ฝนตกหนักดินโคลนถล่มที่โคลอมเบีย ฝังบ้านเรือนในพื้นที่ห่างไกล ดับ 5 ศพ อพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ฝนตกหนักดินโคลนถล่มที่โคลอมเบีย ฝังบ้านเรือนในพื้นที่ห่างไกล ดับ 5 ศพ อพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

10 พ.ค. 2568 05:20 น.

ฝนตกหนักดินโคลนถล่มที่โคลอมเบีย ฝังบ้านเรือนในพื้นที่ห่างไกล ดับ 5 ศพ อพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

เกิดเหตุดินถล่มรุนแรงในเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของโคลอมเบีย หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง ฝังบ้านเรือนหลายสิบหลัง มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ บาดเจ็บอีก 3 ราย สูญหายอย่างน้อย 3 ราย ทางการประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติ พร้อมอพยพชาวบ้านและระดมเจ้าหน้าที่ค้นหาผู้สูญหาย

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 สื่อท้องถิ่นของโคลอมเบีย รายงานว่า เกิดเหตุดินถล่มในพื้นที่ชนบทของเมือง ซาบาเนตา ในแคว้นอันตีโอกีอา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ โดยดินโคลนปริมาณมหาศาลซัดเข้าถล่มบ้านเรือนหลายหลังในชุมชนชนบท หลังเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องตลอดหลายวัน

สำนักงานบริหารจัดการความเสี่ยงแห่งชาติของโคลอมเบีย ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย และสูญหาย 3 ราย จากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งนี้

ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารและหน่วยกู้ภัยกำลังเร่งดำเนินการค้นหาและกู้ร่างผู้สูญหาย รวมถึงเคลียร์เศษซากดินโคลนและขยะที่ไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ โดยมีการอพยพประชาชน 70 คน ออกจากบ้านเรือนจำนวน 23 หลัง ที่ได้รับผลกระทบไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้ว

สำนักงานนายกเทศมนตรีเมืองซาบาเนตา ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติสาธารณะ เพื่อเปิดทางให้สามารถระดมทรัพยากร และดำเนินมาตรการฉุกเฉินได้ทันที รวมถึงระงับบริการสาธารณูปโภคบางส่วน เช่น ระบบไฟฟ้า เพื่อความปลอดภัยระหว่างการกู้ภัย ซึ่งจนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงปฏิบัติงานแข่งกับเวลา เพื่อค้นหาผู้สูญหายและฟื้นฟูพื้นที่จากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติครั้งนี้.

เปิดเบื้องหลังการเลือกพระนาม สันตะปาปา “เลโอ ที่ 14” ชื่อโป๊ปองค์ใหม่นี้มีที่มาอย่างไร

เปิดเบื้องหลังการเลือกพระนาม สันตะปาปา "เลโอ ที่ 14" ชื่อโป๊ปองค์ใหม่นี้มีที่มาอย่างไร

9 พ.ค. 2568 21:38 น.

เปิดเบื้องหลังการเลือกพระนาม สันตะปาปา “เลโอ ที่ 14” ชื่อโป๊ปองค์ใหม่นี้มีที่มาอย่างไร

พระคาร์ดินัล โรเบิร์ต เพรวอสต์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขแห่งคริสตจักร นิกายโรมันคาทอลิกในนาม “สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เป็นสันตะปาปาอเมริกันคนแรกในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางความสนใจของชาวโลกต่อที่มาของชื่อ “เลโอ” ที่สืบทอดจากสันตะปาปาผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา พระคาร์ดินัลโรเบิร์ต ฟรานซิส เพรวอสต์ วัย 69 ปี ได้รับการเลือกจากสภาพระคาร”ดินัลให้ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งนครรัฐวาติกัน และประกาศพระนามใหม่ว่า “สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14″ (Pope Leo XIV) ทรงกลายเป็นชาวอเมริกันคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้เป็นพระสันตะปาปา และจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณแก่ชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกกว่า 1,400 ล้านคนทั่วโลก

พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เกิดที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ของสหรัฐฯ เป็นนักบวชที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสายปฏิรูป ทุ่มเทงานช่วยเหลือชุมชนชายขอบในประเทศเปรูมาอย่างยาวนาน ก่อนจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นอัครสังฆราชประจำที่นั่น และได้รับสัญชาติเปรูเพิ่มเติมด้วย

ตลอดช่วงเวลาที่ปฏิบัติงานในเปรู พระองค์ได้รับการจดจำว่าเป็นผู้สร้างสะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรมและชุมชนท้องถิ่นกับคริสตจักร รวมถึงส่งเสริมบทบาทของกลุ่มผู้ถูกละเลยในสังคม

ส่วนการเปลี่ยนชื่อหลังได้รับเลือกเป็นสันตะปาปานั้นเป็นธรรมเนียมที่มีมานานหลายศตวรรษ โดยนับแต่ศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมา สันตะปาปาหลายองค์เริ่มใช้ชื่อใหม่เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพันธกิจทางศาสนา และสะท้อนอุดมการณ์หรือบุคคลต้นแบบในประวัติศาสตร์ของศาสนจักร

