ชู “ข้าวหมาก” Soft Power อาหารหมักดองไทย ในโครงการ Thai Power Probiotics

ชู “ข้าวหมาก” Soft Power อาหารหมักดองไทย ในโครงการ Thai Power Probiotics

ชู “ข้าวหมาก” Soft Power อาหารหมักดองไทย ในโครงการ Thai Power Probiotics

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.08 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  สถาบันอาหาร ทีเอ็มบีธนชาตหรือ ทีทีบี (บัตรเครดิต ttb)  และแพลตฟอร์มชิมไทยเดินหน้ายกระดับอาหารหมักดองจากวัตถุดิบไทยชู “ข้าวหมาก” ให้เป็น Soft Power ด้านอาหารเชิงสุขภาพ ผ่านโครงการ Thai Power Probiotics เพื่อผลักดันมรดกภูมิปัญญาไทยสู่เวทีโลก พร้อมเปิดตัวแคมเปญ เส้นทางท่องเที่ยว Flavor of Thai Food: Health & Wellness รสไทยสู่สุขภาพที่ยั่งยืนที่ผสานอาหาร พื้นบ้านกับมิติการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างยั่งยืนโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ในยุคที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการบริโภคอย่างยั่งยืน โครงการ Thai Power Probiotics ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์กระแสดังกล่าวโดยมุ่งเน้นการส่งเสริม “อาหารหมักดองไทย” ซึ่งมีจุลินทรีย์โพรไบโอติกตามธรรมชาติโดยเฉพาะ‘ข้าวหมาก’ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภูมิปัญญา การหมักดั้งเดิมของไทยที่ให้ประโยชน์ทั้งต่อระบบย่อยอาหาและสุขภาพลำไส้และเริ่มเป็นที่สนใจในเวทีโลกมากยิ่งขึ้น

สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “เรากำลังพูดถึงอาหารที่ไม่ใช่แค่อร่อย แต่มีชีวิต — ข้าวหมากไทยคือหนึ่งในตัวแทนของ Soft Power ที่สำคัญ เพราะมันสะท้อนทั้งวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพของคนไทยที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งวันนี้ เราไม่ได้เพียงหยิบ ‘ข้าวหมาก’ ขึ้นมาให้ทุกคนมองเห็นคุณค่า แต่เรากำลัง ‘ยกระดับ’ ให้เทียบเคียงกับกิมจิของเกาหลี หรือโยเกิร์ตจากฝั่งตะวันตก โดยใช้คุณค่าของโพรไบโอติกไทยที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริง จุดเด่นของข้าวหมากไทยคือมี      โปรไบโอติกส์ตามธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องการย่อยอาหารและลำไส้เท่านั้น แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยหลายฉบับจากทั้งในและต่างประเทศที่แสดงให้เห็นว่า ‘สุขภาพลำไส้’ มีความสัมพันธ์กับ ‘สุขภาพจิต’ หรือ Mental Health ได้อีกด้วยเราจึงเชื่อว่า ‘ข้าวหมากไทย’ สามารถก้าวไปได้ไกลกว่าที่เคย — ในฐานะ Functional Food ที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมและศักยภาพทางสุขภาพที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คนยุคใหม่”

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อผลักดันวัตถุดิบไทยอย่าง ‘ข้าวหมาก’ และอาหารหมักดองอื่น ๆ จากชุมชน ให้สามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ระดับโลกได้ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังมองหาอาหารที่ดีต่อกาย ดีต่อใจ และเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่ลึกซึ้ง นี่แหละคือ Soft Power ที่แท้จริงของไทย”

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “Flavor of Thai Food: Health & Wellness คือการต่อยอดจากโครงการ Thai Power Probiotics โดยเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวกับอาหารหมักดองและสุขภาพ เช่น เส้นทาง ‘Ayutthaya Healthy Feast’ ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชุมชน เรียนรู้การหมักข้าวหมาก และลิ้มรสเมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพจากรากวัฒนธรรมไทยพร้อมโปรโมชั่นพิเศษในทุกเส้นทาง การส่งเสริมอาหารไทยในฐานะทางเลือกสุขภาพ โดยเฉพาะ ‘ข้าวหมาก’ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพลำไส้และระบบย่อยอาหาร เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างจุดขายใหม่ให้กับการท่องเที่ยวไทยในระดับนานาชาติ โดยการผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์นี้ ทำให้เกิด ‘Grand Moment’ หรือช่วงเวลาพิเศษ ที่นักท่องเที่ยวจะจดจำ ไม่ใช่แค่ภาพสวยหรือรสชาติแปลกใหม่ แต่คือความประทับใจจากวัฒนธรรมที่มีชีวิต”

ครั้งแรกในประเทศไทย “Thai Power Probiotics” กับยกระดับ ‘ข้าวหมากไทย’ จากภูมิปัญญาชุมชน สู่ Soft Power สู่ขุมพลังสุขภาพระดับโลกด้วยจุลินทรีย์โพรไบโอติกธรรมชาติที่ดีต่อทั้งลำไส้และสุขภาพจิตในครั้งนี้  “ข้าวหมากไทย” ในฐานะตัวแทนโพรไบโอติกจากวัตถุดิบไทยกำลังกลายเป็นอาหารสุขภาพที่น่าจับตามองพร้อมต่อยอดสู่เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม-สุขภาพ สร้าง Grand Moment ใหม่ให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างยั่งยืน

MBK ชวนเพลิดเพลินกับนิทรรศการไอ้มดแดง ‘Masked Rider Exhibition’ ฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งตำนาน Kamen Rider

MBK ชวนเพลิดเพลินกับนิทรรศการไอ้มดแดง 'Masked Rider Exhibition' ฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งตำนาน Kamen Rider

MBK ชวนเพลิดเพลินกับนิทรรศการไอ้มดแดง ‘Masked Rider Exhibition’ ฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งตำนาน Kamen Rider

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.57 น.

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนเพลิดเพลินกับนิทรรศการไอ้มดแดง Masked Rider Exhibition ฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งตำนาน Kamen Rider พร้อมของแถมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น!!

