สัมผัสความมหัศจรรย์ของภูฏาน ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในหลวง หลังเสด็จ ฯ เยือนอย่างเป็นทางการ

สัมผัสความมหัศจรรย์ของภูฏาน ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในหลวง หลังเสด็จ ฯ เยือนอย่างเป็นทางการ

สัมผัสความมหัศจรรย์ของภูฏาน ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในหลวง หลังเสด็จ ฯ เยือนอย่างเป็นทางการ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การเสด็จเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองราชอาณาจักร และยังทำให้ประเทศภูฏานได้รับความสนใจในฐานะจุดหมายปลายทางที่มีความผูกพันทางวัฒนธรรมร่วมกับประเทศไทย เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยมรดกทางจิตวิญญาณ ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ และการต้อนรับอย่างจริงใจ ที่ทุกอย่างผสมผสานกันอย่างลงตัว

ภูฏาน ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้าที่เต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่กำลังแสวงหาความเงียบสงบ วัฒนธรรมอันรุ่มรวย และความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ โดยปัจจุบันสามารถเดินทางได้สะดวกกว่าที่เคย เพราะมีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ให้บริการโดยใช้เวลาเพียงสามชั่วโมงเศษ รวมถึงขั้นตอนการขอวีซ่าที่รวดเร็วยิ่งขึ้น จึงทำให้การเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศภูฏานสะดวกสบายกว่าเดิม

ปัจจุบัน ค่าธรรมเนียมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Fee – SDF) ถูกปรับลดลงในราคาใหม่ จาก 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อคืน เหลือเพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อคืน สร้างแรงจูงใจต่อนักท่องเที่ยวเพื่อปักหมุดให้ประเทศภูฏานเป็นจุดหมายปลายทางสุดพิเศษที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็มั่นใจได้ว่าการท่องเที่ยวจะยังคงสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนต่อไป

ภูฏาน เป็นประเทศที่มาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยในแต่ฤดูกาลจะมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ฤดูใบไม้ผลิมาพร้อมกับดอกโรโดเดนดรอน หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ กุหลายพันปลี ซึ่งออกดอกบานสะพรั่ง รวมถึงยังมีเทศกาลท้องถิ่นอันครึกครื้น เช่น เทศกาลพาโรเชชู หรือ เทศกาลระบำหน้ากากเมืองพาโร ส่วนฤดูร้อน ภูเขาทั่วภูฏานจะถูกปกคลุมด้วยสีเขียวจากพันธุ์ไม้ สร้างบรรยากาศการพักผ่อนอันเงียบสงบสำรับนักเดินทางที่อยากปลีกวิเวก แต่ก็ยังมีโอกาสได้ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมของท้องถิ่น ท้องฟ้าจะใสราวกับแก้วคริสตัลในฤดูใบไม้ร่วง เหมาะสำหรับการเดินป่าและถ่ายภาพ ในขณะที่ฤดูหนาวจะเผยให้เห็นเสน่ห์อันเงียบสงบของวัดที่ปกคลุมไปด้วยหิมะและเทศกาลเฉลิมฉลองในท้องถิ่นทั่วประเทศ ด้วยอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่อากาศดีที่สุดในโลก ภูฏานจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางจะสามารถสูดหายใจได้อย่างเต็มปอด และเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง

ศิลปะและวัฒนธรรมอันล้ำค่าของภูฏานจะผูกโยงเข้ากับชีวิตประจำวันอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของป้อมปราการที่วาดด้วยมือ จิตรกรรมฝาผนังในวัดศักดิ์สิทธิ์ ระบำหน้ากากที่เชื่อมโยงระหว่างจิตวิญญาณและศาสนา เทคนิคการทอผ้าแบบโบราณ และสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาอันซับซ้อน ซ่อนนัยยะบางอย่างไว้ให้นักเดินทางได้ตีความ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย การเยือนภูฏานไม่ได้มีความหมายแค่การท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นการเดินทางทางจิตวิญญาณ สู่โลกแห่งความเรียบง่าย และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกสรรพสิ่ง

นี่คืออีกหนึ่งโอกาสสำคัญสำหรับชาวไทยที่จะได้สำรวจประเทศที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างสมดุลกับธรรมชาติ โดยยึดหลักปรัชญาความสุขมวลรวมประชาชาติ ภูฏานพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วยความยินดี สืบสานสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองสถาบันกษัตริย์ มาค้นพบความมหัศจรรย์ดินแดนของมังกรสายฟ้า ที่ตั้งอยู่บนหลังคาโลกไปพร้อมกัน

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองทริปเที่ยวภูฏานได้ที่: www.bhutan.travel

มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ จัดกิจกรรม Special BAB Talk ศิลปินชื่อดังถ่ายทอดแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์งานศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์

มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ จัดกิจกรรม Special BAB Talk ศิลปินชื่อดังถ่ายทอดแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์งานศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์

มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ จัดกิจกรรม Special BAB Talk ศิลปินชื่อดังถ่ายทอดแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์งานศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมSpecial BAB Talk โดย “ไมเคิล เอล์มกรีน” (Michale Elmgreen) ศิลปินชาวเดนมาร์ก จากกลุ่ม ไมเคิล เอล์มกรีน (Michale Elmgreen)  และ อินการ์ แดรกเซท (Ingar Dragset) ที่โด่งดังไปทั่วโลก เจ้าของผลงาน “Zero” งานประติมากรรมรูปสระว่ายน้ำ คล้ายเลขศูนย์ ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่บริเวณหน้าโครงการ วัน แบงค็อก รวมถึงศิลปินชาวเกาหลีใต้ “ยองจุน ทัค” (Young-jun Tak) เจ้าของผลงานภาพยนตร์ “Love Your Clean Feet on Thursday”  ที่ท้าทายบรรทัดฐานของเรื่องเพศสภาพ ผู้สร้างสรรค์ผลงานอันน่าทึ่งในงาน บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2024 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการ และผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนาในครั้งนี้   

ผลงานของ ไมเคิล เอล์มกรีน และ อินการ์ แดรกเซท

ผลงานของ ไมเคิล เอล์มกรีน และ อินการ์ แดรกเซท เป็นมือเด็กสองข้างที่โผล่ออกมาจากกำแพงถือนกกระจอกที่ยังหายใจอยู่ นกที่ดูเหมือนมีชีวิตขัดแย้งกับรูปปั้นมือเคลือบขาว นกสตัฟฟ์นี้มีกลไกในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ สามารถสั่นและอ้าปากเพื่อหายใจได้และเคลื่อนไหวไม่มากแบบนกบาดเจ็บ ด้วยมือที่เหยียดยื่นออกมา Still Life ดูเหมือนจะสื่อสารกับผู้ชมโดยตรงขอให้เราทำอะไรบางอย่าง แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เราไม่มีอำนาจ ตามลักษณะดังกล่าวงานชิ้นเกี่ยวข้องกับกลุ่มงานของเอล์มกรีน & แดรกเซทที่เรียกว่า งานปฏิเสธ (denial works) หมายถึงงานที่เหมือนจะเชื้อเชิญให้ผู้ชมมีปฏิกิริยาตอบสนองแต่สุดท้ายแล้วก็ปล่อยให้เราเป็นเพียงพวกถ้ำมองที่ไม่สมหวัง ตัวอย่างงานปฏิเสธซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีได้แก่ Prada Marfa ที่ปิดอย่างถาวรไปแล้วและ Powerless Structures, Fig. 11 กระดานโต้คลื่นซึ่งทะลุออกมาจากบานหน้าต่างของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยลุยเซียนาที่ประเทศเดนมาร์ค