พระนามของสันตะปาปาองค์ใหม่จึงมักเชื่อมโยงกับผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อน ซึ่งแสดงถึงการเคารพนับถือ และความตั้งใจจะเดินตามรอยพระราชกรณียกิจของผู้เป็นแบบอย่าง เช่น สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่ประกาศว่าชื่อของพระองค์มาจาก “นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซี” ผู้มีชีวิตเรียบง่ายและทุ่มเทให้กับคนยากไร้

แม้ยังไม่มีการประกาศเหตุผลอย่างเป็นทางการจากพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ว่าเหตุใดจึงเลือกชื่อนี้ แต่ชื่อ “เลโอ” เคยถูกใช้โดยสันตะปาปาหลายองค์โดยเฉพาะ 2 องค์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 1 หรือ “นักบุญเลโอมหาราช” (St. Leo the Great) ดำรงตำแหน่งระหว่างปี ค.ศ. 440–461 ทรงเป็นพระสันตะปาปาองค์ที่ 45 ของคริสตจักร และเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เจรจาสันติภาพ 

ส่วนสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี ค.ศ. 1878–1903 เป็นผู้ริเริ่มนโยบายด้าน ความยุติธรรมทางสังคม และมีชื่อเสียงจากสมณสาส์น “Rerum Novarum” ซึ่งกล่าวถึงสิทธิแรงงาน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และบทบาทของศาสนจักรในสังคมยุคใหม่

ด้วยเหตุนี้ การเลือกใช้ชื่อ “เลโอที่ 14” อาจสะท้อนถึงความตั้งใจของพระสันตะปาปาองค์ใหม่ในการ สืบสานพันธกิจด้านสันติภาพและความยุติธรรมทางสังคม ที่พระสันตะปาปาเลโอในอดีตได้วางรากฐานไว้

ทั้งนี้  “เลโอ” นับเป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกใช้บ่อยที่สุด โดยก่อนหน้านี้มีสันตะปาปาใช้ชื่อนี้แล้วถึง 13 องค์ ขณะที่ชื่อยอดนิยมอันดับ 1 คือ “จอห์น” ซึ่งถูกใช้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 523 และถูกใช้ถึง 23 ครั้ง โดย สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 23 เป็นองค์ล่าสุดในปี ค.ศ. 1958 และได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญโดยพระสันตะปาปาฟรานซิสในปี 2014.

‘คลองหยาโมเดล’สู่เกษตรครบวงจรต้นแบบ ยกระดับความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

'คลองหยาโมเดล'สู่เกษตรครบวงจรต้นแบบ ยกระดับความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

‘คลองหยาโมเดล’สู่เกษตรครบวงจรต้นแบบ ยกระดับความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.37 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงผลการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นระดับชาติ ประจำปี 2568 ว่า กลุ่มบริหารการใช้น้ำอ่างเก็บน้ำคลองหยา จังหวัดกระบี่ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะเลิศระดับประเทศ และได้รับพระราชทานรางวัล “สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568” จาก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพิธีวันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดของกลุ่มฯ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน

จากแนวคิด “บริหารน้ำชุมชนสู่ความยั่งยืน” กลุ่มบริหารการใช้น้ำอ่างเก็บน้ำคลองหยา ได้มุ่งมั่นพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเกษตรกรรมครบวงจร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในชุมชน ภายใต้แนวทาง “ดินดี น้ำดี สิ่งแวดล้อมดี ใส่ใจดี และอิ่มอร่อยสุขภาพดี” โดยวางผังพื้นที่เพาะปลูกตามลักษณะภูมิประเทศ ประสานกับระบบส่งน้ำชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับน้ำอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และสามารถใช้น้ำได้อย่างประหยัดสูงสุด

ทั้งนี้ กลุ่มบริหารการใช้น้ำอ่างเก็บน้ำคลองหยา ได้แบ่งพื้นที่การเกษตรออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนต้นน้ำสำหรับปลูกไม้ผล เช่น ทุเรียน มังคุด และลองกอง, โซนกลางน้ำสำหรับปลูกข้าวและพืชผัก และโซนปลายน้ำที่ใช้ระบบหมุนเวียนน้ำเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ปลานิล กบ และตะพาบน้ำ รวมถึงแปลงเกษตรต้นแบบที่ใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชน อีกทั้งยังมีการคำนวณ “ผลิตภาพน้ำ (Water Productivity)” พบว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยจากการใช้น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร อยู่ที่ 123 บาท ซึ่งสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า และตอกย้ำถึงบทบาทของกลุ่มฯ ในการเป็นต้นแบบของการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

– 006

กรมประมง-เร่งเสริมศักยภาพ ‘การเพาะเลี้ยงม้าน้ำ’ สู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

กรมประมง-เร่งเสริมศักยภาพ ‘การเพาะเลี้ยงม้าน้ำ’ สู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

กรมประมง-เร่งเสริมศักยภาพ ‘การเพาะเลี้ยงม้าน้ำ’ สู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

กรมประมงจับมือภาคเอกชน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ‘เสริมศักยภาพการเพาะเลี้ยงม้าน้ำ’ สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง เพื่อขยายการผลิตและรองรับความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ พร้อมลดการจับม้าน้ำจากธรรมชาติที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลสตูล จังหวัดสตูล เป็นที่ตั้งของโครงการเพาะเลี้ยงม้าน้ำที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มต้นจากการวิจัยและทดลองเพาะเลี้ยงม้าน้ำเพื่อรักษาพันธุ์และเพิ่มปริมาณจากแหล่งธรรมชาติที่ถูกทำลายไปตามกาลเวลา หลังจากนั้นจึงมีการขยายผลไปสู่การส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันได้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการผลิตเชิงพาณิชย์

‘ม้าน้ำ’ ถือเป็นสัตว์น้ำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และได้รับความนิยมในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ม้าน้ำถูกนำไปใช้ในหลายรูปแบบ เช่น เป็นสัตว์น้ำสวยงาม บริโภคในตำรับยา และทำเป็นเครื่องประดับหรือของที่ระลึก ทำให้ม้าน้ำมีมูลค่าสูงในตลาดโลก แม้จะเป็นสัตว์ที่มีการจับในธรรมชาติ แต่กรมประมงได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเพาะเลี้ยงม้าน้ำมาเป็นระยะเวลานาน โดยขณะนี้สามารถเพาะเลี้ยงม้าน้ำได้ถึง 3 ชนิด ได้แก่ ม้าน้ำหนาม ม้าน้ำดำ และม้าน้ำสามจุด

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า  ทางกรมประมงได้จัดโครงการอบรมหลักสูตร ‘การเพาะเลี้ยงม้าน้ำเพื่อเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง’ ณ บารารีสอร์ทและศูนย์วิจัยฯ จังหวัดสตูล ที่ผ่านมา  โดยมีเกษตรกรจาก 5 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต และสตูล เข้าร่วมอบรมจำนวน 40 คน เพื่อเพิ่มทักษะในการเพาะเลี้ยงม้าน้ำ และการแปรรูปม้าน้ำให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง

‘การอบรมในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความรู้และทักษะในการเพาะเลี้ยงม้าน้ำให้แก่เกษตรกร เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตม้าน้ำให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและลดการจับจากธรรมชาติ ซึ่งม้าน้ำถูกจัดให้เป็นสัตว์น้ำในบัญชีหมายเลข 2 ของอนุสัญญาไซเตส ที่จำกัดการจับและการส่งออกจากแหล่งธรรมชาติ’

การอบรมประกอบด้วยเนื้อหาหลักสูตรเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงม้าน้ำ การแปรรูปม้าน้ำให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง รวมถึงการขนส่งและการตลาดเพื่อการจำหน่ายและส่งออกม้าน้ำ โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งจากกรมประมงและภาคเอกชนให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาดูงานที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลสตูล เพื่อให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้จากกระบวนการจริง และขยายผลความสำเร็จสู่เกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้ายว่า ‘เรามั่นใจว่า การขยายกำลังการผลิตม้าน้ำในเชิงพาณิชย์จะช่วยเสริมสร้างอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่ และสามารถรองรับความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดในประเทศจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ ซึ่งม้าน้ำเป็นที่ต้องการสูง’

เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต่างให้ความเห็นว่า การเพาะเลี้ยงม้าน้ำสามารถเป็นอาชีพเสริมที่ทำควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทอื่น เช่น สาหร่ายหรือกุ้งทะเล โดยเฉพาะ นายวศินะ รุ่งเรือง อายุ 31 ปี เจ้าของ ‘วศินะฟาร์ม’ จังหวัดสตูล กล่าวว่า ‘ผมเห็นว่า การเลี้ยงม้าน้ำจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้เสริม เพราะมันไม่ยุ่งยากมาก มีการจัดเตรียมอาหารให้ม้าน้ำ และสามารถเลี้ยงควบคู่กับการปลูกสาหร่ายที่ฟาร์มของเราอยู่แล้ว สำหรับปัญหากฎหมายก็อยากมาศึกษาเพื่อให้ทำได้ถูกต้องตามระเบียบ เราเชื่อว่า ม้าน้ำจะเป็นสินค้าส่งออกที่สามารถสร้างมูลค่าสูงให้กับประเทศได้’

นางฐิติพร ทิ้งท้ายว่า ‘โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ม้าน้ำในธรรมชาติและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว ทำให้ม้าน้ำกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูงทางเลือกใหม่ของเกษตรกรไทยในอนาคต’

พณ.นนทบุรี จัดงาน ‘Best & Green of Non 2025’ โชว์ศักยภาพสินค้า-บริการ ยกระดับการค้ามูลค่าสูง สู่สังคมเศรษฐกิจแบบยั่งยืน

พณ.นนทบุรี จัดงาน 'Best & Green of Non 2025' โชว์ศักยภาพสินค้า-บริการ ยกระดับการค้ามูลค่าสูง สู่สังคมเศรษฐกิจแบบยั่งยืน

พณ.นนทบุรี จัดงาน ‘Best & Green of Non 2025’ โชว์ศักยภาพสินค้า-บริการ ยกระดับการค้ามูลค่าสูง สู่สังคมเศรษฐกิจแบบยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.43 น.

