หน่อย บุษกร ต้มไข่จนไหม้ สุดช็อก จะเปิดประตูระบายควันดันเจอเรื่องช็อกกว่า

หน่อย บุษกร ต้มไข่จนไหม้ สุดช็อก จะเปิดประตูระบายควันดันเจอเรื่องช็อกกว่า

20 พ.ค. 2568 18:26 น.

หน่อย บุษกร ต้มไข่จนไหม้ สุดช็อก จะเปิดประตูระบายควันดันเจอเรื่องช็อกกว่า

แต่ละวันพันเรื่องราวของจริง สำหรับ หน่อย บุษกร ภรรยาสุดที่รักของ เคน ธีรเดช ที่ต้องเจอในแต่ละวัน ซึ่งเรื่องล่าสุดที่หน่อยเจอและมาแชร์ให้ทุกคนได้รู้กัน ก็คือ เจ้าตัวต้มไข้ไว้แล้วลืม จนทำให้หม้อไหม้ กลิ่นไหม้ และควันจนทำให้เจ้าตัวต้องเปิดประตูเพื่อระบายอากาศ

และเรื่องราวช็อกๆ ก็เกิดขึ้นกับหน่อยอีกครั้ง เมื่อตอนที่เปิดประตูบ้านเอาไว้ ก็มีงูตัวหนึ่งเหมือนจะพยายามเลื้อยเข้าบ้าน โดยในคลิปหน่อยโพสต์เจ้าตัวได้พูดว่า

“กำลังจะปิดบ้าน ดูสิ เมื่อกี้นางอยู่ตรงที่จับ เอาไงดี ไปก่อน ชิ้วๆ ฉันจะปิดบ้านเธอ ไปก่อนลูก อย่าโผล่เข้ามาสิ อย่า แต่ละมื้อแต่ละเดย์ เมื่อกี้ก็ไฟ ลืมปิด” พร้อมแคปชั่นว่า “ต้มไข่ไว้แล้วลืม เกือบไปแล้ว!!!! พอเปิดประตูระบายควัน งูก็จะเข้าบ้าน #แต่ละวันพันเรื่องราว”

คลิกเพื่ออ่าน “ข่าวบันเทิงวันนี้”

หน่อย บุษกร ต้มไข่จนไหม้ สุดช็อก จะเปิดประตูระบายควันดันเจอเรื่องช็อกกว่า
หน่อย บุษกร ต้มไข่จนไหม้ สุดช็อก จะเปิดประตูระบายควันดันเจอเรื่องช็อกกว่า
หน่อย บุษกร ต้มไข่จนไหม้ สุดช็อก จะเปิดประตูระบายควันดันเจอเรื่องช็อกกว่า

เตรียมกรี๊ด พัค โบยอง แฟนมีตติ้งครั้งแรกในประเทศไทย จองบัตรพร้อมกัน 25 พ.ค.นี้

เตรียมกรี๊ด พัค โบยอง แฟนมีตติ้งครั้งแรกในประเทศไทย จองบัตรพร้อมกัน 25 พ.ค.นี้

20 พ.ค. 2568 18:01 น.

เตรียมกรี๊ด พัค โบยอง แฟนมีตติ้งครั้งแรกในประเทศไทย จองบัตรพร้อมกัน 25 พ.ค.นี้

SM True (เอสเอ็ม ทรู) นำเสนอเรื่องราวบทใหม่ที่เขียนขึ้นโดย PARK BO YOUNG (พัค โบยอง) นักแสดงหญิงมากฝีมือและเจ้าของรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม ผู้ฝากผลงานซีรีส์ยอดฮิตมาแล้วนับไม่ถ้วน กับงานแฟนมีตติ้งครั้งแรกในประเทศไทยของเธอ 2025 PARK BO YOUNG FANMEETING TOUR – written BY. in BANGKOK (ทูเธาซันด์ทเวนตี้ไฟว์ พัค โบยอง แฟนมีตติ้ง ทัวร์ – ริทเทิน บาย. อิน แบงค็อก) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม 2025 เวลา 17:00 น. ณ เคแบงก์สยามพิฆเนศฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าสยามแควร์วัน

PARK BO YOUNG (พัค โบยอง) นักแสดงหญิงสัญชาติเกาหลีที่โลดแล่นในวงการบันเทิงมานานกว่า 19 ปี พร้อมพิสูจน์ให้เห็นถึงทักษะการแสดงอันยอดเยี่ยมที่สามารถถ่ายทอดตัวละครต่าง ๆ ออกมาได้อย่างเข้าถึงทุกบทบาท รวมถึงเสน่ห์ความน่ารักอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนคว้าหัวใจผู้ชมมากมายทั้งในประเทศเกาหลีใต้และต่างประเทศ เส้นทางของเธอเริ่มต้นจากผลงานแรก ‘Secret Campus’ (2006) และสร้างสรรค์หลากหลายผลงานคุณภาพอย่างต่อเนื่องทั้งซีรีส์และภาพยนตร์

เตรียมกรี๊ด พัค โบยอง แฟนมีตติ้งครั้งแรกในประเทศไทย จองบัตรพร้อมกัน 25 พ.ค.นี้

โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง ‘Scandal Makers’ (2008) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายทำให้เธอได้รับฉายาอันเป็นที่รักในฐานะ ‘น้องสาวแห่งชาติ’ พร้อมกวาด ‘รางวัลนักแสดงหญิงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม’ กับ ‘รางวัลยอดนิยม’ จากหลายงานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติแห่งวงการนักแสดงของเกาหลี

นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่สร้างความประทับใจจนเป็นที่พูดถึงในหมู่ผู้ชมทั่วเอเชีย อาทิ ภาพยนตร์เรื่อง ‘A Werewolf Boy’ (2012), ซีรีส์เรื่อง ‘Oh My Ghost’ (2015), ซีรีส์เรื่อง ‘Strong Woman Do Bong Soon’ (2017) ตลอดจนผลงานที่พาผู้ชมทั่วโลกสัมผัสอารมณ์อันลึกซึ้งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ออริจินัลของ Netflix อย่าง ‘Daily Dose of Sunshine’ (2013) ที่ทำให้เธอได้รับ ‘รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม’, ซีรีส์ออริจินัลของ Disney+ อย่าง ‘Light Shop’ (2024), ซีรีส์ออริจินัลของ Netflix อย่าง ‘Melo Movie’ (2024) ล่าสุดกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นับตั้งแต่เดบิวต์ ด้วยการปรากฏตัวในลุคผมบลอนด์พร้อมท้าทายบทบาทใหม่เป็นครั้งแรกกับการสวม 4 คาแรกเตอร์ของพี่น้องฝาแฝดในซีรีส์เรื่อง ‘Our Unwritten Seoul’ ของช่อง tvN ที่จะออกอากาศในวันที่ 24 พฤษภาคม 2025 นี้
สำหรับแฟนมีตติ้งทัวร์ ‘written BY’ (ริทเทิน บาย) ของ PARK BO YOUNG (พัค โบยอง) มีกำหนดเปิดฉากขึ้นที่กรุงโซล ในวันที่ 7 มิถุนายนนี้ เวลา 12:00 น. และ 17:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) รวมทั้งหมด 2 รอบ ณ YES24 LIVE HALL นับเป็นการจัดแฟนมีตติ้งในรอบเกือบ 7 ปี ซึ่งแน่นอนว่า แฟนคลับที่ตั้งตารอก็ให้การตอบรับกันเป็นอย่างดีจนบัตรแฟนมีตติ้งครั้งนี้หมดเกลี้ยงทุกที่นั่งทันทีที่เปิดจำหน่าย ไม่เพียงแค่ในประเทศเกาหลีใต้เท่านั้น เพราะ PARK BO YOUNG (พัค โบยอง) จะเดินทางไปพบปะกับแฟน ๆ ทั่วเอเชียอย่างใกล้ชิด ทั้งมาเก๊า วันที่ 29 มิถุนายนนี้, กรุงเทพฯ วันที่ 5 กรกฎาคมนี้ และไทเป วันที่ 27 กรกฎาคมนี้ โดยเธอกำลังตั้งใจเตรียมตัวอย่างเต็มที่ เพื่อเขียนเรื่องราวอันล้ำค่าร่วมกับแฟน ๆ ในช่วงพูดคุยที่จะทำให้รู้จักกันและกันมากขึ้น และเวทีที่สื่อถึงความจริงใจมอบเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือน

เตรียมบันทึกช่วงเวลาแสนอบอุ่นหัวใจ ท่ามกลางบรรยากาศสุดพิเศษ กับแฟนมีตติ้งครั้งแรกของเธอในประเทศไทยที่จะเติมเต็มทุกความคิดถึงใน 2025 PARK BO YOUNG FANMEETING TOUR – written BY. in BANGKOK เปิดจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการ ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2025 ตั้งแต่เวลา 11:00 น. เป็นต้นไป ทางเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ และทางเว็บไซต์ allticket บัตรนั่งราคา 6,500 / 5,500 / 4,500 / 3,500 / 2,500 บาท พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ซื้อบัตร

เตรียมกรี๊ด พัค โบยอง แฟนมีตติ้งครั้งแรกในประเทศไทย จองบัตรพร้อมกัน 25 พ.ค.นี้
เตรียมกรี๊ด พัค โบยอง แฟนมีตติ้งครั้งแรกในประเทศไทย จองบัตรพร้อมกัน 25 พ.ค.นี้

มาสเตอร์การ์ดเผยรายงาน กรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองนักท่องเที่ยวเสี่ยงถูกโกง

มาสเตอร์การ์ดเผยรายงาน กรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองนักท่องเที่ยวเสี่ยงถูกโกง

21 พ.ค. 2568 15:41 น.

มาสเตอร์การ์ดเผยรายงาน กรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองนักท่องเที่ยวเสี่ยงถูกโกง

รายงานฉบับใหม่ของสถาบันเศรษฐศาสตร์มาสเตอร์การ์ด (Mastercard Economics Institute) ระบุว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวเสี่ยงต่อการถูกฉ้อโกงสูง ทำให้นักท่องเที่ยวที่วางแผนจะเดินทางไปเที่ยวกรุงเทพฯ และจุดหมายปลายทางยอดนิยมอื่นๆ ของไทย ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

รายงานฉบับใหม่ของสถาบันเศรษฐศาสตร์มาสเตอร์การ์ด (Mastercard Economics Institute) ระบุว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวเสี่ยงต่อการถูกฉ้อโกงสูง ทำให้นักท่องเที่ยวที่วางแผนจะเดินทางไปเที่ยวกรุงเทพฯ และจุดหมายปลายทางยอดนิยมอื่นๆ ของไทย ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

รายงานดังกล่าวซึ่ง เว็บไซต์ CNBC เป็นผู้รายงาน เน้นย้ำว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่เสี่ยงต่อการฉ้อโกงมากที่สุด โดยพบการฉ้อโกงเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไฮซีซัน

ตามการศึกษาวิจัย พบว่าการฉ้อโกงในบริษัททัวร์และการจองทัวร์สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมอื่นๆ มากกว่า 4 เท่า แนวโน้มนี้ยิ่งเลวร้ายลงเนื่องจากอัตราการฉ้อโกงที่รายงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 18 เปอร์เซ็นต์ในจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงฤดูร้อน และเพิ่มขึ้นถึง 28 เปอร์เซ็นต์ ที่จุดหมายปลายทางในช่วงฤดูหนาว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ รายงานระบุว่าบริการแท็กซี่และรถเช่าเป็นพื้นที่หลักที่นักท่องเที่ยวเผชิญการฉ้อโกงมากที่สุด
ปัญหาเกี่ยวกับแท็กซี่และรถเช่าเป็นสาเหตุของคดีฉ้อโกงถึง 48 เปอร์เซ็นต์ รายงานระบุว่า “เมื่อชำระเงินแล้ว รายการทัวร์อาจไม่เกิดขึ้นจริงหรืออาจแตกต่างไปจากที่โฆษณาอย่างสิ้นเชิง” โดยเน้นถึงวิธีดำเนินการทั่วไป

