‘เรื่องเล่าจากเขาศิวะ’การค้นพบจิ้งจกหินศิวะและตุ๊กแกศิวะ สัตว์เลื้อยคลานชนิดใหม่ของโลก

'เรื่องเล่าจากเขาศิวะ'การค้นพบจิ้งจกหินศิวะและตุ๊กแกศิวะ สัตว์เลื้อยคลานชนิดใหม่ของโลก

‘เรื่องเล่าจากเขาศิวะ’การค้นพบจิ้งจกหินศิวะและตุ๊กแกศิวะ สัตว์เลื้อยคลานชนิดใหม่ของโลก

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.53 น.

กลางผืนป่าเขาหินปูนที่เงียบสงบในอำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ภายใต้ม่านแห่งความลี้ลับของธรรมชาติ กลุ่มนักวิจัยนำโดย ผศ.ดร.วรวิทู มีสุข คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช (ไสใหญ่) ร่วมด้วย นายมนตรี สุมณฑา นักวิชาการประมงชำนาญการ กรมประมง, ดร.ณัฐสุดา ดรบัณฑิต นักวิจัยอิสระ และนักสำรวจไทยในพื้นที่ ออกเดินทางสำรวจพื้นที่ห่างไกล ด้วยเป้าหมายที่ดูเหมือนเรียบง่าย แต่กลับมีความหมายยิ่งใหญ่ การศึกษาและทำความเข้าใจสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในถิ่นที่แทบไม่มีใครเข้าถึง แต่ใครจะคาดคิดว่า ในการเดินทางครั้งนี้ พวกเขาจะได้พบกับสิ่งที่ไม่เคยถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ธรรมชาติของโลกมาก่อน

การค้นพบที่เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์

ทีมสำรวจพบสัตว์เลื้อยคลานตัวจิ๋วที่เคลื่อนไหวว่องไวบนพื้นผิวขรุขระของถ้ำ พวกมันมีลวดลายและลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากชนิดใดที่เคยถูกบันทึก ทีมวิจัยจึงเก็บข้อมูลอย่างละเอียด และหลังจากการศึกษาเชิงลึก พร้อมการตรวจสอบร่วมกับนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ในที่สุดพวกเขาก็สามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็น ชนิดใหม่ของโลก “จิ้งจกหินศิวะ” (????????ℎ???????????? ????ℎ????????????) และ “ตุ๊กแกศิวะ” (???????????????????? ????ℎ????????????) ได้รับการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการในวารสาร Zootaxa เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568

รู้จักกับผู้มาใหม่แห่งโลกธรรมชาติ

-จิ้งจกหินศิวะ—สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก ความยาวไม่รวมหางเพียง 58.8 มม. มีลวดลายแถบสีเข้ม 5 แถบคาดตามลำตัว แต้มจุดขาวเป็นคู่ๆ ราวกับดวงดาวที่เรียงตัวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน มันซ่อนตัวอยู่ตามซอกหิน ออกหากินในยามค่ำคืน และบางครั้งสามารถพบได้ในอาคารบริเวณภูเขาหินปูน

-ตุ๊กแกศิวะ—ในทางตรงกันข้าม สัตว์ชนิดนี้กลับมีขนาดใหญ่กว่ามาก ความยาวลำตัวสูงสุดถึง 131.9 มม. มีดวงตาสีเขียวอมเหลืองที่เปล่งประกายในความมืด ลายจุดสีขาวที่กระจายบนตัวคล้ายสัญลักษณ์โบราณแห่งธรรมชาติ พวกมันหลบซ่อนอยู่ในป่าหินปูน ออกหากินเวลากลางคืน แต่ยังไม่เคยพบในเขตที่อยู่อาศัยของมนุษย์

ชื่อที่มีความหมายมากกว่าการตั้งชื่อ

ทีมวิจัยเลือกชื่อ “ศิวะ” ให้แก่สัตว์ทั้งสองชนิด เพื่อเป็นเกียรติแก่ “ถ้ำน้ำเขาศิวะ” ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางธรรมชาติ และเป็นศูนย์รวมความเชื่อของชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่งดงามแล้ว ยังซ่อนเร้นความลับของวิวัฒนาการที่รอการค้นพบ

มากกว่าการค้นพบ – เสียงสะท้อนจากธรรมชาติ

การค้นพบสัตว์เลื้อยคลานใหม่เหล่านี้ ไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันว่า พื้นที่หินปูนแห่งนี้คือขุมทรัพย์ของความหลากหลายทางชีวภาพ ในช่วงเวลาเดียวกัน ทีมวิจัยยังค้นพบ ตุ๊กกายคลองหาด (???????????????????????????????????????????????????? ????ℎ????????????????ℎ????????????????????????????) และ งูเขียวหางไหม้ลายหยัก (???????????????????????????????????????????????? ????????????????ℎ????????????ℎ????????????????????) ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดใหม่เช่นกัน

ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ยังคงซ่อนเร้นอยู่ ทำให้เกิดคำถามสำคัญ—เราจะปกป้องและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพเหล่านี้ได้อย่างไร?

ก้าวต่อไปเพื่อการอนุรักษ์

การค้นพบนี้เป็นการตอกย้ำว่า ระบบนิเวศเขาหินปูน เป็นพื้นที่ที่ควรได้รับการอนุรักษ์อย่างจริงจัง ด้วยการวางแผนที่รอบคอบเพื่อให้ธรรมชาติเหล่านี้ยังคงอยู่ ไม่เพียงแต่เพื่อการวิจัย แต่ยังเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเพื่อให้ธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของมันต่อไป

เสียงจากประเทศไทยสู่เวทีโลก

การค้นพบครั้งนี้สะท้อนถึง ความสามารถของนักวิจัยไทย ที่สามารถผลักดันวงการวิทยาศาสตร์ไปสู่ระดับนานาชาติ ไม่เพียงแต่ในแง่ของการค้นพบใหม่ แต่ยังรวมถึงการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

“แม้โลกจะถูกสำรวจไปมากมาย แต่ยังมีเรื่องราวที่รอให้เราค้นพบเสมอ”

และเรื่องราวของ จิ้งจกหินศิวะและตุ๊กแกศิวะ ก็เป็นอีกบทหนึ่งที่ธรรมชาติเขียนขึ้น รอให้เราหยิบยกขึ้นมาเล่าต่อไป

EnCo จัดกิจกรรม’พาต้นไม้กลับบ้าน’ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

EnCo จัดกิจกรรม'พาต้นไม้กลับบ้าน'ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

EnCo จัดกิจกรรม’พาต้นไม้กลับบ้าน’ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.50 น.

คุณศิระศักดิ์  จันเทรมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo)  ร่วมเดินหน้าสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านกิจกรรม “พาต้นไม้กลับบ้าน” เป็นปีที่ 3 โดยเชิญชวนพนักงานกลุ่ม ปตท. และลูกค้าภายในศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการคืนสมดุลให้ธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมที่จับต้องได้และมีผลลัพธ์เชิงบวกต่อโลกด้วยการนำต้นไม้กลับไปปลูกต่อที่บ้าน เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวในชีวิตประจำวัน พร้อมส่งเสริมให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของต้นไม้และสิ่งแวดล้อมรอบตัว โดยเริ่มต้นจากการปลูกต้นไม้หรือดูแลพืชพรรณในพื้นที่ของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการร่วมทำกิจกรรมดีๆ เพื่อโลกที่น่าอยู่ ในวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day 2025

ภายในงานมีการแจกกล้าไม้หลากหลายชนิด รวมกว่า 200 ต้น อาทิ กัลปพฤกษ์ ราชพฤกษ์ อินทนิลน้ำ ชัยพฤกษ์ ศรีตรัง กาหลง บุนนาค ลำดวน มะปราง และพุดกุหลาบ ให้ผู้สนใจได้เลือกนำกลับไปปลูกเพิ่มพื้นที่สีเขียวในบ้านและชุมชนของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อป “จัดสวนขวด” เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์การปลูกต้นไม้ในรูปแบบใหม่ เหมาะสำหรับพื้นที่จำกัด เช่น คอนโดมิเนียมหรือออฟฟิศ พร้อมสร้างไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการดูแลรักษาธรรมชาติในระยะยาว กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความสุขให้กับผู้เข้าร่วม แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ เพื่อโลกที่น่าอยู่ขึ้นในอนาคต

#EnCo #EnergyComplex #เอนโก้ #ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ #พาต้นไม้กลับบ้าน #CSR #Sustainability #กิจกรรมเพื่อสังคม

ททท. X StarDream Cruises นำเรือสำราญ Star Voyager ขับเคลื่อนไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวเรือสำราญระดับโลก

ททท. X StarDream Cruises นำเรือสำราญ Star Voyager  ขับเคลื่อนไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวเรือสำราญระดับโลก

ททท. X StarDream Cruises นำเรือสำราญ Star Voyager ขับเคลื่อนไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวเรือสำราญระดับโลก

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.16 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ StarDream Cruises ส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวโดยเรือสำราญ ซึ่งถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และมีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง นำเรือสำราญ Star Voyager ซึ่งมีความจุผู้โดยสารราว 1,940 คน มาให้บริการโดยเลือกประเทศไทยเป็นจุดขึ้นลง (Home Port) เป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 22 เมษายน-12 พฤษภาคม 2568 โดยให้บริการในเส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง-เกาะสมุย-สิงคโปร์-แหลมฉบัง 2 ครั้ง (Calls) ในวันที่ 22-27 เมษายน และ 7-12 พฤษภาคม 2568

ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ เปิดเผยว่า การที่แบรนด์เรือสำราญ StarDream Cruises ได้ตกลงนำเรือเข้ามาให้บริการขึ้นลงที่ประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง ททท. และผู้ประกอบการท่องเที่ยวเรือสำราญแบรนด์ระดับโลก  ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเรือสำราญในประเทศไทย ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล สะท้อนถึงการทำงานร่วมกันอย่างเหนียวแน่นของพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมรับประสบการณ์พิเศษไปกับเรือ Star Voyager ในวันนี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการที่จะนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวโดยเรือสำราญในภูมิภาค และสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวผ่านการนำเสนอเสน่ห์วัฒนธรรมไทย แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม และการต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีของคนไทย

ไมเคิล โก๊ะ  (Mr. Michael Goh) President of StarDream Cruises กล่าวว่า มีความยินดีและตื่นเต้นอย่างมากกับการนำเรือสำราญ Star Voyager มาขึ้นลงที่ Home port ของประเทศไทยในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ของ StarCruises ที่กรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ StarDream Cruises ด้วย และการเปิดตัวครั้งนี้ ยังถือเป็นก้าวสำคัญของความมุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเรือสำราญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตต่อไป

นอกจากนี้ ในวันที่ 22 เมษายน 2568 ททท. ยังได้ร่วมจัดกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวในเที่ยวแรก ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี นำเสนอสีสันความสนุกสนานแบบไทย เช่น การแสดงกลองยาว และการแสดงจาก Alcazar Cabaret Show และมอบของที่ระลึกสุดพิเศษเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยว รวมถึงยังมีการจัดกิจกรรมสาธิตเพื่อสร้างการรับรู้เสน่ห์ไทย ให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมทำกิจกรรมบนเรือ เช่น การสาธิตระบายลวดลายบนร่มบ่อสร้างอย่างประณีต การทำบุหงารำไปหรือถุงหอมสมุนไพรที่เคยใช้ในราชสำนักไทย และการแสดงฟ้อนรำไทยอันอ่อนช้อยที่สะท้อนรากเหง้าศิลปะชั้นสูงของไทย โดยกิจกรรมทั้งหมดจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “5 Must Do in Thailand” ประกอบด้วย Must Taste, Must Try, Must Buy, Must Seek และ Must See ซึ่งมุ่งสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าในประเทศไทยให้แก่นักท่องเที่ยวโดยเรือสำราญในโอกาสปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 เพื่อให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง

สำหรับ StarCruises ถือเป็นแบรนด์เรือสำราญที่มีประสบการณ์ให้บริการการท่องเที่ยวโดยเรือสำราญเชื่อมโยงในภูมิภาคเอเชียมากว่า 30 ปี ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน อินเดีย ไต้หวันและฮ่องกง ปัจจุบันได้รีแบรนด์ภายใต้ชื่อใหม่คือ StarDream Cruises และเปิดตัวแบรนด์อีกครั้งด้วยการนำเรือ Star Voyager ให้บริการเที่ยวปฐมฤกษ์แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ขึ้นลงที่ไทยเป็นครั้งแรก ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เส้นทางแหลมฉบัง-เกาะสมุย-สิงคโปร์-แหลมฉบัง ระยะเวลา 6 วัน 5 คืน โดยจะให้บริการ 2 เที่ยว (Calls) คือวันที่ 22-27 เมษายน และ 7-12 พฤษภาคม 2568 ภายในเรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน การให้บริการแบบพรีเมียมตลอด 24 ชั่วโมง มีกิจกรรมที่สร้างประสบการณ์ความสนุกสนานและท้าทาย เช่น การปีนผา ซิปไลน์ รวมถึงการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก ททท. นำการแสดงจาก Alcazar Cabaret Show จากพัทยา ชลบุรี มาสร้างสีสันในการต้อนรับนักท่องเที่ยว และสร้างความสนุกสนานบนเรือ เพื่อนำเสนอไฮไลท์การท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรีด้วย 

ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวโดยเรือสำราญอย่างมาก ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากความหลากหลายของสินค้าและบริการการท่องเที่ยว จากข้อมูลสถิติของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) พบว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้อนรับเรือสำราญถึง 162 เที่ยว มีผู้โดยสารทั้งหมด 379,036 คน และลูกเรือ 163,331 คน สร้างรายได้เข้าไทยถึง 1.89 พันล้านบาท มีความเติบโตมากกว่าปี 2566 ถึงราวร้อยละ 6.9 และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่อง โดยในปัจจุบัน ท่าเรือที่ในการรองรับเรือสำราญมากที่สุดตามลำดับ ได้แก่ 1) อ่าวป่าตอง จังหวัดภูเก็ต 2) ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี 3) เกาะสมุยจังหวัดสุราษฎร์ธานี 4) ท่าเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ต และ 5) ท่าเรือศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยนักท่องเที่ยวที่มากับเรือสำราญส่วนใหญ่มาจากประเทศสิงคโปร์ สหราชอาณาจักร มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ตามลำดับ

‘มีเนื้องอกหรือซีสต์’ กระตุ้นไข่ได้ไหม? พาไขข้อสงสัยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในรายการ ‘ครูก้อยพบแพทย์’

'มีเนื้องอกหรือซีสต์' กระตุ้นไข่ได้ไหม? พาไขข้อสงสัยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในรายการ 'ครูก้อยพบแพทย์'

‘มีเนื้องอกหรือซีสต์’ กระตุ้นไข่ได้ไหม? พาไขข้อสงสัยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในรายการ ‘ครูก้อยพบแพทย์’

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.41 น.

“มีเนื้องอกหรือซีสต์ กระตุ้นไข่ได้ไหม? พาไขข้อสงสัยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในรายการ ‘ครูก้อยพบแพทย์’”

เนื้องอกมดลูก และ ซีสต์รังไข่ เป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ และอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อเนื้องอกอยู่ในโพรงมดลูกซึ่งอาจรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อน หรือทำให้แท้งซ้ำได้ ส่วน ช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งนอกจากจะทำให้มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังเมื่อมีประจำเดือนแล้ว ยังส่งผลต่อคุณภาพไข่ การโตของไข่ และการตกไข่โดยตรง จึงทำให้หลายคนกังวลว่าหากมีเนื้องอกหรือซีสต์ จะสามารถเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ได้หรือไม่? และจะส่งผลให้ซีสต์และเนื้องอกมีขนาดโตขึ้นไหม หรือควรรักษาอาการของโรคก่อน แล้วจะส่งผลต่อการมีบุตรในระยะยาวหรือไม่ ในรายการ “ครูก้อยพบแพทย์” EP.110 ดำเนินรายการโดย ครูก้อย – นัชชา ลอยชูศักดิ์ ผู้ก่อตั้งเพจ BabyandMom.co.th ยืนหนึ่งในใจผู้มีบุตรยาก ได้เชิญแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์มาไขข้อสงสัย พร้อมแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงโอกาสในการตั้งครรภ์เป็นสำคัญ

โดย ครูก้อย–นัชชา ลอยชูศักดิ์ เผยว่ารายการ “ครูก้อยพบแพทย์” เป็นรายการที่รวมบทสัมภาษณ์จากแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เพื่อถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน เข้าใจง่าย สำหรับผู้มีบุตรยากในด้านต่างๆ  จากการรวบรวมคำถามและข้อสงสัยจากผู้มีบุตรยากที่ติดตามเพจ BabyandMom.co.th โดยในรายการครูก้อยพบแพทย์  EP.110 ทางรายการได้รับเกียรติจาก พญ.ปรวัน ตั้งธรรม (หมอมิ้งค์) แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์จาก GFC Clinic มาตอบคำถามยอดฮิตจากผู้มีบุตรยากเกี่ยวกับปัญหาเนื้องอกในมดลูก หรือ ซีสต์ ในรังไข่ ว่าสามารถเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ เก็บไข่ หรือทำเด็กหลอดแก้วได้หรือไม่และจะมีผลต่อกระบวนการนี้อย่างไร เพื่อให้ความรู้แก่ผู้มีบุตรยากได้ทำความเข้าใจและวางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ต่อไป

ด้าน พญ.ปรวัน ได้อธิบายว่า การรักษาเนื้องอกหรือซีสต์รังไข่จะพิจารณาจากอาการ ขนาดของก้อน และผลกระทบต่อการมีบุตร หากเนื้องอกมดลูกขนาด 5 เซนติเมตรยื่นออกนอกโพรงมดลูกไม่กระทบการตั้งครรภ์และไม่มีอาการ ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ส่วนช็อกโกแลตซีสต์ที่รังไข่ หากขนาด 4-5 เซนติเมตร แนะนำผ่าตัดเพื่อตรวจวิเคราะห์ เพราะอาจมีเนื้อร้ายแฝงหรือเสี่ยงต่อการแตกและเกิดภาวะแทรกซ้อน ดังนั้น หากซีสต์มีขนาดใหญ่และเสี่ยงอันตราย แพทย์จะแนะนำการผ่าตัดก่อนการรักษาภาวะมีบุตรยาก.

ส่วนขนาดของเนื้องอกในมดลูกไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจผ่าตัด แต่พิจารณาจากตำแหน่งและอาการของผู้ป่วย หากก้อนเนื้องอกขนาด 1-2 เซนติเมตร อยู่กลางโพรงมดลูกอาจส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน หรือหากก้อนยื่นออกมามากอาจทำให้มีประจำเดือนมามากผิดปกติ การผ่าตัดจะช่วยลดปัญหานี้และเพิ่มพื้นที่สำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน ขณะเดียวกันหากมีก้อนเนื้องอกขนาด 5 เซนติเมตรที่อยู่นอกโพรงมดลูกและก้อนขนาด 1 เซนติเมตรในโพรงมดลูก หากมีอาการจะพิจารณาผ่าตัดเฉพาะก้อนในโพรงมดลูกก่อน เพราะก้อนใหญ่ที่อยู่นอกโพรงมดลูกอาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัดหากไม่กระทบต่อการมีบุตรหรือการดำเนินชีวิต

พญ.ปรวัน กล่าวด้วยว่า หากผู้ป่วยมีช็อกโกแลตซีสต์ขนาด 4-5 เซนติเมตรและไม่อยากผ่าตัด สามารถเริ่มกระบวนการกระตุ้นไข่ได้ การตัดสินใจจะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น อายุ ไข่ตั้งต้น ระดับฮอร์โมน AMH และคุณภาพสเปิร์ม ยกตัวอย่าง หากผู้ป่วยอายุ 27 ปีและมีสเปิร์มดี แพทย์อาจจะแนะนำผ่าตัดก่อน เพราะอายุยังน้อยและไข่ตั้งต้นดี ซึ่งหลังผ่าตัด 1 ปี อาจตั้งครรภ์ได้ตามธรรมชาติ แต่ในกรณีผู้ป่วยอายุ 37 ปีที่มีช็อกโกแลตซีสต์ขนาด 5 เซนติเมตรและมีปัญหาสเปิร์มหรือไข่ตั้งต้นน้อย แพทย์จะแนะนำให้กระตุ้นไข่เพื่อเก็บตัวอ่อนไว้ก่อน โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด หากไม่มีอาการใด ๆ เมื่อได้ตัวอ่อนแล้วสามารถเริ่มกระบวนการใส่ตัวอ่อน หากซีสต์ขยายใหญ่ขึ้น แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

“ครูก้อย” ย้ำว่า การผ่าตัดช็อกโกแลตซีสต์ในรังไข่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดหรือชนิดของโรคเพียงอย่างเดียว แต่แพทย์จะพิจารณาจากเงื่อนไขของผู้ป่วย เช่น อายุและปัญหาของฝ่ายชายว่ามีผลร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งการตัดสินใจจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ให้เหมาะสม หากผู้ป่วยอายุมากและไม่สามารถรอการผ่าตัดได้ แพทย์อาจแนะนำให้กระตุ้นไข่เก็บไข่ไว้ก่อน แล้วค่อยจัดการเรื่องช็อกโกแลตซีสต์ก่อนที่จะฝังตัวอ่อน ซึ่งยังไม่ถือว่าสายเกินไป

การฉีดยากระตุ้นไข่ส่งผลให้เนื้องอกและซีสต์โตขึ้นหรือไม่ ?

พญ.ปรวัน ให้ข้อมูลว่า ช็อกโกแลตซีสต์และเนื้องอกมดลูกเป็นโรคที่เซนซิทีฟกับฮอร์โมน การฉีดยากระตุ้นไข่ในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 2 สัปดาห์ไม่น่าจะทำให้ซีสต์โตขึ้นทันที แต่ในกรณีที่ต้องกระตุ้นไข่หลายรอบ หากซีสต์ขยายระหว่างกระบวนการ แพทย์จะพิจารณารักษาก่อนใส่ตัวอ่อนเพื่อความปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์

เนื้องอกมดลูกหากอยู่ในตำแหน่งที่มีผลกับการฝังตัวอ่อนต้องผ่าตัดหรือไม่ ?

พญ.ปรวัน เผยว่า การตัดสินใจผ่าตัดเนื้องอกมดลูกขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ตำแหน่งของเนื้องอกและผลกระทบต่อการทำหัตถการ หากเนื้องอกขัดขวางการฝังตัวอ่อนหรือทำหัตถการยาก อาจต้องพิจารณาผ่าตัด แต่แพทย์อาจทดลองใส่อุปกรณ์การย้ายตัวอ่อนในช่วงเตรียมผนังมดลูกหรือช่วงที่มีประจำเดือน เพื่อประเมินความติดขัดก่อนตัดสินใจผ่าตัด

ครูก้อย กล่าวย้ำว่า  การผ่าตัดเนื้องอกหรือซีสต์ในมดลูกไม่สามารถการันตีผลสำเร็จ 100% เนื่องจากผลลัพธ์บางครั้งอาจไม่เป็นไปตามคาด ซึ่งการผ่าตัดอาจไม่มีปัญหาตามมา หรืออาจมีแผลหรือปัญหาที่ไม่คาดคิด ส่งผลระยะยาวกับมดลูก การตัดสินใจขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์และความเป็นไปได้ของการฝังตัวอ่อน บางครั้งอาจลองฝังตัวอ่อนไปก่อน หากไม่ติดก็พิจารณาวิธีต่อไป แต่ต้องร่วมตัดสินใจกับแพทย์เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

กรณีมีเนื้องอกแล้วย้ายตัวอ่อนไปฝังในโพรงมดลูกได้สำเร็จ เนื้องอกจะโตตามลูกน้อยในครรภ์หรือไม่ ?

กรณีที่มีเนื้องอกในมดลูกและย้ายตัวอ่อนแล้วสำเร็จดี มีโอกาสที่เนื้องอกจะมีขนาดเท่าเดิมหรือเล็กลงหรือ ใหญ่ขึ้นก็ได้ เท่าๆ กัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่อาจเกิดภาวะเนื้อตายเพราะเลือดจะถูกส่งไปเลี้ยงทารกก่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องและมีไข้ขณะตั้งครรภ์ ต้องผ่าตัดเอาเนื้อตายออก ซึ่งหลังผ่าตัดผู้ป่วยอาจเสี่ยงท้องแข็งและคลอดก่อนกำหนด ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องจนถึงวันคลอด พญ.ปรวัน กล่าว

กล่าวโดยสรุป การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์โดยเฉพาะการตรวจภายในมีความสำคัญในการประเมินปัญหาจากเนื้องอกมดลูกและซีสต์ในรังไข่ เพื่อวางแผนการรักษาและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งช่วยให้การตั้งครรภ์มีคุณภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่มีปัญหาซีสต์ เช่น ช็อกโกแลตซีสต์ขนาด 4-5 เซนติเมตร หากพบในผู้ที่ยังอายุน้อยอาจจำเป็นต้องผ่าตัด แต่ในกรณีที่มีปัญหาบุตรยาก การกระตุ้นไข่และเก็บไข่เป็นทางเลือกที่ดี ส่วน “เนื้องอกมดลูก” ตำแหน่งของเนื้องอกมีความสำคัญ หากขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัด ซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณีไปอย่างรอบคอบ การเตรียมตัวและการวางแผนการรักษาที่ดีช่วยให้การตั้งครรภ์ปลอดภัยและลดความเสี่ยงในอนาคตได้

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้องอกมดลูกและซีสต์จาก รายการครูก้อยพบแพทย์ EP.110 มีเนื้องอกหรือชีสต์ กระตุ้นไข่ได้ไหม ? | ครูก้อย BabyandMom.co.th ได้ที่ลิงค์ https://youtu.be/rpl9yCPCCjI?si=BT-HRYX2-9oskiFm

หรือติดตามความรู้เตรียมตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยากทางเฟซบุ๊กเพจ:  https://www.facebook.com/BabyAndMom.co.th

หรือแอดไลน์ปรึกษาความรู้เตรียมตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยาก ได้ที่ Line official :@babyandmom.co.th 

ลูกเราซนธรรมดา หรือ กำลังมีภาวะสมาธิสั้น (ADHD)

ลูกเราซนธรรมดา หรือ กำลังมีภาวะสมาธิสั้น (ADHD)

ลูกเราซนธรรมดา หรือ กำลังมีภาวะสมาธิสั้น (ADHD)

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ลูกเราแค่ซน หรือกำลังมีสมาธิสั้น?”

คำถามนี้เกิดขึ้นในใจพ่อแม่หลายคน… โดยเฉพาะเวลาที่เห็นลูกวิ่งซนทั้งวัน นั่งนิ่งได้ไม่เกิน 5 นาที พูดไม่หยุด หรือดูเหมือนขาดความตั้งใจเวลาเรียน

ในบางครั้ง… ความซน ก็คือความซน แต่บางทีอาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าลูกกำลังต้องการความช่วยเหลือ   BMHH โรงพยาบาลสุขภาพจิต  มีคำแนะนำคุณพ่อคุณแม่  เรียนรู้วิธีแยกความแตกต่างแบบง่าย ๆ เพื่อจะได้รู้ว่าควรช่วยลูกอย่างไรดี

ซนธรรมดา VS สมาธิสั้น ดูอย่างไร?

ซนธรรมดา : วิ่งเล่น วุ่นวาย แต่หยุดได้เมื่อเตือน สามารถโฟกัสได้ถ้าเป็นเรื่องที่สนใจ มีช่วงเวลาสงบได้บ้าง โดยเฉพาะตอนเหนื่อยหรือพัก

สมาธิสั้น (ADHD) : อยู่ไม่สุขตลอดเวลา แม้จะพยายามบอกให้สงบแล้วก็ตาม วอกแวกง่าย ทำงานไม่เสร็จ ลืมของเป็นประจำ ขัดจังหวะ ไม่รอคิว พูดแทรก อาการส่งผลต่อชีวิตประจำวัน เช่น การเรียน ความสัมพันธ์ หรือความมั่นใจในตัวเอง

เช็กลิสต์ง่าย ๆ : ลูกกำลังมีภาวะสมาธิสั้นหรือไม่?

1.ทำงานไม่เสร็จ ขาดความใส่ใจรายละเอียด 2.วอกแวกง่าย แม้แต่เสียงเล็กน้อยก็ทำให้เสียสมาธิ 3.      ลืมของบ่อย ๆ ทำหายง่าย  4.                พูดมาก หยุดไม่ค่อยได้ 5.นั่งนิ่งยาก ต้องขยับตัวอยู่ตลอด 6.ชอบขัดจังหวะ ไม่รอคิว หรือพูดแทรก 7.เหมือนฟังไม่จบประโยค หรือไม่ฟังเลย

ถ้าลูกมีหลายข้อจากนี้ และเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนต่อเนื่องเกิน 6 เดือน… คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มลองพาลูกเข้ามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้แล้วค่ะ

สมาธิสั้นรักษาได้ และลูกยังไปได้ไกล

การช่วยเหลือลูกตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้จริงค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกพฤติกรรม การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม หรือในบางกรณีอาจมีการใช้ยาเพื่อช่วยให้ลูกควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ร่วมกับกำลังใจจากครอบครัวที่สำคัญที่สุด

‘กัญญารัตน์ สีแดงน้อย’ จาก ‘เด็กเสิร์ฟ’ สู่ ‘บัณฑิต’ เปลี่ยนชีวิตด้วยการขับแกร็บ

‘กัญญารัตน์ สีแดงน้อย’ จาก ‘เด็กเสิร์ฟ’ สู่ ‘บัณฑิต’ เปลี่ยนชีวิตด้วยการขับแกร็บ

‘กัญญารัตน์ สีแดงน้อย’ จาก ‘เด็กเสิร์ฟ’ สู่ ‘บัณฑิต’ เปลี่ยนชีวิตด้วยการขับแกร็บ

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะต้นทุนชีวิตของคนเราไม่เท่ากัน ทำให้หลายคนอาจต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว เพื่อพาตัวเองก้าวสู่ความสำเร็จ “น้องกิ่ง” กัญญารัตน์ สีแดงน้อย สาวน้อยวัย 25 ปี ที่เคยต้องหยุดเรียนกลางคันเพราะปัญหาทางด้านการเงิน ชีวิตเคยมืดมนจนมองไม่เห็นอนาคต แต่แล้วก็ได้รู้จักกับ “แกร็บ” ที่เข้ามาเป็นแสงสว่างให้เธอมีรายได้เลี้ยงชีพ และเป็น “สะพาน” ที่พาเธอกลับเข้าสู่เส้นทางการศึกษา จนจบชั้นอนุปริญญาได้สำเร็จ

 ความฝันต้องพักไว้ เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว

“น้องกิ่ง” ชาวอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นลูกคนเดียวของครอบครัวที่ทำอาชีพรับจ้าง ด้วยชีวิตที่ยากลำบากและฐานะทางบ้านที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้พ่อแม่มีกำลังส่งเสียให้เธอเรียนหนังสือได้ถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ทั้งที่จริงๆ แล้วเธอเป็นคนรักการเรียนและมองว่าการศึกษาจะเป็นหนทางเปลี่ยนชีวิต สร้างอนาคตที่ดีให้กับเธอและครอบครัว

ด้วยอายุเพียง 18 ปี เธอต้องเลือกเดินออกจากเส้นทางการศึกษา และมุ่งหน้าสู่โลกการทำงานอย่างเต็มตัวเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว โดยได้ย้ายเข้ามาในตัวเมือง ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารที่มีรายได้เพียงวันละ 300 บาทซึ่งเพียงพอแค่สำหรับการใช้จ่ายในแต่ละวันเท่านั้น 

ขับแกร็บเปลี่ยนชีวิต สู่โอกาสทางการศึกษา

ด้วยความเป็นคนอัธยาศัยดี เข้ากับคนง่าย ทำให้น้องกิ่งเป็นที่รักของทุกคนที่ได้รู้จัก รวมถึง  “พี่ๆ คนขับแกร็บ” ที่ขับรถแวะเวียนมารับอาหารอยู่เป็นประจำ จนวันหนึ่งหลังจากที่น้องกิ่งทำงานที่ร้านอาหารได้ 3 ปี พี่คนขับแกร็บจึงได้ลองชักชวน พร้อมแนะนำน้องกิ่งให้มา “ขับแกร็บ”

แต่ในตอนนั้นเธอยังไม่ได้ตัดสินใจทันที และเลือกไปลองทำงานที่ร้านขายเครื่องดื่มในห้างเล็กๆ ก่อน แต่ไม่นานร้านนั้นก็ปิดตัวลง น้องกิ่งจึงว่างงานอยู่ราว 1 เดือน ท่ามกลางความไม่แน่นอนนั้นเอง เธอจึงตัดสินใจคว้าโอกาสที่เคยถูกยื่นให้ไว้

ด้วยมอเตอร์ไซค์คันเก่าที่เธอเก็บเงินจากการทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ น้องกิ่งตัดสินใจสมัครขับแกร็บเพื่อส่งอาหาร  “ก็ลองสมัครดูค่ะ แต่พอได้ขับจริงๆ มันกลับกลายเป็นโอกาสที่เปลี่ยนชีวิตหนูไปเลยค่ะ” น้องกิ่งกล่าว

รายได้ที่เธอได้รับจากการขับแกร็บเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จากรายได้วันละ 300 บาทที่เคยได้รับจากการทำงานในร้านอาหาร กลายเป็น 400-500 บาทต่อวัน โดยที่ใช้เวลาทำงานเท่าๆ กัน นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอกล้ากลับมาฝันถึงการเรียนหนังสืออีกครั้ง

หลังจากขับแกร็บได้ประมาณ 1 ปี ทำให้มีรายได้มากขึ้นและสามารถจัดสรรเวลาได้ น้องกิ่งเลยตัดสินใจสมัครเรียนต่อระดับอนุปริญญา ที่วิทยาลัยสารพัดช่างอุตรดิตถ์ พร้อมเลือกขับแกร็บในช่วงเย็นวันธรรมดา และขับเต็มวันในวันหยุด“มันอิสระดีค่ะ หนูเลือกเวลาทำงานได้ ไม่กระทบกับการเรียน แถมยังได้ใช้เวลาว่างให้เป็นรายได้อีกด้วย” น้องกิ่ง กล่าว 

สำหรับน้องกิ่งแล้ว รายได้จากแกร็บทำให้เธอสามารถจ่ายค่าเทอม ค่าเดินทาง ค่าหนังสือ ค่ากินอยู่ได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งยังแบ่งสันปันส่วนไปให้ครอบครัวได้อีกด้วย “บางคนอาจคิดว่าขับแกร็บไม่มั่นคง รายได้ไม่แน่นอน แต่สำหรับหนู แกร็บคือสะพานที่ช่วยให้หนูไปถึงฝันได้” น้องกิ่ง กล่าวด้วยความภูมิใจ

 และเมื่อวันแห่งความสำเร็จมาถึง น้องกิ่งเรียนจบอนุปริญญา ที่วิทยาลัยสารพัดช่างอุตรดิตถ์ ที่น่าตื้นตันไปมากกว่านั้น คือการที่พี่ๆ คนขับแกร็บ ที่ช่วยปูทางเดินให้กับเธอในวันนั้น ก็ได้มาร่วมแสดงความยินดีในวันแห่งความสำเร็จของเธอด้วย 

จากเพื่อนร่วมอาชีพ สู่การเป็นอีกหนึ่ง “ครอบครัว” 

น้องกิ่งยังติดต่อกับครอบครัวอยู่เสมอ และพยายามกลับบ้านในทุกเทศกาล แต่ระหว่างการเรียนและทำงานตัวคนเดียวที่อำเภอเมือง เธอก็ไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวเลย เพราะเธอได้พบกับอีกหนึ่ง “ครอบครัว” ที่มอบความห่วงใยไม่แพ้กัน “วันรับปริญญาหนู พี่ๆ คนขับแกร็บก็มาร่วมแสดงความยินดีด้วย หนูรู้สึกปลื้มใจที่มีคนรักและเอ็นดู และรู้สึกว่าหนูไม่ได้มีแค่ครอบครัวที่บ้าน แต่ยังมีครอบครัวอีกกลุ่มที่อยู่เคียงข้างหนูเสมอ” น้องกิ่ง กล่าว

แม้จะเรียนจบระดับอนุปริญญาแล้ว แต่น้องกิ่งยังมีความฝันจะเรียนต่อในระดับปริญญาตรีสาขาการบัญชีต่อไป ด้วยความมุ่งมั่น ความพยายาม และหัวใจที่ไม่เคยหมดไฟ และนั่นคือพลังของ “โอกาส” ที่แท้จริง

อิเกีย ประเทศไทย เปิดตัวคอลเล็กชั่น ‘สตอกโฮล์ม’ อวดเทรนด์แต่งบ้านดีไซน์สแกนดิเนเวียน ครั้งแรกในไทย

อิเกีย ประเทศไทย เปิดตัวคอลเล็กชั่น ‘สตอกโฮล์ม’ อวดเทรนด์แต่งบ้านดีไซน์สแกนดิเนเวียน ครั้งแรกในไทย

อิเกีย ประเทศไทย เปิดตัวคอลเล็กชั่น ‘สตอกโฮล์ม’ อวดเทรนด์แต่งบ้านดีไซน์สแกนดิเนเวียน ครั้งแรกในไทย

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฉลองครบรอบ 40 ปี อิเกียทั่วโลก  อีเกีย ประเทศไทย เปิดตัวคอลเล็กชั่น STOCKHOLM/สตอกโฮล์ม ครั้งแรกในประเทศไทย กับเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านกว่า 90 ไอเท็มที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ผสานความเรียบง่ายเหนือกาลเวลาตามแบบฉบับสแกนดิเนเวียนเข้ากับการใช้วัสดุคุณภาพเยี่ยม พร้อมนำเสนอในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้

คาริน กุสตาฟส์สัน ผู้อำนวยการฝ่ายครีเอทีฟของคอลเล็กชั่น STOCKHOLM/สตอกโฮล์ม กล่าวว่า “เป้าหมายของการออกแบบคอลเล็กชั่น STOCKHOLM/สตอกโฮล์ม คือการพิสูจน์ว่าของสินค้าคุณภาพสูงไม่จำเป็นต้องมีราคาที่สูงเสมอไป เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นที่ไม่ลดทอนคุณภาพและบอกเล่าเรื่องราวเฉพาะตัวในแต่ละชิ้น และหัวใจสำคัญของคอลเล็กชั่นนี้คืองานฝีมือที่ใช้เทคนิคดั้งเดิมและวิธีการทำด้วยมือ รังสรรค์ออกมาเป็นเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่สวยงาม ทนทาน และยืนหยัดเหนือกาลเวลา”

ลีโอนี่ ฮอสกิน ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ประเทศไทยและเวียดนาม กล่าวเสริมว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำคอลเล็กชั่น STOCKHOLM/สตอกโฮล์ม มายังประเทศไทยให้ทุกท่านได้สัมผัส ซึ่งคอลเล็กชั่นนี้สะท้อนถึงแนวคิดการออกแบบที่ใส่ใจทุกแง่มุม (democratic design) ของอิเกียที่ผสานการออกแบบในสไตล์สแกนดิเนเวียน วัสดุคุณภาพสูง ฟังก์ชันการใช้งานที่ยอดเยี่ยม ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยไอเท็มทุกชิ้นสะท้อนถึงหลักการสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ รูปทรง การใช้งาน คุณภาพ ความยั่งยืน และราคาที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกผลิตภัณฑ์มีความสวยงามและทนทาน คอลเล็กชั่น STOCKHOLM/สตอกโฮล์ม จะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและน่าอยู่ให้กับทุกบ้านด้วยดีไซน์ที่เหนือกาลเวลาและความใส่ใจในทุกรายละเอียด และทำให้การออกแบบที่ยั่งยืนและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน”

คอลเล็กชั่นสุดพิเศษที่ฉลองครบรอบ 40 ปีทั่วโลกในปีนี้ ประกอบด้วยไอเท็มที่หลากหลาย อาทิ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ โคมไฟ และอุปกรณ์ประดับตกแต่งบ้าน โดยทุกชิ้นถูกออกแบบขึ้นเพื่อนำเสนอเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและเติมเต็มการใช้งานให้กับทุกพื้นที่อยู่อาศัยอย่างลงตัว ด้วยการสร้างสรรค์จากวัสดุที่คัดสรรมาอย่างดีเพื่อเพิ่มความทนทานและความสวยงามตามธรรมชาติ ทั้งไม้เนื้อแข็งที่ทนทาน พรมขนสัตว์ทอมือ ไปจนถึงแก้วเป่าด้วยมือ และหวายทำมือ

ด้วยชื่อคอลเล็กชั่นที่สื่อถึงเมืองหลวงแห่งสวีเดน การออกแบบคอลเล็กชั่นนี้จึงถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากรากฐานที่หยั่งลึกในเมืองสตอกโฮล์มอย่างแท้จริง สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์ทั้งในเมืองและธรรมชาติที่รายล้อม จนออกมาเป็นสีเอิร์ธโทนที่ละมุนละไมผสานกับงานไม้ธรรมชาติ และสิ่งทอที่ถ่ายทอดเรื่องราวทิวทัศน์และสีสันจากธรรมชาติ โดยเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น ทั้งเก้าอี้ ชั้นวางหนังสือ และโต๊ะอาหาร แสดงให้เห็นถึงความงามของวัสดุธรรมชาติที่เปล่งประกายอย่างโดดเด่นในทุกรายละเอียด รวมถึงงานฝีมือที่พิถีพิถันและการออกแบบที่ชาญฉลาด รังสรรค์ออกมาเป็นดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่แข็งแรงและทนทาน

เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสนี้ อิเกีย ประเทศไทย ได้นำเสนอแนวคิด ‘ติดแกลม’ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการตกแต่งเข้ากับพื้นที่หลากหลายสไตล์ของคอลเล็กชั่น STOCKHOLM/สตอกโฮล์ม โดยแนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดด้วยการผสมผสานเฟอร์นิเจอร์ที่มีความสง่างามเข้ากับบ้านสไตล์ไทยดั้งเดิม เพื่อเน้นย้ำให้เห็นว่าคอลเล็กชั่น STOCKHOLM/สตอกโฮล์ม สามารถเติมเต็มทุกพื้นที่อยู่อาศัยได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นสตอกโฮล์มหรือกรุงเทพฯ ด้วยการ ‘ติดแกลม’ ให้กับพื้นที่ในบ้านในราคาที่จับต้องได้ อีกทั้ง ยังทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการออกแบบระดับไฮเอนด์ได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมกระตุ้นแรงบันดาลใจในการผสมผสานการออกแบบสแกนดิเนเวียที่โดดเด่นเข้ากับสไตล์การตกแต่งภายในของตัวเอง

นอกจากนี้ อิเกีย ประเทศไทย ยังได้ร่วมมือกับการบินไทย จัดกิจกรรม “Embrace STOCKHOLM in Your Style” ตั้งแต่นี้ถึง 31 พฤษภาคม 2568 เชิญชวนมาร่วมสนุกผ่านการโพสต์คอนเทนต์ภาพถ่ายหรือวิดีโอที่ตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์จากคอลเล็กชั่นนี้ในสไตล์ของตัวเอง โดยผู้ที่ได้คะแนนโหวตสูงสุดจะได้รับตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-สตอกโฮล์ม 1 รางวัล จำนวน 2 ที่นั่ง จากการบินไทย

คอลเล็กชั่น STOCKHOLM/สตอกโฮล์ม พร้อมวางจำหน่ายที่สโตร์อิเกียและทางออนไลน์ที่ IKEA.co.th ติดตามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรม “Embrace STOCKHOLM in Your Style” ได้ทาง Facebook IKEA หรือ IKEA.co.th

ศิลปกรรมเทิดพระเกียรติ พระพันปีหลวง ครั้งที่ 26 รายได้เพื่อสภากาชาดไทย และมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)

ศิลปกรรมเทิดพระเกียรติ พระพันปีหลวง ครั้งที่ 26 รายได้เพื่อสภากาชาดไทย และมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)

ศิลปกรรมเทิดพระเกียรติ พระพันปีหลวง ครั้งที่ 26 รายได้เพื่อสภากาชาดไทย และมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สภากาชาดไทย โดย สำนักงานจัดหารายได้ Donation HUB ร่วมกับ กลุ่มศิลปินอิสระ’96 นำโดย อาจารย์สมาน คลังจัตุรัส จัดงาน “นิทรรศการภาพวาดศิลปกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ครั้งที่ 26 ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤษภาคม 2568 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถ.ราชดำเนินกลาง เพื่อหาเงินรายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย สนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจ 4 ด้าน ได้แก่ การบริการทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย การบริการโลหิต การบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติและการส่งเสริมคุณภาพชีวิต และสมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย นำไปใช้ในการ “บรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค กำจัดภัย” แก่ประชาชนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน และผู้ทุกข์ยากในสังคมทั่วประเทศ

งานนิทรรศการศิลปกรรมเทิดพระเกียรติฯ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย และเพื่อสนับสนุนให้ศิลปินอาชีพ ศิลปินสมัครเล่น ได้สร้างสรรค์ผลงานภาพวาดตามแนวคิดและจินตนาการ ถ่ายทอดเป็นผลงานศิลปะที่หลากหลาย โดยกลุ่มศิลปินอิสระ’96 รวม 182 ท่าน นำโดย อาจารย์สมาน คลังจัตุรัส ได้รวบรวมผลงานทางศิลปะหลากหลายเทคนิค มากกว่า 364 ชิ้น มาจัดแสดงให้ผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะได้ชื่นชมผลงานอย่างเต็มอิ่ม อาทิ ภาพวาดดอกไม้นานาพันธุ์ ภาพวาดสัตว์มงคล ภาพวาดที่สะท้อนให้เห็นถึงชีวิต เป็นต้น ซึ่งแต่ละภาพล้วนรังสรรค์จากความตั้งใจของเหล่าศิลปิน ที่นอกจากจะสะท้อนถึงความสวยงามและทรงคุณค่าแล้ว ยังแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีที่มีต่อองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ด้วยการนำภาพวาดมาจำหน่ายเพื่อการกุศล นำรายได้สนับสนุนการดำเนินงานของสภากาชาดไทย สำหรับนำไปใช้ในการ “บรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค กำจัดภัย” แก่พี่น้องประชาชนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน และผู้ทุกข์ยากในสังคมทั่วประเทศอีกด้วย

สำนักงานจัดหารายได้ Donation HUB ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไป นักเรียน นิสิต นักศึกษา องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เข้าชมผลงานและสนับสนุนภาพวาดใน “งานแสดงนิทรรศการภาพวาดศิลปกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ครั้งที่ 26 รายได้สนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจของสภากาชาดไทย และสมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00 – 19.00 น. ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถ.ราชดำเนินกลาง (ปิดทุกวันพุธ) เก็บค่าบัตรผ่านประตู 50 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์เพื่อการจัดหารายได้ Donation HUB สภากาชาดไทย โทร. 02-256-4440 กด 1 หรือ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โทรศัพท์ 0 2281 5360 กด 1

งานสถาปนิก’68 พร้อมสร้างแรงบันดาลใจใหม่ให้นักออกแบบไทย

งานสถาปนิก'68 พร้อมสร้างแรงบันดาลใจใหม่ให้นักออกแบบไทย

งานสถาปนิก’68 พร้อมสร้างแรงบันดาลใจใหม่ให้นักออกแบบไทย

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้ง พร้อมเปิดประตูสู่นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างแห่งอนาคต แรงบันดาลใจใหม่ให้นักออกแบบ ภายใต้แนวคิด “ทบทวน ทิศทาง : Past Present Perfect” งานแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างใหญ่ที่สุดในอาเซียน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายศุภแมน มรรคา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ปีนี้มีผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 ราย จากทั้งในและต่างประเทศ พร้อมไฮไลต์ “Thematic Pavilion” ที่รวม 6 คู่ดีไซเนอร์และแบรนด์วัสดุก่อสร้างชั้นนำ นำเสนอแนวคิดวัสดุแห่งอนาคต การออกแบบยั่งยืน และเทคโนโลยีสีเขียว นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่น่าสนใจจากกิจกรรม Best Innovation Award 2025 เช่น หลังคาไวนิล วีจี รุ่น วินเทอร์ รูฟ พลัส จากแบรนด์ VG, ระบบประตูและผนังบานเรียบไร้รอยต่อ Invisible Door & Wall Panel System จากแบรนด์ LAVAREDO, NIPPON PAINT ULTRA GUARD ผลิตภัณฑ์เคลือบปกป้องสี PROTECTIVE COAT ประสิทธิภาพสูง จากแบรนด์ NIPPON PAINT เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการหลายรายได้เตรียมนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ช่วยซ่อมแซมอาคารและที่อยู่อาศัย โดยสามารถชมตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ภายในงานสถาปนิก’68 ครั้งนี้

สำหรับผู้เข้าชมสามารถใช้บริการรถรับ-ส่งฟรีจาก MRT จตุจักร และ MRT พระราม 9 ตลอดวัน พร้อมรับสิทธิพิเศษจากพันธมิตรกว่า 29 แบรนด์ เช่น Grab, Bangkok Airways และโรงแรมชั้นนำ ผู้สนใจลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ www.ArchitectExpo.com หรือ Facebook: งานสถาปนิก : ASA EXPO พร้อมรับฟรีหนังสือ Architect’25 Hand Guide (จำนวนจำกัด) และลุ้นของที่ระลึกหน้างานมูลค่ากว่า 100,000 บาท

Tod’s เปิดตัวหนังสือ Italian Hands เฉลิมฉลองให้กับรองเท้า Gommino

Tod’s เปิดตัวหนังสือ Italian Hands เฉลิมฉลองให้กับรองเท้า Gommino

Tod’s เปิดตัวหนังสือ Italian Hands เฉลิมฉลองให้กับรองเท้า Gommino

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Tod’s เฉลิมฉลองรองเท้า Gommino อันไอคอนิคผ่านหนังสือ ITALIAN HANDS – ARTISANAL STORIES FROM ITALY  หนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวและสรรเสริญความยอดเยี่ยมของงานฝีมือแบบ Made in Italy และวิถีชีวิตอันงดงามในแบบของประเทศอิตาลี เปิดตัวที่บูติกในกรุงมิลาน ช่วงมิลาน แฟชั่นวีค 2025 พร้อมรองเท้า Gommini รุ่นลิมิเต็ดสุดพิเศษ

รองเท้า Gommino เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความสง่างามที่เหนือกาลเวลา เป็นหนึ่งในตัวแทนที่ล้ำค่าที่สุดของงานฝีมือของอิตาลี รองเท้าทุกคู่ของ Gommino เป็นการแสดงออกถึง Artisanal Intelligence หรือ ปัญญาของช่างฝีมือ และคุณภาพอันระดับสูงของ Tod’s ที่ส่งเสริมและเชิดชูขึ้นทั่วโลก รองเท้า Gommino คู่นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สินค้าเท่านั้น แต่เป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดและความหลงใหลในความงามซึ่งเป็นคุณค่าที่คู่ควรแก่ทุกคน

หนังสือ Italian Hands บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของประเทศอิตาลีผ่านมือสองข้างของเหล่าช่างฝีมือ และไม่เพียงแค่นั้น ยังเป็นการสะท้อนถึงใบหน้าของบุคคลที่คอยตีแผ่ความสง่างามและรสนิยมอันดีเยี่ยม เป็นการรวบรวมเหล่าช่างฝีมือเพื่อรักษาประเพณีของงานฝีมือแห่งความงามนี้ให้คงอยู่ บุคคลเหล่านี้ได้แก่ Giberto Arrivabene และ Bianca di Savoia-Aosta ร่วมกับ Gianni Seguso ช่างเป่าแก้วจากเมืองมูราโน่ Lola Montes Schnabel กับ Rosario Spina ช่างฝีมือด้านเครื่องปั้นดินเผา Madina Visconti กับ Ernesto Carati ช่างฝีมือทองเหลืองและทองแดง Carlo Clavarino กับ Christian Belforte ผู้เชี่ยวชาญของซอสเพสโต้

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสรรเสริญเชิดชูถึงอดีตเท่านั้น แต่เป็นอันคล้ายคลึงกับสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างผู้คนรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่ เน้นย้ำถึงคุณค่าของงานฝีมืออันเป็นรากฐานสำคัญของอนาคต เหล่าช่างฝีมือรุ่นใหม่ยังต้องเรียนรู้จากปรมาจารย์ ตอกย้ำการสืบทอดมรดกของ Made in Italy พร้อมแนวคิดและวิสัยทัศน์ใหม่ต่อไป สือสานให้ อิตาลี ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพและความประณีตตลอดไป

Diego Della Valle ประธานของ Tod’s Group กล่าวไว้ว่า “หนังสือเล่มนี้เป็นการสรรเสริญเหล่าผู้คนที่อุทิศตนด้วยความหลงใหลและมุ่งมั่นในทุกวัน เพื่อช่วยกันรักษาส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเราให้คงอยู่ต่อไปในวันข้างหน้า เป็นการยกย่องผู้ที่สามารถและรู้วิธีเสริมสร้างคุณค่าของงานฝีมือให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพอย่างแท้จริง ต้านทานกาลเวลา มีความโปร่งใส่ความเอาใจใส่ คงทั้งหมดนี้ไว้สำหรับคนรุ่นใหม่ในวันพรุ่ง”

หนังสือ Italian Hands เล่มนี้ได้รับเกียรติอันล้ำค่าจาก Michelle Yeoh นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ ในการเขียนคำนำ ซึ่งเธอได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับคุณค่าของงานฝีมือซึ่งเป็นการเชื่อมโยงอันลึกซึ้งระหว่างอดีตและอนาคต บทความของเธอเป็นดั่งการยกย่องคุณภาพของ Made in Italy และวิถีชีวิตที่งดงามซึ่งเกิดขึ้นจากมรดกทางหัตถศิลป์นี้

หนังสือ Italian Hands ถือเป็นอีกก้าวสำคัญอีกหนึ่งในการเดินทางของ Tod’s เพื่อส่งเสริมงานฝีมือชาวอิตาลีที่เปี่ยมไปด้วยสไตล์และวัฒนธรรมเหล่านี้ หนังสือเล่มนี้ได้รับการเปิดตัวที่บูติก Tod’s ในกรุงมิลาน ในช่วง Milan Design Week 2025 เมื่อต้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมา  พร้อมเผยโฉม Gommini รุ่นลิมิเต็ดสุดพิเศษ ซึ่งวางจำหน่ายเฉพาะที่บูติก Tod’s ณ Via Montenapoleone และบนเว็บไซต์ tods.com เท่านั้น