จังหวัดนนทบุรี โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี พร้อมหน่วยงานภาคราชการและเอกชนในจังหวัดนนทบุรี ร่วมกันจัดงาน “Best & Green of Non 2025” รวมที่สุดสินค้าและบริการ แห่งเมืองนนท์ เปิดตลาดกระตุ้นเศรษฐกิจ ดันสินค้า บริการ เด่น ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่สินค้าชุมชน สินค้าเกษตร นวัตกรรม อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว แฟชั่น สุขภาพ ความงาม นำเสนอในมิติการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงควบคู่ไปกับสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมช่องทางการตลาดยุคใหม่ ดันเมืองนนท์เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมการค้าในอนาคต และก้าวสู่การค้าในระดับสากล มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาสู่การเป็น Livable City อย่างเต็มตัว 

งาน “Best & Green of Non 2025” เกิดจากความร่วมมือจากภาคส่วนราชการหน่วยงานที่ขับเคลื่อนด้านการผลิตสินค้าและด้านตลาด ได้แก่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด, สำนักงานเกษตรจังหวัด, สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด, สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ภาคเอกชนที่สนับสนุนด้านการเชื่อมโยงทั้งทุนนวัตกรรม การผลิต การตลาด ได้แก่ หอการค้าจังหวัด, สภาอุตสาหกรรมจังหวัด, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว, ชมรมค้าหอสังหาริมทรัพย์, ชมรมผู้ประกอบการค้าอาหาร ขับเคลื่อนโครงการเพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากและส่งเสริมมูลค่าสูงในเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นนำเสนอสินค้าและบริการเด่นในจังหวัดสู่ผู้บริโภค ผู้ค้า กลุ่มเป้าหมาย ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมงานถือว่าได้มาเยือนเมืองนนท์ครบจบในงานเดียว  ภายในงานนอกจากจะพบกับสินค้าและบริการเด่นจากจังหวัดนนทบุรี ทั้งสินค้า อาหาร บริการ ท่องเที่ยว โรงแรมร้านอาหารสุขภาพ ที่ครบวงจร แล้วยังมีกิจกรรมพิเศษและกิจกรรมสนับสนุน ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการไลฟ์สดจาก Influencer ชื่อดัง เปิดเวที Shopping online กับ Promotion สุดพิเศษ การแสดงศิลปะวัฒนธรรม การสาธิต ทอร์คโชว์ ความบันเทิงจากศิลปินชื่อดังทุกวัน สลับหมุนเวียนตลอดทั้ง 5 วัน ท่านที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้ารับสิทธิพิเศษของที่ระลึกและลุ้นรับโชคคูปองเงินสด เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ทุกวัน

“Best & Green of Non 2025” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 -30 พฤษภาคม 2568 ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี 065-510 1915, 062-517-9191 

โดยจะนัดหมายเจรจาธุรกิจ-เปิดจำหน่ายปลีก วันที่ 26-30 พฤษภาคม 2568 เวลา 08.00-18.00 น. ณ ลานเอนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80  พรรษาฯ กรุงเทพฯ

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/1pU9DBcSokq6W-cRrxrX06S2hbHf_pOwwDaS5XMYsObw/edit

-(016)

คุยกัน7วันหน : โป๊ปเลโอที่ 14 จะนำพาคริสตจักรคาทอลิกไปทิศทางใด

คุยกัน7วันหน : โป๊ปเลโอที่ 14  จะนำพาคริสตจักรคาทอลิกไปทิศทางใด

คุยกัน7วันหน : โป๊ปเลโอที่ 14 จะนำพาคริสตจักรคาทอลิกไปทิศทางใด

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

8 พ.ค.2568 ควันขาวลอยขึ้นจากโบสถ์น้อยซิสทีน ประกาศการเลือกพระคาร์ดินัล โรเบิร์ต เพรโวสต์ (Robert Prevost) จากสหรัฐฯ วัย 69 ปี ได้รับเลือกเป็นผู้นำคริสตจักรโรมันคาทอลิกองค์ที่ 267 ในชื่อ โป๊ปเลโอที่ 14 กลายเป็นโป๊ปชาวอเมริกันคนแรกในประวัติศาสตร์ แต่ก็มีสัญชาติเปรูด้วย เพราะเคยไปรับตำแหน่งตั้งแต่เป็นมิชชันารี เป็นบิชอป และอาร์คบิชอปอยู่ที่เปรูนานมากกว่า 10 ปี  

พระคาร์ดินัล โรเบิร์ค เพรโวสต์ เกิดเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2498 ที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐฯ ในครอบครัวชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาลี เขาเข้าร่วมคณะเยซูอิต (Jesuit) ในปี 2521 และได้รับการบวชเป็นบาทหลวงในปี 2528 Prevost มีประสบการณ์ทำงานในหลากหลายบทบาททั้งในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ โดยเฉพาะในเปรู ซึ่งเขาเคยดำรงตำแหน่งอธิการคณะเยซูอิตในภูมิภาคนั้นระหว่างปี 2542-2547

ในปี 2557 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นบิชอปแห่งเขตศาสนปกครองชิคยากาเมกาในเปรู และในปี 2564 พระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าสมณกระทรวงเพื่อบิชอป (Dicastery for Bishops) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลการคัดเลือกบิชอปทั่วโลก ตำแหน่งนี้ทำให้เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลสูงในวาติกันก่อนการเลือกตั้งเป็นพระสันตะปาปา

พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ถูกมองว่าเป็นนักบวชสายกลางที่มีแนวคิดใกล้เคียงกับพระสันตะปาปาฟรานซิส พระองค์ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ถูกกีดกันในสังคม เช่น ผู้อพยพและผู้ยากไร้ ซึ่งสอดคล้องกับฉายา Pope of the Poor ที่โป๊ปฟรานซิสได้รับ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก New York Times ระบุว่า พระองค์ยังคงยึดมั่นในหลักคำสอนดั้งเดิมของคริสตจักร เช่น การคัดค้านการบวชสตรีเป็นมัคนายก และการไม่รับรองการสมรสเพศเดียวกันในพิธีกรรมทางศาสนา

ระหว่างที่ดํารงตําแหน่งบิชอป พระองค์ยังคัดค้านความคิดริเริ่มของรัฐบาลในการสอนประเด็นเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศในโรงเรียน โดยบอกกับสํานักข่าวท้องถิ่นว่าเป็นการพยายามสร้างเพศที่ไม่มีอยู่จริง จึงต้องติดตามว่า บทบาทของพระสันตะปาปาองค์ใหม่ และท่าทีต่อกลุ่ม LGBTQ+ ในยุคที่เสรีนี้จะเป็นอย่างไร ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดที่แตกต่างที่สุดระหว่างโป๊ปเลโอที่ 14 กับโป๊ปฟรานซิส เพราะโป๊ปฟรานซิสเปิดกว้างต่อแนวความคิดให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ 

ในส่วนของผู้อพยพ ดูเหมือนว่าจุดยืนของโป๊ปเลโอที่ 14 เกี่ยวกับผู้อพยพสอดคล้องกับจุดยืนของโป๊ปฟรานซิส โดยจากการสัมภาษณ์ของกลุ่มผู้ประสานงานของกลุ่มคาทอลิกเปรู ที่พระองค์เคยเป็นนักบวชอยู่เล่าว่า พระองค์มักแสดงความห่วงใยต่อผู้อพยพชาวเวเนซุเอลาในเปรูมาโดยตลอด ซึ่งเปรูเป็นประเทศที่มีชาวเวเนซุเอลาอพยพมากว่า 1.5 ล้านคน และถือว่ามากที่สุดในโลก ขณะที่ก่อนหน้านี้ โป๊ปองค์ใหม่ได้พูดออกมาผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อต่อต้านนโยบายการย้ายถิ่นฐานของฝ่ายบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ ใน X โดยการแชร์บทความที่มีชื่อว่า “ทําไม วาทศาสตร์ต่อต้านผู้อพยพของ โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงมีปัญหา” และ “เจดี แวนซ์ ผิด: พระเยซูไม่ได้ขอให้เราจัดอันดับความรักของเราต่อผู้อื่น”

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในโลกที่เคร่งเครียด ทั้งสงครามยูเครน กาซา และซูดาน คริสตจักรคาทอลิกมักมีบทบาทสำคัญที่จะไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง และเป็นศูนย์รวมจิตใจในประเด็นเหล่านี้ โดยที่ผ่านมาโป๊ปฟราสซิสเองก็มักออกมาเรียกร้องสันติภาพให้ชาวปาเลสไตน์ในกาซา และอธิษฐานให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

ในแถลงการณ์แรกหลังได้รับเลือก พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงตรัสว่า “ข้าพเจ้าขออุทิศชีวิตเพื่อรับใช้พระเจ้าและพี่น้องทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ทุกข์ยากและถูกละเลย ขอให้คริสตจักรของเราเป็นแสงสว่างแห่งความหวังในโลกที่แตกแยก คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำคริสตจักรให้เป็นศูนย์กลางของความเมตตาและความยุติธรรม”

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงประสบการณ์ของพระองค์จากการบริหาร Roman Curia ซึ่งเป็นองค์กรปกครองของวาติกัน และการเคยเป็นตัวกลางผู้ผสานรอยร้าวระหว่างบิช็อปสายอนุรักษ์นิยม และสายก้าวหน้าในเปรูที่แตกแยกกัน จึงทำให้มีการคาดหวังบทบาทของพระองค์ในการเป็ฯสะพานช่วยลดความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ความท้าทายในตำแหน่งผู้นำแห่งคาทอลิก

บทวิเคราะห์ในเว็บไซต์ของ CBS News ระบุว่า การขึ้นเป็นพระสันตะปาปาของเลโอที่ 14 เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายมากมายของคริสตจักรคาทอลิก รวมถึงการลดลงของจำนวนสมาชิกในยุโรปและอเมริกาเหนือ การถกเถียงเรื่องการปฏิรูปศาสนจักร เช่น สิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ และบทบาทของสตรีในคริสตจักร รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มก้าวหน้าในวาติกัน นอกจากนี้ การเป็นชาวอเมริกันอาจทำให้พระสันตะปาปาองค์ที่ 267 ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านภาพลักษณ์ในบางภูมิภาคที่มองสหรัฐฯ ในแง่ลบ

การเลือกพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ได้รับการจับตาจากสื่อและชุมชนคาทอลิกทั่วโลก บางส่วนมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความหลากหลายของคริสตจักร ขณะที่บางกลุ่มในฝั่งอนุรักษ์นิยมแสดงความกังวลต่อแนวคิดสายกลางของพระองค์ อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการบริหารและประสบการณ์ในระดับนานาชาติของพระองค์ ทำให้หลายฝ่ายมองว่า พระองค์จะสามารถนำคริสตจักรผ่านช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงได้

ในฐานะพระสันตะปาปาองค์แรกจากสหรัฐอเมริกา พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 มีโอกาสสร้างมรดกที่ยิ่งใหญ่ให้กับคริสตจักรคาทอลิก ด้วยการสานต่อนโยบายของ พระสันตะปาปาฟรานซิสและปรับให้เข้ากับบริบทโลกสมัยใหม่ การเลือกพระนาม ‘เลโอที่ 14’ สะท้อนถึงความเคารพต่อสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 ผู้เคยนำคริสตจักรผ่านความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 19 และอาจเป็นสัญญาณถึงวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปอย่างสมดุล

INT ม.มหิดล เปิดเวที ‘INT Accelerate Demo Day’ โชว์ศักยภาพสตาร์ตอัปสาย Healthcare-Oriented Deep Tech

INT ม.มหิดล เปิดเวที ‘INT Accelerate Demo Day’ โชว์ศักยภาพสตาร์ตอัปสาย Healthcare-Oriented Deep Tech

INT ม.มหิดล เปิดเวที ‘INT Accelerate Demo Day’ โชว์ศักยภาพสตาร์ตอัปสาย Healthcare-Oriented Deep Tech

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน “INT Accelerate Demo Day” เปิดเวทีให้สตาร์ตอัปด้าน Healthcare-Oriented Deep Tech ภายใต้โครงการ iNT Accelerate แสดงศักยภาพและนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) งานนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล รักษาการรองผู้อำนวยการ กลุ่มงานด้านกลยุทธ์วิจัย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยมหิดล อาทิ ศ.ดร.ศันสนีย์ ไชยโรจน์ ที่ปรึกษาอธิการบดีฝ่ายวิจัย,รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย,รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน,อ.ดร.เจษฎา อานิล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการศึกษา, รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) และ อรวลัญช์ โลหิตหาญ รองผู้อำนวยการฝ่ายการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) เข้าร่วมงาน เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568

ภายในงานมีการนำเสนอผลงาน Pitching จาก 8 สตาร์ตอัป พร้อมจัดแสดงนวัตกรรม ได้แก่ บริษัท เพอร์เฟค โพรเทคชั่น จำกัด (คณะวิทยาศาสตร์): น้ำยาเข้มข้นกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อด้วยเอนไซม์นาโนไบโอคอนจูเกชัน,บริษัท เอเวอร์เจน เทคโนโลยี จำกัด (คณะวิทยาศาสตร์): หนังเทียมจากเส้นใยใบสับปะรด,บริษัท ซาฮาร่า ดราย จำกัด (สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้): ผลิตภัณฑ์ Sahara Dry Grip,บริษัท เอียร์เอสเซนส์ จำกัด (คณะวิศวกรรมศาสตร์): ระบบคัดกรองการได้ยินอัตโนมัติ ,บริษัท เอ อาร์ ทิ เมด จำกัด (คณะเทคนิคการแพทย์): แขนเทียมซิลิโคนสำหรับฝึกเจาะเลือด,บริษัท พาสซี-คูล จำกัด (คณะวิทยาศาสตร์): นวัตกรรมเจลเย็น Passi-Cool,บริษัท ไบโอวิต้า จำกัด (คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล): ทิชชู่เปียกสมุนไพรต้านไวรัสมือเท้าปาก,บริษัท นันนิล อินเทลลิเจนซ์ โรโบติกส์ จำกัด(คณะวิศวกรรมศาสตร์): อุปกรณ์คัดกรองภาวะเส้นประสารทเสื่อมจากโรคเบาหวาน นอกจากการนำเสนอผลงานแล้ว ยังมีช่วง Special Talks หัวข้อ “Technology & Investment Trends” โดยนักลงทุนชั้นนำ (VC) มาร่วมแบ่งปันมุมมองและแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมสุขภาพ พร้อมกิจกรรม Networking เพื่อสร้างโอกาสความร่วมมือระหว่างสตาร์ตอัปกับนักลงทุนและพันธมิตรในอุตสาหกรรม

สำหรับโครงการ iNT Accelerate ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศสตาร์ตอัปด้านสุขภาพในประเทศไทย ช่วยเร่งการพัฒนานวัตกรรมจากห้องปฏิบัติการสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม Deep Tech และ Medical Hub ของประเทศ

Health News : ‘พฤติกรรมประจำวันง่ายๆ’ มีส่วนช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิต

Health News : ‘พฤติกรรมประจำวันง่ายๆ’ มีส่วนช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิต

Health News : ‘พฤติกรรมประจำวันง่ายๆ’ มีส่วนช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิต

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคอร์ตินของออสเตรเลีย ซึ่งทำการสำรวจผู้ใหญ่ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียกว่า 600 คน เปิดเผยว่าพฤติกรรมประจำวันอันเรียบง่ายอย่างพูดคุยกับเพื่อน ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ และทำกิจกรรมเกี่ยวกับความคิด สามารถช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผลวิจัยพบว่า ผู้สนทนาประจำวันกับผู้อื่นมีคะแนนสุขภาวะทางจิตที่ดีสูงกว่าผู้สนทนาไม่บ่อยถึง 10 คะแนน ส่วนการสัมผัสธรรมชาติเป็นประจำทุกวันเพิ่มคะแนน 5 คะแนน ขณะการพบปะสังสรรค์ทางสังคมเป็นประจำ การออกกำลังกาย การฝึกจิต และการช่วยเหลือผู้อื่นล้วนมีส่วนส่งเสริมสุขภาวะทางจิตที่ดี

ศาสตราจารย์คริสตินา พอลลาร์ด หัวหน้านักวิจัยจากคณะสุขภาพประชากรของมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่า ผลวิจัยนี้ตอกย้ำพลังของพฤติกรรมธรรมดาเรียบง่ายที่ไม่ต้องใช้เงินมากมายและสอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของหลายคนอยู่แล้วในการรักษาสุขภาพจิตที่ดี ไม่จำเป็นต้องเข้าโปรแกรมราคาแพงหรือการช่วยเหลือทางคลินิก

พอลลาร์ดกล่าวว่า การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นประจำ แม้เพียงพูดคุยเล็กน้อย สามารถสร้างความแตกต่างทางความรู้สึกของผู้คนอย่างมาก ขณะเดียวกันการใช้เวลาอยู่กลางแจ้งหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิและความคิด เช่น เล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ อ่านหนังสือ หรือเรียนรู้ภาษาใหม่ สามารถช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตได้

ผลวิจัยนี้สนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงการริเริ่มส่งเสริมสุขภาพจิตระดับชุมชนให้มีขอบเขตมากกว่าเพียงเพิ่มความตระหนักรู้ แต่เป็นการป้องกันไม่ใช่เพียงการบำบัดรักษา เพื่อช่วยเหลือประชาชนมีสุขภาพจิตที่ดีก่อนถลำสู่จุดวิกฤต

‘กรมบังคับคดี’ ชวนร่วมกิจกรรมในงาน “MONEY EXPO 2025” อิมแพ็ค เมืองทองธานี

‘กรมบังคับคดี’ ชวนร่วมกิจกรรมในงาน “MONEY EXPO 2025” อิมแพ็ค เมืองทองธานี

‘กรมบังคับคดี’ ชวนร่วมกิจกรรมในงาน “MONEY EXPO 2025” อิมแพ็ค เมืองทองธานี

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ขอเชิญชวนประชาชนร่วมงานมหกรรมการเงินกรุงเทพฯ “MONEY EXPO 2025” ครั้งที่ 25 ภายใต้แนวคิด “บังคับคดีเชิงรุก สร้างสุขแก่ประชา นำพาความยุติธรรม” หรือ “Driving towards Justice with LED 7Gs” ระหว่างวันที่ 15–18 พฤษภาคม 2568 ณ บูธ E1 อาคารชาเลนเจอร์ 2–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

เสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า “การเข้าร่วมงาน MONEY EXPO 2025 ภายใต้แนวคิด Driving towards Justice with LED 7Gs สะท้อนความมุ่งมั่นของกรมบังคับคดีในการขับเคลื่อนภารกิจด้านการบังคับคดีแพ่ง คดีล้มละลาย และคดีฟื้นฟูกิจการอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่การยึด อายัด จำหน่ายทรัพย์สิน ไปจนถึงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี เพื่อให้เจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียได้รับการชำระหนี้อย่างเป็นธรรม พร้อมทั้งช่วยลดภาระของลูกหนี้ และสร้างสังคมแห่งความยุติธรรมที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง”

ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญของกรมบังคับคดีที่ประชาชนไม่ควรพลาด ได้แก่ นิทรรศการให้ความรู้ด้านกฎหมาย นำเสนอภารกิจของกรมบังคับคดี ทั้งด้านคดีแพ่ง คดีล้มละลาย และคดีฟื้นฟูกิจการ พร้อมแนะนำนวัตกรรมบริการอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและเข้าถึงได้ง่าย บริการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ให้คำแนะนำทุกขั้นตอนเกี่ยวกับการบังคับคดี พร้อมตอบข้อสงสัยอย่างใกล้ชิด และ มหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ร่วมกับสถาบันการเงิน 17 แห่ง มอบข้อเสนอพิเศษให้ลูกหนี้ อาทิ ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระ ลดยอดผ่อนชำระ ลดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากภาระผูกพัน และงดดำเนินการบังคับคดีชั่วคราวในกรณีที่เจรจาสำเร็จ

นอกจากนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.30 น. เป็นต้นไป กรมบังคับคดียังจัดกิจกรรมพิเศษ “มหกรรมขายทอดตลาดทรัพย์สิน” ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดนนทบุรี ณ ห้องจูปิเตอร์ 11–13 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยประชาชนจะได้พบกับทรัพย์สินที่น่าสนใจ “ทรัพย์ถูกตา ราคาถูกใจ” โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ตลอดทั้งงาน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมบังคับคดี 0 2881 4999 หรือสายด่วน 1111 กด 79 หรือศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 0 2887 5072

แหวกฟ้าหาฝัน : Frankfurt ประตูสู่ยุโรปตะวันตกที่ดีที่สุด

แหวกฟ้าหาฝัน : Frankfurt ประตูสู่ยุโรปตะวันตกที่ดีที่สุด

แหวกฟ้าหาฝัน : Frankfurt ประตูสู่ยุโรปตะวันตกที่ดีที่สุด

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สิ้นเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา มีภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่สร้างความเสียหายให้กับสวรรค์ของนักท่องเที่ยวนั่นคือ แผ่นดินไหวที่ Santorini ประเทศกรีซ เป็นที่ทราบกันดีมานานแล้วว่า หากนักท่องเที่ยวอยากเที่ยวเกาะในยุโรป เกาะที่เป็นสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิตก็คือ Santorini เกาะที่เต็มไปด้วยบ้านสีขาวและโบสถ์หลังคาสีฟ้า เสน่ห์ของเกาะนี้ก็ตามภาพถ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือในของชำร่วยต่าง ๆ เชิญชวนให้คนทั่วโลกเดินทางไปเยี่ยมเยือน

สำหรับคนไทยที่อยากเดินทางไปเยือนกรีซทำได้ไม่ยากนัก แต่ก็ไม่ได้ง่าย เนื่องจากการบินไทยที่นักเดินทางไทยชอบใช้ไม่มีเที่ยวบินตรงไปเอเธนส์เมืองหลวงของกรีซมานานนับสิบปีแล้ว แต่หากนักท่องเที่ยวอยากใช้การบินไทย ทางเลือกที่ดีที่สุดที่ควรเลือกก็คือ การบินผ่านเมือง Frankfurt ทั้งนี้เพราะสายการบินไทยจะบินถึงเมืองแฟรงเฟิร์ตในเวลาเช้าตรู่ หลังตรวจประทับตราวีซ่า แล้วสามารถต่อเครื่องไปยังเอเธนส์ได้เลยโดยเสียเวลาที่สนามบินไม่มากนักเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเศษ หรือนักท่องเที่ยวจะแวะเที่ยวก่อนโดยฝากกระเป๋าไว้กับสายการบินได้ฟรี แล้วค่อยบินต่อไปยังเอเธนส์ในเวลาเย็นก็ได้ ทางเลือกหลังนี้น่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งนี้เพราะนักท่องเที่ยวจะสามารถใช้เวลาในเมือง Frankfurt หรือเมืองใกล้ ๆ ได้อย่างเต็มที่จนถึงเย็น เที่ยวบินเย็นที่ดีที่สุดที่ออกจาก Frankfurt จะออกเวลา 1855 น และไปถึงเอเธนส์ในเวลา 2230 น. ซึ่งยังไม่ดึกเกินไปสำหรับการเดินทางเข้าเมืองเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซ

Frankfurt เมืองหลวงทางการเงินของเยอรมันและยุโรปแห่งนี้เป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้คนไทยได้เลือกเที่ยว หลังจากผ่านตรวจคนเข้าเมืองที่คิวไม่ยาวมากแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเมืองได้ด้วยรถไฟท้องถิ่นสาย s8 หรือ s9 ที่มีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ไม่ถึง 5 ยูโร หรือจะซื้อ one day pass เพื่อใช้ได้ทั้งวันรวมเที่ยวกลับมาสนามบินก็ได้ซึ่งถือว่าถูกมากสำหรับการเดินทางเข้าเมืองจากสนามบินในยุโรป นักท่องเที่ยวก็สามารถเข้าไปถึงกลางเมืองได้แล้วในเวลาเพียงแค่ 20 กว่านาที สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบนั่งรถไฟก็อาจเลือกรถบัสได้โดยมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเพียงเล็กน้อย

แม้ Frankfurt จะเป็นเมืองการเงินที่ทันสมัย แต่ที่นี่ก็มีอาคารโบราณที่ทั้งสวยงามและน่าสนใจ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมา Frankfurt ครั้งแรก สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปให้ถึงก็คือ Romer หรือกลุ่มอาคารยุคกลางในบริเวณกรุงเก่าของ Frankfurt am Main ที่อยู่ตรงข้ามกับโบสถ์ St. Nicholas และสภาว่าการเมืองเก่า เจ้าของอาคารได้ขายอาคารนี้ให้กับสภาเมืองในวันที่ 11 มีนาคม 1405 ส่งผลให้สภาเมืองเปลี่ยนมันเป็นที่ว่าการเทศบาล อาคารกลุ่มนี้ถูกทำลายลงไปบ้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจึงได้มีการปรับปรุงใหม่หลายครั้งจนถึงครั้งล่าสุดปี 2018 ปัจจุบันกลุ่มอาคารนี้ไม่ได้ใช้ทำมิวเซียม แต่ใช้เป็นที่เช่าไว้จัดงานแต่งงาน นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าอาคารรอบ ๆ สวยงามมากมีมุมถ่ายรูป 360 องศา แต่หากนักท่องเที่ยวมาในช่วงคริสต์มาสจะพบว่า บริเวณนี้ถ่ายรูปยากมาก เพราะเต็มไปด้วยร้านค้า แต่ที่นี่ก็เป็นตลาดคริสต์มาสใหญ่ที่สุดของเมือง นักท่องเที่ยวก็จะได้สัมผัสบรรยากาศครึกครื้นที่แปลกไปอีกแบบ