จีนประหารชีวิตคนร้ายคดีแทงเด็กญี่ปุ่นวัย 10 ขวบดับขณะไปโรงเรียน

จีนประหารชีวิตคนร้ายคดีแทงเด็กญี่ปุ่นวัย 10 ขวบดับขณะไปโรงเรียน

23 เม.ย. 2568 06:03 น.

จีนประหารชีวิตคนร้ายคดีแทงเด็กญี่ปุ่นวัย 10 ขวบดับขณะไปโรงเรียน

จีนดำเนินการประหารชีวิตชายผู้ก่อเหตุแทงเด็กชายชาวญี่ปุ่นวัย 10 ขวบเสียชีวิตขณะเดินไปโรงเรียนในเมืองเซินเจิ้นเมื่อปีก่อนแล้ว

สำนักข่าวบีบีซีรายงานในวันอังคารที่ 22 เม.ย. 2568 ว่าสถานทูตญี่ปุ่นประจำกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ยืนยันว่าพวกเขาว่าทางการจีนได้ดำเนินการประหารชีวิตนาย จง ฉางชุน ชายผู้ก่อเหตุใช้มีดแทงเด็กชายชาวญี่ปุ่นวัย 10 ขวบจนเสียชีวิตเมื่อเดือนกันยายนปีก่อนแล้ว

นายจงถูกศาลของประเทศจีนตัดสินประหารชีวิตเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในข้อหาฆาตกรรม หลังจากเขาก่อเหตุแทงเด็กชายชาวญี่ปุ่นวัย 10 ขวบขณะที่เขากำลังเดินเท้าไปยังโรงเรียนญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในเมืองเซินเจิ้น ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน

สถานทูตญี่ปุ่นระบุในแถลงการณ์ที่ส่งถึงบีบีซีว่า “รัฐบาลญี่ปุ่นคิดว่าการฆาตกรรมเด็กผู้บริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิงเป็นอาชญากรรมที่ไม่อาจยกโทษให้ได้ และเราจะถือว่าการประหารชีวิตครั้งนี้คือการแสดงความจริงจังอย่างที่สุด”

สถานทูตญี่ปุ่นระบุว่าพวกเขาได้รับแจ้งเรื่องการประหารชีวิตนายจงจากกระทรวงการต่างประเทศของจีน ซึ่ง “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจะใช้ทุกมาตรการความปลอดภัยที่เป็นไปได้ต่อไป และขอเรียกร้องต่อฝ่ายรัฐบาลจีนให้รับประกันความปลอดภัยของชาวญี่ปุ่นในประเทศจีนด้วย”

ทั้งนี้ ระหว่างการพิจารณาคดีของนายจง ศาลไม่ได้ระบุถึงประเทศญี่ปุ่นแต่อย่างใด ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นที่ร่วมฟังคำพิพากษาด้วย ขณะที่นาย เคนจิ คานาสุกิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศจีนกล่าวว่า นายจงเคยขอพูดคุยกับครอบครัวของเด็กที่เสียชีวิต แต่ไม่บอกว่าเขาเจาะจงโจมตีชาวญี่ปุ่นหรือไม่

การตัดสินคดีของนายจงยังเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากศาลอีกแห่งของจีนตัดสินประหารชีวิตนาย โจว เจี๋ยเซิ่ง อายุ 52 ปี ข้อหาฆาตกรรม หลังจากเขาก่อเหตุแม่ลูกชาวญี่ปุ่นคู่หนึ่ง และหญิงชาวจีนอีก 1 คนที่พยายามจะปกป้องแม่ลูกคู่นี้ ที่เมืองซู่โจว เมื่อเดือนมิถุนายน 2567

คดีทั้ง 2 ยิ่งตอกย้ำเรื่องการเผยแพร่ข้อความชาตินิยมสุดโต่งอย่างไม่มีการควบคุมบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของจีน ปลุกกระแสเกลียดชังชาวต่างชาติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และคาดว่าเป็นต้นเหตุทำให้ชาวต่างชาติในจีน โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นซึ่งมีความขัดแย้งกันตั้งแต่อดีต ถูกทำร้ายมาแล้วหลายคดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รูบิโอเผยแผนยกเครื่องกระทรวงต่างประเทศขั้นแรก ปิดออฟฟิศ-ปลด จนท.

รูบิโอเผยแผนยกเครื่องกระทรวงต่างประเทศขั้นแรก ปิดออฟฟิศ-ปลด จนท.

23 เม.ย. 2568 04:36 น.

รูบิโอเผยแผนยกเครื่องกระทรวงต่างประเทศขั้นแรก ปิดออฟฟิศ-ปลด จนท.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยแผนการขั้นแรกในการจัดระบบองค์กรใหม่ โดยจะปิดสำนักงานนับร้อยแห่ง และปลดพนักงานอีกหลายร้อยคน

เมื่อวันอังคารที่ 22 เม.ย. 2568 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยแผนการขั้นที่ 1 เพื่อจัดระบบกระทรวงของเขาใหม่ โดยจะปิดสำนักงานภายในประเทศ 132 แห่ง, ปลดพนักงานราว 700 ตำแหน่งในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และปิดสำนักงานที่มุ่งเน้นดูแลในเรื่องอาชญากรรมสงคราม และความขัดแย้งในโลก

เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงต่างประเทศรายหนึ่งบอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาประสิทธิภาพและความเกี่ยวข้องในการทำงานของกระทรวง เนื่องจากผังองค์กรของกระทรวงต่างประเทศในปัจจุบันมีขนาดใหญ่เกินไป ซึ่งเป็นผลเสียต่อนโยบายต่างประเทศและองค์กร

เจ้าหน้าที่คนเดิมบอกด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ส่งผลให้เกิดการเลย์ออฟพนักงานในทันที แต่ส่งสัญญาณว่าจะมีเจ้าหน้าที่ที่ต้องสูญเสียงาน โดยตามแผนจัดระบบองค์กรใหม่ คาดว่าจะมีพนักงาน 700 ตำแหน่งภายในสำนักงานในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ถูกเลิกจ้าง

ขณะเดียวกัน ซีเอ็นเอ็น ยังรายงานโดยอ้างข้อมูลจากเอกสารภายในของกระทรวงต่างประเทศด้วยว่า ตามแผนจัดระเบียบองค์กรใหม่ ผู้ช่วยรัฐมนตรี (undersecretary) แต่ละคนจะต้องยื่นแผนการลดเจ้าหน้าที่ภายในสำนักงานในประเทศลง 15% เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

ส่วนเมโม่ที่นายคริสโตเฟอร์ แลนดู รัฐมนตรีช่วย (Deputy Secretary) ว่าการกระทรวงต่างประเทศส่งให้พนักงานเมื่อวันอังคารระบุว่า ผู้ช่วยรัฐมนตรีมีเวลา 30 วันในการร่างแผนการเพื่อให้ผู้นำองค์กรบังคับใช้ความเปลี่ยนแปลงภายในวันที่ 1 ก.ค.

ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจะทำให้สำนักงานของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ลดลงจาก 734 แห่งเหลือ 602 แห่ง หรือลดลง 22% ขณะที่สำนักงานอีก 137 แห่งจะถูกโยกไปอยู่ในส่วนอื่นๆ ของกระทรวงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ยังไม่มีการปิดสถานทูต, สถานกงสุล หรือสำนักงานในต่างประเทศ ณ ตอนนี้

ด้านนางแทมมี บรูซ โฆษกกระทรวงต่างประเทศยืนยันว่า กระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล หรือ DOGE ซึ่งมีนายอีลอน มัสก์ เป็นผู้นำ และดูแลเรื่องการลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล “ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

IMF เตือน สงครามการค้าของทรัมป์จะกระทบเศรษฐกิจโลก-สหรัฐฯ อย่างหนัก

IMF เตือน สงครามการค้าของทรัมป์จะกระทบเศรษฐกิจโลก-สหรัฐฯ อย่างหนัก

23 เม.ย. 2568 03:19 น.

IMF เตือน สงครามการค้าของทรัมป์จะกระทบเศรษฐกิจโลก-สหรัฐฯ อย่างหนัก

IMF เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ เตือนว่าเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ และนโยบายที่ไม่มีความแน่นอน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ออกโรงเตือนในวันอังคารที่ 22 เม.ย. 2568 ว่า นโยบายภาษีที่คาดเดาไม่ได้ของโดนัลด์ ทรัมป์ และมาตรการตอบโต้จากหุ้นส่วนการค้าของสหรัฐฯ จะสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลก โดยที่สหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ

IMF ระบุในรายงาน “แนวโน้มเศรษฐกิจโลก” (World Economic Outlook) ของพวกเขาว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะชะลอตัวลงไปอยู่ที่ 2.8% จาก 3.3% ในปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในประวัติศาสตร์อย่างมาก

แต่ IMF คาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงมากยิ่งกว่า โดยในปี 2568 เศรษฐกิจของสหรัฐฯ น่าจะโตเพียง 1.8% เท่านั้น จากที่ในปี 2567 โต 2.8%

การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดของ IMF เลวร้ายลงกว่ารายงานในเดือนมกราคม เนื่องจากมันเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีสินค้านำเข้าจากทั่วโลก และเก็บภาษีต่างตอบแทนจากประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯ ทำให้ค่าเฉลี่ยอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ พุ่งสูงที่สุดในรอบศตวรรษ

“ความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และความไม่แน่นอนเชิงนโยบายในระดับสูงมาก คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลก” IMF ระบุ

ด้านนาย ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูแรงชาส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ระบุว่า เกือบครึ่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะหายไป 1% เป็นผลมาจากมาตรการภาษีใหม่ของโดนัลด์ ทรัมป์ และความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ก่อนจะมีการประกาศมาตรการภาษีในปัจจุบันแล้ว

รายงานฉบับล่าสุดของ IMF ระบุว่า มาตรการเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลกที่นายทรัมป์ประกาศเมื่อ 2 เม.ย. บีบให้พวกเขาต้องทิ้งการคาดการณ์ต่างๆ ที่ตอนนั้นเกือบจะเสร็จแล้วทิ้งไป

IMF ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการค้าที่มีแต่แนวโน้มเศรษฐกิจ โดยระบุว่า หากความตึงเครียดทางการค้าเพิ่มขึ้น ร่วมกับความไม่แน่นอนในนโยบายการค้า การเติบโตก็อาจลดลงไปอีก แต่ในทางกลับกัน หากอัตรากำแพงภาษีในปัจจุบันลดลง รวมถึงมีการทำข้อตกลงใหม่และนโยบายการค้าที่มั่นคง การเติบโตก็อาจสูงขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รบ.ทรัมป์จ่อเก็บภาษีโซลาร์เซลล์นำเข้าจาก 4 ชาติอาเซียนสูงสุด 3,521%

รบ.ทรัมป์จ่อเก็บภาษีโซลาร์เซลล์นำเข้าจาก 4 ชาติอาเซียนสูงสุด 3,521%

23 เม.ย. 2568 02:04 น.

รบ.ทรัมป์จ่อเก็บภาษีโซลาร์เซลล์นำเข้าจาก 4 ชาติอาเซียนสูงสุด 3,521%

รัฐบาลทรัมป์ประกาศแผนเก็บภาษีอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ที่นำเข้าจากบริษัทจีนใน 4 ประเทศอาเซียนรวม ไทย ในอัตราสูงสุดถึง 3,521% ตอบโต้การอุดหนุนราคาและการทุ่มตลาด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 เม.ย. 2568 ว่า กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ประกาศแผนตั้งกำแพงภาษีแผงโซลาร์เซลล์ ที่นำเข้าจากบริษัทต่างๆ ใน 4 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แก่ ไทย, กัมพูชา, มาเลเซีย และเวียดนาม ในอัตราสูงสุดถึง 3,521%

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเมื่อปีก่อนผู้ผลิตอุปกรณ์โซลาร์เซลล์รายใหญ่หลายเจ้า เรียกร้องให้รัฐบาลซึ่งตอนนั้นยังเป็นยุคของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ปกป้องกิจการของพวกเขาในสหรัฐฯ ทำให้กระทรวงพาณิชย์เริ่มการสืบสวนข้อเท็จจริง

กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า แผนตั้งกำแพงภาษีดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อข้อกล่าวหาเรื่องการรับเงินอุดหนุนจากจีน และการทุ่มสินค้าราคาถูกอย่างไม่เป็นธรรมเข้าสู่ตลาดของสหรัฐฯ โดยที่คณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ จะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเรื่องอัตราภาษีดังกล่าวในเดือนมิถุนายนนี้

มาตรการภาษีล่าสุดของสหรัฐฯ รู้จักกันในชื่อภาษีตอบโต้การอุดหนุนและการทุ่มตลาด (countervailing and anti-dumping duties) จะส่งผลแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าสินค้านั้นๆ ผลิตโดยบริษัทใดและในประเทศอะไร

ผู้ส่งออกอุปกรณ์โซลาร์เซลล์บางรายในกัมพูชาจะเผชิญกำแพงภาษีสูงสุดถึง 3,521% เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่าพวกเขาไม่ให้ความร่วมมือกับการสืบสวนของกระทรวงพาณิชย์ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยบริษัท “Jinko Solar” ของจีนในมาเลเซีย จะถูกเก็บภาษีในอัตราต่ำสุดที่ราว 41%

ส่วนบริษัทจีนอีกแห่งอย่าง “Trina Solar” จะถูกเก็บภาษี 375% สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทย ขณะที่ผลิตภัณฑ์โซลาร์ที่นำเข้าจากบริษัทจีนในเวียดนามจะถูกเรียกเก็บภาษี 395.9%

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทจีนจำนวนมากย้ายการผลิตไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ บังคับใช้ตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก

คณะกรรมการพันธมิตรการค้าเพื่อผู้ผลิตโซลาร์อเมริกัน (American Alliance for Solar Manufacturing Trade Committee) แสดงความยินดีกับผลการสืบสวนของกระทรวงพาณิชย์ โดยระบุว่านี่เป็นชัยชนะอย่างเด็ดขาดของผู้ผลิตอเมริกัน และเป็นการยืนยันสิ่งที่พวกเขารู้มานานแล้วว่า บริษัทโซลาร์ของจีนเล่นไม่ซื่อกับระบบ

ในปี 2566 สหรัฐฯ นำเข้าอุปกรณ์โซลาร์จาก ไทย, กัมพูชา, มาเลเซีย และเวียดนามรวมมูลค่าสูงถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยภาษีแผงโซลาร์เซลล์จะถูกบวกเพิ่มเข้าไปในกำแพงภาษีอื่น ที่รัฐบาลทรัมป์บังคับใช้ไปแล้วก่อนหน้านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อก กลุ่มมือปืนกราดยิงนักท่องเที่ยวในแคชเมียร์ อินเดีย ดับแล้ว 20 ศพ

ช็อก กลุ่มมือปืนกราดยิงนักท่องเที่ยวในแคชเมียร์ อินเดีย ดับแล้ว 20 ศพ

22 เม.ย. 2568 23:32 น.

ช็อก กลุ่มมือปืนกราดยิงนักท่องเที่ยวในแคชเมียร์ อินเดีย ดับแล้ว 20 ศพ

กลุ่มมือปืนก่อเหตุกราดยิงผู้คนในเมืองท่องเที่ยวของแคว้นแคชเมียร์ฝั่งดินแดน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 20 ศพ ขณะที่คนร้ายยังคงลอยนวล

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ในวันอังคารที่ 22 เม.ย. 2568 กลุ่มมือปืนไม่ทราบฝ่ายก่อเหตุกราดยิงเข้าใส่กลุ่มนักท่องเที่ยวภายในประเทศที่เมืองปาฮาลกัม (Pahalgam) ในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่รัฐบาลอินเดียเป็นผู้บริหารจัดการ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 20 ศพ

นายโอมาร์ อับดุลเลาะห์ มุขมนตรีแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ กล่าวว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นเป็นการโจมตีที่มุ่งเป้าหมายไปที่พลเรือนครั้งใหญ่ที่สุดที่พวกเขาเคยเห็นในรอบหลายปี โดยรายงานเบื้องต้นระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และบางรายมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต

ด้านนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ออกมาให้คำมั่นว่าคนร้ายจะต้องถูกจับมาลงโทษตามกฎหมาย “ความตั้งใจของเราในการต่อสู้กับการก่อการร้ายนั้นไม่สั่นคลอน และมันมีแต่จะรุนแรงขึ้นไปอีก”

นายโมดีเสริมด้วยว่า นายอามิต ชาห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเดินทางไปยังเมืองศรีนคร (Srinagar) เมืองใหญ่ที่สุดของแคว้นแคชเมียร์ เพื่อจัดการประชุมฉุกเฉินของฝ่ายความมั่นคง

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุยังไม่มีใครหรือกลุ่มใดออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีครั้งนี้ โดยแคว้นแคชเมียร์เผชิญกับเหตุความรุนแรงมาตั้งแต่ปี 2532 แล้ว แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสถานการณ์จะสงบลงมากก็ตาม

ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นที่ไบซารัน (Baisaran) ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าบนยอดเขา ห่างจากเมืองปาฮาลกัม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งอินเดีย เพียง 5 กม.

นายมาโนจ ซินฮา รองผู้ว่าการแคว้นแคชเมียร์ระบุว่า ทหารกับตำรวจถูกส่งไปยังที่เกิดเหตุแล้ว ขณะที่นายวีดี กุมาร เบอร์ดี หัวหน้าตำรวจสืบสวนของแคว้นจัมมูและแคชเมียร์เผยว่า ยานพาหนะไม่สามารถเข้าถึงสถานที่เกิดเหตุได้ การเดินทางจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก

นักท่องเที่ยวคนหนึ่งจากรัฐคุชราต ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ถูกคนร้ายกราดยิง บอกกับสื่อว่า ความวุ่นวายปะทุขึ้นหลังการโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ผู้คนต่างวิ่งหนี, ร้องไห้ และตะโกนโหวกเหวก ขณะที่คลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นผู้ประสบเหตุบางคนพูดว่า มือปืนเลือกโจมตีคนที่ไม่ใช่มุสลิม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รบ.ทหารพม่าขยายเวลาหยุดยิงอีก 1 สัปดาห์ ช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหว

รบ.ทหารพม่าขยายเวลาหยุดยิงอีก 1 สัปดาห์ ช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหว

22 เม.ย. 2568 23:05 น.

รบ.ทหารพม่าขยายเวลาหยุดยิงอีก 1 สัปดาห์ ช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหว

รัฐบาลทหารพม่าประกาศขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 1 สัปดาห์ เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว ที่ตอนนี้กว่า 2 ล้านคนกำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศขยายเวลาหยุดยิงเพื่อช่วยเหลือแผ่นดินไหวออกไปอีก จากเดิมที่จะหมดอายุในคืนวันอังคารที่ 22 เม.ย.นี้ ไปเป็นวันพุธที่ 30 เม.ย. หลังจากองค์กรช่วยเหลือและผู้แทนระหว่างประเทศเรียกร้องให้ขยายเวลาเพื่อส่งเสริมปฏิบัติการบรรเทาทุกข์

แถลงการณ์ของทีมสารสนเทศของรัฐบาลทหารเมียนมาระบุว่า การหยุดยิงถูกขยายออกไปจนถึงวันที่ 30 เม.ย. โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาโมเมนตัมของกระบวนการฟื้นฟูและสร้างเมืองใหม่ แต่กองทัพเมียนมาย้ำว่า พวกเขาจะตอบโต้หากกลุ่มติดอาวุธเปิดฉากโจมตี

ทั้งนี้ รัฐบาลทหารเมียนมากับกองกำลังติดอาวุธในประเทศ ซึ่งทำสงครามกลางเมืองกันมาตลอดตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจในปี 2564 ประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 20 วัน (2-22 เม.ย.) หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.7 แมกนิจูดเมื่อ 28 มี.ค. 2565 สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 3,700 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายพันคน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสังเกตการณ์ต่างๆ และชาวบ้านท้องถิ่นในเขตการสู้รบ ยืนยันว่า การต่อสู้ระหว่างกองทัพรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านยังดำเนินต่อไปในช่วงเวลาหยุดยิง 20 วัน

แต่ถึงกระนั้น องค์กรช่วยเหลือและประเทศในภูมิภาคยังคงเรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายขยายเวลาหยุดยิงออกไป เพื่อสานต่อปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ โดยสหประชาชาติเตือนว่า แผ่นดินไหวทำให้ประชาชนมากกว่า 60,000 คนกลายเป็นคนไร้บ้าน และประชาชนอีกกว่า 2 ล้านคนกำลังต้องการความช่วยเหลือและปกป้องอย่างเร่งด่วน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

วาติกันเตรียมจัดพิธีศพพระสันตะปาปาฟรานซิส ในวันเสาร์ที่ 26 เม.ย.นี้

วาติกันเตรียมจัดพิธีศพพระสันตะปาปาฟรานซิส ในวันเสาร์ที่ 26 เม.ย.นี้

22 เม.ย. 2568 22:35 น.

วาติกันเตรียมจัดพิธีศพพระสันตะปาปาฟรานซิส ในวันเสาร์ที่ 26 เม.ย.นี้

วาติกันเตรียมจัดพระราชพิธีศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในวันเสาร์ที่ 26 เม.ย.นี้ โดยคาดว่าผู้นำจากหลายสิบประเทศทั่วโลกจะเดินทางมาร่วมพิธีด้วย

สำนักวาติกันประกาศในวันอังคารที่ 22 เม.ย. 2568 ว่า คณะพระคาร์ดินัลแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกลงความเห็นแล้วว่า พระราชพิธีศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส จะจัดขึ้นในช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 26 เม.ย. 2568 นี้ ที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ โดยคาดว่าจะมีผู้นำโลกมากมายเดินทางมาร่วมพิธี

ตามแถลงการณ์ของสำนักวาติกัน พระราชพิธีศพของโป๊ปฟรานซิสจะจัดขึ้นกลางแจ้งที่หน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในเวลา 10.00 น. โดยที่พระคาร์ดินัล โจวานนี บัตติสตา เร คณบดี เจ้าคณะพระคาร์ดินัลอันศักดิ์สิทธิ์ (Sacred College of Cardinals) จะเป็นผู้นำการประกอบพิธีศพ

โดยในช่วงท้าย พระคาร์ดินัลเรจะเป็นผู้กล่าวสรรเสริญครั้งสุดท้าย ก่อนที่พระศพของโป๊ปฟรานซิสจะถูกเคลื่อนไปยังมหาวิหารเซนต์ แมรี เมเจอร์ เพื่อทำพิธีฝังพระศพ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากเกิดอาการหัวใจล้มเหลว ทำให้สมองขาดเลือด (สโตรก) โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โป๊ปฟรานซิสต้องใช้ชีวิตในโรงพยาบาลนานถึง 5 สัปดาห์ เพื่อรักษาอาการปอดบวม 2 ข้าง และการฟื้นตัวเป็นไปอย่างช้าๆ

ในวันอังคารวาติกันเปิดเผยช่วงเวลาสุดท้ายของโป๊ปฟรานซิส โดยระบุว่า การเสียชีวิตเกิดขึ้นภายในเวลาอันสั้นและพระองค์ไม่ได้ทุกข์ทรมาน

ตามการเปิดเผยของวาติกัน โป๊ปฟรานซิสทรงเริ่มรู้สึกไม่สบายในเวลาประมาณ 5.30 น.วันจันทร์ ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้ทีมแพทย์รีบเข้าถวายการรักษา ก่อนที่ 1 ชั่วโมงต่อมา พระองค์จะทำท่าบอกลานาย มัสซิมิลิอาโน สตราปเปตติ พยาบาลผู้อยู่กับพระองค์มาตลอด ก่อนจะเข้าสู่อาการโคม่า และสิ้นพระชนม์ในเวลา 7.35 น.

วาติกันยังเผยแพร่ภาพชุดแรกที่แสดงให้เห็นพระสันตะปาปาฟรานซิสในหีบพระศพแบบเปิด ในระหว่างพิธีประกาศการสิ้นพระชนม์ที่โบสถ์ ณ สถานที่ประทับ คาซา ซานตา มาร์ตา ในนครวาติกัน ซึ่งพระองค์เคยประทับอยู่ตลอดช่วงที่ทรงดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาเป็นเวลา 12 ปี

ตามกำหนดการ พระศพของโป๊ปฟรานซิสจะถูกเคลื่อนย้ายไปยังมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในเวลา 9.00 น.วันพุธนี้ (23 เม.ย.) เพื่อประกอบพิธีตั้งพระศพ เปิดให้ผู้ศรัทธาและประชาชนทั่วไปเข้าถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

ทั้งนี้ คาดกันว่าผู้นำประเทศจากทั่วโลกจะเดินทางไปร่วมพิธีศพของโป๊ปฟรานซิส โดยที่ยืนยันแล้วรวมถึงนายฮาเวียร์ มิเล ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา, นายเอ็มมานูเอล มาครง และนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีฝรั่งเศสกับยูเครน ส่วนโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็จะเดินทางไปพร้อมกับ เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลข 1

นอกจากนั้น บุคคลสำคัญ และผู้นำศาสนาอีกมากมายก็จะเดินทางไปด้วยเช่นกัน โดยล่าสุดเจ้าชายวิลเลียม มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์อังกฤษ ก็ทรงยืนยันแล้วว่าจะเดินทางไปด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cna

‘อิทธิ’มอบหมายกรมฝนหลวงฯ เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก ทำฝนหลวงและโปรยน้ำแข็งแห้งลดระดับฝุ่น PM2.5

'อิทธิ'มอบหมายกรมฝนหลวงฯ เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก ทำฝนหลวงและโปรยน้ำแข็งแห้งลดระดับฝุ่น PM2.5

‘อิทธิ’มอบหมายกรมฝนหลวงฯ เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก ทำฝนหลวงและโปรยน้ำแข็งแห้งลดระดับฝุ่น PM2.5

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

“อิทธิ“มอบหมาย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก ใช้เทคนิคทำฝนหลวงและโปรยน้ำแข็งแห้งในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ลดระดับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่พุ่งสูงเกินมาตรฐานในช่วงที่ผ่านมา

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งดำเนินการหลายมาตรการเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ทั่วทุกภูมิภาคของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่กำลังประสบปัญหาในระดับวิกฤตรวมถึงพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุหลักการเกิดฝุ่น pm.2.5 มาจากการเผาวัชพืช ตอ ซัง เพื่อการทำการเกษตรรอบใหม่

โดยก่อนหน้านี้ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะใช้วิธีการขึ้นบินและพ่นสเปรย์ละอองน้ำเพื่อลดระดับฝุ่น PM 2.5 แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการคิดค้นวิธีการใหม่ที่จะช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและประหยัดค่าใช้จ่าย คือการขึ้นบินและโปรยเกร็ดน้ำแข็งแห้ง จากเดิมที่ต้องขึ้นบินพ่นสเปรย์ละอองน้ำ 2 รอบ หากเปลี่ยนมาใช้วิธีการขึ้นบินและโปรยเกร็ดน้ำแข็งแห้งจะบินแค่รอบเดียว และแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้ดีกว่า ซึ่งการโปรยเกล็ดน้ำแข็งแห้งจะทำให้ชั้นบรรยากาศเกิดการผกผันและเกิดช่องโหว่ในการระบายฝุ่น PM 2.5 ออกไปสู่ชั้นบรรยากาศด้านนอกไม่กระทบต่อสุขภาพขแงประชาชน

ทั้งนีัที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 200,000,000 บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอขอเพื่อสนับสนุนโครงการจัดหาชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 หรือ น้ำแข็งแห้ง จำนวน 4 แห่ง

1.ชุดเครื่องสารฝนหลวงสูตร 3 พร้อมติดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ ตำบลน้ำรึม อำเภอเมือง จ.ตาก จำนวน 1 ชุด งบประมาณ 50,000,000 บาท

2.ชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 พร้อมติดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 1 ชุด งบประมาณ 50,000,000 บาท

3.ชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 พร้อมติดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ตำบลร่อนทอง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 1 ชุด งบประมาณ 50,000,000 บาท

4.ชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 พร้อมติดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จำนวน 1 ชุด งบประมาณ 50,000,000 บาท ซึ่งการอนุมัติงบประมาณตรงนี้จะเป็นการช่วย ให้การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่ายจากเดิมที่กรมฝนหลวงฯต้องสั่งซื้อน้ำแข็งแห้งจากภาคเอกชน

ด้านนายราเชน ศิลปะรายะ  อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้กรมฯได้ระดมปฏิบัติการทำฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นพื้นที่วิกฤตในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคเหนือตอนบน ซึ่งได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันอย่างรุนแรงในปฏิบัติการครั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ ได้ใช้เทคนิคการโปรยเกร็ดน้ำแข็งแห้ง เพื่อปรับสภาพอากาศให้ผกผันเกิดช่องอากาศในชั้นบรรยากาศช่วยในการระบายและกระตุ้นการก่อตัวของเมฆ รวมถึงเลี้ยงเมฆให้มีความหนาแน่นก่อนเข้าสู่กระบวนการทำฝน ช่วยเพิ่มโอกาสเกิดฝนในพื้นที่เป้าหมาย โดยกรมฝนหลวงฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย เพื่อประสานเส้นทางการบินให้สอดคล้องกับเที่ยวบินพาณิชย์ ไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยและการจราจรทางอากาศ

จากการติดตามผล พบว่าหลังการปฏิบัติการในบางพื้นที่ ค่าฝุ่น PM2.5 มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่วิกฤตในช่วงที่ผ่านมา  และยืนยันว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการทำฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝุ่นละอองที่ยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนให้ได้มากที่สุดต่อไป

‘นฤมล’เรียกถก’คกก.ควบคุมยาง’สร้างความเข้าใจภาคเอกชน-เกษตรกรไทย ร่วมแก้ราคายางตก

'นฤมล'เรียกถก'คกก.ควบคุมยาง'สร้างความเข้าใจภาคเอกชน-เกษตรกรไทย ร่วมแก้ราคายางตก

‘นฤมล’เรียกถก’คกก.ควบคุมยาง’สร้างความเข้าใจภาคเอกชน-เกษตรกรไทย ร่วมแก้ราคายางตก

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.31 น.

“รมว.นฤมล”เรียกถกคณะ กก.ควบคุมยาง สร้างความเข้าใจ ภาคเอกชน-เกษตรกรไทย ร่วมแก้ราคายางตก พร้อมออกประกาศเขตควบคุมยาง ต่อสู้กับยางเถื่อน รักษาผลประโยชน์และตอบโจทย์การส่งออกยางพารา

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมยาง ตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 ว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์ยางพาราและ ผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐอเมริกาต่ออุตสาหกรรมยางไทย พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งในปี 2567 มีการส่งออกยางพาราจำนวน 3.96 ล้านตัน โดยส่งออกยางแท่งเอสทีอาร์มากที่สุด จำนวน 1.76 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ดำเนินการศึกษามาตรการการเรียกเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้ง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมสำหรับการรับมือกับมาตรการดังกล่าว และลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรให้น้อยที่สุด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การหารือแนวทางการดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องยางพารา และเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้าใจและเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจากรายงานสถานการณ์ยางพาราไทย พบว่า ประเทศไทยของเราเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ใน 3 ของโลก จึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนครั้งนี้ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการติดตามสถานการณ์ผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐอเมริกาต่ออุตสาหกรรมยางไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาและทบทวนแนวทางการดำเนินงานให้มีความชัดเจน และแก้ไขปัญหาด้านราคายาง เพื่อคลายความกังวลใจของพี่น้องเกษตรกร โดยยึดมั่นตามแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ ที่ยึดมั่นการถวายงานและสานต่อของพระราชา รวมกับการดูแลเกษตรกรของพระราชาให้ได้รับความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อมีมาตรการภาษีดังกล่าวออกมาแล้วท้ายที่สุดต้องมีคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา หรือผู้ส่งออก ผู้รับซื้อในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ควรต้องเป็นพี่น้องเกษตรกรคนไทยที่เป็นคนจ่ายอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ในที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง เขตควบคุมการขนย้ายยางพารา พ.ศ. …. ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ 1.อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 2.อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 3.อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 4.อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง และ 5.อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางให้มีความมั่นคง และป้องปรามการลักลอบนำยางเข้าราชอาณาจักร อีกทั้ง มีมติเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การกำหนดมาตรฐานยางและวิธีการมัดยางและการบรรจุหีบห่อยางเพื่อการส่งออก พ.ศ. …. เพื่อสร้างความชัดเจนในมาตรฐานการส่งออกของผู้ประกอบการและเกษตรกรในอนาคต

“เรารับรู้ถึงความทุกข์ของเกษตรกร จึงต้องให้ความเป็นธรรมว่า จะทำอย่างไรให้ราคายางพาราอยู่ในจุดที่เหมาะสม กระทรวงเกษตรฯในฐานะภาครัฐที่มีหน้าที่ดูแลเกษตรกร ถือว่าอยู่ตรงกลางระหว่างภาคเอกชนกับเกษตรกรไทย การประชุมครั้งนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนและสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพราะต้องเข้าใจด้วยว่าเกษตรกรจะอยู่ได้ ก็ต้องทำให้ภาคเอกชนอยู่ได้ด้วยเช่นกัน และก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกันทั้งสามฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้อมูลตลาด ราคา และรายละเอียดต่างๆ ซึ่งจากนี้จะมีการนัดเพื่อพูดคุยกันนอกรอบ และนำกลับเข้ามาพิจารณาในที่ประชุมครั้งหน้า ซึ่งทางภาคเอกชนก็เข้าใจในภารกิจของกระทรวงเกษตรฯเป็นอย่างดี และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ แต่ก็ขอให้เราสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพาราด้วย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอฝากถึงพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราทุกท่าน กระทรวงเกษตรฯ พร้อมเคียงข้างพี่น้องเกษตรกรเสมอเพื่อรักษาผลประโยชน์และสร้างความเป็นธรรมอย่างสูงสุด และพร้อมรับฟังและแก้ไขในทุกปัญหาความเดือดร้อนอย่างจริงจัง

– 006

ยูนิเซฟ เปิดตัวแคมเปญ ‘กินไรดี’ รณรงค์ลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็ก

ยูนิเซฟ เปิดตัวแคมเปญ ‘กินไรดี’ รณรงค์ลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็ก

ยูนิเซฟ เปิดตัวแคมเปญ ‘กินไรดี’ รณรงค์ลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็ก

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.25 น.

ยูนิเซฟเปิดตัว แคมเปญ “กินไรดี” เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในประเทศไทยหันมาเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น แคมเปญนี้มุ่งเป้าไปที่ กลุ่ม Gen Z (อายุ 13–24 ปี) และพ่อแม่ของเด็กเล็ก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักถึงผลเสียจากการบริโภคอาหารที่ไม่มีประ โยชน์ และนำเสนอแนวทางง่าย ๆ ในการสร้างพฤติกรรมการกินที่ดีในชีวิตประจำวัน

แม้ว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าอย่างมากในการลดปัญหาทุพโภชนาการในเด็ก ซึ่งช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กจำนวนมาก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความคืบหน้าในด้านนี้กลับชะลอตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่ยังพบว่าเด็กกว่า 1 ใน 5 คนมีภาวะเตี้ยแคระแกร็น ขณะเดียวกัน ปัญหาอีกด้านที่น่ากังวล คืออัตราเด็กที่มีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตเมือง

ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เด็กที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 2 เท่า โดยเพิ่มจากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 13 ในกลุ่มเด็กอายุ 6-14 ปี ในส่วนของวัยรุ่นอายุ 15–18 ปี พบว่าร้อยละ 14 มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป สหพันธ์โรคอ้วนโลกคาดการณ์ว่า ภายในปี 2578 เด็กกว่าร้อยละ 60 ในประเทศไทยจะมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

แม้สังคมจะเริ่มตระหนักถึงอันตรายจากการบริโภคอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำอัดลม และขนมขบเคี้ยวแปรรูป แต่เด็กและเยาวชนจำนวนมากยังคงเลือกอาหารโดยคำนึงถึงรสชาติและความสะดวกมากกว่าคุณค่าทางโภชนาการ แคมเปญ “กินไรดี” จึงมุ่งปรับเปลี่ยนมุมมองนี้ ด้วยการชวนให้เด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง หันมาทบทวนและปรับพฤติกรรมการกินเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

แคมเปญนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนของยูนิเซฟในการส่งเสริมวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพในกลุ่มเด็กและเยาวชน พร้อมส่งเสริมบทบาทของพ่อแม่ผู้ปกครอง และสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขในการผลักดันมาตรการควบคุมการตลาดของอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ดีต่อสุขภาพของเด็ก

“การส่งเสริมโภชนาการที่ดีไม่ใช่แค่เพื่อประโยชน์ของเด็กและเยาวชนในวันนี้เท่านั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่แข็งแรงและมั่นคงของประ เทศไทย” คยอนซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว “โภชนาการที่ดีคือรากฐานของการเจริญเติบโตทั้งทางร่างกาย พัฒ นาการทางสติปัญญา และศักยภาพในอนาคตของเด็ก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ภายใต้แคมเปญ ‘กินไรดี’ เราอยากชวนให้ทุกคนเปลี่ยนคำถามจาก ‘กินอะไรดี’ เป็น ‘กินอะไรถึงจะดี’ เพราะปัจจุบันเด็กและเยาวชนในประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้น ถึงเวลาที่เราจะต้องให้ความรู้และสร้างพลังให้พวกเขาเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น”

แคมเปญ “กินไรดี” เริ่มต้นด้วยวิดีโอสั้น 90 วินาที ซึ่งสะท้อนผลกระทบที่มักถูกมองข้ามจากการกินอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูง นอกจากนี้ ยังมีแบบทดสอบออนไลน์ในรูปแบบเกมส์สั้นๆ ที่ชวนผู้เล่นสำรวจพฤติกรรมการกินในชีวิตประจำวัน พร้อมแนะแนวทางง่าย ๆ เพื่อเริ่มต้นการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ แคมเปญนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากเฟรนด์ ออฟ ยูนิเซฟ อาทิ เป๊ก ผลิตโชค อายนบุตร, หนูดี วนิษา เรซ และพอลล่า เทย์เลอร์ ตลอดจนอินฟลูเอนเซอร์และนักสร้างคอนเทนต์ด้านสุขภาพและไล์ฟสไตล์มากมาย เพื่อทำให้การกินดีเป็นเรื่องง่าย สนุก และเหมาะกับคนรุ่นใหม่

แคมเปญ “กินไรดี” จัดขึ้นต่อเนื่องจนถึงเดือนกันยายน 2568 ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ พร้อมเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ กิจกรรมสนุกๆ และเคล็ดลับจากอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อให้การกินดีเป็นเรื่องใกล้ตัว และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในระยะยาว

040