รมว.เกษตรญี่ปุ่น ลาออกเซ่นดราม่า “ไม่เคยซื้อข้าวเอง”

รมว.เกษตรญี่ปุ่น ลาออกเซ่นดราม่า "ไม่เคยซื้อข้าวเอง"

21 พ.ค. 2568 11:05 น.

รมว.เกษตรญี่ปุ่น ลาออกเซ่นดราม่า “ไม่เคยซื้อข้าวเอง”

รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรของญี่ปุ่นยื่นใบลาออก หลังจากเกิดความไม่พอใจของประชาชนจากคำกล่าวที่ว่าเขา “ไม่เคยต้องซื้อข้าว” เพราะได้รับข้าวเป็นของขวัญจากผู้สนับสนุน การลาออกครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประชาชนกำลังเผชิญปัญหาราคาข้าวที่สูงเป็นประวัติการณ์

รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรของญี่ปุ่นยื่นใบลาออก หลังจากเกิดความไม่พอใจของประชาชนจากคำกล่าวที่ว่าเขา “ไม่เคยต้องซื้อข้าว” เพราะได้รับข้าวเป็นของขวัญจากผู้สนับสนุน การลาออกครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประชาชนกำลังเผชิญปัญหาราคาข้าวที่สูงเป็นประวัติการณ์

ความคิดเห็นของนายทาคุ เอโตะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ซึ่งชาวญี่ปุ่นหลายคนมองว่าเป็นการไม่ตระหนักถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ยากลำบากที่พวกเขาเผชิญอยู่ เกิดขึ้นที่งานสัมมนาเมื่อวันอาทิตย์ (18 พ.ค.) ที่จังหวัดซากะ โดยเขากล่าวตอนหนึ่งว่า “ผมเองไม่เคยซื้อข้าวสาร พูดตามตรงคือ มีผู้สนับสนุนผม หลายคนส่งข้าวสารมาให้เยอะมาก จนเรียกได้ว่ามีล้นเหลือจนแทบจะเอาไปขายได้ ในตู้เก็บอาหารที่บ้าน”

ทั้งนี้ ในทางการเมือง ความผิดพลาดดังกล่าวอาจสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้กับรัฐบาลเสียงข้างน้อยของนายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาอยู่แล้ว และจะเผชิญกับการเลือกตั้งทั่วไปที่สำคัญในเดือนกรกฎาคม การพ่ายแพ้อาจหมายถึงรัฐบาลชุดใหม่ หรือนายอิชิบะอาจต้องลาออก

นายเอโตะกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจากยื่นใบลาออกที่สำนักงานนายกรัฐมนตรีว่า “ผมแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญปัญหาราคาข้าวที่พุ่งสูงขึ้น” นายเอโตะกล่าวว่านายอิชิบะยอมรับการลาออกของเขา

นายเอโตะกล่าวว่า “ไม่เหมาะสมสำหรับผมที่จะอยู่ต่อ” ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังทำงานเพื่อลดราคาข้าวที่สูงและเพิ่มปริมาณการผลิต 

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปล่อยข้าวสารออกจากคลังสำรองฉุกเฉินหลายตัน แต่สถิติล่าสุดของกระทรวงเกษตรฯ แสดงให้เห็นว่าการทำเช่นนั้นไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งเริ่มขายข้าวที่นำเข้าราคาถูกกว่า

ขณะที่เอโตะยื่นใบลาออก เขาพยายามชี้แจงความเห็นที่ทำให้เขาเดือดร้อน เขาบอกว่าเขาซื้อข้าวขาวเองจริงๆ และไม่ได้กินข้าวที่เขาได้รับเป็นของขวัญ เขากล่าวว่าความเห็นที่เขาได้รับเป็นของขวัญนั้นหมายถึงข้าวกล้อง ซึ่งเขาต้องการให้ผู้คนสนใจเพราะสามารถส่งถึงตลาดได้เร็วขึ้น

รายงานของสื่อระบุว่า ผู้รับตำแหน่งต่อจากนายเอโตะคือนายชินจิโร โคอิซูมิ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นบุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรี

ด้านนายอิชิบะ ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่าเขาต้องการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและความสามารถในการพึ่งพาตนเองของญี่ปุ่น เมื่อไม่นานนี้ เขาเสนอการปฏิรูปการเกษตร รวมถึงเพิ่มผลผลิตข้าวและส่งออกที่เป็นไปได้ แม้ว่านักวิจารณ์จะกล่าวว่าเขาควรแก้ไขปัญหาข้าวที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันอย่างเร่งด่วนก่อนก็ตาม เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์ข้าว อิชิบะกล่าวว่าเขาสงสัยว่าราคาข้าวที่พุ่งสูงขึ้นนั้น “ไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง”

สมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านขู่ว่าจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจเขา หากนายเอโตะไม่ลาออกโดยสมัครใจภายในบ่ายวันนี้ (21 พ.ค.) ผู้นำพรรคมีแผนจะซักถามนายอิชิบะอีกครั้งในการอภิปรายของผู้นำพรรคที่รัฐสภาซึ่งกำหนดไว้ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

ความต้องการข้าวของญี่ปุ่นลดลงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเนื่องจากประชาชนมีการบริโภคที่หลากหลายขึ้น แต่ข้าวยังคงเป็นอาหารหลักและเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

การขาดแคลนข้าวเริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคมปีที่แล้วจากการซื้อของกักตุน หลังจากที่รัฐบาลเตือนเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมสำหรับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ แรงกดดันด้านอุปทานลดลงหลังการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง แต่การขาดแคลนและราคาที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นปีนี้

เจ้าหน้าที่กล่าวโทษว่าการขาดแคลนอุปทานเกิดจากการเก็บเกี่ยวที่ไม่ดีเนื่องจากอากาศร้อนในปี 2023 และต้นทุนปุ๋ยและต้นทุนการผลิตอื่นๆ ที่สูงขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนโทษนโยบายการผลิตข้าวในระยะยาวของรัฐบาล

การระบายข้าวออกจากสต๊อกข้าวฉุกเฉินอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนนั้นถูกมองว่าเป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาการจัดจำหน่าย รัฐบาลปฏิเสธว่าขณะนี้ข้าวขาดแคลน แต่เจ้าหน้าที่กล่าวว่ายังคงเป็นปริศนาว่าทำไมข้าวถึงไม่ไปถึงมือผู้บริโภค ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่าการขาดแคลนข้าวอาจเป็นเรื่องร้ายแรง แต่การติดตามข้าวเป็นเรื่องยาก เนื่องจากเส้นทางการจัดจำหน่ายมีความซับซ้อนมากขึ้นนับตั้งแต่รัฐบาลยุติการควบคุมในปี 1995.

ที่มา AP

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ประมวลเหตุเรือกองทัพเม็กซิโกชนสะพานบรูคลิน พราก 2 ชีวิตไม่มีวันกลับ

ประมวลเหตุเรือกองทัพเม็กซิโกชนสะพานบรูคลิน พราก 2 ชีวิตไม่มีวันกลับ

21 พ.ค. 2568 10:41 น.

ประมวลเหตุเรือกองทัพเม็กซิโกชนสะพานบรูคลิน พราก 2 ชีวิตไม่มีวันกลับ

  • เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังร่วมมือกับเม็กซิโก เร่งสืบสวนหาสาเหตุที่ทำให้เรือใบสูง “ควอว์เตม็อค” ของกองทัพเรือเม็กซิโก ชนสะพานบรูคลินจนมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบรายเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2025 โดยเบื้องต้นอาจจะเกิดจากกระแสน้ำเชี่ยวแรงกะทันหัน
  • อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้นักเรียนนายเรือ 1 นาย ได้แก่ อเมริกา ยามิเล็ท ซานเชซ อายุ 20 ปี และกะลาสีหนุ่ม อดัล จาอีร์ มาร์คอส อายุ 23 ปี เสียชีวิตจากการตกจากเสาเรือขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าพวกเขาได้รับการแจ้งเตือนให้ระวังอันตรายก่อนเกิดเหตุหรือไม่
  • การสูญเสียชีวิตของนักเรียนนายเรืออนาคตไกล ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัย ในการแจ้งเตือนภัยคนบนเรือในเวลาที่มีเหตุด่วน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นอีก
ประมวลเหตุเรือกองทัพเม็กซิโกชนสะพานบรูคลิน พราก 2 ชีวิตไม่มีวันกลับ

ไทม์ไลน์เรือ “ควอว์เตม็อค” ชนสะพานบรูคลิน

-เรือออกจากท่าในแมนฮัตตันเวลา 20:20 น. ของวันเสาร์ โดยมีเรือลากจูงช่วยพาออกจากท่า ซึ่งขณะนั้นมีผู้คนจำนวนมากมาส่งเสียงเชียร์ที่ริมท่า

-ไม่ถึง 5 นาทีหลังจากออกจากท่า เรือชนสะพาน Brooklyn โดยมียอดเสาเรือ 3 ต้นหักจากแรงกระแทก

-ก่อนชนเพียง 45 วินาที มีสัญญาณวิทยุขอความช่วยเหลือส่งออกมาเป็นครั้งแรก โดยขอความช่วยเหลือจากเรือลากเพิ่มเติมในพื้นที่

-หลังจากออกจากท่าได้ไม่กี่นาที เรือเริ่มแยกตัวจากเรือลาก และเร่งความเร็วในทิศทางถอยหลัง โดยไม่สามารถหยุดได้ทัน ก่อนจะชนสะพาน

-สะพาน บรูคลิน ไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรง แต่มีลูกเรืออย่างน้อย 19 คนจากทั้งหมด 277 นาย ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์

ประมวลเหตุเรือกองทัพเม็กซิโกชนสะพานบรูคลิน พราก 2 ชีวิตไม่มีวันกลับ

สาเหตุเบื้องต้นของอุบัติเหตุ

จากการสอบสวนเบื้องต้นของคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติสหรัฐฯ (NTSB) พบว่าอุบัติเหตุที่เรือฝึกของกองทัพเรือเม็กซิโกชนสะพานบรูคลินในนิวยอร์กเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2025 มีสาเหตุหลัก ๆ ดังนี้:


-ปัญหาทางกลไก (Mechanical Failure):ก่อนหน้านี้ตำรวจนิวยอร์กระบุว่า เรืออาจสูญเสียกำลังขับเคลื่อนในขณะออกจากท่า ทำให้ไม่สามารถควบคุมทิศทางได้และถูกกระแสน้ำพัดถอยหลังเข้าหาสะพาน

-การแยกตัวจากเรือลากจูง: หลังจากออกจากท่า เรือแยกตัวจากเรือลากจูง ซึ่งอาจส่งผลให้การควบคุมเรือยากขึ้นในสภาพน้ำที่เชี่ยวและลมแรง 

-สภาพอากาศและกระแสน้ำ: กระแสน้ำที่เชี่ยวและลมแรงกะทันหันในแม่น้ำอีสต์อาจมีบทบาทในการทำให้เรือเคลื่อนที่ผิดทิศทางและชนสะพาน 

-การสื่อสารล่าช้า: มีการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือผ่านวิทยุเพียง 45 วินาทีก่อนการชน ซึ่งอาจไม่เพียงพอในการป้องกันอุบัติเหตุจนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของลูกเรือ

ประมวลเหตุเรือกองทัพเม็กซิโกชนสะพานบรูคลิน พราก 2 ชีวิตไม่มีวันกลับ

ผลกระทบจากอุบัติเหตุ

-มีผู้เสียชีวิต: นักเรียนนายเรือ 2 นาย ได้แก่ อเมริกา ยามิเล็ท ซานเชซ (América Yamilet Sánchez) อายุ 20 ปี และ อดัล จาอีร์ มาร์คอส (Adal Jair Marcos) อายุ 23 ปี เสียชีวิตจากการตกจากเสาเรือขณะปฏิบัติหน้าที่ 

-มีผู้บาดเจ็บ: มีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้อย่างน้อย 19 คน โดย 2 คนยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาลในนิวยอร์ก 

-ความเสียหายต่อเรือ: เสาเรือทั้งสามที่มีความสูงกว่า 48 เมตร พุ่งชนสะพานซึ่งมีความสูงใต้โครงสร้างเพียง 41.1 เมตร ทำให้เสาเรือทั้งสามต้นหักจากแรงกระแทกกับสะพาน โดยมีคลิปวิดีโอจากผู้เห็นเหตุการณ์แสดงให้เห็นลูกเรือบางคนยังเกาะอยู่กับผืนผ้าใบและคานเรือในขณะนั้น

-ความเสียหายต่อสะพาน: สะพานบรูคลินไม่ได้รับความเสียหายเชิงโครงสร้างและเปิดใช้งานได้ตามปกติหลังการตรวจสอบ

-ทาง NTSB ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเม็กซิโกให้ขึ้นเรือ เพื่อเก็บข้อมูลและสัมภาษณ์ลูกเรือ รวมถึงกัปตันและนักบินท่าเรือแล้ว ซึ่งการสอบสวนจะมุ่งเน้นไปที่สาเหตุของการสูญเสียกำลังขับเคลื่อนและบทบาทของเรือลากจูงในการควบคุมเรือ

ประมวลเหตุเรือกองทัพเม็กซิโกชนสะพานบรูคลิน พราก 2 ชีวิตไม่มีวันกลับ

ไว้อาลัยแด่ผู้ที่จากไป

-ร่างของอเมริกา ซานเชซ ถูกเคลื่อนย้ายไปยัง โรงเรียนนายเรือที่รัฐเวราครูซ (Veracruz) ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอในวันจันทร์

-แม่ของเธอ นางโรซิโอ เฮอร์นันเดซ กล่าวถึงลูกสาววัย 20 ปีว่าเป็น “ลูกสาวตัวอย่าง” และเป็น “นักเรียนที่มุ่งมั่น” ซึ่งตั้งเป้าจะเป็นวิศวกรเรือรบในอนาคต โดยลูกสาวของเธอเหลือเวลาเรียนอีกเพียงปีเดียวก็จะสำเร็จการศึกษา

-บรรยากาศการไว้อาลัยเต็มไปด้วยความเศร้าโศก มีหิ้งบูชาชั่วคราวที่ประดับด้วยดอกไม้และภาพถ่ายของลูกสาวในงานวันเกิดอายุครบ 15 ปีซึ่งถือเป็นงานสำคัญทางวัฒนธรรมของชาวเม็กซิกัน

-กองทัพเรือจะจัดพิธีไว้อาลัยส่วนตัวให้กับอเมริกา ซานเชซ ที่โรงเรียนนายเรือเวราครูซ ก่อนที่แม่จะพาลูกสาวกลับบ้าน พร้อมขอบคุณครอบครัว เพื่อน และครูอาจารย์ของลูกสาวที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด

-ส่วนครอบครัวของ อาดาล จาอีร์ มัลโดนาโด มาร์กอส กะลาสีหนุ่มอีกคน ได้จัดงานไว้อาลัย ที่เมืองชายฝั่งซาน มาเตโอ เดล มาร์ ในรัฐโออาซากา หลังจากมีการยืนยันว่าเขาเป็นผู้เสียชีวิตอีกคนหนึ่งจากเหตุการณ์

-เพื่อน ๆ เล่าว่า เขาใฝ่ฝันอยากเป็นทหารเรือตั้งแต่เด็ก เพื่อเดินตามรอยเท้าพ่อ

-การได้ขึ้นเรือ “ควอว์เตม็อค” ซึ่งได้รับฉายาว่า “อัศวินแห่งท้องทะเล” คือความใฝ่ฝันสูงสุดของเขา

ทั้งนี้ เรือ “ควอว์เตม็อค” ออกเดินทางจากเมืองอะคาปูลโก ประเทศเม็กซิโก เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2025 เพื่อร่วมภารกิจฝึกเดินเรือ โดยมีแผนเยือนนิวยอร์ก และเมืองอเบอร์ดีน ประเทศสกอตแลนด์ เพื่อร่วมงานแข่งเรือ Tall Ships Race ในเดือนกรกฎาคม แต่กลับมาประสบเหตุสลดครั้งนี้ก่อน ซึ่งยังต้องรอผลการสอบสวนสาเหตุอย่างเป็นทางการอีกครั้ง.

ประมวลเหตุเรือกองทัพเม็กซิโกชนสะพานบรูคลิน พราก 2 ชีวิตไม่มีวันกลับ

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : AP , BBC , abc7newyork

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ รายงานพิเศษ

ทรัมป์เปิดตัวแผนติดตั้ง “โดมทองคำ” ป้องกันขีปนาวุธทางบก ทะเล และอวกาศ พร้อมทุ่มงบ 6.4 ล้านล้านบาท

ทรัมป์เปิดตัวแผนติดตั้ง "โดมทองคำ" ป้องกันขีปนาวุธทางบก ทะเล และอวกาศ พร้อมทุ่มงบ 6.4 ล้านล้านบาท

21 พ.ค. 2568 08:58 น.

ทรัมป์เปิดตัวแผนติดตั้ง “โดมทองคำ” ป้องกันขีปนาวุธทางบก ทะเล และอวกาศ พร้อมทุ่มงบ 6.4 ล้านล้านบาท

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดตัวแผนติดตั้ง “โดมทองคำ” ระบบป้องกันขีปนาวุธแบบใหม่ มูลค่าประมาณ 6.4 ล้านล้านบาท คล้ายไอรอน โดมของอิสราเอล เพื่อปกป้องดินแดนสหรัฐฯ จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ทั้งทางบก ทะเล และอวกาศ 

วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเปิดตัวโครงการ “โกลเดน โดม” (Golden Dome) ระบบป้องกันขีปนาวุธแห่งอนาคต โดยระบุว่า โครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากระบบ “โดมเหล็ก” (Iron Dome) ของอิสราเอล แต่จะมีขนาดใหญ่กว่า และสามารถป้องกันภัยคุกคามทางอากาศได้รอบด้าน ทั้งขีปนาวุธแบบความเร็วเหนือเสียง ขีปนาวุธพิสัยไกล ตลอดจนระบบโจมตีจากวงโคจรอวกาศ (Fractional Orbital Bombardment Systems)

ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าได้มอบหมายให้ พล.อ.ไมเคิล เกตไลน์ รองผู้บัญชาการกองทัพอวกาศเป็นผู้ดูแลโครงการ หลังจากกองทัพเห็นด้วยกับโครงการนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นระบบป้องกันภายในประเทศแล้ว แคนาดาได้แสดงความสนใจเข้าร่วมโครงการ โดยนายบิล แบลร์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมของแคนาดา ระบุว่า นับเป็นผลประโยชน์ระดับชาติของแคนาดาที่จะมีส่วนร่วมในโครงการโดมทองคำของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในพื้นที่อาร์กติก ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเฝ้าระวังภัยคุกคามจากภูมิภาคอื่น

ทรัมป์ระบุว่า เบื้องต้นโครงการนี้จะใช้เงินประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 922,000 ล้านบาท ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในร่างงบประมาณชุดใหม่ อย่างไรก็ตาม สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ ประเมินว่า เมื่อรวมค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีอวกาศและการดำเนินการระยะยาว อาจต้องใช้งบสูงถึง 542,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 20 ล้านล้านบาท ภายในระยะเวลา 20 ปี

ก่อนหน้านี้ หน่วยข่าวกรองด้านกลาโหมของสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารเตือนว่า รัสเซียและจีนกำลังพัฒนาอาวุธพิสัยไกลแบบใหม่เพื่อเจาะจุดอ่อนของระบบป้องกันสหรัฐฯ ทำให้ต้องเร่งสร้างระบบที่ตอบสนองภัยคุกคามที่ซับซ้อนและฉับไวขึ้น ทำให้โครงการโดมทองคำ ถูกวางให้เป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของรัฐบาลทรัมป์ในวาระที่ 2 โดยตั้งเป้าให้ระบบนี้พร้อมปฏิบัติการภายในระยะเวลา 4 ปีที่ทรัมป์ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี.

เปิดตัวหุ่นขี้ผึ้ง “เจ้าหญิงเคท” เวอร์ชันใหม่สุดสง่างาม ที่มาดามทุสโซ่ลอนดอน

 เปิดตัวหุ่นขี้ผึ้ง “เจ้าหญิงเคท” เวอร์ชันใหม่สุดสง่างาม ที่มาดามทุสโซ่ลอนดอน

21 พ.ค. 2568 08:46 น.

เปิดตัวหุ่นขี้ผึ้ง “เจ้าหญิงเคท” เวอร์ชันใหม่สุดสง่างาม ที่มาดามทุสโซ่ลอนดอน

มาดามทุสโซ่ลอนดอน เผยโฉมหุ่นขี้ผึ้งใหม่ล่าสุดของ แคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ที่มากับลุคสุดตระการตา สะกดทุกสายตา ราวกับหลุดออกมาจากงานเลี้ยงของราชวงศ์จริง ๆ

หุ่นขี้ผึ้งรุ่นอัปเดตล่าสุดนี้ ได้แรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์ที่เจ้าหญิงเคทสวมใส่ในงานเลี้ยงรับรองทางการทูตประจำปี เมื่อเดือนธันวาคม 2023 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่สองในรัชสมัยของ สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3

โดยเจ้าหญิงเคทฉลองพระองค์ด้วยเดรสสีชมพูกุหลาบหม่นจากแบรนด์ Jenny Packham และมงกุฎ Lover’s Knot ที่เป็นเอกลักษณ์ของพระองค์ และเป็นมงกุฎเดียวกับที่เจ้าหญิงไดอาน่าเคยใส่ ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ได้นำออกมาจากคลังลับในรอบหลายสิบปี

 เปิดตัวหุ่นขี้ผึ้ง “เจ้าหญิงเคท” เวอร์ชันใหม่สุดสง่างาม ที่มาดามทุสโซ่ลอนดอน

โจ คินซีย์ ผู้จัดการสตูดิโอของ Madame Tussauds เปิดเผยว่า ทีมงานใช้เวลาทั้งหมด 12 เดือน และศิลปินกว่า 20 คนในการเก็บทุกรายละเอียดของเจ้าหญิง ตั้งแต่สีผิว ดวงตา เส้นผม ไปจนถึงชุด ซึ่งทีมเฉพาะกิจต้องทำงานนานถึง 5 เดือนเพื่อจำลองชุดนี้ให้เป๊ะทุกตะเข็บ

ขณะที่หุ่นขี้ผึ้งของเจ้าชายแห่งเวลส์ก็ได้รับการอัปเดตลุคใหม่เช่นกัน โดยหุ่นของพระองค์มาพร้อมชุดทักซิโด้สีดำจาก Ede & Ravenscroft จับคู่กับโบว์ไทสีขาวสุดคลาสสิก พร้อมเครื่องราชอิสริยาภรณ์สายสะพาย และเหรียญตราทางทหาร

 เปิดตัวหุ่นขี้ผึ้ง “เจ้าหญิงเคท” เวอร์ชันใหม่สุดสง่างาม ที่มาดามทุสโซ่ลอนดอน

นอกจากหุ่นขี้ผึ้งของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์แล้ว ผู้เข้าชมยังสามารถเข้าชมหุ่นของ สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 สมเด็จพระราชินีคามิลลา และ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้เช่นกัน โดยพร้อมเปิดให้เยี่ยมชมอย่างเป็นทางการในวันนี้(พฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม)

ทั้งนี้ หุ่นของเจ้าหญิงเคทเคยเปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ปี 2012 หนึ่งปีหลังพิธีเสกสมรสอันน่าจดจำของพระองค์กับเจ้าชายวิลเลียม และเพิ่งมีการปรับเปลี่ยนเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดในคราวนี้.

 เปิดตัวหุ่นขี้ผึ้ง “เจ้าหญิงเคท” เวอร์ชันใหม่สุดสง่างาม ที่มาดามทุสโซ่ลอนดอน

ที่มา : Yahoo

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เจ้าหญิงเคท       

EU หัวใส เล็งเก็บภาษีพัสดุขนาดเล็ก 2 ยูโร กระทบ บ.จีน Temu-Shein

EU หัวใส เล็งเก็บภาษีพัสดุขนาดเล็ก 2 ยูโร กระทบ บ.จีน Temu-Shein

21 พ.ค. 2568 06:51 น.

EU หัวใส เล็งเก็บภาษีพัสดุขนาดเล็ก 2 ยูโร กระทบ บ.จีน Temu-Shein

สหภาพยุโรปเตรียมเก็บภาษีพัสดุขนาดเล็กที่ถูกส่งเข้าสู่ EU ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจากบริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน โดยจะเก็บในอัตราคงที่ 2 ยูโร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 20 พ.ค. 2568 สหภาพยุโรปเสนอแผนการเก็บภาษีพัสดุขนาดเล็กประเภทส่งถึงบ้านลูกค้าในอัตราคงที่ชิ้นละ 2 ยูโร หลังจากเมื่อปีก่อนมีพัสดุขนาดเล็กถูกส่งเข้าสู่ประเทศในกลุ่ม EU จำนวนหลายพันล้านชิ้น และเกือบทั้งหมดมาจากประเทศจีน

นายมารอส เซฟโควิช ข้าหลวงใหญ่ด้านการค้าของสหภาพยุโรป กล่าวว่า มาตรการใหม่นี้หมายความว่า พัสดุมูลค่าน้อยกว่า 150 ยูโรที่เข้าสู่จะอียู จะไม่ปลอดภาษีศุลกากรอีกต่อไป โดยบริษัทตลาดออนไลน์ต่างๆ รวมถึง ทีมู (Temu) กับ ชีอิน (Shein) จากจีน จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมนี้

อนึ่ง เมื่อปี 2567 มีพัสดุขนาดเล็กถูกส่งเข้าสู่สหภาพยุโรปมากกว่า 4.6 พันล้านชิ้น โดยที่มากกว่า 90% มาจากจีน

นายเซฟโควิชกล่าวในที่ประชุมรัฐสภาพยุโรป (EP) ว่า พัสดุปริมาณมหาศาลนี้เพิ่มปริมาณงานให้แก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรของ EU อย่างมาก อัตราภาษีดังกล่าวจึงถือเป็นค่าชดเชยสำหรับพนักงาน และ EU หวังว่ารายได้บางส่วนจะไหลเข้าสู่งบประมาณของสหภาพยุโรปบ้าง

การเก็บภาษี 2 ยูโรจะส่งผลกับพัสดุที่ส่งตรงถึงลูกค้าเท่านั้น ส่วนพัสดุที่ถูกส่งไปเก็บยังโกดังเก็บของจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 0.50 ยูโรแทน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ EU เกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน ซึ่งรวมถึงภาษีพัสดุขนาดเล็กน้อย โดยหลังจากการเจรจาเมื่อสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ ก็ลดภาษีพัสดุราคาไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐ ลงจาก 120% เหลือ 54% แต่ภาษีอัตราคงที่ 100 ดอลลาร์ต่อชิ้นยังคงอยู่

ทั้งนี้ หลายประเทศในสหภาพยุโรปแสดงความกังวลที่บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Temu (ทีมู) กับ Shein (ชีอิน) ส่งสินค้าราคาถูกเข้าสู่ตลาด EU เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษี ทำให้สินค้าที่เดิมที่จะเข้าสู่สหรัฐฯ ต้องกระจายไปยังที่อื่นแทน

ผู้ค้าปลีกในยุโรปก็เคยออกมาแสดงความไม่พอใจ ว่าพวกเขากำลังเผชิญการค้าขายที่ไม่เป็นธรรม และไม่ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับอันเข้มงวดของสหภาพยุโรปด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักวิทย์เตือน แผ่นน้ำแข็งส่อละลายเร็วจนคุมไม่อยู่ กระทบชุมชนชายฝั่ง

นักวิทย์เตือน แผ่นน้ำแข็งส่อละลายเร็วจนคุมไม่อยู่ กระทบชุมชนชายฝั่ง

21 พ.ค. 2568 06:00 น.

นักวิทย์เตือน แผ่นน้ำแข็งส่อละลายเร็วจนคุมไม่อยู่ กระทบชุมชนชายฝั่ง

ทีมนักวิทยาศาสตร์เผยผลการศึกษาใหม่ชี้ว่า แผ่นน้ำแข็งในโลกกำลังเดินหน้าสู่การละลายอย่างควบคุมไม่อยู่ แม้นานาชาติจะควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ก็ช่วยอะไรไม่ได้

เมื่อ 20 พ.ค. 2568 นักวิทยาศาสตร์เผยแพร่ผลการศึกษาใหม่ชี้ว่า แผ่นน้ำแข็งในโลกกำลังอยู่บนเส้นทางของการละลายอย่างควบคุมไม่อยู่ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นหลายฟุต จนนำไปสู่การอพยพครั้งใหญ่ของผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล ถึงแม้ว่านานาชาติจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์และรักษาระดับอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสได้ ก็ไม่อาจเลี่ยงชะตากรรมนี้

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์นานาชาติร่วมกันทำการวิจัยเพื่อหาว่า อะไรคือ “ขีดจำกัดปลอดภัย” (safe limit) ที่แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์กับแอนตาร์กติกาจะสามารถรอดพ้นจากอาการที่ร้อนขึ้น พวกเขาร่วมกันศึกษาโดยอาศัยข้อมูลจากดาวเทียม, โมเดลจำลองสภาพอากาศ และหลักฐานจากอดีต ตั้งแต่แกนน้ำแข็ง, ตะกอนใต้ทะเลลึก และดีเอ็นเอของหมึกยักษ์

และสิ่งที่พวกเขาค้นพบคือภาพอนาคตที่ไม่สู้ดี

นานาประเทศทั่วโลกให้คำมั่นสัญญาร่วมกันว่าจะควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นจากยุคก่อนอุตสาหกรรมเกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่เป้าหมายนั้นกำลังลอยออกไปไกลเกินเอื้อมอย่างรวดเร็ว โดยตอนนี้โลกกำลังอยู่บนเส้นทางไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิถึง 2.9 องศาภายในปี 2643

แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดที่การศึกษานี้ซึ่งเผยแพร่ผ่านวารสาร Communications Earth and Environment ค้นพบก็คือ การคงอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ไม่เพียงพอช่วยแผ่นน้ำแข็งในโลก และต่อให้โลกสามารถรักษาระดับอุณหภูมิในตอนนี้ซึ่งอยู่ที่ +1.2 องศาเอาไว้ได้ แผ่นน้ำแข็งก็จะยังละลายและระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นมากอยู่ดี

แผ่นน้ำแข็งที่กรีนแลนด์กับแอนตาร์กติกา มีปริมาณน้ำจืดมากพอทำให้ระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นถึง 213 ฟุต แต่กรณีดังกล่าวไม่น่าเกิดขึ้นจริงได้

นับตั้งแต่ยุค 90 ปริมาณแผ่นน้ำแข็งที่โลกสูญเสียไปนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า ปัจจุบันโลกเสียแผ่นน้ำแข็งถึง 3.7 แสนล้านตันต่อปี และการละลายของแผ่นน้ำแข็งคือสาเหตุหลักที่ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น โดยที่ระดับน้ำทะเลในตอนนี้สูงกว่าปี 2538 ถึง 102.4 มม.

ผลการศึกษาหลายชิ้นระบุว่า อุณหภูมิ +1.5 องศาเซลเซียสนั้น ร้อนเกินไปมากสำหรับป้องกันไม่ให้แผ่นน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว และโลกควรเตรียมพร้อมสำหรับระดับน้ำทะเลที่จะเพิ่มขึ้นหลายฟุตภายในไม่กี่ศตวรรษที่กำลังจะมาถึง

นอกจากนั้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังเป็นภัยคุกคามการดำรงอยู่ของประชากรชายฝั่งทะเล ทั่วโลกมีประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่ถึง 1 ม.มาถึง 230 ล้านคน ความเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำแข็งในแผ่นน้ำแข็งเพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อชุมชนชายฝั่ง และประชาชนหลายร้อยล้านคนอาจต้องอพยพ

นักวิทยาศาสตร์พบด้วยว่า โลกอาจได้เห็นระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นปีละ 0.4 นิ้วภายในช่วงสิ้นศตวรรษนี้ ซึ่งการเพิ่มขึ้นในระดับนี้ (40 นิ้วต่อศตวรรษ) จะทำให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของโลก

อีกเรื่องน่ากังวลที่ทีมนักวิทยาศาสตร์พบคือ ตัวเลขเกณฑ์อุณหภูมิปลอดภัยสำหรับการช่วยชีวิตแผ่นน้ำแข็งในโลกนั้น น้อยลงเรื่อยๆ หลังจากนักวิทยาศาสตร์เข้าใจความเปราะบางที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากขึ้น

โมเดลจำลองสภาพอากาศในยุคแรกชี้ว่า อุณหภูมิที่ปลอดภัยไม่ควรเพิ่มเกินจากยุคก่อนอุตสาหกรรมเกิน 3 องศาเซลเซียส ก่อนจะปรับลดลงมาเหลือ 1.5 องศา แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์พบว่า หากต้องการช่วยแผ่นน้ำแข็ง จะต้องจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 1 องศา หรือให้อยู่ใกล้เลข 1 มากที่สุด

การบรรลุเป้าหมายนั้น นานาชาติต้องลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากเป็นพิเศษในประเทศอย่าง สหรัฐอเมริกา ซึ่งยังคงใช้งานน้ำมัน, ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติอย่างกว้างขวาง

ดร.คริส สโตกส์ นักธารน้ำแข็งวิทยาจากมหาวิทยาลัยดูร์แฮม หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยนี้ กล่าวว่า “ในสิ่งที่เราสังเกตการณ์ มาน้อยมากที่มอบความหวังให้แก่เรา” “สถานการณ์ที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้คือประคองให้ ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และมั่นคงเท่านั้น”

แต่ ดร.สโตกส์ย้ำว่า การค้นพบนี้ไม่ได้หมายความว่าโลกควรยอมแพ้เรื่องการควบคุมอุณหภูมิโลกให้ได้ตามเป้าหมาย “การจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จะถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ มันสมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นเป้าหมายของเรา แม้ว่ามันจะไม่พอชะลอหรือหยุดการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และการละลายของแผ่นน้ำแข็งก็ตาม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

จับกุมลูกจ้างเรือนจำนิวออร์ลีนส์ ตัดน้ำช่วย 10 นักโทษแหกคุก

จับกุมลูกจ้างเรือนจำนิวออร์ลีนส์ ตัดน้ำช่วย 10 นักโทษแหกคุก

21 พ.ค. 2568 03:50 น.

จับกุมลูกจ้างเรือนจำนิวออร์ลีนส์ ตัดน้ำช่วย 10 นักโทษแหกคุก

ตำรวจนิวออร์ลีนส์จับกุมลูกจ้างเรือนจำ ฐานช่วยนักโทษ 10 คนหลบหนีออกไปเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยเจ้าตัวอ้างว่าถูกขู่บังคับให้ทำ

เมื่อวันอังคารที่ 20 พ.ค. 2568 ตำรวจเมืองนิวออร์ลีนส์ดำเนินการจับกุมนาย สเตอร์ลิง วิลเลียมส์ พนักงานซ่อมบำรุงวัย 33 ปี ของทัณฑสถานสำนักงานนายอำเภอเขตศาสนาออร์ลีนส์ เรือนจำหลักในเมืองนิวออร์ลีนส์ ในฐานะผู้ต้องสงสัยช่วยอำนวยความสะดวกให้นักโทษ 10 คน แหกคุกและหลบหนีไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

ข่าวระบุว่า นายวิลเลียมส์ตัดน้ำประปาที่ไหลไปยังห้องสุขา เพื่อช่วยเปิดทางให้นักโทษสามารถเจาะช่องบนผนังหลังโถส้วม ก่อนจะตัดท่อน้ำแล้วหลบหนีไปได้

จนถึงตอนนี้ ตำรวจสามารถตามจับกุมตัวนักโทษที่หนีไปกลับมาได้แล้ว 4 คน โดยนักโทษ 4 จาก 10 คนนี้ เป็นนักโทษคดีฆาตกรรมระดับ 2 และทั้งหมดยังคงลอยนวล

ตามการเปิดเผยของ น.ส.ลิซ เมอร์ริลล์ อัยการสูงสุดรัฐลุยเซียนา ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองนิวออร์ลีนส์ นายวิลเลียมส์กำลังเผชิญกับข้อหาช่วยนักโทษหลบหนี 10 กระทง และข้อหาประพฤติมิชอบต่อหน้าที่ 1 กระทง โดยในตอนแรกนายวิลเลียมส์ถูกฝากขังที่ทัณฑสถานออร์ลีนส์ ก่อนจะถูกส่งไปอยู่เรือนจำอื่น

ขณะเดียวกัน มีลูกจ้างเรือนจำนิวออร์ลีนส์อีก 3 คนถูกพักงานเพื่อรอการสืบสวนด้วย

น.ส.เมอร์ริลล์อ้างในแถลงการณ์ว่า นายวิลเลียมส์ยอมรับกับเจ้าหน้าที่แล้ว ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการหลบหนีของนักโทษทั้ง 10 คนจริง และอ้างด้วยว่า หนึ่งในนักโทษเป็นคนแนะนำให้เขาปิดน้ำในห้องขังที่นักโทษใช้หลบหนี

“แทนที่จะแจ้งเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่ วิลเลียมส์กลับเปลี่ยนทิศทางน้ำ เปิดทางให้นักโทษกลุ่มนี้สามารถดำเนินแผนการและหลบหนีออกไปได้สำเร็จ” แถลงการณ์ของ น.ส.เมอร์ริลล์ระบุ

บันทึกคำให้การของตำรวจอ้างว่า นายวิลเลียมส์บอกกับเจ้าหน้าที่สืบสวนว่า แอนทอน แมสซีย์ หนึ่งในนักโทษขู่จะสังหารเขาหากไม่ยอมช่วยเหลือในแผนการหลบหนี

นอกจากนั้นยังมีภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่า นายวิลเลียมส์พูดคุยกับนายแมสซีย์, นายเดอร์ริก โกรฟส์ หนึ่งในนักโทษที่หลบหนีไป กับนักโทษอีกคนที่ระบุไม่ได้ว่าเป็นใคร ซึ่งวิลเลียมส์ให้การว่า โกรฟส์พยายามชิงโทรศัพท์มือถือจากเขา และนำหนังสือที่มีข้อมูลแอปโอนเงินไปให้ลูกพี่ลูกน้องของเขาที่อยู่เขตคุมขังอื่น

บันทึกคำให้การบอกอีกว่า การกระทำของวิลเลียมส์ ทำให้นักโทษทั้ง 10 คนสามารถหลบหนีออกไปได้ เพราะถ้าวิลเลียมส์ไม่เปลี่ยนทิศทางน้ำ แผนการหลบหนีจะไม่มีทางสำเร็จ เพื่อน้ำจะทะลักออกจากท่อที่ถูกตัดจนอาจทำให้เกิดน้ำท่วม และดึงความสนใจจากเจ้าหน้าที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

มือปืนยิง เลขา-ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเม็กซิโกซิตี้ ดับกลางเมืองหลวง

มือปืนยิง เลขา-ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเม็กซิโกซิตี้ ดับกลางเมืองหลวง

21 พ.ค. 2568 02:47 น.

มือปืนยิง เลขา-ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเม็กซิโกซิตี้ ดับกลางเมืองหลวง

มือปืนขี่จักรยานยนต์ยิงเลขากับที่ปรึกษานายกเทศมนตรีกรุงเม็กซิโกซิตี้ เสียชีวิตรวม 2 ศพกลางเมืองหลวง ก่อนหลบหนีไปอย่างลอยนวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คนร้ายบนรถจักรยานยนต์ประกบยิง เลขาส่วนตัวกับที่ปรึกษาของนายกเทศมนตรีกรุงเม็กซิโกซิตี้ เสียชีวิตกลางวันแสกๆ ในย่านโมเดอร์นา บนถนนปาเซโอ เด ลา รีฟอร์มา (Paseo de la Reforma) ซึ่งตัดผ่านใจกลางเมืองหลวงแห่งนี้ เมื่อวันอังคารที่ 20 พ.ค. 2568

น.ส.คลารา บรูกาดา นายกเทศมนตรีกรุงเม็กซิโกซิตี้ ระบุว่า การฆาตกรรม น.ส.ซีเมนา กุซมัน เลขาส่วนตัวของเธอ กับนาย โฮเซ มูนญอซ ที่ปรึกษาของเธอ เป็นการโจมตีโดยตรง โดยเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนแรงจูงใจ และตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อระบุตัวคนร้าย

“จะไม่มีการยกเว้นจากการลงโทษ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบจะถูกจับกุมและต้องถูกดำเนินคดี” น.ส.บรูกาดาระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ น.ส.บรูกาดา เป็นผู้ครองตำแหน่งที่มีอำนาจทางการเมืองมากที่สุดอันดับที่ 2 ของเม็กซิโก รองจากประธานาธิบดี คลอเดีย เชนบาม โดยทั้งคู่เป็นพันธมิตรกันในพรรคโมเรนา

น.ส.เชนบามกล่าวในงานแถลงข่าวประจำวันว่า ผู้ต้องกลุ่มสงสัยเดินทางมาด้วยรถจักรยานยนต์ และว่าพวกเธอจะให้การสนับสนุนแก่นายกเทศมนตรีกรุงเม็กซิโกซิตี้อย่างเต็มที่

ส่วนนายโอมาร์ การ์เซีย ฮาร์ฟุช ผู้บัญชาการตำรวจกรุงเม็กซิโกซิตี้โพสต์ข้อความบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า “เราเสียใจอย่างที่สุดกับการสูญเสียเพื่อนร่วมงานครั้งนี้ … เราจะไม่ยอมให้การโจมตีอันขี้ขลาดนี้ผ่านไปโดยไม่มีการลงโทษ”

อนึ่ง ตัวนายฮาร์ฟุชเองก็เคยตกเป็นเป้าความพยายามลอบสังหารมาก่อน ในปี 2563 เมื่อมือปืนจากแก๊ง จาลิสโก นิว เจเนอเรชัน ลอบโจมตีรถของเขาขณะแล่นในกรุงเม็กซิโกซิตี้ โดยนายฮาร์ฟุชถูกยิง 3 นัดแต่รอดมาได้ ขณะที่มีคนอื่นๆ ถูกยิงเสียชีวิต 3 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

อินเดีย-ปากีสถานตกลงถอนทหารกำลังเสริมภายในสิ้นเดือน พ.ค.

อินเดีย-ปากีสถานตกลงถอนทหารกำลังเสริมภายในสิ้นเดือน พ.ค.

21 พ.ค. 2568 00:43 น.

อินเดีย-ปากีสถานตกลงถอนทหารกำลังเสริมภายในสิ้นเดือน พ.ค.

อินเดียกับปากีสถานตกลงกันว่าจะถอนทหารกำลังเสริมที่ถูกส่งมาเพิ่มตอนที่ทั้งสองฝ่ายปะทะกันข้ามพรมแดน กลับไปประจำตำแหน่งเดิมก่อนเรื่องภายในสิ้นเดือนนี้

เมื่อวันอังคารที่ 20 พ.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอาวุโสของปากีสถานบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ปากีสถานกับอินเดียเห็นชอบร่วมกันที่จะถอนทหารกำลังเสริมที่ต่างฝ่ายต่างเรียกมาประจำการในช่วงที่สองฝ่ายปะทะกันก่อนหน้านี้ กลับไปประจำตำแหน่งเดิมก่อนเกิดความขัดแย้งภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้

การปะทะกันข้ามพรมแดนนาน 4 วันเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทำให้สองฝ่ายมีผู้เสียชีวิตรวมกันมากกว่า 70 ศพ มีชนวนเหตุจากกรณีกลุ่มมือปืนโจมตีนักท่องเที่ยวในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียควบคุมเมื่อปลายเดือนเมษายน ซึ่งรัฐบาลอินเดียกล่าวหาปากีสถานว่าให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย แต่รัฐบาลอิสลามาบัดปฏิเสธ

การเผชิญหน้ากันทางทหารดังกล่าว รวมถึงการส่งโดรนโจมตี, ยิงมิสไซล์กับปืนใหญ่ข้ามพรมแดน และการต่อสู้กันกลางอากาศ ก่อนที่การปะทะกันจะหยุดลงหลังจากจู่ๆ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็ประกาศว่า ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเต็มรูปแบบระหว่างกันแล้ว

“ทหารจะถูกถอนออกไปยังตำแหน่งก่อนเกิดความขัดแย้งภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม” เจ้าหน้าที่ปากีสถานผู้ไม่ขอเปิดเผยนามบอกกับเอเอฟพี และเสริมว่า ทั้งสองประเทศตกลงกันว่าจะถอนทหารกำลังเสริมกับอาวุธต่างๆ อย่างเป็นขั้นตอน ออกจากบริเวณเส้นควบคุม (LoC) ซึ่งแบ่งแคชเมียร์เป็น 2 ส่วน และมีทหารประจำการมากอยู่แล้ว

เมื่อสัปดาห์ก่อน กองทัพอิสราเอลระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะใช้มาตรการต่างๆ ในทันที เพื่อรับประกันการลดทหารบริเวณชายแดนและพื้นที่แนวหน้า โดยวางแผนเอาไว้ว่าขั้นตอนเหล่านี้จะแล้วเสร็จภายใน 10 วัน แต่มีปัญหาเล็กน้อยทำให้เกิดความล่าช้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

UK ระงับคุยการค้ากับอิสราเอล-เรียกทูตเข้าพบ ชี้โจมตีกาซาหนักเกินไป

UK ระงับคุยการค้ากับอิสราเอล-เรียกทูตเข้าพบ ชี้โจมตีกาซาหนักเกินไป

20 พ.ค. 2568 23:45 น.

UK ระงับคุยการค้ากับอิสราเอล-เรียกทูตเข้าพบ ชี้โจมตีกาซาหนักเกินไป

สหราชอาณาจักรตัดสินใจระงับการเจรจาการค้ากับอิสราเอล หลังรัฐบาลยิวปิดกั้นการส่งความช่วยเหลือ และเริ่มปฏิบัติการโจมตีฉนวนกาซารอบใหม่เพื่อยึดดินแดนแห่งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหราชอาณาจักรประกาศระงับการเจรจาการค้ากับอิสราเอลแล้วในวันอังคารที่ 20 พ.ค. 2568 รวมถึงเรียกตัวเอกอัครราชทูตอิสราเอลเข้าพบ หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของ UK ตำหนิปฏิบัติการทางทหารรอบใหม่ในฉนวนกาซาของอิสราเอลว่า ไม่สมควร และไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจาก สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส และแคนาดา ออกมาขู่อิสราเอลว่าจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรม รวมถึงคว่ำบาตรแบบเจาะจงเป้าหมาย หากอิสราเอลไม่หยุดการโจมตีฉนวนกาซารอบใหม่ รวมถึงหยุดการปิดกั้นการส่งความช่วยเหลือเข้าสู่กาซา

อิสราเอลเริ่มการโจมตีฉนวนกาซาอีกครั้งหลังหยุดยิงมานาน 2 เดือน และปิดกั้นการส่งความช่วยเหลือเข้าสู่กาซาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม และเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา อิสราเอลได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีครั้งใหม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่า ประเทศของเขาวางแผนจะยึดการควบคุมกาซาทั้งหมด

หลังจากนั้น มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตในการโจมตีอิสราเอลจำนวนหลายร้อยคน ขณะที่ไม่มีสิ่งของช่วยเหลือถูกส่งเข้าสู่ฉนวนกาซาถึง 11 สัปดาห์ติดต่อกันจนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (19 พ.ค.) อิสราเอลอนุญาตให้รถบรรทุก 5 คันจากทั้งหมด 500 คัน เข้าไปส่งสิ่งของช่วยเหลือได้

เดวิด แลมมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งสหราชอาณาจักร
เดวิด แลมมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งสหราชอาณาจักร

นายเดวิด แลมมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวต่อหน้าเหล่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันอังคาร (20 พ.ค.) ว่า UK สนับสนุนสิทธิ์ในการป้องกันตัวเองของอิสราเอล หลังการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อ 7 ต.ค. 2566 แต่ความขัดแย้งนี้ได้เข้าสู่เฟสใหม่อันมืดมิดกว่าเดิม

“11 สัปดาห์แล้วที่กองทัพอิสราเอลปิดกั้นกาซา ทำให้โครงการอาหารโลกไม่มีสต็อกสิ่งของเหลืออยู่อีก” นายแลมมีกล่าว และเสริมว่า “ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่เฟสใหม่อันมืดมิดของความขัดแย้ง รัฐบาลเนทันยาฮูวางแผนจะผลักดันชาวกาซาออกจากบ้านให้ไปจนมุมในภาคใต้ของฉนวน และยอมให้พวกเขาได้รับความช่วยเหลือเพียงส่วนเสี้ยวของที่พวกเขาต้องการ”

น.ส.ซีปี โฮโตเวลี เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหราชอาณาจักร ถูกกระทรวงต่างประเทศเรียกตัวเข้าพบ เพื่อชี้แจงกรณีปฏิบัติการโจมตีกาซาครั้งใหม่ของอิสราเอล และเรื่องการใช้ความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล กับการขยายถิ่นที่อยู่ของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์

นายแลมมีบอกเหล่า สส.ด้วยว่า รัฐบาล UK จะคว่ำบาตรบุคคล 3 คนและบริษัทอีก 4 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ เพื่อแสดงการต่อต้านการละเมิดสิทธิ์มนุษยชน

ด้านกระทรวงต่างประเทศของอิสราเอลออกมาระบุว่า การคว่ำบาตรของ UK เป็นเรื่องที่น่าฉงน, ไม่ชอบธรรม และน่าเสียใจอย่างยิ่ง พร้อมเสริมว่า แรงกดดันจากภายนอกจะไม่เบี่ยงเบนอิสราเอลจากเส้นทางของพวกเขา ในการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ของตัวเอง และความปลอดภัยจากศัตรูที่ต้องการทำลายพวกเขา

อิสราเอลระบุอีกว่า หากสหราชอาณาจักรเลือกที่จะทำร้ายเศรษฐกิจของตัวเองด้วยการระงับการเจรจาการค้า เพราะแนวคิดต่อต้านอิสราเอลกับการเมืองภายใน นั่นก็เป็นเรื่องของสหราชอาณาจักรเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn