‘นภินทร’เผยยังไม่ได้รับหมายเรียกจากกกต.ปมฮั้วสว. มั่นใจความบริสุทธิ์ ยันชี้แจงได้

'นภินทร'เผยยังไม่ได้รับหมายเรียกจากกกต.ปมฮั้วสว. มั่นใจความบริสุทธิ์ ยันชี้แจงได้

‘นภินทร’เผยยังไม่ได้รับหมายเรียกจากกกต.ปมฮั้วสว. มั่นใจความบริสุทธิ์ ยันชี้แจงได้

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.30 น.

“นภินทร”เผยยังไม่ได้รับหมายเรียกจากกกต.ปมฮั้วสว.  ยันไม่กังวล  มั่นใจความบริสุทธิ์ เชื่อชี้แจงได้

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 20 พฤษภาคม  ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายนภินทร  ศรีสรรพางค์  รมช.พาณิชย์ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกหมายเรียกให้ชี้แจงคดีฮั้วสว.ว่า  ทราบจากรายงานข่าว  แต่ยังไม่มีหมายส่งมา ตนอยู่จ.ราชบุรี ได้มีการสอบถามไป พบว่ายังไม่มีหมายเรียก ตนจึงบอกพนักงานไว้ว่าถ้ามีหมายส่งมาให้เซ็นรับแล้วแจ้งมาให้ตนทราบ

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องมีการทบทวนถึงเหตุผลที่ถูก กกต.ออกหมายเรียกหรือไม่  นายนภินทรกล่าวว่า ไม่ต้องทบทวน เพราะมั่นใจว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่กังวล ถ้ามีหมายมาพร้อมไปชี้แจง ตนเชื่อมั่นในข้อเท็จจริงชี้แจงได้แน่นอน และเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง  ซึ่งตนไม่ทราบว่าอะไรที่ทำให้เชื่อมโยง คงต้องไปพบกกต.ก่อน

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ อาจเป็นเพราะทำงานในท้องถิ่นมานาน จึงอาจมีการนำไปเชื่อมโยง  นายนภินทรกล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าใครเกี่ยวข้องอะไรอย่างไร  แต่ตนเป็นคนราชบุรี มีความคลุกคลีภายในจังหวัด รู้จักคนจำนวนมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรเชื่อมั่นว่าสามารถชี้แจงได้  เพราะตั้งแต่การเลือกตั้ง สว. หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้มีหนังสือสั่งว่าอย่าไปเกี่ยวข้องอะไร ตนก็ปฏิบัติตามนั้น

“ผมไม่เคยคิดเข้าไปเกี่ยวข้อง และเชื่อมั่นว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย แต่เมื่อมีหมายก็พร้อมปฏิบัติตาม และพร้อมชี้แจง”นายนภินทร กล่าว

 ถามว่า ได้พูดคุยกับนายอนุทิน  ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือไม่  นายนภินทรกล่าวว่า ตนยังไม่ได้คุยกับหัวหน้าพรรค แต่เลขาฯโทรมาให้ไปชี้แจง ตนก็จะไปพบวันนี้

ถามอีกว่า ขณะนี้ถูกมองว่าเป็นศึกระหว่างสีแดงกับสีน้ำเงิน นายนภินทรกล่าวว่า อย่าไปคิดไกลขนาดนั้น เป็นเรื่องบุคคลมากกว่า อย่าไปคิดสร้างปัญหาให้เกิดการแตกแยกในการทำงาน ทุกวันนี้ทำงานกันดีกับพรรคเพื่อไทย ไม่มีปัญหาอะไร และไม่กระทบภารกิจหน้าที่ของตน ยังประสานงานกันได้ดีอยู่

เมื่อถามว่า ได้ต่อสายคุยกับคนอื่นๆที่ถูกออกหมายเรียกหรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า ตนยังไม่ได้คุยกับใคร เมื่อวาน (19 พ.ค.) ตนทำงานแต่มีโทรศัพท์เข้ามาตลอด จึงบอกว่าจะให้สัมภาษณ์วันนี้

ถามว่าประเมินหรือไม่ว่ากรณีที่ถูกออกหมายเรียก เป็นเพราะ สว.ซัดทอด นายนภินทรกล่าวว่า ตนไม่ได้ประเมิน แต่เชื่อมั่นข้อเท็จจริงที่มีว่า สามารถชี้แจงได้ ยืนยันไม่กังวล ไม่เกี่ยวข้อง

ถามย้ำว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่าเส้นทางการเงิน ลูกน้อง และการพูดคุยโทรศัพท์ จะไม่เชื่อมโยงถึงตนเอง นายนภินทร กล่าวว่า  เรื่องการพูดคุยโทรศัพท์ตนรู้จักคนเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องคุยเรื่องนี้ ตนชี้แจงได้ว่าคุยอะไร แต่ตนยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าอะไรเชื่อมโยง

‘ภูมิธรรม’ยัน‘เรือดำน้ำ’จบภายในต้นเดือน มิ.ย. ชั่งน้ำหนักเดินหน้าดีกว่ายกเลิก

‘ภูมิธรรม’ยัน‘เรือดำน้ำ’จบภายในต้นเดือน มิ.ย. ชั่งน้ำหนักเดินหน้าดีกว่ายกเลิก

‘ภูมิธรรม’ยัน‘เรือดำน้ำ’จบภายในต้นเดือน มิ.ย. ชั่งน้ำหนักเดินหน้าดีกว่ายกเลิก

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.30 น.

‘ภูมิธรรม’ยัน‘เรือดำน้ำ’จบภายในต้นเดือน มิ.ย. ขออย่าดราม่าไม่ว่าออกมาทิศทางไหน บอกชั่งน้ำหนักเดินหน้าดีกว่ายกเลิก เตรียมแจงประชาชนหวังให้เข้าใจก่อนชงเข้า ครม.

เมื่อเวลา 08.40 น.วันที่ 20 พ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีการแก้ปัญหาเครื่องยนต์เรือดำน้ำหลังได้คำตอบจากเยอรมนีแล้ว ว่า จะตัดสินใจในเร็วๆนี้

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนพยายามหาข้อมูล เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด ทั้งการทำจดหมายสอบถามไป 2 ฉบับ ฉบับแรก ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.)ไทย ลงนามสอบถามไปยัง ผบ.ทร.เยอรมนี ซึ่งได้รับคำตอบมาแล้วว่าเป็นเรื่องของฝ่ายนโยบาย และ ผบ.ทร.เยอรมนี ก็บอกว่ายากเพราะมีเรื่องของนาโต และสภาสหภาพยุโรปเข้ามาเกี่ยวข้อง สอดคล้องกับที่ตนได้สอบถาม รมว.กลาโหมเยอรมนี หรือแม้แต่เจรจาขอให้เยอรมนีขายเครื่องยนต์ตรงกับไทย แล้วมาติดตั้งเองก็สามารถทำได้ ดังนั้นเรื่องที่ขอซื้อเครื่องยนต์จากเยอรมนีก็คงเป็นไปไม่ได้

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนได้มีการพูดคุยกับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย โดยฝากข้อความถึงกรมการเมืองภายในของจีน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการตัดสินใจ และเขาระบุว่า เป็นเรื่องของภาคเอกชนจีน ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้มากกว่านี้ โดยได้พยายามเจรจาหลายส่วนแล้ว และคงเป็นไปไม่ได้ที่ทางจีนจะยอม เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน จีนถึงพยายามหาทางออกในเรื่องการชดเชยต่างๆ แต่ถ้าไทยยกเลิกจีนก็คงไม่คืนเงิน เพราะเขาถือว่าไม่ได้ผิดเงื่อนไขในสัญญา แต่มันเกิดจากเรื่องเครื่องยนต์ ซึ่งจีนได้หาเครื่องยนต์มาทดแทนแล้ว และมีคุณสมบัติใกล้เคียง

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนได้พบกับทูตปากีสถาน ทราบว่ากองทัพเรือปากีสถานซื้อเรือดำน้ำจากจีนแบบเดียวกับไทย โดยได้ทำการทดลองใช้แล้วจาก 1 ใน 8 ลำ ผลสรุปคือไม่มีปัญหาใช้ได้ดี และมีการรับรองจากหน่วยงานว่ามีมาตรฐาน ดังนั้นชัดเจนว่าตอนนี้มีเพียง 2 ทางเลือก คือ

ยกเลิก แต่จะเสียเงินที่จ่ายไปแล้ว 80% ซึ่งเป็นเงิน 7,000-8,000 ล้านบาท ก็เป็นเรื่องที่จะต้องคิดถึงความเหมาะสมว่าจะดำเนินการอย่างไร

ส่วนอีกทางก็คือเดินหน้าต่อ ซึ่งสามารถมั่นใจในหลายเรื่องได้ในเรื่องความปลอดภัย แต่มีเรื่องสัญญาที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจน ซึ่งตนจะสอบถามทางกฤษฎีกาอีกครั้ง แม้ในยุคของนายสุทิน คลังแสง อดีตรมว.กลาโหม จะเคยสอบถามไปแล้วก็ตาม

พร้อมกันนี้จะชี้แจงให้ประชาชนรับฟังแนวทางทั้งหมดที่ได้ดำเนินการมา และจะเสนอนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องให้รับทราบ และเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

“ถ้าไม่ไปต่อ ก็เสียเงินทั้งหมด แต่ถ้าไปต่อ ก็ไม่มีปัญหา ได้เครื่องยนต์ที่มีมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งผ่านการวิจัยแล้วว่าเทียบเท่าเครื่องยนต์เดิม ก็สามารถไปได้ ในส่วนตัวของผม ผมก็มีความเห็นอยู่ในใจแล้ว” นายภูมิธรรม กล่าว

เมื่อถามว่า ดูแนวโน้มแล้วการเดินหน้าต่อจะส่งผลดีกว่าการยกเลิกใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็อยากให้ช่วยกันคิดเพื่อเป็นแนวทางให้ตนตัดสินใจ โดยตนต้องเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้ายก่อนเสนอ ครม.

เมื่อถามย้ำว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นแบบจีทูจี หากมีการยกเลิกจะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก นายภูมิธรรม กล่าวว่า สิ่งที่ตนต้องคิดคือเงินจ่ายไปแล้ว และมีการตั้งกองเรือดำน้ำ มีการฝึกและส่งกำลังพลไปศึกษา มีการตั้งหน่วย รวมถึงมีการก่อสร้างอู่จอดเรือดำน้ำ 80% แล้ว ในหลายเรื่องเกิดขึ้นแล้ว หากตัดสินใจไม่เอาสิ่งเหล่านี้ก็จะเสียทั้งหมด ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ตนคิดมาก และถ้าเอา ก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว ทางไหนที่รักษาประโยชน์ของประเทศได้ ตนจะใช้สิ่งเหล่านี้ตัดสินใจ

เมื่อถามว่าทางจีนขีดเส้นหรือไม่ ว่าอยากได้คำตอบเมื่อไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า จีนอยากได้คำตอบมานานแล้วตนโดนบริษัทจากจีน กองทัพเรือ นำเสนอเงื่อนไขมาให้ เพื่อให้ตนตัดสินใจ ซึ่งกองทัพเรือตัดสินใจแล้ว แต่สำหรับตนถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และจะกระทบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งทางจีนเองไม่อยากแทรกแซงประเทศไทย มากำหนดให้ต้องตัดสินใจ และทางจีนเองก็มีหน้าที่รักษาให้เป็นไปตามข้อสัญญาที่พลเรือนทำไว้

ทั้งนี้ ยืนยันว่า เรื่องเรือดำน้ำจะจบภายในยุคของตน ประมาณปลายเดือนพฤษภาคม หรือต้นเดือนมิถุนายนนี้ จะได้คำตอบที่ชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมาตนได้ทำทุกขั้นตอนแล้วที่กังวล และมีคำตอบที่ชัดเจนออกมา โดยมีข้อดีอย่างหนึ่งคือ ไม่ใช่เรื่องที่ตนไปเซ็นสัญญาและก่อขึ้น แต่เป็นเรื่องที่เราเข้ามาแก้ไขปัญหา ความจริงตนสามารถปล่อยเรื่องนี้ไปเรื่อยๆก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ไม่ใช่วิสัยของผู้บริหาร ก็สมควรที่ต้องตัดสินใจ

เมื่อถามว่า หากเดินหน้าโครงการเป็นกังวลเรื่องไหนมากที่สุด นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องความเข้าใจของประชาชนไม่อยากให้มีดรามา เมื่อตัดสินใจไป ส่วนสังคมจะเข้าใจหรือไม่นั้น ตนยังไม่ทราบ แม้จะเป็นโครงการที่ไม่ได้ทำในยุคของตน แต่เรื่องดรามามันมีมาก ขนาดยังไม่ได้ตัดสินใจก็ยังมีเรื่องว่าจะยกเรือให้กัมพูชา เลอะเทอะ ซึ่งไม่เป็นความจริง เขากำลังเจรจาหาทางออกไม่มีใครเขาทำอะไรที่จะทำให้รู้สึกว่าจะมีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็เคารพเรา ดังนั้นอย่าดราม่า เพราะมันมีทั้งผลดีและผลเสีย รวมถึงกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และผลกระทบต่อคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อแก้ไขปัญหา

‘หมอวรงค์’เตือน ‘สมศักดิ์’อุ้มชั้น14ระวังเจอร้องปปช.ผิดม.157

'หมอวรงค์'เตือน 'สมศักดิ์'อุ้มชั้น14ระวังเจอร้องปปช.ผิดม.157

‘หมอวรงค์’เตือน ‘สมศักดิ์’อุ้มชั้น14ระวังเจอร้องปปช.ผิดม.157

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.02 น.

“หมอวรงค์”เตือนสติ “สมศักดิ์ เทพสุทิน”ย้ำสิ่งที่รมว.สาธารณสุขต้องรู้  ถ้าหากยับยั้งมติแพทยสภา ที่ไม่มีเหตุผลทางการแพทย์สนับสนุน และไปเอาข้อมูลที่แพทย์มาร้อง มาเป็นเหตุผล  ระวังมีคนไปร้องผิดม.157 ต่อปปช. แน่ 

 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม  นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คระบุ เตือนสตินายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข โดยแสดงความเห็นว่า คณะทำงานที่นายสมศักดิ์  เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ตั้งขึ้นมา 10 คน ให้มาช่วยพิจารณามติแพทยสภา ดูแล้วน่าจะผิดทิศผิดทาง มีความเสี่ยงที่จะทำให้นายสมศักดิ์ ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

1.เรื่องมติแพทยสภา เป็นเรื่องจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพ แต่คณะทำงานที่ตั้งขึ้น10 คน กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญกฏหมาย 8 คน แต่เป็นแพทย์ 2 คน คุณจะเอานักกฎหมายมาพิจารณาจริยธรรม ของผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์หรือ

2.ถ้าดูตามขั้นตอนของกฎหมาย อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรี ในฐานะสภานายกพิเศษ มีอำนาจเพียง “เห็นชอบหรือยับยั้งมติแพทยสภา” นั่นคือ เห็นชอบหรือไม่ ที่จะตักเตือนแพทย์ 1คน และพักใบประกอบวิชาชีพแพทย์อีก 2 คน

ถ้าคุณไม่เห็นชอบ คุณมีเหตุผลทางการแพทย์อะไรมาสนับสนุน เพื่อที่จะลดหรือเพิ่ม ความหนักเบาของโทษทางจริยธรรม ซึ่งมี4 ระดับคือ

2.1 ว่ากล่าวตักเตือน

2.2 ภาคทัณฑ์

2.3 พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกิน 2 ปี

2.4 เพิกถอนใบอนุญาต

3.ขณะนี้คำสั่งแพทยสภาที่เป็นทางการ ยังไม่ได้ออกมา  เพราะทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอน การที่แพทย์ 2คน อ้างข้อมูลใหม่ ตลอดจนหลักฐานต่างๆ มาร้องขอความเป็นธรรม จึงมีความเสี่ยงที่มีการแทรกแซง การพิจารณาคดีจริยธรรมโดยฝ่ายการเมือง

นพ.วรงค์ระบุด้วยว่า  การร้องขอความเป็นธรรม จึงไม่ใช่ขั้นตอนนี้  ต้องรอให้ทุกอย่างจบ และมีคำสั่งแพทยสภาออกมาเป็นทางการ เขาจึงสามารถไปร้องขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครองได้ การมาร้องระหว่างการพิจารณายังไม่เสร็จสิ้น จึงมีความเสี่ยงต่อการแทรกแซงคดีสูงมาก”

 “สิ่งที่นายสมศักดิ์ต้องรู้ ถ้าหากคุณยับยั้งมติแพทยสภา ที่ไม่มีเหตุผลทางการแพทย์สนับสนุน และไปเอาข้อมูลที่แพทย์มาร้อง มาเป็นเหตุผล ผมเชื่อว่ามีคนไปร้อง 157 ต่อปปช. แน่  และที่สำคัญถ้าคุณยับยั้ง หากแพทยสภามีมติไม่ถึง 2/3 ของคณะกรรมการทั้งหมด  ไม่ใช่ทุกอย่างจบนะ  กฎหมายยังให้คณะกรรมการฯแพทยสภา เริ่มต้นลงมติเพื่อลงโทษใหม่  โดยใช้ชุดข้อมูลของอนุกรรมการสอบสวนชุดเดิม เพราะกฎหมายให้ความสำคัญกับความจริงที่อนุสอบสวนสอบมา  คุณอย่าคิดว่า ทุกอย่างจะจบลงง่ายๆ”นพ.วรงค์ระบุ

น่ากังวล! ‘กอบศักดิ์’ ชี้ 2 ปัญหาใหญ่ฉุดเศรษฐกิจไทย แม้ จีดีพี ไตรมาสที่ 1 สวยหรู

น่ากังวล! 'กอบศักดิ์' ชี้ 2 ปัญหาใหญ่ฉุดเศรษฐกิจไทย แม้ จีดีพี ไตรมาสที่ 1 สวยหรู

น่ากังวล! ‘กอบศักดิ์’ ชี้ 2 ปัญหาใหญ่ฉุดเศรษฐกิจไทย แม้ จีดีพี ไตรมาสที่ 1 สวยหรู

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.53 น.

แม้ตัวเลข GDP ไตรมาส 1 จะดูดี! ‘กอบศักดิ์’ ชี้จุดอ่อนเศรษฐกิจไทยยังน่าห่วง ทั้งบริโภคซบเซาและอุตสาหกรรมทรุดหนัก จี้รัฐเร่งแก้หนี้ครัวเรือนและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ หวั่นถูกเพื่อนบ้านแซงหน้า!

วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการ ธนาคารกรุงเทพ และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความระบุถึงหัวข้อ 2 ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทย !!!

เมื่อวานนี้ทางสภาพัฒน์ได้ประกาศ GDP ไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ขยายตัว +3.1% ออกมาได้ดีกว่าที่หลายคนคิด จากการเร่งส่งออก ที่ช่วยให้การส่งออกสินค้า +13.8% ซึ่งจะดีต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 โดยผู้ประกอบการสหรัฐคงพยายามเร่งนำเข้าก่อนที่จะหมด 90 วัน มีของไว้ก่อน แม้ว่าจะถูก Tariffs 10% เพราะในอนาคตไม่รู้ว่าจะจบกันอย่างไร

ในข้อมูล GDP ของสภาพัฒน์ที่แถลงออกมา มีตัวเลข 2 ตัวที่น่ากังวลใจ ที่จะกดดันเศรษฐกิจไทยไปในช่วงหลายปีข้างหน้า

1.การบริโภคภาคเอกชน ที่ขยายตัวได้เพียง +2.6% ซึ่งน่ากังวลใจ เพราะปกติแล้ว การบริโภคภาคเอกชนจะมีขนาดประมาณ 55% ของเศรษฐกิจ

เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย จะคึกคักหรือไม่ ก็จะขึ้นกับว่า คนใช้จ่ายหรือไม่ ซึ่งตัวเลขนี้ควรจะขยายตัวได้ 5-6% แต่ช่วง 4 ไตรมาสสุดท้าย ขยายตัวได้เพียงประมาณ 3% กว่าๆ ส่วนหนึ่งคงเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยโต และอีกส่วนคงมาจากการที่เราเป็นหนี้กันมาก มีหนี้ครัวเรือนสูงมีหนี้เสียเพิ่มขึ้น

2.ตัวเลขที่น่ากังวลใจไปกว่านั้นก็คือ การผลิตของภาคอุตสาหกรรม ภาคนี้ คือภาคที่สร้างรายได้หลักของประเทศ ล่าสุดมีสัดส่วนประมาณ 28% ของ GDP ในช่วงที่เราขยายตัวดีๆ ภาคนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ที่จะช่วยผลักเศรษฐกิจไทย ช่วงปี 2000-2007 ขยายตัวที่ +9.5% ช่วงปี 2010-2018 ขยายตัวที่ +4.1% แต่ 5 ไตรมาสสุดท้าย ขยายตัวเฉลี่ยเพียง +0.5% !!! ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าอุตสาหกรรมไทยกำลังตกรุ่น อย่างที่เราได้ยิน โรงงานกำลังปิด หรือ ลดกำลังการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มยานยนต์ที่กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ถ้าเราอยากเห็นเศรษฐกิจไทยคึกคักอีกรอบ

นี่คือโจทย์สำคัญที่เราต้องแก้ให้ได้ แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และ การสร้างหรือผลัดใบภาคอุตสาหกรรมไทย ที่จะมาเป็นรายได้ใหม่ๆ ให้กับประเทศ ทดแทนการปิดตัวของโรงงานแบบเดิมๆ ถ้าเราแก้ไม่ได้ เศรษฐกิจไทยก็ยากจะกลับไปโตอย่างที่เราหวังกัน ถูกเพื่อนบ้านแซง หรือ ทิ้งไว้ข้างหลัง โชคดีที่ช่วงนี้ หลายๆ ประเทศกำลังหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในอาเซียน ถ้าเราได้ส่วนแบ่งที่พอสมควร 3-5 ปีให้หลัง เราจะมีภาคอุตสาหกรรมใหม่ที่จะออกดอกออกผลอีกครั้ง ขอเป็นกำลังใจให้กับ BOI ครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘เผ่าภูมิ’โชว์สถิติรัฐบาล’อิ๊งค์’ GDP โตกว่า 3% ติดต่อกัน 3 ไตรมาส ครั้งแรกในรอบ 7 ปี

‘สรุเดช’เผย เฟ้นหาผู้สมัครเกรด A-B ภาคเหนือตอนบน มั่นใจเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 เขต

'สรุเดช'เผย เฟ้นหาผู้สมัครเกรด A-B ภาคเหนือตอนบน มั่นใจเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 เขต

‘สรุเดช’เผย เฟ้นหาผู้สมัครเกรด A-B ภาคเหนือตอนบน มั่นใจเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 เขต

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.26 น.

“สรุเดช”เผย กระแส พปชร.เริ่มฟื้นตัว หลังลุยภาคเหนือตอนบน เฟ้นหาผู้สมัคร ระดับเกรด A-B ร่วมงาน มั่นใจปักธงเลือกตั้งครั้งหน้าไม่น้อยกว่า 10 เขต

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้ทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัดได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน น่าน ทั้งหมด 34 เขต ซึ่งมีจำนวน สส.รวม 34 คน โดยในวันพุธที่ 21 พ.ค.นี้ ตนจะเดินทางไปภาคเหนือเพื่อพบปะกับผู้ที่แสดงเจตจำนงต้องการลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคในการเลือกตั้งปี 2570 กว่า 30 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นบุคคลคุณภาพอยู่ในระดับ A และ B เป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่ ซึ่งพร้อมจะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกพรรคต่อไป ตนยืนยันว่า พรรคจะคัดเลือกตัวแทนที่ดีที่สุด มีความสามารถ ส่งลงสนามสู้ศึกเลือกตั้ง 

“จากที่ผมได้มีโอกาสพบกับประชาชนในภาคเหนือตอนบน ยืนยันได้ว่า กระแสความนิยมของพรรคพลังประชารัฐ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการทำงานอย่างทุ่มเท จริงจัง และยึดความต้องการของประชาชน จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น คาดว่า ในการเลือกครั้งหน้า ประชาชนใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนจะให้โอกาสตัวแทนของพรรคพลังประชารัฐ เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรไม่ต่ำกว่า 10 เขต” นายสุรเดช กล่าว 

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า นับตั้งแต่ตนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นรองหัวหน้าพรรค ตนได้มีการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และพบปะพี่น้องประชาชน และร่วมกับว่าที่ผู้สมัคร เพื่อแนะนำตัวพร้อมทั้งรับฟังปัญหาโดยเฉพาะปัญหาการประกอบอาชีพ ที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหาที่ทำกินรวมถึงปัญหาคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นปัญหาที่พรรคให้ความสนใจ และเป็นนโยบายการของพรรคที่มีการติดตามการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ซึ่งได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกของรัฐสภา โดยเน้นย้ำให้แกนนำทุกคนได้ลงพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่นโยบายของพรรค ทั้งด้านการปกป้องสถาบัน และด้านเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวกับการทำมาหากิน ยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้ดีขึ้น

“ผมมีความมุ่งมั่น ทำงานอย่างเต็มที่ในการใช้ประสบการณ์ที่เคยได้รับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จ.พะเยา และเป็นอดีต สส. พรรคเพื่อแผ่นดิน รวมถึงความรู้ ความสามารถที่ตนมี  มาสร้างประโยชน์ให้กับพรรคพลังประชารัฐ และพี่น้องประชาชน โดยยึดแนวนโยบาย และปรัชญาพรรค”อนุรักษนิยมทันสมัย” ที่ยึดมั่นการปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สืบสานวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม และค่านิยมอันดีงามของชาติ มาสร้างการพัฒนาที่สร้างประโยชน์ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ทำให้เกิดเป็นพลังประชาชนเพื่อประชาชนและประเทศชาติ“

นายสุรเดช ยังกล่าวต่อว่า นโยบายของพรรคเน้นการทำงานโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำงานเพื่อสร้างพลังแห่งความ
สามัคดี ไม่แบ่งสี ไม่แบ่งเพศ ไม่แบ่งวัย ที่จะขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวต่อไป และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า มั่นคงยั่งยืน ปราศจากความขัดแย้งของคนในชาติ ดั่งเห็นได้จากโลโก้ใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ ที่มีคำว่า”พลัง” เป็นสีเขียว คำว่า “ประชา” เป็นสีน้ำเงิน คำว่า”รัฐ” เป็นสีแดง อยู่ภายในวงล้อพลวัตที่มี 3 แถบสีได้แก่ สีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว บนพื้นสีขาว โดยสีแดงหมายถึง ความสามัคคีร่วมมือร่วมใจของประชาชน สีน้ำเงิน หมายถึง ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ขณะที่ สีเขียว หมายถึง การอนุรักษ์ธรรมชาติวัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงาม และผสมผสมสานกับโลกเทคโนโลยีในปัจจุบัน และสีขาว หมายถึง ความเป็นธรรมาภิบาลของภาครัฐ

‘อ.คมสัน’กางกฎหมายฟันธง! ‘ทักษิณ’หนีแน่ๆ ชี้ถ้าติดคุกน่าจะอยู่จนตายไม่ได้ออก

'อ.คมสัน'กางกฎหมายฟันธง! 'ทักษิณ'หนีแน่ๆ ชี้ถ้าติดคุกน่าจะอยู่จนตายไม่ได้ออก

‘อ.คมสัน’กางกฎหมายฟันธง! ‘ทักษิณ’หนีแน่ๆ ชี้ถ้าติดคุกน่าจะอยู่จนตายไม่ได้ออก

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.26 น.

นายคมสัน โพธิ์คง ‘นักนิติศาสตร์’ กางกฎหมาย เชื่อ ทักษิณคงหนีแน่ๆ เพราะถ้าอยู่ติดคุกน่าจะอยู่จนตายไม่ได้ออก เนื่องจากทักษิณต้องกลับไปจำคุกในเบื้องต้นเสียก่อนเป็นเวลา 1 ปี

วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 นายคมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ โพสต์ข้อความว่า “หนีแน่ๆ” ตอนนี้มีแต่ข่าวลือและมีการพนันขันต่อกันว่า ถ้าศาลฎีกาพิจารณาเอกสารของทักษิณและหน่วยงานต่างๆ แล้วมีคำสั่งว่าที่ผ่านมาทักษิณยังไม่เคยรับโทษจำคุกตามหมายบังคับโทษของศาล ทักษิณจะหนีหรือเปล่า พรรคพวกส่วนใหญ่ต่อให้หนี ไม่มีใครรองว่าอยู่ ผมไม่พนันต่อรองกับใคร แต่รอมั่วรับไปทานเลี้ยงของคนชนะ โดยส่วนตัวของผมด้วยเหตุแห่งมนุษยธรรม(อ้างไปงั้นแหล่ะ)ผมวิเคราะห์แล้วเห็นว่า ทักษิณคงหนีแน่ๆ เพราะถ้าอยู่ติดคุกน่าจะอยู่จนตายไม่ได้ออก เนื่องจากทักษิณต้องกลับไปจำคุกในเบื้องต้นเสียก่อนเป็นเวลา ๑ ปีตามประกาศพระบรมราชโองการให้ลดโทษ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ ที่ให้ลดโทษจาก ๘ ปี เหลือ ๑ ปี แต่ผลพวงที่ตามมานี่สิ มันน่ากลัวมาก มีอะไรบ้างมาดูกัน

๑. ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕๕ วรรคท้าย ระบุว่า “ในกรณีที่ส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำตามวรรคสอง มิให้ถือว่าผู้ต้องขังนั้นพ้นจากการคุมขัง และถ้าผู้ต้องขังไปเสียจากสถานที่ที่รับผู้ต้องขังไว้รักษาตัว ให้ถือว่ามีความผิดฐานหลบหนีที่คุมขังตามประมวลกฎหมายอาญา” หากศาลระบุว่า ทักษิณไม่ได้รับโทษจำคุกเลย คดีที่ตามต่อมาก็คือ คดีนักโทษหนีจากที่คุมขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๐ ที่บัญญัติไว้ว่า

“มาตรา ๑๙๐ ผู้ใดหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดดังกล่าวมาในวรรคแรกได้กระทำโดยแหกที่คุมขัง โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง
นอกจากทักษิณจะต้องติดคุกตามประกาศพระบรมราชโองการให้ลดโทษ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ เป็นเวลา ๑ ปีแล้ว จะต้องถูกดำเนินคดีต่อตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๐ ประกอบกับพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ฯ มาตรา ๕๕ วรรคท้าย ซึ่งหากศาลว่าผิดจริง(คุณเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส กับสุรเชษฐ์ หักพาลน่าจะเป็นพยานปากสำคัญ) คงต้องโทษจำคุกเพิ่มอีกไม่เกิน ๕ ปี ซึ่งโดยพฤติกรรมถ้าศาลเห็นว่าร้ายแรงต่อกระบวนการยุติธรรม(ผมเห็นว่าร้ายแรงเพราะทักษิณเป็นผู้นำจิตวิญญาณที่มีอิทธิพลทางความคิดเหนือรัฐบาล) ศาลอาจลงเต็มถึง ๕ ปีเลยก็ได้

๒. ทักษิณอาจต้องร่วมกันรับผิดในฐานเป็นผู้ใช้หรือเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และคณะแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวทักษิณไปนอกเรือนจำ รวมทั้งแพทย์ในโรงพยาบาลตำรวจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องอาจถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ มาตรา ๑๘๔ มาตรา ๒๐๓ และมาตรา ๒๐๔ ซึ่งอาจต้องรับโทษต่างกรรมต่างวาระกัน ซึ่งต้องรับโทษรายกระทง และอาจต้องรับโทษตั้งแต่ ๑ ปีถึง ๑๐ปี และอาจต้องรับโทษฐานเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนในความผิดที่ทักษิณจะต้องได้รับตาม ๑ ด้วย ส่วนทักษิณที่ต้องรับผิดฐานเป็นในฐานเป็นผู้ใช้หรือเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลเหล่านั้น ซึ่งต้องรับโทษเพิ่มเติมจาก ๑. เท่าบุคคลเหล่านั้นหรือย่างน้อยสองในสามของโทษที่บุคคลเหล่านั้นได้รับ

๓. การขอรับพระราชทานอภัยโทษตามประกาศพระบรมราชโองการให้ลดโทษ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ มีข้อความระบุว่าทักษิณได้รับโทษมาแล้ว ๑๐ วัน และนายทักฺษิณได้สำนึกผิดในความผิดที่ตนกระทำ ซึ่งเป็นการบังคมทูลด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ถึงแม้จะไม่มีโทษของการฝ่าฝืนพระบรมราชโองการในกฎหมายใดๆ ก็ตาม แต่โดยส่วนตัวผมเห็นว่า ผู้กระทำการจนเป็นเหตุให้มีการทูลเกล้าขอพระราชทานอภัยโทษ ทำการที่เป็นการแสดงออกในลักษณธหลอกลวงไม่แสดงความเคารพต่อพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ที่ทรงอยู่เหนือการเมือง ทำการหลอกลวงอันเป็นเท็จเพื่อให้ทรงมีพระบรมราชโองการอภัยโทษ ซึ่งเป็นการกระทำที่เข้าลักษณะการดูหมิ่นไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ต้องระวางโทษตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ทักษิณซึ่งมีส่วนร่วมอาจต้องถูกดำเนินคดีในความผิดดังกล่าวด้วยในฐานเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวด้วย

๔. ทักษิณยังมีคดีค้างอยู่ในศาลอาญา คดีการกระทำความผิดที่กล่าวดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่กล่าวกับช่องโทรทัศน์ของเกาหลี อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ต้องระวางโทษตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ซึ่งโดยสถานะของทักษิณที่ผ่านมาและการต่อสู้คดีที่แสดงว่าไม่สำนึกผิดในการกระทำ อาจถูกลงโทษเต็มระวางความผิดก็ได้

เมื่อรวมๆความผิดและระวางโทษที่จะได้รับในคดีต่างๆ ที่วิเคราะห์มาแล้ว เผลอๆอาจต้องติดคุกเพิ่มขั้นต่ำประมาณ ๖-๘ ปี หรือขั้นสูงถึง ๔๐-๔๘ ปี ตอนนี้ทักฺษิณอายุ ๗๕ ปีแล้ว ถ้ารับโทษเต็มๆตามการวิเคราะห์ จะออกจากเรือนจำอย่างเร็วสุดตอนอายุ ๘๓ ปี อย่างช้าสุด ๑๑๓ ปี

แค่นี้ยังไม่รวมถึงที่มีผู้อื่นต้องรับผิดอีกนะ เช่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หรือนายกรัฐมนตรี ที่เข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้มีความผิดฐานเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนนะ

เมื่อวิเคราะห์แบบนี้ผมเลยไม่พนันกับใคร เพราะถ้าพนันกันผมได้กินแน่ๆ เพราะทักษิณคงไม่อยู่ติดคุกแน่ ตามที่จตุพร พรหมพันธ์ กล่าวไว้กันว่าทักษิณจะไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว

หนีแน่เลยครับ.

กอบกู้ชื่อเสียง หรือยืนข้างคนผิด? ‘วิรังรอง’ชี้ทางสว่างผู้ตรวจการแผ่นดิน ปมชั้น 14

กอบกู้ชื่อเสียง หรือยืนข้างคนผิด? 'วิรังรอง'ชี้ทางสว่างผู้ตรวจการแผ่นดิน ปมชั้น 14

กอบกู้ชื่อเสียง หรือยืนข้างคนผิด? ‘วิรังรอง’ชี้ทางสว่างผู้ตรวจการแผ่นดิน ปมชั้น 14

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.05 น.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 นางวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ และนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 30 โพสต์ข้อความว่า ชี้ทางสว่างให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่องที่เคยมีคำวินิจฉัยขัดมติแพทยสภา

ดิฉันเขียนบทความนี้ ในฐานะประชาชนที่หวังดีกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อยากจะให้เรื่องชั้น ๑๔ จบลงอย่างถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงขอเสนอ แนวทางแก้ปัญหาให้นายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ดังนี้

๑. ถ้ามีผู้แนะนำ ให้ไม่รับหนังสือร้องเรียนของดิฉัน ขอแนะนำให้ท่านอย่าทำตามคำแนะนำนั้น

๒. ขอให้ท่านรับคำร้องโดยเร็ว เพื่อพิจารณาวินิจฉัย

๓. การรับคำร้องเรียน ไม่ใช่เรื่องเสียหน้าว่าผู้ตรวจการแผ่นดินเคยวินิจฉัยผิดพลาด แต่เป็นโอกาสให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน นายทรงศัก สายเชื้อ ได้ทบทวนคำวินิจฉัยเดิม หลังจากที่มีมติแพทยสภาออกมาซึ่งมีผลให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยเฉพาะประเด็นสำคัญคือการเร่งรีบยุติการวินิจฉัยโดยที่ไม่มีเวชระเบียน ซึ่งเป็นหลักฐานเอกสารสำคัญ

๔. เหตุผลที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน นายทรงศัก สายเชื้อ รับเรื่องที่ดิฉันโต้แย้ง ก็คือ เนื่องจากได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บัดนี้ มีหลักฐานข้อเท็จจริงอันเป็นที่น่าเชื่อถือได้จากแพทยสภา ซึ่งหลักฐานข้อเท็จจริงนี้ไม่เคยปรากฏในขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดินทำการวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนในครั้งก่อน

๕. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอหลักฐานเอกสาร จากแพทยสภามาประกอบคำวินิจฉัย โดยเฉพาะเวชระเบียน โดยไม่ต้องรอความเห็นชอบของนายกสภาพิเศษ เนื่องจากนายกสภาพิเศษ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อมติลงโทษ แพทย์ทั้ง ๓ เท่านั้น แต่ไม่สามารถจะกลับคำวินิจฉัยของแพทยสภาว่า ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าป่วยขั้นวิกฤติ และดิฉันเชื่อว่า แม้นายกสภาพิเศษ จะไม่เห็นชอบต่อมติของแพทยสภา แต่แพทยสภา โดยเสียงส่วนใหญ่ ก็จะยืนยันมติเดิม นอกจากนี้ดิฉันไม่เห็นมีผู้ใดในโลกใบนี้ ที่จะแย้งแพทยสภาได้เรื่องการป่วยวิกฤต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ กรณีชั้น ๑๔

ทั้งนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินควรระบุให้ชัดเจนว่า เป็นเรื่องด่วนที่สุด ดิฉันเชื่อว่า แพทยสภาสามารถจะส่งข้อมูลให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้โดยเร็วไม่ต้องรอถึง ๓๐ วัน ตามเกณฑ์

๖. ผู้ตรวจการแผ่นดิน เร่งรัด พิจารณาข้อมูล แล้วสรุปคำวินิจฉัย และแจ้งให้ดิฉันผู้ร้องเรียน ตลอดจนสาธารณชนทราบคำวินิจฉัยโดยเร็ว ก่อนวันที่ ๑๓ มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกานัดไต่สวน

ผู้ตรวจการแผ่นดินควรที่จะฉลาดเอาตัวรอดบ้าง ถ้าดูข่าวก็คงพอจะทราบว่าตอนนี้ทุกคนเอาตัวรอด โบ้ยใครได้ก็โบ้ย ทำไมผู้ตรวจการแผ่นดินยังรีรออะไรอยู่การที่ดิฉันแนะนำเช่นนี้ ไม่มีผลเสียเลยต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน นายทรงศัก สายเชื้อ และการที่หน่วยงานรัฐให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หรือไม่ถูกต้อง ก็คือปัญหาของหน่วยงานนั้น ไม่ใช่ปัญหาของผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะต้องไปออกหน้ารับแทน และก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ผู้ตรวจการแผ่นดินเท่านั้น แม้แต่ ปปช.ก็ไม่ได้หลักฐานครบ กสม. ก็ไม่ได้ครบ เพียงแต่ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยเร็วไปหน่อย แต่เมื่อพบว่ามีข้อมูลใหม่ที่มีเหตุมีผลน่าเชื่อถือ การจะนำข้อมูลนั้นมาวินิจฉัยนั้น ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดิน นายทรง สายเชื้อเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ย่อมดำเนินการให้เป็นไปได้แน่นอน

นาทีนี้ท่านเลือกได้ว่าจะเป็นผู้กอบกู้ชื่อเสียงของท่านและสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินกลับคืนมา หรือท่านพร้อมที่จะรับผลที่อาจจะตามมาโดยท่านจะยืนเคียงข้างชั้น ๑๔ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำลังถูกเพ่งเล็งว่าประพฤติมิชอบ.

ปูด ‘ทักษิณ’ ชม ‘อนุทิน’ เป็นผู้ที่มีความจริงจังจริงใจ สนิมสนมไว้วางใจพิเศษกับ ‘อุ๊งอิ๊ง’

ปูด 'ทักษิณ' ชม 'อนุทิน' เป็นผู้ที่มีความจริงจังจริงใจ สนิมสนมไว้วางใจพิเศษกับ 'อุ๊งอิ๊ง'

ปูด ‘ทักษิณ’ ชม ‘อนุทิน’ เป็นผู้ที่มีความจริงจังจริงใจ สนิมสนมไว้วางใจพิเศษกับ ‘อุ๊งอิ๊ง’

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.32 น.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย นักวิจารณ์การเมือง โพสต์ข้อความระบุว่า พ่อใหญ่แม้วชมอนุทิน มีความซื่อตรงมั่นคงต่อการร่วมรัฐบาล ในงานเลี้ยงส่ง ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เมื่อเที่ยงวานนี้ พ่อใหญ่แม้ว ได้พบกับ คุณหรีด อดีตสาวคนสนิทของอดีตนายกรัฐมนตรีแห่งค่ายราชครู พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งมีความสนิทสนมกับนายนุทิน ชาญวีรกุลมาร่วม 40 ปีแล้ว

พ่อใหญ่แม้วได้กล่าวชื่นชมนายอนุทิน ชาญวีรกุลว่า เป็นผู้ที่มีความจริงจังจริงใจในการทำงานร่วมกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล มีความไว้วางใจกัน ทำให้ความร่วมมือระหว่าง พรรคร่วมรัฐบาลมั่นคงราบรื่น และมีความสนิทสนมไว้วางใจพิเศษกับนายกรัฐมนตรีแพท้องธารด้วย

ในขณะที่ ข่าวคราว การคว่ำกฎหมายงบประมาณ ในการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญนี้ ก็คลี่คลายไปมากเพราะล่าสุด มีท่าทีจากทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ว่าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคพร้อมสนับสนุนร่างกฎหมายงบประมาณของรัฐบาลและเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาใดๆเกิดขึ้น
ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมทำให้ฝ่ายต่อต้านผิดหวังอีกเรื่องหนึ่ง

พ่อใหญ่แม้วแกไปร่วมงานเลี้ยงส่ง ท่านประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ก็เพราะแกสนิทสนมกันมานานแล้ว และท่านประธานาธิบดีเดินทางมาเยือนประเทศไทย ในครั้งนี้ ก็เกิดจากการเชิญชวนของพ่อใหญ่แม้วนั่นแหละ

สำนักข่าวกระบี่เดียวดายแม่นยำเสมอ.

‘เผ่าภูมิ’โชว์สถิติรัฐบาล’อิ๊งค์’ GDP โตกว่า 3% ติดต่อกัน 3 ไตรมาส ครั้งแรกในรอบ 7 ปี

'เผ่าภูมิ'โชว์สถิติรัฐบาล'อิ๊งค์' GDP โตกว่า 3% ติดต่อกัน 3 ไตรมาส ครั้งแรกในรอบ 7 ปี

‘เผ่าภูมิ’โชว์สถิติรัฐบาล’อิ๊งค์’ GDP โตกว่า 3% ติดต่อกัน 3 ไตรมาส ครั้งแรกในรอบ 7 ปี

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.20 น.

‘เผ่าภูมิ’ โชว์สถิติรัฐบาลแพทองธาร GDP โตกว่า 3% ติดต่อกัน 3 ไตรมาส ครั้งแรกในรอบ 7 ปี เกิดขึ้นเพียง 7 ครั้งในประวัติศาสตร์ไทย 

วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ภายใต้รัฐบาลนายกฯแพทองธารบริหารเศรษฐกิจ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในไตรมาส 3 ปี 2567 
GDP ไตรมาส 3 ปี 2567 โต 3.0% 

GDP ไตรมาส 4 ปี 2567 โต 3.3%

GDP ไตรมาส 1 ปี 2568 โต 3.1% (ที่สภาพัฒน์ฯเพิ่งประกาศ)

การขยายตัวของ GDP มากกว่าร้อยละ 3 ติดต่อกัน 3 ไตรมาสนี้ แสดงถึงโมเมนตัมทางเศรษฐกิจที่ดี เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี และในประวัติศาสตร์ไทยมีเพียง 7 ครั้งเท่านั้นที่เกิดขึ้น โดยที่สถิติสูงสุดของประเทศเกิดขึ้นในรัฐบาลนายกฯทักษิณ ที่การขยายตัวของ GDP มากกว่าร้อยละ 3 ติดต่อกันถึง 22 ไตรมาส

“เราเริ่มต้นได้ดี แต่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญไม่แน่นอนมากขึ้นจากนโยบายด้านการค้าและภาษี ซึ่งเป็นปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุมและกระทบทั่วทั้งโลก รัฐบาลให้คำมั่นสัญญามาตรการรองรับสถานการณ์จะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สอดรับกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่สุด รัดกุมที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ” ดร.เผ่าภูมิ กล่าว

เอาด้วย! ‘เทพไท’หนุนแนวคิด’ธิดา’ ให้’ทักษิณ’เข้าคุก ทุกอย่างจบสวยแน่

เอาด้วย! 'เทพไท'หนุนแนวคิด'ธิดา' ให้'ทักษิณ'เข้าคุก ทุกอย่างจบสวยแน่

เอาด้วย! ‘เทพไท’หนุนแนวคิด’ธิดา’ ให้’ทักษิณ’เข้าคุก ทุกอย่างจบสวยแน่

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.05 น.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส. นครศรีธรรมราช ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า หนุน ทักษิณ ติดคุกจริง

ผมเห็นด้วยกับแนวความคิดของนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ อดีตประธาน นปช. ที่พูดถึงนายทักษิณ ชินวัตรว่า “ในฐานะที่รู้จักกันมา มีคำแนะนำว่าให้เข้าคุกเหมือนกับคนอื่นดีที่สุด จะเป็นทางที่นายทักษิณไม่ต้องไปเสียชีวิตอยู่เมืองนอก และจะทำให้อยู่รอดได้” ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้นายทักษิณยอมติดคุก ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เปิดไต่สวนกรณีชั้น 14 ของนายทักษิณ ในวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ถ้าหากว่าผลการไต่สวนของศาลฎีกาฯ เห็นว่าการบังคับโทษของศาลฎีกาฯที่ให้นายทักษิณไปรับโทษจำคุก ยังไม่ได้ปฏิบัติตามหมายศาล ซึ่งนายทักษิณต้องกลับไปถูกจำคุกใหม่ ตามโทษจำคุกที่เหลืออยู่ หลังจากได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ จาก8ปีเหลือ1ปี ก็ต้องไปจำคุกให้ครบตามโทษที่เหลือเหลืออยู่

ผมสนับสนุนเรียกร้องให้ทุุกคนปฏิบัติตามกฏหมาย ถ้าหากนายทักษิณยินยอมปฏิบัติตามหมายศาล คือยินยอมจำคุก1ปี ก็ไม่มีปัญหาความขัดแย้งในสังคม ก็ไม่มีความเคลื่อนไหว หรือกระแสกดดันทางการเมืองก็ไม่มีในประเทศไทย เพราะผู้ที่ถูกคำพิพากษาทุกคน ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาทั้งสิ้น จะมีแต่เพียงนายทักษิณคนเดียว ซึ่งได้อภิสิทธิ์ชนมากที่สุดหรือเป็นนักโทษที่โชคดีที่สุด ที่ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษจาก8ปีเหลือ1ปี ซึ่งไม่เคยมีนักโทษคนไหนได้รับพระมหากรุณาธิคุณแบบนี้เลย

ผมเคยต้องโทษถูกศาลตัดสินจำคุก2ปี ก็ยอมติดคุกตามคำพิพากษาของศาล ไม่เคยได้รับโอกาสใดๆ ให้ได้รับการลดโทษ ถูกบังคับโทษครบตามคำพิพากษา แต่สำหรับนายทักษิณ อาจจะไม่พอใจในเงื่อนไขที่มีดีลลับหรือดีลการเมืองกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม เมื่อมีการหักดีล เบี้ยวดีลกัน จึงเกิดความไม่พอใจ ไม่ยอมปฏิบัติเหมือนกับนักโทษทั่วไป ที่ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ จึงดื้อดันหรืออารยะขัดขืน ต้องจัดให้มาพักอยู่ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ จนถึงวันได้รับการพักโทษ

ถ้าหากว่าศาลฎีกามีคำพิพากษาให้นายทักษิณกลับไปจำคุกใหม่ ผมสนับสนุนให้นายทักษิณได้ปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมไทยเสียหาย ถ้านายทักษิณจะถือความเป็นอภิสิทธิ์ชนอยู่เหนือกฎหมาย ก็จะเป็นการทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรมของประเทศ ซึ่งจะเสียหายต่อภาพรวมของประเทศแล้ว เชื่อว่าคนไทยที่รักความยุติธรรม และผู้รักความเป็นธรรมทุกคนยอมไม่ได้ นายทักษิณจะเป็นปัญหาของสังคม จะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งขัดต่อดีลทางการเมือง ที่นายทักษิณได้ให้กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม3ข้อ คือ 1.จะเอาชนะทางการเมืองกับพรรคประชาชนให้ได้ 2.จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนให้ได้ 3.จะสร้างความสามัคคีปรองดองได้เกิดขึ้นในชาติให้ได้

ถ้านายทักษิณยังทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน อยู่เหนือกฎหมาย คนไทยทั้งประเทศย่อมไม่เห็นด้วย จะมีการเคลื่อนไหวคัดค้าน ถ้าเป็นเช่นนี้ ความปรองดอง ความสามัคคีในชาติ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสรุปได้ว่าดีลลับหรือดีลการเมือง ที่นายทักษิณให้กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม ล้มเหลวทั้ง3ข้อ