อีกหนึ่งผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับศิลปิน ไมเคิล เอล์มกรีน และ อินการ์ แดรกเซท คือ ประติมากรรมสาธารณะที่โดดเด่นท้าทายสายตาและมุมมองของผู้คน ด้วย “Zero” ที่ออกแบบมาจากสระว่ายน้ำในแนวตั้งเปิดวิสัยทัศน์ใหม่ ๆ ให้กับผู้คนที่รับชมได้เติมความหมายของตนเองลงไปในช่องว่างกลางผลงาน เป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่คล้ายใบหูที่วางตะแครงและตั้งฉากความสูง 8 เมตร ที่ทำจากสแตนเลสสตีลและรูปทรงนามธรรม เป็นสระว่ายน้ำที่ใช้การไม่ได้ แต่ก็ทำให้เรานึกถึงช่วงวันหยุดและดารจัดปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำ ผู้สร้างสรรค์วันหยุดจากดินแดนที่อากาศหนาวเย็นเชื่อมโยงด้วยสระน้ำที่ทำให้เราคิดถึงหน้าร้อนและแสงแดดอุ่น การออกแบบลายเส้นแบบ “มินิมอล” กลับทำให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจของผู้ชมอย่างมาก มีคนเดินมาชมงานอย่างต่อเนื่องตลอดเทศกาล “Zero” พร้อมต้อนรับทุกคนและผู้ที่สัญจรบนถนนพระราม 4 ณ บริเวณ พาเหรด ปาร์ค วัน แบงค็อก

ผลงานของ ยองจุน ทัค

ขณะที่ งาน Love Your Clean Feet on Thursday  ของ ยองจุน ทัค ท้าทายบรรทัดฐานการแบ่งเป็นสองเพศ แสดงภาพพิธีกรรมสาธารณะและการออกแบบลีลาให้ร่างกายและการเคลื่อนไหวของผู้ชาย นำความเป็นชายแบบสุดขั้วในขบวน Maundy Thursday อันน่าตื่นตาที่กองทหารสเปนขนย้ายไม้กางเขนที่เมืองมาลากาในช่วงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ก่อนวันอาทิตย์อีสเตอร์มาเทียบกับความเป็นหญิงแบบสุดขั้วที่ยกย่องนับถือโดยนักเต้นชายหลายคนผู้ยกตัวเอกผู้หญิงขึ้นแล้วแบกไปอย่างสม่ำเสมอในบัลเลต์เรื่อง Manon (1974) ที่  เคนเน็ธ แม็คมิลลัน ออกแบบท่าเต้น ตลอดภาพยนตร์ทั้งเรื่องภาพพิธีกรรมคาทอลิกตัดสลับกับลีลาการเต้นของนักเต้นผู้ชายเกย์หกคนในเขตป่ากรูเนอวัลท์ที่กรุงเบอร์ลินอันโด่งดังที่พวกเกย์ชอบไปเดินหาคู่ช่วยเติมช่องว่างระหว่างการนำเสนอเพศภาวะแบบแบ่งขั้วโดยตั้งคำถามกับความแตกต่างที่ปรากฏและแสดงให้เห็นความเหมือนที่แปลกประหลาด ตามที่ปรากฏในผลงาน การทำงานของยองจุน ทัคตรวจสอบกลไกทางสังคมวัฒนธรรมและจิตวิทยาที่กำหนดระบบความเชื่อต่าง ๆ และมักเผยให้เห็นเรือนร่างมนุษย์ในบริบทการทำให้บรรทัดฐานและขนบต่าง ๆ เป็นขั้วด้วยความพยายามวิจารณ์สถาบันทางสังคม

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร และตารางกิจกรรมของเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ Bangkok Art Biennale เพิ่มเติมได้ทาง  Facebook และ Instagram : Bkkartbiennale  

คุณแหน : 8 พฤษภาคม 2568

คุณแหน : 8 พฤษภาคม 2568

คุณแหน : 8 พฤษภาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานวโรกาสให้ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ประธานคณะกรรมการการจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา” นำพระอธิการธาตุ อธิปัญโญ เจ้าอาวาสวัดเทพประธาน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เข้าเฝ้าถวายรายงานสรุปการจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา” และถวายหนังสือที่ระลึก “พลังแห่งศรัทธา”และสูจิบัติการจัดพิธีสมโภช วันที่ 8 พ.ค.09.30 น.ณ ตำหนักอรุณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม..

ll สวด รัตน์ สุจริตกุล ศาลา 7 วัดมกุฎกษัตริยาราม 5-9 พ.ค.18.00 น..ฌาปนกิจ 12 พ.ค.14.30 น..

ll ณพงศ์ศิริ พงษ์เลื่อนธรรม พาเพื่อน ศุภณ ธรรมวิริยานนท์,ชิติพัทร ทรงยศวัฒนา ตะลุยญี่ปุ่น ตั้งแต่โตเกียวถึงอาโอโมชิ 15-24 พ.ค.นี้..

ll ฌาปนกิจ มาลี วิชัยกุล ภรรยา นริส วิชัยกุล  8 พ.ค.16.00 น. ที่ วัดนินสุขาราม  บางบอน..

ll พระราชทานเพลิงศพ ม.ร.ว.นภาจรี ทองแถม 8 พ.ค.17.00 น. เมรุวัดธาตุทอง..

ll ในวาระครบ 23 ปี โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดงาน “ย้อนวันวาน สานใจรัก” เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ 10 พ.ค.14.00 น. ห้องแกรนด์บอลรูม รร.อมารีกรุงเทพ (ประตูน้ำ) เจ้าภาพของดดอกไม้และของขวัญ หากมีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคสมทบทุนเป็นค่าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนแก่เด็กหญิงกำพร้าและด้อยโอกาส โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ใบเสร็จลดหย่อนภาษีได้..

ll เริ่มปีการศึกษาใหม่นี้ ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ รองประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯเพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์  ได้รับความสนับสนุนจาก สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษา ส่งมอบเงินทุนการศึกษาต่อเนือ่งให้แก่เยาวชนด้อยโอกาสในทุกอำเภอ เกือบ 3 พันคน เป็นเงินกว่า 13 ล้านบาท โดยมี อรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ จิณณารัชต์ สัมพันธรัตน์ ช่วยติดตามรายงานผลปีที่ผ่านมาของเยาวชนทุกคน เพื่อให้มูลนิธิพิจารณาก่อนอนุมัติส่งเงินทุนการศึกษา โดยมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ให้ทุนการศึกษาอบรมแก่เยาวชน 42 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น กว่า 35,000 ทุน เป็นเงินทุนทั้งสิ้นเกือบ 300  ล้านบาท..

ll ญาติมิตรขอแสดงความยินดีกับ เกษร แก้วทิพย์ อดีตเลขานุการปลัดกระทรวงมหาดไทยที่คณะกรรมการอัยการฯ มีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้ อิทธิพร แก้วทิพย์ รองอัยการสูงสุด ดำรงตำแหน่ง อัยการสูงสุดคนที่ 20 และจะส่งต่อวุฒิสภาเห็นชอบต่อไป… 

น้อง

ตาค้างทั้งไอจี! ‘แกรนด์ กรณ์ภัสสร’ปล่อยภาพชุดว่ายน้ำสุดฮอต

ตาค้างทั้งไอจี! 'แกรนด์ กรณ์ภัสสร'ปล่อยภาพชุดว่ายน้ำสุดฮอต

ตาค้างทั้งไอจี! ‘แกรนด์ กรณ์ภัสสร’ปล่อยภาพชุดว่ายน้ำสุดฮอต

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

ทำเอาแฟนๆ ตาค้างกันเป็นแถว เมื่อนักแสดง-นักร้องสาวสวย “แกรนด์ กรณ์ภัสสร ด้วยเศียรเกล้า” ได้โพสต์ภาพสุดเซ็กซี่ของตัวเองในชุดว่ายน้ำลงในอินสตาแกรมส่วนตัว @grand_thestar ในภาพดังกล่าว แกรนด์มาในชุดว่ายน้ำวันพีซสีดำ เว้าสูง เผยให้เห็นรูปร่างที่เพรียวบางและผิวขาวเนียนใสอย่างชัดเจน พร้อมโพสท่าสุดมั่นใจ มองจิกกล้องเล็กน้อย

งานนี้ทำเอาแฟนๆ และเพื่อนในวงการบันเทิงเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมในความสวยและหุ่นสุดปังของแกรนด์กันอย่างมากมาย หลายคนบอกว่าลุคนี้ของแกรนด์ดูสวยแซ่บและเซ็กซี่มากๆ เลยทีเดียว

.-011

แฟนคลับใจป้ำเซอร์ไพรส์HBD ‘ปอร์เช่ ศิวกร’จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ

แฟนคลับใจป้ำเซอร์ไพรส์HBD 'ปอร์เช่ ศิวกร'จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ

แฟนคลับใจป้ำเซอร์ไพรส์HBD ‘ปอร์เช่ ศิวกร’จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.36 น.

ภาพแห่งความรักที่เหนียวแน่น อบอุ่น  แฟนคลับจับมือเซอร์ไพรส์วันเกิด ปอร์เช่- ศิวกร อดุลสุทธิกุล  นักแสดง-นักร้อง   ครบรอบวันเกิดที่ผ่านมา 7 พฤษภาคม ในปี 2025 ยกนิ้วแฟนคลับทุ่มด้วยการจัดซุ้มตกแต่งด้วยธนบัตรโดยร้าน  Jajaflowers  แฟนคลับปอร์เช่ น่ารักด้วยการขนรถฟู้ดทรัคทั้งเครื่องดื่มและอาหาร เพื่อบริการแก่พี่ๆ ทีม 4NOLOGUE ทั้งหมด ทั้งนี้ปอร์เช่ ศิวกร ได้ร่วมเฟรมถ่ายภาพกับพี่ๆ ทีม 4NOLOGUE  ณ บริษัท โฟโนล็อค  จำกัด ลาดพร้าว 107 ที่ผ่านมา

‘พีช–พชร ‘ ขึ้นแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ‘Urban Dude’

'พีช–พชร ' ขึ้นแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์ 'Urban Dude'

‘พีช–พชร ‘ ขึ้นแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ‘Urban Dude’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.03 น.

Urban Dude แบรนด์ชุดสูทผู้ชายสัญชาติไทย ที่โดดเด่นด้วยแนวคิด ‘Bespoke’ อันเป็นแนวทางการสร้างตัวตนแบบไม่ยึดติดกระแสแฟชั่น ประกาศแต่งตั้ง พีช–พชร จิราธิวัฒน์ นักแสดงชื่อดังขึ้นแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกของแบรนด์ พร้อมปล่อยแคมเปญภาพถ่ายสุดพิเศษที่ได้ พีช–พชร จิราธิวัฒน์ มาร่วมถ่ายทอดสไตล์อันโดดเด่นผ่านสูทที่สะท้อนตัวตนในแบบฉบับของตนเอง

ชวน–วุฒิพงศ์ แซ่อึ้ง ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแบรนด์ Urban Dude กล่าวถึงจุดเด่นของแบรนด์ว่า “Urban Dude เป็นห้องเสื้อสำหรับสุภาพบุรุษที่เชื่อในเอกลักษณ์ของตัวเอง เราสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายเพื่อสะท้อนอัตลักษณ์และรสนิยมของผู้สวมใส่ สูททุกชุดที่เรารังสรรค์ขึ้นนั้น ล้วนแล้วแต่มาจากการพูดคุยทำความเข้าใจในวิถีชีวิตของลูกค้า และตีความความออกมาในรูปแบบของเสื้อผ้าที่สามารถสะท้อนตัวตนตามบทบาทและหน้าที่ของผู้สวมใส่ได้ อีกทั้งเรายังให้ความสำคัญกับงานฝีมือและรายละเอียดการตัดเย็บในทุกฝีเข็ม เราไม่ตามกระแสแฟชั่นแต่ยึดถือในความขบถที่มีสไตล์ และ พีช–พชร คือบุคคลที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด”

 ด้านแบรนด์แอมบาสเดอร์หนุ่ม พีช–พชร จิราธิวัฒน์ ได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับสไตล์การใส่สูทว่า “ปกติเวลาแต่งตัวจะไม่ได้มีสไตล์ที่เฉพาะเจาะจง แต่จะแต่งตามความความรู้สึกที่ชอบ เสื้อผ้าที่หยิบมาแมทช์จะมีทั้งของเก่าของใหม่ แต่ทุกชิ้นจะต้องมีความเป็นตัวเราอยู่ หากพูดถึงสูทมันคือสัญลักษณ์ของความเป็นทางการ เวลาใส่แล้วจะรู้สึกสุภาพขึ้น แต่อยากให้มองว่ามันเป็นเหมือนแจ็คเก็ตยีนส์ที่เราสามารถเอามาปรับให้เข้ากับสไตล์ตัวเองได้ อย่างถ้าใครที่อยากเริ่มต้นด้วยลุคที่ไม่เป็นทางการมากอาจจะใส่เป็นเบลเซอร์กับเสื้อยืดแล้วก็กางเกงยีนส์ก่อนก็ได้ 

