อดีตจักรพรรดิญี่ปุ่นออกจากโรงพยาบาล หลังเข้ารับการตรวจโรคหัวใจ

อดีตจักรพรรดิญี่ปุ่นออกจากโรงพยาบาล หลังเข้ารับการตรวจโรคหัวใจ

11 พ.ค. 2568 06:06 น.

อดีตจักรพรรดิญี่ปุ่นออกจากโรงพยาบาล หลังเข้ารับการตรวจโรคหัวใจ

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ก่อนของญี่ปุ่น เสด็จออกจากโรงพยาบาลแล้ว หลังเข้ารับการตรวจภาวะโรคหัวใจ โดยทรงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือด แต่ไม่แสดงอาการ

เมื่อ 10 พ.ค. 2568 สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ก่อนของญี่ปุ่น พระชนมายุ 91 พรรษา เสด็จออกจากโรงพยาบาลแล้ว หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตเกียว เมื่อ 6 พ.ค. เพื่อให้แพทย์ตรวจหัวใจอย่างละเอียด หลังพบสัญญาณของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

สำนักพระราชวังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือด ถึงแม้ว่าพระองค์จะไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาก็ตาม โดยพระองค์จำเป็นต้องได้รับการดูแลติดตามผลอย่างระมัดระวัง

ทั้งนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะทรงรับการผ่าตัดบายพาสหัวใจเมื่อปี 2012 ขณะมีพระชนมายุ 78 พรรษา และในปี 2022 ยังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจห้องขวาทำงานผิดปกติ (Right Heart Failure) ซึ่งส่งผลให้ต้องเสวยยาและควบคุมปริมาณของเหลวที่รับเข้าสู่ร่างกาย

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะเป็นจักรพรรดิองค์แรกที่สละราชบัลลังก์ในรอบกว่า 200 ปี โดยพระองค์ลงจากตำแหน่งในปี 2562

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

ผู้นำยุโรปกดดันรัสเซีย จี้หยุดยิงยูเครน 30 วัน ขู่คว่ำบาตรถ้าไม่ทำตาม

ผู้นำยุโรปกดดันรัสเซีย จี้หยุดยิงยูเครน 30 วัน ขู่คว่ำบาตรถ้าไม่ทำตาม

11 พ.ค. 2568 04:45 น.

ผู้นำยุโรปกดดันรัสเซีย จี้หยุดยิงยูเครน 30 วัน ขู่คว่ำบาตรถ้าไม่ทำตาม

ผู้นำชาติยุโรปร่วมประชุมชาติพันธมิตรยูเครนที่กรุงเคียฟ และร่วมกันเรียกร้องให้รัสเซียเห็นชอบข้อตกลงหยุดยิงนาน 30 วันอย่างไม่มีเงื่อนไข

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้นำของประเทศฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร และโปแลนด์ เข้าร่วมการประชุมของกลุ่มแนวร่วมผู้พร้อมใจจะรักษาสันติภาพในยูเครน (coalition of the willing) ที่กรุงเคียฟ ของยูเครน โดยมีประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เป็นเจ้าภาพ ขณะที่ผู้นำชาติยุโรปอื่นๆ ร่วมประชุมทางไกล

เหล่าผู้นำออกประกาศเรียกร้องให้ผู้นำรัสเซียยอมทำข้อตกลงหยุดยิงกับยูเครนเป็นเวลา 30 วัน หลังจากพวกเขาโทรศัพท์พูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้จุดประเด็นเรื่องการหยุดยิงอย่างไม่มีเงื่อนไข เพื่อหารือเรื่องแผนดังกล่าว และเหล่าผู้นำขู่รัสเซียว่าจะมีการคว่ำบาตรขนาดใหญ่ หากไม่ยอมทำตาม

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรกล่าวในงานแถลงข่าวเคียงข้างนายเซเลนสกี, นายเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส, นายโดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ และนายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเยอรมนี ว่า เป้าหมายของกลุ่มแนวร่วมคือการแสดงให้เห็นว่า “การรุกรานจะไม่มีวันได้รับชัยชนะในทวีปของเรา”

“เมื่อการหยุดยิงบรรลุแล้ว ซึ่งต้องใช้เวลาสักพัก แต่มันจะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเชื่อมต่อเศรษฐกิจของยูเครนอีกครั้ง เพิ่มความมั่นใจในการลงทุน และช่วยให้ครอบครัวที่ต้องแยกจากกันเพราะสงคราม กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง” เซอร์ สตาร์เมอร์บอกกับผู้สื่อข่าว

ด้านนายเซเลนสกีกล่าวว่า “ขอบคุณทุกคนที่ยืนหยัดร่วมกันกับเรา วันนี้เราจะมุ่งเน้นในการหาทางสร้างและรับประกันความมั่นคงอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ พยายามเป็นตัวกลางเจรจาให้รัสเซียกับยูเครนทำข้อตกลงหยุดยิงโดยเร็ว นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 โดยเสนอให้มีการหยุดยิงระหว่างกันเป็นเวลา 30 วัน แต่จนถึงตอนนี้ รัสเซียยังคงตั้งเงื่อนไข รวมถึงขอให้ชาติตะวันตกหยุดส่งความช่วยเหลือทางทหารให้ยูเครนก่อน จึงจะมีการหยุดยิงได้

แต่นายเซเลนสกียืนยันว่า การหยุดยิงควรเป็นไปแบบไม่มีเงื่อนไข “ความพยายามผลักดันเงื่อนไขใดๆ เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นความตั้งใจจะทำให้สงครามยืดเยื้อ และบ่อนทำลายวิธีทางการทูต”

ส่วนนายมาครงกล่าวว่า สหรัฐฯ จะเป็นผู้สังเกตการณ์หลักของการหยุดยิงดังกล่าว หากมันเกิดขึ้น โดยที่ชาติยุโรปจะคอยช่วยเหลือ และหากมีการละเมิดการหยุดยิง ทั้งยุโรปและอเมริกาจะร่วมมือกันออกมาตรการคว่ำบาตรขนานใหญ่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ ปากีสถานประกาศชัยชนะ ลั่นทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเอกราช

นายกฯ ปากีสถานประกาศชัยชนะ ลั่นทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเอกราช

11 พ.ค. 2568 02:01 น.

นายกฯ ปากีสถานประกาศชัยชนะ ลั่นทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเอกราช

นายกรัฐมนตรีปากีสถานแถลงการณ์ถึงคนทั้งชาติ ประกาศเป็นผู้ชนะในการต่อสู้กับอินเดียตลอดช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และเขาเชื่อว่าปัญหาต่างๆ จะได้รับการแก้ไข

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 10 พ.ค. 2568 นายเชฟ์บาซ ชาริฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถานออกแถลงการณ์ถึงประชาชนทั่วประเทศ เรื่องที่ประเทศของเขากับอินเดียโจมตีข้ามพรมแดนเข้าใส่กันตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายสิบศพ บาดเจ็บอีกมากกว่าร้อยคน

นายชาริฟเริ่มการปราศรัยของเขาด้วยการกล่าวว่า “หากใครบางคนท้าทายเอกราชของปากีสถาน เราจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องมัน” พร้อมระบุด้วยว่า เขาต้องการให้มีการสืบสวนเกิดขึ้น เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาประเทศของเขาต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงมากมาย

นายกฯ ปากีสถานบอกอีกว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ประเทศของเขาถูกโจมตีด้วยโดรน มัสยิดหลายแห่งถูกทำลาย และชีวิตบริสุทธิ์อีกหลายคนต้องถูกพรากไป จากนั้นเขาจึงแจกแจงการโจมตีของกองทัพอินเดียที่เกิดขึ้นตลอดช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และบอกวิธีที่กองทัพของพวกเขาตอบสนองต่อการโจมตี

“เราประสบความสำเร็จในการรักษาหลักการของเรา” นายชาริฟกล่าว “ทั้งประเทศปากีสถานนั้นประสบความสำเร็จ เราชนะ นี่คือชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์” ก่อนที่เขาจะกล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่อาวุโสของ 3 เหล่าทัพของปากีสถาน โดยอ่านชื่อทีละคน จากนั้นจึงขอบคุณพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และกล่าวแสดงความเสียใจต่อญาติผู้เสียชีวิตในช่วง 4 วันที่ผ่านมา

นายชาริฟยังกล่าวขอบคุณ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญมากในการบรรลุข้อตกลงระหว่างฝ่ายอินเดียกับปากีสถาน นอกจากนั้นยังขอบคุณประเทศจีนที่ “อยู่ตรงนั้นเสมอเมื่อปากีสถานต้องการพวกเขา”

ผู้นำปากีสถานแสดงความมั่นใจด้วยว่า ปัญหาเรื่องการจัดสรรปันส่วนน้ำ, เรื่องแคชเมียร์ และเรื่องข้อถกเถียงอื่นๆ จะได้รับการแก้ไข ก่อนจะปิดท้ายการปราศรัยด้วยการพูดว่า “ปากีสถานจงเจริญ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินเดียโวยปากีสถาน ละเมิดหยุดยิงไม่เลิก หลังบังคับใช้ไม่กี่ชั่วโมง

อินเดียโวยปากีสถาน ละเมิดหยุดยิงไม่เลิก หลังบังคับใช้ไม่กี่ชั่วโมง

11 พ.ค. 2568 01:22 น.

อินเดียโวยปากีสถาน ละเมิดหยุดยิงไม่เลิก หลังบังคับใช้ไม่กี่ชั่วโมง

ทางการอินเดียกล่าวหาปากีสถานว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง หลังจากการหยุดยิงเริ่มมีผลเมื่อหลายชั่วโมงก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 10 พ.ค. 2568 ว่า นายวิกรม มิสรี เลขาธิการกระทรวงต่างประเทศของอินเดีย ออกแถลงการณ์เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา โดยเขากล่าวหาปากีสถานว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วง 2-3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ อินเดียกับปากีสถานเพิ่งประกาศข่าวเรื่องการทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันอย่างเต็มรูปแบบเมื่อช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 10 พ.ค. 2568 หลังจากพวกเขาโจมตีตอบโต้กันข้ามพรมแดนกันมาหลายวันจนมีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 66 ศพ

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการหยุดยิงเริ่มบังคับใช้ นายมิสรีก็ออกมาโจมตีปากีสถานว่า ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายทำร่วมกัน และว่ากองทัพของอินเดียกำลังดำเนินการตอบสนองอย่างเหมาะสม ซึ่งฝ่ายอินเดียขอเรียกร้องให้ปากีสถานแก้ไขการละเมิดข้อตกลงนี้

ด้านทีมข่าวของบีบีซีในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียควบคุม ยืนยันว่า พวกเขาได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง แต่ไม่แน่ชัดว่าเสียงมาจากฝั่งอินเดียหรือปากีสถาน

ทั้งนี้ อินเดียเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่หลายพื้นที่ในปากีสถานเมื่อวันพุธที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา อ้างว่าทำเพื่อตอบโต้เหตุคนร้ายสังหารนักท่องเที่ยวในแคว้นแคชเมียร์เมื่อเดือนก่อน ซึ่งอินเดียกล่าวหาปากีสถานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ขณะที่รัฐบาลอิสลามาบัดปฏิเสธ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยาน “คอสมอส 482” ของโซเวียต ตกสู่โลกแล้ว หลังลอยในวงโคจร 53 ปี

ยาน “คอสมอส 482” ของโซเวียต ตกสู่โลกแล้ว หลังลอยในวงโคจร 53 ปี

10 พ.ค. 2568 23:27 น.

ยาน “คอสมอส 482” ของโซเวียต ตกสู่โลกแล้ว หลังลอยในวงโคจร 53 ปี

สำนักงานอวกาศรัสเซียยืนยันว่า ยานคอสมอส 482 ที่โซเวียตพยายามจะส่งไปดาวศุกร์เมื่อ 53 ปีก่อน แต่ประสบความล้มเหลว ตกกลับสู่โลกแล้ว

ในวันเสาร์ที่ 10 พ.ค. 2568 รอสคอสมอส สำนักงานอวกาศของรัสเซีย ยืนยันว่า ยานอวกาศ “คอสมอส 482” (Kosmos 482) ตกกลับสู่โลกแล้ว ในเวลา 6.24 น. วันเสาร์ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) โดยตกลงสู่มหาสมุทรอินเดีย ทางตะวันออกของกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยดูเหมือนว่ามันจะไม่สร้างปัญหาใดๆ

ด้านสำนักงานสังเกตการณ์และติดตามอวกาศของสหภาพยุโรป ก็ยืนยันว่า ยานอวกาศคอสมอส 482 ที่สหภาพโซเวียตส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อปี 2515 ตกกลับสู่โลกแล้ว โดยยืนยันจากการคำนวณและจากการที่ยานลำนี้หายไปจากการติดตามวงโคจร

ส่วนสำนักงานขยะอวกาศของสำนักงานอวกาศยุโรป (ESA) ก็ชี้ว่า คอสมอส 482 กลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกแล้ว หลังจากมันไม่ปรากฏในเรดาร์ตรวจจับของประเทศเยอรมนี

ทั้งนี้ ยานคอสมอส 482 เป็นส่วนหนึ่งในภารกิจส่งยานอวกาศไปดาวศุกร์ของสหภาพโซเวียต โดยมันถูกส่งออกสู่อวกาศในปี 2512 แต่มันกลับเดินทางไปไม่พ้นวงโคจรโลกเนื่องจากจรวดขัดข้อง และคอสมอส 482 ก็ติดค้างอยู่บนวงโคจรมาตลอด 53 ปี โดยที่แรงโน้มถ่วงของโลกค่อยๆ ดึงมันเข้าใกล้โลกทีละน้อย จนมากลับสู่โลกในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : space

อินเดีย-ปากีสถานตกลงหยุดยิงแล้ว ทรัมป์อ้างสหรัฐฯ เป็นตัวกลางเจรจา

อินเดีย-ปากีสถานตกลงหยุดยิงแล้ว ทรัมป์อ้างสหรัฐฯ เป็นตัวกลางเจรจา

10 พ.ค. 2568 21:50 น.

อินเดีย-ปากีสถานตกลงหยุดยิงแล้ว ทรัมป์อ้างสหรัฐฯ เป็นตัวกลางเจรจา

อินเดียกับปากีสถานบรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันแล้ว หลังจากยิงตอบโต้กันข้ามพรมแดนจนมีผู้เสียชีวิต 66 ศพ ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาอ้างว่าสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการเจรจาครั้งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อินเดียกับปากีสถานบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันแล้วในวันเสาร์ที่ 10 พ.ค. 2568 โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 17.00 น. วันเดียวกันนี้ตามเวลาท้องถิ่น และผู้นำกองทัพของทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะพูดคุยกันอีกครั้งในช่วงเที่ยงวันจันทร์นี้

“วันนี้อินเดียกับปากีสถานได้ทำข้อตกลงเรื่องการหยุดโจมตีและหยุดมาตรการทางทหารระหว่างกัน” นายเอส. ไจชานการ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอินเดียกล่าว และยืนยันว่า “อินเดียมีจุดยืนที่มั่นคงและไม่ประนีประนอมเรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายในทุกรูปแบบมาตลอด และจะทำแบบนั้นต่อไป”

นายอิชาค ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของปากีสถานบอกกับ Geo News สื่อท้องถิ่นว่า ทั้งสองประเทศตกลงหยุดยิงไม่ใช่แค่บางส่วน แต่เต็มรูปแบบ โดยมีผลในทันที พร้อมเสริมว่ามีมากกว่า 30 ประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการทูตเพื่อบรรลุข้อตกลงนี้

ขณะเดียวกัน การท่าอากาศยานแห่งปากีสถาน (PAA) ยืนยันว่า หลังจาก 2 ประเทศมีข้อตกลงหยุดยิง ปากีสถานก็เปิดน่านฟ้าของตัวเองทั้งหมด ให้เครื่องบินทุกประเภทสามารถใช้งานได้

อีกด้านหนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมายืนยันก่อนหน้านี้ว่า อินเดียกับปากีสถานทำข้อตกลงหยุดยิงเต็มรูปแบบและในทันทีแล้ว หลังเจรจามาตลอดคืนโดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานโดยอ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าวในรัฐบาลอินเดียว่า การเจรจาหยุดยิงเป็นการพูดคุยกันโดยตรงระหว่างอินเดียกับปากีสถานเท่านั้น

ทั้งนี้ การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่อินเดียและปากีสถานต่างโจมตียุทโธปกรณ์ทางทหารของอีกฝ่าย จนทำให้เกิดความกังวลว่าสถานการณ์จะบานปลายถึงขั้นมีการนำอาวุธนิวเคลียร์ออกมาใช้หรือไม่ เนื่องจากกองทัพปากีสถานระบุว่า คณะกรรมการระดับสูงฝ่ายกองทัพและฝ่ายพลเรือนที่ดูแลอาวุธนิวเคลียร์จะมาประชุมกัน

แต่กระทรวงกลาโหมออกมายืนยันในภายหลังว่า ไม่มีกำหนดประชุมดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ตะลึง พบฟอสซิลดอกไม้หายากในมณฑลซานตง คาดเป็นพืชดอกยุคครีเทเชียสสายพันธุ์ใหม่

ตะลึง พบฟอสซิลดอกไม้หายากในมณฑลซานตง คาดเป็นพืชดอกยุคครีเทเชียสสายพันธุ์ใหม่

10 พ.ค. 2568 11:05 น.

ตะลึง พบฟอสซิลดอกไม้หายากในมณฑลซานตง คาดเป็นพืชดอกยุคครีเทเชียสสายพันธุ์ใหม่

คณะนักวิจัยจีนค้นพบฟอสซิลดอกไม้หายากในเขตอุทยานธรณีแห่งชาติยุคครีเทเชียส เมืองไหลหยาง คาดเป็นดอกไม้พันธุ์ใหม่ในกลุ่มพืชดอกยุคครีเทเชียสตอนต้น ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการศึกษาวิวัฒนาการของพืชดอกในยุคโบราณ

ศาสตราจารย์เฉิน เหล่ย จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซานตง ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านซากดึกดำบรรพ์แห่งประเทศจีน ระบุว่าซากฟอสซิลดอกไม้นี้อาจเป็นพืชดอกสายพันธุ์ใหม่ในยุคครีเทเชียสตอนต้น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาวิวัฒนาการของพืชดอกและเข้าใจต้นกำเนิดของพืชดอกในระยะแรกเริ่ม

โดยฟอสซิลดอกไม้ที่พบมีสภาพสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง ไม่เพียงแต่ยังคงชั้นผิวใบไว้ได้อย่างชัดเจน แต่ยังแสดงโครงสร้างที่คล้ายกลีบเลี้ยงและกลีบดอก ขณะที่บริเวณรังไข่มีจุดสีดำซึ่งคาดว่าอาจเป็นเมล็ดของพืชชนิดนี้

นักวิทยาศาสตร์เตรียมดำเนินการศึกษาเพิ่มเติม ทั้งด้านลักษณะทางสัณฐานวิทยา ของโครงสร้างที่คล้ายดอกไม้ และการวิเคราะห์โครงสร้างชั้นผิวใบในระดับจุลภาค เพื่อไขปริศนาธรรมชาติที่แท้จริงของพืชลึกลับชนิดนี้

ทั้งนี้ เมืองไหลหยาง ถือเป็นพื้นที่สำคัญด้านบรรพชีวินวิทยาของจีน โดยเป็นหนึ่งในภูมิภาคแรก ๆ ที่มีการค้นพบซากไดโนเสาร์ ไข่ไดโนเสาร์ ฟอสซิลเทอโรซอร์ แมลง และพืชโบราณจำนวนมากในประเทศจีน.

ที่มา : Globaltimes

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฟอสซิล

สหรัฐฯ พบผู้ป่วยโรคหัดทะลุ 1,000 ราย ครั้งแรกในรอบ 5 ปี

สหรัฐฯ พบผู้ป่วยโรคหัดทะลุ 1,000 ราย ครั้งแรกในรอบ 5 ปี

10 พ.ค. 2568 08:30 น.

สหรัฐฯ พบผู้ป่วยโรคหัดทะลุ 1,000 ราย ครั้งแรกในรอบ 5 ปี

สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับการระบาดของโรคหัดที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ รายงานพบผู้ป่วยโรคหัดแล้ว 1,001 รายใน 31 พื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่จำนวนผู้ป่วยทะลุหลักพัน

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯหรือ CDC เปิดเผยจำนวนผู้ป่วยโรคหัดสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในสหรัฐฯ โดยในการแถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาในท้องถิ่น พบผู้ป่วยโรคหัดแล้ว 1,001 ราย ตัวเลขนี้ยังไม่รวมข้อมูลล่าสุดจากรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการระบาดในครั้งนี้ โดยพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีก 7 ราย ทำให้ยอดรวมในรัฐอยู่ที่ 709 ราย

ด้านนักวิจัยเตือนว่าสหรัฐฯ อาจกำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนของการกลับมาแพร่ระบาดของโรคหัดแบบประจำถิ่น แม้ว่าโรคนี้จะเคยถูกประกาศว่าถูกกำจัดไปจากประเทศแล้วเมื่อกว่า 25 ปีก่อน โดยก่อนหน้านี้เคยมีผู้ป่วยเกิน 1,000 รายเพียงครั้งเดียวในปี 2019 โดยมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 1,274 ราย

ดร.ลิซ่า มารากาคิส ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายป้องกันการติดเชื้อ โรงพยาบาลจอห์น ฮอปกินส์ กล่าวว่า สหรัฐฯยังคงเสี่ยงที่จะเห็นจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออย่างน้อยก็ทรงตัวอยู่ในระดับสูงแบบนี้ ขณะที่ข้อมูลจาก CDC ระบุว่า ในปีนี้มีผู้ป่วยโรคหัดถึง 13% ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย ได้แก่ เด็กหญิง 2 คนในรัฐเท็กซัส และผู้ใหญ่ 1 คนในรัฐนิวเม็กซิโก โดยทั้ง 3 รายไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด การระบาดในรัฐเท็กซัสเริ่มต้นขึ้นในชุมชนเมนโนไนต์ และได้แพร่กระจายไปยังรัฐใกล้เคียง เช่น นิวเม็กซิโก โอคลาโฮมา และแคนซัส ล่าสุดรัฐนอร์ทดาโกตามีรายงานการระบาดเช่นกัน โดยพบผู้ติดเชื้อแล้ว 9 ราย และมีนักเรียนราว 180 คนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน

ดร.พอล ออฟฟิต กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนจากโรงพยาบาลเด็กฟิลาเดลเฟีย ให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่านี่คือไวรัสที่ติดต่อได้มากที่สุดในบรรดาโรคติดเชื้อในมนุษย์ และตอนนี้มันกำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว พร้อมเตือนว่าจำนวนผู้ป่วยจริงอาจสูงกว่าที่รายงาน เนื่องจากหลายคนไม่ไปพบแพทย์ โดยผู้เสียชีวิต 3 รายในครั้งนี้ เทียบเท่ากับจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหัดทั้งหมดในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาในสหรัฐฯ

บรรดากุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในสหรัฐฯ ต่างแสดงความกังวลว่า ความพยายามในการควบคุมโรคหัดกำลังถูกขัดขวางจากการขาดการรณรงค์เรื่องวัคซีนจากภาครัฐ และการเผยแพร่ข้อมูลผิดๆเกี่ยวกับการรักษา ซึ่งสร้างความสับสนให้กับผู้ปกครอง ทั้งนี้ วัคซีนโรคหัดมีประสิทธิภาพในการป้องกันสูงถึง 97% หากได้รับครบ 2 เข็มตามคำแนะนำของ CDC.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โรคหัด

อินเดียยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพอากาศปากีสถาน 3 แห่ง ปากีฯโต้กลับทันควัน ดับรวม 48 ศพ

อินเดียยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพอากาศปากีสถาน 3 แห่ง ปากีฯโต้กลับทันควัน ดับรวม 48 ศพ

10 พ.ค. 2568 06:35 น.

อินเดียยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพอากาศปากีสถาน 3 แห่ง ปากีฯโต้กลับทันควัน ดับรวม 48 ศพ

สถานการณ์ระอุ อินเดียโจมตีทางอากาศ 3 จุดซ้อนถล่มปากีสถาน อ้างเป็นการถล่มค่ายก่อการร้าย ขณะที่ปากีสถานโต้กลับด้วยปืนใหญ่กลางดึก สองฝ่ายเสียชีวิตรวมแล้ว 48 ศพ

วันที่ 10 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสองชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ อินเดียและปากีสถาน ยังคงมีการปะทุกันรุนแรง หลังกองทัพปากีสถานออกแถลงการณ์ว่า สามารถสกัดกั้นการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากกองทัพอินเดียที่พุ่งเป้ามายังฐานทัพอากาศของปากีสถานถึง 3 แห่ง โดยระบุว่าเป็น การโจมตีด้วยขีปนาวุธแบบยิงจากอากาศสู่พื้นดิน 

รายงานข่าวระบุว่า เสียงระเบิดดังสนั่นในเขตแคชเมียร์ฝั่งอินเดีย และเมืองอมฤตสาร์ รัฐปัญจาบ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ขณะที่กองทัพอินเดียอ้างว่าเป็นการยิงสกัดโดรนที่ล้ำแดน ขณะเดียวกัน เสียงปืนใหญ่ก็เริ่มถล่มข้ามเส้นควบคุม ระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง

ทางด้านกระทรวงกลาโหมปากีสถานระบุว่า การโต้กลับของฝ่ายปากีสถานยังอยู่ในลักษณะตั้งรับเท่านั้น แต่ย้ำชัดว่าจะไม่มีการลดระดับความตึงเครียดลงจนกว่าอินเดียจะแสดงท่าทีอย่างชัดเจนและรับผิดชอบต่อการเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน  ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่อย่างน้อย 48 ศพ แบ่งเป็นทางฝ่ายปากีสถาน 32 ศพ

ขณะที่แหล่งข่าวความมั่นคงในปากีสถานเผยว่า ความตึงเครียดกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่จุดแตกหัก โดยระบุว่า สถานการณ์ระหว่างสองประเทศจะดิ่งลงสู่จุดอันตรายยิ่งขึ้น แม้ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ พยายามเจรจาเพื่อหาทางยุติความรุนแรง แต่เสียงปืนและขีปนาวุธยังคงดังข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง.

พระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 ทรงประกอบมิสซาแรกในนครรัฐวาติกัน ประกาศนำคริสตจักรเป็น “แสงสว่างยามค่ำคืน”

พระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 ทรงประกอบมิสซาแรกในนครรัฐวาติกัน ประกาศนำคริสตจักรเป็น "แสงสว่างยามค่ำคืน"

10 พ.ค. 2568 06:05 น.

พระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 ทรงประกอบมิสซาแรกในนครรัฐวาติกัน ประกาศนำคริสตจักรเป็น “แสงสว่างยามค่ำคืน”

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงประกอบพิธีมิสซาแรกในนครรัฐวาติกัน ตรัสย้ำบทบาทของคริสตจักรในฐานะประภาคารแห่งศรัทธา ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อและความแตกแยกทั่วโลก ขณะนานาประเทศร่วมถวายพระพรหลังทรงได้รับเลือกเป็นพระประมุขพระองค์ใหม่ของคริสตจักรโรมันคาทอลิก

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงประกอบพิธีมิสซาแรก ที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ในนครรัฐวาติกัน หลังได้รับเลือกจากคณะพระคาร์ดินัลให้ทรงดำรงตำแหน่งประมุขคริสตจักรโรมันคาทอลิก องค์ที่ 267

โป๊ปเลโอ ที่ 14 พระชม์มายุ 69 พรรษา ทรงมีพระดำรัสที่ประทานต่อคณะพระคาร์ดินัลและคริสตศาสนิกชนผ่านการถ่ายทอดสด ซึ่งมีเนื้อความว่า ปัจจุบันนี้ศรัทธาถูกท้าทายจากกระแสของเทคโนโลยี เงินตรา อำนาจ และความสำเร็จ แต่คริสตจักรต้องเป็นแสงที่ฉายให้เห็นหนทางในยามค่ำคืนอันมืดมนของโลกใบนี้

พระองค์ยังตรัสถึงความท้าทายของคริสตจักรในโลกยุคใหม่ ซึ่งเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ การสูญเสียคุณค่าชีวิต และการบั่นทอนศรัทธา โดยทรงย้ำว่าหน้าที่ของคริสตจักรคือ การเผยแพร่เมตตา ความหวัง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาองค์ใหม่ทรงเคยเป็นมิชชันนารีในคณะออกัสติเนียน และปฏิบัติงานด้านสังคมกับผู้ยากไร้ในประเทศเปรูมานานกว่า 20 ปี ทรงได้รับสัญชาติเปรูในปี 2015 และทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระคาร์ดินัลสายก้าวหน้า ซึ่งสนับสนุนสิทธิมนุษยชน และสืบทอดแนวทางของโป๊ปฟรานซิสอย่างชัดเจน

โดยในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาจะทรงนำสวดบท “Regina Coeli” ซึ่งเป็นประเพณีที่ได้รับความสนใจมากจากคริสตชนและสื่อมวลชน และจะมีการแถลงข่าวกับสื่อมวลชนในวันจันทร์ ซึ่งทั่วโลกจับตาดูแนวทางการนำคริสตจักรในยุคของพระองค์อย่างใกล้ชิด.