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ รวมพลมาสค์ไรเดอร์ร่วมเฉลิมฉลองความทรงจำร่วมกันกับนิทรรศการสุดยิ่งใหญ่ ครั้งแรกในประเทศไทยกับ “Masked Rider Exhibition” บนพื้นที่กว่า 1,200 ตารางเมตร เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งตำนาน Kamen Rider ซีรีส์ฮีโร่แปลงร่างจากประเทศญี่ปุ่นที่อยู่ในใจแฟน ๆ ทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน เพลิดเพลินกับจุดเริ่มต้นของ “ตำนานไอ้มดแดง” และของแถมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น!! เตรียมพร้อม “HenShin” มาแปลงร่างไปด้วยกัน ตั้งแต่วันอังคารที่ 29 เมษายน – วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม 2568 บริเวณชั้น 4 โซน A

ภายใน Masked Rider Exhibition พบกับ หุ่น Masked Rider กว่า 30 ตัว จาก 3 ยุคสำคัญ ได้แก่ ยุคโชวะ (1971 – 1989) ยุคเฮเซ (2000 – 2019) ยุคเรวะ (2020 – ปัจจุบัน) นำเสนอประวัติความเป็นมา เรื่องราวและวิวัฒนาการของ Masked Rider พร้อมการนำเสนอผ่านมุมมองใหม่ให้แฟน ๆ ได้ย้อนรำลึกถึงความทรงจำ และรู้จักฮีโร่แต่ละยุคอย่างลึกซึ้ง พร้อมตื่นตากับโซนถ่ายรูปที่ให้คุณมีพื้นที่ในการโพสท่าแปลงร่างได้แบบจัดเต็ม

นอกจากนี้ยังมี โซนแสดงเข็มขัดแปลงร่างและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวบรวมเข็มขัดหายากที่ไม่สามารถหาซื้อได้แล้วในปัจจุบัน กลายเป็นของสะสมล้ำค่าสำหรับแฟนพันธุ์แท้ และ โซนจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์แท้ ของสะสมสุดพิเศษ จากคาเมนไรเดอร์ให้แฟน ๆ ได้เลือกช้อปกันอย่างจุใจ พร้อมของที่ระลึกพิเศษสำหรับผู้เข้าชม โดยทุกบัตรเข้าชมจะได้รับ Masked Rider Exhibition Random Card 1 ใบ ซึ่งออกแบบเฉพาะสำหรับงานในประเทศไทยเท่านั้น!!  สำหรับผู้ที่ซื้อบัตร Special Pack จะได้รับเพิ่มเป็นโปสเตอร์รวมคาเมนไรเดอร์แทบทุกยุค ที่ระลึกสุดพิเศษอีกด้วย (จำนวนจำกัด)

รายละเอียดค่าเข้าชม บัตรเด็ก / ผู้สูงอายุ ราคา 400 บาท จะได้รับ Random Card 1 ใบ / บัตร (เด็กที่มีความสูงตั้งแต่ 91 – 120 ซม และผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป) บัตรทั่วไป ราคา 550 บาท จะได้รับ Random Card 1 ใบ / บัตร

บัตรพิเศษ Early Bird ราคา 400 บาท จากปกติ 550 บาท (ตั้งแต่ 8 – 28 เมษายนเท่านั้น) จะได้รับ Random Card 1 ใบ / บัตร VIP Package ราคา 990 บาท จะได้รับ Random Card + Poster Limited Edition อย่างละ 1 ใบ เปิดขายตั้งแต่ 8 เมษายนเป็นต้นไป (มีจำนวนจำกัด)

พิเศษ!! เด็กที่มีความสูงต่ำกว่า 90 เซนติเมตร เข้าฟรี

สาวกมาสค์ไรเดอร์ ห้ามพลาดนิทรรศการ “Masked Rider Exhibition” ตั้งแต่วันอังคารที่ 29 เมษายน – วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม 2568 บริเวณชั้น 4 โซน A สามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ที่หน้างาน และ สามารถซื้อล่วงหน้าเพื่อรับสิทธิพิเศษสุดคุ้มได้แล้ววันนี้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/KAMEN-RIDER-50-YEARS-EXHIBITION-in-Thailand

ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ที่ https://www.mbk-center.co.th/ หรือ เฟซบุ๊กเพจ mbkcenterth อินสตาแกรม mbkcenter

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน จัดคอนเสิร์ตการกุศล ‘Fly Green Charity Concert’

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน จัดคอนเสิร์ตการกุศล ‘Fly Green Charity Concert’

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน จัดคอนเสิร์ตการกุศล ‘Fly Green Charity Concert’

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.50 น.

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เตรียมจัดคอนเสิร์ตการกุศล “Fly Green Charity Concert” เชิญชวนทุกคนมาร่วมสัมผัสค่ำคืนแห่งความสนุก พร้อมส่งต่อพลังแห่งการให้ผ่านเสียงดนตรี ในวันที่ 24 เมษายน 2568 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ณ ร้าน Gasoline หาดใหญ่ รายได้สุทธิจากการจำหน่ายบัตรทั้งหมดจะมอบให้กับ โรงเรียนการศึกษาคนตาบอดธรรมสากล หาดใหญ่ และ มูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนให้ดียิ่งขึ้น

บัตรเข้าชมคอนเสิร์ตราคาเพียง 300 บาท มีจำหน่ายที่หน้างาน โดยรายได้สุทธิจากการจำหน่ายบัตรทั้งหมดจะนำไปบริจาคเพื่อสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม พร้อมเปิดเวทีความบันเทิงสุดพิเศษจากศิลปินชื่อดังมากมาย อาทิ ท๊อฟฟี่ 3.50, อัทธ์ Yes’sir Days, วง Playground, โทนี่ ผี, เอ็ม อรรถพล, วอย เกรียงไกร, Karamail, เอม วิทวัส, มัม ลาโคนิค, พีท พีระ, ดิว The Star 4, คิว ฟลัวร์, นิค รณวีร์, อ้วน วารุณี, อู๋ ธรรพ์ณธร และ ออย ธนา ที่จะมาร่วมกันสร้างค่ำคืนแห่งเสียงเพลงและพลังแห่งการให้เพื่อสังคม

“Fly Green Charity Concert” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้กองทุนฟลายกรีน (Fly Green Fund) ของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความยั่งยืน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม คอนเสิร์ตในครั้งนี้ไม่เพียงมอบความสุขและความบันเทิงให้กับผู้เข้าชมเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้ และจุดประกายให้สังคมหันมาร่วมกันสร้างโลกที่น่าอยู่และยั่งยืนไปด้วยกัน

คอนเสิร์ตการกุศลที่จะจัดขึ้นโดยเวียตเจ็ทไทยแลนด์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ค่ำคืนแห่งเสียงเพลง แต่เป็นการรวมพลังของความสามัคคีที่สามารถจุดประกายการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เมื่อเราร่วมมือกัน แม้เพียงค่ำคืนเดียว ก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่ให้กับสังคมได้” นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าว

ทั้งโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดธรรมสากล หาดใหญ่ และมูลนิธิชัยพัฒนา ต่างเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นในการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชน ควบคู่ไปกับการดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษไปพร้อมกันกับค่ำคืนแห่งเสียงดนตรี ความสุข และพลังแห่งการแบ่งปัน ในคอนเสิร์ตการกุศล “Fly Green Charity Concert” วันที่ 24 เมษายน 2568 ณ ร้าน Gasoline หาดใหญ่

บัตรเข้าชมทุกใบคือการส่งต่อพลังแห่งน้ำใจ การแสดงในทุกช่วงเวลาคือสัญลักษณ์ของความสามัคคี และรอยยิ้มแห่งความสนุกเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตที่สดใส ร่วมร้องเพลงและเต้นรำไปกับเสียงดนตรี พร้อมกับสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนไปด้วยกัน

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ให้บริการเที่ยวบินทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศครอบคลุมหลากหลายเส้นทาง รวมถึงเส้นทางบินตรงจาก กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่ หาดใหญ่ เพื่อให้คุณสามารถเดินทางมาร่วมสนุกกับคอนเสิร์ตการกุศลครั้งนี้ได้อย่างสะดวกสบาย โดยสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับตารางเที่ยวบินและโปรโมชั่นสุดพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ http://www.vietjetair.com

อนันทา จิวเวลรี่ เปิดตัวคอลเลกชันแหวนเพชรสุดหรู ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

อนันทา จิวเวลรี่ เปิดตัวคอลเลกชันแหวนเพชรสุดหรู ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

อนันทา จิวเวลรี่ เปิดตัวคอลเลกชันแหวนเพชรสุดหรู ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

เมื่อพูดถึงเครื่องประดับที่สะท้อนความสง่างามและความหรูหรา แหวนเพชร คือหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่เคยตกยุค ล่าสุด อนันทา จิวเวลรี่ แบรนด์เครื่องประดับชั้นนำของไทย ได้เปิดตัวคอลเลกชันแหวนเพชรใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

อนันทา จิวเวลรี่ แบรนด์เครื่องประดับเครื่องประดับที่มากกว่าความงาม แหวนเพชรแต่ละวงไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องประดับ แต่ยังเป็นตัวแทนของอารมณ์ ความรู้สึก และสไตล์ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ ดังนั้น การเลือกแหวนที่ใช่จึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าคุณจะมองหาแหวนแต่งงาน แหวนหมั้น หรือแหวนแฟชั่นที่สามารถใส่ได้ทุกวัน อนันทา จิวเวลรี่ มีตัวเลือกที่เหมาะกับคุณเสริมลุคหรูให้โดดเด่นกับ 7 แหวนเพชรสุดหรูที่ควรค่าแก่การครอบครอง

แหวนเพชรเม็ดเดียว (Solitaire Ring): ดีไซน์คลาสสิกเป็นแหวนเพชรทรงที่ได้รับความนิยมตลอดกาล ไม่มีวันตกยุค โดดเด่นด้วยเพชรเม็ดเดี่ยวที่ประดับบนตัวเรือนอย่างสง่างาม สื่อถึงความรักที่มั่นคงและบริสุทธิ์ อนันทา จิวเวลรี่ มีดีไซน์หลากหลายให้เลือกสรร

แหวนเพชรรอบวง (Eternity Ring): แหวนเพชรแบบล้อมวงเป็นอีกหนึ่งดีไซน์ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ด้วยการฝังเพชรเม็ดเดี่ยวบนกลางตัวเรือนแหวนแบบฝังสอด ล้อมรอบด้วยเพชรเม็ดเล็ก ๆ กะรัตน้อย ๆ ที่เรียงต่อกันเป็นแถวโดยมีตัวเรือนห่อหุ้มจึงทำให้ดูโดดเด่น คงทน และมีความสวยงามอย่างมาก จึงนิยมดีไซน์สำหรับเป็นแหวนแต่งงาน หรือแหวนหมั้น เสมือนดั่งความรักของบ่าวสาวที่ไม่มีวันสิ้นสุดนั่นเอง นอกจากนี้ยังเป็นรูปแบบแหวนเพชรยอดฮิตของสาว ๆ ในปัจจุบันอีกด้วย

แหวนเพชรฝังในร่องแบบพาเว (Channel Pave Setting): แหวนเพชร Channel Pave Setting คือเครื่องประดับที่ผสานความงดงาม ความทนทาน และความประณีตเข้าไว้ด้วยกัน สร้างความประทับใจและเป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจำที่ไม่มีวันเลือนหาย ผสมผสานความลงตัวระหว่างดีไซน์ที่เรียบหรูและการฝังเพชรอย่างประณีต เพชรถูกจัดเรียงในร่องที่สร้างขึ้นระหว่างขอบตัวเรือนทั้งสองข้าง พร้อมกับการฝังเพชรขนาดเล็กที่เรียงชิดกันอย่างละเอียดอ่อน สร้างความงดงามและประกายที่ต่อเนื่อง

แหวนเพชรประดับเพชรแฟนซี: เพื่อให้รูปแบบแหวนเพชรดูไม่น่าเบื่อ หรือได้ทรงแบบเดิม ๆ แหวนเพชรประดับเพชรแฟนซีเป็นเครื่องประดับที่สะท้อนความหรูหราและความประณีต ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถัน ผสมผสานระหว่างเพชรแท้คุณภาพสูงกับเพชรแฟนซีที่มีสีสันและรูปทรงที่หลากหลาย เช่น เพชรทรงไข่ ทรงหัวใจ เพชรทรงมาร์คีส์ หรือเพชรทรงหยดน้ำ สร้างความโดดเด่นและเอกลักษณ์ให้กับแหวนทุกวงจึงเป็นอีกหนึ่งดีไซน์ที่ได้รับความนิยมไม่น้อยสำหรับทำแหวนแต่งงาน, แหวนหมั้น, แหวนสำหรับโอกาสพิเศษ และแหวนเพชรสำหรับใส่ออกงานเพิ่มความเปล่งประกายให้ตัวเองดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

แหวนเพชรทรงบิดเกลียว (Twisted Diamond Ring): เป็นอีกหนึ่งการดีไซน์ที่ได้รับความนิยมจากสาว ๆ อย่างมาก แหวนเพชรทรงบิดเกลียวเป็นเครื่องประดับที่ออกแบบด้วยแรงบันดาลใจจากความงดงามของเส้นสายและการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ตัวเรือนมีลักษณะเด่นด้วยดีไซน์บิดเกลียวที่พลิ้วไหว ผสมผสานกับการประดับเพชรแท้คุณภาพสูง เพื่อสร้างความงดงามที่ดึงดูดสายตา และไม่น่าเบื่อ จึงเป็นอีกหนึ่งดีไซน์แหวนเพชรที่ได้รับความนิยม และใส่ได้ทุกโอกาส

แหวนเพชรแบบชู (Cathedral Setting Ring): แหวนเพชรผู้หญิงแบบชู เป็นแหวนเพชรที่ทำให้ผู้สวมใส่ดูภูมิฐาน เสริมบุคลิกให้ดูเป็นผู้นำ ด้วยการดีไซน์ส่วนฐานที่ชูตัวเพชรให้มีความคลาสสิคคล้ายกับซุ้มประตูโบสถ์คริสต์โบราณ เป็นอีกหนึ่งแหวนเพชรที่เน้นความสูงของตัวเรือนแหวนให้ชูเพชรขึ้นมาทำให้เพชรเม็ดหลักดูโดดเด่นยิ่งขึ้น จึงเป็นการดีไซน์แหวนเพชรสำหรับคนที่มีงบน้อย

แหวนเพชรแฟชั่นตามคอลเลกชันต่าง ๆ: แหวนที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนตัวตนและสไตล์ของผู้สวมใส่ มีให้เลือกหลากหลายดีไซน์ในแต่ละคอลเลกชัน เหมาะกับทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นลุคหรูหรา โมเดิร์น หรือแคชชวล

เตรียมพบกับอนันทา จิวเวลรี่ ที่พร้อมเติมเต็มความงามให้ทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยคุณภาพและดีไซน์ที่เหนือระดับ พร้อมบริการให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ อนันทา จิวเวลรี่ พร้อมเปิดประสบการณ์การเลือกซื้อเครื่องประดับที่ดีที่สุดให้กับคุณ ไม่ว่าคุณจะมองหาแหวนเพชรสุดคลาสสิกหรือแหวนแฟชั่นดีไซน์ทันสมัย ที่นี่มีทุกสิ่งที่คุณต้องการ

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร 02 613 1377 เว็บไซต์ https://anantajewelry.com/jewelry/all-categories/rings.html

-(016)

ส.มก.จัดเสวนารับมือภาษีตอบโต้จากอเมริกา ด้านสัตว์น้ำ นม และหมู

ส.มก.จัดเสวนารับมือภาษีตอบโต้จากอเมริกา ด้านสัตว์น้ำ นม และหมู

ส.มก.จัดเสวนารับมือภาษีตอบโต้จากอเมริกา ด้านสัตว์น้ำ นม และหมู

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.26 น.

สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังการเสวนา เรื่อง “จะรับมืออย่างไรกับมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา : สัตว์น้ำ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์นม และหมู” วันที่ 24 เมษายน 2568 เวลา13.00-16.00 น.ณ ห้องนนทรี สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังรับฟังการเสวนาผ่านทางการถ่ายทอดสดโดยสถานีวิทยุ  ม.ก. ได้อีกหนึ่งช่องทาง ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อสำรองที่นั่งได้จากการสแกนคิวอาร์โค้ดในโปสเตอร์

วิทยากร ได้แก่  ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทย นายวินิจ คันสกุล             ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาสัตว์น้ำต่าง ๆ สมาคมส่งเสริมกิจการประมงไทย น.สพ.สุทัศน์ ตั้งธโนปจัย กรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ผศ.ดร.รัตนาภรณ์ ธรรมโกศล อดีต หัวหน้าสำนักประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สมเกียรติ ประสานพานิช อุปนายก ประธานฝ่ายวิชาการ ส.มก.

การเสวนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการปรับตัว สะท้อนปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหา และอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา โดยสมาคมฯ จะรวบรวมข้อเสนอ และข้อแนะนำต่างๆของผู้เข้าร่วมการเสวนาเสนอต่อรัฐบาล เพื่อเป็นแนวทางในการวางมาตรการรองรับปัญหาที่จะเกิดจากมาตรการภาษีตอบโต้ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทย ต่อไป

บุญถาวร เปิดนิยามใหม่ความเรียบง่าย กับ ‘ALL WHITE Collection’ จาก PARISCASA

บุญถาวร เปิดนิยามใหม่ความเรียบง่าย กับ 'ALL WHITE Collection' จาก PARISCASA

บุญถาวร เปิดนิยามใหม่ความเรียบง่าย กับ ‘ALL WHITE Collection’ จาก PARISCASA

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.24 น.

บุญถาวร เปิดนิยามใหม่ความเรียบง่าย ด้วยรายละเอียดของดีไซน์สีขาวบริสุทธิ์บนพื้นผิวกระเบื้อง สะท้อนถึงความสงบ ความสง่างาม สัมผัสความหรูหราที่มากขึ้นด้วยมิติ และผิววัสดุที่ออกแบบผ่านนวัตกรรมชั้นสูง พร้อมเติมเต็มความเรียบง่ายในทุกมุมของบ้าน ด้วย ALL WHITE Collection ครบทุกมิติของกระเบื้องสีขาว จาก PARISCASA

เพื่อเติมเต็มบ้านให้อบอวนไปด้วยความอบอุ่น ALL WHITE COLLECTION จาก PARISCASA จึงพร้อมจะตอบโจทย์ความต้องการด้วยกระเบื้องดีไซน์พิเศษ รังสรรค์ผ่านนวัตกรรมการออกแบบที่เหนือระดับให้ความเรียบง่าย เน้นรายละเอียดพร้อมเสริมความโดดเด่นของสีขาวให้ความรู้สึกทั้งความเรียบหรู สง่างาม และทันสมัย พื้นผิวมีมิติที่หลากหลาย ช่วยทำให้ห้องดูสว่าง และกว้างขวางขึ้น โดยผ่าน 3 สไตล์

NEUTRAL WHITE — Sophisticated Luxury

เสน่ห์แห่งความหรูหรา เรียบง่ายในแบบคลาสสิกของสีขาว ถ่ายทอดผ่านดีไซน์กระเบื้อง เน้นความโดดเด่นในทุกพื้นที่ เงางาม แวววาวเล่นแสงไฟ ช่วยสะท้อนความงดงามของสีขาวอย่างมีมิติ พร้อมเสริมด้วยลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงกะรัตเพชรและงานคราฟต์สุดประณีต เพิ่มเอกลักษณ์เฉพาะตัว และความพิเศษให้กระเบื้องดูสวยหรู ไม่ซ้ำใครอย่างแท้จริง

COOL WHITE — Minimal Urbanist

เป็นสีขาวอมเทาที่ตอบโจทย์ผู้ที่หลงใหลความเรียบง่ายและทันสมัย ด้วยดีไซน์แบบมินิมอลสไตล์คนเมือง ช่วยเพิ่มความโปร่งสบายให้กับพื้นที่ พร้อมมอบความสงบและยังเป็นดีไซน์ที่ดูสะอาดตา เหมาะสำหรับการตกแต่งแบบมินิมอล เน้นความเรียบง่าย แฝงด้วยกลิ่นอายของความทันสมัย

WARM WHITE – Craft Comfort  

สีขาวอมครีมที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง โดดเด่นด้วยพื้นผิวที่ให้ความรู้สึกเสมือนงานฝีมือจึงสะท้อนความนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับเติมเต็มบรรยากาศอันอบอุ่นและเป็นกันเองในสไตล์เจแปนดิ

สามารถเยี่ยมชมและสัมผัสความหรูหราสไตล์ Timeless Luxury ของสีขาวผ่าน All White Collection จาก PARISCASA  ได้ที่บูธ F102/2 ที่งานสถาปนิก’68 งานแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมและผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ครั้งที่ 37 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าหรือผู้สนใจสั่งซื้อสินค้าภายในงานเท่านั้น รับส่วนลดทันที 15% พร้อมของที่ระลึกอีกมากมาย และสำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนเข้าชมบูธ รับส่วนลด สำหรับกระเบื้อง PARISCASA และ GANI ทันที 5% ใช้ได้ที่บุญถาวรทุกสาขา หมดเขต 31 กรกฎาคม 2568

พิเศษ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 พบกิจกรรม Design Trend 2025  เจาะลึกแนวคิด “Sustainable Tropical Architecture” โดย Dr. Tan Loke Mun สถาปนิกระดับโลก ณ ห้องจูปิเตอร์ 9 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 14:00-16:00 น. และ ในเวลา 17:00-18:30 น. พบกิจกรรม Tile Runway ซึ่งเนรมิตพื้นที่บูธให้กลายเป็นแคตวอร์คงานประกวดแฟชั่นโชว์สุดพิเศษ ที่เชื่อมโยงกระเบื้องเข้ากับโลกแห่งแฟชั่นจากความร่วมมือระหว่าง PARISCASA กับคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านการออกแบบของนักศึกษา สาขาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “แฟชั่น” และ “ดีไซน์กระเบื้อง” ที่แปลงลวดลายและพื้นผิวของกระเบื้องให้กลายเป็นแรงบันดาลใจบนรันเวย์ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนผลงานของนักศึกษา เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์การทำงานที่สามารถนำไปต่อยอดทางวิชาชีพได้ในอนาคต

ติดตามข้อมูลและข่าวสารต่างๆ ของบุญถาวร ได้ที่เว็บไซต์ : https://www.boonthavorn.com   และ http://www.facebook.com/boonthavorn   

-(016)

จี-ไอดี เปิดตัวห้องแล็บตรวจสอบอัญมณีมาตรฐานระดับสากล ชูจุดเด่นเน้นความแม่นยำ-เทคโนโลยีสุดล้ำและทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

จี-ไอดี เปิดตัวห้องแล็บตรวจสอบอัญมณีมาตรฐานระดับสากล ชูจุดเด่นเน้นความแม่นยำ-เทคโนโลยีสุดล้ำและทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

จี-ไอดี เปิดตัวห้องแล็บตรวจสอบอัญมณีมาตรฐานระดับสากล ชูจุดเด่นเน้นความแม่นยำ-เทคโนโลยีสุดล้ำและทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.22 น.

จี-ไอดี แลบอราทอรีส์ เปิดตัวห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณีและเครื่องประดับด้วยมาตรฐานระดับสากล ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบอัญมณีครบวงจร ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง ล่าสุดห้องแล็บได้รับการรับรองมาตรฐาน GIT Standard จากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ยกระดับศักยภาพการตรวจสอบและเสริมความน่าเชื่อถือในตลาดอัญมณีทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เหนือระดับด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้าและความเชี่ยวชาญระดับสากล

นายทัศนรา ศรีปุ้นจั่น ผู้จัดการห้องปฏิบัติการฯ บริษัท จี-ไอดี แลบอราทอรีส์ จำกัด (G-ID Laboratories) เปิดเผยว่า ห้องแล็บนี้มีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางด้านการตรวจสอบและนวัตกรรม ในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยนำเครื่องมือวิเคราะห์ระดับสูง เช่น FTIR, UV-Vis-NIR, Raman, EDXRF และPhotoluminescence Spectrometer มาใช้ตรวจสอบอัญมณีอย่างแม่นยำ ช่วยพิสูจน์ทั้งลักษณะทางกายภาพ เคมี ตรวจวิเคราะห์การปรับปรุงคุณภาพและตรวจหาแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์

นอกจากนี้ ทีมผู้เชี่ยวชาญของแล็บเป็นผู้ได้รับการฝึกอบรมและมีประสบการณ์การทำงานในห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณีระดับโลกในกลุ่ม LMHC ซึ่งประกอบไปด้วย 7 แล็บชั้นนำ ได้แก่ CGL CISGEM DSEF GIA GIT Gübelin SSEF ทำให้มั่นใจได้ว่าการตรวจสอบทุกขั้นตอน เป็นวิธีที่มีมาตรฐานและมีความถูกต้องสูง

ชู 5 จุดแข็ง ยกระดับตลาดอัญมณีไทยสู่เวทีโลก

1)ความแม่นยำสูงสุด: ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ห้องแล็บสามารถแยกแยะอัญมณีแท้และสังเคราะห์ พร้อมตรวจสอบการปรับปรุงคุณภาพ เช่น การเผาหรือไม่เผา รวมถึงแหล่งกำเนิด

2)ผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ: ทีมงานผ่านการฝึกอบรมจากสถาบันอัญมณีชั้นนำระดับโลก เสริมศักยภาพในการตรวจสอบอย่างแม่นยำ

3)เทคโนโลยี AI และ Machine Learning: เพิ่มความรวดเร็วและลดความผิดพลาดในการตรวจสอบ ช่วยให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

4)ฐานข้อมูลมาตรฐานสากล: ข้อมูลการตรวจสอบอัญมณีปริมาณมาก ที่เก็บรวบรวมมามากกว่าทศวรรษ ช่วยให้วิเคราะห์อัญมณีได้อย่างครอบคลุมและแม่นยำ

5)การรับรองโดยหน่วยงานสากล: ในปี 2024 ห้องแล็บได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025:2017  ยืนยันว่าทุกขั้นตอนดำเนินการตามมาตรฐานคุณภาพสูงสุด     

@ ISO/IEC 17025:2017 มาตรฐานใหม่แห่งความน่าเชื่อถือในวงการอัญมณีไทย และ GIT Standard

ได้การรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025:2017 มาตรฐานใหม่แห่งความน่าเชื่อถือของวงการอัญมณีไทย ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายสำหรับห้องปฏิบัติการที่มีคุณภาพและมาตรฐานที่สูง เป็นมาตรฐานสากลที่มีข้อกำหนดสำหรับความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ รวมถึงการได้รับการรับรอง GIT Standard จากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถและคุณภาพของการตรวจสอบที่สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคในตลาด

มุ่งสู่อนาคตด้วยความโปร่งใสและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ด้วยมาตรฐานการตรวจสอบที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก พร้อมเทคโนโลยีขั้นสูง จี-ไอดี แลบอราทอรีส์ มุ่งมั่นที่จะมอบความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใส ในทุกกระบวนการ ลูกค้าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการตรวจสอบและการรับรองที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในทุกระดับ พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับตลาดอัญมณีไทย ด้วยการยกระดับการตรวจสอบให้มีมาตรฐานสูงสุด และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยเรามุ่งหวังที่จะผลักดันอุตสาหกรรมอัญมณีไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลกขึ้นไปอีก นายทัศนรา กล่าวในตอนท้าย

โดย จี-ไอดี แลบอราทอรีส์ ยืนหยัดในความเป็นเลิศและความน่าเชื่อถือ พร้อมเป็นแรงผลักดันสำคัญสู่อนาคตแห่งอัญมณีระดับโลก!

-(016)

นักวิจัยคณะวิทย์ มช. พัฒนาการใช้ ‘Deep Learning – Explainable AI’ ตรวจจับเนื้องอกในสมองได้แม่นยำสูงถึง 97%

นักวิจัยคณะวิทย์ มช. พัฒนาการใช้ 'Deep Learning - Explainable AI' ตรวจจับเนื้องอกในสมองได้แม่นยำสูงถึง 97%

นักวิจัยคณะวิทย์ มช. พัฒนาการใช้ ‘Deep Learning – Explainable AI’ ตรวจจับเนื้องอกในสมองได้แม่นยำสูงถึง 97%

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.18 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย ผศ.ดร.กรพรหม พิกุลแก้ว ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนาการใช้ Deep Learning และ Explainable AI ที่สามารถตรวจจับเนื้องอกสมองได้แม่นยำสูงถึง 97%  ภายใต้การวิจัยในหัวข้อ “Enhancing Brain Tumor Detection with Gradient-Weighted Class Activation Mapping and Deep Learning Techniques”

การศึกษาดังกล่าว ใช้การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) และหนึ่งในปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถอธิบายได้ (Explainable AI) ชนิด Gradient-Weighted Class Activation Mapping (Grad-CAM) ในการวิเคราะห์ภาพ MRI เพื่อตรวจจับเนื้องอกสมอง โดยมีการ Preprocessing ข้อมูลด้วยการขยายและปรับขนาดภาพ จากนั้นใช้โมเดล ResNet-50 ในการจำแนกประเภทภาพ ระหว่างเนื้องอกและไม่มีเนื้องอก การคำนวณ Grad-CAM ทำให้สามารถสร้างแผนที่ความร้อนเพื่อบ่งชี้พื้นที่สำคัญในภาพที่โมเดลใช้ในการทำนาย ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำสูงถึง 97% ช่วยให้แพทย์เข้าใจการทำงานของโมเดลมากขึ้น

ผลลัพธ์จากงานวิจัยนี้มีประโยชน์ในการพัฒนา และประยุกต์ใช้งานหลายด้าน โดยโมเดลที่ใช้ Deep Learning พัฒนาขึ้นสามารถตรวจจับเนื้องอกสมองจากภาพ MRI ด้วยความแม่นยำสูงถึง 97% ช่วยให้การวินิจฉัยเร็วและแม่นยำขึ้น

นอกจากนี้ การใช้ Grad-CAM ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นพื้นที่สำคัญในภาพที่โมเดลใช้ในการตัดสินใจ ช่วยเพิ่มความเข้าใจและความเชื่อมั่นในผลการวินิจฉัย รวมทั้งผลลัพธ์ยังสามารถนำไปปรับใช้ในเทคนิคการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์อื่น ๆ เช่น การตรวจโรคติดเชื้อ และหากพัฒนาเพิ่มเติม โมเดลนี้มีศักยภาพที่จะนำไปใช้ในทางคลินิกเพื่อตรวจคัดกรองโรคและติดตามผลการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การศึกษาครั้งนี้ สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจวินิจฉัยเนื้องอกสมองอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ลดต้นทุนด้านการแพทย์และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย นอกจากนี้ผู้วิจัยยังเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกคนแรกๆ ของประเทศไทย ที่นำเทคนิคปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถอธิบายได้ (Explainable AI) ชนิด Grad-CAM มาใช้ในการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ ซึ่งสร้างผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาเทคโนโลยีการวินิจฉัยโรค ช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าในวงการวิชาการและสอดคล้องกับเป้าหมาย SDGs ด้านสุขภาพที่ดีและความเป็นอยู่ที่ดี

งานวิจัยนี้ได้ตีพิมพ์ในนิตยสารงานวิจัยระดับนานาชาติ Published in : 20th International Joint Conference on Computer Science and Software Engineering (JCSSE), 28 June 2023 – 01 July 2023 ผู้ที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://ieeexplore.ieee.org/document/10202020

-(016)

สสส.ผนึกภาคีเครือข่ายฯ หนุน ‘แพลตฟอร์มเติมเต็ม’ ขับเคลื่อนคุ้มครองเด็ก

สสส.ผนึกภาคีเครือข่ายฯ หนุน 'แพลตฟอร์มเติมเต็ม' ขับเคลื่อนคุ้มครองเด็ก

สสส.ผนึกภาคีเครือข่ายฯ หนุน ‘แพลตฟอร์มเติมเต็ม’ ขับเคลื่อนคุ้มครองเด็ก

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.14 น.

สสส.ผนึกภาคีเครือข่ายฯ หนุน ‘แพลตฟอร์มเติมเต็ม’จับมือ ‘ชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด สู่ นโยบายชาติ และพันธะสากล’ร่วมขับเคลื่อนคุ้มครองเด็ก มั่นใจแก้ปัญหาครอบคลุมทุกมิติ เตรียมขยายสู่ภูมิภาคหลังประสบความสำเร็จใน8เขตกทม.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายงานภาคี จัดสัมมนา ‘เติมเต็มระบบคุ้มครองเด็กจากชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด สู่นโยบายชาติและพันธะสากล’ โดยน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจะนำปัญหาของเด็กในทุกมิติขึ้นมาพูดคุยและหาแนวทางแก้ไขปัญหา สิ่งที่เราพบในขณะนี้คือเด็กแรกเกิดถูกปล่อยทิ้งไม่ได้รับการดูแลจากครอบครัว ซึ่งที่เราเติมเต็มขึ้นมาคือการที่เราจะสนับสนุนในเรื่องงบประมาณ ถ้ามองอาจจะเป็นปลายเหตุ แต่ต้นเหตุคือการให้การศึกษากับเด็กในทุกระดับได้รู้ถึงการใช้ชีวิต  การป้องกันตนเอง การให้เขามีอาชีพเพื่อเลี้ยงตัวเองได้ เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งต่อไป ซึ่งบุคลากรที่ทำงานอยู่ตรงนี้มีความพร้อม แต่ในส่วนของภาครัฐก็ต้องมีการสนับสนุน กระทรวงมหาดไทยมีบุคลากรอยู่ทั่วประเทศก็จะใช้บุคลากรในส่วนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะถ้าเรามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ดี ให้เด็กมีการศึกษาที่ดี ปัญหาต่างๆก็จะหมดลงไปได้

“เราโชคดีที่มีทั้งภาคประชาชนและภาครัฐเข้ามาให้ความร่วมมือในหลายส่วนด้วยกัน ที่ทำงานเป็นหลักอยู่คือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่จะนำเรื่องของการให้ความรู้มาส่งต่อให้บุคลากรของเรานำไปเผยแพร่ในพื้นที่ระดับชุมชน ตำบลหมู่บ้าน ต่อไป ซึ่งก็จะทำให้การทำงานเป็นแบบบูรณาการเป็นองคาพยพใหญ่โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือทำให้เด็กเกิดมาแล้วมีคุณภาพมากที่สุด มีความเป็นอยู่ที่ดี รวมไปถึงครอบครัวของเด็กก็ต้องได้รับการดูแลด้วย เพราะตอนนี้ครอบครัวของเด็กที่ต้องได้รับการดูแลมีเยอะมาก”

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวด้วยว่ากระทรวงมหาดไทยโดยกรมพัฒนาชุมชน มีบุคลากรอยู่แล้วจะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำข่าวสารเหล่านี้ไปประชาสัมพันธ์ รวมถึงมีบุคลากรที่จะลงไปดูแลถึงต้นเหตุของปัญหาเพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และลดจำนวนของปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวันนี้ให้ได้มากที่สุด มั่นใจว่าถ้าเราได้เดินถูกทางแล้วและเดินต่อไปด้วยกันอย่างเข้มแข็งก็จะทำให้ปัญหาเหล่านี้ลดน้อยลงได้

“งานวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของเราในการที่จะผลักดันให้ทุกภาคส่วนเข้ามาเห็นถึงความสำคัญของเด็ก ในส่วนที่รัฐบาลกำลังผลักดันอยู่ ก็คือการเอานโยบายที่เรามีอยู่ในขณะนี้ทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้เพื่อให้องคาพยพของเรานั้นประสบความสำเร็จในเรื่องของการมอบคุณภาพชีวิตที่ดีและตรงตามแพลตฟอร์มที่ตั้งมาคือ เติมเต็มชีวิตที่ดีให้กับเด็กเพื่อประเทศของเรา”

ด้าน น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และ ครอบครัวสํานักงานกองทุนสนับสนุนการ สร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ในส่วนของสสส. มองว่าเรื่องใดๆก็ตามที่ประเทศมีหน่วยงานเจ้าภาพที่มีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบและมีทรัพยากรในการทำงานอยู่แล้วเราก็จะดูว่ายังมีขาดเหลืออะไร ซึ่งในงานเรื่องเด็กนั้นทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคมที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่มีนโยบาย มีงบประมาณ และบุคลากร แต่ยังขาดระบบการทำงานเชิงรุก ที่ผ่านมาจะเห็นว่าทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้เข้าไปดูแล ภายหลังจากรู้ว่าเด็กถูกล่วงละเมิดหรือถูกทำรุนแรงไปแล้ว จึงมีคำถามว่าหน่วยงานเหล่านี้มีข้อจำกัดในการทำงานเชิงรุกอย่างไร  ดังนั้น สสส.ในฐานะที่เราเป็นหน่วยงานสนับสนุนและอยากให้มีการทำงานเชิงรุก จึงต้องการให้มีการเชื่อมกันกับระบบตั้งรับที่มีอยู่แล้วให้สามารถทำงานเชิงรุก เราจึงออกแบบตัวแนวคิดของระบบที่ชื่อว่า”แพลตฟอร์มเติมเต็ม” ซึ่งมีรูปแบบการทำงานเชิงรุก โดยสำรวจสถานการณ์เด็กทุกคน ซึ่งจะเห็นภาวะและปัจจัยเสี่ยง ว่า “อาจจะ”หรือ มีแนวโน้มอันตรายในอนาคต ซึ่งจะรู้ภาวะความเสี่ยงก่อนจะเกิดเหตุและเข้าไปวางแผนป้องกัน โดยเราเก็บข้อมูลทั้งตัวเด็ก และครอบครัวว่าเด็กคนไหนบ้างและมีปัญหาอะไรบ้าง ทั้งในด้านมิติสุขภาพ การศึกษา อาชีพ ด้านสังคม ซึ่งจะทำให้ประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กได้

“การประเมินจะมีการแบ่งระดับปัญหากลุ่มสีเขียว คือเด็กสบายดี  หรือสภาวะสีแดงแล้ว คือเด็กอยู่ในภาวะที่ต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จะเป็นเด็กที่มีปัญหาซ้อนกันหลายอย่าง เมื่อมีข้อมูลเข้าสู่”แพลตฟอร์มเติมเต็ม” องค์กรที่เกี่ยวข้องที่มีสิทธิ์เข้าถึงแพลต ฟอร์มนี้ก็จะเข้าถึงข้อมูลนี้ ทำให้สามารถลงมือช่วยเหลือได้ทันที โดยไม่ต้องไปรอให้เด็กเดินมาแจ้ง แต่จะเป็นการดำเนินการเข้าให้ความช่วยเหลือเป็นทอดๆ ซึ่งชุมชนที่เป็นคนเก็บข้อมูลก็จะสามารถติดตามได้ด้วย ทำให้ปิดเคสจากสีแดงให้กลายเป็นสีเหลือง หรือเป็นกลุ่มสีเขียวได้”

น.ส.ณัฐยา กล่าวด้วยว่าการทำงานของแพลตฟอร์ม”เติมเต็ม”เป็นการช่วยเหลือตั้งแต่ต้นน้ำก่อนที่ปัญหาจะเกิด  โดยเป็นการพัฒนานวัตกรรมที่นำมาใช้กับวิธีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียดใน4มิติของมนุษย์ที่จะเติบโต” ต่างจากเดิมที่ใช้ระบบตั้งรับที่รอเกิดเหตุแล้วค่อยมาแจ้งเหตุ จากนั้นจึงมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบว่าเกิดเหตุขึ้นจริงหรือไม่ แล้วจะให้การช่วยเหลืออย่างไร ซึ่งหากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยากจะนำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้แล้วขยายผลทั่วประเทศ สามารถทำได้เลย ซึ่งสสส.กับหน่วยงานที่พัฒนาแพลตฟอร์มได้ทำและนำร่องการใช้จริงแล้ว  ได้มีการทำแซนด์บ๊อกซ์ในพื้นที่กรุงเทพฯแล้วและขณะนี้ได้รับการตอบรับสนใจอยากจะเอาไปใช้ในพื้นที่ จ.นนทบุรี จ.ปัตตานี

สำหรับแพลตฟอร์ม”เติมเต็ม” เป็นการใช้ข่ายงานดิจิทัลเป็นแกนประสานข่ายงานสังคมและวางแผนเติมเต็มคุณภาพชีวิตเด็กโดยชุมชนท้องถิ่นและนักวิชาชีพทั้ง 4 มิติสู่การจัดบริการสังคม คุ้มครองเด็กมุ่งลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมาดำเนินการใน8เขตของกรุงเทพมหานคร คือบางซื่อ วังทองหลาง ปทุมวัน พระโขนง บางนา บางแค หนองแขม คลองสาน โดยสามารถส่งเสริมให้เกิดบูรณาการระหว่างครอบครัว ชุมชนกับหน่วยบริการทั้งในและนอกเขตที่ไร้รอยต่อให้ป้องกันเด็กตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อมิให้อยู่ในภาวะเสี่ยง/ภาวะอันตราย คุ้มครองเด็กกลางน้ำ และเด็กปลายนํ้า โดยในปี2568 มีเป้าหมายจะขยายสู่ภูมิภาคไปยัง จ.ปัตตานี  จ.อุบล ราชธานี จ.นนทบุรีและจ.ยะลา ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในการสัมมนาวันนี้ตัวแทนผู้ปกครอง แกนนำชุมชน ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และสำนัก งานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, มูลนิธิคุณพ่อเรย์, สมาคมชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ, กรมกิจการเด็กและเยาวชน, สถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด (บ้านพิชิตใจ) สานักอนามัย กทม., สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์, ศูนย์วิจัยเฉพาะทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  มหา วิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และบริษัทบีวัน ดิจิทัล จำกัด ได้ร่วมกันวิเคราะห์ “กุญแจสำคัญของการขยายผลจากพื้นที่รังสรรค์นวัตกรรม (Innovation Sandbox)  สู่บริการสังคมคุ้มครองเด็ก ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในสังคม” คือ การบูรณาการระบบนโยบาย บริการต่างวิชาชีพ ในระดับชุมชน ท้องถิ่น และภูมิภาค ทั้งภาครัฐ/เอกชนให้ร่วมกันจัด “บริการมุ่งเป้าหมายเฉพาะบุคคล (Personalized and Precision Services)” โดยวิธีสื่อประสานข่าวสารจากทีมสหวิชา ชีพสู่แผนอนาคตชีวิตเด็กที่ติดตามกำกับสัมฤทธิ์ผลได้ใน 1 ปีด้วย

-(016)

วัตสันร่วมมือกับลูกค้าลดคาร์บอน 4,000 ตัน สู้ภาวะโลกร้อน

วัตสันร่วมมือกับลูกค้าลดคาร์บอน 4,000 ตัน สู้ภาวะโลกร้อน

วัตสันร่วมมือกับลูกค้าลดคาร์บอน 4,000 ตัน สู้ภาวะโลกร้อน

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.06 น.

เนื่องในโอกาสวันคุ้มครองโลก (Earth Day) วัตสัน แบรนด์สุขภาพและความงามชั้นนำของ เอเอส วัตสัน ประกาศขยายความร่วมมือกับ ClimatePartner เพื่อยกระดับโครงการชดเชยคาร์บอน สำหรับการซื้อผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้า Watsons Sustainable Choice ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 4,000 ตัน

สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าเลือกอย่างชาญฉลาด เพื่อใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ยั่งยืน วัตสันเปิดตัวโครงการชดเชยคาร์บอนร่วมกับ ClimatePartner ตั้งแต่ปี 2566 โดยเริ่มต้นในผลิตภัณฑ์ 7 กลุ่ม และปัจจุบันมีความพยายามขยายให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 30 กลุ่ม ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของวัตสันต่อความยั่งยืน โดยโครงการนี้เปิดตัวที่ Watsons O+O (ออฟไลน์และออนไลน์) ทั่วไทย ฮ่องกง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ตุรกี และตลาดกลุ่มประเทศ GCC (พันธมิตรทางการเมืองและเศรษฐกิจของตะวันออกกลาง)

วัตสันมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนมากขึ้น ในขณะที่รับประกันว่าทุกการซื้อจะสร้างความแตกต่างที่มีความหมายและสร้างผลกระทบ นอกเหนือจากความพยายามในการปลูกป่าอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ริมบารายา  ประเทศอินโดนีเซีย* วัตสันมุ่งเน้นไปที่การปลูกป่าที่สำคัญในติ่งซี สาธารณรัฐประชาชนจีน** ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ภัยแล้ง และการพังทลายของดินอย่างรุนแรง โครงการนี้เกี่ยวข้องกับการปลูกพันธุ์ไม้พื้นเมืองที่คัดเลือกเพื่อความทนทานในสภาพกึ่งแห้งแล้ง โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนที่ดินทำการเกษตรที่เสื่อมโทรมให้กลายเป็นป่าที่เจริญเติบโต

นอกเหนือจากประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม โครงการนี้ยังสร้างโอกาสในการจ้างงานคนท้องถิ่นในการปลูกต้นไม้และดูแลรักษาป่า โดยส่วนหนึ่งมีผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมและบทบาทสำคัญ ซึ่งช่วยส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและเสริมพลังให้กับชุมชนท้องถิ่น

ตั้งแต่เปิดตัวโครงการฯ ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าและได้รับความคิดเห็นเชิงบวก อาทิ เจสัน โฮห์ ลูกค้าจากมาเลเซียแบ่งปันว่า “ผมชอบซื้อสินค้า Sustainable Choices ที่วัตสัน เพราะทุกครั้งที่ซื้อจะช่วยสนับสนุนโลกให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น และยังสร้างแรงบันดาลใจให้ผมหันมาใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนในทุก ๆ วัน”

โคลอี้ หวอง ลูกค้าจากฮ่องกงกล่าวว่า “รหัส QR Code ที่แสดงบนชั้นวางสินค้า Sustainable Choices ช่วยให้ฉันสามารถค้นหาเกี่ยวกับกระบวนการลดคาร์บอน ซึ่งช่วยแสดงให้เห็นว่าวัตสันใส่ใจเรื่องการจัดการกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไร”

วนิดา จากประเทศไทยกล่าวว่า “ครอบครัวของฉันตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ยั่งยืน หลังจากทราบว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไปก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนในปริมาณมากตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ซึ่งทางเลือกที่ดีกว่านี้ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ตั้งแต่ต้นทาง แม้จะเป็นสิ่งเล็ก ๆ แต่ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้จริง”

การสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าเลือกผลิตภัณฑ์ Sustainable Choices เป็นขั้นตอนสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพที่ช่วยค้ำจุนพวกเราทุกคน ซึ่งเราสามารถร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกที่วงกว้าง เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสและอุดมสมบูรณ์กว่าสำหรับคนรุ่นต่อไป โดยวันคุ้มครองโลก นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเดินทางของวัตสัน เพื่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมพลังให้ลูกค้า Look Good. Do Good. Feel Great. คือดูดีจากภายนอก ทำดีจากภายใน และรู้สึกดีที่ได้มอบสิ่งดีๆ คืนสู่สังคมเพื่อสังคมที่ยั่งยืนต่อไป