แฉ‘นอมินีจีน’พรึ่บ! ประธานกมธ.พัฒนาเศรษฐกิจฯ จี้รัฐบาลปูพรมล้างบาง

แฉ‘นอมินีจีน’พรึ่บ! ประธานกมธ.พัฒนาเศรษฐกิจฯ จี้รัฐบาลปูพรมล้างบาง

แฉ‘นอมินีจีน’พรึ่บ! ประธานกมธ.พัฒนาเศรษฐกิจฯ จี้รัฐบาลปูพรมล้างบาง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.52 น.

‘ประธาน กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ’จี้รัฐบาลสอบ‘อาคาร-บริษัททุนจีน’ทั้งหมด ไม่ใช่แค่‘ตึกสตง.’แห่งเดียว จี้เอาจริงเอาจังแก้ปัญหาทันที

24 เม.ย.2568 ที่รัฐสภา นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับ บริษัทก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับตึก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มว่า จากที่ได้เชิญหน่วยงานมาตรวจสอบเกี่ยวกับนอมินีจีนถือครองหุ้นบริษัทก่อสร้างอาคารสตง.ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ ,กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.), สถาบันเหล็ก และสภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งดีเอสไอได้ยืนยันเชื่อได้ว่า เป็นการถือหุ้นโดยนอมินี เมื่อมีการสวมสิทธิ์นอมินีกันตั้งแต่ต้นการจดจัดตั้งบริษัทแล้ว ก็ยังมีการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่นวิศวกรโครงการก็ถูกสวมสิทธิ์ ดังนั้นจึงเสนอให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบกรณีบริษัทอื่นๆ และอาคารอื่นๆ ที่เข้าข่ายนอมินีจีนด้วย ไม่อยากให้กรณีของอาคาร สตง. เป็นเพียงตึกเดียวที่ถูกตรวจสอบ เพราะปัจจุบันน่าจะมีหลายบริษัทที่นอมินีจีนเป็นผู้ก่อสร้าง

ประธานกมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ กล่าวต่อว่า ยังพบว่าปัจจุบันมีสถิติบริษัทไทยที่จดจัดตั้งโดยนอมินีจีน เพิ่มมากขึ้น อย่างปีที่แล้วมีประมาณ 300 บริษัท แต่หากย้อนหลังไปประมาณ 5 ปี มีประมาณ 500-600 บริษัท โดยเป็นเงื่อนไขเดียวกันคือใช้คนไทยถือหุ้น 51% ดังนั้นรัฐบาลควรตรวจสอบบริษัทผู้รับเหมาอื่นๆอย่างเอาจริงเอาจัง หากรัฐบาล ดีเอสไอ กระทรวงอุตสาหกรรม ตรวจสอบอย่างเอาจริงเอาจัง ก็เชื่อว่าจะสามารถตรวจสอบพบได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมากรมพัฒนาธุรกิจการค้า อาจจะยังไม่เห็นความผิดปกติ เพราะเข้าข่ายจดจัดตั้งบริษัทได้ ก็จะใช้สัดส่วนผู้ถือหุ้นคนไทยเพียง 51% แต่ปัจจุบันไม่ได้มีปัญหาในเฉพาะภาคธุรกิจการรับเหมาก่อสร้างเท่านั้น ยังครอบคลุมไปถึงภาคการเกษตร ภาคการศึกษา ที่มีการขายวุฒิวิศวกร หรือใช้วีซ่านักเรียนมาทำงาน ดังนั้น จึงจะต้องเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหา เชื่อว่าหากรัฐบาลเอาจริงเอาจังก็ได้สามารถแก้ไขได้ทันที

ส่วนกฎหมายปัจจุบันมีความครอบคลุมกับปัญหาแล้วหรือไม่ จากการกำหนดสัดส่วนผู้ถือหุ้นคนไทย 51% นั้น นายสิทธิพลกล่าวว่า กฎหมายปัจจุบันมีความครอบคลุมแล้ว แต่ขาดการประสานของหน่วยงาน เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รับจดจัดตั้งบริษัท แต่ไม่มีอำนาจในการสืบสาวเส้นเงิน ซึ่งจะเป็นอำนาจของดีเอสไอ แต่จะต้องมีการก่ออาชญากรรมก่อน แต่ในทางกลับกันนั้น หากไม่ได้เกิดความผิดอื่น ภาครัฐก็ควรเข้าไปตรวจสอบด้วย

‘สตง.’ร่อนเอกสารแจง 8 ข้อ ปมสัญญาจ้างปรับแก้‘ปล่องลิฟต์’หนาลดลง 5 ซม.

‘สตง.’ร่อนเอกสารแจง 8 ข้อ ปมสัญญาจ้างปรับแก้‘ปล่องลิฟต์’หนาลดลง 5 ซม.

‘สตง.’ร่อนเอกสารแจง 8 ข้อ ปมสัญญาจ้างปรับแก้‘ปล่องลิฟต์’หนาลดลง 5 ซม.

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.32 น.

‘สตง.’ร่อนเอกสารแจง 8 ข้อ ปมสัญญาจ้างปรับแก้‘ปล่องลิฟต์’หนาลดลง 5 ซม.

24 เมษายน 2568 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกเอกสารชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสัญญา (กรณีการปรับแก้ผนังปล่องลิฟต์ (Core Lift) บางจุด และการแก้ไขสัญญา) ระบุว่า

ตามที่ปรากฏข้อสงสัยเกี่ยวกับการปรับแก้ผนังปล่องลิฟต์ (Core Lift) ของอาคารที่ทำการสำนักงานแห่งใหม่ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของอาคารและอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อาคารที่ทำการสำนักงานแห่งใหม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมานั้น

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง) ขอเรียนชี้แจงว่า ในการดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานแห่งใหม่ สตง. ได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้รับจ้างออกแบบ (กิจการร่วมค้า บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด และบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด) ผู้รับจ้างก่อสร้าง (กิจการร่วมค้า ไอทีดี – ซีอาร์อีซี (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด) และผู้รับจ้างควบคุบคุมงาน (กิจการร่วมค้า PKW (บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด บริษัท ว. และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด และบริษัท เคพี คอนชัลแทนส์ จำกัด) ซึ่งกรณีการปรับแก้ผนังปล่องลิฟต์บางจุดเกิดขึ้นในช่วงการบริหารสัญญาระหว่างดำเนินการก่อสร้าง

โดยผู้รับจ้างก่อสร้างพบว่าแบบงานโครงสร้างขัดกับแบบงานสถาปัตยกรรมภายใน กล่าวคือ ขนาดของผนังปล่องลิฟต์บริเวณทางเดินเมื่อรวมกับวัสดุตกแต่งตามแบบ ทำให้ทางเดินมีความกว้างไม่เป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 สตง. จึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ดังนี้

1. ผู้รับจ้างก่อสร้างมีหน้าที่โดยตรงตามสัญญาที่ต้องดำเนินการก่อสร้างให้ถูกต้องตามข้อกำหนดและเงื่อนไขสัญญารวมทั้งเอกสารแนบท้ายสัญญา (แบบรูปและรายการละเอียด ฯลฯ) โดยผู้รับจ้างก่อสร้างรับรองว่า ได้ตรวจสอบและทำความเข้าใจแบบรูปและรายการละเอียด ซึ่งในกรณีดังกล่าวผู้รับจ้างก่อสร้างพบว่าแบบงานโครงสร้างขัดกับงานสถาปัตยกรรมภายใน จึงได้สอบถาม/ขอความเห็นไปยังผู้รับจ้างควบคุมงาน

2. ผู้รับจ้างควบคุมงานในฐานะตัวแทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีหนังสือ (Request For Infornation: RF) เพื่อสอบถาม/ขอความเห็นไปยังผู้รับจ้างออกแบบ ซึ่งทั้งผู้รับจ้างออกแบบและผู้รับจ้างควบคุมงานเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมตามสัญญาจ้าง

3. ผู้รับจ้างออกแบบให้ความเห็นตามหนังสือ (RF) โดยกำหนดรายละเอียดการปรับแก้ผนังปล่องลิฟท์ (CORE LIFT) จากความหนา 0.30 ม. เป็น 0.25 เมตร บริเวณด้านทางเดินและเพิ่มปริมาณเหล็กเสริมให้มั่นคงแข็งแรงตามหลักการทางวิศวกรรม พร้อมจัดทำรายการคำนวณและลงนามรับรอง เพื่อให้ความกว้างช่องทางเดินถูกต้องตามกฎหมายกำหนด (กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522) และสอดคล้องกับรูปแบบงานสถาปัตยกรรมภายใน แล้วส่งกลับมายังผู้รับจ้างควบคุมงาน

4. ผู้รับจ้างควบคุมงานแจ้งรายละเอียดการปรับแก้ของผู้รับจ้างออกแบบเพื่อให้ผู้รับจ้างก่อสร้างดำเนินการจัดทำแบบขยายสำหรับการก่อสร้างตามความความเห็นของผู้รับจ้างออกแบบ โดยผู้รับจ้างควบคุมงานได้ตรวจสอบความถูกต้องและส่งให้ผู้รับจ้างออกแบบพิจารณาและรับรองความถูกต้องของแบบที่จัดทำแล้วส่งกลับมายังผู้รับจ้างควบคุมงาน ทั้งนี้ ผู้รับจ้างควบคุมงานโดยวุฒิวิศวกรได้ตรวจสอบและลงนามรับรองอีกครั้งตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดชื่อจัดจ้างและการบริหารพัสดภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 165 วรรคสอง

กรณีดังกล่าว ผู้รับจ้างก่อสร้างได้เสนอราคารายการงานที่เปลี่ยนแปลงโดยมีราคาลดลงเป็นจำนวนเงิน 515,195.36 บาท (ห้าแสนหนึ่งหมื่นห้าพันหนึ่งร้อยเก้าสิบห้าบาทสามสิบหกสตางค์) รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และเสนอขอแก้ไขวงเงินในสัญญาจ้างตามจำนวนเงินดังกล่าว โดยผู้รับจ้างควบคมงานได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้องตามที่ผู้รับจ้างก่อสร้างเสนอ และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญา

5. ผู้รับจ้างควบคุมงานรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดข้างต้นเสนอมายังคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างก่อสร้างเพื่อพิจารณาให้ความเห็น

6. คณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างก่อสร้างเสนอความเห็นต่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินดิน ในฐานะผู้ว่าจ้างเพื่อพิจารณาอนุมัติการแก้ไขสัญญา ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ พ.ศ. 2560 มาตรา 97 และมาตรา 100 ประกอบระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 165

7. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสนอคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อพิจารณาให้ความเห็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการโดยไม่เพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพัน ตามระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยการงบประมาณ พ.ศ. 2564 ข้อ 20 (1)

8. คู่สัญญาลงนามการแก้ไขสัญญาจ้างก่อสร้าง โดยนำแบบรูปและรายการละเอียดที่แก้ไขเพื่อเป็นเอกสารอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา

ผังขั้นตอนการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสัญญา (กรณีการแก้ไขสัญญา) ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ และระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยการงบประมาณ พ.ศ. 2564 ปรากฏตามเอกสารแนบ   ////-005

ชำแหละมากขั้นตอน! ‘ปชน.’ร้องโหเยียวยา‘แผ่นดินไหว’ต่ำ ชงขยายเวลา 1 เดือน

ชำแหละมากขั้นตอน! ‘ปชน.’ร้องโหเยียวยา‘แผ่นดินไหว’ต่ำ ชงขยายเวลา 1 เดือน

ชำแหละมากขั้นตอน! ‘ปชน.’ร้องโหเยียวยา‘แผ่นดินไหว’ต่ำ ชงขยายเวลา 1 เดือน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.21 น.

‘ศุภณัฐ’ร้องโห! บางคนเสียหลายหลักแสน ได้เงินเยียวยา‘แผ่นดินไหว’หลักพัน ซัดคงต้องมีสภาพแบบ‘ตึก สตง.’ถึงได้เต็ม 49,500 บาท ลั่นต่ำไปไม่สอดคล้องความเป็นจริง จวกขั้นตอน-เอกสารเยอะ แถมยื่นออนไลน์ไม่ได้ งง‘บัตรประชาชน-ทะเบียนบ้าน’รัฐมีอยู่แล้ว บอกแบบฟอร์มยื่น 1 ฉบับก็พอ ไม่ต้องมากถึง 6 ชุด จ่อขอยืดระยะเวลาขอเยียวยาไปอีก 1 เดือน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีติดตามความคืบหน้าการเยียวยาประชาชนจากเหตุแผ่นดินไหวว่า ตนทราบมาว่าเมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกหน่วยงานไปสั่งการว่าให้ราคาการประเมินให้สอดคล้องกับความเสียหายจริง โดยในส่วนของ กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจฯ ที่เราติดตาม คือในส่วนของกระบวนการก่อนการเยียวยา เช่น เรื่องที่จะต้องไปแจ้งความก่อนที่จะไปสำนักงานเขต เรื่องที่ต้องใช้เอกสารเยอะเกินไป หรือแม้กระทั่งการไม่เปิดให้มีการยื่นออนไลน์ ซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่เกิดขึ้น

นายศุภณัฐ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ต้องเดินทางมาประเมินสถานที่ ค่าดำเนินการต่างๆ อย่างต่ำอาจจะเป็น 1,000-2,000บาท แต่สิ่งที่ได้รับกลับต่างกันไป โดยเงินที่รัฐบาลสนับสนุนมาเป็นค่าวัสดุอย่างเดียว ราคาอาจจะต่ำไปด้วยซ้ำ และค่าแรงนั้นไม่มีให้ จึงเป็นที่มาให้ตนนำเรื่องนี้เข้า กมธ.เพื่อเรียกหน่วยงานมาพูดคุยกันว่าหลักเกณฑ์เป็นเช่นไร สามารถปรับให้สอดคล้องกับความเสียหายของประชาชนได้หรือไม่

เมื่อถามว่า การปรับค่าเสียหายนั้น สามารถแก้ไขข้อกฎหมายได้หรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า จริงๆ ที่ตนเข้าใจคือเป็นเรื่องระเบียบ สามารถแก้ไขได้เลย รัฐมนตรีเซ็นก็ออกมาได้เลย ไม่ได้อยู่ในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ดังนั้นสามารถดำเนินการได้เลย ตนก็เชียร์ให้ทำ และควรครอบคลุมค่าแรงบางส่วนด้วย ที่ควรมีเรื่องเงินเยียวยาขั้นต่ำ เพราะเรามีค่าดำเนินการก่อนที่จะได้รับเงินเยียวยาจำนวนมาก ซึ่งเงินที่เยียวยานั้น อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์

เมื่อถามว่า ค่าเยียวยาที่ตั้งไว้สูงสุด 49,500 บาท จากการสำรวจมีคนได้รับมากที่สุดเท่าไหร่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า “โห ผมเห็นบางคนเสียหายเป็นแสน แต่ได้มาไม่ถึงพัน พูดง่ายๆ คุณคงต้องมีสภาพคล้ายตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก่อน จึงจะได้ 49,500 บาท แต่เชื่อว่าความตั้งใจที่สภาฯ ตั้งไว้ เราก็อยากให้รัฐบาลได้จ่ายจริง ในส่วนของคนที่มีความเสียหายเยอะ แต่เมื่อหลักเกณฑ์ไปออกโดยรัฐบาล ก็กลายเป็นว่าไปออกหลักเกณฑ์ที่กดราคาลงมา ทำให้สุดท้ายการจ่ายจริงอาจไม่ตรงตามเป้าประสงค์ที่สภาฯ ได้ออกไปก่อนหน้านี้”

เมื่อถามว่า ยอดตกค้างที่ยังไม่ได้ยื่นมีอีกเยอะหรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า สำหรับคนที่ยังไม่ได้ยื่น มีกรอบเวลาถึงวันที่ 27 เมษายน นี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ กมธ.จะมีการพูดคุยกับหน่วยงานว่าอยากให้มีการขยายระยะเวลาที่ยื่นไปอีก 1 เดือนได้หรือไม่ เพื่อให้ประชาชนที่อาจจะไม่ทราบข่าว สามารถยื่นได้ทัน หรือหากไม่ทันจริงๆ รัฐบาลก็ต้องเร่งประชาสัมพันธ์หรือไม่ แต่หากเร่งประชาสัมพันธ์ ก็จะขัดกันตรงที่ว่าเงินที่ประชาชนได้รับการเยียวยาในขณะนี้ไม่ตอบโจทย์ อาจจะทำให้ประชาชนเปลี่ยนใจ จากที่เห็นหลายคนรีวิวว่าได้เพียง 700 กว่าบาท ก็อาจจะเปลี่ยนใจไม่ยื่นแล้ว ฉะนั้น รัฐบาลจึงต้องให้ความมั่นใจว่าสามารถปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้ทันหรือไม่ในช่วงระยะเวลาเดดไลน์ หรือหากจะปรับเปลี่ยนหลังจากนี้ สามารถมีผลย้อนหลังได้หรือไม่

เมื่อถามว่า การจ่ายเงินเยียวยาอาจจะไม่ทันกรอบ 3 เดือน มีข้อเสนอแนะใดหรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า ความโชคร้ายอย่างหนึ่งคือต้องให้เจ้าหน้าที่โยธาไปดูแต่ละบ้านเป็นจำนวนมาก ทำให้กว่าจะสามารถนัดกันได้ เวลาไม่ตรงกัน ทำให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งตนคิดว่าหากดูในภาพรวมแล้ว ความเสียหายไม่ได้เยอะ อาจจะให้ส่งแค่คลิปวิดีโอไปได้หรือไม่ เพราะหลายคนซ่อมเรียบร้อยแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ดูจากวิดีโอที่ส่งไปว่าใช่หลังเดียวกันหรือไม่ โดยหากอัดคลิปดีๆ ตั้งแต่หน้าห้อง ให้เห็นเลขห้องในกรณีที่ความเสียหายไม่เยอะ เจ้าหน้าที่ก็ไม่จำเป็นต้องไปพิสูจน์ที่หน้างานได้ ก็จะทำให้สามารถลดระยะเวลาการไปพิสูจน์ความเสียหายของเจ้าหน้าที่ได้ เช่น เขตจตุจักร คนยื่นเยอะมากประมาณ 5,000 เคส ซึ่งหากไม่ใช้คนอื่นเข้ามาช่วย จะได้รับการพิจารณานาน แต่ในบางเขต เช่น เขตบางเขน มีเคสแค่ไม่กี่ร้อย การพิจารณาก็ทัน

เมื่อถามว่า นอกจากในส่วนของ กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจแล้ว คณะกรรมการชุดใหญ่ที่พรรคปชน.ตั้งมาจะดำเนินการอะไรหรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า เรามีการติดตามและเรียกร้องไปตามสื่อมวลชน และอีกส่วนหนึ่งอาจจะต้องมีการทำหนังสือยื่นไปยังหน่วยงานต่างๆ ซึ่งตนได้ยื่นไปแล้ว เนื่องจากได้รับมอบหมายจากพรรคให้ดูแลเรื่องเงินเยียวยาโดยตรง

เมื่อถามถึง กรณีที่มีการเปิดเผยเรื่องแปลนตึก สตง.ก่อนหน้านี้ ความคืบหน้าในการตรวจสอบเป็นอย่างไรบ้าง นายศุภณัฐ กล่าวว่า เรื่องนี้นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. เป็นคนตรวจสอบ ไปหาใครมีข้อมูลอะไรก็ส่งไป เพราะเรามีคณะทำงานร่วมกัน

เมื่อถามว่า มองการทำงานหน้างานในการกู้ซากตึก สตง. เป็นอย่างไร นายศุภณัฐ กล่าวว่า ก็โอเค ผู้ว่าฯ กทม.ก็ทำงานได้ดี เพราะเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยมีใครเจอมาก่อน ถือเป็นงานยาก โดยที่เจ้าหน้าที่ต่างชาติที่เข้ามาช่วยก็บอกว่าเป็นเรื่องใหญ่มากที่อาคารทั้งหลังและมีขนาดใหญ่เช่นนี้จะร่วงลงมาทั้งหมด

ส่วนที่มีข้อวิจารณ์ว่าเศษปูนที่ถล่มลงมา เมื่อโดนฝนแล้วทำให้เกาะตัวกันมากขึ้น แล้วรื้อถอนได้ยาก มีข้อกังวลหรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่หน้างานเป็นคนดู แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อกังวลคือการสืบหาข้อเท็จจริง เพราะบางอย่างอาจต้องใช้หลักฐานอยู่หน้างาน เพราะหากไม่มีการแบ่งหน้าที่กันที่ชัดเจน สุดท้ายหลักฐานบางอย่างอาจได้รับผลกระทบ

เมื่อถามว่า จุดประสงค์ของ กมธ.คือต้องการให้รัฐบาลเยียวยาประชาชนโดยเร็วใช่หรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า โดยเร็วด้วย และสอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น และรอบหน้าควรมีการยื่นออนไลน์ได้แล้ว แม้ครั้งนี้เราอาจจะพลาดไป แต่ขอพลาดเป็นครั้งสุดท้าย เพราะเอกสารบางอย่าง รัฐก็มีอยู่แล้ว

“อย่างบัตรประชาชนหรือทะเบียนบ้านหน่วยงานรัฐต้องมีอยู่แล้ว โฉนดที่ดิน ก็มีอยู่ในระบบอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนเตรียมใหม่ แค่ให้ส่งภาพความเสียหาย ซึ่งแบบฟอร์มไม่ควรมี 6 แบบฟอร์มแต่ควรมีแค่ 1 แบบฟอร์ม ไม่เช่นนั้นค่าดำเนินการก็จะสูงเกินไป” นายศุภณัฐ กล่าว

25ปีผู้ตรวจการแผ่นดินเน้นทำงานเชิงรุกเพื่อประชาชน

25ปีผู้ตรวจการแผ่นดินเน้นทำงานเชิงรุกเพื่อประชาชน

25ปีผู้ตรวจการแผ่นดินเน้นทำงานเชิงรุกเพื่อประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.11 น.

25  ปีผู้ตรวจการแผ่นดิน ประชาชนร้องเรียนเดือดร้อน-ไม่เป็นธรรม  63,664 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 2,602 (4.09%) เดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานเชิงรุก ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยกระดับองค์กรเป็นที่พึ่งของประชาชน

วันนี้ (24  เม.ย.)  ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ  กทม.นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน  นายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วย พ.ต.ท.กีรป กฤตธีรานนท์   เลขาธิ การสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน   คณะผู้บริหาร  ร่วมพิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการ  เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี   สถาปนาสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานเชิงรุก ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางเพื่อยกระดับการเป็นองค์กรที่พึ่งของประชาชน  โดยภายในงานจัดการบรรยายพิเศษและเวทีเสวนาในหลากหลายประเด็น พร้อมบริการปรึกษาข้อกฎหมายและรับเรื่องร้องเรียน

นายสมศักดิ์  สุวรรณสุจริตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน  เผยถึงทิศทางขององค์กรว่าผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรหลักในการทำงานเชิงรุกที่มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมของประชาชนที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ   หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นองค์กรโปร่งใส   เปิดเผยตรวจสอบได้ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยจากประสบการณ์ 25 ปี    ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้จากการทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมของประชาชนนำมาสู่การกำหนดทิศทางต่อไปในการยกระดับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นที่พึ่งของประชาชน  ใน 5 ด้านหลัก คือ  1.การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรม – เน้นความรวดเร็วในการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรม    มุ่งการแก้ไขปัญหาเชิงรุก หรือความไม่เป็นธรรมที่เป็นปัญหาสาธารณะ หรือความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมของประชาชนส่วนรวม การแก้ปัญหาเชิงระบบ

2.การพัฒนาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน  ปรับปรุงโครงสร้างองค์กร และการพัฒนาบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ  บริหารจัดการข้อมูลการนำเทคโนโลยีดิจิตอลสมัยใหม่มาใช้ในการปฏิบัติงาน พัฒนาประสิทธิภาพในการรับเรื่องร้องเรียน การแสวงหาข้อเท็จจริง การจัดทำครั้งวินิจฉัยและข้อเสนอแนะ การติดตามผลปฏิบัติการตามคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะ และการพัฒนาการปฏิบัติการบริหารงานและการปฏิบัติงานไปสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล

3.การสร้างเครือข่ายองค์กรธรรมาภิบาลและสังคมธรรมาภิบาล  เพื่อลดการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน 4.การเรียนรู้และการปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งในกระแสโลกาภิวัตน์  และกระแสสิทธิมนุษยชน และ 5.ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติงาน ในการร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมของประชาชน

ทั้งนี้ ตลอด 25 ปี ที่ผ่านมา นับตั้งแต่ พ.ศ.2543 – 2567 ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรม จำนวน 63,664 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 61,062 เรื่อง คิดเป็น 95.91% อยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 2,602 เรื่อง คิดเป็น 4.09%

“วันนี้ถึงช่วงที่ต้องให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล ช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งทุกวันนี้มีแต่เพิ่มมากขึ้น ถ้าเราสามารถสร้างสังคมธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้น ก็จะช่วยลดความขัดแย้ง กระตุ้นสำนึกรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่ ให้บริการสาธารณะให้บริการประชาชนก็เท่ากับว่าจะช่วยลดเรื่องร้องเรียน ที่จะทำให้เราเสียเวลาไปโดยใช่เหตุในการขับเคลื่อนสังคมธรรมาภิบาล ซึ่งปัจจุบันเรามีตำบลนำร่องที่พัฒนาไปสู่ตำบลคุณธรรม ที่ ต.พญาบันลือ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนคร ศรีอยุธยา ซึ่งได้ผลมากพิสมคสรเห็นความเปลี่ยนแปลง คนมีจิตสาธารณะ” ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าว

ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวทิ้งท้ายว่า ก้าวต่อไปของผู้ตรวจการแผ่นดิน ในการเป็นที่พึ่งของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรม จะยึดหลักนิติธรรม หลักธรรมาภิบาล รวมถึงหลักสิทธิมนุษยชน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน ยึดหลักกัลยาณมิตร หลักสิทธิเสรี ภาพของบุคคลอีกทั้งการทำหน้าที่ต้องมีความเป็นกลาง ซื่อสัตย์สุจริตและปราศจากคติ ในการใช้ดุลพินิจในการนำพาองค์กรและสำนักงาน เพื่อเป็นองค์กรหลัก เป็นที่พึ่งของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนไม่เป็นธรรม

015

‘กอ.รมน.’กังวลเทียบ‘3 จชต.-ซินเจียง อุยกูร์’ ย้ำไม่ปิดกั้นรูปแบบการปกครอง

‘กอ.รมน.’กังวลเทียบ‘3 จชต.-ซินเจียง อุยกูร์’ ย้ำไม่ปิดกั้นรูปแบบการปกครอง

‘กอ.รมน.’กังวลเทียบ‘3 จชต.-ซินเจียง อุยกูร์’ ย้ำไม่ปิดกั้นรูปแบบการปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.05 น.

‘กอ.รมน.’กังวลปมเทียบเคียง‘3 จังหวัดชายแดนใต้-ซินเจียง’คลาดเคลื่อน ยันรัฐบาลไม่ปิดกั้นรูปแบบปกครอง แต่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย

24 เมษายน 2568 ที่กองอำนายหารรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) พล.ต.ธรรมนูญ ไม้สนธิ์ โฆษกกอ.รมน. ระบุถึงกระแสสังคมเกี่ยวกับแนวคิดแนวคิด “เขตปกครองพิเศษ” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการเทียบเคียงพื้นที่ดังกล่าวกับ “เขตปกครองตนเอง”ของมณฑลซินเจียง ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยอ้างถึงความคล้ายคลึงบางประการ อาทิ มีการใช้ภาษาท้องถิ่นที่แตกต่างจากภาษาราชการ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีอัตลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรม ที่เป็นของตนเองอย่างชัดเจน (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ทวี’เทียบ‘ชายแดนใต้-ซินเจียง’ จุดพลุถึงเวลายกเป็น‘เขตปกครองพิเศษ’)

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในฐานะหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ดูแลและเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมีความกังวลเนื่องจากมีข้อมูลปรากฏขึ้นอย่างหลากหลาย ซึ่งอาจไม่ครบถ้วนหรือไม่สมบูรณ์ อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนได้

ขอเน้นย้ำว่า รัฐบาลพร้อมหารือพูดคุยกับทุกภาคส่วน ไม่ได้ปิดกั้นการพูดคุยเรื่องรูปแบบการปกครอง แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญไทย และไม่กระทบต่อบูรณภาพแห่งดินแดน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยการเรียนรู้และพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์ โครงสร้างการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

“เขตปกครองพิเศษ” คือ พื้นที่ที่จัดรูปแบบการบริหารให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะ เช่น กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ที่มีโครงสร้างการบริหารท้องถิ่นที่ต่างจากจังหวัดทั่วไป โดยยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญของไทย เช่นเดียวกับในระดับนานาชาติ ฮ่องกงและมาเก๊าของจีน ซึ่งมีระบบกฎหมาย ศาล และนโยบายเศรษฐกิจของตนเองภายใต้หลัก “หนึ่งประเทศ สองระบบ” แต่ไม่มีอำนาจในด้านความมั่นคงหรือการต่างประเทศ

“เขตปกครองตนเอง” คือ พื้นที่ที่รัฐอนุญาตให้บริหารตนเองในบางด้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ศาสนา หรือภาษา เช่น มณฑลซินเจียงของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งอนุญาตให้ใช้ภาษาอุยกูร์ และมีสภาท้องถิ่น แต่ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากรัฐบาลกลาง

สำหรับ บริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภาษา และศาสนาเฉพาะตัว เช่นเดียวกับจังหวัดอื่นที่มีประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประเพณี วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ อย่างเชียงใหม่หรือแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีการใช้ภาษาท้องถิ่น การแต่งกาย และวัฒนธรรมประจำถิ่นที่แตกต่าง แต่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพในการนับถือศาสนาอิสลาม การดำเนินชีวิตตามหลักศาสนา ตลอดจนการแสดงออกทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย ซึ่งล้วนได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมภายใต้กรอบตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 31 บัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน…” ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐในการส่งเสริมและคุ้มครองเสรีภาพในการดำเนินชีวิตตามหลักความเชื่อและวัฒนธรรมที่หลากหลายของประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

เพื่อให้การอยู่ร่วมกันในความหลากหลายนั้นเกิดขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้กรอบของกฎหมายเดียวกัน ในขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 1 ได้บัญญัติหลักการสำคัญยิ่งไว้อย่างชัดเจนว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” บทบัญญัตินี้ไม่เพียงยืนยันถึงความเป็นเอกภาพของประเทศ แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ทุกจังหวัด รวมทั้งพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทยอย่างเสมอภาค ไม่สามารถแยกตัวหรือจัดตั้งรูปแบบการปกครองที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยดังกล่าวได้อย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ รัฐบาล และหน่วยงานความมั่นคงเปิดกว้างพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนด้วยความเคารพ บนพื้นฐานการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติไทย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการรักษาเอกภาพของรัฐ กับการส่งเสริมอัตลักษณ์และความหลากหลายของท้องถิ่น ซึ่งการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และภาคประชาสังคมในทุกระดับ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขอย่างแท้จริง

กอ.รมน. จะยึดมั่นการพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ด้วยความ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” บนพื้นฐานของความร่วมมือ ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความสันติสุข การเคารพซึ่งกันและกัน และโอกาสที่เท่าเทียม โดยจะเดินหน้ายุทธศาสตร์ความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมเป็นกลไกในการประสานเชื่อมโยงระหว่างรัฐกับประชาชน เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเพื่อคนไทยทุกคน

กมธ.วุฒิสภากระชับสัมพันธ์กรรมการการค้ามณฑลเจ้อเจียง

กมธ.วุฒิสภากระชับสัมพันธ์กรรมการการค้ามณฑลเจ้อเจียง

กมธ.วุฒิสภากระชับสัมพันธ์กรรมการการค้ามณฑลเจ้อเจียง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.54 น.

วุฒิสภา’รับคณะ‘เจ้อเจียง’ กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้นเน้นความร่วมมือเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการค้า

24 เม.ย.2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ นำโดย นายโสภณ มะโนมะยา รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง และนายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ห้า ร่วมกับคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา นำโดย นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะ ได้ร่วมกันให้การรับรอง Mr. Chen Jianzhong ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและมณฑลเจ้อเจียงในหลากหลายมิติ เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา

นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศฯ ในฐานะผู้แทนของนายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ได้กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนจากมณฑลเจ้อเจียงอย่างอบอุ่น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมาเยือนครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศไทยและจีนเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตอันแน่นแฟ้น เปรียบเสมือน “พี่น้อง” ตามคำกล่าวที่ว่า “จีน-ไทย ใช่อื่นไกลเป็นพี่น้องกัน”

นายนิเวศ ยังกล่าวถึงบทบาทสำคัญของจีนในการเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทย รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงหนองคาย-กรุงเทพฯ และโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงความร่วมมือที่แน่นแฟ้นขึ้นภายหลังการลงนาม MOU หลายฉบับระหว่างรัฐบาลไทยและจีนในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะด้านศุลกากรที่จะอำนวยความสะดวกทางการค้า
ในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี 

นายนิเวศ กล่าวว่า ชื่นชมความก้าวหน้าของจีนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และ AI ซึ่งคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีฯ วุฒิสภา ได้ประจักษ์ด้วยตนเองจากการศึกษาดูงาน และคาดหวังว่า จะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีเหล่านี้มาสู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

นายนิเวศ เปิดเผยว่า สำหรับด้านเศรษฐกิจ มีนักลงทุนจากมณฑลเจ้อเจียงเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยกว่า 3,000 ราย คิดเป็น 13% ของการลงทุนจากจีนทั้งหมด โดยส่วนใหญ่อยู่ใน EEC โดยเฉพาะอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ การมีเมืองหางโจวเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างรัฐสภาไทยและสภาประชาชนแห่งชาติจีน รวมถึงความร่วมมือทางวิชาการด้านภาษาจีน

นายนิเวศได้กล่าวขอบคุณ Mr. Chen Jianzhong และยืนยันว่าวุฒิสภาไทยพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในทุกด้าน เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและมณฑลเจ้อเจียงเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้าน Mr. Chen Jianzhong ได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมาธิการของไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และชื่นชมการจัดงานสัมมนาและกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อคณะผู้แทนจากเจ้อเจียง โดยเฉพาะการเยี่ยมชม EEC และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง

Mr. Chen กล่าวว่ารู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน และเน้นย้ำว่ามณฑลเจ้อเจียงเป็นมณฑลเศรษฐกิจชั้นนำอันดับ 4 ของจีน มี GDP กว่า 90,000 ล้านหยวน และมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกกว่า 50,000 ล้านหยวน คิดเป็น 13% ของตลาดจีน อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของท่าเรือนิงโป-โจวซาน ซึ่งเป็นท่าเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์อันดับหนึ่งของโลก

นอกจากนี้ เจ้อเจียงยังเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัล มีการลงทุนด้าน R&D สูงกว่า 3% ของ GDP และเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำอย่างอาลีบาบา รวมถึงมีความโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาอย่างยั่งยืน Mr. Chen ยังกล่าวถึงความสำเร็จในการยกระดับรายได้ของเกษตรกรจนสูงเป็นอันดับหนึ่งของจีน และรายได้เฉลี่ยของประชากรในเขตเมืองที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

Mr. Chen ยังกล่าวถึงความมุ่งมั่นในการลงทุนระหว่างประเทศ แม้จะมีความท้าทายจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งจีนมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล และเป็นโอกาสให้จีนและไทยร่วมมือกันเสริมสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ คณะจากเจ้อเจียงได้นำนักธุรกิจกว่า 30 องค์กรมาร่วมแสวงหาความร่วมมือกับไทย และเชิญชวนคณะวุฒิสภาและนักธุรกิจไทยไปเยี่ยมชมมณฑลเจ้อเจียง

ด้านนายโสภณ มะโนมะยา ได้สอบถามถึงรายละเอียดของคณะนักธุรกิจที่เดินทางมาเยือนไทย และขอคำแนะนำเกี่ยวกับโอกาสทางการค้าระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะสินค้าไทยที่เป็นที่ต้องการของตลาด

Mr. Chen ตอบว่า คณะนักธุรกิจที่มาในครั้งนี้มีความหลากหลาย ทั้งด้านเครื่องกล เครื่องไฟฟ้า พลังงานใหม่ เคมี และยา ส่วนสินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดจีนคือสินค้าเกษตร เช่น ทุเรียน มะพร้าว และข้าว รวมถึงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมไทยที่เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวจีน

ด้านนายชิบ จิตนิยม ได้สอบถามถึงแนวทางการพัฒนาเกษตรกรในเจ้อเจียงจนมีรายได้สูงเป็นอันดับหนึ่งของจีน และให้ความสนใจเป็นพิเศษกับหลักสูตรพัฒนาผู้ประกอบการของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงให้เป็นเศรษฐีรุ่นใหม่ โดยแสดงความประสงค์ที่จะนำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้กับการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาไทย นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงท่าทีของจีนต่อมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยย้ำว่าจีนจะให้ความสำคัญอย่างยิ่งหากข้อตกลงใดๆ กับสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนของจีน

โดย Mr. Chen อธิบายว่า ความสำเร็จของเจ้อเจียงมาจากนโยบายเปิดประเทศ วัฒนธรรมการทำงานหนัก และการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างเป็นขั้นตอน รวมถึงการให้ความสำคัญกับการศึกษาและการบ่มเพาะสตาร์ทอัพของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง พร้อมยินดีต้อนรับนักศึกษาไทยไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้

สำหรับประเด็นภาษีสหรัฐฯ Mr. Chen ยืนยันหลักการค้าเสรีที่เท่าเทียมและเป็นธรรม และเสนอให้ไทยและจีนร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเจ้อเจียงพร้อมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับไทยในทุกด้าน เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน


////

‘ภูมิธรรม’รับแก้ปัญหาไฟใต้ไม่ง่าย ชี้ปัญหาทับถมมานาน

'ภูมิธรรม'รับแก้ปัญหาไฟใต้ไม่ง่าย ชี้ปัญหาทับถมมานาน

‘ภูมิธรรม’รับแก้ปัญหาไฟใต้ไม่ง่าย ชี้ปัญหาทับถมมานาน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.36 น.

