไอเดียเล็กๆ ของเด็กในวันนี้ หากได้รับการส่งเสริมอย่างถูกทาง จะสามารถเติบโตเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้าได้ และนี่คือภารกิจที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ให้ความสำคัญ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรี โตแก้ว ทองรัตนะ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ มีความพิเศษ คือมีการสร้างทักษะหุ่นยนต์และการเขียนโปรแกรมให้กับเยาวชนเพื่อใช้สร้างแรงบันดาลใจและสะท้อนวิสัยทัศน์เชิงการศึกษาและอนาคต: “เพราะอนาคตของประเทศขึ้นอยู่กับศักยภาพของเยาวชนในวันนี้

การสร้างทักษะด้านหุ่นยนต์และการเขียนโปรแกรมให้กับเด็กและเยาวชน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสอนให้พวกเขาใช้งานเทคโนโลยีเท่านั้น แต่คือการปลูกฝัง ‘ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21’ ซึ่งประกอบด้วยการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกัน และความคิดสร้างสรรค์ เมื่อเด็กได้ฝึกคิด ฝึกสร้าง และฝึกแก้ไขผ่านโครงงานจริง พวกเขากำลังเรียนรู้ที่จะไม่หยุดอยู่แค่การเป็นผู้บริโภคเทคโนโลยี แต่กำลังพัฒนาไปสู่การเป็น นักออกแบบ นักพัฒนา และนักสร้างสรรค์นวัตกรรม เราจึงต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เยาวชนไทยมีทักษะพร้อมสำหรับโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และสามารถเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้วยนวัตกรรมที่เกิดจากมันสมองของคนไทยเอง”

การจัดงานในครั้งนี้ มีการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยสำหรับเด็ก 13-17 ปี

•  เด็กจะได้ฝึก การเขียนโปรแกรมและการควบคุมหุ่นยนต์ อย่างมีระบบ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคดิจิทัล

•  ได้ใช้ กระบวนการคิดเชิงวิศวกรรม (Engineering Design Process) เพื่อวิเคราะห์ปัญหา วางแผน ทดลอง และปรับปรุงซ้ำๆ

•  ได้ฝึก การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน ในสถานการณ์จำลองที่เสมือนจริง เช่น การกู้ภัยในพื้นที่จำกัดหรืออันตราย

•  ได้เรียนรู้ การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการแบ่งบทบาทหน้าที่ อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหัวใจของการทำงานในอนาคต

•  และที่สำคัญที่สุด เด็กจะได้ พัฒนาความกล้าในการคิด กล้าลอง และกล้าล้มเหลว ซึ่งเป็นคุณสมบัติของนักนวัตกรรมในศตวรรษที่ 21

1. ระบบควบคุมและโปรแกรมมิ่ง (Control & Programming)

• ไมโครคอนโทรลเลอร์ เช่น Arduino, ESP32, Raspberry Pi

• การเขียนโปรแกรมด้วย C/C++, Python, Blockly, ROS (Robot Operating System)

2. ระบบขับเคลื่อน (Mobility & Actuation)

• ล้อ (wheels), ตีนตะขาบ (tracks), แขนกล (manipulator arm)

• มอเตอร์ DC, เซอร์โวมอเตอร์, สเต็ปเปอร์มอเตอร์

3. ระบบตรวจจับและนำทาง (Sensors & Navigation)

• Ultrasonic sensors, Infrared sensors สำหรับตรวจจับระยะ

• Gyroscope / Accelerometer (IMU) สำหรับการรักษาสมดุล

• Camera / Computer Vision สำหรับตรวจจับภาพและวัตถุ

• LiDAR / Laser Scanner สำหรับสร้างแผนที่ของพื้นที่ (ใช้ในระดับสูง)

4. ปัญญาประดิษฐ์และ Machine Learning (AI & ML)

• ตรวจจับผู้ประสบภัยจากภาพถ่ายหรือเสียง

• วิเคราะห์เส้นทางและอุปสรรค (Path planning, Object detection)

• ระบบจำแนกสิ่งของ (Classification)

5. พลังงานและระบบไฟฟ้า (Power & Electrical System)

• แบตเตอรี่ Li-ion, ระบบชาร์จ

• ระบบควบคุมพลังงานเพื่อให้ใช้งานได้ยาวนาน

6. การสื่อสาร (Communication)

• Wi-Fi, Bluetooth หรือ RF สำหรับควบคุมจากระยะไกล

• ระบบ Streaming Video สำหรับควบคุมแบบเห็นภาพจริง (FPV)

-(016)

ม.สยาม จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรธรรมศึกษา หลักสูตรธรรมศึกษาชั้นตรี – ชั้นโท – ชั้นเอก ประจำปีการศึกษา 2567

ม.สยาม จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรธรรมศึกษา หลักสูตรธรรมศึกษาชั้นตรี - ชั้นโท - ชั้นเอก ประจำปีการศึกษา 2567

ม.สยาม จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรธรรมศึกษา หลักสูตรธรรมศึกษาชั้นตรี – ชั้นโท – ชั้นเอก ประจำปีการศึกษา 2567

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.24 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดเชตุพนวิมลมังคลาราม ราขวรมหาวิหาร เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรธรรมศึกษาแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยสยามผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรธรรมศึกษาชั้นตรี ชั้นโท และชั้นเอก ประจำปี 2567 จำนวน  401  คน โดยมี ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม และคณะผู้บริหาร นักศึกษา ถวายการต้อนรับ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 12 มหาวิทยาลัยสยาม

-(016)

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงลงพระนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่าง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงลงพระนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่าง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงลงพระนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่าง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.11 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงลงพระนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่าง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงลงพระนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัย เรื่อง การพัฒนางานวิจัยและการบริการจากระบบข้อมูลสารสนเทศสุขภาพ ด้านการบริการสาธารณสุขของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระหว่าง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยมีคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมในพิธีฯ ณ ห้อง 3D – 301 ชั้น ๓ อาคารคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ถวายรายงานถึงการลงพระนามและลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ด้วยพระปรีชาสามารถและด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการผลิตบัณฑิต และพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเป็นเลิศในวิชาชีพ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนองพระราชปณิธาน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน จึงได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพ ซึ่งเป็นหลักสูตรระดับปริญญาตรีร่วมระหว่าง ๒ สถาบัน หลักสูตรแรกในประเทศไทยที่มีการผสานความรู้ข้ามศาสตร์ โดยความร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยบัณฑิตของหลักสูตรจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานและมีทักษะทางวิศวกรรมข้อมูลในการพัฒนาระบบและนวัตกรรม ตลอดจนมีทักษะในการบริหารจัดการ วิเคราะห์ฐานข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ เพื่อตอบโจทย์การรักษาและการวิจัย โดยมีรูปแบบการเรียนการสอนแบบบูรณาการกับการทำงานในสถานที่ปฏิบัติงานจริง 

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้พิจารณาเห็นว่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นองค์กรที่มีความโดดเด่นอย่างมากในด้านการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และเป็นแหล่งข้อมูลด้านการแพทย์และสาธารณสุขขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยเฉพาะข้อมูลที่เชื่อมโยงกับระบบบริการสุขภาพ จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นแหล่งให้ความรู้และประสบการณ์ในการทำงานให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ ๓ และเป็นแหล่งข้อมูลเพื่อดำเนินการโครงงานวิจัยของนักศึกษาชั้นปีที่ ๔  อีกทั้ง สปสช. ยังเป็นสถานที่ใช้ทุนของบัณฑิตหลักสูตรวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยมีแนวโน้มความต้องการของบัณฑิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นอกจากความร่วมมือในการเป็นแหล่งฝึกงาน และแหล่งใช้ทุนของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนแล้ว ทาง สปสช. ยังได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในการพัฒนางานวิจัยระดับชาติร่วมกัน จึงเกิดความร่วมมือระหว่างสองสถาบัน เพื่อพัฒนางานวิจัยโดยใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศสุขภาพด้านการบริการสาธารณสุขของ สปสช. และ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยมีวัตถุประสงค์ของความร่วมมือ เพื่อพัฒนางานวิจัยและการบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขโดยการใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศสุขภาพด้านการบริการสาธารณสุขของ สปสช. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งสามารถนำข้อมูลไปใช้เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย และพัฒนานโยบายสุขภาพของประเทศโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ รวมทั้งเพื่อสนับสนุนให้เกิดการนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์และสาธารณสุขไปใช้บริหารจัดการทรัพยากรด้านสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ตลอดจนการส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ยาโดยเฉพาะยามะเร็งมุ่งเป้าและเวชภัณฑ์ที่พัฒนาโดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

-(016)

Greenbell Wellness Center ชวนเปิดประสบการณ์การดูแลสุขภาพระดับพรีเมี่ยม ด้วยเวชศาสตร์ฟื้นฟูแบบองค์รวม

Greenbell Wellness Center ชวนเปิดประสบการณ์การดูแลสุขภาพระดับพรีเมี่ยม ด้วยเวชศาสตร์ฟื้นฟูแบบองค์รวม

Greenbell Wellness Center ชวนเปิดประสบการณ์การดูแลสุขภาพระดับพรีเมี่ยม ด้วยเวชศาสตร์ฟื้นฟูแบบองค์รวม

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.06 น.

“ความสุข” อาจจะหาซื้อไม่ได้ แต่สามารถสร้างได้ ถ้าคุณมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี ที่ “Greenbell Wellness Center” ศูนย์บริการสุขภาพแบบองค์รวมแห่งใหม่ใจกลางเมือง ให้บริการดูแลสุขภาพ (Body & Soul) และความงาม (Beauty) แบบองค์รวม ช่วยคุณสร้างความสุขได้ในแบบของคุณเอง ภายใต้แนวคิด The First Wealth is Health การมีสุขภาพดีคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต ที่บริหารงานโดย สุชาดา ชาญเศรษฐิกุล นักธุรกิจหญิงแกร่งแห่งวงการทันตกรรม ผู้นำเข้าอุปกรณ์ทางทันตกรรมรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งปัจจุบันวางมือและหันมาเริ่มต้นธุรกิจด้านสุขภาพความงาม เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเช่นเดียวกับเธอ

“ดิฉันทำงานอยู่ในวงการทันตกรรมมา 40 กว่าปี จนอายุใกล้ 70 ก็รีไทร์ตัวเอง พอไม่ได้ทำงานก็เริ่มเครียด เป็นโรคภูมิแพ้ เลยอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้สูงอายุ”

โดยเริ่มต้นจาก คลินิกกายภาพบำบัด Greenbell Medical Clinic ที่ให้บริการดูแลนักกีฬา ผู้สูงอายุ และคนทำงานที่มีปัญหาสุขภาพ โดยตรวจหาสาเหตุของอาการปวด การบาดเจ็บที่เกิดจากการเล่นกีฬา อาการปวดจากการทำงานหรือออฟฟิศซินโดรม โดยทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัดที่มากประสบการณ์ ด้วยอุปกรณ์ทันสมัย เช่น เทคนิคการบำบัดด้วยมือ บำบัดรักษาหลังการผ่าตัด ฝึกความยืดหยุ่น บำบัดรักษาผู้ป่วยไขสันหลัง ฟื้นฟูระบบประสาทและสมอง เป็นต้น

และเพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแบบยั่งยืน สุชาดาจึงต่อยอดธุรกิจดูแลสุขภาพแบบองค์รวม คือ Green Bell Wellness Center คลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูแบบครบวงจร (Anti-Aging and Regenerative Clinic) เพื่อให้บริการตรวจสุขภาพเชิงลึก และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ภายใต้การดูแลจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมตรวจสุขภาพเชิงลึก เพื่อประเมินสภาวะสุขภาพโดยรวม ค้นหาความเสี่ยงหรือโรคที่ซ่อนอยู่ เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลและรักษาที่เหมาะสมได้ และยังมีโปรแกรมการดูแลสุขภาพจิตเฉพาะบุคคล เพื่อการสร้างสมดุล ระหว่างจิตใจและร่างกาย โดยผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาที่มีประสบการณ์ เพื่อให้ผู้ใช้บริการมีสุขภาพจิตที่แข็งแรง และเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างแท้จริง

แพทย์​หญิง​ มิ่งมุกดา​ ใจอิ่มศิล (ว.58992) (แพทย์​เฉพาะ​ทาง​ด้าน​ความงามและชะลอวัย​ Green​bell​ Wellness Center) Mr.Jeremiah Jun Lee MD. Greenbell Medical Clinic เผยว่า แม้ว่า Greenbell Wellness Center จะเป็นน้องใหม่ทางด้านสุขภาพความงาม แต่ด้วยประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงทางการแพทย์มากว่า 40 ปี บวกวิสัยทัศน์ที่มองเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน คุณสุชาดาจึงตั้งใจทำให้ Greenbell Wellness Center เป็นศูนย์สุขภาพและความงามระดับพรีเมี่ยม ที่ผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำสมัยเข้ากับศาสตร์ชะลอวัย โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง ที่พร้อมดูแลคุณในทุกมิติ เพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพและความงามแบบครบวงจรอย่างแท้จริง

วันนี้ Greenbell Medical Clinic และ Greenbell Wellness Center พร้อมให้บริการด้านสุขภาพ ความงาม และกายภาพบำบัด ครบจบในที่เดียว ด้วยการบริการระดับพรีเมี่ยม ดูแลเอาใจใส่คุณตลอดการรักษาดุจคนในครอบครัว “ที่กรีนเบลล์ เราเน้นเรื่องการป้องกันมากกว่าการรักษา เรามีความเชื่อมั่นว่าคนเราจะมีความสุขที่สมบูรณ์จริงๆ ต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ พวกเราโชคดีที่อยู่ในยุคที่มีอุปกรณ์และนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเจ็บหลัง เจ็บเข่า สามารถรักษาได้ ดังนั้นถ้ามีเวลาและความพร้อม ดิฉันอยากให้ทุกคนเข้ามาดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจก่อนที่จะป่วยนะคะ” สุชาดา กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

GLO ติวเข้ม เสริมภูมิคุ้มกันเยาวชนไทย รู้เท่าทันภัยการพนัน

GLO ติวเข้ม เสริมภูมิคุ้มกันเยาวชนไทย รู้เท่าทันภัยการพนัน

GLO ติวเข้ม เสริมภูมิคุ้มกันเยาวชนไทย รู้เท่าทันภัยการพนัน

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.00 น.

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) จัดกิจกรรม “สร้างการมีส่วนร่วมและสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้เกิดความรับรู้และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับโทษของการพนัน แนวทางการป้องกัน และเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจสลาก” ภายใต้โครงการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการพนัน ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานฯ และกลุ่มเยาวชน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จังหวัดนนทบุรี

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า นอกจากภารกิจหลักในด้านการพิมพ์ การจำหน่าย การออกรางวัล และการจ่ายรางวัลแล้ว สำนักงานฯ ยังให้ความสำคัญต่อการดูแลและรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะการบรรเทาผลกระทบจากปัญหาการพนัน ที่ยังคงแพร่หลายอยู่ในสังคมไทย และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากปัญหาการพนันออนไลน์ ส่งผลกระทบต่อเยาวชนไทยในวงกว้าง และอาจส่งผลให้เกิดปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจในระยะต่อไป

กิจกรรมดังกล่าว สำนักงานฯ มีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการพนันในกลุ่มเยาวชน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดและทักษะการตัดสินใจ และเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโทษของการพนัน ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ และรู้เท่าทัน ซึ่งจะช่วยให้เยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลในสังคม

ภายในกิจกรรมประกอบด้วยกิจกรรมให้ความรู้หลากหลายรูปแบบ อาทิ การฉาย VDO Presentation เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจสลากอย่างมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคและสังคมในฐานะผู้ให้บริการเกมเสี่ยงโชค (Responsible Gaming หรือ RG) ภายใต้การรับรองของสมาคมสลากกินแบ่งโลก (WLA) 

การเสวนา “รู้เท่าทันการพนัน” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงการพูดคุยกับ Influencers ชื่อดังจากช่อง thammachad อย่าง คุณธรรมชาติ โยธาจุล ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์และมุมมองการใช้ชีวิตห่างไกลจากการพนัน และกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมในรูปแบบที่สร้างสรรค์

“สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลตระหนักถึงบทบาทความรับผิดชอบต่อสังคม และดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์องค์กรสลาก มุ่งเน้นนวัตกรรม ส่งเสริมเศรษฐกิจ สังคม เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยมุ่งหวังให้กิจกรรมในครั้งนี้เป็นแรงผลักดันให้เยาวชนไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ ปราศจากพฤติกรรมเสี่ยง และมีภูมิคุ้มกันทางความคิดอย่างยั่งยืน”

หากคุณหรือคนใกล้ชิดเริ่มรู้สึกกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสลากที่มากเกินพอดี สามารถขอคำปรึกษาได้ที่ GLO Call Center 0 2528 9999 กด 9 (วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.30 – 15.30 น.

-(016)

‘TRSC x GQ’ จับมือยกระดับชุดสครับแห่งอนาคตตที่คิดเพื่อคนทำงานจริง

'TRSC x GQ' จับมือยกระดับชุดสครับแห่งอนาคตตที่คิดเพื่อคนทำงานจริง

‘TRSC x GQ’ จับมือยกระดับชุดสครับแห่งอนาคตตที่คิดเพื่อคนทำงานจริง

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.56 น.

TRSC x GQ การจับมือของสองผู้นำด้านนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา สู่การยกระดับชุดสครับแห่งอนาคตตที่คิดเพื่อคนทำงานจริง

การพบกันของสองผู้นำแห่งนวัตกรรม เมื่อ TRSC International Eye and Vision Center ศูนย์รักษาสุขภาพดวงตาและแก้ไขสายตาชั้นนำ ผู้นำการรักษา LASIK & ReLEx แห่งแรกของประเทศไทย

จับมือกับ GQ Apparel ผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องแต่งกาย

โดยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา GQ Apparel ได้เปิดตัว GQ Pro MED Scrubs (Professional Modern Essential Design) แบรนด์ชุดสครับสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ผ่านการดีไซน์ของ GQ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนวัตกรรมเครื่องแต่งกายที่สร้างสรรค์เสื้อผ้าคุณภาพเป็นเวลายาวนานกว่า 50 ปี ด้วยความชำนาญและประสบการณ์จากเสื้อผ้าพร้อมฟังก์ชันที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมกางเกงในไข่เย็น กางเกงยีนส์เย็น และเสื้อเชิ้ตผ้าสะท้อนน้ำ

ในครั้งนี้ GQ ได้ขยายขอบเขตการออกแบบเพื่อคนรักงานไปสู่วงการการแพทย์

ซึ่งกว่าจะลงตัวเป็น GQ Pro MED Scrubs ที่ทุกคนได้เห็น ต้องผ่านเวลาทำงานกว่า 2 ปี ค้นคว้าวิจัยยาวนานนับ 1,000 ชั่วโมง ร่วมกับแพทย์หลากหลายสาขา รวมถึงปรึกษากับจักษุแพทย์จาก TRSC โดยตรง เพื่อให้สามารถเข้าใจและแก้ปัญหาต่างๆ ที่พบในชุดสครับที่บุคลากรทางการแพทย์ใช้ในปัจจุบัน จนได้เป็นชุดสครับที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันจากข้อมูลจริงของคนทำงานจริง

ในฐานะผู้นำการรักษาสุขภาพดวงตาและแก้ไขสายตา เรามุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์ การรักษา การบริการ และค้นหาเทคโนโลยี เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลรักษาสุขภาพดวงตาและแก้ไขสายตาอย่างต่อเนื่อง TRSC International Eye and Vision Center  เราเชื่อว่าชุดสครับไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องแต่งกายของแพทย์ หรือบุคคลากรทางการแพทย์ วิชาชีพการสาธารณสุข แต่เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมืออาชีพ สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ต้องพร้อมทั้งในแง่ของสมรรถนะการทำงาน ความน่าเชื่อถือในการให้การตรวจวินิจฉัย พร้อมคำปรึกษา และการให้บริการระดับสากล

“จริงๆ แล้วแพทย์กับชุดสครับแยกกันไม่ออกนะครับ ดังนั้นต้องมีความรู้สึกที่ดี กระชับกับตัว ทำให้ทำงานได้คล่องตัว ไม่รบกวนการทำงาน”

นพ. เอกเทศ ชันซื่อ ผู้อำนวยการแพทย์ TRSC International Eye and Vision Center

การร่วมมือกับ GQ Apparel ครั้งนี้ จึงเป็นการยกระดับชุดสครับให้ตอบโจทย์ทั้งด้านฟังก์ชัน การใช้งาน และภาพลักษณ์ของบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ต้องการความแม่นยำสูง ทั้งในการตรวจรักษา และการผ่าตัดในห้องผ่าตัด

ชุดสครับ GQ Pro MED Scrubs ช่วยให้ทีมแพทย์เคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจ คล่องตัว และยังดูดีได้โดยไม่ต้องเสียเวลาจัดเตรียมเสื้อผ้า ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของ TRSC ในการใส่ใจรายละเอียดเพื่อการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้รับบริการทุกคน

การเปิดตัว GQ Pro MED Scrubs ครั้งนี้คือหมุดหมายใหม่ของ GQ Apparel ในการพัฒนาชุดทำงานที่ตอบโจทย์ผู้ใช้จริง ผ่านนวัตกรรมที่คิดถึงฟังก์ชันและความสบาย มีให้เลือกทั้งรุ่น Premium และ Elite Edition เพื่อผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ

GQ Pro MED Scrubs รุ่น Premium Edition: ชุดสครับยกระดับความพรีเมียม มีให้เลือกถึง 16 สี ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย สะท้อนความมั่นใจแบบมืออาชีพ เพื่อให้การทำงานเต็มไปด้วยพลังและประสิทธิภาพสูงสุด

เนื้อผ้าพิเศษ สะท้อนน้ำ ระบายความชื้น ช่วยให้สวมใส่ได้สบาย พร้อมทรงกระชับ พอดีตัว จากดีไซน์ที่คำนึงถึงการเสริมรูปลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ พร้อมความสบายในการเคลื่อนไหวที่ไม่ลดทอนประสิทธิภาพ

GQ Pro MED Scrubs รุ่น Elite Edition: ชุดสครับที่ครบทั้งฟังก์ชันและแฟชั่นได้อย่างลงตัว

ผ่านดีไซน์อันโดดเด่นจากแรงบันดาลใจในงานตัดเย็บแบบฝรั่งเศส เข้ากับนวัตกรรมที่ถูกพัฒนามาจากปัญหาจริงของแพทย์ เพื่อให้การทำงานที่ทั้งสะดวกสบายและมีสไตล์

  ด้วยช่องเก็บของสูงสุดถึง 44 ช่อง และนวัตกรรมผ้าสะท้อนน้ำด้านนอก ดูดซับความชื้น ระบายความร้อนด้านใน ช่องป้องกันคราบเลอะ และช่วยลดเหงื่อสะสมระหว่างวัน นอกจากนี้ยังใส่ใจในรายละเอียดสำคัญ  มีกระเป๋าเครื่องรางสำหรับพกพระเพื่อความอุ่นใจและเก็บของมีค่าอย่างปลอดภัย

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GQ Pro MED Scrubs ได้ที่ Website: https://gqsize.link/ProMED , Facebook: https://www.facebook.com/gqpromed , Instagram: https://www.instagram.com/gqpromed