สำหรับสไตล์สูทที่ชอบส่วนตัวจะชอบแบบ Double Breasted เพราะเราชอบเครื่องแต่งกายของทหาร และ Double Breasted มีความเป็นรากฐานของเสื้อผ้ายูนิฟอร์ม มันดูแข็งแรงและมีความเป็นทางการ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเวลาเลือกสูทเลยคือความเหมาะสม เราจะเลือกจากเนื้อผ้าเป็นอย่างแรก เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อนชื้น ฉะนั้นเราต้องเลือกให้เหมาะสม ต่อมาก็จะเลือกซิลลูเอทที่เหมาะสมกับเรา ใส่ออกมาแล้วเป็นตัวเอง มีความเป็นธรรมชาติ

อย่าง Urban Dude สะท้อนตัวตนของเราได้ดีเพราะเป็นการเปิดรับการแชร์ไอเดียร่วมกัน ทั้งจากความชอบของเราและไอเดียจากฝั่งแบรนด์ที่มีความละเอียดในทุกขั้นตอน มันไม่ใช่แค่สูทที่ดี แต่มันคือกระบวนการสร้างเสื้อผ้าที่สะท้อนตัวตน”

การประกาศแต่งตั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในเส้นทางกว่า 10 ปีของ Urban Dude ซึ่งยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานด้วยจิตวิญญาณของช่างตัดสูทมากประสบการณ์ เพื่อยกระดับวงการ Sartorial ไทยสู่มาตรฐานสากล โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://www.urbandudebespoke.com/

‘แอน สิเรียม’อวดผิวใสฉ่ำวาว สานต่อความปัง! ขึ้นแท่นพรีเซ็นเตอร์ Minus20

'แอน สิเรียม'อวดผิวใสฉ่ำวาว สานต่อความปัง! ขึ้นแท่นพรีเซ็นเตอร์ Minus20

‘แอน สิเรียม’อวดผิวใสฉ่ำวาว สานต่อความปัง! ขึ้นแท่นพรีเซ็นเตอร์ Minus20

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.17 น.

นางเอกอมตะตลอดกาล สำหรับเธอคนนี้  “แอน สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์” ยังคงครองบัลลังก์ความงามเหนือกาลเวลา ล่าสุดตอกย้ำความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว Minus20 อย่างต่อเนื่อง ด้วยการนั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ผิวสวยเป็นปีที่ 6! พร้อมเผยผิวหน้ากระจ่างใส ยืนยันถึงผลลัพธ์ที่ได้จริง เห็นผลชัดเจน ด้วยงานวิจัยที่แน่นและปลอดภัย ไร้สารเคมีอันตราย

“แอน สิเรียม” เผยเคล็ดลับผิวสวยเหนือกาลเวลาว่ามาจากการดูแลผิวอย่างพิถีพิถัน และไว้วางใจใน Minus20 ครีมสูตรเฉพาะเพื่อผิวสาวไทย วัย 40 50 60 ที่เน้นส่วนผสมคุณภาพระดับ WORLD CLASS อาทิ เกล็ดทองคำ อันเลอค่า และ 3D Peptide โปรตีนโมเลกุลขนาดเล็ก ที่ช่วยให้ผิวเด้ง เต่งตึง ลดเลือนริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเท่านั้นยังไม่พอ Minus20 ยังอัดแน่นด้วย ไฮยาลูโรนิค 8x ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิวลึกถึงชั้นใน และล็อคความชุ่มชื้นไว้ในผิวชั้นบนได้อย่างยาวนาน เนื้อครีมซึมซาบไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ตอบโจทย์สภาพผิวของผู้หญิงไทยมากที่สุด

“แอนให้ความสำคัญกับการดูแลผิวหน้าเป็นอย่างมากค่ะ และ Minus20 ครีมเกล็ดทองคำ ก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่แอนไว้วางใจและใช้มาอย่างต่อเนื่อง รู้สึกได้เลยว่าผิวหน้าดูสุขภาพดีขึ้น ริ้วรอยต่างๆ ก็ดูจางลง ผิวดูเรียบเนียนและสดใสขึ้นจริงๆ ค่ะ” และการที่ “แอน สิเรียม” ยังคงเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับ Minus20 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพและผลลัพธ์ที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยดูแลผิวหน้าของเธอให้สวยคงทนเหนือกาลเวลา สมกับตำแหน่งนางเอกอมตะของวงการบันเทิงไทยอย่างแท้จริง ใครอยากมีผิวใสดั่งกระจก หน้าเด็กเหนือกาลเวลาแบบ “แอน สิเรียม” ต้องไม่พลาด แม้อายุจะก้าวเข้าสู่เลข 5 แบบเต็มตัว แต่ อายุเป็นเพียงตัวเลขจริงๆ เพราะไม่ว่าเธอจะต้องปรากฏตัวในงานไหน หรือเปลี่ยนลุคสไตล์ไหนก็ตาม ก็ยังคงสวยสง่า ผิวใส ฉ่ำวาว ดูดีทุกมุมจนสาวๆ วัยรุ่นยังต้องอาย!

ทุกอย่างพัง!! ‘อ่ำ อัมรินทร์’ เผยจุดต่ำสุดของชีวิต หลงระเริง เกือบตาย

ทุกอย่างพัง!! ‘อ่ำ อัมรินทร์’ เผยจุดต่ำสุดของชีวิต หลงระเริง เกือบตาย

ทุกอย่างพัง!! ‘อ่ำ อัมรินทร์’ เผยจุดต่ำสุดของชีวิต หลงระเริง เกือบตาย

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.07 น.

เปิดตัวรายการใหม่ “LifeLine”  จาก WOODY WORLD มาเสริมทัพในช่อง LIFE DOT โดยมี “ก้อง อรรฆรัตน์ นิติพน” รับหน้าที่เป็นพิธีกร  ประเดิม EP. แรกด้วย “อ่ำ อัมรินทร์ นิติพน” ในวัย 56 มาเผยเรื่องราวชีวิตจากนักกีฬาดาวรุ่งสู่เด็กใจแตก กลายเป็นศิลปินดัง แชมป์รถแข่ง ชีวิตหลงระเริง ติดลบ ร่างพังจนเกือบลาโลก! เจ็บสุด ต่ำสุด ก่อนพลิกกลับมาด้วยพลังธรรมะ ใครที่คิดว่าชีวิตกำลังพังดูแล้วอาจเปลี่ยนความคิดคุณไปทั้งชีวิต

ช่วงวัยเรียนสิ่งที่จำได้ที่รู้สึกว่าดีจังเลย

ได้เล่นกีฬา น่าจะเป็นคนที่มีความสามารถทางด้านกีฬาที่หลากหลาย ได้เป็นนักกลอฟ์เยาวชนทีมชาติไทยตอนนั้นอายุ 10 ขวบ แต่ตอนนั้นสังคมกีฬากลอฟ์มันค่อนข้างเล็กในกลุ่มของผู้ปกครองและเด็ก ดีที่สุดคือเป็นแชมป์เยาวชนเอเชีย เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศ ถือเป็นโมเมนต์ที่จดจำในวัย 11 ปี รู้สึกดีมาก ซึ่งมีความภูมิใจในตัวเองอันหนึ่ง

มีอะไรด้านลบไหม

พอหลังจากนั้นมาชีวิตก็โตขึ้นเจริญพันธุ์ (หัวเราะ) ใจแตก แต่ก็ยังเป็นนักกีฬาโรงเรียนอยู่ และก็เป็นนักกีฬาเยาวชนกลอฟ์ยังอยู่ทีมชาติไทยอยู่ ตอนนั้นในช่วงอายุ 15 คุณพ่อฝากเงินไว้ให้ทุกอาทิตย์ จะให้เงินมาก้อนหนึ่งแล้วแบ่งครึ่งหนึ่งฝากธนาคารไว้ตั้งแต่อยู่ ม.1 แล้ว พอ ม.3 มันก็จะมียอดอยู่ประมาณหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเราก็เที่ยวแล้วก็ใช้เงินประจําอาทิตย์ไม่พอ แล้วอยากเที่ยวเตลิดเปิดเปิงแบบไม่ต้องเรียน ไม่ต้องเรียนไปเที่ยวอย่างเดียว มีไปเที่ยว ไปเล่นสเก็ต ไปเที่ยวดิสโก้เทคกลางคืน เราก็ไปปิดบัญชีเด็กชาย อัมรินทร์ นิติพน ตอนนั้นน่าจะมีเงินอยู่ประมาณ 80,000 บาท สมัย 40-50 ปีที่แล้วก็เยอะนะครับ สามารถซื้อรถซื้ออะไรได้เลย รถคันละ 3-4 หมื่น เองยุคนั้น ปิดบัญชีไม่พอเอาไม้กอล์ฟตัวเองซึ่งถือได้ว่าเป็นอาวุธประจํากายในการใช้ในการแข่งขันไปขาย เพื่อไปเที่ยวระเริง ท่องราตรีดีกว่า

มันสนุกขนาดไหนถึงต้องทํา

คือตอนนั้นชีวิตแสงสีกับเด็กเพิ่งโตมา มันเป็นอะไรที่ใหม่มาก คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันใช่ไหมครับ เราก็บอกว่าเรานอนบ้านแม่นะคืนนี้ แต่กลางคืนก็ไม่กลับเราก็ไปเที่ยวไหนต่อไหน ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่เริ่มเหลวแหลก อันนั้นก็จะเป็นจุดเปลี่ยนอันหนึ่ง ช่วงที่โดดเรียน ช่วงที่ไปเที่ยวใจแตกคือไม่เข้าเรียนเทอมนึงก็เลยทําให้เป็นคนที่ไม่จบ ม.6 พร้อมเพื่อน เพื่อนไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว เราต้องไปเรียน ม.4 เทอม 1 ใหม่ ก็ใช้ชีวิตให้เรียนจบ ม.6 ให้จบอายุ 18 พอเริ่มต้นฤดูการศึกษาใหม่แล้วก็ไป สมัครเรียนที่ ม.เกษมบัณฑิต แล้วก็ไม่ชื่นชอบในการศึกษาเหมือนเดิมก็ไปนั่งอยู่กับพวกก่อสร้าง ไปนั่งดื่มเหล้าขาว ไปอยู่กับพวกก่อสร้าง เพื่อนเรียนวิศวะก็ไปนั่งกับพวกวิศวะ ทั้ง ๆ ที่เราเรียนนิเทศฯ พอสอบผลสอบมาก็คือตกหมด

หลายคนอาจรู้จัก อ่ำ อัมรินทร์ ในฐานะศิลปินนักร้อง

เริ่มมาจากคุณพ่ออีกเหมือนกันคุณพ่อตอนเด็ก ๆ เล่นดนตรี เป็นนักดนตรีของกรมตํารวจ แล้วก็มีเครื่องดนตรี มีอิเล็คโทน แล้วก็สอนให้เราเล่นดนตรี แล้วก็มีความชื่นชอบในด้านของการดนตรีอยู่ เสร็จแล้วพอยุคนั้น พอเราอายุ 18 มันมีวงไมโคร มีอัสนี ออกมา เราก็บอกทําไมมันเท่อย่างนี้ เราอยากเป็นอย่างไมโคร อยากเป็นอย่างพี่หนุ่ยจังเลย พอดีพี่ข้างบ้านเขามีวงดนตรีแล้วขาดนักร้องนํา พอตอนอายุ 18 เราก็เคว้งคว้าง เราก็ตีกอล์ฟอยู่กับพ่อด้วย แล้วเราก็ได้รับคําชวน จากพี่ข้างบ้านด้วย เราก็เลยไปอยู่วงเขา ไปอยู่กับวงรามเกียรติ์ พยายามที่จะมีผลงาน คือสมัยก่อนเรียกว่าออกเทป ก็มีเดโมเทป มีถ่ายภาพไปเสนอตามค่ายต่าง ๆ

จําวันแรกที่เทปวางแผงได้ไหม

พูดถึงโมเมนต์ในตอนนั้นที่แบบว่าดีใจมาก คือเราได้เห็น พี่เต๋อ เรวัต เราไปเข้าไปเซ็นสัญญากับพี่เต๋อ เราได้คําแนะนําจากพี่เต๋อ เราได้เจอปูชนียบุคคลในวงการเพลงของแกรมมี่หลาย ๆ คน เราเจอวงไมโครตัวเป็น ๆ อายุ 25 ก็มีผลงานตัวเองแล้วก็ใช้ชีวิต ในโอกาสนั้นก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของชีวิต ถึงแม้ว่าในช่วงนั้นยอดขายมันไม่ได้ดีเหมือนที่เขาคาดหวังกันไว้ แต่เราก็รู้สึกว่ามันก็เป็นช่วงชีวิตที่ดีของเรานะ แต่ก็ผิดหวังอันหนึ่งก็คือไม่ได้เป็นไปตามยอดขายที่แกรมมี่เขาตั้งไว้ ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ก็อาจจะไม่มีชุด 2 อะไรอย่างนี้ครับ ก็ดาวน์ ๆ อยู่ชีวิตช่วงนั้น อย่างน้อยก็ได้ออกเพลงหนึ่งแล้ว ได้ออกอัลบั้มมาชุดหนึ่งละ ได้ทำต่อหรือไม่ได้ทำก็ไม่รู้ ตอนนั้น Y NOT 7 กําลังดัง แล้วเราไปทัวร์คอนเสิร์ต กับ Y NOT 7 ขึ้นไปร้องกับวง Y NOT 7 ทางบริษัทแกรมมี่เขาเห็นว่า เราน่าให้โอกาสก็ไปเปลี่ยนรูปแบบของเพลง ให้มาอยู่ในแนวร็อค ซึ่งเราชอบแนวนี้อยู่แล้ว แต่ชุดแรกมันอาจจะเป็นป๊อบ ๆ กรุ๊งกริ๊ง ไปหน่อยได้ไปต่อ

รวมทั้งหมดแล้วออกกี่อัลบั้ม

เอาเพลงรวมฮิตเพลงประกอบละคร ถ้ารวมหมดเลย ก็ 11 ได้มั้ง กราฟชีวิตในช่วงชีวิตนั้นน่าจะเอาไป 10 เลยครับผม ในช่วงชีวิต 18 – 36 ปีได้เจออะไรดี ๆ ในชีวิตเยอะมากเลย

มีจุดที่ควรจะปรับปรุงมันแย่เหลือเกินไหม

พฤติกรรม ความประพฤติของตัวเอง หลังจากที่ได้ประสบความสําเร็จ แน่นอนเลยความหลงระเริงมันมา หลงระเริงในตัวเองที่มียอดขายที่ดีขึ้น ทําประโยชน์ให้บริษัทมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น อยากหยิบฉวยหยิบจับอะไร อยากทําอะไร เริ่มตามใจตัวเองมากขึ้น อยากซื้อรถคัน ไหน อยากได้อะไรชี้เอา อยากกินอยากอะไรสั่งเอา ใช้ชีวิตสุรุ่ยสุร่ายมากในการดื่ม โอเคไปทัวร์คอนเสิร์ตเราดื่มกันอยู่แล้วร็อคแอนด์โรล กลับบ้านแล้วก็ยังเป็นร็อคแอนด์โรลอยู่ ดื่มเสร็จเริ่มไปทํางานไม่ไหว เริ่มเบี้ยวงาน ไปกอง MV ไม่ทัน เอางี้ดีกว่าไม่รับผิดชอบแล้วกัน

สิ่งที่เรียนรู้จากเรื่องนี้คือ

การหลงระเริง แล้วก็มี A-Time จัดคอนเสิร์ต ตอนนั้นอัลบั้มชุดนิราศร็อกออกใหม่ๆ พี่ฉอดจัดคอนเสิร์ตที่สยามสแควร์ แต่ผมก็ดื่มกินตามประสา กินจนเลยกำหนดที่จะต้องไปงาน ไม่ไหวอีกแล้ว ก็มีโทรศัพท์โทรตามจากค่ายแกรมมี่ว่าให้ไปงานเดี๋ยวนี้นะ คือวงไปรอแล้ว เราไม่เอานอนดีกว่า แล้วก็มีคนใช้มาปลุกอยู่ตลอดเวลาว่าให้ไปรับโทรศัพท์ สุดท้าย พี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาคโทรมาบอกว่าให้ไปงานพี่ฉอดที่สยามด้วยครับ ถ้าไม่ไปก็จะงดการโปรโมทอัลบั้มชุดนี้ และไม่มีผลงานอีกต่อไป เราจะจบสิ้นกันแต่เพียงแค่นี้ ก็อาบน้ําอาบท่าแต่งตัวไปขึ้นรถไฟฟ้าไปถึงที่สยาม ลงรถไฟฟ้าขึ้นเวที ร้องเพลงแล้วก็จบงาน แล้วก็กลับมา มีหมายให้เข้าตึก แล้วก็เข้าไปขอโทษพี่ฉอด ซึ่งผมก็ขอโทษพี่ฉอดหลาย ๆ ครั้งแล้ว แล้วก็มีพวงมาลัยไปออกรายการพี่ฉอดแล้ว ครั้งนั้นก็น่าจะเป็นช่วงที่ตกต่ำสุด ในการใช้ชีวิตหลงระเริง ไม่รับผิดชอบ

มาถึงจุดสูงสุดของชีวิตที่มีความสุข

ชีวิตมันก็ลุ่มๆ ดอนๆ ในการใช้ชีวิต มันก็ถือว่าเปื่อยเต็มที่แล้ว แล้วก็มีความรู้สึกอยากจะมีครอบครัวก็เลยแต่งงาน อายุ 33 ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก มันเริ่มมาจากคุณพ่อเห็นเราแบบไม่ไหว มีรายได้แต่สุรุ่ยสุร่าย ให้ปลูกบ้านให้มีบ้าน ให้มีที่อยู่ ให้มีครอบครัว ก็เลยตัดสินใจแต่งงาน มันเป็นเรื่องของลิขิตว่าเราต้องเจอคนนี้ เพื่อเราจะได้มีชีวิตเป็นแบบนี้ มันอาจจะมีดีมาก อาจจะมีไม่ดี แต่สุดท้ายถ้าไม่มีคนนี้ชีวิตเราจะเป็นวันนี้หรือเปล่า แล้วยิ่งมีลูกมันก็คือแบบที่สุด  การที่ได้เห็นหน้าลูก น้องแอลลี่มองหน้าเด็กคนนั้นแล้วแบบว่าเราจะดูแลเขายังไง จะต้องดูแลยังไงให้เขามีชีวิตอยู่ที่ดีได้ จะต้องทํายังไง ตั้งแต่มีแอลลี่มาชีวิตเราก็เป็นปกติ ไม่ดื่ม ไม่ได้ปาร์ตี้หามรุ่งหามค่ำ มันไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว

จากนั้นก็มีเรื่องของสุขภาพ

47 สุขภาพแย่มาก ใช้คําว่าถ่อยที่สุดในชีวิตเลย เป็นคนที่เดินเหินกระฉับกระเฉงมาตลอดชีวิตเป็นนักกีฬา แต่ผลจากการที่วิเคราะห์เลยนะ ผลจากกรรมที่ตัวเองทําในการดื่มกินใช้ชีวิต มันก็เลยมีผลมาถึงอายุ 47 ซึ่งตอนนั้นมีความเครียดสะสมในเรื่องของงาน ในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านทีวี ซึ่งเราทําทีวีอยู่ทํารายการอยู่ครับ มันเปลี่ยนเป็นทีวีดิจิตอล เราก็มีความมุ่งมั่นว่าอยากจะทํารายการเสนอตามช่องอะไรต่าง ๆ เริ่มลงทุนในการผลิตรูปแบบรายการต่าง ๆ เสนอช่อง เสร็จแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวังไว้ เลยรู้สึกผิดหวัง กลับมาดื่มกินหนักขึ้น หนักขึ้น ทําให้เกิดโรค ไปตรวจดูมียูริคต่ำมากอาการเริ่มหนักขึ้น เริ่มปวดข้อมือ เริ่มใช้การมือไม่ได้ เดินไม่ได้ ตัวเริ่มแข็ง นอนเหยียดตึง อยู่แต่ในบ้านอย่างเดียว แล้วกล้ามเนื้อที่เคยขยับเขยื้อนเล่นเวท ออกตีกอล์ฟ เริ่มขยับไม่ได้ แขนเริ่มลีบ สุดท้ายผอม จากหนัก 82 แต่มีกล้ามเนื้อลงมาถึง 69 มือบวมหนักมาก อายคนถึงขนาดต้องเอาผ้าพันแผลมาพันไว้ ไม่ให้คนเห็นมือตัวเองที่เป่งและกําไม่ได้ สรุปแล้วมันคือโรครูมาตอยด์ โรคกระดูกอักเสบรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ คือภูมิแพ้ตัวเอง เดินไม่ได้ ขยับอะไรไม่ได้ ทํางานไม่ได้ เริ่มทําอะไรไม่ได้ เริ่มขายของ ขายทรัพย์สมบัติอะไรของตัวเองที่มีจนหมด ไม่เหลืออะไร เป็นอยู่ 3 ปี หนักมาก ใช้ชีวิตอยู่ไปวัน ๆ ความหวังมันไม่มีเลย ริบหรี่มาก เรายังไม่รู้เลยว่าเราจะกํามือได้เมื่อไหร่ แล้วเราไม่ได้ตีกอล์ฟแล้ว ไม่ได้ดูแลสิ่งที่เรียกว่าตัวเรา

ผ่านมาได้ยังไง

มีความคิดว่ามันถึงเวลาที่มันคงต้องไป ถึงขั้นนั้นแล้วนะ เพราะทําอะไรไม่ได้แล้ว เป็นซากแล้ว ตรอมใจ พูดกับตัวเองแล้วก็ร้องไห้อยู่ในกระจก สงสารตัวเองมาก คนรอบข้างอยู่ พ่อแม่ พี่น้อง ครอบครัว ที่เขายังคอยความหวังว่าเราจะกลับมาได้ยังไง เราจะต้องกลับมาให้ได้ เราเป็นที่ห่วงของครอบครัวอยู่ ก็พยายามจะเเข็งใจ เริ่มเปลี่ยนชีวิตใหม่ จากที่เดินไม่ได้ ก็เริ่มพยายามจะขยับให้ได้ หาจุดยึดเหนี่ยว มีความศรัทธาหลาย ๆ อย่าง เลื่อมใสในพุทธศาสนา ไปปฏิบัติตัวในการบวชถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วเราก็เริ่มปฏิบัติตัวดี ยึดมั่นในศีล

กลับมาเป็นร่างนี้ได้ เพราะอะไร

เพราะเราเองครับที่ให้กําลังใจตัวเอง ที่มีสิ่งที่ยึดมั่นที่ดี อยู่ได้ด้วยศีลของเรา ที่คอยคุ้มครองเราทั้งหมด มันอาจจะผิดพลาด ผิดหวัง สมหวังอะไรไป มันเป็นชั่วขณะ แค่นั้นเอง แต่สุดท้ายคือที่รอดตายมาได้ก็สติ ที่กลับมาทําอะไรได้อย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้หลังจากที่สูญสิ้น หมดสิ้นไปแล้ว หมดหวังไปแล้ว แล้วเรากลับมาได้ก็อยู่ที่ตัวเองที่ตั้งใจที่จะทําอะไรให้มันดีกับตัวเองซะก่อน ก่อนที่จะไปหวังว่าเราจะต้องประสบความสําเร็จ เป้าหมายรายการเราก็คือว่าได้มองภาพใหญ่กรอบของชีวิตว่า ได้เห็นว่าวันที่เราขึ้น วันที่เราลง วันที่เราสุข วันที่เราติดลบ อะไรก็แล้วแต่ มันเกิดขึ้นกับตัวเรา ผ่านมาได้เพราะตัวเรา

ขอบคุณ https://www.youtube.com/watch?v=pEzc8_fmYsk&t=1966s&ab_channel=LIFEDOT

ลบรูปเกลี้ยง! ‘มิกซ์ เฉลิมศรี’ประกาศเลิก’ฉลามจัส’ โพสต์ร่ายยาวใครจะว่างี่เง่าก็แล้วแต่

ลบรูปเกลี้ยง! 'มิกซ์ เฉลิมศรี'ประกาศเลิก'ฉลามจัส' โพสต์ร่ายยาวใครจะว่างี่เง่าก็แล้วแต่

ลบรูปเกลี้ยง! ‘มิกซ์ เฉลิมศรี’ประกาศเลิก’ฉลามจัส’ โพสต์ร่ายยาวใครจะว่างี่เง่าก็แล้วแต่

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.23 น.

8 พฤษภาคม 2568 ไม่ต้องปล่อยให้ชาวเน็ตเดากันนาน เมื่อ ‘มิกซ์ เฉลิมศรี’ ยูทูปเบอร์-นักแต่งเพลงชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ร่ายยาวว่าเจ้าตัวนั้นได้เลิกรากับ ‘ฉลามจัส’ ดุลยวัต แก้วศรียงค์ นักว่ายน้ำทีมชาติไทย พร้อมลบรูปออกจากโซเชียลส่วนตัวหมดเกลี้ยง

โดย ‘มิกซ์ เฉลิมศ’  ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก “เฉลิมศรีofficial” ระบุว่า “คือใครจะว่า บอกเลิกแฟน แบบนี้คืองี่เง่า ก็แล้วแต่”

“คือหลังกลับจากเมกา คือแมว นี่ป่วยหนักมาก ร้องไห้ทุกวันจนเป็น แพนนิค ตัวแฟนเองก็เครียดเรื่องว่ายน้ำ และดันเสือกมาขาหักอีก”

“ตอนแรก ให้ห่างๆ ไม่อยากทะเลาะจน เริ่ม ใจร้ายใส่กันมากขึ้น ทั้งๆที่เมื่อก่อน เรารู้สึก ว่าเค้าช่างใจดีกับเรามาก หลังๆ มีแต่ อีโก้ใส่กันตอนแรก ก็ บอกเลิกแฟน เอาสะใจ”

“แต่พอบอกปุ๊บ หมอโทรมาแมว แย่แล้ว ก็รีบไปโรงบาลเลยลงโค้ดเฟรนว่า ใครก็ได้มาอยู่เป็นเพื่อนหน่อย”

“เพื่อนทุกคนมาหมด ยกเว้นแฟน คือ เสียใจมากมึง อกหัก + แมวตาย ที่สุดเลยอะ เสียใจทั้งวันแบบไม่อยากคุย เลยลบรูปเพราะโกดมาก”

“จนเพื่อนเรา กับ เพื่อนเค้า จัดแมทให้มาเจอคุยกันคือ แมวกูตายครั้งเดียวอะ คือเค้าเคยบอกจะเลือกกูเป็นคนแรกแต่ คืออะไร ใจมันสลายไปแล้วอะ”

“ขอบคุณเพื่อนๆ ที่อยากให้คบกันต่อแต่สภาพหัวใจกู ไม่พร้อมรู้สึกอะไรแล้วจริงๆไม่อยาก ทน อยู่ ละเกลียดกันไปเรื่อย ถ้ามันคิดถึงกันมากๆ ละ นี่ดีขึ้น ค่อยว่ากัน”

ซึ่งหลังจากที่  ‘มิกซ์ เฉลิมศรี’ ได้โพสต์ข้อความนี้ออกไปนั้นก็มีแฟนคลับเข้ามาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น ชอบความเด็ดเดี่ยวของแม่ กอดๆนะแม่ , กอดๆ เป็นกำลังใจให้แม่นะคะ 

ฉาวสนั่น! ครอบครัวแฉยับ’คิมแซรน’ลึกซึ้ง’คิมซูฮยอน’ตั้งแต่ม.2 ถ่ายรูปลับ’ไอดอลหญิง’ส่งให้เด็ก

ฉาวสนั่น! ครอบครัวแฉยับ'คิมแซรน'ลึกซึ้ง'คิมซูฮยอน'ตั้งแต่ม.2 ถ่ายรูปลับ'ไอดอลหญิง'ส่งให้เด็ก

ฉาวสนั่น! ครอบครัวแฉยับ’คิมแซรน’ลึกซึ้ง’คิมซูฮยอน’ตั้งแต่ม.2 ถ่ายรูปลับ’ไอดอลหญิง’ส่งให้เด็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.19 น.

8 พฤษภาคม 2568 หลังจากที่พระเอกชื่อดังค่าตัวแพงที่สุดในเกาหลีใต้ ‘คิมซูฮยอน’ พร้อมด้วยทนายความ ‘คิมจองบก’ ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวประเด็นระหว่างเขาและดาราสาวผู้ล่วงลับ ‘คิมแซรน’ ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงระหว่างการฟ้องร้องดำเนินคดีทางกฎหมาย

ล่าสุดครอบครัวของ ‘คิมแซรน’ ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวครั้งที่ 2 โดยมีทนายความ ‘บูจีซอก’ ตัวแทนของครอบครัว และ ‘คิมเซอึย’ ยูทูบเบอร์เจ้าของช่อง Garosero Research Institute ร่วมด้วย โดยภายในงานแถลงข่าว ได้มีการเปิดคลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นเสียงการสนทนาระหว่าง ‘คิมแซรน’ กับคนรู้จัก ที่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ในอดีตกับ ‘คิมซูฮยอน’

ภายในคลิปเสียงนี้บันทึกไว้เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2025 ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ในช่วงเวลาประมาณ 1 เดือนก่อนที่ คิมแซรน จะเสียชีวิต ซึ่งคลิปเสียงมีความยาวประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และการบันทึกเสียงทั้งหมดได้รับความยินยอมจากเธอในขณะนั้น ในคลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นเสียงของ ‘คิมแซรน’ ยืนยันว่า เธอเคยคบหากับ ‘คิมซูฮยอน’ มาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น เลิกกันตอนเธอเข้ามหาวิทยาลัย และมีความสัมพันธ์ทางเพศครั้งแรกในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวตอนเธออยู่ชั้น ม.2 และ ‘คิมแซรน’ กล่าวด้วยว่า มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเธอคบกับ ‘คิมซูฮยอน’ ตั้งแต่ยังเด็ก และทุกคนที่รู้ต่างมีปฏิกิริยาในทำนองเดียวกัน มองว่าเธอเป็นฝ่ายผิดและสงสัยว่าทำไมถึงยอมให้เขารอดตัว

คนรู้จัก A “คุณมีเพศสัมพันธ์กับเขา หลังจากที่คุณโตเป็นผู้ใหญ่แล้วหรือยัง” 

‘คิมแซรน’ “ครั้งแรกที่เรามีอะไรกัน คือตอนที่ฉันอยู่ ม.2 ช่วงปิดเทอมฤดูหนาว”

คนรู้จัก A “โอ้โห ม.2 เหรอ”

‘คิมแซรน’ “มาคิดดูตอนนี้ เหมือนว่าฉันโดนเอาเปรียบหรือเปล่า”

คนรู้จัก A “แน่นอนว่าคุณถูกเอาเปรียบ ฉันอยากจะฆ่ามันจริงๆ ไอ้เวรนั่น”

‘คิมแซรน’ “ไม่ค่อยมีคนรู้ว่าเราเคยคบกันตอนที่ฉันอยู่มัธยมต้น แต่พวกเขาก็มีปฏิกิริยาแบบเดียวกัน พวกเขามองว่าฉันเป็นคนบ้า และถามว่าทำไมฉันถึงปล่อยให้เขาทำแบบนั้น”

ซึ่งภายในคลิปเสียงนั้น ‘คิมแซรน’ ยังได้กล่าวอีกว่า ‘คิมซูฮยอน’ ได้นอนกับผู้หญิงคนอื่น และส่งรูปภาพของเขาตอนมีเพศสัมพันธ์กับไอดอลหญิงมาให้เธอดูด้วย และยังบอกอีกว่า เขาได้บันทึกชื่อของไอดอลหญิงที่เคยนอนด้วยว่า “สาหร่าย” เนื่องจากกลิ่นของเธอคนนั้นเหมือนกับสาหร่าย

จากประเด็นดังกล่าว ทนายบูจีซอก ตัวแทนทางกฎหมายของครอบครัวคิมแซรนประกาศว่า ทางครอบครัวได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีทางอาญาต่อ ‘คิมซูฮยอน’ ในข้อหาละเมิดพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก โดยกระทำการลามกอนาจาร และล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ และทนายความยังได้เปิดเผยอีกว่า ผู้ให้เบาะแสคลิปเสียงสนทนานี้กับทางครอบครัว ได้รับข้อเสนอซื้อหลักฐานหลายพันล้านวอนแต่ปฏิเสธไป จึงถูกคุกคามความปลอดภัย และถูกทำร้ายร่างกายเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา โดยถูกแทงที่คอ 9 ครั้งในสหรัฐฯ ซึ่งผู้ก่อเหตุมี 2 คน เป็นชาวเกาหลีและชาวจีน ทำให้ทางครอบครัวของ ‘คิมแซรน’ ตัดสินใจออกมาเปิดเผยคลิปเสียงดังกล่าวนี้ เนื่องจากกังวลว่า เหตุการณ์นี้อาจรุนแรงขึ้นได้อีก หากรอต่อไป

ล่าสุด GOLDMEDALIST ต้นสังกัดของ ‘คิมซูฮยอน’ ได้ออกมาแถลงการณ์ตอบโต้ โดยบอกว่าคลิปเสียงที่นำมาเผยแพร่นั้นเป็นของปลอม ที่สร้างขึ้นโดยใช้ AI โดยมีบุคคลลึกลับซึ่งอ้างว่าครอบครองไฟล์เสียงนี้ พยายามติดต่อบริษัทของคิมซูฮยอนเพื่อเรียกร้องเงิน แต่บริษัทไม่ยอมรับข้อเสนอและปฏิเสธไป บุคคลดังกล่าวจึงหันไปหากาเซยอนแทน และนำคลิปเสียงปลอมนี้ออกมาเผยแพร่ นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า ภาพที่อ้างว่าเป็นภาพหลักฐานการถูกทำร้ายร่างกายจากคนของ GOLD MEDALIST นั้นบริษัทเผยว่าภาพดังกล่าวสามารถหาได้ทั่วไปในอินเทอร์เน็ต และไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด

GOLD MEDALIST ต้นสังกัดของ ‘คิมซูฮยอน’ ได้ระบุว่า “การกระทำนี้เป็นการโกหกและการทำลายชื่อเสียงของคิมซูฮยอน พร้อมยืนยันจะดำเนินการตรวจสอบทางเทคนิคเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ว่าคลิปเสียงดังกล่าวถูกทำขึ้นมาโดย AIและทาง GOLDMEDALIST ยืนยันว่าจะดำเนินการฟ้องร้องผู้ที่ปล่อยคลิปเสียง ในข้อหาหมิ่นประมาทและละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต