กรมประมงชูต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำ

กรมประมงชูต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำ

กรมประมงชูต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.55 น.

กรมประมง เล็งสร้างต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำชุมชน ภายใต้ “พะเยาโมเดล” จัดคอร์สถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลาเคลื่อนที่เพื่อปล่อยเลี้ยงในนาข้าวสรรพสี หนุนส่งเสริมวิถีการทำเกษตรแบบผสมผสาน สร้างแหล่งอาหารที่ยั่งยืน

วันนี้ (29 พ.ค.) กรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดพะเยา ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะพันธุ์ปลาด้วยชุดเพาะฟักแบบเคลื่อนที่ (Mobile Hatchery) พร้อมมอบชุดอุปกรณ์ให้แก่สมาชิกกลุ่มชุมชนประมงท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงปลาในนาข้าวสรรพสี ตามโครงการนำร่องหน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงแหล่งน้ำชุมชน ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา พร้อมเตรียมผลักดันสู่การเป็นต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำชุมชน ภายใต้พะเยาโมเดล

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากการที่นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าวสรรพสี ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา ภายใต้ “พะเยาโมเดล” กรมประมงซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ จึงได้ดำเนินโครงการนำร่องหน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงแหล่งน้ำชุมชน โดยใช้วิถีการทำเกษตรแบบผสมผสานมาร่วมพัฒนาพื้นที่แปลงนา ด้วยการเลี้ยงปลาในระหว่างปลูกข้าวสรรพสี ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้สัตว์น้ำช่วยควบคุมและกำจัดศัตรูพืช ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมของการเจริญเติบโตของต้นข้าว ลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูข้าว ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาโดยใช้หลักการควบคุมทางธรรมชาติ (Natural Base Solution : NBS) 

สำหรับการเดินหน้าโครงการนำร่องหน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมง แหล่งน้ำชุมชนพื้นที่  ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา ในขณะนี้ กรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดพะเยา และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยชุดเพาะฟักเคลื่อนที่ (Mobile Hatchery) ให้แก่ชุมชนประมงท้องถิ่น “กลุ่มประมงชุมชนตำบลสันป่าม่วง” ที่มีการปลูกข้าวสรรพสี ซึ่งมีสมาชิก 22 ราย พร้อมมอบชุดอุปกรณ์ 1 ชุด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแปลงนาศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งอยู่ภายใต้ “พะเยาโมเดล”

นอกจากนี้ ยังได้เร่งดำเนินกิจกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำชุมชนอื่นๆ เพื่อให้เกิดเป็นแหล่งอาหารประจำหมู่บ้าน โดยได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนให้กลุ่มชุมชนประมงท้องถิ่นมีความเข้มแข็งในการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรในแหล่งน้ำ รวมทั้งอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกัน ตลอดจนสามารถต่อยอดไปถึงการแปรรูปผลผลิตสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

“กรมประมงพร้อมที่จะสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และศักยภาพของชุมชนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้หน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงแหล่งน้ำชุมชน ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำชุมชนของพื้นที่จังหวัดพะเยาและขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรและประชาชน พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และขับเคลื่อนภาคเกษตรไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป”  นางฐิติพร กล่าว

015

‘ฉก.พญานาคราช’ลุยตรวจโรงงานทุเรียนแช่แข็งจากเวียดนาม สั่งอายัด 54,720 กิโลฯ

'ฉก.พญานาคราช'ลุยตรวจโรงงานทุเรียนแช่แข็งจากเวียดนาม สั่งอายัด 54,720 กิโลฯ

‘ฉก.พญานาคราช’ลุยตรวจโรงงานทุเรียนแช่แข็งจากเวียดนาม สั่งอายัด 54,720 กิโลฯ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.36 น.

“ฉก.พญานาคราช” พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่สุ่มตรวจทุเรียนแช่เยือกแข็งในพื้นที่จังหวัดระยองอย่างเข้มข้น พบว่าสินค้านำเข้าจากเวียดนาม  รวมทั้งสิ้น 54,720 กิโลกรัม สั่งอายัดแล้ว พร้อมสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์สาร BY2 ถ้าพบต้องทำลายทิ้งทั้งหมด

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ฉก.พญานาคราช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นำโดย นายพงศ์ไท ไทโยธิน รองเลขาธิการ มกอช. เป็นหน่วยงานหลักร่วมบูรณาการกับกรมวิชาการเกษตร ได้กำหนดแผนเข้าตรวจสอบคุณภาพทุเรียนแช่เยือกแข็ง ที่โรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่อง การปฏิบัติตามข้อกำหนดตามมาตรฐานบังคับทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ. 9046-2560) เช่น ปริมาณและแหล่งการรับวัตถุดิบ ขั้นตอนกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพของสินค้า เป็นต้น

จากการเข้าตรวจสอบสถานที่เก็บสินค้าพบว่า มีปริมาณสินค้าทุเรียนแช่เยือกแข็งนำเข้าจากเวียดนาม จำนวน 2,736 กล่อง กล่องละ 20 กิโลกรัม รวมทั้งสิ้น 54,720 กิโลกรัม โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอายัดสินค้าดังกล่าว และสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์สาร BY2 Cadmium และเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค 4 ชนิด ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจที่ต้องใช้กระบวนการทางห้องปฏิบัติการ (Lab) ประมาณ 5- 7 วัน หากมีรายงานผลการตรวจสอบว่าพบสาร BY2 และ Cadmium จะดำเนินการทำลายสินค้าดังกล่าว ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ต่อไป

ด้านนายพงศ์ไท ไทโยธิน รองเลขาธิการ มกอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า  มกอช.  จะกำหนดแผนบูรณาการร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และ ฉก.พญานาคราช ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตสินค้าทุเรียนแช่เยือกแข็งเชิงรุกที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานบังคับ : การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ. 9046-2560) โดยจากข้อมูลโรงงานผลิตทุเรียนที่ขึ้นทะเบียนส่งออกในระบบคำขอใบอนุญาตส่งออก TAS-License  มีจำนวน 108 ราย มีปริมาณโรงงานแช่เยือกแข็ง แยกตามรายจังหวัด ดังนี้ 1) จังหวัดจันทบุรี จำนวน 24 โรงงาน 2) จังหวัดชุมพร จำนวน 21 โรงงาน 3) จังหวัดปทุมธานี จำนวน 19 โรงงาน 4) จังหวัดระยอง จำนวน 10 และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน มกอช. ได้ประสานบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่กำกับดูแลการนำเข้าทุเรียนแช่เยือกแข็ง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมศุลกากร เป็นต้น เพื่อยกระดับการตรวจสอบความปลอดภัยโดยกำหนดมาตรการให้การนำเข้าทุเรียนสดและทุเรียนแช่เยือกแข็งจากต่างประเทศ ต้องแนบรายงานผลวิเคราะห์ (Test report) ว่าไม่พบการปนเปื้อน BY2 Cadmium และทำการเปิดตู้สินค้าทุกตู้ เพื่อตรวจสอบและเก็บตัวอย่างส่งตรวจห้องปฏิบัติการวิเคราะห์หาสารทั้งสองรายการดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการป้องกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาในประเทศไทย รวมทั้งเป็นการตรวจเข้มมาตรฐานสินค้าเกษตรที่จะส่งออกจากไทยไปต่างประเทศอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก

Colorkey บุกตลาดไทย! เปิดตัวแบรนด์เครื่องสำอางจากประเทศจีน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์สาวไทย

Colorkey บุกตลาดไทย! เปิดตัวแบรนด์เครื่องสำอางจากประเทศจีน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์สาวไทย

Colorkey บุกตลาดไทย! เปิดตัวแบรนด์เครื่องสำอางจากประเทศจีน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์สาวไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.08 น.

Colorkey แบรนด์เครื่องสำอางยอดนิยมจากประเทศจีน ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของสาวไทย โดยมุ่งเน้นที่ความหลากหลาย ของผลิตภัณฑ์ สีสันสดใส และราคาที่เข้าถึงได้

Colorkey แบรนด์เครื่องสำอางที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศจีนได้ขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่องสู่ตลาดโลก โดยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการเปิดตัวในประเทศต่างๆ ทั่วเอเชีย เช่น เวียดนาม มาเลเซีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน และล่าสุดกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย รวมถึง อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์

ด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ลิปสติก, เซ็ตติ้ง สเปรย์, อายแชโดว์, บลัชออนไปจนถึงผลิตภัณฑ์สกินแคร์ สำหรับผิวหน้า โดยเน้นการใช้ส่วนผสมคุณภาพสูงและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและปลอดภัย

Colorkey ยังคงมุ่งมั่นที่จะขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก โดยมีแผนที่จะเปิดตัวในประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต พร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกอย่างแท้จริง

การเปิดตัวในประเทศไทยครั้งนี้ Colorkey ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีน เช่น ลิปสติกเนื้อไอศกรีมในรูปแบบกระปุกอย่าง COLORKEY Bouncy Creamy Multi-Purpose Mud ที่ให้สีสันสดใสติดทนนาน ทาได้ทั้งปาก แก้ม ตา และยังมีเมคอัพ เซ็ตติ้ง สเปรย์ อย่าง COLORKEY Airy Soft Matte Makeup Setting Spray อายแชโดว์พาเลตต์ที่มีสีสันหลากหลาย และผลิตภัณฑ์อื่นๆ สำหรับผิวหน้าที่ช่วยให้ผิวดูสวยสุขภาพดีอีกมากมาย

“Colorkey มุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่ครองใจสาวไทย โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง สีสันสดใส และราคาที่เข้าถึงได้ เราเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของเราจะช่วยให้สาวไทยทุกคนได้แสดงออกถึงความงามในแบบที่เป็นตัวเองอย่างมั่นใจ”

ผลิตภัณฑ์ของ Colorkey มีวางจำหน่ายแล้วที่ร้านค้าออนไลน์และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ สาวๆ สามารถติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นต่างๆ ของ Colorkey ได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียของแบรนด์

ช่องทางการติดตาม Colorkey

● Instagam: colorkey_thailand

● Facebook: Colorkey Thailand

● Tiktok: colorkey.thailand

มิโด (MIDO) เผยโฉมเรือนเวลารุ่นใหม่ คอลเลกชั่น โอเชียน สตาร์ จีเอ็มที (Ocean Star GMT)

มิโด (MIDO) เผยโฉมเรือนเวลารุ่นใหม่ คอลเลกชั่น โอเชียน สตาร์ จีเอ็มที (Ocean Star GMT)

มิโด (MIDO) เผยโฉมเรือนเวลารุ่นใหม่ คอลเลกชั่น โอเชียน สตาร์ จีเอ็มที (Ocean Star GMT)

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

บันทึกทุกช่วงเวลาของเดินทางอันน่าจดจำไปกับ มิโด (MIDO) แบรนด์เรือนเวลาหรูสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้เปิดตัวนาฬิกาดีไซน์เรโทรสุดคลาสสิกในโทนสีน้ำตาลช็อกโกแลตจากคอลเลกชั่น โอเชียน สตาร์ จีเอ็มที (Ocean Star GMT) นาฬิกาคู่ใจนักผจญภัยที่พร้อมลุยทุกสภาพแวดล้อมทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยคุณสมบัติกันน้ำที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ต้องการความแม่นยำในทุกการสำรวจ มิโด (MIDO) แบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน (GEORGES SCHAEREN) เริ่มก่อตั้งบริษัท MIDO G.SCHAEREN & CO. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชันการใช้งานที่ครบถ้วน

เรือนเวลาดีไซน์ใหม่ล่าสุดจาก มิโด (MIDO) ในคอลเลกชั่น โอเชียน สตาร์ จีเอ็มที (Ocean Star GMT) ถูกออกแบบมาในสไตล์เรโทรสุดคลาสสิก พร้อมคุณสมบัติการกันน้ำที่ถูกพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ จากความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการกันน้ำของ มิโด (MIDO) ที่มีมาอย่างยาวนานเกือบหนึ่งศตวรรษ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1934 ที่ได้คิดค้นระบบ Aquadura ขึ้นมา และตระกูลโอเชียน สตาร์ ก็ได้กำเนิดขึ้นใน ค.ศ. 1944 โดยสำหรับ โอเชียน สตาร์ จีเอ็มที (Ocean Star GMT) รูปลักษณ์ใหม่นี้มีความพิเศษคือระบบ จีเอ็มที (GMT) ในหน้าปัดเส้นผ่านศูนย์กลาง 44 มิลลิเมตร ที่สามารถแสดงเวลาสองไทม์โซนที่แตกต่างกัน ได้แก่ เวลาของเมืองต้นทาง (Home Time) และเวลาของเมืองปลายทาง (Local Time) ด้านตัวเรือนทำจากสแตนเลสสตีลเคลือบ PVD ขัดเงาสลับด้าน ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและเล่นแสงสวยงาม พร้อมกรอบเบเซิล (Bezel) ที่ทำจากเซรามิกเสริมกันอย่างลงตัว ในส่วนหน้าปัด มีสีดำด้าน (Deep Black) ให้สัมผัสเรียบหรู สะดุดตาด้วยเข็มนาฬิกาสีทองอ่อน (Golden Yellow) ที่บอกเวลาในไทม์โซนแรก และเข็มนาฬิกาสีน้ำตาลช็อกโกแลต (Intense Chocolate) ที่บอกเวลาในไทม์โซนที่สอง เสริมด้วยหมุดบอกเวลาในรูปทรงเรขาคณิตที่ถูกเคลือบด้วยสารเรืองแสงซูเปอร์ลูมิโนวา (Super-luminova®) ช่วยอ่านเวลาในยามค่ำคืนหรือบริเวณแสงน้อย ในส่วนของช่องบอกวันที่ตรงตำแหน่ง 3 นาฬิกา ถูกครอบทับด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน ในส่วนของฝาหลัง ถูกสลักเป็นเขตเวลา 24 โซนทั่วโลก ล้อไปกับฟังก์ชัน จีเอ็มที (GMT) อันโดดเด่น โดยมีสายรัดข้อมือเป็นแบบสายยางสีน้ำตาลช็อกโกแลต ที่จับคู่เข้ากันกับเข็มบอกเวลาและขอบหน้าปัดด้านใน (Flange) มาพร้อมเม็ดมะยมแบบขันเกลียวที่มีประสิทธิภาพในการกันน้ำสูง ให้ความสวยงามในสไตล์เรโทร และฟังก์ชันการใช้งานที่ลงตัว โดยตัวเรือนขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 80 (Caliber 80) สามารถสำรองพลังได้สูงสุด 80 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริงที่ผลิตจากนิวาครอง (Nivachron™) เพิ่มความแข็งแรงทนต่อแรงกระแทกและสนามแม่เหล็ก และความสามารถในการกันน้ำลึกได้ถึง 20 บาร์ หรือ 200 เมตร

ทางแบรนด์ มิโด (MIDO) ยังได้แนะนำเทคนิคการเลือกซื้อเรือนเวลาสำหรับเหล่าสาวกนาฬิกาที่ต้องเดินทางบ่อย หรือรักการผจญภัยในทั่วทุกมุมโลก เบื้องต้นควรเลือกนาฬิกาที่มีฟังก์ชันเวลาโลกหรือจีเอ็มที (GMT) ซึ่งช่วยให้สามารถอ่านเวลาได้อย่างแม่นยำตามไทม์โซนต่างๆทั่วโลก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่เดินทางข้ามประเทศเป็นประจำ ต่อมาการเลือกนาฬิกาที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้ลึก ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่งสำหรับนักเดินทางที่ชื่นชอบการผจญภัยกลางแจ้ง หรือกิจกรรมทางน้ำ เช่น ดำน้ำ พายเรือ หรือเดินทางด้วยเรือกลางทะเลลึก เพราะนาฬิกาจำเป็นต้องทนต่อแรงดันน้ำและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโดยไม่ส่งผลต่อกลไกภายใน นอกจากนี้อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ไม่ควรมองข้ามคือพลังงานสำรองที่สามารถใช้งานได้อย่างยาวนานโดยไม่ต้องหยุดพักหรือไขลานบ่อยๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เดินทางไกลที่ไม่สะดวกดูแลนาฬิกาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งระบบกลไกอัตโนมัติที่มีพลังงานสำรองยาวนานอย่างกลไก Caliber 80 จากมิโด (MIDO) ในคอลเลกชั่น โอเชียน สตาร์ จีเอ็มที (Ocean Star GMT) นั้นสามารถสำรองพลังงานได้ถึง 80 ชั่วโมง จึงรองรับการใช้งานต่อเนื่องได้อย่างมั่นใจ

เป็นเจ้าของเรือนเวลาดีไซน์ใหม่ในคอลเลกชั่นระดับตำนานอย่าง โอเชียน สตาร์ จีเอ็มที (Ocean Star GMT) จากแบรนด์ มิโด (MIDO) นาฬิกาคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss made ได้แล้ววันนี้ ที่เคาน์เตอร์ มิโด (MIDO) เซ็นทรัล, โรบินสัน, เดอะมอลล์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ MIDO Official Store ใน Shopee และ Lazada และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้ที่เว็บไซต์  www.midowatches.com Facebook: Mido Watches และ LINE Official Account: @midothailand หรือติดต่อได้ที่เบอร์ 02-146-8470 

‘GENESENN’ เปิดตัว ‘Thailand Wellness Gateway’

'GENESENN' เปิดตัว 'Thailand Wellness Gateway'

‘GENESENN’ เปิดตัว ‘Thailand Wellness Gateway’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.33 น.

GENESENN (เกเนเซน) ผู้นำด้านการดูแลสุขภาพเชิงลึกและการแพทย์ฟื้นฟู เปิดตัวโครงการ “Thailand Wellness Gateway by GENESENN” อย่างเป็นทางการ พร้อมผนึกความร่วมมือกับ TRIA Wellness Center และพันธมิตรโรงแรมและคลินิกชั้นนำ 13 แห่งทั่วประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Medical & Wellness Tourism ของเอเชีย ผ่านแนวคิด “สุขภาพองค์รวม” ควบคู่กับการท่องเที่ยวคุณภาพระดับไฮเอนด์

โครงการนี้ เกิดจากความตั้งใจในการพลิกโฉมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจาก “การรักษา” เป็น “การป้องกันและฟื้นฟูแบบยั่งยืน” โดยผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์ล้ำสมัย เช่น การใช้ iPSC (Induced Pluripotent Stem Cells) เซลล์บำบัดที่ได้รับรางวัลโนเบล และการใช้เซลล์ต้นกำเนิดชนิด mesenchymal stem cells (MSC) เพื่อรักษาโรคกระดูกพรุน การตรวจ Functional Wellness Check-up และเวชศาสตร์ชะลอวัย รวมถึงบริการฟื้นฟูสุขภาพในรีสอร์ทที่ออกแบบมาเฉพาะ

นพ.สุจิตร์ บัญญัติปิยพจน์ Chief Medical Officer GENESENN ประธานจัดงาน กล่าวว่า  “Thailand Wellness Gateway คือแพลตฟอร์มที่รวมทั้งวิทยาศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยีระดับโลก และภูมิปัญญาไทย เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของ Wellness Tourism เราภูมิใจที่นำเทคโนโลยีระดับโลก เช่น “IPSC Innovation” หรือ Induced Pluripotent Stem Cell ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล และถูกนำมาต่อยอดโดยบริษัท  HELP Therapeutics Co., Ltd. ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตร iPSC เพื่อการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจ และยังพัฒนาเซลล์บำบัด (MSCOP) ซึ่งเป็นความหวังใหม่ในการรักษาผู้ป่วยกระดูกพรุน  เพราะจากสถานการณ์ของโรคกระดูกพรุนพบว่ามีอัตราการเกิดสูงสุดในเอเชียและทวีเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ  โดย Genesenn จึงได้นำนวัตกรรมทั้ง iPSC เพื่อการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจ และ เซลล์ต้นกำเนิดชนิด mesenchymal stem cells (MSC) เพื่อรักษาโรคกระดูกพรุน เข้ามาเพื่อดูแลสุขภาพคนไทย นับเป็นความก้าวหน้าและเป็นอนาคตทางการแพทย์ ที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่าเดิม. โดย บริษัท HELP Therapeutics ได้แต่งตั้งให้  Genesenn เป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย 

เราพร้อมที่จะรวมทั้งวิทยาศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยีระดับโลก และภูมิปัญญาไทย เพื่อเปลี่ยน“การรักษา” เป็น “การป้องกันและฟื้นฟูแบบยั่งยืน”  พร้อมขยายความร่วมมือไปสู่เครือข่ายโรงแรมและคลินิกชั้นนำทั่วไทย รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวสุขภาพจากทั่วโลก โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น ยุโรป กลุ่มตะวันออกกลาง และผู้สูงวัย (Silver Age) ทั่วโลก”       

 พันธมิตรรุ่นแรกของโครงการ ผู้กำลังจะสร้างพันธกิจ ร่วมกัน

• TRIA Wellness Center โดย นพ.วิทิต อรรถเวชกุล CEO รพ.ปิยะเวท ที่มุ่งเน้น Lifestyle Medicine และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน   ได้กล่าวว่า  “TRIA เป็นมากกว่าการรักษา แต่คือการดูแลสุขภาพจากต้นเหตุ พร้อมการบำบัดฟื้นฟูแบบบูรณาการ”

• Amataya Wellness Krabi โดย คุณวิชัย พูลวรลักษณ์ CEO รีสอร์ทสุขภาพริมทะเลกระบี่ ใช้ทรัพยากรน้ำพุร้อนเค็มธรรมชาติพัฒนา Pool Villa เพื่อสุขภาพ   กล่าวว่า “เรานำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ร่วมกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้นักท่องเที่ยวสุขภาพ”

• Chayana Resort & Wellness Center โดย คุณชเยนทร์ คำนวณ พัฒนารีสอร์ทสุขภาพในเชียงราย และคลินิกในกรุงเทพฯ ที่เน้นบูรณาการศาสตร์ตะวันตก-ตะวันออก กล่าวว่า  “Chayana Resort เชียงราย มุ่งสร้างประสบการณ์ฟื้นฟูสุขภาพกายและใจในธรรมชาติ ส่วนคลินิกใน ลาดพร้าว กรุงเทพฯจะตอบโจทย์ชาวเมือง”

• Prayaa Wellness Group โดย นางศิริญา เทพเจริญ CEO Prayaa Jomtien Wellness Hotel ซึ่งกำลังรีโนเวตโรงแรมขนาด 590 ห้อง สู่ Wellness Hotel เต็มรูปแบบ พร้อมเตรียมขยายสาขาในบางแสน รองรับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั้งไทยและต่างประเทศ  รวมถึงกำลังสร้างจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่าย Wellness Hotel ที่เติบโตควบคู่กับตลาด Medical & Wellness Tourism ของประเทศไทยในอนาคต  ได้กล่าวว่า “ Prayaa Jomtien จะเป็นต้นแบบของ Wellness Hospitality ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ”

•ดร.ชาลี จังวิจิตรกุล CEO EMC พัฒนา Prayaa Wellness Bangsaen Beachfront Condominium ผสมผสานการลงทุนกับสุขภาพระยะยาวภายใต้แนวคิด 15-Year Leaseback Program Investment กล่าวว่า  “Prayaa Wellness Bangsaen ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่คือการลงทุนเพื่อสุขภาพระยะยาวที่มีรายได้ควบคู่”

•คุณพายุ สุวรรณศรี CEO บริษัทสายสมร จำกัด ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ Soft Power จากจีน เตรียมขับเคลื่อนแคมเปญ KOL/KOC เชื่อมโยงคนจีนกับบริการสุขภาพในไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ กล่าวว่า  ”เรามีหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญที่จะนำเสนอ “Thailand Wellness Gateway” สู่หัวใจของผู้คนในเอเชีย เราจะใช้พลังของ KOL และ KOC ในการ ถ่ายทอดประสบการณ์ และกระจายข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อทำให้คนจีนรู้จักและเชื่อมั่นในศักยภาพการดูแลสุขภาพและ Wellness แบบองค์รวมของไทยด้วย Soft Power นี้ ผมมั่นใจว่าไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางสุขภาพและ Wellness ระดับภูมิภาคได้ครับ”

Thailand Wellness Gateway ได้เริ่มเปิดให้บริการแล้วบางส่วน และอยู่ระหว่างขยายเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวสุขภาพจากทั่วโลก โดยตั้งเป้าให้ไทยก้าวสู่การเป็น “Wellness Destination of Asia” อย่างแท้จริง ผู้สนใจ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: http://www.genesenn.com

K Restaurants เปิดตัว ‘สุกี้ผัดแห้งเอ็มเค’ หม้อแดงหม้อเดิม เพิ่มเติมคือ มาผัดให้ถึงโต๊ะ

K Restaurants เปิดตัว ‘สุกี้ผัดแห้งเอ็มเค’ หม้อแดงหม้อเดิม เพิ่มเติมคือ มาผัดให้ถึงโต๊ะ

K Restaurants เปิดตัว ‘สุกี้ผัดแห้งเอ็มเค’ หม้อแดงหม้อเดิม เพิ่มเติมคือ มาผัดให้ถึงโต๊ะ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.22 น.

MK Restaurants เปิดตัวแคมเปญ “สุกี้ผัดแห้งเอ็มเค” ครั้งแรกที่หม้อแดงหม้อเดิมที่คุ้นเคย เพิ่มเติมคือประสบการณ์ใหม่ที่พร้อมมาผัดให้ถึงโต๊ะ ถือว่าปลดล็อคตำนานหม้อแดงกว่า 39 ปี หม้อเดิมที่ทุกคนคุ้นเคยในร้าน MK Restaurants มาร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า โดยการครีเอทสิ่งที่มีอยู่เดิมนี้ให้กลายเป็นสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าและน่าสนใจยิ่งขึ้น พร้อมชวนมาสัมผัสความหอมอร่อย และน้ำจิ้มสุกี้สูตรลับที่คิดค้นมาเพื่อสุกี้แห้งโดยเฉพาะ เตรียมเสิร์ช #สุกี้ผัดแห้งเอ็มเคใกล้ฉัน อยากกินเมื่อไหร่ก็แวะมาได้ที่ร้านทุกสาขากว่า 400 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 – 31 สิงหาคม 2568 นี้เท่านั้น

ประสบการณ์ใหม่จากเมนู ‘สุกี้ผัดแห้ง’

ครั้งแรกที่หม้อแดงหม้อเดิมที่คุ้นเคย เพิ่มเติมคือประสบการณ์ใหม่ที่พนักงานจะมาผัดให้ถึงโต๊ะลูกค้า พร้อมน้ำจิ้มสุกี้ผัดแห้ง สูตรลับที่คิดค้นมาเพื่อสุกี้ผัดแห้งเอ็มเคโดยเฉพาะ เลือกชุดสุกี้ผัดแห้งเอ็มเคที่ใช่ กับ 3 ชุดอร่อย ทั้งสุกี้ผัดแห้งหม้อแดงหมู, สุกี้ผัดแห้งหม้อแดงเนื้อ และสุกี้ผัดแห้งหม้อแดงทะเล เริ่มต้นเพียง 199 บาท/ชุด (สำหรับ 2 ท่าน) สนุกกับการเพิ่มท็อปปิ้งในเมนูสุกี้ผัดแห้งเอ็มเคได้ตามสไตล์ ความอร่อยครบเซตกับเมนูโปรดกับชุดสุกี้ผัดแห้งเอ็มเคสุดคุ้มเสิร์ฟพร้อมเป็ดย่างหมูกรอบ และชุดสุกี้ผัดแห้งจัดเต็ม ที่มาพร้อมเป็ดย่างหมูกรอบ (ใหญ่), บะหมี่หยก (ใหญ่) และก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้กุ้ง

4 ขั้นตอน อร่อยแบบใหม่ แบบผัด!

1.เลือกชุดสุกี้แห้งเอ็มเคที่ใช่ หรือเลือกอร่อยกับชุดสุดคุ้ม หรือชุดจัดเต็ม 2.สั่งท็อปปิ้ง ครีเอทความอร่อยในสไตล์คุณ 3.เตรียมท้อง และกล้องให้พร้อม เพราะจะมีพนักงานมาผัดให้ถึงโต๊ะ ประสบการณ์ใหม่สุดว้าว ทำคอนเทนต์ลงโซเชียล 4.รับความอร่อยพร้อมเสิร์ฟได้เลย

นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชันสุดพิเศษจาก MK Restaurants x เป๋าตังเปย์ เพียงเก็บคูปองส่วนลดและสแกนจ่าย ผ่านเป๋าตังเปย์วอลเล็ต บนแอปเป๋าตัง ที่ร้าน MK Restaurants ทุกสาขา รับส่วนลดทันที 50 บาท เมื่อสั่งเมนูสุกี้ผัดแห้งเอ็มเค เมนูใดก็ได้ และมียอดชำระตั้งแต่ 199 บาทขึ้นไป ตั้งแต่ 29 พฤษภาคม 2568 –31 สิงหาคม 2568 (หรือจนกว่าสิทธิ์จะเต็ม) เฉพาะทานที่ร้านหรือซื้อกลับบ้านเท่านั้น จำกัด 1 สิทธิ์/1 คน/เดือน (ลูกค้า 1 ท่านจะได้รับสูงสุด 3 สิทธิ์ตลอดแคมเปญ) จำกัด 50,000 สิทธิ์แรก/เดือน (สิทธิ์ในเดือนแรกจะนับตั้งแต่วันที่29 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2568) รวม 150,000 สิทธิ์ ตลอดระยะเวลาส่งเสริมการขาย เงื่อนไขเป็นไป ตามที่ธนาคารและบริษัทกำหนด ติดตามรายละเอียดโปรโมชั่นจากเป๋าตังเปย์ ที่ https://krungthai.com/link/ptp-promotion

ติดตามรายละเอียดแคมเปญ สุกี้ผัดแห้งเอ็มเค และติดตามการอัพเดตแคมเปญใหม่ ๆ ของ MK Restaurants แบบต่อเนื่องตลอดทั้งปี ได้ที่ https://www.facebook.com/mkrestaurants

‘แซมมี่’ คว้ามง Mrs.Thailand World ตัวแทนนครนายก ชูแคมเปญ ‘แม่ต้องรอด’ บนเวทีระดับประเทศ

‘แซมมี่’ คว้ามง Mrs.Thailand World ตัวแทนนครนายก ชูแคมเปญ ‘แม่ต้องรอด’ บนเวทีระดับประเทศ

‘แซมมี่’ คว้ามง Mrs.Thailand World ตัวแทนนครนายก ชูแคมเปญ ‘แม่ต้องรอด’ บนเวทีระดับประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.48 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ณ บ้านสาริกา วอเตอร์ฟอลล์ วิล รีสอร์ท จังหวัดนครนายก ได้มีการจัดกิจกรรมคัดเลือกตัวแทนประจำจังหวัดเพื่อเข้าร่วมการประกวด Mrs. Thailand World 2025 ซึ่งเป็นเวทีที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมพลังของผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ในฐานะแม่ ภรรยา และผู้นำที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคม โดยปีนี้ “แซมมี่ ชนิตา ศรีดาเกษ เครธอร์น” ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนจังหวัดนครนายก ซึ่งมีคุณพรพิมล ธรรมสาร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานการเปิดงาน และคุณสาวิณี ปะการะนัง อดีตนางสาวไทย ปี 2527 และ Mrs Thailand World คนแรกของประเทศไทยและรองอันดับ 1 Mrs.World ปี 1989

ชนิตา ศรีดาเกษ เครธอร์น หรือ แซมมี่ เป็นอดีตนักเรียนทุนรัฐบาลไทย จบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอีเดนเบอระ (University of Edinburgh) จากสหราชอาณาจักร และปริญญาโทด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เคยดำรงตำแหน่งนักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการในกระทรวงพาณิชย์ และอยู่ในทีมเลขานุการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนจะไปร่วมงานกับองค์กรเอกชนระดับนานาชาติในสิงคโปร์และฮ่องกง เคยดำรงตำแหน่งในภาครัฐในฐานะ โฆษกประจำผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนจะผันตัวมาทำงานด้านการสื่อสารเพื่อภาคสังคม และปัจจุบันทำงานด้านสื่อสารองค์กรและสิทธิเด็กกับองค์กร เซฟ เดอะ ชิลเดรน (Save the Children Thailand) หรือมูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ประเทศไทย

ในช่วงการประกวดที่ให้ผู้เข้าประกวดแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านการนำเสนอ Creative Nakhon Nayok เธอได้แรงบันดาลใจจากดอกสุพรรณิการ์ ที่บานสะพรั่งทุกหน้าหนาวตามเส้นทางถนนรังสิต–นครนายก โดยนำเสนอความเข้มแข็งและความงามของผู้หญิงผ่านชุดสุพรรณิการ์แดงทอง พร้อมแต่งเพลงประกอบการแสดงชุดด้วยตัวเองโดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI ชื่อเพลง “สุพรรณิการ์ไม่แพ้ใคร” ที่มีท่อนจบอันทรงพลังว่า “The world will stop and stare at every woman in Nakhon Nayok.”

โดยเธอมีแคมเปญ “แม่ต้องรอด” ซึ่งเป็นแคมเปญที่ตั้งใจจะผลักดันบนเวทีนางงามระดับประเทศและระดับโลก โดยเน้นว่า “แม่ที่มีความสุข จะเลี้ยงลูกอย่างมีความสุข และเมื่อครอบครัวมีความสุข ประเทศก็จะก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง” จุดประสงค์ของแคมเปญนี้คือสร้างแรงกระเพื่อมเกี่ยวกับบทบาทของแม่ในสังคมยุคใหม่ โดยเฉพาะการสนับสนุน “Work-Family-Life Balance” เพราะในสังคมไทย แม่มักถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่ทุกอย่างได้พร้อมกัน ต้องทำงานเก่ง เลี้ยงลูกดี ดูแลบ้านเรียบร้อย จนบางครั้งหลงลืมความสุขของตัวเองไป แคมเปญ “แม่ต้องรอด” จึงเกิดขึ้นจากแนวคิดว่า ความสุขของครอบครัวเริ่มต้นจากแม่ที่มีความสุขก่อน เราไม่ควรมองว่าแม่ที่ลุกขึ้นมาดูแลตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่ควรส่งเสียงว่าแม่มีสิทธิ์จะพัก มีสิทธิ์จะฝัน และมีสิทธิ์จะเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความสุขกับชีวิตของตัวเอง

เวที Mrs. Thailand World เป็นเวทีนานาชาติสำหรับหญิงที่สมรสแล้วไม่ว่าจะยังอยู่ในสถานภาพสมรสหรือหย่าร้าง มีจุดมุ่งหมายของเวทีนี้คือเพื่อยกย่องผู้หญิงที่มีบทบาททั้งในครอบครัว สังคม และการทำงาน โดยเฉพาะผู้หญิงที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างบทบาทของภรรยา แม่ และอาชีพของตนได้อย่างสง่างาม เป็นตัวแทนส่งเสริม Soft Power ของผู้หญิงไทยสู่ระดับโลก

ผู้ที่ได้รับตำแหน่ง Mrs. Thailand World จะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดบนเวที Mrs. World ซึ่งเป็นเวทีสากลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ซึ่งจัดมาแล้วกว่า 40 ปี ซึ่งปีนี้  Mrs. Thailand World จะมีการตัดสินรอบระดับประเทศในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์

สภาผู้บริโภค เผยผลสำรวจ 11 โครงการอาคารสูง ก่อสร้างไม่ตรงปก

สภาผู้บริโภค เผยผลสำรวจ 11 โครงการอาคารสูง ก่อสร้างไม่ตรงปก

สภาผู้บริโภค เผยผลสำรวจ 11 โครงการอาคารสูง ก่อสร้างไม่ตรงปก

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.35 น.

สภาองค์กรของผู้บริโภค จัดเวทีเปิดผลสำรวจอาคารก่อสร้างเข้าข่ายผิดกฎหมายในกรุงเทพมหา นคร หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจาก 11 ชุมชน พบอาคารที่ก่อสร้างเข้าข่ายผิดกฎกระทรวงฉบับที่ 33 โดยมีเครือข่ายผู้บริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟัง

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาองค์กรผู้บริโภคได้รับการร้องเรียนปัญหาอาคารสูงจากชาวบ้าน 11 ชุมชน แต่จากการลงตรวจสอบพื้นที่จริงพบปัญหา 13 โครงการก่อสร้างอาคารไม่เป็นไปตามแบบที่ได้ยื่นขออนุญาต หรือแบบEIA และไม่ได้ก่อสร้างอาคารตามกฎกระทรวงฉบับที่ 33 ที่กำหนดให้มีพื้นที่ว่างและถนนรอบอาคาร 6 เมตร ซึ่งสภาผู้บริโภคได้ตรวจสอบปัญหาอาคารสูงที่มีแนวโน้มไม่ปลอดภัยหลายกรณี ทั้งย่านรัชโยธิน, สะพานควาย ,รัชดาภิเษก ซึ่งเป็นอาคารสูงที่ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 33

“สภาผู้บริโภคจึงต้องการให้มีการหาทางออกร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่ออนาคตให้เป็นอาคารที่ปลอดภัยถูกกฎหมาย แต่ไม่ใช่การแก้กฎหมายเพื่อให้สร้างอาคารได้ เพราะเป้าหมายของกฎหมายก็เพื่อให้ผู้ใช้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด”

ด้านนายพรพรหม โอกุชิ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาของผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคได้ลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบอาคารสูงบางโครงการ ภายหลังจากที่ชาวบ้านในชุมชนได้มาร้องเรียน ก็พบว่าบางโครงการที่มีการก่อสร้างเข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยจำนวนหลายอาคารที่ยื่นแบบขออนุญาตก่อสร้าง หรือบางโครงการ พบแบบโฆษณาไม่ตรงกับแบบก่อสร้างที่ยื่นขออนุญาต หรือแบบ EIA เช่น บางโครงการนำเอาพื้นที่กำหนดเป็นถนนรอบอาคาร 6 เมตร กลายเป็นที่ชาร์จไฟรถ EV  ,บ่อน้ำ, พื้นที่ออกกำลังกาย สนามแบดมิน ตัน

“สภาผู้บริโภคพบ11โครงการอาคารสูง นำพื้นที่ควรเป็นถนน แต่กลับมาตั้งโต๊ะเปิดร้านกาแฟ หรือปลูกต้นไม้ ซึ่งผิดกฎหมายและไม่ปลอดภัย เนื่องจากไม่มีพื้นที่สำหรับการให้รถดับเพลิงเข้า-ออก ซึ่งมีบทเรียนการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา จะเห็นว่าหากมีการก่อสร้างถูกตามกฎหมายก็จะสามารถช่วยลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับผู้พัก อยู่อาศัยเมื่อเกิดอัคคีภัยหรือภัยพิบัติต่างๆ

“สภาผู้บริโภคได้ยื่นหนังสือต่อ กทม.ให้ตรวจสอบอาคารเหล่านี้ไป 10 โครงการแล้ว โดยมีข้อเสนอให้ตรวจสอบอาคารที่ก่อสร้างไปแล้วเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ รวมถึงอาคารที่กำลังจะก่อสร้างและมีแนวโน้มว่าจะทำผิดกฎหมายต่อไปด้วย”

นายสินิทธิ์ บุญสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายควบคุมอาคารกรมโยธาธิการ กล่าวว่า ปัญหาของการสร้างอาคารตามกฏหมายควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กำหนดว่า ต้องมีผิวการจราจรกว้างไม่น้อยกว่า 6.00 เมตร แต่กลับพบว่าผู้ประกอบการจะมีการดัดแปลงส่วนนี้เพื่อความสวยงามของอาคาร เช่นทำเป็นสวน สระน้ำ ทั้งที่ตามกฎหมายต้องเป็นผิวจราจรล้วนๆ ปราศจากสิ่งปกคลุม ซึ่งจะมีแม้แต่กระถางต้นไม้ หรือมาทำเป็นที่จอดรถก็ไม่ได้ 

ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้บริโภคสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้ หากพบว่าอาคารใดทำผิดกฎหมายสามารถร้องเรียนไปที่กรุงเทพมหา นคร หรือหากไม่ได้รับการแก้ไขก็สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้โดยการฟ้องทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก

“ปัญหาที่เราพบบ่อยมาก คือ การออกแบบ 3 แบบไม่ตรงกัน คือ แบบที่ยื่นขออนุญาตไม่ตรงกับแบบก่อสร้างจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะพบปัญหานี้หลังจากที่ชาวบ้านร้องเรียนขึ้นมาและไปตรวจสอบเป็นคดีฟ้องร้องแล้วเราจึงพบปัญหาดังกล่าว”

ด้านนายสุรัช ติระกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานโยธา กรุงเทพมหา นคร กล่าวว่า อาคารสูงที่เข้าข่ายผิดกฎหมายที่สภาผู้บริโภคได้แจ้งข้อมูลมา หาก กทม.เข้าตรวจสอบและพบว่าไม่ผิดเยอะ เช่น ตั้งกระถางต้นไม้กีดขวาง ก็จะแจ้งทางวาจาให้เจ้าของอาคารปรับปรุงซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับความร่วมมือ ขณะนี้มีอยู่ 3-4 อาคาร ที่มีการประสานไปทางวาจาเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วยังไม่ยอมให้เข้าตรวจหรือแก้ไข อ้างว่าต้องการให้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ถ้าอาคารไหนมีลักษณะผิดเยอะก็จะแจ้งให้ทางสำนักงานเขตดำเนินคดี

ส่วนที่ผู้บริโภคมองว่าอาคารไม่เป็นไปตามที่บริษัทได้โฆษณาขายหรือเรียกว่า “ไม่ตรงปก”นายสุรัช กล่าวว่า อย่างที่ระบุกันก่อนหน้านี้ ว่าแบบของอาคาร จะมี 3 แบบ คือแบบโฆษณา แบบรับอนุญาต และแบบก่อสร้าง ซึ่งแม้ตามกฎหมายจะให้ กทม.เข้าไปตรวจสอบได้ 3 ช่วงเวลา คือ ก่อนก่อสร้าง ขณะก่อสร้าง และก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่ปัญหาคือเมื่อเจ้าของโครงการก่อสร้างไประยะหนึ่งก็จะมีการแก้ไขแบบ ซึ่งกว่าเจ้าหน้าที่กทม. จะพบปัญหาก็เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้ถือว่ามีการกระทำผิด เพราะมีการขออนุญาตแก้ไขแบบ และมีการสร้างตามแบบที่ขอแก้ไข

ส่วนนายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยสภาผู้บริโภค กล่าวว่าเรายื่นไปให้ทางสำนักโยธาของกรุงเทพมหานครถึงผู้ว่า กทม.วันนี้มีร่วม 50 อาคารของทุกค่ายอสัง หาริมทรัพย์ ซึ่งความผิดไม่ใช่แค่ให้โยธาตรวจสอบแล้วมีการแก้ไขให้ถูกต้องตามแบบที่ขออนุญาตไว้ แต่มีคนผิดตั้งแต่ต้น ออกแบบพรีวิวกับแบบสุดท้ายตรงกัน แต่แบบขออนุญาตเขียนอีกแบบ นี่คือการจงใจยื่นเอกสารเท็จต่อทางราช การ

ดังนั้น ที่ตึกสตง.ถล่ม และเราหันมาให้ความสนใจเรื่องการแก้ไขระบบมาตรฐานการก่อสร้าง โดย สส.มีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมา ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะวันนี้เรายังมีคนเข้าอาคารไม่ได้เป็น 10 อาคารเลย และแผ่นดินไหวมันโดนกระทำมาทางใต้ดิน แต่กลับไม่มีใครพูดเรื่องโครงสร้างใต้ดิน แล้วแก้ปัญหากันแบบ ‘ไปฉาบไปทาบนผนังที่ร้าวกัน’ จริงๆมันเป็นเรื่องอันตราย”

-(016)

ทิฟฟานี่โชว์ เฉลิมฉลอง Pride Month กับ 3 กิจกรรมส่งเสริมพลังความหลากหลาย

ทิฟฟานี่โชว์ เฉลิมฉลอง Pride Month กับ 3 กิจกรรมส่งเสริมพลังความหลากหลาย

ทิฟฟานี่โชว์ เฉลิมฉลอง Pride Month กับ 3 กิจกรรมส่งเสริมพลังความหลากหลาย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา ผู้บุกเบิกและผู้นำธุรกิจการแสดงคาบาเร่ต์ระดับโลก ร่วมเฉลิมฉลองสีสันและความภาคภูมิใจในพลังของความแตกต่างและหลากหลายกับ 3 กิจกรรมสำคัญตลอดช่วง Pride Month ปี 2568 นี้

Bangkok Pride Forum 2025 เวทีแห่งการเปลี่ยนแปลง ผลักดัน Rainbow Economy สู่การยอมรับในระดับนานาชาติ พบกับ อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน กรรมการผู้จัดการ ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา และประธานกองประกวด Miss Tiffany’s Universe และ Miss International Queen บนเวทีเสวนา “Economic Impact” ในหัวข้อ “The Business of Entertainment: Beyond Stereotypes to Empowerment” เพื่อร่วมแบ่งปันประสบการณ์ พร้อมเจาะลึกบทบาทของทิฟฟานี่โชว์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทางสังคมผ่านธุรกิจการแสดงที่เปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายทางเพศตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 10:30 – 12:30 น. ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

พบกับการแสดงเปิดงานเทศกาล Bangkok Pride Festival 2025 สุดยิ่งใหญ่ตระการตาจากคณะนักแสดงทิฟฟานี่โชว์ ที่จะพาผู้ชมเดินทางเข้าสู่โลกแห่งสีสันที่ไร้ขีดจำกัดด้วยโชว์ชุดพิเศษ รวมเพลงฮิตและไฮไลท์กับบทเพลง “Pattaya Paradise” ที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของทิฟฟานี่โชว์ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 เวลา 18:20 – 19:00 น. บนเวที Pride Stage ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

Love Pride Parade 2025 ที่ EM District ขบวนพาเหรดแห่งความรัก ความภาคภูมิใจ และความงดงาม

เตรียมพบกับมิสทิฟฟานี่ 2025 และรองมิสทิฟฟานี่ 2025 เปล่งประกายเจิดจ้าในขบวน Love Pride Parade, Bangkok 2025 The Grand Finale บนรถขบวนซึ่งตกแต่งในธีม “Crystalize” สะกดทุกสายตาด้วยแสงระยิบระยับจากผลึกคริสตัลแวววาว พร้อมร่วมสัมผัสความงดงาม ความภาคภูมิใจ และความรักที่ไร้ขีดจำกัด ในวันที่ 29 มิถุนายน 2568 เวลา 16.00 – 18.30 น. จากสนามกีฬาแห่งชาติ ถึงสวนเบญจสิริ (EM District)

ฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต ‘สุริยน ศรีอรทัยกุล – ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์’ ร่วมกันจัดงานสายใยสองแผ่นดินไทย- จีน 50ปี มิตรภาพยั่งยืน

ฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต ‘สุริยน ศรีอรทัยกุล - ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์’ ร่วมกันจัดงานสายใยสองแผ่นดินไทย- จีน 50ปี มิตรภาพยั่งยืน

ฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต ‘สุริยน ศรีอรทัยกุล – ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์’ ร่วมกันจัดงานสายใยสองแผ่นดินไทย- จีน 50ปี มิตรภาพยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

เนื่องในวาระที่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ของราชอาณาจักรไทย กับสาธารณรัฐประชาชนจีนครบ 50 ปี ในปี 2568 นี้  สุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือบิวตี้เจมส์  และ ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ และศิริวรรณ ผ่องเสริมสุข ในฐานะนักศึกษาปริญญาเอก รุ่นเจ้าสัว 12  คณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาตร์  มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU)  จึงได้ชักชวนเพื่อนๆ รุ่น 12 -14 มาร่วมกันจัดงานในชื่อ “สายใยสองแผ่นดิน ไทย-จีน 50 ปี มิตรภาพยั่งยืน” ในวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม เวลา 11.00 น. ที่จะถึงนี้  ที่ Event Hall  ห้างเซนทรัลชิดลม

ในการนี้ สุริยน ศรีอรทัยกุล ประธานคณะกรรมการจัดงาน   ได้เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า  เพื่อเป็นร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันยาวนานของสองประเทศ ตลอดจนเพื่อเผยแพร่ความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน ที่ได้ผสมผสานดันอย่างลงตัว ทั้งเรื่องอาหาร เพลง และแฟชั่น ที่จะได้เสนอในงานดังกล่าว และเพื่อหารายได้สมทบทุนการฝึกซ้อมนักกีฬาของมหาวิทยาลัย BTU สู่ทีมชาติ และเพื่อกิจกรรมการกุศลเพื่อสังคมอื่นๆของกลุ่มนักศึกษา 

ด้าน รศ. ดร. กมลพร กัลยาณมิตร ในฐานะประธานที่ปรึกษา และ ดร. พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ รองประธานที่ปรึกษาในการจัดงาน กล่าวว่า งานนี้ได้รับเกียรติจาก ศ. ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธบุรี  ท่านพินิจ จารุสมบัติ ประธานสภาวัฒนธรรมไทยจีน และส่งเสริมความสัมพันธ์  และ Madam Wang Huan ภริยาเอกอัครราชฑูตสาธารณรัฐประชาชนจีนแห่งราชอาณาจักรไทย  ในการทำพิธีเปิดงานด้วยการเขย่ากลองจีนมือถือ ร่วมกับแขกที่มาร่วมงานทั้งฮอลล์ ให้เสียงกลองกระหึ่มสะท้อนถึงสายใยมิตรภาพอันงดงามของสองแผ่นดิน เพื่อเป็นสัญญานเปิดงาน

ส่วน ม.ล. ปุญยนุช เกษมสันต์ และศิริวรรณ ผ่องเสริมสุข สองรองประธานการจัดงาน กล่าวว่า ในส่วนของอาหาร ที่นำมาเสริฟในงาน มีการคัดเลือกอาหารไทย- จีน ที่เป็นซิกส์เนเจอร์จาก 2 ครัวในเครือของบิวตี้เจมส์  คือ อาหารจีนมาจากครัวของภัตตาคารกิเลน อาหารไทยมาจากครัวสโมสรสนามกอล์ฟรอยัล เจมส์ ระหว่างรับประทานอาหาร แขกในงานจะได้เพลิดเพลินจากการฟังเพลงไพเราะจากนักร้องกิตติมศักดิ์เสียงดี ทั้งเพลงภาษาจีน และเพลงไทยทำนองจีน โดยนักร้องกิตติมศักดิ์ อาทิ วทัญญู มุ่งหมาย , จิตรา ก่อนันทเกียรติ   , ณัชชา ชัยรุ่งเรือง , ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ , ดร.รัสมี กลีบบัว ,  ฐิติพัทธ์ อัครวงศ์วริศ , นิติรัตน์ เปลี่ยนขำ , มยุรี เตชะราชสกุล , สุภาพร เอ็ลเดรจ  และ ดร.รมิดา นกไทยเจริญ ฯ

อีกหนึ่งความตระการตาคือแฟชั่นโชว์สุดอลังการ ที่จะนำเสนอความงดงามจาก 4 ห้องเสื้อชื่อดัง  คือ Supa East Glamour.  อาภรณ์พิศวาส  สัญญะลักษณ์ และ Mick Boutique  ที่ได้นำความโดดเด่นของงานศิลปะไทย-จีน ที่ผสมผสานอย่างลงตัวบนผืนผ้าและยิ่งสวยงามสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นเมื่อได้รวมกับเครื่องประดับของบิวตี้เจมส์ ที่จะได้นำเสนอลงไปในแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ด้วย ซึ่งแสดงแบบโดย ภัทราพร หวัง Miss Intercontinatal 2014 , ณิชา พูลโภคะ รองอันดับ 2 Miss Universe Thailand 2023 , พิมพ์นรา บุนนาค Miss world Tourism Thailand  , ดร. อังคนางค์ ชากีร่า  Mrs. Tourism Thailand 2022 ร่วมด้วย ดร. ธรรมรัตน์ ธุระทอง , กัญญาวีร์ ใจบุญ ,  นันท์นลิน ไพบูลย์ปรีดี , ไอศิกา ดุลยจินดา  , โชคชัย มณีอนันตเศรษฐ์ , สุนันท์ สะอาด , อารีรัตน์ ประเมิน ฯ เป็นต้น

งานนี้ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยจีน แต่สาระของงานได้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆให้สังคมอย่างแท้จริง

-(016)