เบื้องหลัง‘หมอวี’นั่งประธาน‘กมธ.ศึกษากม.สถานบันเทิงครบวงจร’ เหตุ‘แล-จรัญ’ถอนตัว

เบื้องหลัง‘หมอวี’นั่งประธาน‘กมธ.ศึกษากม.สถานบันเทิงครบวงจร’ เหตุ‘แล-จรัญ’ถอนตัว

เบื้องหลัง‘หมอวี’นั่งประธาน‘กมธ.ศึกษากม.สถานบันเทิงครบวงจร’ เหตุ‘แล-จรัญ’ถอนตัว

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.38 น.

เบื้องหลัง‘หมอวี’นั่งประธาน‘กมธ.ศึกษากม.สถานบันเทิงครบวงจร’ เหตุ‘แล-จรัญ’ถอนตัว  

23 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญ  พิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา  นัดแรก  ที่มีนายแล ดิลกวิทยรัตน์  สว. ที่อาวุโสสูงสุดทำหน้าที่ประธานชั่วคราว  ซึ่งในการเลือกตำแหน่งประธาน กมธ.  มีผู้ถูกเสนอชื่อ จำนวน 3 คน ได้แก่ นายวีระพันธ์ สุวรรณามัย  นายจรัญ ภักดีธนากุล  และ นายแล  แต่ปรากฏว่าทั้งนายจรัญ และนายแล ได้ขอถอนตัว จึงทำให้นายวีระพันธ์ ได้รับเลือกดำรงตำแหน่งประธาน กมธ.

สำหรับตำแหน่ง  รองประธานกมธ.มี 4 คน ประกอบไปด้วย นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม รองประธาน คนที่หนึ่ง นายนิพนธ์ เอกวานิช รองประธาน คนที่สอง  นายประเทือง มนตรี รองประธาน คนที่สาม และน.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ รองประธาน คนที่สี่

ขณะที่ น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส  เป็นเลขานุการกมธ.  น.ส.กัญญารัตน์ โครตภูเขียว และนายแสนศักดิ์ ศิริพานิช เป็นรองเลขานุการฯ  นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เป็นโฆษก กมธ.

ส่วนกรรมาธิการคนนอก ส่วนใหญ่ มีตำแหน่งกรรมาธิการและที่ปรึกษากรรมาธิการ ประกอบไปด้วย นายจรัญ ภักดีธนากุล  นายวุฒิสาร ตันไชย  นายแก้วสรร อติโพธิ  นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์  อธิบดีกรมการปกครอง

‘ชินวรณ์’ชูหาเสียงโค้งสุดท้ายขายนโยบาย-ความดี สู้ธุรกิจการเมือง ลั่นไม่เอากาสิโน

'ชินวรณ์'ชูหาเสียงโค้งสุดท้ายขายนโยบาย-ความดี สู้ธุรกิจการเมือง ลั่นไม่เอากาสิโน

‘ชินวรณ์’ชูหาเสียงโค้งสุดท้ายขายนโยบาย-ความดี สู้ธุรกิจการเมือง ลั่นไม่เอากาสิโน

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.33 น.

‘ชินวรณ์’ชูหาเสียงโค้งสุดท้ายขายนโยบาย-ความดี สู้ธุรกิจการเมือง ลั่นไม่เอากาสิโนหายนะทำลายอนาคตลูกหลาน พร้อมเดินหน้าแก้ปากท้องชาวบ้านทันทีถ้าได้เป็นผู้แทน

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2568 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ผู้สมัคร สส.เขต 8 (อ.นาบอน อ.ช้างกลาง อ.ฉวาง และอ.พิปูน) จ.นครศรีธรรมราช หมายเลข 2 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 8 นครศรีธรรมราชช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจะมีเลือกตั้งวันที่ 27 เม.ย.นี้ว่า ช่วงโค้งสุดท้ายถือว่าเป็นการต่อสู้ที่สำคัญของตน เพราะต้องสู้กับธุรกิจการเมือง ดังนั้นก็จะเน้นเรื่องการขายนโยบาย ขายความดีต่อไป โดยได้รับความเมตตาจากนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มาปราศรัยใหญ่วันที่ 24 เม.ย.นี้ที่หน้าอำเภอฉวาง ทั้งนี้นายชวนยังกรุณาเดินเคาะประตูบ้านหาเสียงจนถึงวันสุดท้าย 

“แต่จุดเน้นของผมคือ สถานการณ์วันนี้อยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนว่าเราจะต้องก้าวข้ามพ้นเรื่องเล็กๆน้อยๆเพราะวันนี้พี่น้องเลือกตั้งผู้แทนไปทำงานการเมืองระดับชาติจริงๆ และต้องตอบคำถามระดับชาติ เช่นเรื่องกาสิโนผมไม่เอาแน่นอน เพราะเป็นหายนะที่กลับมาทำลายอนาคตชีวิตลูกหลานเรา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตนให้สัญญาประชาคมไว้“ นายชินวรณ์ กล่าว

นายชินวรณ์ กล่าวด้วยว่าที่สำคัญคือ เมื่อผมเข้าไปทำหน้าที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาปากท้องพี่น้อง และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้พี่น้องประชาชน โดยเสนอเป็นกฎหมาย เสนอตั้งกรรมาธิการ ตั้งกระทู้ถามรัฐบาล ขอยืนยันว่าด้วยประสบการณ์ผู้แทนราษฎร 9 สมัย ตนจะไม่อยู่ใต้อำนาจใครแน่นอน เพราะคนที่จะดูแลตนแท้จริง คือ พี่น้องประชาชนเท่านั้น

‘ปชน.’ข้องใจ‘รบ.’เว้นภาษีนำเข้า‘รถโบราณ’ส่อเปิดช่อง‘ทุนเทา‘ฟอกเงินหรือไม่

‘ปชน.’ข้องใจ‘รบ.’เว้นภาษีนำเข้า‘รถโบราณ’ส่อเปิดช่อง‘ทุนเทา‘ฟอกเงินหรือไม่

‘ปชน.’ข้องใจ‘รบ.’เว้นภาษีนำเข้า‘รถโบราณ’ส่อเปิดช่อง‘ทุนเทา‘ฟอกเงินหรือไม่

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.02 น.

‘ปชน.’ ข้องใจ ‘รัฐบาล’ เว้นภาษีนำเข้า ‘รถยนต์โบราณ’ ดันส่งเสริมงานศิลปะ เปิดช่อง ‘ทุนเทา‘ ฟอกเงินผ่านทรัพย์สินหรูหรือไม่ จี้ตรวจสอบเข้มงวด

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2568 ที่รัฐสภา นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน แถลงว่าจากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเว้นภาษีนำเข้ารถยนต์โบราณ โดยเห็นชอบการทบทวนมติครม.เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2567 เรื่องมาตรการส่งเสริมงานศิลปะ และรถยนต์โบราณ ตามนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ ว่า การทบทวน มติ ครม.ครั้งนี้ เป็นการขยายขอบเขต และปรับเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการจัดแสดงรถคลาสสิกมากขึ้นในประเทศ ที่สาระสำคัญในการทบทวน คือปรับเงื่อนไขทางภาษีและศุลกากร โดยการยกเลิกการกำหนดพิกัดภาษีสรรพสามิตแบบเดิมที่ผูกไว้กับประเภท (รถกระบะ) แก้ไขนิยามรถยนต์โบราณให้ครอบคลุม รถยนต์ และยานยนต์อื่นๆ ที่ออกแบบเพื่อขนส่งบุคคล รวมถึงรถแข่งโบราณวัตถุที่มีอายุเกิน 100 ปี พร้อมให้สิทธิคืนภาษีเต็มจำนวน หากรถโบราณนำเข้ามาบูรณะในไทย และส่งออกภายใน 2 ปี จึงตั้งข้อสังเกตว่าการเปิดให้นำเข้ารถโบราณ ภายใต้เงื่อนไขพิเศษลดภาษี และยกเว้นภาษี เมื่อส่งรถออกภายใน 2 ปีนั้น เอื้อต่อผู้มีทุน ไม่ได้สร้างซอฟต์พาวเวอร์ที่แท้จริงในระดับประชาชน และซอฟต์พาวเวอร์ดังกล่าวคนไทยมีส่วนร่วมจริงหรือไม่ หรือกลายเป็นการให้สิทธิพิเศษกับกลุ่มคนที่มีฐานะเพื่อนำรถยนต์มาใช้โชว์เป็นงานอดิเรก

นายนนท์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ควรระวังคือเรื่องการฟอกเงินผ่านการนำเข้า- บูรณะ- ส่งออกรถยนต์โบราณ ภายใต้มติ ครม. ด้วยข้อกำหนดที่ว่า หากนำเข้าบูรณะส่งออกภายใน 2 ปี จะได้รับการคืนภาษีอาจเกิดช่องทางให้กลุ่มทุนใช้รถเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน หากไม่มีระบบติดตามที่รัดกุม ก็อาจเกิดธุรกิจสีเทาที่อาศัยชื่อ “ซอฟต์พาวเวอร์” เป็นฉากหน้า เนื่องจากอาจมีการฟอกเงิน โดยนำเงิน 100 ล้านบาทที่มีแหล่งที่มาไม่โปร่งใส มาซื้อรถบ้านที่ตีมูลค่าได้ตามใจ โดยไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียวจากมาตรการคืนภาษี อีกทั้งกรณีบูรณะ 2 ปี จะเป็นการบูรณะหลอกหรือจริงก็ได้ เพราะรัฐไม่มีระบบตรวจสอบคุณภาพและอาจจะส่งออกไปบริษัทตัวเองในต่างประเทศด้วยดังนั้นขอย้ำว่ามติ ครม. ฉบับนี้ กำลังถูกกลุ่มคนรวยเทาใช้เป็นช่องฟอกเงินผ่านทรัพย์สินหรูที่ตรวจสอบยากของกลุ่มทุนสีเทา ในการเปลี่ยนแปลงเม็ดเงินมืดให้กลายเป็นเงินขาว

นายนนท์ กล่าวว่า ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2568 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 มี.ค.2567 เรื่องมาตรการส่งเสริมงานศิลปะ และรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ในหลักการของมาตรฐานภาษีรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ที่ได้มีการกำหนดประเภทของรถยนต์ และอัตราภาษีสรรพสามิต ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) ได้เสนอไปนั้น โดยในครั้งนี้ กระทรวงการคลังได้มีการเสนอให้คณะรัฐมนตรี ทบทวนมาตราการดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากได้มีการปรับปรุง เพิ่มเติมในมาตราการดังกล่าวอันเป็นสาระสำคัญ

นายนนท์ กล่าวต่อว่า โดยมีการเพิ่มเติมคุณสมบัติของรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ให้ครอบคลุมถึงรถยนต์ที่มีอายุเกิน 100 ปี โดยเพิ่มพิกัดอัตราศุลกากร 97.06 โบราณวัตถุที่มีอายุเกิน 100 ปี โดยกำหนดประเภทรถยนต์ที่สามารถเข้าร่วมมาตรการภาษีรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ได้แก่ รถยนต์ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต 06.01 รถยนต์นั่งและ 06.02 รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน โดยยกเลิกการกําหนดรถยนต์ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต 06.03 รถยนต์กระบะ และได้กำหนดรถยนต์ตามพิกัดอัตราศุลกากร. 87.03 สำหรับรถยนต์และยานยนต์อื่น ๆ ที่ออกแบบสําหรับขนส่งบุคคลเป็นหลัก รวมถึงสเตชันแวกอน และรถแข่ง (ครอบคลุมรถยนต์โบราณที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปี แต่ไม่เกิน 100 ปี) และพิกัดอัตราศุลกากร 97.06 โบราณวัตถุที่มีอายุเกิน 100 ปี จากเดิมกําหนด รถยนต์ตามพิกัตอัตราศุลกากร 87.03 เฉพาะรถยนต์นั่งเท่านั้น

นายนนท์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ อนุญาตให้รถยนต์โบราณ (Classic Cars) ที่นําเข้ามาและมีการบูรณะภายในประเทศ และส่งออกภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่ได้มีการนําเข้าสําเร็จ มีสิทธิได้รับคืนภาษีสรรพสามิตเต็มจํานวนในกรณีส่งออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายด้วย เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุดเต็มศักยภาพและส่งเสริมภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
โดยสรุป สาระสำคัญของมาตรการดังกล่าวคือ

1.ปรับปรุงประเภทรถยนต์ที่เข้าร่วมมาตรการภาษีรถยนต์โบราณ ซึ่ง รถยนต์ที่สามารถเข้ามาตรการภาษีรถยนต์โบราณได้ คือ รถยนต์นั่ง รถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 คน รถยนต์ และยานยนต์อื่นๆ ที่ออกแบบสำหรับขนส่งบุคคลเป็นหลัก รวมถึง สเตชั่นแวกอน และรถแข่ง (รถกระบะไม่เข้าร่วมมาตรการนี้)

2.กำหนดพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับรถยนต์โบราณ แบ่งเป็น 2 พิกัดคือ กรณีรถยนต์โบราณอายุ ตั้งแต่ 30 ปี แต่ไม่เกิน 100 ปี และกรณีรถยนต์โบราณอายุเกิน 100 ปี ซึ่งถือเป็นวัตถุโบราณประเภทหนึ่ง

3.ยกเว้นอากรศุลกากรขาเข้าสำหรับรถยนต์โบราณ ต้องนำเข้าแบบสำเร็จรูปทั้งคัน และต้องมีเอกสารมาแสดง

4.กำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับสินค้ารถยนต์โบราณ ในอัตราร้อยละ 45 ของราคาขายปลีก โดยมีเงื่อนไขเช่น มูลค่ารถไม่ต่ำกว่าสองล้านบาท และมีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป โดยนำเข้าแบบสำเร็จรูปทั้งคัน

5.กรณีรถยนต์โบราณที่นำเข้าและมีการบูรณะภายในประเทศและส่งออกภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ได้มีการนำเข้า มีสิทธิ์ได้รับเงินคืนภาษีสรรพสามิตเต็มจำนวน ในกรณีส่งออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฏหมาย

เปิด‘4 จตุรเทพ’ นั่ง กมธ.ดับฝัน‘กาสิโน’ ชี้ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ

เปิด‘4 จตุรเทพ’ นั่ง กมธ.ดับฝัน‘กาสิโน’ ชี้ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ

เปิด‘4 จตุรเทพ’ นั่ง กมธ.ดับฝัน‘กาสิโน’ ชี้ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.00 น.

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ระบุว่า 555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555

คาสิโน ของไอ้เหลี่ยม คือความฝันเท่านั้น

เห็น 4 คนนี้ในรายชื่อ กมธ แล้วก็หัวเราะหึ ๆ ในลำคอเบา ๆ อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า chuckle

สี่จตุรเทพ นะครับ

อ เจิมศักดิ์

อ จรัล

พี่คำนูณ

อ แก้วสรร

ไม่ต้องพูดบรรยายสรรพคุณอะไรทั้งนั้นครับ

‘สส.รักชนก’เข้ารับทราบข้อกล่าวหา หมิ่นประมาท แชร์ข่าว ‘พายุ’ พรรคเพื่อไทย

'สส.รักชนก'เข้ารับทราบข้อกล่าวหา หมิ่นประมาท แชร์ข่าว 'พายุ' พรรคเพื่อไทย

‘สส.รักชนก’เข้ารับทราบข้อกล่าวหา หมิ่นประมาท แชร์ข่าว ‘พายุ’ พรรคเพื่อไทย

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.49 น.

วันที่ 23 เมษายน 2568 เวลา 11.30 น. ที่สภ.เมืองนนทบุรี น.ส.รัชนก ศรีนอก หรือไอซ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน เขต 8 บางบอน หนองแขม  เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.ฐิติปกรณ คุ้มปานอินทร์ สว.สอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา กรณีที่ น.ส.รัชนก ศรีนอก มีการโพสต์ข้อความและแชร์ภาพข่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 4 ม.ค.68 ซึ่งเป็นข่าวเกี่ยวกับ นายพายุ เนื่องจำนงค์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย 

โดยหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาพนักงานสอบสวนได้นำตัว สส.ไอซ์ มาพิมพ์ลายนิ้วมือ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามข้อมูลและขอสัมภาษณ์ ซึ่ง สส.ไอซ์ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ ก่อนขอตัวเดินทางไปทานอาหาร จากนั้นได้เดินทางกลับทันที 

‘คปท.-กองทัพธรรม’บุกจี้‘แพทยสภา’ เร่งสรุปปม‘ทักษิณ’ชั้น14 ขออย่าตัดตอน

‘คปท.-กองทัพธรรม’บุกจี้‘แพทยสภา’ เร่งสรุปปม‘ทักษิณ’ชั้น14 ขออย่าตัดตอน

‘คปท.-กองทัพธรรม’บุกจี้‘แพทยสภา’ เร่งสรุปปม‘ทักษิณ’ชั้น14 ขออย่าตัดตอน

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.48 น.

‘คปท.-กองทัพธรรม’บุกจี้‘แพทยสภา’ เร่งสรุปปมรักษา‘ทักษิณ’อ้างป่วยวิกฤต หยุดยื้อเวลาช่วยเหลือกัน ลั่นผลที่ออกมาหากอธิบายเป็นวิทยาศาสตร์ เชื่อสังคมรับได้ ขออย่าตัดตอน

23 เมษายน 2568 ที่อาคารมหิตลาธิเบศร เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เครือข่ายกองทัพธรรม นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท. เข้ายื่นหนังสือถึงแพทยสภา เรื่องอย่าให้มีการทุจริตต่อจริยธรรมทางการแพทย์ กรณีการรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เป็นไปตามหลักการแพทย์ หรือเอื้อประโยชน์หรือไม่

นายพิชิต กล่าวว่า ที่เดินทางมาแพทยสภาวันนี้ เพื่อเรียกร้องให้แพทยสภารีบทำการสรุปข้อเท็จจริงทางการแพทย์เกี่ยวกับการเจ็บป่วย และการรักษานายทักษิณ การสรุปเรื่องนี้ คิดว่าไม่ควรเนิ่นนานกว่านี้ เพราะการป่วย หรือไม่ป่วย  หรืออาการวิกฤติหรือไม่วิกฤตินั้นสามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์อยู่แล้ว จึงขอให้แพทยสภารีบสรุป และยืนอยู่บนหลักการจริยธรรม จรรยาบรรณแพทย์

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้อนุกรรมการสืบสวน สอบสวนข้อเท็จจริงทีมี ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี เป็นประธาน ได้ทำหนังสือเชิญนายทักษิณ มาให้ข้อมูลด้วย เพราะถือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ส่วนจะมาให้ข้อมูลหรือไม่ ก็ถือว่าได้ทำหนังสือเชิญไปแล้ว แต่หากไม่ได้เชิญมาให้ข้อมูล อาจจะเป็นช่องว่างที่ทำให้หยิบยกมาฟ้องศาลปกครองได้ว่า การสืบสวนสอบสวนไม่รอบด้าน ไม่ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้อง  ในอดีตเคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งศาลตีความว่าการสืบสวน สอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย  

นายพิชิต กล่าวว่า การที่แพทยสภาเลื่อนการพิจารณาเรื่องนี้ออกไปจากวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา อ้างว่ามีเอกสารจากรพ.ตำรวจ และ รพ.ราชทัณฑ์มาเพิ่มนั้น ตนมองว่า เป็นการช่วยกันถ่วงเวลาให้เนิ่นนานหรือไม่   เพราะข้อเท็จจริงทางการแพทย์เป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างรวดเร็วอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป่วย 4 โรคที่กล่าวอ้างนั้น   มีหลักฐานทางการแพทย์ทั้งในอดีต และปัจจุบันที่พิสูจน์ทราบได้อยู่แล้ว การถ่วงเวลา 180 วันกว่าจะส่งนั้น เป็นการตีความกฎหมายคนละมุม ตนคิดว่า แพทยสภามมีอำนาจในการเร่งเรื่องนี้ได้

เมื่อถามว่า หากผลการสืบสวน สอบสวนของแพทยสภาออกมาแล้ว ทางคปท.และเครือข่าย ยอมรับทั้งหมดหรือไม่   นายพิชิต กล่าวว่า ส่วนหนึ่งอยู่ที่ชุดคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งปรากฏค่อนข้างชัดเจนทางสังคมอยู่แล้ว   บนข้อห่วงใยของเรา คือป่วยวิกฤตจริงหรือไม่    มีการตรวจสอบแล้วที่ รพ.ราชทัณฑ์จริงหรือไม่   ตรงนี้ต้องมีคำอธิบายทางการแพทย์ที่ชัดเจน แล้วตลอด 180 วัน มีพฤติกรรมที่ขัดกับหลักของผู้ป่วยวิกฤต   เช่น ไปเอ็มอาร์ไอ มีการเจาะไหล่   ซึ่งแพทย์จากที่อื่นๆ ก็ยังมองออกว่า ไม่ใช่การเจ็บป่วยระดับวิกฤติ ดังนั้นแพทยสภาต้องมีคำอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดว่า แพทย์ที่ทำการรักษานั้นมีการรักษา อย่างไรบ้าง   และกรณีมีการพักโทษเป็นกรณีพิเศษหลังการรักษาแล้ว  บอกว่าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้   ใส่เสื้อผ้าเองไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ก็ต้องมีคำอธิบายทางการแพทย์ให้ชัดเจนเหมือนกัน   เพราะการป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นั้นไม่ได้วัดกันแค่วันเดียว แต่ต้องดูพฤติกรรมก่อนหน้าสะสมมาตั้งแต่ต้นว่าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้   มาเนิ่นนาน แต่ลักษณะของนายทักษิณที่ปรากฏอยู่ในสังคมปัจจุบันไม่ใช่บุคคลที่ป่วยวิกฤตจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

“ถ้ามีคำอธิบายที่ชัดเจน เป็นวิทยาศาสตร์ผมคิดว่า สังคมรับได้   เพียงแต่ว่าอย่าตัดตอนคำอธิบาย   ว่าเป็นแค่การทำตามขั้นตอน การอธิบายเช่นนี้  แต่ขั้นตอนทางการแพทย์ที่มีการเลือกปฏิบัติก็จะทำให้เกิดข้อสงสัยในวิชาชีพแพทย์ได้” นายพิชิต กล่าว

‘ภูมิธรรม’ขีดเส้น 7 วัน ลดป่วนใต้รายวัน-ไม่ปิดประตูคุยสันติสุข

‘ภูมิธรรม’ขีดเส้น 7 วัน ลดป่วนใต้รายวัน-ไม่ปิดประตูคุยสันติสุข

‘ภูมิธรรม’ขีดเส้น 7 วัน ลดป่วนใต้รายวัน-ไม่ปิดประตูคุยสันติสุข

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.07 น.

“ภูมิธรรม”ขีดเส้น 7 วัน ลดป่วนใต้รายวัน-ไม่ปิดประตูคุยสันติสุข แต่คู่เจรจาต้องมีอำนาจสั่งการภายใต้ รธน.มีรัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 ที่สนามบินแสงตะวัน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้ ที่เกิดเหตุรุนแรงจากจุด ว่า เรื่องมันต่อเนื่องมาตั้งแต่ที่ตนอยากจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาภาคใต้อยู่แล้ว สิ่งที่ยากลำบากคือ บางทีเราคุยกับหลายส่วน แต่มันได้ความจริงของแต่ละคน ซึ่งยากลำบากและซับซ้อนเกินกว่าที่จะสรุปได้ และยากที่จะบอกว่าจะกำหนดยุทธศาสตร์อย่างไร จึงนำมาซึ่งการที่ยังไม่สามารถแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข เพราะแม้เจรจามาหลายสิบปีแล้ว การสู้รบก็ยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก จึงได้พูดกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่า ถ้ายังใช้ยุทธศาสตร์เดิมแล้วคิดว่าถูกต้อง มันต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางบวก แต่ถ้ามันยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้ ก็ต้องคิดใหม่ เพราะคิดแบบเดิมก็ได้เหมือนเดิม ตนจึงเสนอที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วเราพยายามรวบรวมรับฟังความเห็นต่างๆ ของแต่ละส่วน

จริงๆ ปลายสัปดาห์นี้ ตนตั้งใจจะลงพื้นที่ไป โดยโปรแกรมที่วางไว้คือการพูดคุยกับนายอำเภอทุกอำเภอของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประมาณครึ่งวัน แล้วต่อด้วยการพูดคุยกับผู้กำกับทุกสถานีตำรวจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ จากที่ได้พูดคุยกับแม่ทัพภาคที่ 4 แล้ว จะขอพูดคุยกับผู้บังคับการกรมและผู้บังคับกองพันของหน่วยในพื้นที่ รวมไปถึงทหารพราน เพราะแม้การไปประชุมและการรับฟังตามขั้นตอนก็เป็นเรื่องจำเป็น แต่คิดว่าอาจไม่สามารถนำมาแก้ปัญหาได้ทั้งหมด โดยก่อนจะเข้าประชุม ตนได้คุยกับผู้บังคับการกรมและผู้บังคับการกองพัน ซึ่งมันออกรสชาติและเห็นปัญหาหลายอย่างมากขึ้น จึงอยากนั่งคุยแบบนี้ แต่พอเกิดเหตุรุนแรง ก็คิดว่าต้องลงพื้นที่ โดยยังไม่สนใจที่จะประชุมตามที่ได้เล่าไป แต่ทางหน่วยในพื้นที่ได้แจ้งมาว่าขอทำงานก่อน เพราะถ้าผู้บังคับบัญชาลงไป อย่างไรก็ต้องมีคนมาต้อนรับ งานก็จะมีปัญหา ตนจึงให้เขาทำงานไปก่อน แต่ก็ค่อนข้างเป็นห่วง เพราะเหตุที่เกิดครั้งนี้มันไม่ปกติ จึงคิดว่าควรต้องเรียกคุย ซึ่งตนทำหลายอย่าง เพราะไม่คิดว่าวิธีเดียวจะแก้ปัญหาได้

และตนรู้สึกว่า จากการที่ได้คุยกับหลายส่วน เราทำงานเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียวหรือไม่ เราต้องทำงานเชิงรุก และอยากเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยุติโดยเร็ว เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่ การที่เราบอกว่าไม่ทอดทิ้งเขา สร้างความมั่นใจให้เขา มันต้องมีรูปธรรมให้เห็นว่าสร้างความมั่นใจได้จริง จึงอยากให้ทำเร็วที่สุดหรืออย่างน้อย 7 วัน มาคุยกับตนอีกครั้ง คิดว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ แล้วเมื่อคืนนี้ตนได้โทรศัพท์พูดคุยกับผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งมีภารกิจอยู่ที่สิงคโปร์ และได้พูดคุยกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วย โดยอยากให้มีมาตรการที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการเปิดปฏิบัติการหรืออะไรก็ตาม ต้องทำให้เป็นเชิงรุก และทำให้สถานการณ์ยุติเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงข้อดีคือการสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง ซึ่งทั้ง ผบ.ทบ.และ ผบ.ตร.ก็รับปฏิบัติ ใครที่ขาดหรือจำเป็นต้องเสริมก็ให้แจ้งมา และขอให้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ควรกระทำอย่างเต็มที่ และเป็นในเชิงรุก เพื่อยุติสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยเร็ว

ทั้งนี้ เมื่อเช้านี้ตนได้พูดคุยกับแม่ทัพภาคที่ 4 , ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึงเลขาธิการ ศอ.บต.ซึ่งในส่วนของ ศอ.บต.คงไม่มีอะไรมาก เพราะทำงานในเรื่องของการพัฒนา แต่การระงับยับยั้งการเกิดเหตุ คงต้องใช้เวลาก็อยากให้ไปคุย และตนก็มีภาพในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์อยู่ในใจแล้ว คุยกับเหล่าทัพทั้งหมด

นอกจากนี้ เป็นเรื่องยินดีที่ไทยได้รับความร่วมมือจาก ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ชัดเจนมากขึ้นว่าอยากช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ และกำลังตั้งผู้อำนวยความสะดวกคนใหม่ขึ้นมา โดยตนจะนัดหมายเจอกัน และตนก็ได้เตรียมตัวกับทีมงาน และจะได้ไปบอกกับเขาว่า ถ้าอยากให้มีตัวกลางเจรจา ก็ต้องบอกให้ชัดเจนว่าเขาต้องการอะไร คนที่จะมาคุยก็ต้องเป็นตัวแทนที่สามารถยุติการสู้รบให้เห็นได้อย่างมีเงื่อนเวลา แล้วมาคุยกัน และจะฝากอีกว่า สิ่งที่จะคุยกับตนได้ ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่มีพื้นฐานยอมรับกันได้ ส่วนในระยะยาว ตนก็ยังคิดอีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งทางมาเลเซียเองก็อยากแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ชายแดนเช่นกัน

เมื่อถามย้ำว่า ไม่ได้ปิดประตูคณะเจรจา แต่ยังไม่ใช่เวลานี้ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า ก็ใครคือตัวแทน BRN ซึ่งต้องเป็นคนที่คุยแล้วจะเกิดผล เพราะคราวที่แล้วตนขอไปว่าในช่วงเดือนรอมฎอน ขออย่าให้มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ถ้าทำได้ แปลว่าคุณมีอำนาจในการยุติได้ ตนก็อยากคุย แต่มันก็ไม่จบ ถ้าเจรจาแล้วจะได้อะไร นี่ไม่ได้หมายความว่าตนปฏิเสธการเจรจา แต่คุณต้องบอกชัดเจนว่าใคร คือคนที่จะมาเจรจา ตนพร้อมคุยด้วย ถ้าเงื่อนไขที่ยื่นมาพอรับได้ อย่างเช่น ต้องคุยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการเป็นรัฐเดี่ยวต่อไป ซึ่งเป็นเงื่อนไขเบื้องต้น แต่ถ้าจะบอกว่าเป็นรัฐอิสระ แยกออกไป ขอย้ำว่า แผ่นดินไทยแยกไม่ได้ ก็ต้องคุยตรงนี้ให้ชัด แต่เรายอมรับสังคมพหุนิยม วัฒนธรรมพหุนิยม

“ส่วนรายละเอียดที่จะยุติค่อยมาว่ากัน ตนยังไม่มีตัวเลขที่ตายตัวว่าจะเป็นอย่างไร แต่เขาต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า หนทางที่จะไป มันเป็นไปได้ เพราะตนได้รับการติดต่อมาหลายทาง ก็รับฟังและนำมาขบคิด พร้อมยืนยันว่า จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เรื่องภาคใต้ตอนนี้ 7 วัน ให้เขารายงานเข้ามา ก็หวังว่าจะเกิดสิ่งที่ดี และนี่เป็นคำสั่งการ ไม่ใช่ขอร้อง สั่งการให้ดำเนินการ ให้ได้ตามเป้าประเมิน”

เมื่อถามว่า ที่จะมีการยกเลิกกฎอัยการศึก ในพื้นที่ 4 อำเภอ จะต้องชะลอไปก่อนหรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องชะลอ เพราะโดยภาพรวมแล้วยังไม่เป็นปัญหา อะไรที่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก็ให้ดำเนินการไปก่อน

พร้อมกันนี้ นายภูมิธรรม ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ตนพยายามและให้ความมั่นใจ ว่าเราต้องการสร้างความมั่นใจให้ประชาชน และเราจะดูแลคุ้มครองทุกคน ให้เต็มที่ที่สุด ที่เราพึงจะกระทำให้ได้

‘ภูมิธรรม’โต้!โดน‘จำกัดวีซ่า’ ปมส่ง‘อุยกูร์’กลับจีน ทำไม่ได้ร่วมทีมไปสหรัฐฯ

‘ภูมิธรรม’โต้!โดน‘จำกัดวีซ่า’ ปมส่ง‘อุยกูร์’กลับจีน ทำไม่ได้ร่วมทีมไปสหรัฐฯ

‘ภูมิธรรม’โต้!โดน‘จำกัดวีซ่า’ ปมส่ง‘อุยกูร์’กลับจีน ทำไม่ได้ร่วมทีมไปสหรัฐฯ

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.48 น.

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 ที่สนามบินแสงตะวัน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงการเตรียมแผนสนับสนุนทีมเจรจาฝ่ายไทย ที่จะเดินทางไปพูดคุยขอลดภาษีกับทางสหรัฐอเมริกา ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ว่า เราได้มีการเตรียมการไปพอสมควรแล้ว และนายกฯ ยืนยันแล้วว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจ ส่วนกรณีที่ฝ่ายไทยถูกสหรัฐฯ เลื่อนเวลานั้น ต้องเข้าใจว่า แม้แต่ประเทศสหรัฐฯ ยังเปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา ดังนั้น ฝ่ายไทยขณะนี้เตรียมตัวให้ดีที่สุด นิ่งที่สุด เมื่อได้วันเวลาที่ชัดเจนแล้ว ก็พร้อมที่จะไปพูดคุย

ส่วนสาเหตุการเลื่อนนั้นตนมองว่าไม่ใช่สาระสำคัญ เมื่อประเทศต้นทางขอเลื่อน เราก็ไม่จำเป็นที่จะไปร้อนใจอะไร เพียงแต่เตรียมตัวให้ดีที่สุด ซึ่งปัจจุบันเรามีที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก รวมถึงกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมการก่อนหน้านี้แล้ว ในขณะที่กองทัพเองก็มีการสำรวจ ว่าเรามีการซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เท่าไหร่ แต่ไม่ได้มีการนำไปผนวกดุลการค้า ต้องไปพูดคุยกัน นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดในเรื่องอื่นๆ ด้วย

เมื่อถามว่า กรณีคณะทีมเจรจาบางคน เช่น รมว.ต่างประเทศ ไม่ได้เดินทางไปด้วย มีนัยอะไรหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า มันมีเหตุและผลในตัวของมันอยู่ ใครไปหรือไม่ได้ไปก็ไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่เราจะมุ่งเน้นไปที่การเจรจาให้เกิดประโยชน์กับเรามากที่สุด ซึ่งยอมรับว่า ในส่วนของหน่วยงานความมั่นคงไม่ได้ไป แต่หากทีมเจรจาที่ไปคุย แล้วทางสหรัฐฯ มีข้อเสนอในเรื่องของความมั่นคง ก็สามารถแจ้งมายังตน และตนพร้อมที่จะดำเนินการให้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปด้วย

เมื่อถามว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนถูกสหรัฐฯ จำกัดวีซ่า กรณีส่งอุยกูร์กลับจีน ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่มี ตนยังไม่ได้รับหนังสือเลยว่าสหรัฐฯ ห้ามเข้าประเทศในเรื่องของอุยกูร์ ไม่อยากให้จินตนาการ และไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดในที่สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันตนได้เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว ส่วนจะจัดการอย่างไรก็ให้รอดูผลการปฏิบัติ แล้วค่อยวิจารณ์

เมื่อถามว่า เราจะสร้างความสมดุลระหว่างจีน และสหรัฐฯ อย่างไร เพราะจีนประกาศมีมาตรการกับประเทศใดก็ตามที่ร่วมมือกับสหรัฐฯ แล้วสร้างผลกระทบกับจีน นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ในระหว่างที่ความสัมพันธ์ไทยกับจีน ก็ยีงดีอยู่ ในส่วนของสหรัฐฯ ตนได้พูดคุยอยู่บ่อยครั้ง ยังยืนยันว่า เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเวที ซึ่งประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ตนจะเดินทางไปประเทศเยอรมัน พบปะกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหลายประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการประชุมเชงกรีล่า ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งต้องพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และจีน

“ดังนั้น การเจรจาหรือการพูดคุย ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น แล้วมากล่าวหาว่าอ่อนหัด อยากให้ดูผลของการเจรจาดีกว่า ไม่ใช่พอเห็นรูปผู้แทนประเทศอินเดีย กับสหรัฐI พูดคุยกัน แล้วมาบอกให้รัฐบาลไทยดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งเราก็ดูอยู่ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะแย่กับเขา ต้องให้เกียรติกัน” นายภูมิธรรม กล่าว

เมื่อถามว่า หากสหรัฐฯ กดดัน เปลี่ยนเครื่องบินรบฝูงใหม่จาก Gripen เป็นเอฟ 16 เพื่อแลกกับการลดภาษี นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องคุยในระยะยาว เพราะเครื่องบินเอฟ 16 มาด้วยเงื่อนไขให้เรากู้เงิน กับทางสหรัฐฯ

“ผมได้พูดกับทูตสหรัฐอเมริกาไปแล้ว เราไม่เคยกู้เงินมาซื้ออาวุธ อยู่ดีๆ จะให้เรามากู้เงินซื้ออาวุธ ท่านไม่ตายแต่ผมตาย ซึ่งหากไม่มีเงื่อนไขการกู้เงินนี้ ก็สามารถพูดคุยได้ เพราะเรามองว่ากำลังรบของกองทัพอากาศไทยมีอยู่หลายเฟส ส่วนที่นายกรัฐมนตรีเตรียมจะเดินทางไปประเทศสวีเดน เพื่อเซ็นสัญญาการซื้อเครื่องบิน Gripen นั้น ผมยังไม่ทราบ เพราะปัจจุบันนี้ทางกองทัพอากาศยังไม่ได้ยื่นมาให้ผมเซ็นเลย ยังไม่ได้เข้า ครม.” นายภูมิธรรม กล่าว

นิติศาสตร์ จุฬาฯ แถลงการณ์ เสียใจข้อสอบรั่ว ยันผู้ต้องหาไม่ใช่ศิษย์เก่า สั่งตั้งกรรมการสอบ

นิติศาสตร์ จุฬาฯ แถลงการณ์ เสียใจข้อสอบรั่ว ยันผู้ต้องหาไม่ใช่ศิษย์เก่า สั่งตั้งกรรมการสอบ

นิติศาสตร์ จุฬาฯ แถลงการณ์ เสียใจข้อสอบรั่ว ยันผู้ต้องหาไม่ใช่ศิษย์เก่า สั่งตั้งกรรมการสอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.48 น.

วันที่ 24 เมษายน 2568 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงกรณีหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ภาคบัณฑิต (นอกเวลาราชการ) ได้รับความเสียหายตามที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ ดังนี้

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่ากองบัญชาการตำรวจสืบสวนสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้จับกุมผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันเอาไปซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยนำข้อสอบคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกไปให้ผู้อื่นทำ ก่อนจะส่งต่อไปให้อดีตนายตำรวจยศพลตำรวจเอกนายหนึ่งคัดลอก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงปี 2566 นั้น

หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ภาคบัณฑิต (นอกเวลาราชการ) รู้สึกเสียใจยิ่งกับเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายให้หลักสูตรฯ ในครั้งนี้ และขอเรียนว่า หลักสูตรฯ ได้รับการประสานจาก บช.สอท. ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา และหลักสูตรฯ ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้มาโดยตลอด

หลักสูตรฯ ขอเรียนว่า “ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมดำเนินคดีครั้งนี้ มิใช่ศิษย์เก่าและมิได้เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย” แต่ได้อาศัยโอกาสกระทำการดังกล่าวจากการเข้ามาติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของหลักสูตร โดยที่เจ้าหน้าที่มิได้สังเกตพิรุธ (รายละเอียดอยู่ในขั้นตอนคดี) ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ของหลักสูตรได้ให้ข้อมูลและแจ้งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งประสานข้อมูลเพิ่มเติมทางการสอบสวน และหากมีการกระทำผิดเกี่ยวกับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นในกรณีนี้หรือกรณีอื่น คณะนิติศาสตร์จะดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายและข้อบังคับของมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับการจัดการในกรณีอื่น ๆ ที่ผ่านมา ทั้งนี้ คณะนิติศาสตร์ ขอยืนยันเจตจำนงในอันที่จะรักษามาตรฐานการจัดการศึกษา การให้ปริญญา ตลอดจนคุณภาพบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและระบบการศึกษาของไทย

อนึ่ง หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ภาคบัณฑิต (นอกเวลาราชการ) เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2546 สำหรับบุคคลทั่วไปที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาใดสาขาหนึ่งมาแล้วเข้าศึกษานอกเวลาราชการเพื่อให้ได้รับปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิตอีกปริญญาหนึ่ง

007

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รวบ‘ดร.สาว’ขโมยข้อสอบ คณะนิติศาสตร์ ส่งให้ ‘อดีต พล.ต.อ.’ คนดังคัดลอก

มรภ.สุรินทร์ เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมนิทรรศการและการประกวดผลงาน CWIE

มรภ.สุรินทร์ เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมนิทรรศการและการประกวดผลงาน CWIE

มรภ.สุรินทร์ เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมนิทรรศการและการประกวดผลงาน CWIE

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ฉลอง สุขทอง อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นประธานเปิดโครงการกิจกรรมนิทรรศการและประกวดผลงานสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) ดีเด่น ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนล่าง ประจำปี 2568 (Lower Northeastern Cooperative Education Network : LNCEN) ซึ่งในปีนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม ณ ห้องประชุมบันทายศรี ชั้น 3 คณะวิทยาการจัดการ (อาคาร 44) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ดำเนินงานโดยสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

โดยในกิจกรรมมีการบรรยายพิเศษเรื่อง CWIE – กลไกสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อการรับรองหลักสูตรและหลักประกันคุณภาพหลักสูตร” และกิจกรรมการประกวดนิทรรศกาลผลงานโครงการสหกิจศึกษาในรูปแบบโปสเตอร์ (Poster) และนำเสนอผลงานประเภทโครงงานสหกิจศึกษา ประกอบด้วย กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์และการจัดการ กลุ่มนวัตกรรมสหกิจศึกษา และกลุ่มนานาชาติ