“ภูมิธรรม” รับแก้ปัญหาไฟใต้ไม่ง่าย ชี้เป็นเรื่องทับถมมานาน ชี้เป็นความตั้งใจนายกฯไทย-มาเลเซีย ร่วมหาทางออกเร่งด่วน พร้อมพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่

วันนี้ (24 เม.ย.) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าร่วมการประชุมสภาความมั่นคงอาเซียนที่มาเลเซีย จะมีใช้เวทีนี้ในการเจรจาแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้หรือไม่ ว่า ได้มีการพูดคุยกับนาย นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน และปัญหาหลัก ก็คือปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผลการพูดคุยของนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศก็เป็นไปด้วยดี และถือว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องเร่งด่วน

นายภูมิธรรม ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย เพราะเป็นเรื่องที่ทับถมมานาน แต่ความตั้งใจร่วมกัน คือ ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งก็คิดว่าน่าจะเป็นอะไรใหม่ๆที่ดี ลักษณะนี้ก็มีอีกหลายเรื่องที่เรากำลังทำอยู่

‘ภูมิธรรม’โต้ข่าวพ้นกลาโหม ลั่นยังไม่ได้รับสัญญาณจาก’นายกฯอิงค์’

'ภูมิธรรม'โต้ข่าวพ้นกลาโหม ลั่นยังไม่ได้รับสัญญาณจาก'นายกฯอิงค์'

‘ภูมิธรรม’โต้ข่าวพ้นกลาโหม ลั่นยังไม่ได้รับสัญญาณจาก’นายกฯอิงค์’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.52 น.

“ภูมิธรรม” ระบุ ยังไม่มีสัญญาณปรับครม. หลังมีกระแสข่าวหวนกลับคุม “ก.พาณิชย์” ย้ำ ต้องฟังนายกฯ

วันที่ 24 เมษายน 2568 เวลา 08.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีชื่อนายภูมิธรรมกลับไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่าตนโดนไปได้ทุกที่ตราบใดที่เป็นการคาดคะเน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีเรื่องนี้ และยังไม่มีการพูดคุยกันเลย อย่างที่บอกการตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจริงๆ และตนยังไม่เคยได้ยินเสียงบ่นจากนายกฯ ว่าไม่เอาตรงนั้น ได้ยินแต่ว่าอยากให้ร่วมมือกันให้ได้ ท่านได้บอกแล้วว่าท่านเป็นคนตรงไปตรงมาในการทำงาน ไม่ชอบให้มีการทำตรงนั้นตรงนี้ มีวาระขัดกันไปขัดกันมา ท่านไม่อยากเห็น ท่านอยากทำงาน เพราะฉะนั้น ยังไม่เคยได้ยินเสียงจากท่านเลยว่าจะปรับ ซึ่งสถานการณ์จะปรับหรือไม่ปรับมีปัจจัยหลายอย่าง และคนที่จรดปากกาเซ็นคือนายกฯ สิ่งเหล่านี้ถ้าอยากจะรู้ทิศทางให้ท่านดูคำตอบจากนายกฯ ดูจากภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ท่านก็ตอบชัดเจนว่ายังไม่คิด เพราะนายกฯเป็นคนที่พูดตรงไปตรงมา

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่สส.พรรคเพื่อไทย เป็นห่วงเรื่องสินค้าราคาเกษตร จึงมีการเขย่าเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ปัญหาสส.ในพรรคเพื่อไทยที่รู้สึก และสะท้อนนายกฯก็รับฟัง เพราะถือเป็นปัญหาการทำงานซึ่งเกิดได้ทุกเรื่องทุกอย่าง เราจะบริหารความพึงพอใจให้มากที่สุดไม่ได้ เพราะความพึงพอใจของคนไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่เราทำคือการบริหารความถูกต้อง และความเหมาะสมให้ได้มากที่สุด ดังนั้น ในทางการเมืองต้องบริหารความไม่พอใจให้น้อยที่สุด ไม่ได้บริหารความพึงพอใจ เพราะความพึงพอใจ และความต้องการของคนเท่าไหร่ก็ไม่พอ

เมื่อถามว่า มองว่าจะมีการปรับครม.หลังผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า อันนี้เป็นวิธีคิดแบบสูตรเดิม ที่ต้องรอให้เรื่องนั้นเรื่องนี้ผ่าน ซึ่งวันนี้เสียงรัฐบาลพออยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่า แล้วสูตรใหม่คืออะไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า สูตรใหม่ยังไม่ได้คิด แต่ตนคิดว่าอยู่ที่การมองของผู้นำ ว่าขณะนี้บรรยากาศการทำงานร่วมกันสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายหรือไม่ หากไม่บรรลุเป้าหมายจากจุดไหน นายกฯก็คงพิจารณาว่าเกิดจากเงื่อนไขอะไร หากมุ่งหวังแล้วส่วนไหนที่ยังไม่สามารถทำได้ ไม่ใช่อยู่ๆก็จะปรับ นายกฯก็คงต้องบอกว่าตรงนั้นตรงนี่ต้องขันน็อต ซึ่งตรงนี้ก็อยู่ที่นายกฯพิจารณา และยังพูดในหลักการเดิมคือให้ร่วมกันทำงาน และตั้งใจทำนโยบายให้บรรลุผลโดยเร็ว เพราะประชาชามีความคาดหวัง 

007

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เช็คโผ‘ปรับครม.’! สะพัด‘เสริมศักดิ์-สุทิน’คัมแบ็ก ‘พิชัย-สรวงศ์-ธีรรัตน์’จ่อหลุด

‘เผ่าภูมิ‘ ถก JP Morgan-Moody’s-S&P มั่นใจคงเรตติ้งไทยในระดับมีเสถียรภาพ

‘เผ่าภูมิ‘ ถก JP Morgan-Moody’s-S&P มั่นใจคงเรตติ้งไทยในระดับมีเสถียรภาพ

‘เผ่าภูมิ‘ ถก JP Morgan-Moody’s-S&P มั่นใจคงเรตติ้งไทยในระดับมีเสถียรภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.34 น.

‘เผ่าภูมิ‘ ถก JP Morgan-Moody’s-S&P มั่นใจคงเรตติ้งไทยในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ชี้พื้นฐานไทยยังแกร่ง มั่นคงสูง มาตรการรองรับกำแพงภาษีพร้อม

วันที่ 24 เมษายน 2568 ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (WB-IMF Spring Meetings) ประจำปี 2568 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ได้หารือกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency: CRA) 3 สถาบัน ได้แก่ JP Morgan-Moody’s-S&P

ในการนี้นายเผ่าภูมิกล่าวว่าไทยกำลังเข้าสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากเผชิญกับภาวะการเติบโตในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง แม้เราจะเห็นสัญญาณเชิงบวกเริ่มปรากฏในหลายภาคส่วน แต่ยังไม่เต็มศักยภาพ และขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนจากนโยบายทางการค้าของสหรัฐอเมริกายังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งทางตรงในด้านการส่งออกและทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและการชะลอการลงทุน รัฐบาลไทยเตรียมความพร้อมทั้งนโยบายทางการคลัง นโยบายทางการเงิน รวมถึงการใช้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐรับมือในช่วงรอยต่อ เพื่อรับมือความผันผวนดังกล่าวด้วยความระมัดระวัง

ทั้งนี้ไทยยังคงรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค โดยอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพ สถาบันการเงินทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีความมั่นคง โดยธนาคารพาณิชย์มี BIS ratio อยู่ที่ 20.12% สะท้อนถึงฐานะการเงินที่มั่นคง มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 2.47 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นกันชนสำคัญรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ 

ด้านการคลัง รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารหนี้สาธารณะเชิงรุกและการรักษาวินัยในการชำระหนี้ แม้ว่าวิกฤตโควิด-19 จะส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินจนทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโตในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยหนี้สาธาณะคิดเป็น 64.21% ของ GDP อยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ โดยมีต้นทุนการกู้เงินเฉลี่ยที่ 2.82% อายุเฉลี่ย 9 ปี 2 เดือน และสัดส่วนหนี้สาธารณะในสกุลเงินต่างประเทศมีเพียง 0.90% ของ GDP ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนในระดับที่ต่ำ 

เมื่อเทียบตัวเลขหนี้ภาครัฐบาลของไทยตามหลักสากลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF จะอยู่ที่ 58.50% ต่อ GDP เท่านั้น อีกทั้งไทยยังคงรักษาความสามารถในการชำระหนี้ (Debt Affordability) ได้อย่างดี 

ด้วยความเข้มแข็งดังกล่าว มีแนวโน้มสูงที่ไทยจะได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Rating) อยู่ในระดับ BBB+ ของ S&P เทียบเท่ากับ Baa1 ของ Moody’s และมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่งอยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment Grade) ต่อไป

ชี้เปรี้ยง! เปิด 5 ข้อเพื่อไทยไม่กล้าทำ หากมีการปรับ ครม.

ชี้เปรี้ยง! เปิด 5 ข้อเพื่อไทยไม่กล้าทำ หากมีการปรับ ครม.

ชี้เปรี้ยง! เปิด 5 ข้อเพื่อไทยไม่กล้าทำ หากมีการปรับ ครม.

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.37 น.

‘เทพไท’ฟันธง! 5 ข้อที่เพื่อไทยไม่กล้าทำในการปรับ ครม. แม่ว่าช่วงนี้กระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ดังหนาหูมากขึ้น

วันที่ 24 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปโดยมีเนื้อหาในหัวข้อ “ปรับ ครม. 5ข้อที่ไม่กล้าทำ” โดยระบุว่า แม่ว่าช่วงนี้กระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ดังหนาหูมากขึ้น ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า อาจจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีในช่วงปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคมนี้ แม้ว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะออกมาปฏิเสธ และหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลก็ออกมายืนยันว่า ยังไม่ได้รับสัญญาณการปรับคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการปรับครม. จะไม่มีการบอกล่วงหน้า เพราะถ้าหากมีการแจ้งล่วงหน้า ก็จะเกิดปัญหาการทำงานในกระทรวง เกิดเกียร์ว่าง ถ้าหากรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงอยู่ในข่ายจะถูกปรับออก และในขณะเดียวกันคนที่อยากเป็นรัฐมนตรี ก็วิ่งเต้นล็อบบี้ หวังจะเป็นรัฐมนตรีคนใหม่ให้ได้

ถ้าหากว่ารัฐบาลชุดนี้ จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีขึ้น เชื่อว่าจะไม่กล้าทำใน 5 ข้อ คือ

1.ไม่กล้าปรับพรรคภูมิใจไทยออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แม้ว่าปรับพรรคภูมิใจไทยออกแล้ว รัฐบาลก็ยังมีเสียงเกินครึ่ง เป็นรัฐบาลปริ่มน้ำได้ แต่เท่ากับเป็นการประกาศอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นแบ็คอัพสำคัญของพรรคภูมิใจไทย

2.ไม่กล้าดึงพรรคพลังประชารัฐ เข้าร่วมรัฐบาล แม้ว่าจะมีการปล่อยข่าวออกมาก่อนหน้านี้ คงเป็นเพียงการปล่อยข่าวเพื่อกดดันพรรคร่วมรัฐบาล ไว้ขู่พรรคร่วมรัฐบาลว่า ยังมีพรรคอะไหล่ที่สามารถดึงเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้

3.ไม่กล้ายึดกระทรวงมหาดไทยคืนจากพรรคภูมิใจไทย แม้ว่าคนในพรรคเพื่อไทยต้องการยึดกระทรวงมหาดไทยคืนมาเหมือนใจจะขาด แต่ก็ไม่สามารถนำกระทรวงใดไปแลกเปลี่ยนได้ ยิ่งกระทรวงคมนาคมกำลังเป็นบ่อเงินบ่อทองของพรรคเพื่อไทย

4.ไม่กล้ายึดกระทรวงพลังงาน จากพรรครวมไทยสร้างชาติตามความต้องการของกลุ่มทุนพลังงาน ที่ใกล้ชิดกับนายทักษิณ เพื่อต้องการนำกระทรวงพลังงานมาอยู่ในโควตาของพรรคเพื่อไทย จะได้บริหารจัดการได้อย่างเต็มที่

5.ไม่กล้าล่วงลูกปรับ ครม.ในโควตาพรรคร่วมรัฐบาล คงปรับได้เฉพาะในส่วนของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ตามสไตล์ของนายใหญ่ ปรับเพื่อต่างตอบแทน แบบสมบัติผลัดกันชม หรือเก้าอี้ดนตรี ถ้าพรรคร่วมจะปรับด้วย ก็เป็นความประสงค์ของพรรคร่วมรัฐบาลเอง

ถ้าหากมีการปรับคณะรัฐมนตรีในเร็วๆนี้ เชื่อว่า 5 ข้อนี้ พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ไม่กล้าแตะต้องอย่างแน่นอน