‘วันนอร์’ประณาม เหตุลอบยิงสามเณร รมว.กห.ขีดเส้น7วัน แจงผลแก้ปัญหาใต้

‘วันนอร์’ประณาม เหตุลอบยิงสามเณร รมว.กห.ขีดเส้น7วัน แจงผลแก้ปัญหาใต้

‘วันนอร์’ประณาม เหตุลอบยิงสามเณร รมว.กห.ขีดเส้น7วัน แจงผลแก้ปัญหาใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘วันนอร์’ประณาม เหตุลอบยิงสามเณร รมว.กห.ขีดเส้น7วัน แจงผลแก้ปัญหาใต้
“วันนอร์”ประณามโจรใต้ดักยิงสามเณร มรณภาพ ชี้กระทบกระเทือนผู้นับถือศาสนา จี้รัฐบาลเร่งจับกุมเอาผิดผู้ก่อเหตุ ด้าน “ภูมิธรรม” ห่วงสถานการณ์รุนแรง ถกหน่วยความมั่นคง ให้รายงานทุก 7 วัน ขณะที่ ‘ชูศักดิ์’ แสดงความเสียใจปมสามเณร มรณภาพ สั่งสำนักพุทธฯ ดูแล ให้พระงดบิณฑบาตจุดเสี่ยง

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวประณามคนร้ายที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนลอบยิงรถกระบะ ขณะที่พระสงฆ์และสามเณร วัดกุหร่า อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ออกบิณฑบาต ส่งผลให้มีสามเณร มรณภาพ 1 รูป และบาดเจ็บ 1 รูป เพราะเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจผู้นับถือศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด เป็นเรื่องที่รัฐบาล รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ต้องจัดการอย่างรวดเร็ว ต้องจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ ประชาชนจะได้คลายความกังวลใจ

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาไฟใต้ ขณะนี้อาจจะยังไม่ถูกจุด ต้องพยายามหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ต้องทำอย่างครบวงจร ทั้งการศึกษา เศรษฐกิจ ความเป็นธรรมของสังคม ต้องทำไปพร้อมกัน แม้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ผลกระทบเกิดกับประเทศไทยทั้งประเทศ ทั้ง 77 จังหวัด ทั้งการท่องเที่ยว การลงทุนก็ล้วนได้รับผลกระทบทั้งหมด

เมื่อถามถึงการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ขณะนี้ถือว่ามาถูกทางแล้วหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ถ้าถูกทางสถานการณ์คงไม่เกิดขึ้นแบบนี้ ฉะนั้นคงยังไม่ถูกทางทั้งหมด ต้องหาทางแก้ไข ส่วนตัวเพิ่งได้พบกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ซึ่งดูแลด้านความมั่นคง และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ทราบว่าในวันที่ 26-27 เมษายนนี้ จะลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อรับฟังปัญหาและประเมินสถานการณ์เพื่อหาแนวทางแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น

ขณะที่นายภูมิธรรม กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ว่าอยากเปลี่ยนยุทธศาสตร์การจัดการแก้ปัญหาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ลำบากคือเราคุยกับหลายส่วน ยากจะบอกว่ากำหนดยุทธศาสตร์อย่างไร ต้องคิดใหม่ เพราะคิดแบบเดิมก็ได้เหมือนเดิม จึงเสนอที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้ว เราพยายามรวบรวมรับฟังความเห็นต่างๆ ของแต่ละส่วน และจากการพูดคุย เราทำงานเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียวหรือไม่ ต้องทำงานเชิงรุก และอยากเห็นสถานการณ์ยุติโดยเร็ว เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่และให้ความมั่นใจกับเขา มันต้องเป็นรูปธรรม อยากทำให้เร็วที่สุด หรืออย่างน้อย 7 วัน มาคุยกับตนอีกครั้ง คิดว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการเจรจาสันติสุข ยังไม่ได้ปิดประตูคณะเจรจา แต่ยังไม่ใช่เวลานี้ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็ใครคือตัวแทนบีอาร์เอ็น ต้องเป็นคนที่คุยแล้วจะเกิดผล เพราะคราวที่แล้วตนขอไปว่าช่วงเดือนรอมฎอน ขออย่าให้มีเหตุการณ์ แต่มันก็ไม่จบ ถ้าเจรจาแล้วจะได้อะไร ไม่ได้หมายความว่าตนปฏิเสธการเจรจา แต่ต้องบอกชัดเจนว่าใครคือคนที่จะเจรจา ตนพร้อมคุยด้วย ถ้าเงื่อนไขที่ยืนมาพอรับได้ เช่นต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย และการเป็นรัฐเดี่ยว ซึ่งเป็นเงื่อนไขเบื้องต้น ถ้าจะบอกว่าเป็นรัฐอิสระ แยกออกไป ขอย้ำว่าแผ่นดินไทยแยกไม่ได้ ก็ต้องคุยตรงนี้ให้ชัด เรายอมรับสังคมและวัฒนธรรมพหุนิยม

เมื่อถามว่าจะมีการยกเลิกกฎอัยการศึก ในพื้นที่ 4 อำเภอ จะต้องชะลอไปก่อนหรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องชะลอ เพราะโดยภาพรวมแล้วยังไม่เป็นปัญหา อะไรที่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ก็ให้ดำเนินการไปก่อน ตนต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ได้พยายามให้ความมั่นใจว่าเราจะดูแลคุ้มครองทุกคนให้เต็มที่อย่างที่สุดเท่าที่เราพึงจะกระทำได้

ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบที่คนร้ายลอบยิงรถกระบะ กระสุนถูกสามเณร วัดกุหร่า อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา มรณภาพ 1 รูป และบาดเจ็บ 1 รูป ว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ทราบว่าเจ้าคณะภาคที่ 18 ได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำครั้งนี้แล้ว ตนได้สั่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ลงพื้นที่ไปดูแลอย่างใกล้ชิด และไปร่วมพิธีทางศาสนา และแจ้งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดูแลอย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวถามว่าการออกบิณฑบาตของพระสงฆ์ในพื้นที่ภาคใต้จะต้องมีความเข้มงวดมากกว่านี้ หรือไม่ โดยเฉพาะหากเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยง อาจจะต้องมีคำสั่งไม่ให้พระสงฆ์ ออกบิณฑบาต นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เข้าใจว่าพระสงฆ์ในพื้นที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทั้งทหารและหน่วยงานราชการ ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด จะมีวิธีการอย่างไรก็ต้องช่วยกัน เมื่อถามว่าที่ผ่านมา ไม่มีเคยเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นกับพระสงฆ์ มองว่าเกิดจากสาเหตุอะไร นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ค่อนข้างสลับซับซ้อน ต้องวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ว่าเกิดจากอะไร เราเองก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น อยากให้มีความสงบ

ต่อมาเวลาประมาณ 15.20 น.วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดรถของเจ้าหน้าที่ อส.ในพื้นที่หมู่ 5 ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ภายหลังตำรวจ สภ.ทุ่งยางแดง ได้รับแจ้ง จึงประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เข้าตรวจสอบเหตุ เบื้องต้นพบว่ารถของ อส.ทุ่งยางแดง ถูกแรงระเบิดสภาพพังเสียหาย แต่ยังไม่พบว่ามีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ โดยคนร้ายได้ลอบก่อเหตุภายหลัง อส.ในพื้นที่ดังกล่าว ได้เดินทางกลับจากการรับถุงยังชีพ ที่ศาลากลางจังหวัดปัตตานี เพื่อจะนำไปส่งมอบให้ที่ อบต.ปากู ซึ่งคาดว่าคนร้ายก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

‘ปานเทพ’พาอดีตขรก.ลุยแฉ บุกดีเอสไอ กะซวกไส้‘สตง.’

'ปานเทพ’พาอดีตขรก.ลุยแฉ บุกดีเอสไอ กะซวกไส้‘สตง.’

‘ปานเทพ’พาอดีตขรก.ลุยแฉ บุกดีเอสไอ กะซวกไส้‘สตง.’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ปานเทพ”มาแล้ว! นำพยานปากเอก “อดีตขรก.สตง.” ที่เคยรับใช้เป็นมือเป็นไม้ให้ผู้ใหญ่ระดับสูงในสตง.เข้าพบดีเอสไอ พร้อมหอบหลักฐานสำคัญทั้งเอกสารรายงานการประชุม-คลิปเสียงสนทนาระหว่างบุคคล จำนวนมากตั้งแต่ปี 65 ระบุชัดใครสั่งการใคร พูดกับใครว่าอย่างไรบ้าง ยันฟังแล้วรู้ได้ว่ามีความไม่ชอบมาพากล บอกได้ว่าฮั้วหรือไม่ ย้ำพิรุธตั้งแต่เริ่มโครงการ การออกแบบ ปูดมี 1 ใน 6 คตง.เอี่ยวด้วย

เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต นำนายณรัฐนันทน์ วิภากรวิทย์ อายุ 51 ปี อดีตข้าราชการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในฐานะพยานสำคัญเข้ามอบพยานเอกสารและพยานวัตถุแก่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับกรณีโครงการก่อสร้างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ถล่ม

ปานเทพโผล่บี้ขยายผลคดีตึกสตง.ถล่ม

นายปานเทพเผยว่า กรณีตึกสตง.ถล่ม ตนมองว่าจะพิจารณาแบบแยกส่วนไม่ได้ เห็นได้ว่ามีการออกหมายจับเพียงประเด็นเดียวคือ นอมินีของบริษัทไชน่า เรลเวย์ฯ นัมเบอร์ 10 (ประเทศ ไทย) จำกัด แต่ประเด็นอื่นที่เป็นสาระสำคัญแห่งคดี ที่ไปที่มาของตึกถล่ม จะพิจารณาจากเรื่องนอมินีอย่างเดียวไม่พอ

ตนมองว่าเรื่องนี้ต้องแบ่งออกเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงที่เปลี่ยนแปลงโครงการจากที่ปทุมธานีมาเช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการออกแบบ จากดั้งเดิมได้สูญเสียไปทั้งหมด และหลังจากออกแบบแล้วก็เกิดปรากฏการณ์ที่ออกแบบแล้ว ก่อให้เกิดปัญหาตั้งแต่การออกแบบ

“วันนี้ระดับราชบัณฑิตจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมโยธาก็ชัดเจนว่า มีปัญหาการออกแบบแต่ต้น หรือที่กล่าวว่าการออกแบบมันไม่สมมาตรต้องมีผู้รับผิดชอบ ซึ่งผู้เซ็นรับผิดชอบอยู่ในระดับผู้ที่มีใบอนุญาตวุฒิวิศวกรโยธา มีความอาวุโสด้านวิชาชีพ มีประสบการณ์มากที่สุด อายุ 85 ปี ไม่ได้ออกแบบมานานแล้ว แล้วใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบตั้งแต่แรก”นายปานเทพกล่าว

แฉแผนโยนผิดทั้งหมดให้คนออกแบบ

และว่า ตอนนี้ตนคิดว่ามันเกิดกระบวนการใหม่คือ พยายามโยนความผิดไปให้ผู้ออกแบบคนเดียว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากผู้ออกแบบคนเดียว หรือบริษัทกลุ่มเดียวเท่านั้น แต่อาจถูกโยงไปเรื่องอื่นด้วย เพราะหลังออกแบบแล้ว ในกระบวนการคัดเลือกผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมงาน และการก่อสร้างโปร่งใสหรือไม่ นอกจากนี้ ยังพบระหว่างก่อสร้างมีการแก้ไขแบบหลายครั้ง บางครั้งสัมพันธ์กับเรื่องโครงสร้างด้วยและการอนุมัติ โดยมีบางคนระบุแล้วว่าเป็นวิศวกรที่ถูกปลอมลายเซ็นในบริษัทควบคุมงาน แล้วยังมีผลต่อเนื่องว่าได้รับการอนุมัติจากผู้ออกแบบหรือไม่ ที่สำคัญเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบ ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการในส่วนผู้แทน สตง.

นายปานเทพกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังเกิดคำถามมากในการตั้งงบประมาณ ซึ่งหลายคนตรวจสอบหลายรายการ พบว่าเกินราคาตามสภาพราคาตลาด ไม่ต้องเถียงว่าตอนนั้นสตง.ไม่ได้พิจารณาส่วนลด เพราะเอาแค่ไม่มีส่วนลดก็เกินกว่าราคาตลาดหลายชิ้นงาน ดังนั้น ทั้งหมดนี้เป็นระบบใหญ่ที่ต้องพิจารณา ไม่ใช่โยนแพะให้ใครคนหนึ่ง หรือบริษัทหนึ่ง อาจเป็นเพราะมีส่วนร่วมกันหลายระบบหลายคน

หอบพยานเด็ด-อดีตขรก.สตง.ส่งDSI

นายปานเทพเผยต่อว่า วันนี้ตนได้รับบันทึกรายงานการประชุมบางส่วน บันทึกเหตุการณ์สำคัญในการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างนี้ให้ดีเอสไอด้วย นอกจากนี้ ยังมีพยาน 1 ราย ที่เป็นอดีตข้าราชการ สตง. เป็นบุคคลใกล้ชิดกับผู้บริหารในส่วน สตง. และคำว่าผู้บริหาร ตนไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่เกี่ยวข้องระดับสูง และถูกใช้ให้ทำงานหลายอย่าง วันนี้เขามีความคิดอยากทำประโยชน์ให้บ้านเมือง ในฐานะคนเป็นไม้มือให้ผู้ใหญ่ จึงมาหาตนที่บ้านพระอาทิตย์ และมอบพยานหลักฐานทั้งหมด ทั้งวิดีโอคลิป คลิปเสียงและบันทึกเสียงตั้งแต่ปี 2565 เรื่อยมาจนครบถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อทำให้เขา ซึ่งเป็นคนใกล้ชิด เป็นไม้เป็นมิอให้ผู้ใหญ่ได้ทำประโยชน์เพื่อบ้านเมือง ควรมาให้การกับดีเอสไอในฐานะพยาน ซึ่งดีเอสไอสนใจพยานปากนี้ เพราะรู้เห็นกระบวนการคนใกล้ชิดผู้บริหารว่าเดินเกมอย่างไร

ขรก.สตง.แห่ส่งข้อมูลให้อื้อ

นายปานเทพกล่าวด้วยว่า ตอนนี้คนที่มาหาตน ไม่ได้มีอดีตข้าราชการคนนี้คนเดียว แต่ยังมีอีกหลายคนที่เป็นทั้งข้าราชการในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งห่วงใยภาพลักษณ์ของ สตง. จึงทยอยส่งข้อมูลมาจำนวนมาก ทำให้เราเห็นพฤติการณ์จากบันทึกรายงานการประชุม ตั้งแต่ครั้งการเปลี่ยนแปลงโครงการนี้ ที่ออกแบบและจ่ายเงินเสร็จแล้ว ในบ้างยุครายงานการประชุม อ้างเลยว่าไม่ต้องห่วงเรื่องค่าออกแบบใหม่ เพราะจะมีกรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นผู้ออกแบบให้ แล้วกรรมการก็หลงเชื่อ แต่สุดท้ายต้องไปจ้างผู้ออกแบบใหม่อยู่ดี ซึ่งผิดจากบันทึกรายงานการประชุมแต่เดิม

พิรุธอื้อตั้งแต่เริ่มออกแบบโครงการ

นายปานเทพกล่าวว่า ตนนำหลักฐานเหล่านี้มาให้ดีเอสไอเห็นถึงพฤติการณ์การเปลี่ยนแปลงของโครงการนี้นำไปสู่การออกแบบของผู้ออกแบบที่เต็มไปด้วยปัญหาทั้งหมด โดยบันทึกรายงานการประชุมตั้งแต่ปี 2565 ถึงยุคหลัง

“เหตุการณ์ทุจริตตั้งแต่การว่าจ้างออกแบบหรือไม่ ผมเรียนว่าตั้งแต่ยอมเสียค่าใช้จ่ายออกแบบให้สูญหายไปจากโครงการเดิมสู่การออกแบบใหม่ สถานที่ใหม่ ย้ายจากที่ดินที่พึงจะได้ กลายมาเป็นที่ดินที่ต้องเช่าการรถไฟฯ เรื่อยมาไปจนถึงวิธีออกแบบ คัดเลือก จนเกิดคำถามมากมาย”นายปานเทพกล่าวและว่า วันนี้เป็นบันทึกการประชุมเพียงบางส่วน ประมาณ 5-6 ครั้งที่เป็นเหตุการณ์สำคัญของเรื่องคดีนี้

ปูดโยงผู้บริหารคตง.ด้วย1

ส่วนคลิปเสียงเป็นเรื่องระหว่างบุคคลนั้น นายปานเทพกล่าวว่า เป็นประเด็นแห่งคดี คิดว่าจะใช้เฉพาะในคดีความเท่านั้น เพราะเป็นอันตรายต่อพยานด้วย ซึ่งเป็นคลิปเสียงคนหลายคน โดยเฉพาะพยานอดีตข้าราชการรายนี้บันทึกโดยโทรศัพท์ตั้งแต่ปี 2565 บันทึกเทปไว้หมด การสั่งการจากใคร การพูดคุยกับใคร รวมถึงการสนทนาช่วงหลังด้วยว่าบริษัทควบคุมงานคิดอะไร ทำอะไร พูดว่าอะไร ช่วงการออกแบบมีการพูดถึงผู้รับเหมาอย่างไร วันนี้มีคลิปเสียงสนทนามีจำนวนมาก เพราะอัดไว้ตลอดเวลา ต้องถอดเทปมาคัดเลือกมอบให้ดีเอสไอ ทั้งนี้ ในส่วนผู้บริหารไม่ได้มีเพียงส่วนสตง. แต่มีในส่วนคตง.ด้วย โดยเฉพาะหน้าห้อง คตง. ที่เป็นตำรวจ

ปลุกขรก.สตง.ให้ข้อมูลรักษาองค์กร

ด้านนายณรัฐนันทน์กล่าวว่า ที่ตนมาวันนี้ เพราะเคยใกล้ชิดผู้ใหญ่ในสตง. ที่เป็นผู้บริหาร และตนเคยทำงานรับใช้หลายเรื่อง ล่วงรู้พฤติการณ์ที่ส่อไปในทางไม่สุจริตของการสร้างตึก สตง.ที่เกิดเหตุถล่ม รายละเอียดพยานหลักฐานข้อเท็จจริง ตนมอบให้นายปานเทพไปแล้ว ที่มาเพราะอยากมาให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อประเทศกับดีเอสไอ แต่ขอไม่ลงลึกรายละเอียด เพราะจะอยู่ในสำนวน ทั้งนี้ ตนขอให้พี่น้องข้าราชการ สตง.ที่ทราบเรื่อง สตง.ยังมีคนดี คนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมช่วยออกมาเผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงที่รู้กันมาก เช่น ทำไมราคากลางถึงแพง เกิดอะไรขึ้น เพื่อรักษาภาพลักษณ์องค์กร ให้เห็นว่าสตง.ยังมีคนดี

ยันข้อมูลที่มีบอกได้เลยว่าฮั้วหรือไม่

นายณรัฐนันทน์กล่าวอีกว่า ส่วนพฤติการณ์ใดที่ส่อไปในทางทุจริต ตนให้นายปานเทพไปแล้ว สรุปคือ ตนถูกใช้งานให้ไปทำหลายอย่างที่ส่อไปทางทุจริต เช่น ตนมองว่าอาจเป็นเรื่องของความไม่ชอบธรรมความไม่สุจริตโปร่งใส ไม่มีเรื่องเงิน แต่ตนทราบข้อเท็จจริงตั้งแต่กระบวน การคัดเลือกผู้ออกแบบ การคัดเลือกผู้รับจ้างก่อสร้าง การคัดเลือกผู้ควบคุมงาน มีเบื้องลึกเบื้องหลังหรือไม่ ส่วนจะมีการฮั้วกันตั้งแต่สร้างตึก สตง.แห่งใหม่หรือไม่ ข้อมูลตนมีแบบนี้ ส่วนข้อเท็จจริงพยานหลักฐานขอให้ดีเอสไอไปพิจารณาอีกครั้ง แต่ตนยืนยันว่ารู้และเชื่อว่ามันเกิดกระบวนการแบบนี้จริง

“ส่วนมีกรณีใดที่ส่อทุจริตที่ผมไปดำเนินเรื่องเอง หรือถูกให้ไปดำเนินเรื่องหรือไม่ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ไปดำเนินการเอง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ส่อทุจริต โดยมีหลายเรื่องที่ผมอยู่ในเหตุการณ์เลยได้รู้ ได้ยินได้ฟังกับตัวเอง ส่วนหลักฐานคลิปวิดีโอ หากได้ฟังมันบ่งบอกถึงความไม่สุจริตเกิดขึ้น ฟังโดยสามัญชนทั่วไปจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเป็นการพูดคุยระหว่างบุคคลกับบุคคล”นายณรัฐนันทน์กล่าว

เห็นความไม่ชอบมาพากลมา18ปี

และว่า ตนทำงานที่ สตง.มา 18 ปี เห็นความไม่ชอบมาพากลปี 2563 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน แต่ด้วยความเป็นข้าราชการ มีผู้บังคับบัญชา อีกทั้ง ห่วงความปลอดภัย ความก้าวหน้าทางอาชีพ แต่วันนี้ตนเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว มันเป็นเรื่องใหญ่มีคนเสียชีวิต คนเหล่านั้นควรได้รับความยุติธรรม ผู้บริหารหรือใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรมีส่วนรับผิดชอบ ตนเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่เราควรเปิดเผยข้อเท็จจริงให้สาธารณะชนสังคมรับทราบ

นายณรัฐนันทน์กล่าวถึงสาเหตุที่ตนออกจากสตง.มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ไม่เกี่ยวกับเรื่องตึก สตง. แห่งใหม่ถล่ม และไม่เกี่ยวกับการทุจริต แต่เป็นเรื่องส่วนตัวที่ตนมองว่าถูกกลั่นแกล้ง เพราะอาจไปรู้ความลับมากเกินไป และตนก็อยู่ระหว่างอุทธรณ์สำนวนคดี ไม่อยากเอาเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวกับส่วนรวม ทั้งนี้ ตอนเป็นข้าราชการไม่เคยบอกผู้บังคับบัญชาเรื่องทุจริต เพราะตนเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่ส่วนตัวเชื่อว่าท่านทราบอยู่แล้วว่าทำอะไรกันไว้ เพราะอยู่ในอำนาจท่าน ตนคงไม่กล้าไปนำเสนอ แต่วันนี้ ตนเห็นว่ามีผู้เสียชีวิตและอยากให้เรื่องถูกตีแผ่ ไม่อยากให้ถูกซุกไว้ใต้พรมอีกแล้ว

คาดมีบิ๊กเอี่ยวไม่ต่ำกว่า10คน

นายณรัฐนันทน์ระบุอีกว่า ส่วนจำนวนผู้บริหารชั้นผู้ใหญ่ที่รู้เห็นพฤติการณ์ไม่ชอบมาพากลน่าจะประมาณกี่คนนั้น ในมุมมองของตนไม่ต่ำกว่า 10 คน และตนขออนุญาตกล่าวว่าสัญญาจ้างผู้ออกแบบ สัญญาจ้างผู้รับเหมาก่อสร้าง สัญญาจ้างผู้ควบคุมงาน ที่สตง.เป็นผู้ว่าจ้าง ลงนามโดย นายประจักษ์ บุญยัง อดีตผู้ว่าฯ สตง. ส่วนหลักฐานวันนี้จะเกี่ยวข้องกับผู้บริหารในอดีตหรือปัจจุบัน ตนขอแจงว่าในชุดผู้บริหารปัจจุบัน ผู้บริหารยังมีอำนาจอยู่ พร้อมยอมรับว่ากังวลเรื่องของความปลอดภัยที่ออกมาพูดวันนี้ แต่คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ควรพูดและนำเสนอ ถ้าเราไม่ออกมาทำเพื่อสังคมบ้าง สิ่งต่างๆเหล่านี้หากตึกไม่ถล่มก็ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในองค์กร สตง.

“ส่วนเรื่องที่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.) ที่ถามว่ามีผู้บริหาร คตง.ในส่วนข้อมูลของผม ปัจจุบันเรามี คตง. 6 คน ซึ่งข้อมูลของผมต้องให้ความเป็นธรรมกับคตง.อีก 5 ราย เพราะ 5 รายนี้ ผมไม่เคยได้ข้อมูลว่าท่านเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร แต่มี 1 ท่าน ที่ผมรับใช้ใกล้ชิด”นายณรัฐนันทน์ กล่าว

เช็คโผ‘ปรับครม.’! สะพัด‘เสริมศักดิ์-สุทิน’คัมแบ็ก ‘พิชัย-สรวงศ์-ธีรรัตน์’จ่อหลุด

เช็คโผ‘ปรับครม.’! สะพัด‘เสริมศักดิ์-สุทิน’คัมแบ็ก ‘พิชัย-สรวงศ์-ธีรรัตน์’จ่อหลุด

เช็คโผ‘ปรับครม.’! สะพัด‘เสริมศักดิ์-สุทิน’คัมแบ็ก ‘พิชัย-สรวงศ์-ธีรรัตน์’จ่อหลุด

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ขยับปรับครม.ต้น พ.ค.! ก่อนถกงบ69 สะพัด‘เสริมศักดิ์-สุทิน’คัมแบ็กรมต. ‘บิ๊กอ้วน’เซ่นเก้าอี้‘เผ่าภูมิ’ แลกกลับคุม‘พาณิชย์’ ด้าน‘พิชัย-สรวงศ์-ธีรรัตน์’จ่อหลุด ‘วิสุทธิ์-อนุสรณ์’มีลุ้น

24 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุให้รัฐมนตรีทำใจนิ่งๆ กับกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ยังปรากฏข่าวจะมีการปรับ ครม.หลังสภา ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ไปแล้ว

ล่าสุดมีรายงานว่าอาจจะมีการปรับ ครม.ในต้นเดือน พ.ค.นี้เลย โดยจะเป็นการปรับทั่วไปก่อน โดยเฉพาะในส่วนของพรรคเพื่อไทย (พท.) ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ หากต้องการจะปรับในคราวเดียวกันสามารถแจ้งชื่อมาได้

ในส่วนของ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” (รทสช.) มีรายงานข่าวแจ้งว่า อาจจะมีการขยับในส่วนของ “นายสุชาติ ชมกลิ่น” รมช.พาณิชย์ ที่จะนำบุคคลในพรรค รทสช.เข้ามาแทนที่ 

ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” แจ้งมาแล้วว่าไม่มีการปรับเปลี่ยน

สาเหตุที่ต้องขยับการปรับ ครม.ขึ้นมาก่อนพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณฯ เนื่องจากมีแรงกดดัน โดยเฉพาะจากผลโพลที่ออกมา โดยมีรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯอยากจะปรับ แต่ น.ส.แพทองธาร ยังไม่อยากปรับ เป็นเหตุให้นายทักษิณ ขอปรับในส่วนที่สามารถปรับได้ก่อน

มีชื่อ “นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช” อดีต รมว.วัฒนธรรม และ “นายสุทิน คลังแสง” อดีต รมว.กลาโหม จะได้กลับเข้ามา

โยกเอา “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กลับไปเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

ทั้งนี้ นายเสริมศักดิ์ ได้รับแรงสนับสนุนจากคนแดนไกล ส่วนนายสุทิน ได้รับคำชื่นชมจากนายทักษิณ และทหารชื่นชอบ

ขณะที่ “นายพิชัย นริพทะพันธุ์” รมว.พาณิชย์ , “นายสรวงศ์ เทียนทอง” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา , “น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์” รมช.มหาดไทย มีชื่อหลุดตำแหน่ง

“น.ส.จิราพร สินธุไพร” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่นายทักษิณ อยากปรับ แต่ น.ส.แพทองธาร ไม่อยากปรับ โดยจะขอโยกให้ไปเป็น รมช.คลัง แทน “นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล” รมช.คลัง เพราะนายเผ่าภูมิ เป็นคนของนายภูมิธรรม อยู่แล้ว รวมถึงที่ผ่านมาผลงานยังไม่เข้าตา จึงต้องแลกตำแหน่งของนายเผ่าภูมิเพื่อให้นายภูมิธรรม ได้กลับไปกระทรวงพาณิชย์

ในส่วนคนที่มาแทน น.ส.ธีรรัตน์ ในตำแหน่ง รมช.มหาดไทย มีชื่อ “นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ” สส.บัญชีรายชื่อ ประธานวิปรัฐบาล ที่มีความอาวุโส ซึ่งอาจจะทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เกรงใจบ้าง โดยเป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับการทาบทามให้มากรอกคุณสมบัติแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีชื่อ “นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด” สส.บัญชีรายชื่อ ที่มีแรงหนุนจาก สส.ในพรรค และเป็นโควตาเสื้อแดง เข้ามาเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านสื่อสารการประชาสัมพันธ์ และทำงานควบคู่กับโฆษกรัฐบาล และเตรียมเรื่องการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2570 แทน น.ส.จิราพร สินธุไพร ที่อาจถูกโยกไปเป็นรมช.คลัง

ขณะที่ตำแหน่งประธานวิปรัฐบาลที่ว่างลงหากนายวิสุทธิ์ ไปเป็นรัฐมนตรี ขณะนี้มีแคนดิเดต 2 คน คือ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน กับนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์

ปทส.ยึดหมูเถื่อน หนัก1,800กิโลฯ ไม่พบแหล่งที่มา ส่งตรวจเชื้อโรค

ปทส.ยึดหมูเถื่อน หนัก1,800กิโลฯ ไม่พบแหล่งที่มา ส่งตรวจเชื้อโรค

ปทส.ยึดหมูเถื่อน หนัก1,800กิโลฯ ไม่พบแหล่งที่มา ส่งตรวจเชื้อโรค

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปทส.ยึดหมูเถื่อน หนัก1,800กิโลฯ ไม่พบแหล่งที่มา ส่งตรวจเชื้อโรค

ตำรวจ ปทส.ลุยตรวจโรงชำแหละ ยึดซากสุกร 1,800 กิโลกรัม ไม่สามารถแสดงแหล่งที่มาได้จับกุมเจ้าของ พร้อมส่งตัวอย่างซากสุกร ไปตรวจหาเชื้อโรคดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์

เมื่อวันที่ 23 เมษายน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือ CIB มอบหมายให้ พล.ต.ต.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา รอง ผบก.ปทส. พ.ต.อ.สมบัติ มาลัย รักษาราชการแทน ผกก.1 บก.ปทส, พ.ต.ท.กษิดิ์เดช เจริญลาภ รอง ผกก.1 บก.ปทส. พ.ต.ท.ธานุพันธ์ สุระสะ พ.ต.ท.ไพรวรรณ ตั้นหลก พ.ต.ต.วัชระ บุดดีคำ สว.กก.1 บก.ปทส.นำกำลัง ร่วมกับนายสายันต์ ป้องขันธ์ ปศุสัตว์พื้นที่ 1 และรักษาการพื้นที่ 3 และ 5 กรุงเทพมหานคร , นายคัชพนธ์ อุดมสินค้า นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ กองสารวัตรและกักกัน เข้าจับกุมนายธนะพล อายุ 41 ปี พร้อมของกลาง ซากสุกร 1,800 กิโลกรัม ในความผิดตามมาตรา 22 พ.ร.บ.โรคระบาดเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์เข้าเขตโรคระบาดชั่วคราว เขตโรคระบาด หรือเขตเฝ้าระวังโรคระบาด โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสัตวแพทย์ประจำเขต เนื่องจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร มีโทษตามมาตร 65 จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จับกุมได้ที่โรงชำแหละซากสุกรไม่มีชื่อ แขวงและเขตบางซื่อ กทม.

การจับกุมครั้งนี้เนื่องจากตำรวจ กก.1 บก.ปทส.และสารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองสารวัตรและกักกัน ปศุสัตว์พื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้รับการร้องเรียนว่าโรงชำแหละซากสุกรดังกล่าว ถูกใช้เป็นสถานที่ชำแหละเพื่อส่งขาย มีการลักลอบเคลื่อนย้ายเนื้อและชิ้นส่วนสุกรจากพื้นที่ต่างๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่ทราบแหล่งที่มา การขนย้ายไม่ถูกสุขอนามัย ซึ่งอาจทำให้มีการปนเปื้อนเชื้อก่อโรคที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และประกอบกิจการที่ไม่ถูกสุขอนามัย ส่งกลิ่นเหม็นเป็นปัญหามลภาวะทางอากาศ และแหล่งแพร่เชื้อโรค สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง จึงเข้าตรวจสอบ

จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบตัว นายธนะพล แสดงตัวเป็นเจ้าของ จึงให้พาเข้าตรวจภายในโรงชำแหละ พบซากสุกรบางส่วนถูกวางบนพื้นทางเดินโดยไม่มีภาชนะรองหรือปกคลุม โดยซากสุกรทั้งหมดมีประมาณ 7,500 กิโลกรัม มีเอกสารระบุแหล่งที่มาครบถ้วนถูกต้อง 5,700 กิโลกรัม ส่วนที่เหลือ 1,800 กิโลกรัม ไม่ทราบแหล่งที่มา และไม่สามารถนำเอกสารแสดงแหล่งที่มา นำมาแสดงได้ จึงยึดไว้เป็นของกลางและดำเนินคดี พร้อมทั้งเก็บตัวอย่าง นำส่งไปตรวจหาเชื้อโรคระบาดต่อไป

ปชช.ร่วมอาลัย อัญเชิญพระศพ‘โป๊ปฟรานซิส’ ประดิษฐานมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์

ปชช.ร่วมอาลัย อัญเชิญพระศพ‘โป๊ปฟรานซิส’ ประดิษฐานมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์

ปชช.ร่วมอาลัย อัญเชิญพระศพ‘โป๊ปฟรานซิส’ ประดิษฐานมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักวาติกัน จัดพิธีอัญเชิญพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิส ออกมาประดิษฐานยังพระแท่นในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถวายสักการะและความอาลัย ก่อนที่จะมีพิธีพระศพในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ เจ้าชายวิลเลียมแห่งอังกฤษ , สมเด็จพระราชาธิบดีและพระราชินีสเปน และผู้นำโลกหลายสิบคน รวมถึง “ทรัมป์” ผู้นำอังกฤษ ฝรั่งเศส ยูเครน พร้อมร่วมพิธีพระศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อช่วงสายวันที่ 23 เมษายนตามเวลาท้องถิ่น พระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งทรงฉลองพระองค์สีแดงบรรทมอยู่ในหีบพระศพแบบเปิด ได้ถูกอัญเชิญออกจากโบสถ์เล็กภายในที่ประทับซานตา มาร์ตา ไปประดิษฐานยังมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ โดยขบวนที่ประกอบด้วย พระคาร์ดินัล บาทหลวง และทหารรักษาพระองค์ เคลื่อนออกจากโบสถ์ ซึ่งมีการสวดบทสวดภาษาลาติน และเสียงระฆังของมหาวิหาร

ช่วงเริ่มพิธี พระคาร์ดินัล เควิน ฟาร์เรล ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายไอริชกล่าวถ้อยคำว่า “พี่น้องที่รัก ด้วยความโศกเศร้าอย่างยิ่ง พวกเราได้ร่วมเดินทางไปกับร่างของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเพื่อไปยังมหาวิหารวาติกัน” ในขณะที่ขบวนพระศพเคลื่อนผ่านจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ผู้คนจำนวนมากที่มารอเฝ้าอยู่อย่างเนืองแน่นก็พร้อมใจกันปรบมืออย่างกึกก้อง ซึ่งถือเป็นการแสดงความเคารพตามธรรมเนียมของชาวอิตาลี

จากนั้นขบวนเคลื่อนเข้าสู่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ โดยหีบพระศพได้ประดิษฐานไว้บนแท่น หลังเสร็จพิธีการทางศาสนาแล้ว สำนักวาติกันได้อนุญาตให้ประชาชนได้เข้าถวายความอาลัยและสักการะพระศพไปจนถึงเวลา 21.00 น. ของวันศุกร์นี้ตามเวลาท้องถิ่น (25 เมษายน) ก่อนที่จะมีพิธีพระศพในเวลา 10.00 น. วันเสาร์ที่ 26 เมษายน

สำหรับผู้นำจากประเทศต่างๆ ที่ยืนยันเดินทางมาเข้าร่วมพิธี อาทิ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ, ประธานาธิบดี ฮาเวียร์ มิเล แห่งอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของโป๊ปฟรานซิส, นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร , ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส , ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน , ประธานาธิบดี อันแชร์ ดูดา แห่งโปแลนด์ , เออร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป , นายกรัฐมนตรี จอร์จา เมโลนี แห่งอิตาลี และประธานาธิบดี ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวาแห่งบราซิล ประเทศที่มีประชากรชาวคาทอลิกมากสุดในโลก ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดบริเวณด้านนอกมหาวิหาร มีการติดตั้งเครื่องตรวจเอกซเรย์ด้านหน้าทางเข้าจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ และสั่งห้ามบินเหนือน่านฟ้ากรุงโรมและนครรัฐวาติกัน ขณะที่คาดว่า น่าจะมีคริสตศาสนิกชนและประชาชนผู้มีจิตศรัทธาอย่างน้อยถึง 200,000 คน ที่จะเข้าร่วมพิธีพระศพที่ด้านนอกมหาวิหาร

อีกด้านหนึ่ง สำนักวาติกันยังเปิดเผยรายละเอียดช่วง 24 ชั่วโมงสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ โดยในวัน “อีสเตอร์ ซันเดย์” อาทิตย์ที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา โป๊ปฟรานซิสทรงปรากฏพระองค์ครั้งแรกหลังเสด็จออกจากโรงพยาบาลที่ประทับอยู่นาน 5 สัปดาห์ เพื่อรักษาพระอาการประชวรปอดอักเสบติดเชื้อทั้ง 2 ข้าง ทรงถามพยาบาลส่วนพระองค์ว่า จะทรงทำได้หรือไม่ ก่อนการปรากฏพระองค์ที่ระเบียงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมื่อพยาบาลยืนยันว่าทรงทำได้ จึงได้ปรากฏพระองค์ที่ระเบียงดังกล่าวและทรงอวยพรผู้ศรัทธาจำนวนมากที่มารอเฝ้าที่ลานจตุรัสเซนต์ปีเตอร์เนื่องในวันอีสเตอร์ ซันเดย์

ต่อมาเช้าวันรุ่งขึ้น “อีสเตอร์ มันเดย์” เวลา 5.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับ 10.30 น. วันเดียวกันตามเวลาไทย ทรงเริ่มรู้สึกไม่สบาย และเพียง 1 ชั่วโมงหลังจากนั้น พระอาการเข้าสู่โคม่าอย่างรวดเร็ว และสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน แต่บรรดาคนที่อยู่ข้างเตียงที่ประทับยืนยันว่า ทรงไม่มีความทุกข์ทรมานใด ๆ และทรงจากไปอย่างสงบ แพทย์เผยสาเหตุการสิ้นพระชนม์ว่ามาจากอาการสโตรค และภาวะหัวใจล้มเหลว

ทุ่มอัดฉีด5แสนล.‘ขุนคลัง’เดินหน้ากระตุ้นศก. รับมือผลกระทบภาษีทรัมป์

ทุ่มอัดฉีด5แสนล.‘ขุนคลัง’เดินหน้ากระตุ้นศก. รับมือผลกระทบภาษีทรัมป์

ทุ่มอัดฉีด5แสนล.‘ขุนคลัง’เดินหน้ากระตุ้นศก. รับมือผลกระทบภาษีทรัมป์

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทุ่มอัดฉีด5แสนล. ‘ขุนคลัง’เดินหน้ากระตุ้นศก. รับมือผลกระทบภาษีทรัมป์ เกลี่ยงบ/ปล่อยกู้ช่วยปชช. ‘เท้ง’เหน็บล้มแผนถกสหรัฐ โยง‘อุยกูร์’จี้‘อิ๊งค์’เร่งเคลียร์

“ขุนคลัง” เล็งอัดฉีด 5 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นบริโภค ปลุกการลงทุน รับมือเศรษฐกิจโลกหนัก ปลัดคลัง พร้อมหาทางเกลี่ยงบ ไม่จำเป็นต้องกู้อย่างเดียว เท้ง-ผู้นำฝ่ายค้าน ผสมโรงสงสัยไทยล้มเจรจากับสหรัฐถกกำแพงภาษี เพราะปมเรื่องที่ไทยส่งอุยกูร์ไปให้จีนหรือไม่ จี้นายกฯตอบให้ชัด “ภูมิธรรม” โต้ โดนจำกัดวีซ่า ปมส่งอุยกูร์กลับจีน ไม่ได้ร่วมทีมเจรจาไทยไปสหรัฐ

เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงกรณีที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดจีดีพีไทยปี 68 จาก 2.9% เหลือ 1.8% หลังผลกระทบจากทรัมป์ โดยมองว่าเป็นการประเมินเบื้องต้น ซึ่งของจริงยังไม่รู้ว่าลดเท่าไร แต่ไม่น่าถึงขนาดนั้น เพราะว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่แน่นอนและมีการเปลี่ยนแปลงตลอด แต่ยอมรับว่าอาจมีผลกระทบบ้าง ซึ่งรัฐบาลมีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมออกมาตรการมาดูแลกระตุ้นเศรษฐกิจ ชดเชยส่วนจีดีพีที่จะลดลงไป เพื่อรักษาให้เติบโตได้ในระดับเดิม

“โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้เกิดแรงขับเคลื่อน ซึ่งส่วนตัวมองว่าน่าจะต้องใช้เม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท โดยจะโฟกัสไปเรื่องในประเทศ ทั้งการกระตุ้นการบริโภค การลงทุน ตลอดจนเรื่องซอฟต์โลน ส่วนที่มาของแหล่งเงินจะต้องดูเพราะมีหลายทาง โดยขณะนี้ก็ได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสภาพัฒน์ รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด

ส่วนผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะนั้น ไม่อยากให้มองเรื่องหนี้ เพราะหลายๆ ประเทศก็มีหนี้สูงกว่า แต่สิ่งสำคัญคือหากมีการใช้เงินจะนำมาใช้ทำอะไร ซึ่งถ้าสามารถทำให้ขนาดเศรษฐกิจเติบโตขยายตัวได้กว่าเดิมก็จะทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีปรับลดลงได้

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าตอนนี้ฐานะการคลังไทยยังเข้มแข็ง ส่วนที่รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่กว่า 500,000 ล้านบาทนั้น ก็ต้องดูว่าจะเข้ามาทำในส่วนไหน ซึ่งมองว่าเรื่องการกระตุ้นการบริโภคก็จะเกิดผลได้ไว แต่เรื่องการลงทุนก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำที่ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

สำหรับแหล่งเงินที่มาตอนนี้ยังไม่สรุปว่าจะเป็นการกู้หรือไม่ เพราะสามารถทำได้จากหลายวิธี ทั้งการเกลี่ยงบประมาณ รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 150,000 ล้านบาท ที่มีเหลืออยู่ก็ต้องดู ตลอดจนสามารถนำเงินสถาบันการเงินของรัฐเข้ามาปล่อยสินเชื่อเพื่อเติมเงินเข้าเศรษฐกิจได้อีกทาง ซึ่งหลังจากนี้จะต้องรอดูการสรุปโครงการ ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนในเดือนหน้า ตลอดจนสถานการณ์เศรษฐกิจโลกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกหรือไม่

ส่วนการขยายเพดานหนี้เป็น 75-80% นั้นมองว่าเรื่องเพดานหนี้ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะหลายประเทศก็มีหนี้สูงถึง 80% หรือ 100% ก็ยังทำได้ แต่สิ่งสำคัญคือการกู้เงินมาจะมาทำอะไร รวมถึงดูเรื่องความสามารถในการชำระหนี้คืน ซึ่งหากรัฐเลือกกู้ 5 แสนล้าน ก็กระทบหนี้สาธารณะเพิ่ม 3% เศษ โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะเราอยู่ที่ 64.21%

ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการเจรจาต่อรองกำแพงภาษีกับสหรัฐอเมริกา ว่า การเจรจากับสหรัฐอเมริกาตอนนี้ น่าจะยังมีการสื่อสารไม่ตรงกัน สรุปแล้วเป็นทางสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเลื่อน หรือฝั่งไทยเป็นคนเลื่อน เราจึงอยากได้การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่าการเจรจาครั้งนี้ จะล้มเหลวหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง อยากจะให้ผลออกมาดีที่สุดอยู่แล้ว แต่จะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่ตัวรัฐบาลเอง หรือคณะที่ไปเจรจา จุดสำคัญที่สุดคือการพูดให้เห็นภาพตรงกัน ไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิด หรือการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน ถ้าจุดเริ่มต้นไม่ตรงกัน เช่น ฝั่งไทยบอกว่าสหรัฐฯ ขอเลื่อน ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งอาจจะมองว่าไทยไม่ได้นัดไป จริงหรือไม่ ตนจึงมองว่าการเจรจา มีข้อสะดุด หรือไม่ราบรื่น

เมื่อถามว่า กรณีวีซาที่สหรัฐฯ แบนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการส่งชาวอุยกูร์กลับสาธารณรัฐประชาชนจีน จะมีผลต่อการเจรจาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งหนึ่งที่เราสื่อสารมาโดยตลอด ว่าการดำเนินการในเรื่องนี้ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

“การที่สหรัฐฯ มีการแบนวีซาผู้นำไทยในระดับแกนนำรัฐบาล เป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า การตัดสินใจของรัฐบาลกระทบต่อเรื่องนี้ และเราก็แสดงความเป็นห่วงมาตลอดอยู่แล้ว” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า รัฐบาลควรแสดงความชัดเจนเรื่องนี้ให้มากขึ้น ว่าตกลงแล้วการเจรจา รวมถึงวันเจรจา เรามีความพร้อมมากแค่ไหน อย่างไรก็ตาม ส่วนที่ฝ่ายค้านกังวลตอนนี้ ก็มีหลายส่วน เช่น อำนาจการต่อรองของไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าต่างๆ ที่ต้องเตรียมกรอบในการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ รวมไปถึงกรอบการร่วมมือกับประเทศร่วมค้าอื่น และการรับมือของอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ เช่น การนำเข้าข้าวโพด รวมไปถึงการเยียวยาอุตสาหกรรม หรือห่วงโซ่อุปทานต่างๆ ที่จะย้ายฐานการผลิต และการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่จะเสริมสร้างจุดแข็งของประเทศไทยในอนาคต ตนคิดว่าสิ่งเหล่านี้ ต้องมีความชัดเจนมากกว่านี้

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการเตรียมแผนสนับสนุนทีมเจรจาฝ่ายไทย ที่จะเดินทางไปพูดคุยขอลดภาษีกับทางสหรัฐสหรัฐอเมริกา ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ว่า เราได้มีการเตรียมการไปพอสมควรแล้ว ส่วนกรณีที่ฝ่ายไทยถูกสหรัฐเลื่อนเวลานั้นต้องเข้าใจว่า แม้แต่ประเทศสหรัฐยังเปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา ดังนั้น ฝ่ายไทยขณะนี้เตรียมตัวให้ดีที่สุด นิ่งที่สุด เมื่อได้วันเวลาที่ชัดเจนแล้ว ก็พร้อมที่จะไปพูดคุย

ส่วนสาเหตุการเลื่อนนั้น ตนมองว่า ไม่ใช่สาระสำคัญ เมื่อประเทศต้นทางขอเลื่อนเราก็ไม่จำเป็นที่จะไปร้อนใจอะไร เพียงแต่เตรียมตัวให้ดีที่สุด ซึ่งปัจจุบันเรามีที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก รวมถึงกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมการก่อนหน้านี้แล้ว ในขณะที่กองทัพเองก็มีการสำรวจ ว่า เรามีการซื้ออาวุธ จากสหรัฐเท่าไหร่ แต่ไม่ได้มีการนำไปผนวกดุลการค้า ต้องไปพูดคุยกัน นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดในเรื่องอื่นๆด้วย

เมื่อถามว่า กรณีคณะทีมเจรจาบางคนเช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ไม่ได้เดินทางไปด้วยมีนัยอะไรหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า มันมีเหตุและผลในตัวของมันอยู่ ใครไปหรือไม่ได้ไปก็ไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่เราจะมุ่งเน้นไปที่การเจรจาให้เกิดประโยชน์กับเรามากที่สุด ซึ่งยอมรับว่าในส่วนของหน่วยงานความมั่นคงไม่ได้ไป แต่หากทีมเจรจาที่ไปคุย แล้วทางสหรัฐมีข้อเสนอในเรื่องของความมั่นคง ก็สามารถแจ้งมายังตน และตนพร้อมที่จะดำเนินการให้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปด้วย

เมื่อถามว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ กรณีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนถูกสหรัฐจำกัดวีซ่ากรณีส่งอุยกูร์กลับจีนใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่มี ตนยังไม่ได้รับหนังสือเลยว่า สหรัฐฯห้ามเข้าประเทศในเรื่องของอุยกูร์ ไม่อยากให้จินตนาการ และไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดในที่สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันตนได้เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว ส่วนจะจัดการอย่างไรก็ให้รอดูผลการปฏิบัติ แล้วค่อยวิจารณ์

เมื่อถามว่า เราจะสร้างความสมดุลระหว่างจีนและสหรัฐอย่างไร เพราะจีนประกาศมีมาตรการกับประเทศใดก็ตามที่ร่วมมือกับสหรัฐ แล้วสร้างผลกระทบกับจีน นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องระหว่างสหรัฐกับจีน ในระหว่างที่ความสัมพันธ์ไทยกับจีน ก็ยังดีอยู่ ในส่วนของสหรัฐตนได้พูดคุยอยู่บ่อยครั้ง ยังยืนยันว่าเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเวที ซึ่งประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ตนจะเดินทางไปประเทศเยอรมัน พบปะกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหลายประเทศ นอกจากนี้ยังมีการประชุม เชงกรีล่า ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งต้องพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐและจีน

“ดังนั้นการเจรจาหรือการพูดคุย ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นแล้วมากล่าวหาว่า อ่อนหัด อยากให้ดูผลของการเจรจาดีกว่า ไม่ใช่พอเห็นรูป ผู้แทนประเทศอินเดีย กับสหรัฐพูดคุยกัน แล้วมาบอกให้รัฐบาลไทยดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งเราก็ดูอยู่ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะแย่กับเขา ต้องให้เกียรติกัน”นายภูมิธรรม กล่าว

เมื่อถามว่า หากสหรัฐฯกดดัน เปลี่ยนเครื่องบินรบฝูงใหม่จาก Gripen เป็นเอฟ 16 เพื่อแลกกับการลดภาษี นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องคุยในระยะยาว เพราะเครื่องบินเอฟ 16 มาด้วยเงื่อนไขให้เรากู้เงิน กับทางสหรัฐ

“ผมได้พูดกับทูตสหรัฐอเมริกาไปแล้ว เราไม่เคยกู้เงินมาซื้ออาวุธ อยู่ดีๆจะให้เรามากู้เงินซื้ออาวุธ ท่านไม่ตายแต่ผมตาย ซึ่งหากไม่มีเงื่อนไขการกู้เงินนี้ ก็สามารถพูดคุยได้ เพราะเรามองว่า กำลังรบของกองทัพอากาศไทย มีอยู่หลายเฟส ส่วนที่นายกรัฐมนตรี เตรียมจะเดินทางไปประเทศสวีเดนเพื่อเซ็นสัญญาการซื้อเครื่องบิน Gripen นั้น ผมยังไม่ทราบเพราะปัจจุบันนี้ทางกองทัพอากาศยังไม่ได้ยื่นมาให้ผมเซ็นเลย ยังไม่ได้เข้าครม.” นายภูมิธรรม กล่าว

วันเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข่าว Trump tariffs threaten to pile more pain on Thailand’s rice sector ระบุว่า ชาวนาในประเทศไทยกำลังกังวลปัญหาถึง 2 เรื่อง ทั้งราคาส่งออกข้าวที่ลดลงเนื่องจากอินเดียกลับมาส่งออกข้าวสู่ตลาดโลกอีกครั้ง กับมาตรการกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศใช้

โดย บรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล (Banjong Tangchitwattanakul) นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า การที่ข้าวโพดนำเข้าราคาถูกจำนวนมากอาจทำให้ราคาข้าวหักและรำข้าว ซึ่งสกัดได้ระหว่างการสีข้าวและนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ตกต่ำลงอีก

รายงานข่าวทิ้งท้ายว่า ในวันที่ 8 เม.ย. 2568 กลุ่มเกษตรกร 4 กลุ่ม รวมทั้งโรงสีข้าว เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยขอให้ระงับการนำเข้าข้าวโพดและกากถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้ราคาพืชผลในประเทศสำหรับอาหารสัตว์ถูกลง ขณะที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นว่าข้อเสนอผ่อนปรนใดๆ ที่รัฐบาลให้ในการเจรจากับสหรัฐฯ จะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศ แต่สำหรับชาวนาอย่าง Daeng การตัดสินใจที่เกิดขึ้นอีกซีกโลกอาจส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของเธอได้

“ลูกๆ ของฉันติดตามข่าวมาตลอด พวกเขาบอกฉันว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เราคงไม่รอดหรอกแม่’” ชาวนาและหญิงชราวัย 70 ปีผู้นี้ กล่าวทิ้งท้าย

‘ธรรมนัส’นำ’กล้าธรรม’ปราศรัย’เมืองคอน’ ชู’ก้องเกียรติ’คนหนุ่มไฟแรง-ความตั้งใจเกินร้อย

'ธรรมนัส'นำ'กล้าธรรม'ปราศรัย'เมืองคอน' ชู'ก้องเกียรติ'คนหนุ่มไฟแรง-ความตั้งใจเกินร้อย

‘ธรรมนัส’นำ’กล้าธรรม’ปราศรัย’เมืองคอน’ ชู’ก้องเกียรติ’คนหนุ่มไฟแรง-ความตั้งใจเกินร้อย

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.27 น.

“ธรรมนัส”นำ”กล้าธรรม”ปราศรัย”เมืองคอน”กลางสายฝน ชู”ก้องเกียรติ”เบอร์ 5 คนหนุ่มไฟแรง-ความตั้งใจเกินร้อย ชี้ สส.ควรพูดน้อย ทำมาก ต้องใจถึง กล้าชนเพื่อประโยชน์ของคนในพื้นที่

เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 23 เมษายน 2568 ณ สนามโรงเรียนวัดหาดสูง ต.ไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรมนำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา เขต 1 ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย สส.พรรคกล้าธรรม อาทิ นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรคกล้าธรรม , นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และนายทะเบียนพรรค , นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา และนายบัญชา เดชเจริญศิริกุล สส.บัญชีรายชื่อ ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงช่วย นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ หรือ บิ๊กโอ ผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม หมายเลข 5 ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่อง

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวกับชาวนครศรีฯช่วงหนึ่งว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสดีของพี่น้องชาวอำเภอฉวางที่จะส่งลูกหลานเข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร ผมได้เปิดใจคุยถึงเส้นทางการเมืองกับบิ๊กโอ และได้รู้ว่า คนหนุ่มคนนี้ไม่สนใจ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ กระแสโจมตี หรือข่าวลือต่างๆ เขาสนใจแค่ต้องการพัฒนาเขต 8 ซึ่งตนชอบคนแบบนี้ ไม่ต้องการคนพูดเก่ง พูดมากแล้วไม่ทำงาน ตนต้องการคนพูดน้อย จริงใจ และทำงานในพื้นที่ เพื่อพัฒนาให้ชาวอำเภอฉวางมีความเจริญขึ้น คนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุคลิกสำคัญที่สุด คือ ต้องใจถึง ต้องกล้าชนอะไรก็ตามที่เป็นผลประโยชน์ของพี่น้องในพื้นที่ เพราะการพัฒนาสร้างบ้านแปลงเมืองถ้าไม่มีเงิน มันทำไม่ได้ ดังนั้นคนฉวางที่ตัดสินใจส่งน้องโอเข้ามานั้นถูกต้องแล้ว

“การเลือกตั้งปี 62 ผมมาปราศรัยใหญ่ที่นี่ ซึ่งตอนนั้นเราได้ สส.ของพรรคเก่าของตน ก็คือ พรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าท่านสายัณห์ ยุติธรรม อาจารย์รงค์ ล้วนแต่เป็นเด็กในค่ายที่เราส่งมาแล้ว ตอนปี 66 ผมก็มาช่วยปราศรัยเช่นเดิม ตอนนี้ก็ได้ สส.ไปแต่อยู่อีกพรรคหนึ่ง วันนี้ผมขาดมือ ขาดไม้ ดังนั้น เราจะมาหาเครือข่ายที่จะเป็นตัวแทนของพี่น้องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชในการที่จะนำเสนอ ร้องทุกข์ของชาวบ้านต่อสภาผู้แทนราษฎรหรือต่อรัฐมนตรีในกระทรวงอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ถึงแม้ว่า พรรคกล้าธรรมจะเป็นพรรคน้องใหม่ที่เกิดขึ้นไม่นาน แต่เรามีนโยบายและสโลแกนชัดเจนว่า เรากล้าคิด กล้าทำ กล้านำเสนอ ในสิ่งที่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ตนพูดมาทั้งหมดนี้ เพื่อขอความเมตตาพ่อแม่พี่น้องชาวนครศรีธรรมราช มาช่วยผลักดันให้เด็กฉวางคนนี้ได้มาเป็น สส.ดังนั้น ขอให้พี่น้องร่วมกันในวันอาทิตย์ที่ 27 เม.ย.นี้ เวลา 08.00 – 17.00 น.ท่านจะลืมอะไรก็ลืมได้ แต่อย่าลืมเข้าคูหากาเบอร์ 5 ขออาสามาดูแลพ่อแม่พี่น้องทุกคน

ด้าน นายก้องเกียรติ กล่าวว่า ตนต้องขอขอบคุณกำลังใจของพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่มีให้ตนและพรรคกล้าธรรม มากขนาดนี้ ตั้งแต่วันแรกที่ตนไปสมัครก็มีคนไปรอให้กำลังใจหลายร้อยคนที่มาด้วยความรักและเอ็นดู พยายามผลักดันให้ตนได้ทำหน้าที่ได้เป็น สส. ได้เป็นผู้แทนของคนฉวาง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ ตนตั้งใจอย่างมาก และก็หวังว่าจะได้รับโอกาสและความไว้วางใจจากชาวนครศรีธรรมราช เขต 8 อ.ฉวาง อ.ช้างกลาง อ.พิปูน อ.นาบอน ตนเชื่อว่าชาวฉวาง ได้เห็นวันที่ตนทำหน้าที่ สจ.อย่างเต็มที่ ตลอด 2 ปีที่ตนได้เป็น สจ.ตนทำได้ดีกว่าคนที่เป็นอยู่ 4 – 5 ปี เพราะตนมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหา และตนมั่นใจว่า สามารถดูแลในการช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องได้

นายก้องเกียรติ กล่าวต่อว่า เมื่อปี 2566 กกต.ได้แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ตนก็เห็นว่า เขตนี้ว่าง ไม่มีใครลง จึงได้ลาออกจาก สจ.แล้วก็ไปเสนอกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในตอนนั้น เขาบอกว่า ตนน่าจะยังลงสมัครไม่ได้ ยังเป็นเด็ก อายุยังน้อย ให้คนที่มีประสบการณ์ มีความรู้มากกว่า วันนั้นก็เลยไม่ได้สมัคร หลังจากนั้นก็มีความคิดว่า ถ้ายังอยู่พรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีโอกาสได้เป็น สส.เลยไปติดต่อหลายๆ พรรค จนได้มาเจอกับกำนันศักดิ์ที่ บอกว่า ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะเป็น สส.ให้เข้าไปพรรคกล้าธรรม และตนได้มีโอกาสได้พบผู้กองธรรมนัสที่ถามตนว่า พร้อมหรือไม่ที่จะถูกวิจารณ์ เพราะพรรคเราไม่ใช่พรรคสร้างภาพ ถ้าถูกวิจารณ์แล้วทำให้บ้านเจริญกว่าเดิม ก็ต้องยอมถูกวิจารณ์

“ผมโอกาสรับเลือกจากกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม ให้เป็นตัวแทนลงรับสมัครเป็นผู้แทนเขตที่ 8 และวันนี้ผมได้อยู่พรรคที่ดูแลกระทรวงเกษตรฯ ที่จะสามารถช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องได้มาก ผมขอฝากเนื้อฝากตัว ผมอาจจะมีประสบการณ์น้อย แต่มีความตั้งใจเกินร้อย ซึ่งเชื่อว่า จะได้รับโอกาสจากพ่อแม่พี่น้องได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทน จ.นครศรีธรรมราช ผมขอสัญญาว่า บิ๊กโอคนนี้ 10 ปีที่แล้วที่พี่น้องรู้จักเป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม ยังคงเป็นน้อง เป็นหลานของทุกคน และขอขอบคุณที่ให้โอกาสสนับสนุนผมตลอดมา” นายก้องเกียรติ กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้า ร.อ.ธรรมนัส และ สส.พรรรกล้าธรรม ได้ถือฤกษ์เดินทางไปยังศาลหลักเมือง เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จ.นครศรีธรรมราช ด้วย

– 006

‘อุตตม’เตือน! ไทยเผชิญมรสุมใหญ่ปี 68 แนะปรับแผนการคลัง

‘อุตตม’เตือน! ไทยเผชิญมรสุมใหญ่ปี 68 แนะปรับแผนการคลัง

‘อุตตม’เตือน! ไทยเผชิญมรสุมใหญ่ปี 68 แนะปรับแผนการคลัง

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.44 น.

“อุตตม”เตือน! ไทยเร่งเตรียมความพร้อมรับมือมรสุมเศรษฐกิจใหญ่ในปี 2568 สืบเนื่องจากเวทีการค้าโลกปั่นป่วนและการขยายตัวเศรษฐกิจที่จะชะลอลง

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 ดร.อุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ซึ่งปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2568 เหลือเพียง 2.8% จากเดิม 3.3% จากความไม่แน่นอนทางการค้าโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก สำหรับเศรษฐกิจไทย IMF ปรับลดคาดการณ์เหลือเพียง 1.8% จากเดิม 2.9% ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน

ดร.อุตตม กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนในเวทีโลก ไทยจำเป็นต้องเจรจาการค้ากับสหรัฐอย่างรอบคอบและรัดกุม โดยมีความชัดเจนในเป้าหมายและกลยุทธ์การเจรจา เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ แต่นอกจากการเจรจาฯ ให้สำเร็จแล้ว เรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ ความพร้อมในการรับมือกับความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ที่จะกระทบต่อการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยวอย่างรุนแรงได้

ดร.อุตตม ชี้ว่า ความพร้อมที่จำเป็นอย่างยิ่งในภาวะการณ์เช่นนี้คือ ความพร้อมทางการคลังหรือ “พื้นที่ทางการคลัง” ซึ่งในปัจจุบันมีสัญญาณเตือนเกี่ยวกับความพร้อมและความยืดหยุ่นทางการคลังของประเทศ เช่น รายได้รัฐต่ำเพียง 14.87% ของ GDP ต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เป็นอุปสรรคต่อรัฐบาลในการจัดงบประมาณให้เพียงพอ หากเกิดภาวะฉุกเฉินที่จำเป็นต้องใช้เงิน

ในส่วนของการจัดสรรงบประมาณเพื่อการใช้จ่ายนั้น ล่าสุดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 4.5% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าระดับที่เหมาะสมสำหรับการรักษาเสถียรภาพทางการคลังที่ไม่ควรเกิน 3% และหากขาดดุลต่อเนื่องจะทำให้หนี้เพิ่มขึ้นเร็ว เสี่ยงผิดวินัยการคลัง และเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน

รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล ปี 2568 ได้ขอกู้ไปแล้ว 865,700 ล้านบาท เกือบแตะเพดานวงเงินกู้สูงสุดที่ 970,768 ล้านบาท หากเกิดภาวะฉุกเฉิน ช่องว่างในการกู้เพิ่มจะเหลือน้อยมาก ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ล่าสุดอยู่ที่ 64.21% และอาจแตะเพดาน 70% ในอีก 2 ปี รัฐบาลอาจต้องพิจารณาปรับเพิ่มเพดานหนี้เกิน 70% ซึ่งควรมีคำอธิบายที่ชัดเจนถึงเหตุผลและความจำเป็น

ดร.อุตตม กล่าวว่าการจัดสรรงบประมาณปี 2569 จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความพร้อมทางเศรษฐกิจการคลังของประเทศ และเสนอให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญของโครงการและกิจกรรมที่จะได้รับจัดสรรงบประมาณ โดยมุ่งเน้นโครงการและกิจกรรมที่จะยกระดับ “ขีดความสามารถของประเทศ” ควบคู่ไปกับการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ” เช่น การพัฒนาทักษะแรงงานไทย การยกระดับอุตสาหกรรมเดิมและพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์ต่อการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่การผลิตและบริการที่กำลังเกิดขึ้นในเวทีโลก รวมไปถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งกายภาพและดิจิทัลในทุกภูมิภาคให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และที่สำคัญยิ่งคือการจัดสรรงบประมาณเพื่อเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ให้ชุมชนสามารถสร้างรายได้และสะสมความมั่งคั่งจากการเกษตร การผลิตชุมชนและการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจภายในประเทศมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับแรงปะทะจากความปั่นป่วนจากภายนอก

“ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบางไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ถือเป็นโอกาสของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจัง” ดร.อุตตม กล่าวทิ้งท้าย

‘นายกฯ’เข้าหารือ’สมเด็จฯ ฮุน เซน’ย้ำความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาที่ใกล้ชิด

'นายกฯ'เข้าหารือ'สมเด็จฯ ฮุน เซน'ย้ำความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาที่ใกล้ชิด

‘นายกฯ’เข้าหารือ’สมเด็จฯ ฮุน เซน’ย้ำความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาที่ใกล้ชิด

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.12 น.

‘นายกฯ’เข้าหารือ’สมเด็จฯ ฮุน เซน’ประธานวุฒิสภากัมพูชา ย้ำความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาที่ใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าผลักดันความร่วมมือระหว่างกันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
 
เมื่อวันที่  23 เม.ย.2568 ที่วุฒิสภา ราชอาณาจักรกัมพูชา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และประธานองคมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา  

นายกฯ ขอบคุณสมเด็จฯ ฮุน เซน สำหรับการเข้าเยี่ยมคารวะในวันนี้ และการต้อนรับที่อบอุ่น และรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ และได้เข้าพบหารือกับสมเด็จฯ ฮุน เซน ถือเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนแนวความคิด และประสบการณ์ระหว่างกัน โดยไทย และกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมาอย่างยาวนาน ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูงระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการเยือนในครั้งนี้ของนายกฯ ถือเป็นการเยือนกัมพูชาครั้งที่สองของนายกฯ ไทย นับตั้งแต่สมเด็จฯ ฮุน มาแนด เข้ารับตำแหน่ง และยังเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองโอกาสครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-กัมพูชา โอกาสนี้ นายกฯ และสมเด็จฯ ฮุน เซน ได้หารือประเด็นความสัมพันธ์ และความร่วมมือระหว่างกัน

โดยย้ำความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างสันติภาพ และความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ทั้งสองประเทศ ตลอดจนร่วมกันส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการค้า และการลงทุน เพื่อรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน 

ในระยะต่อไป นายกฯ ขอรับการสนับสนุนจากสมเด็จฯ ฮุน เซน ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาต่อไป เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ที่ดี ความปลอดภัย และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองประเทศ ซึ่งสมเด็จฯ ฮุน เซน พร้อมให้การสนับสนุน และร่วมมือกับไทย เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกันต่อไป 

ในตอนท้าย ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอื่นๆ ต่อสถานการณ์ในภูมิภาค และเน้นย้ำความสำคัญของการกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.57 น.

“สำคัญที่สุดคือ ไม่มีรัฐบาลไหนที่เสี่ยงจนถึงขั้นไปตายเอาดาบหน้า ทางการเมืองถือว่าเสี่ยงเกินไป ฉะนั้น ถ้าทำอะไรให้เรียบร้อย พอจะไปกันได้ ก็ต้องว่ากันไป”

นายชูศักดิ์ ศิรินิล

รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี