‘ณฐพร’หอบหลักฐานยื่นยุบ‘ภูมิใจไทย’โยงเอี่ยว‘ฮั้วเลือก สว.’ไม่หวั่น‘อนุทิน’ขู่ฟ้อง

‘ณฐพร’หอบหลักฐานยื่นยุบ‘ภูมิใจไทย’โยงเอี่ยว‘ฮั้วเลือก สว.’ไม่หวั่น‘อนุทิน’ขู่ฟ้อง

‘ณฐพร’หอบหลักฐานยื่นยุบ‘ภูมิใจไทย’โยงเอี่ยว‘ฮั้วเลือก สว.’ไม่หวั่น‘อนุทิน’ขู่ฟ้อง

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

‘ณฐพร’หอบหลักฐานยื่นยุบ‘ภูมิใจไทย’โยงเอี่ยว‘ฮั้วเลือก สว.’ ไม่หวั่น‘อนุทิน’ขู่ฟ้อง ซัดควรรู้หน้าที่ ประชาชนวิจารณ์ได้

21 พ.ค.68 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อพิจารณายุบพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่าการยื่นยุบพรรคภูมิใจไทยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 (1) มีการกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครอง หรือได้มาซึ่งอำนาจการปกครองไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย  ซึ่งเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้ยื่นต่ออัยการสูงสุดไปแล้ว และ 92 (2) เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงมายื่นต่อกกต.ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของพรรคภูมิใจไทยเข้าองค์ประกอบความผิดตามที่ตนยื่นหรือไม่

เมื่อถามว่า การมายื่นยุบพรรคการเมืองก่อนที่การสอบสวนเรื่องสว. ยังไม่เสร็จ จะเป็นการดิสเครดิตหรือไม่ นายณฐพร กล่าวว่า อย่าลืมว่า สว.มีหน้าที่แต่งตั้งองค์กรอิสระ แล้วในการทำงาน 1 ปีที่ผ่านมา การให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระ ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผ่านการสรรหามาด้วยคะแนนเสียงสูง แต่สว.กลับไม่ให้ความเห็นชอบ ขณะเดียวกันก็มีการยึดอำนาจการพิจารณาของกรรมาธิการชุดต่างๆ ทำให้การทำงานในส่วนนี้ง่อยเปลี้ยเสียขา กรณีนี้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ซึ่งโดยหลักแล้วสว.ชุดนี้ ควรสำนึกตัวเอง ไม่นำเรื่องการให้ความเห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระที่เข้ามาพิจารณาในวันที่ 30 พ.ค. โดยรอการพิจารณาของศาล หากตัดสินว่าไม่ผิด ก็จะทำให้การตัดสินของเขาโปร่งใส สง่างาม

เมื่อถามว่านายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เตรียมฟ้องคนที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยเสียหายนั้น นายณฐพร กล่าวว่า นายอนุทิน เป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรี อาสามาทำงานเพื่อประเทศ ควรรับฟังความเห็น ข้อกล่าวหาของประชา ชน ไม่ใช่ว่าเขาจะตรวจสอบแล้วท่านก็จะมาฟ้องร้อง ถ้าจะฟ้องก็ควรรอให้คดียุติก่อน ถ้าเป็นเท็จก็ควรดำเนินการ ไม่ใช่ว่าพอเขาจะตรวจสอบก็ไปฟ้องเขา

ส่วนการที่นายอนุทิน ระบุว่าเรื่องนี้ไร้สาระนั้น ตนมองว่านายอนุทินต่างหากที่ไร้สาระ ควรคำนึงถึงบทบาทของตัวเองเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีที่มีหน้าที่รับใช้ประชาชน สามารถให้ประชาชนตรวจสอบได้ อย่างคดีเขากระโดง ศาลฎีกาตัดสิน คุณยังตะแบงว่าไม่ใช่ แล้วอย่างนี้ประเทศเราจะอยู่แบบไหน

เมื่อถามว่า การยื่นคำร้องในวันนี้เป็นนิติสงครามทางการเมืองระหว่างสีแดงและสีน้ำเงิน เหมือนที่มีการพูดหรือไม่ นายณฐพร กล่าวว่า ตนไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองใดๆ ไม่สนิทกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายเนวิน ชิดชอบ หรือนายทักษิณ ชินวัตร ตนก็เคยฟ้องมา ในกรณีเกี่ยวกับการอภัยโทษที่มีความมิชอบ เรียนว่าตนไม่ใช่สีใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นสีของประชาชน

เปิดเหตุผล!!! ก.ต.ฟัน’ผู้พิพากษา’ ไล่ออก 1 ราย-ให้ออก 2 ราย

เปิดเหตุผล!!! ก.ต.ฟัน'ผู้พิพากษา' ไล่ออก 1 ราย-ให้ออก 2 ราย

เปิดเหตุผล!!! ก.ต.ฟัน’ผู้พิพากษา’ ไล่ออก 1 ราย-ให้ออก 2 ราย

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

เปิดเหตุผล!!! ก.ต.ฟัน”ผู้พิพากษา” ไล่ออก 1 ราย-ให้ออก 2 ราย เหตุ”ถอนหมายจับ-พิพากษาเกินเลย-ให้ประกันไม่ชอบ” พบเงินเข้าบัญชีแจงไม่ได้ ส่ง ป.ป.ช.ดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 13/2568  มีวาระที่น่าสนใจคือ การพิจารณาผลการสอบสวนวินัยลงโทษผู้พิพากษา จำนวน 3 ราย

โดยผู้พิพากษารายแรก ก.ต.ได้พิจารณารายงานผลการสอบสวนข้าราชการตุลาการ 1 ราย กรณีมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมไม่สุภาพ ไม่สำรวมกิริยามารยาท และเข้าไปก้าวก่ายแทรกแชงการพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่น อันเป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของราชการ และจริยธรรมของข้าราชการตลาการกรณีเป็นความผิดวินัยร้ายแรง เห็นควรให้ออกจากราชการ

ส่วนผู้พิพากษารายที่ 2 พิจารณารายงานผลการสอบสวนข้าราชการตุลาการ 1 ราย กรณีเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนทำคำพิพากษาโดยกล่าวถึงบุคคลภายนอกที่ไม่ไม่ใช่คู่ความ และไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยว่ามิได้กระทำความผิดโดยไม่ปรึกษาและแจ้งให้องค์คณะและผู้บริหารทราบ เป็นเหตุให้มีการนำคำคำพิพากษาส่วนดังกล่าวไปไช้ประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นความผิดวินัยร้ายแรง เห็นควรให้ออกจากราชการ

สำหรับผู้พิพากษารายที่ 3 พิจารณารายงานผลการสอบสวนข้าราชการตุลาการ 1 ราย กรณีมีพฤติการณ์เป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย ร่วมรู้เห็นเรื่องการขอแลกเปลี่ยนเวร และร่วมขบวนการเกี่ยวกับการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งปล่อยชั่วคราวโดยมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวขัดต่อกฎหมายอันเป็นดุลพินิจที่ไม่ชอบ และไม่ถือปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน และประเพณีปฏิบัติของราชการ และจริยธรรรมขอข้าราชการตุลาการ เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เห็นควรไล่ออกจากราชการ และมีมติเอกฉันท์ให้ส่งเรื่องแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับตุลาการรายแรกนั้น เป็นเหตุการณ์สมัยที่ผู้พิพากษาที่โดนลงโทษเป็นอดีตรองอธิบดีในศาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่เคยถูกร้องให้สอบสวนทางวินัย กรณีแทรกแซงเพิกถอนหมายจับ สว.คนดัง

จากมูลเหตุ เดิมคดีนี้เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 สารวัตรสืบสวน สน.แห่งหนึ่ง ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอออกหมายจับอดีต สว.ในข้อหาสมคบคิดกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและฟอกเงิน โดยมีพยานหลักฐานจากสืบสวนและการสอบปากคำผู้ต้องหาและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงว่ามีการทำธุรกรรมผ่านบริษัทที่ สว.เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดและฟอกเงินของนักธุรกิจชาวเมียนมา แต่ในวันเดียวกันกับที่ศาลอนุมัติหมายจับ สารวัตรสืบสวนคนดังกล่าวได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ศาลให้นำหมายจับและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปพบ รองอธิบดีผู้พิพากษาคนดังกล่าวซึ่งภายหลังมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับ โดยอ้างว่า สว.คนดัง เป็น “บุคคลสำคัญ” และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี

ต่อมา สารวัตรสืบสวนคนดังกล่าวจึงได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) รวมถึงยังมี สส.ยังได้ยื่นหนังสือถึง ก.ต.เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2566 เพื่อขอให้ตรวจสอบการเพิกถอนหมายจับดังกล่าว จน ก.ต.มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เสนอมายังอนุกรรมการตุลาการ (อ.ก.ต.) กลั่นกรองทำความเห็นเสนอ ก.ต.

ทั้งนี้ คณะอนุ ก.ต.มีมติเห็นควรว่า ผิดวินัยไม่ร้ายแรงเสนอไปยัง ก.ต.ให้พิจารณาลดขั้นเงินเดือน 2 ปี แต่ก.ต.พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องการแทรกแซงและเป็นวินัยร้ายแรง จนสุดท้ายมีมติตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง

โดยมีรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2567 ภายหลัง ก.ต.ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ก็ได้ประชุมพิจารณาว่าจะสั่งพักราชการผู้พิพากษารายดังกล่าวหรือไม่ และ ก.ต.มีมติ 8 ต่อ 7 เสียง ไม่สั่งพักราชการรองอธิบดีผู้พิพากษา

จนล่าสุด ก.ต.มีมติให้ลงโทษให้ออกผู้พิพากษาระดับรองอธิบดีศาลคนดังกล่าว เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องในการแทรกแซงการถอนหมายจับ สว.คนดังในคดีฟอกเงินและยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม ในคดีอาญา เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 ศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้อง นักธุรกิจชาวเมียนมา และพวก รวม 5 คน ฐานสมคบค้ายาเสพติดและฟอกเงิน โดยศาลชี้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องทุกข้อหา และพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยสามารถหักล้างได้ทั้งหมด แต่ในส่วนคดีของ สว.ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล โดยอัยการได้ยื่นฟ้องใน 6 ข้อหา ได้แก่ ฟอกเงินและสมคบค้ายาเสพติด ซึ่ง สว.คนดังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

สำหรับรายที่ 2 ผู้พิพากษาที่โดนลงโทษเป็นผู้พิพากษารุ่นเดียวกับคนแรก ซึ่งเป็นคดีที่มีการทำคำพิพากษาเกี่ยวพันกับคดีค้ามนุษย์อาบอบนวดวิคตอเรียซีเครท เอื้อประโยชน์ให้ นายกำพล วิระเทพสุภรณ์ เจ้าของ และครอบครัวนำไปร้องขอความเป็นธรรม จนอัยการสั่งไม่ฟ้องลูกเมีย

ซึ่งในช่วงปี 2566 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง และเจ้าของอาบอบนวดชื่อดัง เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนขอให้ตรวจสอบคำสั่งไม่ฟ้อง นายธนพล และนางนิภา วิระเทพสุภรณ์ ลูกและภรรยาของนายกำพล ทำให้ความปรากฏ และจนมีการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของ ก.ต.

ทั้งนี้ เมื่อครั้ง รองอัยการสูงสุดในสมัย นายเข็มชัย ชุติวงศ์ เป็นอัยการสูงสุด มีการสั่งตามร้องขอความเป็นธรรมของกลุ่มผู้ต้องหานายกำพล และลูกเมีย ซึ่งรอง อสส.คนนั้นพิจารณาแล้วเห็นด้วยกับคำร้องขอความเป็นธรรมว่า เดิมก่อนหน้านี้ทางพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องนายกำพล ภรรยา ลูก และลูกน้องของนายกำพล แต่ในส่วนนายกำพล ภรรยา และลูก หลบหนีออกนอกประเทศ อัยการจึงได้ตัวฟ้องแค่เฉพาะลูกน้อง ซึ่งในการทำคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ในคดีที่ลูกน้องนายกำพลถูกอัยการฟ้อง ผู้พิพากษาท่านนี้มีการทำคำพิพากษาไปในส่วนพฤติการณ์ของนายกำพล และนางนิภา ภรรยา ว่าไม่มีความผิด โดยระบุว่านางนิภา เป็นแค่คนคุมบัญชี ไม่ได้เป็นคนคัดเลือกพนักงานเข้าไปในตู้ จึงไม่ทราบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ในส่วนนายกำพลเป็นเจ้าของไม่ได้เป็นคนคัดเด็กเอง นานๆ จะเข้ามาสถานที่

ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาที่พาดพิงเลยไปถึงจำเลยที่อัยการสั่งฟ้องไว้แล้วแต่ยังไม่ได้เอาตัวมาฟ้อง ทางฝั่งนายกำพล และภรรยา จึงใช้โอกาสนี้ร้องขอความเป็นธรรมว่ามีพยานเบิกความ จนศาลพิพากษาแล้วว่าไม่ได้กระทำผิด จนเป็นเป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งฟ้องโดย รอง อสส.คนดังกล่าว เป็นมีคำสั่งไม่ฟ้องนายธนพล และนางนิภา ซึ่งเป็นภรรยา และลูกของนายกำพล แต่ในส่วนของนายกำพลยังยืนคำสั่งฟ้องเดิมของอัยการสูงสุด

จนต่อมานายชูวิทย์ได้ร้องต่ออัยการสูงสุดจนความปรากฏต่อสาธารณชน และเมื่อ ก.ต.มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณา โดยตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงตามลำดับเสนอ อ.ก.ต.กลั่นกรองไปยัง ก.ต.พิจารณาแล้วเห็นตรงกันว่าพฤติการณ์ผิดวินัยร้ายแรง จึงลงโทษให้ออกจากราชการ

สำหรับรายที่ 3 เป็นผู้พิพากษาระดับสูงในศาลอุทธรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการมีคำสั่งประกันตัว ขัดต่อกฎหมายโดยใช้ดุลพินิจไม่ชอบใน 3 คดี โดยคดีแรกเป็นเรื่องประกันตัวเกี่ยวกับคดีกลุ่มของ นายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ หรือ “ตู้ห่าว” กับพวกที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และฟอกเงิน

ส่วนคดีที่ 2 – 3 เป็นเรื่องการให้ประกันตัวคดีเว็บพนัน โดยพฤติการณ์มีการนัดแนะกับผู้จ่ายสำนวนและแลกเปลี่ยนเวรเพื่อไปสั่งประกัน โดยมีความเชื่อมโยงกับผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์ด้วยกันที่ฆ่าตัวตายเมื่อช่วงปี 2566

โดยจากการสอบสวนพบว่า มีเส้นทางการเงินเข้าบัญชี 5 บัญชี ของผู้พิากษาศาลอุทธรณ์รายนี้ 4 ล้านกว่าบาท โดยเป็นการทยอยโอนเข้าบัญชีหลักแสนบาทในช่วง 2 ปี ซึ่งเจ้าตัวชี้แจงได้ไม่สมเหตุสมผล โดยคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง อ.ก.ต.และ ก.ต.พิจารณาแล้วเห็นว่าผิดวินัยร้ายแรง จึงลงโทษไล่ออกจากราชการ และส่ง ป.ป.ช.ดำเนินคดีอาญา เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการประกันตัว และอาจจะมีผลประโยชน์ตามกฎหมาย จะต้องส่ง ป.ป.ช.พิจารณาสอบสวนตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับที่มีการตั้งข้อสังเกตุว่าวันเดียวกันมีการประชุมเกี่ยวกับการลงโทษวินัยผู้พิพากษาถึง 3 ราย เนื่องจากที่ประชุม ก.ต.มีการพิจารณาวาระอื่นเสร็จสิ้น นางชนากานต์ ประธานศาลฎีกา จึงได้บรรจุวาระทั้งสามเรื่องนี้ต่อเลย ถือเป็นเรื่องปกติในการบริหารงาน ก.ต.ที่มีปริมาณมาก (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ก.ต. ฟัน 3 ผู้พิพากษา ให้ออกจากราชการ ฐานผิดวินัยร้ายแรง แทรกแซงคดี)

ผ่าเกมร้อน‘ฮั้วสว.’! ลามโยงสงคราม‘แดง-น้ำเงิน’ ทุบเปรี้ยงไปไม่ถึง‘ยุบพรรคภูมิใจไทย’

ผ่าเกมร้อน‘ฮั้วสว.’! ลามโยงสงคราม‘แดง-น้ำเงิน’ ทุบเปรี้ยงไปไม่ถึง‘ยุบพรรคภูมิใจไทย’

ผ่าเกมร้อน‘ฮั้วสว.’! ลามโยงสงคราม‘แดง-น้ำเงิน’ ทุบเปรี้ยงไปไม่ถึง‘ยุบพรรคภูมิใจไทย’

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.02 น.

‘สุขุม’อ่านเกมการเมืองร้อน‘ฮั้ว สว.’ ลามโยงสงคราม‘แดง-น้ำเงิน’ ชี้‘ภูมิใจไทย’ตีโต้ฟ้องกลับ บีบอีกฝ่ายต้องงัดหลักฐานมาสู้ เชื่อเกมยังอีกยาว ไปไม่ถึงขั้น‘ยุบพรรค’

21 พฤษภาคม 2568 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงที่มาของสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ที่ล่าสุด พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เดินหน้าฟ้องกลับผู้กล่าวหา ว่า คดีนี้คิดว่าไม่ใช่เกมการเมืองระหว่างแดง-น้ำเงินโดยตรง แต่มาจากฝ่ายที่เป็น สว.สำรอง ยังมีลุ้นว่าจะได้ขึ้นเป็นตัวจริง ก็ทำทุกทาง มาจุดนี้ก็หวังพึ่งเครือข่าย จึงไปทางสีแดง แต่เกมนี้ “พรรคสีแดง” ไม่ได้เป็นคนเริ่มเรื่อง แต่อาจจะต้องตกกระไดพลอยโจน

ส่วนการฟ้องร้องกันไปมา ฝ่ายนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สว.สำรอง คิดว่ามีหลักฐานเด็ด แต่เราก็ยังไม่เห็น ตอนนี้เป็นคำบอกเล่าไปก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อภูมิใจไทยฟ้องกลับบ้าง ทีนี้ก็ต้องเอาหลักฐานที่เคยกล่าวหาพรรคภูมิใจไทยมาเปิดโชว์ เป็นเรื่องดีกับประชาชน และถ้าไม่มีหลักฐานที่ว่า ก็เหนื่อยแทนคนที่ไปกล่าวหาเขา

ขณะที่การพบปะกันระหว่างผู้มีอำนาจทางการเมืองก่อนการเลือก สว. ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าฮั้ว ตนมองว่า ก่อนเลือกตั้งอะไรก็ตาม เขาก็ต้องมาคุยกัน เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแปลกใหม่

เมื่อถามว่าคดีนี้จะไปถึงขั้นยุบพรรคภูมิใจไทย หรือไม่ รศ.ดร.สุขุม กล่าวว่า “คดียังอีกยาว และไปไม่ถึงขั้นยุบพรรค”

‘ลุงป้อม’เดินโชว์ฟิต! หลังภาพเดินพลาดตกบันไดวัดโพธิ์ บอกล้มจริง แต่ไม่เป็นไร (คลิป)

'ลุงป้อม'เดินโชว์ฟิต! หลังภาพเดินพลาดตกบันไดวัดโพธิ์ บอกล้มจริง แต่ไม่เป็นไร (คลิป)

‘ลุงป้อม’เดินโชว์ฟิต! หลังภาพเดินพลาดตกบันไดวัดโพธิ์ บอกล้มจริง แต่ไม่เป็นไร (คลิป)

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

ล้มจริง…ไม่ได้เจ็บ!!! “ลุงป้อม”ยันยังฟิต เดินป๋อรอบบ้าน ขณะที่”โฆษก พปชร.”เผย”หัวหน้าพรรค”ล้มจริง แต่ไม่ได้เจ็บ ไม่ได้หามส่ง รพ. ยันเป็นทหารเก่า ยังแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง

วันที่ 21 พฤษภาคม 2568 จากกรณีเมื่อช่วงเย็นวันที่ 19 พ.ค. 68 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ ถวายพระพรชัยมงคลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) โดยระหว่างเดินทางกลับ พลเอกประวิตร ได้ประสบอุบัติเหตุลื่นล้ม ซึ่งเป็นทางขาลง ของอุโบสถ ซึ่งสาเหตุน่าจะเกิดจากใส่ถุงเท้า และเป็นบันไดพื้นหินอ่อน ทำให้ลื่นล้มแบบทิ้งตัว

ล่าสุด หลังจากที่ปรากฏภาพ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลื่นล้มที่วัดโพธิ์ ช่วงบ่ายวันนี้ได้มีการปล่อยคลิป ขณะที่พลเอก ประวิตร เดินออกมาจากห้องอาหาร ที่บ้านป่ารอยต่อ ในเวลา 12.30 น.

โดยเจ้าตัวบอกว่า ยืนยัน “ล้มจริง แต่ไม่เป็นไร”

ขณะที่ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีโลกโซเชียลฯ มีการเผยแพร่คลิป พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลื่นล้มขณะลงบันไดวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โดยมีกระแสข่าวว่า “ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล” นั้น พล.อ.ประวิตร ฝากตนมาแจ้งว่า ท่านลื่นล้มจริง แต่ไม่เป็นอะไร ไม่ได้ถูกหามส่งโรงพยาบาลอย่างที่เป็นข่าว กลับจากวัด ก็มาพักผ่อนตามปกติ เช้ารุ่งขึ้นจึงค่อยไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย ซึ่งผลออกมาปกติดี ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง โดยย้ำว่า “ผมเป็นทหารเก่า ยังแข็งแรง ทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมฝากขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงด้วย”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดคลิปนาที! ‘ลุงป้อม’เดินพลาดตกบันไดวัดโพธิ์ หลังกลับจากทำบุญ

‘ตัวแม่พันธุ์ใหม่’ปูด‘วุฒิสภา’ ลักไก่ยัดวาระตั้ง‘7 เก้าอี้องค์กรอิสระ’ สอดไส้ประชุมวิสามัญถก‘งบฯ69’

‘ตัวแม่พันธุ์ใหม่’ปูด‘วุฒิสภา’ ลักไก่ยัดวาระตั้ง‘7 เก้าอี้องค์กรอิสระ’ สอดไส้ประชุมวิสามัญถก‘งบฯ69’

‘ตัวแม่พันธุ์ใหม่’ปูด‘วุฒิสภา’ ลักไก่ยัดวาระตั้ง‘7 เก้าอี้องค์กรอิสระ’ สอดไส้ประชุมวิสามัญถก‘งบฯ69’

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.21 น.

“ตัวแม่พันธุ์ใหม่”ปูด”วุฒิสภา”ลักไก่ ยัดวาระตั้ง”7 เก้าอี้องค์กรอิสระ”สอดไส้ประชุมวิสามัญฯถกงบฯปี 69 ซัดเป็นหายนะของประเทศ เหมือนตั้ง”ผู้พิพากษา”เข้าไปอุ้มดูแลคดีตัวเอง เตรียมทำหนังสือค้าน 30 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มพันธุ์ใหม่ แถลงถึงความคืบหน้าในการเข้าชื่อ สว.เพื่อขอให้สมาชิกหยุดปฏิบัติหน้าที่การแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ ว่า จากที่ทีมกฎหมายได้พิจารณาข้อกฎหมายแล้ว พบว่าการจะขอให้ สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่มีกฎหมายรองรับโดยตรง จึงต้องยึดรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ประกอบกับมาตรา 113 และ 114 เพื่อถอดถอน สว.ที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด และร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีพฤติกรรมตามที่ร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอยู่ในดุลพินิจของศาลว่าจะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดหรือเป็นบางส่วนเฉพาะเรื่องการเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยเทียบเคียงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวินิจฉัยให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า กรณีนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดเนื่องจากวุฒิสภา มีการบรรจุวาระการประชุมสมัยวิสามัญวันที่ 30 พ.ค.โดยมีวาระให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 3 ตำแหน่ง อัยการสูงสุด 1 ตำแหน่ง และมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 ตำแหน่ง และ กกต.อีก 1 ตำแหน่ง ถือเป็นการกระทำที่ผิดปกติหรือไม่ เนื่องจากวุฒิสภาได้บรรจุระเบียบดังกล่าวเข้ามาในสมัยประชุมวิสามัญซึ่งเปิดเพียง 3 วัน ทั้งที่เปิดมาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปีงบประมาณ 2569 ดังนั้น ถือเป็นการลักไก่เร่งด่วนอย่างผิดปกติ การกระทำเช่นนี้ทำเพื่ออะไร

“ขณะนี้ประชาชนทั่วไปทราบว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นหายนะของประเทศ หากมีการปล่อยให้มีการแต่งตั้งองค์กรอิสระอย่างเร่งด่วนเช่นนี้ เป็นเรื่องการขัดขัดแย้งผลประโยชน์อย่างรุนแรง เพราะ สว.เสียงข้างมาก กำลังตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ว่าเข้าสู่ตำแหน่งโดยมิชอบ และได้ทำการตรวจสอบ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และดีเอสไอ ซึ่งหากปล่อยให้มีการแต่งตั้ง กกต.เข้าไปก็จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ต่างตอบแทน เช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้วินิจฉัย การกระทำนี้ จะไม่เท่ากับตั้งผู้พิพากษามาพิจารณาตัวเองหรือ” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า หากในอนาคตมีการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ ในขณะที่การตรวจสอบ สว.เสียงข้างมาก ยังไม่ชัดเจน ถ้ามีการดำเนินคดีไปถึงที่สุด หรือศาลมีคำพิพากษาให้ สว.ที่เป็นเสียงข้างมากนั้น มีความผิด จะทำให้ผลแห่งการลงมติของผู้ของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ กลายเป็นมรดกบาป ที่ สว.ได้ทิ้งไว้ให้กับประเทศชาติหรือไม่ ซึ่งก็จะผลต่อสถานะขององค์กรอิสระเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากองค์กรอิสระเป็นองค์กรภายใต้กำกับพรรคการเมือง หรือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะบิดเบี้ยวไปอย่างไร จะเป็นองค์กรที่เป็นกลางเที่ยงธรรมหรือไม่ ทั้งนี้ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ก็จะยื่นญัตติชะลอการเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในการประชุมวุฒิสภา วันที่ 30 พ.ค.นี้ โดยการทำเป็นหนังสือ ซึ่งต้องรอการบรรจุระเบียบวาระ

“แม้ทุกมติของเรา จะไม่เคยผ่านเลย แต่ก็เป็นช่องทางที่เราจะต้องทำ ตลอดจนภาคประชาชน ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องติดตามต่อไป ว่ากระบวนการไหนจะสำเร็จหรือบรรลุเป้าหมายได้ก่อน” น.ส.นันทนา ระบุ

‘สส.สุขสมรวย’ลั่นต้องปกป้องศักดิ์ศรี ลุยฟ้องหมิ่น‘กุสุมาวตี’ใส่ร้าย‘ภูมิใจไทย’

‘สส.สุขสมรวย’ลั่นต้องปกป้องศักดิ์ศรี ลุยฟ้องหมิ่น‘กุสุมาวตี’ใส่ร้าย‘ภูมิใจไทย’

‘สส.สุขสมรวย’ลั่นต้องปกป้องศักดิ์ศรี ลุยฟ้องหมิ่น‘กุสุมาวตี’ใส่ร้าย‘ภูมิใจไทย’

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.09 น.

‘สส.สุขสมรวย’ลั่นต้องปกป้องศักดิ์ศรี ลุยฟ้องหมิ่น‘กุสุมาวตี’ใส่ร้าย‘ภูมิใจไทย’

21 พฤษภาคม 2568 ที่ จ.อำนาจเจริญ นางสุขสมรวย วันทนียกุล หรือ“เจ๊รวย” สส.อำนาจเจริญ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย(ภท.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ยุบพรรคภูมิใจไทย โดยอ้างว่าพรรคเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. วันนี้ตนจำเป็นต้องออกมาปกป้องตนเองจากการใส่ร้ายบิดเบือน โดยฝ่ายการเมืองผู้ไม่หวังดี ที่ดูเหมือนว่ามีเจตนาพิเศษ จ้องจะทำลายพรรคภูมิใจไทย

นางสุขสมรวย กล่าวว่า นอกจากนี้การให้สัมภาษณ์นางกุสุมาลวตี ยังได้เอ่ยชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ภท. และชื่อของตน โดยสร้างเรื่องเชื่อมโยงใส่ร้ายให้สังคมเข้าใจผิด ทั้งๆที่ตนและทางพรรคได้เคยชี้แจงไปแล้ว แต่นางกุสุมาลวตี ยังคงมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ จ้องดิสเครดิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่คณะกรรมการบริหารพรรค

“ทุกท่านทราบดีว่านางกุสุมาลวตี เป็นอดีตผู้สมัคร สว.ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียกับกระบวนการเลือก สว. และอาจไม่มีน้ำใจนักกีฬา ไม่รู้จักแพ้ชนะ และยังมีประวัติทางการเมืองสังกัดพรรคต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง ขอย้ำว่าในเรื่องของการเลือก สว.พรรคภูมิใจไทย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ โดยมีการประกาศหัวหน้าพรรค ลงนามเมื่อวันที่ 30 เม.ย.2567 ก่อนการเลือก สว.แล้วว่าห้าม สส.และสมาชิก ยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว.อย่างเด็ดขาด” นางสุขสมรวย กล่าว

นางสุขสมรวย กล่าวอีกว่า ตนเรียนให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่าในส่วนของสมาชิกพรรคที่ถูก กกต. เรียกไปชี้แจงนั้น ทุกท่านต่างไม่กังวลใจ และ พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ ตามขั้นตอนทางกฎหมาย ที่ตรงไปตรงมา พรรคภูมิใจไทย เป็นสถาบันพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่พร้อมถูกตรวจสอบและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์

สส.อำนาจเจริญ กล่าวว่า ปกติท่านหัวหน้าพรรค ได้ให้แนวทางการทำงาน โดยให้มองไปข้างหน้า ไม่สนใจสิ่งรบกวนรอบข้าง เพราะไม่อยากเสียเวลา ในการทำงานเพื่อประชาชน แต่ในวันนี้ ชัดเจนแล้วว่า การเติบโตของพรรคภูมิใจไทย อาจจะไปสะดุดขาใครบางคน ที่เสียผลประโยชน์ จนถูกสาดโคลน และ ถูกเกมการเมืองจ้องทำลาย และอย่างที่ท่านหัวหน้าพรรคสัมภาษณ์ว่า เราต้องปกป้องศักดิ์ศรีพรรค ที่มี สส.ถึง 70 คน และ คะแนนจากประชาชนกว่าล้านเสียง เพื่อไม่ให้ใครก็ตาม มาใช้ข้อมูลหลักฐานเท็จ ยุบพรรคการเมืองของพี่น้องประชาชนได้ง่ายๆ

“ดิฉันในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย จึงขอใช้สิทธิ ดำเนินการทางกฎหมาย ทั้งข้อหา หมิ่นประมาท แจ้งความเท็จ และละเมิด ต่อนางกุสุมาลวตี รวมถึงผู้ไม่หวังดี ที่ให้ร้ายพรรคภูมิใจไทย ในนาม นายอนุทิน และในนาม นายไชยชนก อีกด้วย” นางสุขสมรวย กล่าว

เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ‘Xue Long 2’ เยือนไทย พร้อมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย – จีน

เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ‘Xue Long 2’ เยือนไทย พร้อมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย – จีน

เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ‘Xue Long 2’ เยือนไทย พร้อมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย – จีน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ” ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา เรือตัดน้ำแข็งเสว่หลง 2 (Xue Long 2)” เรือตัดน้ำแข็งเพื่อการวิจัยขั้วโลกที่ทันสมัยที่สุดของจีนเยือนไทยพร้อมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย – จีน พิธีต้อนรับอบอุ่นครั้งแรกในน่านน้ำไทย เปิดให้เข้าชมแล้วถึง 23 พ.ค.นี้ ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ขณะที่ อพวช.จัดนิทรรศการควบคู่ที่ท่าเรือและ Crystal Court ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอนตั้งแต่วันนี้ถึง 25 พ.ค.2568

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มีพิธีต้อนรับ “เรือตัดน้ำแข็งเสว่หลง 2 (Xue Long 2)” เรือตัดน้ำแข็งเพื่อการวิจัยขั้วโลกที่ทันสมัยที่สุดของจีน ที่เดินทางมาจากขั้วโลกใต้และมุ่งตรงมายังประเทศไทยเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 และเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน ปี พ.ศ. 2568  โดยมี พล.ร.ต.ธำรง สุพรรณพงศ์ ผอ.กทส.ฐท.สส. เป็นผู้แทนฐานทัพเรือสัตหีบ พร้อมด้วย ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM ให้การต้อนรับนายเสียว ชื่อหมิง ผู้บังคับการเรือเสว่หลง 2 และคณะลูกเรือ

ศ.ดร.ไพรัช กล่าวว่า ปีนี้มี 2 เหตุการณ์สำคัญคือกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 และเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน ปี 2568 การมาเยือนของเรือตัดน้ำแข็งเสว่หลง 2 มาเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 2 วาระสำคัญดังกล่าว โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ทอดพระเนตรเรือตัดน้ำแข็งเสว่หลง 2 เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา และจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าเยี่ยมชมเรือซึ่งได้จอดเทียบท่าที่ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ตั้งแต่วันนี้ – 23 พ.ค. 2568

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษที่จะจัดขึ้นควบคู่กับการมาเยือนของเรือเสว่หลง 2 ได้แก่ การจัดนิทรรศการ “Xue Long 2 and See the Unseen in Polar Region” ระหว่างวันที่ 14 – 25 พ.ค.2568 ณ Crystal Court ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน และการเสวนาระหว่างนักวิทยาศาสตร์ผู้มีประสบการณ์เดินทางไปสำรวจขั้วโลกใต้ด้วยเรือเสว่หลง 2 กับเยาวชนไทย, กิจกรรมเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สู่สาธารณชนของนักวิทยาศาสตร์ไทยและจีนที่เคยเดินทางไปสำรวจขั้วโลกใต้ด้วยเรือเสว่หลง 2, การประชุมวิชาการ “Thailand-China Polar Science Conference”, และพิธีอำลาเรือเสว่หลง 2 โดยในระหว่างที่เรือจอดเทียบท่าเรือจุกเสม็ด จะมีการนำคณะลูกเรือเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเยี่ยมชมความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย ณ สวนนงนุช พัทยาอีกด้วย

ด้าน ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ. NSM กล่าวว่า NSM ได้ร่วมจัดนิทรรศการ “Xue Long 2 and See the Unseen in Polar Region” เพื่อเปิดโลกวิทยาศาสตร์ขั้วโลกและกระตุ้นความสนใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง นิทรรศการจัดแสดงที่สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 14-25 พ.ค. 68 และท่าเรือจุกเสม็ด ระหว่างวันที่ 20 – 23 พ.ค. 2658 จากนั้น NSM มีแผนนำไปจัดแสดงต่อที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะ สตรีท รัชดา เพื่อให้ประชาชนที่พลาดโอกาสยังสามารถเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับการสำรวจขั้วโลกใต้ เทคโนโลยี และงานวิจัยสำคัญได้

ขณะที่ นายเสียว ชื่อหมิง ผู้บังคับการเรือเสว่หลง 2 กล่าวว่า เรือเสว่หลง 2 เป็นเรือสำรวจขั้วโลกลำที่ 4 ของจีนและเป็นเรือสำรวจขั้วโลกลำแรกของจีนที่สร้างขึ้นเองทั้งหมด เป็นเรือตัดน้ำแข็งขนาดกลางที่มีความทันสมัยและมีสมรรถนะสูงที่สุดลำหนึ่งของโลก ภารกิจหลักของเสว่หลง 2 คือการสนับสนุนการสำรวจวิจัยขั้วโลกในหลากหลายสาขา นอกจากนี้ เรือยังมีบทบาทสำคัญในการรับส่งนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงการขนส่งเสบียง อาหาร เชื้อเพลิง และอุปกรณ์ก่อสร้างสำหรับสถานีวิจัยของจีนทั้งที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ โดยจีนมีสถานีวิจัยหลายแห่งทั้งที่ขั้วโลกใต้ ได้แก่ สถานี Great Wall (1985), Zhongshan (1989), Kunlun (2009), Taishan Camp (2014) และสถานีล่าสุด Qinling (2024) และที่ขั้วโลกเหนือคือสถานี Yellow River (2004) ซึ่งเสว่หลง 2 มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของสถานีเหล่านี้

​ชวนวัยรุ่น ‘พักผ่อน’…ก่อนใส่ให้เต็มที่ หลังพบ Gen Z ยังเครียดสูง แม้อยู่ในช่วงปิดเทอม

​ชวนวัยรุ่น ‘พักผ่อน’…ก่อนใส่ให้เต็มที่ หลังพบ Gen Z ยังเครียดสูง แม้อยู่ในช่วงปิดเทอม

​ชวนวัยรุ่น ‘พักผ่อน’…ก่อนใส่ให้เต็มที่ หลังพบ Gen Z ยังเครียดสูง แม้อยู่ในช่วงปิดเทอม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นันยาง เชิญชวนนักเรียนทั่วประเทศ “พักผ่อน” เพื่อส่งเสริมให้วัยรุ่นไทยเห็นถึงความสำคัญของการหยุดพักผ่อนทั้งกายและใจ เติมพลัง เตรียมพร้อม “ก่อนใส่ให้เต็มที่” ในปีการศึกษาใหม่ โดยแคมเปญ “พักผ่อน…ก่อนใส่ให้เต็มที่” สะท้อนถึงความตั้งใจของนันยางที่เข้าใจอินไซต์ของคนยุคปัจจุบันโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น Gen Z ที่ต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดัน และการแข่งขันเพื่อความก้าวหน้า จนกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่คนรุ่นใหม่ต้องแบกรับ แม้ในช่วงเวลาปิดเทอมซึ่งควรเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน แต่หลายคนกลับรู้สึกผิดหรือกังวลใจ หากไม่ได้แข่งขันหรือพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ในครั้งนี้ นันยางเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า “นอนยาง?” ผ่านผลิตภัณฑ์ที่เป็นมากกว่ารองเท้า โดยผลิตเป็น “หมอนนอนยาง” ที่ตั้งใจทำขึ้นเพื่อส่งพลังบวกที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างจริงใจ โดยเฉพาะในช่วงที่ท้อแท้ เหนื่อยล้ากับชีวิต หรือหมดไฟ  ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากแฟนๆ นันยางจำนวนมาก

และต่อยอดสู่กลุ่มนักเรียนมัธยม วัยรุ่น Gen Z ที่เผชิญศึกหนักจากการเรียนที่ผ่านมาไม่แพ้กัน ผ่านการนำเสนอภาพถ่ายและข้อความที่สื่อสารตามจุดที่วัยรุ่นรวมตัวกัน เช่น สถาบันกวดวิชา ป้ายรถตุ๊ก ๆ และจอยักษ์ MBK พร้อมปล่อยวิดีโอออนไลน์กระตุ้นการรับรู้ และกิจกรรมสนุกๆ ให้วัยรุ่นร่วมกันส่งภาพ “เพื่อนที่พักใจ” เพื่อลุ้นโชว์ภาพขึ้นจอยักษ์ MBK กลางสี่แยก สร้างตำนานความทรงจำวัยว้าวุ่นในช่วงปิดเทอมนี้

“นันยางคาดว่าแคมเปญในครั้งนี้จะสร้างการรับรู้ที่ว่า “การหยุดพัก ไม่ใช่ความผิด แต่คือก้าวสำคัญในการดูแลตัวเอง เมื่อความเครียดถูกคลาย ความคาดหวังถูกวางลง พลังกายและพลังใจจะกลับมา พลังนี้แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่สามารถสัมผัสได้ผ่านการดูแลใจ ซึ่งงานวิจัยจำนวนมากยืนยันตรงกันว่า การพักผ่อนสามารถช่วยพัฒนาทั้งจิตใจและร่างกายได้จริง เราจึงอยากให้วัยรุ่น Gen Z ใช้ช่วงโค้งสุดท้ายของปิดเทอมนี้ พักผ่อนให้เต็มที่ ใจดีกับตัวเอง พร้อมก้าวต่อไปในเส้นทางและจังหวะชีวิตของตนเองตามที่ต้องการ” ดร.จักรพล จันทวิมล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าว

วว.เสริมแกร่งนักวิจัย จัดอบรม ‘การขออนุญาตอาหารทางการแพทย์’

วว.เสริมแกร่งนักวิจัย จัดอบรม 'การขออนุญาตอาหารทางการแพทย์'

วว.เสริมแกร่งนักวิจัย จัดอบรม ‘การขออนุญาตอาหารทางการแพทย์’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เสริมแกร่งนักวิจัย – ดร.โศรดา วัลภา รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม วว. เป็นประธานเปิดการอบรมหัวข้อ “การขออนุญาตอาหารทางการแพทย์” โดยได้รับเกียรติจาก น.ส.พัชราภรณ์  ธำรงกิจเจริญ  นักวิชาการอาหารและยาชำนาญการพิเศษ  อย.  เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักวิจัย วว.  เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนอาหาร ข้อกฎหมายและเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารทางการแพทย์ รวมทั้งการรักษามาตรฐานการผลิตและคุณภาพหรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 5 อาคาร Admin วว.เทคโนธานี

ครบรอบ 2 ปี สกร. พร้อมขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ครบรอบ 2 ปี สกร. พร้อมขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ครบรอบ 2 ปี สกร. พร้อมขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568 พร้อมทั้งมอบโล่ศิษย์เก่าเกียรติยศ ศิษย์ปัจจุบันเกียรติยศ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568  และมอบรางวัลการประกวดบทความ “ความภาคภูมิใจในการเป็นบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ” โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านฯ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้อำนวยการกองและกลุ่มที่ตั้งอยู่ส่วนกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด/กรุงเทพมหานคร และบุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เข้าร่วม ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. กล่าวว่า วันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568  ถือเป็นวาระสำคัญในการแสดงพลังของหน่วยงานที่ขับเคลื่อน “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้เป็นจริงในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ การจัดตั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มหน่วยงานในระบบราชการ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เพื่อนำการศึกษาที่ก้าวข้ามกรอบห้องเรียนสู่ชีวิตจริงของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกวิถีชีวิต ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งดิจิทัลชุมชน และการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ให้ประชาชนสามารถปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงและมีคุณค่า เพราะ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต คือพลังของประเทศ” ยิ่งประชาชนมีโอกาสเรียนรู้มากเท่าไร ประเทศยิ่งมีพลังในการพัฒนามากขึ้นเท่านั้น

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร.  กล่าวว่า สกร. กำหนดให้วันที่ 18 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ หลังจากพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้ ถือเป็นการยกสถานะจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) มาเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งงานวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568 นี้ จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมทั้งสื่อสารบทบาท ภารกิจ และทิศทางการขับเคลื่อนงานในการส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิตที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย และทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

กรมส่งเสริมการเรียนรู้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พุทธศักราช 2566 โดยมีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย พัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง รวมถึงการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองและในชุมชน และประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในทุกบริบทของสังคมไทย ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเรียนรู้มุ่งมั่นดำเนินงานเชิงรุก เพื่อปลุกพลังการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย ผ่านการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ทั้งเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง โดยเชื่อมั่นว่า การเรียนรู้ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เกิดในห้องเรียน หากแต่คือเครื่องมือที่เปลี่ยนชีวิตคน และขับเคลื่อนประเทศได้อย่างแท้จริง

นายธนากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมภายในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) ครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกและยกย่องเจตนารมณ์ของการก่อตั้ง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เผยแพร่ผลงานของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด ทั่วประเทศ และสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมตระหนักว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” คือสิทธิพื้นฐานของทุกคน และเป็นทุนทางปัญญาที่จะหล่อหลอมประชาชน ให้มีศักยภาพในการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงและมีคุณค่าในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ซึ่งกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีทางศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคล พิธีมอบโล่ เชิดชูเกียรติแก่ “ศิษย์เก่า” และ “ศิษย์ปัจจุบันเกียรติยศ” และรางวัลประกวดบทความ “ความภาคภูมิใจในการเป็นบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ” รวมจำนวน 25 รางวัล  และการจัดนิทรรศการผลงาน จากสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด ตามภารกิจที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 มาตรา 6  โดยจัดนิทรรศการใน 3 หมวด คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่งนิทรรศการและกิจกรรมที่ สกร.นำมาจัดแสดงในวาระวันสถาปนากรมฯ เป็นผลงานที่ภาคภูมิใจ เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ เน้นเรื่องการอ่านและกิจกรรมสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านงาน “Virtual Reading การอ่านในโลกเสมือนจริง” จังหวัดบุรีรัมย์ มีโครงการ “Buriram Zero Dropout Model” ซึ่งเป็นต้นแบบการช่วยเหลือเด็กนอกระบบให้กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้  ซึ่งตรงกับหนึ่งในภารกิจสำคัญของเรา คือ จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป็นต้น