แม้ว่าความเสี่ยงในการถูกหลอกลวงจะแตกต่างกันไปมากในแต่ละเมือง แต่กรุงเทพฯ กลับอยู่ในกลุ่มที่ไม่พึงปรารถนา

นายเดวิด แมนน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของสถาบันเศรษฐศาสตร์มาสเตอร์การ์ด อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับความแตกต่างทางภูมิศาสตร์เหล่านี้ว่า “ในบางจุดหมายปลายทาง คุณอาจพบว่าการฉ้อโกงส่วนใหญ่มาจากภาคการท่องเที่ยวและบริษัททัวร์ ในขณะที่ในเมืองอื่นๆ การฉ้อโกงอาจเกิดขึ้นในธุรกิจอื่นๆ เช่น บริการด้านอาหาร ตัวอย่างที่ชัดเจนคือลอสแองเจลิส ซึ่งเราพบว่าธุรกิจอาหารเป็นแหล่งที่มาของการฉ้อโกงประเภทต่างๆ มากที่สุด”

รายงานระบุโดยเฉพาะว่าภูเก็ตและเมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี พบกิจกรรมฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับการจองโรงแรมมากกว่า

ข้อมูลของมาสเตอร์การ์ด ระบุว่านักเดินทางมีอัตราการฉ้อโกงต่ำที่สุดในเมืองซานฟรานซิสโก ดับลิน โซล บูดาเปสต์ และเอดินบะระ ในทางกลับกัน เมืองที่นักเดินทางรายงานว่ามีอัตราการฉ้อโกงสูง ได้แก่ เมืองแคนคูน ฮานอย ธากา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพฯ

ลักษณะของการฉ้อโกงยังแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับแท็กซี่และรถเช่าคิดเป็นเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ของคดีฉ้อโกงที่รายงานในฮ่องกงและบาร์เซโลนา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นเป็น 66 เปอร์เซ็นต์ในจาการ์ตา และเพิ่มขึ้นถึง 48 เปอร์เซ็นต์ในกรุงเทพฯ ซึ่งเน้นย้ำถึงความท้าทายเฉพาะที่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองหลวงของไทยต้องเผชิญ.

ที่มา The Straits Times CNBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

WHO ประกาศแผนรับมือโรคระบาด ป้องกันวิกฤตซ้ำรอยโควิด-19

WHO ประกาศแผนรับมือโรคระบาด ป้องกันวิกฤตซ้ำรอยโควิด-19

21 พ.ค. 2568 15:34 น.

WHO ประกาศแผนรับมือโรคระบาด ป้องกันวิกฤตซ้ำรอยโควิด-19

องค์การอนามัยโลก WHO ประกาศรับรองข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อป้องกันและรับมือโรคระบาด ประสานความร่วมมือทั่วโลกเพื่อป้องกันวิกฤตแบบโควิด-19 ไม่ให้เกิดซ้ำอีก ทั้งการขาดแคลนวัคซีน หน้ากากอนามัย เครื่องตรวจเชื้อ และเครื่องช่วยหายใจ ไม่ให้ประเทศร่ำรวยกักตุนไว้ใช้

วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่องค์การอนามัยโลก ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีมติเอกฉันทน์ ประกาศรับรองข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อป้องกันและรับมือโรคระบาด อย่างเป็นทางการ โดยจะเตรียมยกระดับการประสานความร่วมมือทั่วโลกเพื่อป้องกันวิกฤตแบบโควิด-19 ไม่ให้เกิดซ้ำอีก

ดร.ทีโดรส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ข้อตกลงฉบับนี้เป็นผลลัพธ์ของการเจรจาตลอด 3 ปี นับตั้งแต่โลกเผชิญโควิด-19 ซึ่งเผยให้เห็นช่องโหว่ใหญ่ของระบบสาธารณสุขระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ที่ขาดแคลนวัคซีน เครื่องตรวจเชื้อ และเครื่องช่วยหายใจ เนื่องจากถูกประเทศร่ำรวยกักตุนไว้ใช้ภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของ WHO ได้ถอนตัวออกจากการเจรจาในช่วงท้าย หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นผู้นำประเทศ และประกาศถอนตัวจาก WHO อย่างเป็นทางการ โดยจะมีผลในเดือนมกราคมปีหน้า

โดยนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีสาธารณสุขของสหรัฐฯ แสดงจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงนี้ว่าสหรัฐฯ จะร่วมมือกับประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกันเท่านั้น เพื่อยกระดับระบบสาธารณสุขโลกในแนวทางของตนเอง พร้อมเชิญชวนรัฐมนตรีสาธารณสุขจากประเทศอื่นๆ ให้เข้าร่วมด้วย.

ช่างซ่อมบำรุงเรือนจำ เผยถูกบังคับให้ช่วย 10 นักโทษแหกคุกนิวออร์ลีนส์

ช่างซ่อมบำรุงเรือนจำ เผยถูกบังคับให้ช่วย 10 นักโทษแหกคุกนิวออร์ลีนส์

21 พ.ค. 2568 14:28 น.

ช่างซ่อมบำรุงเรือนจำ เผยถูกบังคับให้ช่วย 10 นักโทษแหกคุกนิวออร์ลีนส์

ตำรวจได้จับกุมช่างซ่อมบำรุงที่ต้องสงสัยว่าให้การช่วยเหลือผู้ต้องขัง 10 คน เพื่อแหกคุกในเมืองนิวออร์ลีนส์ของสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเขียนข้อความเยาะเย้ยเจ้าหน้าที่

ตำรวจได้จับกุมช่างซ่อมบำรุงที่ต้องสงสัยว่าให้การช่วยเหลือผู้ต้องขัง 10 คน เพื่อแหกคุกในเมืองนิวออร์ลีนส์ของสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเขียนข้อความเยาะเย้ยเจ้าหน้าที่ อัยการสูงสุดของรัฐหลุยเซียนาเปิดเผยว่า ตำรวจได้จับกุมช่างซ่อมบำรุงที่ต้องสงสัยว่าช่วยเหลือผู้ต้องขัง 10 คน แหกคุกในเมืองนิวออร์ลีนส์ของสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวซึ่งระบุชื่อว่า สเตอร์ลิง วิลเลียมส์ วัย 33 ปี ถูกจับกุมเมื่อคืนวันจันทร์ (19 พ.ค.) ตามเอกสารของศาล นายวิลเลียมส์ถูกกล่าวหาว่าปิดน้ำในห้องขังที่ใช้หลบหนี ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดึงชักโครกออกจากผนัง เขาบอกว่าผู้ต้องขังคนหนึ่งขู่ว่าจะทำร้ายเขาด้วย “มีดทำมือ” หากเขาไม่ช่วย 

จนถึงขณะนี้ ตำรวจรัฐหลุยเซียนาเปิดเผยว่า สามารถตามจับกุมผู้ต้องขัง 5 คนได้แล้ว ก่อนหน้านี้ ตำรวจกล่าวว่าผู้ต้องขังหลายคนถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมและความผิดร้ายแรงอื่นๆ

ลิซ เมอร์ริลล์ อัยการสูงสุดของรัฐหลุยเซียนากล่าวในแถลงการณ์ว่า นายวิลเลียมส์ “ยอมรับกับเจ้าหน้าที่ว่าผู้ต้องขังคนหนึ่งแนะนำให้เขาปิดน้ำในห้องขังที่ผู้ต้องขังหลบหนีออกมา” “แทนที่จะรายงานเรื่องนี้ นายวิลเลียมส์กลับปิดน้ำตามคำสั่ง เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถหลบหนีได้สำเร็จ”

เขากล่าวว่าเขาถูกบังคับให้ช่วยผู้ต้องขังหลบหนี โดยบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า นายแอนทวน แมสซีย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องขังทั้ง 6 คนที่ยังคงหลบหนีอยู่ “ขู่ว่าจะทำร้ายเขาหากเขาไม่ปิดน้ำ” นายวิลเลียมส์เผชิญข้อกล่าวหา 10 กระทง ในข้อหาหลักที่เรียกว่าหลบหนีโดยไม่ได้เจตนา และอีกข้อหาหนึ่งคือประพฤติมิชอบในหน้าที่การงาน

เมอร์ริลล์กล่าวว่าการสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป และเจ้าหน้าที่จะ “เปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมดในที่สุด และใครก็ตามที่ช่วยเหลือและสนับสนุนจะถูกดำเนินคดีในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต”

เจ้าหน้าที่กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ผู้ต้องขังได้ดึงประตูบานเลื่อนออกจากห้องขังจนหลุดจากรางในเช้าตรู่ของวันศุกร์ (16 พ.ค.) ต่อมาพวกเขาได้ดึงโถส้วมออกจากผนังและทุบแท่งโลหะรอบๆ รูที่ใช้สำหรับสอดท่อน้ำ โดยกลุ่มนักโทษหลบหนีโดยปีนลงมาจากผนังและวิ่งข้ามทางหลวง

สำนักงานนายอำเภอได้เผยแพร่ภาพข้อความที่ดูเหมือนว่านักโทษจะทิ้งไว้ว่า “To [sic] Easy LoL” (ง่ายมาก ฮ่าๆๆ) พร้อมลูกศรชี้ไปที่รูบนผนังและรูปหน้ายิ้มที่แลบลิ้นออกมา มีข้อความอีกข้อความหนึ่งซึ่งเปื้อนบางส่วน ที่ดูเหมือนจะบอกให้เจ้าหน้าที่ตามจับกุมนักโทษให้ได้

เรือนจำดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้ใจกลางเมืองนิวออร์ลีนส์ ห่างจากย่านเฟรนช์ควอเตอร์อันโด่งดังประมาณ 3 กม.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ทรัมป์ออกนโยบาย จำกัดการเข้าถึงวัคซีนโควิดในกลุ่มคนแข็งแรง

ทรัมป์ออกนโยบาย จำกัดการเข้าถึงวัคซีนโควิดในกลุ่มคนแข็งแรง

21 พ.ค. 2568 13:37 น.

ทรัมป์ออกนโยบาย จำกัดการเข้าถึงวัคซีนโควิดในกลุ่มคนแข็งแรง

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแนวทางใหม่ในการอนุมัติวัคซีนโควิด-19 สำหรับฤดูกาลนี้ โดยจะจำกัดการให้วัคซีนเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น ขณะที่ประชาชนกลุ่มทั่วไปจะต้องรอพิจารณาเพิ่มเติมก่อนจะได้รับวัคซีน

สำนักงานอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FDA เปิดเผยผ่านวารสาร New England Journal of Medicine ว่าจะเดินหน้าฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป และกลุ่มเด็กหรือผู้ใหญ่อายุน้อยที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น โรคประจำตัวเรื้อรัง แต่สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีทั่วไป จะต้องรอพิจารณาขออนุมัติใช้วัคซีนเวอร์ชันอัปเดตได้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากแนวทางเดิมที่แนะนำให้คนอเมริกันทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ฉีดวัคซีนโควิดทุกปี

ดร. วินัย ปราสาท เจ้าหน้าที่วัคซีนคนใหม่ของ FDA กล่าวว่า การปรับแนวทางนี้เป็น “ทางสายกลางที่เหมาะสม” เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงยังสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้มีการศึกษาว่า กลุ่มคนทั่วไปยังจำเป็นต้องฉีดวัคซีนรอบที่ 7, 8, 9 หรือ 10 หรือไม่ โดยเขากล่าวว่าระบบฉีดวัคซีนแบบเดียวกันกับทุกคน ไม่สอดคล้องกับข้อมูลใหม่

อย่างไรก็ตาม แนวทางใหม่นี้สร้างความกังวลว่าจะทำให้ประชาชนกลุ่มอื่นไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนได้ในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ โดยเฉพาะหากไม่มีข้อกำหนดชัดเจนว่ากลุ่มใดเข้าข่ายเสี่ยงสูง

ด้านสมาคมกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐฯ (American Academy of Pediatrics) ออกมาเตือนว่า แนวทางใหม่นี้ อาจลดทางเลือกสำหรับครอบครัวที่ต้องการปกป้องลูกจากโควิด-19 โดยเฉพาะครอบครัวที่เผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพอยู่แล้ว

ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค  หรือ CDC ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับโควิดมากกว่า 47,000 ราย โดย 2 ใน 3 เสียชีวิตจากไวรัสโดยตรง ที่เหลือเป็นปัจจัยร่วม ในจำนวนนี้รวมถึงเด็ก 231 คน ที่เสียชีวิตจากโควิด โดย 134 คน เสียชีวิตจากไวรัสเป็นสาเหตุหลัก ซึ่งตัวเลขใกล้เคียงกับจำนวนผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ในเด็กประจำปี

ก่อนหน้านี้ หน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ เคยแนะนำให้ประชาชนฉีดวัคซีนโควิดเป็นประจำทุกปี เช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ โดย FDA เคยอนุมัติวัคซีนโควิดเวอร์ชันใหม่ทุกปี หากสามารถแสดงผลภูมิคุ้มกันใกล้เคียงเวอร์ชันเดิมได้ แต่แนวทางใหม่นี้ทำให้นโยบายวัคซีนโควิดของสหรัฐฯ กำลังถูกทบทวนใหม่ทั้งหมด โดยมุ่งเน้นการป้องกันกลุ่มเสี่ยง และ ลดการใช้วัคซีนในวงกว้างโดยไม่มีข้อมูลรองรับ ซึ่งแม้ประชาชนบางกลุ่มอาจเห็นว่านี่คือความยืดหยุ่นเชิงนโยบาย แต่สำหรับนักวิชาการด้านสาธารณสุขหลายคน การลดการเข้าถึงวัคซีนอาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในการป้องกันโรคได้เช่นกัน.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โควิด

โตเกียวเตรียมพร้อม จ่อยกเว้นค่าธรรมเนียมใช้น้ำประปาช่วงฤดูร้อน รับมืออากาศร้อนจัด

โตเกียวเตรียมพร้อม จ่อยกเว้นค่าธรรมเนียมใช้น้ำประปาช่วงฤดูร้อน รับมืออากาศร้อนจัด

21 พ.ค. 2568 13:09 น.

โตเกียวเตรียมพร้อม จ่อยกเว้นค่าธรรมเนียมใช้น้ำประปาช่วงฤดูร้อน รับมืออากาศร้อนจัด

ทางการกรุงโตเกียวประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้น้ำประปาขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงโตเกียวในช่วงฤดูร้อนนี้ เพื่อจำกัดผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัด

ทางการกรุงโตเกียวประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้น้ำประปาขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงโตเกียวในช่วงฤดูร้อนนี้ เพื่อจำกัดผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัด โดยได้จัดสรรเงินอุดหนุนกว่า 36,800 ล้านเยน หรือราว 8,380 ล้านบาท เป็นเวลา 4 เดือน

ยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าการกรุงโตเกียว กล่าวว่า “เราต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่ชาวโตเกียวทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้ แม้จะต้องเผชิญกับอากาศร้อนจัดที่คาดว่าจะต้องเผชิญในช่วงฤดูร้อนนี้ก็ตาม” เธอยังชี้แจงด้วยว่านี่เป็น “มาตรการพิเศษและชั่วคราว” สำหรับฤดูร้อนนี้เท่านั้น

สำนักงานสาธารณสุขโตเกียวรายงานว่า โรคลมแดดคร่าชีวิตผู้คนไป 263 ราย เมื่อฤดูร้อนที่แล้ว โดยเหยื่อจำนวนมากไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือเลือกที่จะไม่ใช้เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง นางโคอิเกะกล่าวเสริมว่า “เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพ อาจมีบางกรณีที่ประชาชนไม่ใช้เครื่องปรับอากาศในช่วงที่มีคลื่นความร้อน แม้ว่าจะมีเครื่องปรับอากาศก็ตาม” 

สำนักงานการเงินของรัฐบาลกรุงโตเกียวแจ้งว่า การยกเว้นดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับกับครัวเรือนทั่วไปและร้านค้า ประมาณ 8.2 ล้านแห่งในโตเกียว โดยจะไม่มีการยกเว้นค่าบริการมิเตอร์ตามการใช้งาน โดยขึ้นอยู่กับตารางการอ่านมิเตอร์ทุกๆ 2 เดือน การยกเว้นจะเริ่มในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม สำหรับสัญญาแบบมาตรฐาน คาดว่าค่าใช้จ่ายในครัวเรือนจะลดลงประมาณ 5,000 เยน (ราว 1,140 บาท) เป็นเวลา 4 เดือน

สำหรับเมือง 3 แห่ง และหมู่บ้าน 1 แห่ง ในพื้นที่ทามะและภูมิภาคเกาะที่ไม่ได้อยู่ภายใต้เขตอำนาจของสำนักงานประปาโตเกียว รัฐบาลเขตมหานครจะให้เงินช่วยเหลือแก่เทศบาลที่เกี่ยวข้องเพื่อยกเว้นค่าธรรมเนียมพื้นฐาน เงินทุนจะมาจากบัญชีทั่วไป โดยใช้เงินอุดหนุนและกองทุนอื่นๆ ที่คาดว่าจะไม่นำมาใช้แล้ว

ทางการมุ่งหวังที่จะสนับสนุนให้ประชาชนในโตเกียวใช้วิธีทำความเย็นแบบอื่น เช่น เครื่องปรับอากาศ เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายด้านน้ำ

สำนักงานดับเพลิงโตเกียวรายงานว่า ผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดดเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วมากกว่า 60% เสียชีวิตจากโรคนี้ในพื้นที่ในร่ม โดยผู้เสียชีวิตไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ

ค่าธรรมเนียมการใช้น้ำประปาในโตเกียวโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 860 เยน (ราว 195 บาท) ถึง 1,460 เยน (ราว 332 บาท) ต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความกว้างของท่อน้ำประปาของครัวเรือน ส่วนค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมซึ่งคิดตามปริมาณการใช้น้ำและจ่ายเพิ่มจากค่าธรรมเนียมพื้นฐาน จะถูกเรียกเก็บในอัตราปกติ

ตามสถิติของรัฐบาล กรุงโตเกียวมีครัวเรือนมากกว่า 7 ล้านครัวเรือน และมีประชากรมากกว่า 14 ล้านคน โดยเมื่อปีที่แล้ว ญี่ปุ่นมีสถิติฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา ขณะที่อุณหภูมิในเดือนมิถุนายน กรกฎาคม และสิงหาคม สูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 1991 ถึง 2020 ถึง 1.76 องศาเซลเซียส ตามข้อมูลของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น

ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ประชาชนในกรุงโตเกียวเกือบ 8,000 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการโรคลมแดด ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุด โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ.

ที่มา MAINICHI  BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

มาแล้ว วัคซีนป้องกันหนองในครั้งแรกของโลก หลังยอดติดเชื้อในอังกฤษพุ่งสูงสุดในรอบศตวรรษ

มาแล้ว วัคซีนป้องกันหนองในครั้งแรกของโลก หลังยอดติดเชื้อในอังกฤษพุ่งสูงสุดในรอบศตวรรษ

21 พ.ค. 2568 12:34 น.

มาแล้ว วัคซีนป้องกันหนองในครั้งแรกของโลก หลังยอดติดเชื้อในอังกฤษพุ่งสูงสุดในรอบศตวรรษ

อังกฤษเปิดตัว “วัคซีนป้องกันหนองใน” ครั้งแรกของโลก หลังยอดติดเชื้อพุ่งสูงสุดในรอบศตวรรษ เบื้องต้นให้บริการเฉพาะกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะ ชายรักชาย ที่มีประวัติคู่นอนหลายคนหรือเคยติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน

อังกฤษกลายเป็นประเทศแรกของโลกที่เริ่มให้บริการ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหนองใน (Gonorrhoea) ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่กำลังระบาดอย่างรวดเร็ว โดยระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ (NHS England) หวังว่าวัคซีนนี้จะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งทะยานแตะระดับ กว่า 85,000 รายในปี 2023 ซึ่งเป็นตัวเลขสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 1918 ซึ่งแม้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนจะอยู่ที่ ประมาณ 30-40% เท่านั้น แต่นักวิจัยเชื่อว่ายังสามารถช่วยลดภาระในระบบสาธารณสุขได้ในระยะยาว

สำหรับที่มาที่ไปของวัคซีนตัวนี้ ไม่ได้เป็นวัคซีนที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยตรงเพื่อป้องกันหนองใน แต่เป็นวัคซีน MenB สำหรับป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งใช้กับเด็กทารกอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของหนองในและเยื่อหุ้มสมองอักเสบมีความใกล้เคียงกันอย่างมาก จึงพบว่าวัคซีนสามารถลดโอกาสติดเชื้อหนองในได้ประมาณ 1 ใน 3

ศ.แอนดรูว์ พอลลาร์ดประธานคณะกรรมการวัคซีนแห่งสหราชอาณาจักร (JCVI) กล่าวว่า แม้จะยังไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่วัคซีนนี้คุ้มค่า และจะมีประโยชน์ในวงกว้างอย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่เข้าเกณฑ์กลุ่มเสี่ยงคือกลุ่มชายรักชาย ที่มีประวัติคู่นอนหลายคนหรือเคยติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน จะสามารถเข้ารับวัคซีนได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้ โดยรับบริการผ่านคลินิกสุขภาพทางเพศ

ซึ่งนอกจากวัคซีนหนองในแล้ว คนที่มารับบริการจะได้รับการเสนอฉีดวัคซีน mpox หรือฝีดาษลิง HPV และไวรัสตับอักเสบ ไปพร้อมกันด้วย

ขณะที่ทาง Public Health Scotland ก็เตรียมแผนจะเปิดโครงการลักษณะเดียวกัน ขณะที่ในเวลส์และไอร์แลนด์เหนือยังไม่มีประกาศชัดเจน

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่อังกฤษเร่งเปิดตัววัคซีนนี้ คือ เชื้อหนองในกำลังกลายเป็นโรคดื้อยารุนแรง
แม้ปัจจุบันยังสามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะโดสเดียวได้ แต่ในช่วง 80 ปีที่ผ่านมา เชื้อหนองในแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพัฒนาภูมิต้านทานต่อยารักษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายรายเตือนว่าวันหนึ่งมันอาจกลายเป็นโรคที่รักษาไม่ได้เลย

ด้านนักวิจัยจาก Imperial College London ประเมินว่า หากประชาชนตอบรับวัคซีนในวงกว้าง อาจ ป้องกันการติดเชื้อได้ถึง 100,000 รายใน 10 ปี และ ช่วย NHS ประหยัดงบได้เกือบ 8 ล้านปอนด์ โดยราคาวัคซีนอยู่ที่ประมาณ 8 ปอนด์ต่อโดส หรือ ราว 360 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่าหากเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

นับเป็นก้าวสำคัญของวงการสาธารณสุขทางเพศ เพราะวัคซีนนี้จะช่วยป้องกันการติดเชื้อ ลดการแพร่กระจาย และช่วยชะลอปัญหาเชื้อดื้อยาซึ่งกำลังน่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หนองใน

ข่าวกรองสหรัฐฯ ชี้ อิสราเอลเตรียมโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน

ข่าวกรองสหรัฐฯ ชี้ อิสราเอลเตรียมโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน

21 พ.ค. 2568 12:23 น.

ข่าวกรองสหรัฐฯ ชี้ อิสราเอลเตรียมโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่าสหรัฐฯ ได้รับข่าวกรองใหม่ซึ่งบ่งชี้ว่าอิสราเอลกำลังเตรียมการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ขณะที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังดำเนินการตามข้อตกลงทางการทูตกับอิหร่าน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่าสหรัฐฯ ได้รับข่าวกรองใหม่ซึ่งบ่งชี้ว่าอิสราเอลกำลังเตรียมการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ขณะที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังดำเนินการตามข้อตกลงทางการทูตกับอิหร่าน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่าการโจมตีดังกล่าวอาจถือเป็นการแตกหักกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นอกจากนี้ยังอาจเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยงมาตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาที่เริ่มขึ้นในปี 2023

เจ้าหน้าที่เตือนว่า ยังไม่ชัดเจนว่าผู้นำอิสราเอลได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายหรือไม่ และในความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ มีความเห็นไม่ลงรอยกันอย่างมากเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่อิสราเอลจะดำเนินการในท้ายที่สุด การโจมตีของอิสราเอลและการโจมตีอย่างไรนั้น น่าจะขึ้นอยู่กับว่าสหรัฐฯ คิดอย่างไรกับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์

บุคคลอีกคนที่ทราบข่าวกรองของสหรัฐฯ ในประเด็นนี้กล่าวว่า “โอกาสที่อิสราเอลจะโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และโอกาสที่ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทรัมป์เจรจา จะไม่กำจัดยูเรเนียมของอิหร่านทั้งหมด ทำให้โอกาสที่อิหร่านจะโจมตีมีมากขึ้น”

แหล่งข่าวหลายแหล่งที่ทราบข่าวกรองกล่าวว่า จุดที่สร้างความกังวลไม่ได้มาจากข้อความสาธารณะและส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอล ที่ระบุว่าอิสราเอลกำลังพิจารณาดำเนินการดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังมาจากการสื่อสารของอิสราเอลที่ถูกดักฟังและการสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวของกองทัพอิสราเอล ที่อาจบ่งชี้ถึงการโจมตีในเร็วๆ นี้ 

แหล่งข่าวสองแหล่งกล่าวว่า การเตรียมการทางทหารที่สหรัฐฯ สังเกตพบ ได้แก่ การเคลื่อนย้ายอาวุธทางอากาศและการเสร็จสิ้นการซ้อมรบทางอากาศ

ทรัมป์เคยขู่ว่าจะใช้กำลังทหารกับอิหร่าน หากความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่เพื่อจำกัดหรือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านล้มเหลว แต่ทรัมป์ยังกำหนดระยะเวลาที่สหรัฐฯ จะใช้ความพยายามทางการทูตด้วย

ในจดหมายถึงอยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เมื่อกลางเดือนมีนาคม ทรัมป์กำหนดเส้นตาย 60 วัน เพื่อให้ความพยายามเหล่านั้นประสบความสำเร็จ ปัจจุบันผ่านมาแล้วกว่า 60 วันนับตั้งแต่ส่งจดหมายฉบับนั้น และ 38 วันนับตั้งแต่การเจรจารอบแรกเริ่มขึ้น

นักการทูตระดับสูงของชาติตะวันตกที่พบกับทรัมป์เมื่อต้นเดือนนี้ กล่าวว่าทรัมป์แจ้งว่าสหรัฐฯ จะให้เวลาการเจรจาเหล่านั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะใช้การโจมตีทางทหาร แต่สำหรับตอนนี้ นโยบายของทำเนียบขาวคือการใช้การทูต

โจนาธาน ปานิคอฟ อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับสูงที่เชี่ยวชาญด้านภูมิภาคกล่าวว่า นั่นจะทำให้อิสราเอล “อยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก” ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน ทั้งในการหลีกเลี่ยงข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอิสราเอลมองว่าไม่น่าพอใจ ขณะเดียวกันก็จะไม่ทำให้ทรัมป์ไม่พอใจ ซึ่งได้แตกหักกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอลไปแล้วในประเด็นความมั่นคงสำคัญในภูมิภาค

ปานิคอฟกล่าวว่า “ในท้ายที่สุด การตัดสินใจของอิสราเอลจะขึ้นอยู่กับการกำหนดนโยบายและการดำเนินการของสหรัฐฯ และข้อตกลงที่ประธานาธิบดีทรัมป์ทำหรือไม่ทำกับอิหร่าน” และยังเสริมว่าเขาไม่เชื่อว่าเนทันยาฮูจะเต็มใจเสี่ยงที่จะทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจนหมดสิ้นด้วยการโจมตีโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสหรัฐฯ แม้แต่น้อย.

ที่มา CNN

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

UN เผยความช่วยเหลือกาซายังไม่ถึงพลเรือน อิสราเอลเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

UN เผยความช่วยเหลือกาซายังไม่ถึงพลเรือน อิสราเอลเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

21 พ.ค. 2568 11:43 น.

UN เผยความช่วยเหลือกาซายังไม่ถึงพลเรือน อิสราเอลเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

สหประชาชาติระบุว่ายังไม่มีการแจกจ่ายความช่วยเหลือในฉนวนกาซา แม้ว่ารถบรรทุกความช่วยเหลือจะเริ่มข้ามพรมแดนหลังจากถูกอิสราเอลปิดล้อมนาน 11 สัปดาห์

สหประชาชาติระบุว่ายังไม่มีการแจกจ่ายความช่วยเหลือในฉนวนกาซา แม้ว่ารถบรรทุกความช่วยเหลือจะเริ่มข้ามพรมแดนหลังจากถูกอิสราเอลปิดล้อมนาน 11 สัปดาห์

เจ้าหน้าที่อิสราเอลกล่าวว่ารถบรรทุก 93 คันเข้าสู่ฉนวนกาซาเมื่อวันอังคาร (20 พ.ค.) โดยบรรทุกความช่วยเหลือต่างๆ รวมถึงแป้ง อาหารเด็ก อุปกรณ์ทางการแพทย์ และยารักษาโรค อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติระบุว่าแม้ว่ารถบรรทุกจะมาถึงฝั่งปาเลสไตน์ ที่ด่านเคเรม ชาลอมแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการแจกจ่ายความช่วยเหลือใดๆ

สเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกของสหประชาชาติกล่าวว่าทีมงาน “รอหลายชั่วโมง” กว่าอิสราเอลจะอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ แต่ “โชคไม่ดีที่พวกเขาไม่สามารถนำสิ่งของเหล่านั้นเข้าไปในคลังสินค้าของเราได้”

เมื่อวันอาทิตย์ อิสราเอลตกลงที่จะอนุญาตให้ “อาหารจำนวนหนึ่ง” เข้าไปในฉนวนกาซา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเตือนว่าอาจเกิดภาวะอดอยากได้ แต่แรงกดดันจากนานาชาติที่มีต่ออิสราเอลยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สหราชอาณาจักรกล่าวว่าจะระงับการเจรจาการค้าเนื่องจากอิสราเอลใช้กำลังทหารในฉนวนกาซา “อย่างไม่มีเหตุผล” โดยนายกรัฐมนตรี คีร์ สตาร์เมอร์ กล่าวถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า “ไม่อาจยอมรับได้” ขณะเดียวกัน คาจา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปกล่าวว่าสหภาพยุโรปจะทบทวนข้อตกลงการค้ากับอิสราเอลโดยคำนึงถึงการกระทำในฉนวนกาซา

ดูจาร์ริกกล่าวว่าปฏิบัติการช่วยเหลือมีความ “ซับซ้อน” เนื่องจากอิสราเอลเรียกร้องให้สหประชาชาติ “ขนถ่ายเสบียงที่ฝั่งปาเลสไตน์ของด่านเคเรม ชาลอม และขนถ่ายเสบียงแยกกันเมื่อสามารถให้ทีมของเราเข้าถึงได้จากภายในฉนวนกาซา” เขาเสริมว่าการมาถึงของเสบียงเป็นความคืบหน้าในเชิงบวก แต่อธิบายว่าเป็นเพียง “หยดน้ำในมหาสมุทร” เมื่อเทียบกับความจำเป็นของชาวปาเลสไตน์

หน่วยงานของสหประชาชาติประเมินว่าต้องใช้รถบรรทุก 600 คันต่อวัน เพื่อเริ่มจัดการกับวิกฤตด้านมนุษยธรรมเรื้อรังของฉนวนกาซา

ก่อนหน้านี้ ทอม เฟล็ตเชอร์ หัวหน้าฝ่ายมนุษยธรรมของสหประชาชาติ กล่าวว่าทารกหลายพันคนอาจเสียชีวิตในฉนวนกาซา หากอิสราเอลไม่ให้ความช่วยเหลือทันที นายเฟล็ตเชอร์ให้สัมภาษณ์กับรายการ Today ของบีบีซีว่า “ทารก 14,000 คนจะเสียชีวิตในอีก 48 ชั่วโมงข้างหน้า หากเราไม่สามารถเข้าถึงพวกเขาได้”

เมื่อถูกถามว่าเขาได้ตัวเลขดังกล่าวมาอย่างไร เขาตอบว่ามี “ทีมงานภาคสนามที่แข็งแกร่ง” ปฏิบัติการอยู่ในศูนย์การแพทย์และโรงเรียน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ต่อมาบีบีซีขอให้สำนักงานประสานงานกิจการมนุษยธรรมของสหประชาชาติ (UNOCHA) ชี้แจงตัวเลขดังกล่าว ซึ่งระบุว่า “เรากำลังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการจัดหาสิ่งของช่วยเหลือเพื่อช่วยชีวิตทารกประมาณ 14,000 คน ที่ประสบปัญหาทุพโภชนาการรุนแรงในฉนวนกาซา ตามที่หุ้นส่วน IPC ได้เตือนไว้ เราจำเป็นต้องจัดหาสิ่งของช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด โดยในอุดมคติคือภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า”

รายงานดังกล่าวเน้นย้ำถึงรายงานจาก Integrated Food Security Phase Classification (IPC) ซึ่งระบุว่า คาดว่าเด็กอายุระหว่าง 6 ถึง 59 เดือน จะมีภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลันรุนแรง 14,100 ราย ระหว่างเดือนเมษายน 2025 ถึงเดือนมีนาคม 2026 รายงานของ IPC ระบุว่าภาวะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี ไม่ใช่ 48 ชั่วโมง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขที่ดำเนินการโดยกลุ่มฮามาสรายงานว่ามีเด็ก 57 ราย เสียชีวิตจากผลกระทบของภาวะทุพโภชนาการในช่วง 11 สัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันจันทร์ ผู้นำของสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และแคนาดา ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอล “หยุดปฏิบัติการทางทหาร” และ “อนุญาตให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในฉนวนกาซาทันที” สหราชอาณาจักรยังได้ออกมาตรการคว่ำบาตรผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่มีชื่อเสียงหลายรายและกลุ่มผู้เชื่อมโยงกับผู้ตั้งถิ่นฐาน

อิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาเพื่อตอบโต้การโจมตีข้ามพรมแดนของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 รายและอีก 251 รายถูกจับเป็นตัวประกัน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาอย่างน้อย 53,475 ราย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดย 3,340 ราย นับตั้งแต่ที่อิสราเอลกลับมาโจมตีอีกครั้ง ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขกาซา.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign