‘LANDOKMAI’พร้อมลุยตลาดเพลงสากล ประเดิมซิงเกิลแรก ‘Hearsay’

‘LANDOKMAI’พร้อมลุยตลาดเพลงสากล ประเดิมซิงเกิลแรก ‘Hearsay’

‘LANDOKMAI’พร้อมลุยตลาดเพลงสากล ประเดิมซิงเกิลแรก ‘Hearsay’

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากสองสาว “LANDOKMAI” ศิลปินดูโอ้จากค่ายเพลง What The Duck (วอท เดอะ ดัก) แอบสปอยล์แฟน ๆ เกี่ยวกับผลงาน  อีพีอัลบั้มใหม่ อย่าง “WHAT EVE”  สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนเพลง ล่าสุดทั้งสองสาว ประเดิมปล่อยผลงานแรกในอีพีอัลบั้มนี้ ที่ชื่อว่า “Hearsay” เพลงสากลครั้งแรกของพวกเธอ ออกมาให้แฟนเพลงได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ ๆ โดยเพลงนี้ “อูปิม” ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของคนรอบตัว ที่โดนวางกรอบและครอบในทุกความคิดที่คน ๆ หนึ่งอยากจะเป็น อาทิ อย่าทำสิ่งนั้น อย่าลองสิ่งนี้ และเพื่อให้รีเลทกับคนฟัง ทั้งสองสาว “LANDOKMAI” จึงหยิบไอเดียนั้นมาปรับให้เป็นมุมมองของความสัมพันธ์ที่ว่า จะทำอย่างไรถ้าคนที่เรารัก ดันไม่เข้าตาเพื่อน  และไม่ว่าใครต่อใครจะห้ามหรือเตือนอย่างไรเราก็ไม่ฟัง ฉันขอ “เชื่อ” ในความรู้สึกตัวเอง ถึงจะเป็นทางที่ผิด ฉันก็จะยอมรับมัน เพราะฉันเลือกเอง!  ซึ่งถูกสื่อสารผ่านท่อนหนึ่งในเพลงนี้ อย่าง “I DON’T GIVE A F* WHAT THEY SAY.” ที่ทุกคนสามารถเข้าไปฟังได้แล้วทุกสตรีมมิ่ง

“WHAT EVE” อีพีอัลบั้มสากลครั้งแรก ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ “อูปิม” และ “แอนท์” สองสาวศิลปินดูโอ้ที่รู้จักกันในนาม “LANDOKMAI” ศิลปินที่ดึงดูดทุกคนเข้าสู่ภวังค์แห่งเสียงเพลงผ่านสไตล์การร้องเสียงเอกลักษณ์และซาวด์กีตาร์น่าฟัง ที่ครั้งนี้พวกเขาอยากขยับออกจากเซฟโซนของการเป็นทุ่งดอกไม้ที่เต็มไปด้วยเพลงดรีมป็อปชวนฝัน ซึ่งในอีพี “WHAT EVE”  นี้ พวกเขาได้ลงแรงหว่านพันธุ์ดอกไม้ใหม่ ๆ ที่จะผลิดอกออกผลด้วยสีสันที่ฉูดฉาดขึ้น เสิร์ฟคนซื้อที่ชอบดอกไม้สไตล์นี้ได้ลองมาจับจองและเด็ดดมมัน ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าแปลงดอกไม้นี้จะเต็มไปด้วยเพลงคุณภาพแน่นอน ถึงแม้ว่า ดอกไม้จะมีสีเปลี่ยนไปบ้าง  แต่คนดูแลสวนยังเป็นสองสาว “LANDOKMAI” เหมือนเดิม  โดยอีพีอัลบั้ม “WHAT EVE” มาพร้อมกับคอนเซปต์อยากจะฉีกและท้าทายทุกกฎเกณฑ์เพื่อปลดปล่อยตัวตนผ่านเสียงดนตรี  ที่เต็มไปด้วยความเชื่อตัวเองที่จะตั้งใจทำในสิ่งที่รักอย่างสุดความสามารถ ซึ่งเป็น Chapter ใหม่ของพวกเขาที่อยากให้ลองติดตาม โดย อีพีอัลบั้มนี้ เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถาม “แล้วถ้า..”  ที่จะนำพาทุกคำตอบมาสู่คนฟังผ่านทุกเพลงของอีพีอัลบั้ม“WHAT EVE” เร็ว ๆ นี้

‘แม่ทัพภาค4’ลุ้น! ‘ภูมิธรรม’ให้โอกาสทำงาน‘ดับไฟใต้’ ก่อนพิจารณาเปลี่ยนตัวหรือไม่

‘แม่ทัพภาค4’ลุ้น! ‘ภูมิธรรม’ให้โอกาสทำงาน‘ดับไฟใต้’ ก่อนพิจารณาเปลี่ยนตัวหรือไม่

‘แม่ทัพภาค4’ลุ้น! ‘ภูมิธรรม’ให้โอกาสทำงาน‘ดับไฟใต้’ ก่อนพิจารณาเปลี่ยนตัวหรือไม่

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.32 น.

‘ภูมิธรรม’ให้โอกาส‘แม่ทัพภาคที่ 4’ทำงาน ก่อนพิจารณา‘เปลี่ยนตัว’หรือไม่ เตรียมสรุปแผนแก้‘ไฟใต้’ ลงพื้นที่รับฟังฝ่ายปฏิบัติครั้งสุดท้าย ก่อนเยือนมาเลเซีย

23 พ.ค.68 ที่กระทรวงกลาโหม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงวาระงานในการเดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันที่ 24-25 พ.ค. ว่า ลงไปรับฟังปัญหา เป็นครั้งสุดท้าย ไปพบตัวแทนฝ่ายปกครอง คือ นายอำเภอ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งหมด ส่วนคนอื่นเช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ต้องมาเป็นการนั่งล้อมวงพูดคุยกัน

นอกจากนี้ผู้กำกับสถานีตำรวจ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ส่วนผู้บังคับการจังหวัดก็ไม่ต้องเข้ามา สำหรับฝ่ายทหารเชิญ ระดับผู้การกรม มาจนถึงผู้บังคับกองพัน ในส่วนของแม่ทัพภาคที่ 4 และรองแม่ทัพ เคยพูดคุยกันแล้วก็ไม่ต้องเข้ามา ซึ่งตนจะลงไปรวบรวมข้อมูล มาสังเคราะห์อีกครั้งก่อนที่จะกำหนดนโยบายที่ชัดเจน

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนยังจะได้หารือกับภาคธุรกิจใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงภาคประชาสังคม ซึ่งตนมองว่าการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ สิ่งสำคัญจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานได้พูด และหลังจากนั้นประมาณช่วงปลายเดือน มิ.ย. ต้นจะสรุปแผนการแก้ไขปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมดและมอบเป็นนโยบายเพื่อให้รู้ว่าจะได้เดินไปอย่างไร ซึ่งจะต้องเดินไปพร้อมกันทั้งระบบ ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ

เมื่อถามว่าในส่วนผู้ปฏิบัติงานจะมีการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า หากเห็นภาพรวมทั้งหมดแล้วก็ต้องเลือกคนที่เหมาะสม 

“ไม่ได้หมายความว่าผมจะเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่4 (มทภ.4) เพียงแต่ต้องจัดรูปแบบใหม่ แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ต้องช่วยผม ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นการส่วนตัวมาแล้ว รวมถึงผู้บัญชาการทหารบก ผมคิดว่าเห็นภาพรวมทั้งหมดพอสมควร” นายภูมิธรรม กล่าว

เมื่อถามว่าต้องให้เวลาในการทำงานก่อนหรือไม่ถึงจะมีการปรับเปลี่ยน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ทุกอย่างก็อยู่ในกระบวนการนี้ ต้องทำให้รวดเร็วที่สุด ตนก็กำลังจะเดินทางไปมาเลเซีย ขอทำให้ครบก่อนแล้วจะมาบอกว่าจะเปลี่ยนใครอย่างไร

‘มท.1’ยกคณะขึ้นเชียงใหม่! เดินชมตลาดพบผู้ประกอบการ ร่วมประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

'มท.1'ยกคณะขึ้นเชียงใหม่! เดินชมตลาดพบผู้ประกอบการ ร่วมประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

‘มท.1’ยกคณะขึ้นเชียงใหม่! เดินชมตลาดพบผู้ประกอบการ ร่วมประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.15 น.

23 พฤษภาคม 2568  นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่เยี่ยมชมและพบปะผู้ประกอบการ บริเวณตลาดอนุสาร และเชียงใหม่ไนท์บาซ่า พร้อมทั้งพูดคุยทักทายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวบริเวณดังกล่าว เมื่อช่วงค่ำของวันที่22พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเชียงใหม่ไนท์บาซ่า ตั้งอยู่บริเวณถนนช้างคลานระหว่างถนนท่าแพและถนนศรีดอนไชย เป็นตลาดที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาเลือกซื้อเลือกหาหัตถกรรม ของเล่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ ขณะที่ตลาดอนุสาร เป็นศูนย์รวมสินค้าของฝาก ของที่ระลึก อาหารเครื่องดื่ม สินค้าท้องถิ่นที่หลากหลายแบบให้เลือก และการแสดงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวัฒนธรรมไทยแบบใกล้ชิด

นายอนุทิน กล่าวว่า ได้มีนโยบายในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนและเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นนโยบายเน้นหนัก โดยเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ด้วยการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเอกชน ในการส่งเสริมและพัฒนาทักษะทางด้านต่างๆของผู้ประกอบการ ตลอดจนถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของสินค้า เพื่อให้เป็นที่น่าสนใจ และเป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจับจ่ายใช้สอย อันจะนำมาซึ่งรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย เพื่อส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ในช่วงเย็นวันนี้ นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านนายมนัส สุวรรณรินทร์ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและโฆษกกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายข้าราชการประจำ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และกรมการปกครอง ร่วมลงพื้นที่ด้วย

ต่อมาในช่วงเข้าของวันที่23พ.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในงานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ประจำปี 2568 โดยได้รับเมตตาจาก สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคมเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เลขาธิการคณะธรรมยุต เมตตาเป็นประธานสงฆ์ โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนางจิณณารัตน์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดภาคเหนือ และส่วนราชการต่าง ๆ ร่วมพิธีที่วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ งานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) เป็นประเพณีขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาลพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ เกิดความสงบสุขแก่บ้านเมือง ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี มั่งคั่งด้วยทรัพย์สินเงินทอง ฝนตกตามฤดูกาล เริ่มต้นในวันแรม 12 ค่ำ เดือน 6 (เดือน 8 เหนือ) ซึ่งในปี 2568 ตรงกับวันที่ 23 พฤษภาคม2568 โดยประชาชนสามารถร่วมทำบุญได้ระหว่างวันที่ 23-29 พฤษภาคม 2568 และในวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 7 (เดือน9 เหนือ) เป็นวันทำบุญออกอินทขีล ซึ่งประเพณีนี้ จะมีการสักการบูชาเป็นประจำทุกปี หรือที่เรียกว่า “เดือนแปดเข้าเดือนเก้าออก” โดยพุทธศาสนิกชนจะเตรียมนำดอกไม้ธูปเทียน ขันน้ำพร้อมขมิ้นส้มป่อยใส่พาน (สลุง) เพื่อสักการบูชา แล้วนำดอกไม้วางบน “ขัน” หรือพานดอกไม้จนครบ เหมือนกับการใส่บาตรดอกไม้ ที่เรียกอีกอย่างว่า “ใส่ขันดอก”

เสาอินทขีล ตั้งอยู่กึ่งกลางวิหารจตุรมุขศิลปะแบบล้านนา เป็นเสาอิฐก่อปูน ติดกระจกสีรอบเสาวัดได้สูง 2.27.5 เมตรวัดรอบโคนเสาได้ 5.67 เมตร รอบปลายเสา 3.4 เมตร มีพระพุทธรูปประธานประดิษฐานอยู่ภายในบุษบกเหนือเสาอินทขีลให้ได้สักการะบูชาคู่กับหลักเมือง มีพระนามว่า พระเจ้าอุ่มเมือง หรือ “พระเจ้าแป๊ขึด” 

วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร เป็นวัดที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังรายซึ่งครองราชอาณาจักรล้านนาไทย พระองค์ทรงสร้างพระธาตุเจดีย์หลวงขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1934 หรือเมื่อประมาณ 631 ปีมาแล้ว ด้านหน้าของพระวิหารหลวงเป็นที่ตั้งของเสาอินทขีล หรือเสาหลักเมือง ซึ่งแต่เดิมเสานี้อยู่ที่วัดสะดือเมือง (วัดอินทขีล ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอประชุมติโลกราชข้างศาลากลางหลังเก่า ครั้นต่อมาในสมัยพระเจ้ากาวิละครองเมืองเชียงใหม่พระองค์โปรดให้ย้ายเสาอินทขีลมาไว้ที่วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร และได้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่พร้อมทั้งสร้างวิหารครอบไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2343 ต่อมาวิหารอินทขีลได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2496 ครูบาขาวปี นักบุญแห่งล้านนาไทยอีกท่านหนึ่งจึงได้สร้างวิหารอินทขีลขึ้นใหม่ในปัจจุบัน และท่านยังนำเอาพระพุทธรูปปางขอฝนหรือพระคันธารราษฎร์ประดิษฐานไว้บนเสาอินทขีลอีกด้วย เพื่อให้ชาวเมืองได้กราบไหว้บูชา

สำหรับพิธีในช่วงเช้าวันนี้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงใหม่ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นายชัชวาลย์ ปัญญา นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด นายศิวะ ธมิกานนท์ นายศิวกร บัวป้องรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมในพิธีด้วย 

‘เหวง’อวย‘ยิ่งลักษณ์’คนเดียวทำชาวนาเงยหน้าอ้าปาก ทำไม่โดนปรับหมื่นล้าน

‘เหวง’อวย‘ยิ่งลักษณ์’คนเดียวทำชาวนาเงยหน้าอ้าปาก ทำไม่โดนปรับหมื่นล้าน

‘เหวง’อวย‘ยิ่งลักษณ์’คนเดียวทำชาวนาเงยหน้าอ้าปาก ทำไม่โดนปรับหมื่นล้าน

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.50 น.

‘เหวง’อวย‘ยิ่งลักษณ์’คนเดียวทำชาวนาเงยหน้าอ้าปาก ทำไม่โดนปรับหมื่นล้าน

23 พ.ค.68 นพ.เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำนปช. คนเสื้อแดง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Weng Tojirakarn” ระบุว่า “ยิ่งลักษณ์เป็น นรม.คนเดียวที่ทำให้ชาวนาทั้งประเทศหมดหนี้สิน เงยหน้าอ้าปากได้ แล้วทำไมต้องโดนลงโทษปรับเป็นหมื่นล้านครับ???”

‘เชาว์ มีขวด’ ตอกกลับ ‘นรวิชญ์–ภูมิธรรม’ สร้างวาทกรรมเบี่ยงประเด็น คดีจำนำข้าว

'เชาว์ มีขวด' ตอกกลับ 'นรวิชญ์–ภูมิธรรม' สร้างวาทกรรมเบี่ยงประเด็น คดีจำนำข้าว

‘เชาว์ มีขวด’ ตอกกลับ ‘นรวิชญ์–ภูมิธรรม’ สร้างวาทกรรมเบี่ยงประเด็น คดีจำนำข้าว

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.47 น.

“เชาว์ มีขวด” โพสต์สยบกระแสรื้อคดีจำนำข้าว ชี้คำพิพากษาศาลสูงสุดถึงที่สุดแล้ว ตอกกลับ “นรวิชญ์–ภูมิธรรม” แค่สร้างวาทกรรมเบี่ยงประเด็น

23 พฤษภาคม 2568 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Chao Meekhuad” แสดงความเห็นกรณีที่ นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าคดีจำนำข้าวยังสามารถขอพิจารณาใหม่ได้ พร้อมยกกรณีการขายข้าวค้างสต็อกในราคาดีเพื่อหักล้างความเสียหายเดิมนั้น เป็นเพียง “ความพยายามสร้างกระแสทางการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นจากสาระของคดี”

นายเชาว์ระบุว่า ประเด็นที่ศาลปกครองสูงสุดใช้ในการวินิจฉัยคดีมิใช่เรื่องจำนวนข้าวเหลือในคลัง 18.9 ล้านตัน หรือราคาขายย้อนหลัง แต่คือการที่นางสาวยิ่งลักษณ์ทราบถึงความผิดปกติในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) แล้วกลับละเลยไม่กำกับดูแล ทั้งที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว โดยยิ่งลักษณ์เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เพียงครั้งเดียวตลอดโครงการ จนนำไปสู่ความเสียหาย 20,057 ล้านบาท โดยศาลพิพากษาว่าต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กระทรวงการคลัง 10,028 ล้านบาท“คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดถือเป็นที่สุดตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ และไม่เข้าเงื่อนไขการรื้อฟื้นคดีตามมาตรา 75” นายเชาว์ระบุ

นายเชาว์ ชี้ว่า การอ้างว่ามีข้าวเหลือในคลังซึ่งขายได้ราคาดีไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ เพราะเป็นข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดีแล้ว และศาลได้พิจารณาไปครบถ้วนแล้ว จึงไม่สามารถนำมาขอรื้อฟื้นคดีได้ตามกฎหมาย พร้อมเตือนด้วยว่า หากจะต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในทางสังคม ควรยึดข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย ไม่ใช่สร้างวาทกรรมทางการเมืองที่อาจทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม และทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า ยังสามารถหักล้างความรับผิดในทางกฎหมายได้ ทั้งที่ศาลได้ชี้ขาดประเด็นอย่างชัดเจนแล้ว

‘เจ๊แมว’กรี๊ดลั่นไม่ยอม!!! ชิงฟ้องหมิ่น’เสี่ยหนู’ รับไม่ได้หาว่าเป็นคนกักขฬะ-ขี้โกหก

'เจ๊แมว'กรี๊ดลั่นไม่ยอม!!! ชิงฟ้องหมิ่น'เสี่ยหนู' รับไม่ได้หาว่าเป็นคนกักขฬะ-ขี้โกหก

‘เจ๊แมว’กรี๊ดลั่นไม่ยอม!!! ชิงฟ้องหมิ่น’เสี่ยหนู’ รับไม่ได้หาว่าเป็นคนกักขฬะ-ขี้โกหก

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.42 น.

สว.สำรอง”กุสุมาลวดี”ไม่ยอม ชิงยื่นฟ้อง”เสี่ยหนู”คดีหมิ่นประมาทกรณีกล่าวหาเป็นคนกักขฬะ นิสัยไม่ดีชอบพูดโกหก จวกกลับมีตำแหน่งใหญ่โตไม่ควรใช้คำพูดแบบนี้ ศาลนัดไต่ส่วนมูลฟ้องปลายกรกฎาคม

วันที่ 23 พฤษภาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นางกุสุมาลวดี ศิริโกมุท อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พ.ท.) และอดีตผู้สมัคร ส.ว. (ส.ว.สำรอง) ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยเป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาฯ โดยศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ เวลา 09.00 น.

ภายหลังยื่นฟ้อง นางกุสุมาลวดี กล่าวว่า วันนี้ตนเดินทางมายื่นฟ้องนายอนุทินในข้อหาหมิ่นประมาทจากที่นายอนุทินใช้คำพูดใส่ร้ายทำนองว่าตนเป็นคนกักขฬะ นิสัยไม่ดีชอบพูดโกหก ตนดูส่วนนี้มาแล้วมองว่าเข้าข่ายความผิด การหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

“นายอนุทินมีความเป็นผู้ใหญ่รวมทั้งมีตำแหน่งเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยไม่ควรที่จะใช้คำพูดแบบนี้กับตน และไม่เป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องในฐานะที่เจ้าตัวดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ด้วย และด้วยความรู้สึกว่าจะต้องมีคนขึ้นมาปกป้องประชาธิปไตยและต่อต้านขบวนการที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากปล่อยให้ส.ว.ทั้งหมดถูกครอบงำไม่ว่าจะเป็น ปปช. กกต. และองค์กรอิสระทั้ง 7 ถูกคนบางกลุ่มครอบงำ ประเทศของเราจะอยู่อย่างไร จึงเป็นหน้าที่ของตนที่เป็นพลเมืองคนหนึ่งเข้าร้องเรียนต่อ กกต.เพื่อขอให้ยุบพรรคการเมืองหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ “นางกุสุมาลวดี กล่าว

นางกุสุมาลวดี กล่าวต่อด้วยว่า ตนอยากถามไปยังนายอนุทินว่า ตนทำผิดเรื่องใดทำไมไม่ไปแจ้งข้อกล่าวหาให้จบสิ้นกระบวนการก่อน ค่อยออกมาพูด ซึ่งการที่ออกมาบอกว่าร้ายตนนั้นไม่ใช่การติติงในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะแต่เป็นการพูดในเรื่องส่วนตัว นอกจากกนี้ยังมีลิ่วล้อของนายอนุทินเข้ามาด่าว่าตนอีก ตนขอยืนหยัดอยู่เคียงข้างสิ่งที่ถูกต้อง การพูดจาดูถูกตนแบบนั้นทำให้รู้สึกว่าครอบครัวของตนก็ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาทั้ง สส. และสมาชิกสภาจังหวัดมหาสารคาม การมากล่าวหาแบบนี้รวมถึงให้ลูกน้องมาขุดคุ้ยประวัติของตนนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง  ตนจึงอยากเอาเรื่องให้ถึงที่สุด และจะไม่มีการถอนฟ้องอย่างแน่นอน ซึ่งหลังจากนี้ภายหลังจากนี้ถ้าเกิดตนชนะคดีขึ้นมา ตนจะฟ้องแพ่งนายอนุทินและเรียกค่าเสียหายด้วยอย่างแน่นอน และหลังจากนี้จะมีการไปร้องเรียนเรื่องจริยธรรมต่อที่สภาผู้แทนอีกในวันนี้อีกด้วย

เมื่อถามว่าคำพูดที่นายอนุทินพูดนั้นถือว่าเข้าข่ายการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่ ด้านทนายความของนางกุสุมาลวดี กล่าวว่า ถ้อยคำที่ถูกบรรยายเอาไว้ว่าเข้าข่ายการกระทำผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณานั้น ยังไม่ได้บัญญัติคำว่า กักขฬะเอาไว้ แต่มีคำพูดหนึ่งที่นายอนุทินใช้พูดถึงนางกุสุมาลวดีนั้น เป็นคนชอบโกหก พูดไม่จริงมานานนั้น ในฐานะที่นางกุสุมาลวดีเคยดำรงตำแหน่ง สส.นั้นถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ ถ้าประชาชนเชื่อตามคำพูดของนายอนุทินจะทำอย่างไร

“ตนเข้าใจว่าคำพูดทั้งหมดเมื่อเอามารวมกันเข้าองค์ประกอบการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่ในวันนี้หลังจากยื่นฟ้องไปแล้วจะต้องตรวจก่อนว่าถ้อยคำทั้งหมดนั้นมีส่วนไหนที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่ ไม่ว่าศาลจะตีความออกมาภายหลังว่าคำพูดนั้นเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย ตนก็ถือว่าได้ได้ทำหน้าที่ตรงส่วนนี้แล้วว่าคนเราอย่ามาด้อยค่าคนอื่น”ทนายระบุ

‘วันนอร์’ดัน’Open Government’ ทั่วระบบราชการ! จี้ขับเคลื่อน Data Center แซว’ชูศักดิ์’คุม DSI ต้องไม่มวยล้ม!

'วันนอร์'ดัน'Open Government' ทั่วระบบราชการ! จี้ขับเคลื่อน Data Center แซว'ชูศักดิ์'คุม DSI ต้องไม่มวยล้ม!

‘วันนอร์’ดัน’Open Government’ ทั่วระบบราชการ! จี้ขับเคลื่อน Data Center แซว’ชูศักดิ์’คุม DSI ต้องไม่มวยล้ม!

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.33 น.

‘วันนอร์’ เปิดสัมมนา ‘การมุ่งสู่การเป็น Open Government และ ขับเคลื่อน Data Center ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย’ ชี้ต้องเปิดกว้างระบบราชการไม่ใช่เพียงรัฐบาลอย่างเดียว  หวังยกระดับให้ทันสมัยเท่านานาประเทศ แซว “ชูศักดิ์” ดูแลดีเอสไอไม่ปล่อยให้มวยล้มต้มคนดู 

23 พ.ค.68 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานเปิด การสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “การมุ่งสู่การเป็น Open Government และ ขับเคลื่อน Data Center ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)รุ่นที่ 67 ประจำปีการศึกษา2567 – 2568 

โดยนายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่าผู้มาร่วมการเสวนามีส่วนสำคัญต่อบ้านเมืองทั้งในวันนี้และอนาคต เรื่องที่จะเสวนาในวันนี้เป็นเรื่องที่จำเป็น ทันสมัย และเหมาะสมกับสถานการณ์โลกและของประเทศไทยอย่างยิ่งคือเรื่อง Open Government   คือ การทำให้รัฐบาลโปร่งใส ตรวจสอบ เข้าถึงรัฐบาลได้ ซึ่งไม่ใช่เพียงรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรีเท่านั้น แต่หมายถึงระบบราชการทั้งหมด ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่น รัฐบาลทำฝ่ายเดียว ทำไม่สำเร็จ และไม่สามารถโปร่งใสได้ ถ้าระบบราชการไม่สามารถขับเคลื่อนสิ่งที่เราต้องการได้  ก็จะไม่สำเร็จ ดูได้จากหลายประเทศที่ทำให้ระบบราชการสามารถขับเคลื่อนได้หมด โดยยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์  

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า รวมทั้งอดีตนายกฯไทยคนหนึ่ง คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ระบุว่า ระบบราชการกับประเทศไทยแยกไม่ออก เหมือนต้นไทรกับกำแพงเมือง ต้องบูรณาการกัน ระบบราชการหยั่งลึก อยากให้พูดถึงระบบทั้งหมดที่ทำให้ประเทศและประชาชนเดินได้อย่างเต็มที่ เพราะระบบสำคัญพอๆกับเรื่องของนโยบาย  

“ส่วนเรื่อง Data Center ที่บ้านเมืองเราเปลี่ยนเป็นระบบดิจิทัล เอไอ เพราะฉะนั้น เราจะต้องมุ่มมาสู่เรื่อง Data Center  ให้โปร่งใส  ซึ่งเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มหาศาลและก็มีโทษอย่างมหันต์ เช่น พวกคอลเซนเตอร์  เพราะฉะนั้นต้องมีระบบนำมาใช้และระบบการป้องกัน ที่สำคัญคือคนที่ดูแลเรื่องนี้ เพราะ Data Center ใช้กันทั่วโลก แต่ถ้า เจาะลึกจริงๆจะพบว่าประเทศเรามีปัญหามากกว่าประเทศอื่นๆ” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

นายวันมูหะมัดนอร์ ยังระบุว่า ผลการสัมมนาจะนำมาเป็นบทสรุปเสนอต่อรัฐบาล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองต่อไปจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี โดยเฉพาะวิทยากรที่จะมาบรรยายต่อในหัวข้อนี้ คือ นายชูศักดิ์  ศิรินิล  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งในโอกาสนี้นายวันมูฮัมหมัดนอร์ ได้กล่าวแสดงความยินดีและกล่าวแซวนายชูศักดิ์ “ รับตำแหน่งใหม่นะ  ดูแลดีเอสไอให้ดี เขากลัวจะเป็นมวยล้มต้มคนดู ระดับมืออดีตอธิการมหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว คงไม่ล้มคนดูแน่ ก็ต้องทำให้ได้อย่างเต็มที่”

หลังจากนั้นนายชูศักดิ์  ศิรินิล  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้บรรยายในหัวข้อเรื่อง “การมุ่งสู่การเป็น Open Government และ ขับเคลื่อน Data Center ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย” ให้กับนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 ประจำปีการศึกษา 2567 – 2568 รับฟัง  

009

ดุเดือด!‘นักเขียนซีไรต์’ฉะพวกพล่ามรักประชาชน เลิกแบกเลิกอุ้มคนล้างผลาญชาติ

ดุเดือด!‘นักเขียนซีไรต์’ฉะพวกพล่ามรักประชาชน เลิกแบกเลิกอุ้มคนล้างผลาญชาติ

ดุเดือด!‘นักเขียนซีไรต์’ฉะพวกพล่ามรักประชาชน เลิกแบกเลิกอุ้มคนล้างผลาญชาติ

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.28 น.

ดุเดือด!‘นักเขียนซีไรต์’ฉะพวกพล่ามรักประชาชน เลิกแบกเลิกอุ้มคนล้างผลาญชาติ

23 พ.ค.68 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “วิมล ไทรนิ่มนวล” ระบุว่า “ถ้าพวกเมิงรักประชาชนจริงอย่างปากพล่าม จะต้องเลิกแบกเลิกอุ้มคนล้างผลาญชาติขายแผ่นดิน เพราะทำให้ประชาชนเดือดร้อน ประเทศชาติจะฉิบหาย”

“พวกเมิงต้องช่วยกันหามไปไว้ในที่อันเหมาะควรแก่พวกเขา ไม่ใช่แบกและอุ้มเพียงเพราะพวกเขาสู้เพื่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นั่นไม่ใช่เรื่องของประชาชน แต่เป็นเรื่องความกระสันอำนาจของพวกเมิง”

‘ภูมิธรรม’โต้ครหาเคลียร์ข้าวล็อตสุดท้ายเอื้อคดี‘จำนำข้าว’ ย้ำหน้าที่ขายก็ต้องขาย

‘ภูมิธรรม’โต้ครหาเคลียร์ข้าวล็อตสุดท้ายเอื้อคดี‘จำนำข้าว’ ย้ำหน้าที่ขายก็ต้องขาย

‘ภูมิธรรม’โต้ครหาเคลียร์ข้าวล็อตสุดท้ายเอื้อคดี‘จำนำข้าว’ ย้ำหน้าที่ขายก็ต้องขาย

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.16 น.

‘ภูมิธรรม’เห็นใจ ‘ยิ่งลักษณ์’ควรได้รับความเป็นธรรมคืน โต้กระแสวิจารณ์สมัยเป็น‘รมว.พาณิชย์’เคลียร์ข้าวล็อตสุดท้ายเอื้อคดี‘จำนำข้าว’ ย้ำหน้าที่ขายก็ต้องขาย

23 พ.ค.68 ที่กระทรวงกลาโหม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ในฐานะอดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีโครงการจำนำข้าว ว่า ตนรู้สึกเห็นใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งตนได้ให้กำลังใจและทำให้เห็นแล้วว่า ข้าวล็อตสุดท้ายที่เขาจะขายแต่ตนไม่ยอมให้ขาย และสุดท้ายตนก็ไปดำเนินการจนทำได้กิโลกรัมละ 18 บาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้ประมาณ 1-2 ปี ขายได้เพียงแค่ 3 – 5 บาท ก็เป็นสมมติฐานหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาเราเสนอเรื่องนี้ไป แต่ว่าศาลปิดการเสนอพิจารณาคดีไปแล้ว และเรื่องนี้ตนมองว่าเป็นเหตุเป็นผลที่จะต้องพิจารณา

ทั้งนี้ ตนรู้สึกเห็นใจ และอยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้รับความเป็นธรรมคืนกลับมา ในส่วนกรณีนี้ศาลก็มีอำนาจพิจารณาไป แต่ในข้อเท็จจริงหนทางการต่อสู้ทางกฎหมายก็จะต้องดำเนินการ ในฝั่งของนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็จะต้องนำเอกสารหลักฐานรวบรวม เพื่อเอามาเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นสิทธิ์ตามกระบวนการ ส่วนศาลจะรับหรือไม่รับ เป็นหลักฐานหรือไม่ ถือเป็นสิทธิ์ของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ที่จะดำเนินการตามกระบวนการ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

เมื่อถามว่า การต่อสู้ของทนายความในกรณีนี้ เพื่อไม่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า ไม่ได้สู้เพื่อไม่ชดใช้ แต่ช่วยทำให้เห็นว่าการที่ท่านรับโทษอยู่นั้นไม่เป็นธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นว่า ในเรื่องของนโยบายไปไม่ถึง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับปฏิบัติ แล้วบอกว่าให้ท่านรับผิดชอบ 

นายภูมิธรรม เปรียบเทียบว่า กรณีเรือดำน้ำ ซึ่งมีเรื่องที่ให้ตนต้องพิจารณาเต็มไปหมด หากตัดสินใจว่าจะไม่ทำต่อ หรือใครจะทำต่อ ก็จะต้องจ่าย 8,000 ล้านบาท ซึ่งใครจะไปทำต่อ ไม่ใช่ตนที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ เพราะตนมาหลังจากนั้น 8 ปีแล้ว ดังนั้นควรจะต้องทำงานตรงไปตรงมา ซึ่งจะต้องสู้กันในประเด็นนี้ เอาหลักฐานมาแล้วทำให้เกิดความเป็นจริง

ส่วนที่มีการตั้งข้อครหา สมัยที่นาย ภูมิธรรม ดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ว่าการระบายข้าวล็อตสุดท้าย เพื่อให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับโทษเบานั้น นายภูมิธรรม ขอถามกลับว่า รมว.พาณิชย์ เหลือข้าวล็อตสุดท้าย ตนก็ต้องขาย และการขายจะเอื้อใครหรือไม่เอื้อใคร ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เรื่องนี้มองว่าเป็นการหยิบเฉพาะส่วน เพื่อนำมาหาเรื่อง ทั้งนี้หากตนไม่ทำอะไรเลย เรื่องก็ยังค้างอยู่ จะถูกมองว่าไม่ยอมทำหน้าที่และปล่อยให้ค้างอยู่เหมือนกรณีเรือดำน้ำ ซึ่งตนไม่อยากให้เรื่องนี้ปล่อยจากตนไป

“วันนี้หากผมอยู่เฉยๆ อย่างในเรื่องของเรือดำน้ำ เพราะข้อเท็จจริงมันยังไม่เห็น และยังไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ผมก็ปลอดภัยทุกอย่าง ใครจะมาว่าผม ผมก็จะบอกว่าเรื่องนี้มัน 8 ปีมาแล้ว ผ่านมากี่รัฐบาลแล้วยังไม่ทำเลย ผมไม่ทำแล้วจะผิดได้อย่างไร ผมก็ทำทำทั้งที่มีเสียงวิจารณ์ว่าจะเอาผิด แต่ผมไม่สนใจ ผมถือว่าทำตามข้อเท็จจริงตามสิ่งที่เกิดขึ้น” นายภูมิธรรม กล่าว

ส่วนเรื่องที่พูดว่าเรียกร้องความเป็นธรรมจะสอดคล้องกับสิ่งที่นายกรัฐมนตรี แชร์โพสต์ของพรรคเพื่อไทย เมื่อวานนี้หรือไม่  นายภูมิธรรม มองว่า จะสอดคล้องหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น ที่ตนต้องมาคิด คิดจากสิ่งที่ว่ารู้สึกอย่างไร ก็รับผิดชอบด้วยความรู้สึก เรื่องนี้มีความคิดเห็น 2 ฝ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคนที่เราเคารพและเคยร่วมงานกันมา เราดูจากประเด็น เราก็วินิจฉัยของเราได้ แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งศาลจะเป็นคนตัดสิน อยู่ที่ข้อมูลของแต่ละฝ่ายที่จะเสนอ

ทั้งนี้ เชื่อว่าเรื่องนี้นั้นไม่ได้มีสัญญาณอะไรแต่อย่างใด และไม่จำเป็นต้องมีสัญญาณ  หากจะบอกว่าเรื่องนี้มีสัญญาณก็แสดงว่ากระบวนการทั้งหมดเชื่อมกันหมด มันใช่ไหมล่ะ เราพยายามยืนอยู่บนจุดยืนที่ กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามหลักของประเทศ คือการยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม  พร้อมย้ำว่าหลักนิติธรรมนั้นสำคัญ หากเราไม่ยึดให้ชัดเจน หรือทำให้ต่างประเทศไม่เชื่อมั่น การประชุมต่างๆ ก็จะไม่เกิด

ดีดปาก‘จิรัฏฐ์’! ภูมิธรรมฉะอ้างเป็นตัวแทนประชาชนพร่ำเพรื่อ ปมจี้‘ทอ.’ถอนฟ้อง

ดีดปาก‘จิรัฏฐ์’! ภูมิธรรมฉะอ้างเป็นตัวแทนประชาชนพร่ำเพรื่อ ปมจี้‘ทอ.’ถอนฟ้อง

ดีดปาก‘จิรัฏฐ์’! ภูมิธรรมฉะอ้างเป็นตัวแทนประชาชนพร่ำเพรื่อ ปมจี้‘ทอ.’ถอนฟ้อง

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.09 น.

‘ภูมิธรรม’ดีดปาก‘สส.จิรัฏฐ์’ อย่าอ้างเป็นตัวแทนประชาชนพร่ำเพรื่อ ปมจี้‘ทอ.’ถอนฟ้องกรณีเงิน 3,000 ล้าน แลก‘สนามงู’ หากไม่ผิดศาลยกฟ้องเอง

23 พ.ค.68 ที่กระทรวงกลาโหม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.พรรคประชาชน และโฆษกคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาจาก พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒณกุล ผบ.ทอ. ฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งคาดว่าเกิดจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พาดพิงถึง “สนามงู” อ้างกองทัพอากาศเรียกรับค่าชดเชย 3,000 ล้านบาท จาก AOT แลกกับการยกเลิกสนามกอล์ฟใจกลางรันเวย์สนามบินดอนเมือง ว่า เรื่องนี้ต้องไปสอบถาม ผบ.ทอ. เนื่องจากเป็นเรื่องเฉพาะตัว ซึ่งการพยายามใช้กระบวนการยุติธรรมก็ถูกต้องแล้ว หากไม่จริง ผู้ถูกกล่าวหาจะได้พ้นมลทิน

เมื่อถามย้ำว่า แต่นายจิรัฏฐ์ อยากให้มีการถอนฟ้อง โดยอ้างว่าเป็น สส. ที่มาจากประชาชน นายภูมิธรรรม กล่าวว่า ก็ถ้าเป็นไปตามกฎระเบียบ ศาลก็จะยกฟ้องเอง เพราะการคุ้มครอง สส. ในการพูดก็ไม่ได้คุ้มครองทุกเรื่อง การพาดพิงคนนอกก็ต้องรับผิดชอบเอง แล้วจะมาเรียกร้องให้ถอนฟ้องทำไม ถ้าคิดว่าทำถูกต้อง แล้วในการประชุมสภา ประธานในที่ประชุมมักจะย้ำเสมอว่า ต้องระวังอย่าเอ่ยถึงคนนอก หรือบุคคลที่ 3 เพราะไม่มีโอกาสแก้ตัว แต่ส่วนใหญ่ก็อยากจะพูด ซึ่งประธานก็ย้ำว่า ถ้าอยากจะพูด ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะกฎระเบียบไม่ได้คุ้มครอง แต่ถ้าพูดคุยเป็นการภายในก็ไม่มีปัญหา

“ดังนั้น ถ้าอยากพูดก็อย่าไปเรียกร้อง ผมว่าให้ศาลพิสูจน์จะดีกว่า จะได้ชัดเจน ไม่ใช่พูดกันไปมา เขาเสียหายไปเท่าไรไม่รู้ แล้วมาบอกว่าเป็นตัวแทนประชาชน เพราะตัวแทนประชาชนกฎหมายก็ไม่ได้ให้ทำสิ่งผิดกฎหมาย อย่าอ้างตัวแทนประชาชนพร่ำเพรื่อ” นายภูมิธรรม กล่าว

ส่วนที่นายจิรัฏฐ์ แย้งว่า เรื่องเงิน 3,000 ล้านบาท สส. ฝ่ายรัฐบาลก็เคยพูด นายภูมิธรรม กล่าวว่า ทุกคนที่พูด ถ้าเขาฟ้องก็ต้องไปชี้แจงต่อศาล จะมาอ้างว่าคนนั้นคนนี้พูดไม่ได้ ถ้าทำก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ

ส่วนกรณีที่ นายรังสิมันต์  โรม สส.พรรคก้าวไกล ได้วิจารณ์ถึงจุดยืนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้เคยต่อต้านเรื่องซื้อ สส.งูเห่า แต่ปัจจุบันกลับเปลี่ยนท่าที โดยบอกว่า การที่ สส. เปลี่ยนพรรคคือการเปลี่ยนสถานที่ทำงานนั้น นายภูมิธรรมมองว่า นายรังสิมันต์ ต้องมีวุฒิภาวะในการวิจารณ์ เพราะการจะเปลี่ยนอะไรก็เป็นเรื่องของ สส. คนนั้น ๆ ผิดถูกก็เป็นเรื่องของ สส. คนนั้น นายกรัฐมนตรี แค่พูดถึงความเป็นจริง ว่าเขาเปลี่ยนพรรคมาด้วยความสมยอมของตัวเองและพรรคที่รับ ส่วนที่ว่าจะใช้เงินซื้อหรือไม่ หากพิสูจน์ได้ก็ไปฟ้องศาล

“ดังนั้น อย่าให้นายกฯ รับผิดชอบทุกเรื่อง ยกตัวอย่าง กรณี สส.จิรัฏฐ์ ที่ทำได้ทุกเรื่อง รัฐบาลก็ไม่ได้ทำอะไร แต่ผู้เสียหายก็ไปฟ้องกันเอง คุณโรม ควรมีวุฒิภาวะหน่อย” นายภูมิธรรม กล่าว