‘RABBIT MOON’ เปิด LINEUP ส่งทัพศิลปินรุ่นใหม่ โชว์สกิลในวงการเพลง

‘RABBIT MOON’ เปิด LINEUP ส่งทัพศิลปินรุ่นใหม่ โชว์สกิลในวงการเพลง

‘RABBIT MOON’ เปิด LINEUP ส่งทัพศิลปินรุ่นใหม่ โชว์สกิลในวงการเพลง

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.56 น.

รันวงการมาครบครบ 1 ปีเต็ม เพื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 อย่างยิ่งใหญ่ สำหรับค่าย RABBIT MOON ค่ายเพลงคุณภาพที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้โชว์ฝีมือทางด้านดนตรีกันแบบจัดเต็ม!! ล่าสุด พร้อมเปิด LINEUP     ส่งทัพศิลปินรุ่นใหม่  สู่วงการเพลงไทย โดยร่วมมือกับโปรดิวเซอร์ชื่อดังฝีมือขั้นเทพ ที่แท็กทีมมาสร้างสรรค์ผลงานเพลง   โดยเปิดโอกาสให้กับศิลปินรุ่นใหม่ได้โชว์ศักยภาพและฝีมือกันอย่างเต็มที่ พร้อมซัปพอร์ตให้ศิลปินได้พัฒนาทักษะทางด้านดนตรี       และผลักดันศิลปินไทยเลเวลอัพสู่เวทีสากล 

วิน เมธวิน อังคทะวานิช  ผู้บริหาร RABBIT MOON  กล่าวว่า   “ค่าย RABBIT MOON ยังคงคอนเซ็ปต์ ในการเป็นพื้นที่ ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ และสร้างสรรค์ผลงานดนตรีกันอย่างเต็มที่    ซึ่งการเดินทางของ RABBIT MOON ตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา พวกเรารู้สึกภูมิใจมากครับ ที่ได้ต่อยอดแพชชันของน้อง ๆ สู่การเป็นศิลปินมืออาชีพ     รู้สึกดีใจที่หลาย ๆ เพลง กลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ต และเป็นเพลงโปรดที่อยู่ในเพลย์ลิสต์ของผู้ฟังมาอย่างต่อเนื่อง     ล่าสุดค่าย RABBIT MOON พร้อมเปิด LINEUP เผยรายชื่อศิลปินดาวรุ่ง ที่เตรียมระเบิดความสดใหม่ สู่วงการเพลงไทย ได้แก่ POPPY C., Turbo4Wds, DaruNi, sweezdream  และวงน้องใหม่ LUMI  บอกเลยครับว่า ทั้งศิลปินเดี่ยว และศิลปินกลุ่ม   ไม่ได้มีดีแค่ความสามารถ แต่ทุกคนมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน และมีสไตล์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร   ด้วยความที่วงการเพลงไทยต้องการอะไรใหม่ ๆ ที่ท้าทาย และกล้าแตกต่าง พวกเราเลยไม่หยุดที่จะพัฒนาทั้งงานเบื้องหน้าเบื้องหลังของงานดนตรี    เพื่อผลักดันศิลปินไทยก้าวสู่เวทีสากล ฝากติดตามผลงานจากศิลปินจากค่าย RABBIT MOON   ด้วยนะครับ รับรองว่าจะมีโปรเจกต์และมีซิงเกิลใหม่ ๆ มาเซอร์ไพรส์ทุกคนตลอดทั้งปีแน่นอนครับ”

‘กิ๊ฟ กมลพร’พร้อมสู้มุ่งสู่จักรวาลชิงมง ‘Miss Universe Nakhon SI Thammarat 2025’

‘กิ๊ฟ กมลพร’พร้อมสู้มุ่งสู่จักรวาลชิงมง 'Miss Universe Nakhon SI Thammarat 2025'

‘กิ๊ฟ กมลพร’พร้อมสู้มุ่งสู่จักรวาลชิงมง ‘Miss Universe Nakhon SI Thammarat 2025’

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.27 น.

เรียกได้ว่าเป็นที่จับตามองตั้งแต่งานแกรนด์โอเพ่นนิ่ง แถลงข่าวอย่างเป็นทางการMiss Universe Nakhon SI Thammarat 2025 (มิสยูนิเวิร์สนครศรีธรรมราช 2025) ที่มี”เจนนี่ รัชนก สุวรรณเกตุ“ หรือ ”เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น“เป็น PD MUT นครศรีธรรมราช

โดย1ในผู้สมัครที่มีความโด่ดเด่นเด้งมาแต่ไกลคงหนีไม่พ้นเธอคนนี้ ‘กิ๊ฟ’ กมลพร ทองพล’ สาวใต้ตาคมไทยแท้  ดีกรีนักกีฬาบาสเกตบอล ด้วยหุ่นความสูงรูปร่างหน้าตาเทสที่จักรวาลกำลังตามหา เธอจึงไม่รอช้าตัดสินใจ Road To Miss Universe Nakhon SI Thammarat 2025 ทันทีเพื่อชิงมง มุ่งสู่จักวาล โดยล่าสุด ‘กิ๊ฟ’ กมลพร ทองพล’ พร้อมทีมงานควงคู่ พี่เลี้ยง  พนมพร ณ นคร เข้าร่วมพูดคุยความพร้อมในการประกวดและโปรโมทกิจกรรมการประกวดครั้งนี้ใน ‘แนวหน้าวาไรตี้’ ซึ่ง ‘มิสยูนิเวิร์สนครศรีธรรมราช 2025’จะเก็บตัวในวันที่ 15-18 พฤษภาคม 2568 ภายในจังหวัดนครศรีธรรมราช  และประกาศผลการตัดสินในวันที่ 19 พฤษภาคม  2568 ณ Grand Fortune Hotel Nakhon SI Thammarat  

ปชน.ฉาวซ้ำ! กกต.สั่งถอนชื่อผู้สมัคร ‘สท.ศรีราชา’ เหตุต้องคำพิพากษาค้ายาเสพติด

ปชน.ฉาวซ้ำ! กกต.สั่งถอนชื่อผู้สมัคร 'สท.ศรีราชา' เหตุต้องคำพิพากษาค้ายาเสพติด

ปชน.ฉาวซ้ำ! กกต.สั่งถอนชื่อผู้สมัคร ‘สท.ศรีราชา’ เหตุต้องคำพิพากษาค้ายาเสพติด

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.37 น.

ปชน.ฉาวอีก กกต.รับสั่งถอนชื่อ ‘สิทธิชัย’ ผู้สมัคร สท.ศรีราชา เหตุขาดคุณสมบัติต้องคำพิพากษาจำคุกคดีค้ายาเสพติด

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีมีการเผยแพร่คำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้มีการถอนชื่อนายสิทธิชัย สัมฤทธิ์ สมาชิกพรรคประชาชน ออกจากการเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ หมายเลข 13 เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองศรีราชา จ.ชลบุรี เนื่องจากขาดคุณสมบัติในการลงสมัครนั้น น.ส.มนัสนันท์ วิทนา ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี ยอมรับว่า กกต.มีมติสั่งถอนชื่อนายสิทธิชัย ออกจากการเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์จริง และได้แจ้งไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์แล้ว

โดยนายสิทธิชัยต้องคำพิพากษาในคดีเก่า ซึ่งเป็นเหตุทำให้ไม่มีคุณสมบัติในการลงสมัครและเข้าข่ายรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิ์สมัครแต่ยังมาลงสมัครตามมาตรา 120 พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 ที่กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาทและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้นั้นมีกำหนด20 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามคำวินิจฉัยของ กกต.ระบุว่า นายสิทธิชัยเคยต้องคำพิพากษาศาลจังหวัดพัทยาซึ่งพิพากษาว่ากระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด และสั่งลงโทษจำคุกลงโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน ปรับ 300,000 บาท จะมี พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรม มีพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธ.ค. 2550 ก็ไม่ได้เป็นผลให้การกระทำอันเป็นเหตุให้ถูกลงโทษลบล้างไปด้วยนายสิทธิชัย จึงเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สภาเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอศรีราชา จ.ชลบุรี ตามพ.ร.บ.การเลือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 มาตรา 50 (10)

‘กมธ.สถานบันเทิงฯ’เคาะเชิญ‘นายกฯอิ๊งค์’ แจงปมร้อน‘กาสิโน’ ยันไม่บังคับ

‘กมธ.สถานบันเทิงฯ’เคาะเชิญ‘นายกฯอิ๊งค์’ แจงปมร้อน‘กาสิโน’ ยันไม่บังคับ

‘กมธ.สถานบันเทิงฯ’เคาะเชิญ‘นายกฯอิ๊งค์’ แจงปมร้อน‘กาสิโน’ ยันไม่บังคับ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.11 น.

“กมธ.ศึกษาสถานบันเทิงครบวงจร สว.”เคาะเชิญ”นายกฯอิ๊งค์”แจงปมร้อน”กาสิโน” ยันไม่บังคับ แต่อยากให้มาด้วยตัวเอง พ่วงชงข้อเสนอเชิญ”อดีตนายกฯ-อดีตประธานสภาฯ”ให้ข้อมูลด้วย เผยมติตั้ง 2 อนุฯ ศึกษาผลกระทบ 3 ทาง”เศรษฐกิจ-สังคม-กฎหมาย”

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา ที่มี นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธาน กมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาวางกรอบแนวทาง รวมถึงการตั้งคณะอนุ กมธ.ฯ

โดยได้มีการหารือถึง 3 หัวข้อหลักในการศึกษา คือ สังคม เศรษฐกิจ และกฎหมาย รวมถึงนิยามคำว่า “สถานบันเทิงครบวงจร” เนื่องจากมีการเสนอว่า อยากให้ใช้คำตรงๆ เพราะจะสามารถสื่อความหมายได้มากกว่า ตลอดจนการเพิ่มคำว่า “การพนัน” ที่หมายรวมถึงการพนันทุกชนิด และการพนันออนไลน์ เข้าไปด้วย เช่น เสนอให้ใช้ “สถานบันเทิงครบวงจรที่มีบ่อนกาสิโน หรือ การพนันทุกรูปแบบ รวมทั้งการพนันออนไลน์” ให้ใช้ชื่อ “สถานบันเทิงครบวงจรที่มีบ่อนกาสิโน” สั้นๆ แล้วจึงเติมรายละเอียดในบทนำเพิ่มแทน , ให้เขียนเพิ่มความหมายไว้ในนิยามศัพท์ ว่าจะหมายรวมถึงการพนันทุกรูปแบบ ดังนั้น จึงใช้คำว่า “สถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโนและพนันออนไลน์” ซึ่งสอดรับตามร่างกฎหมายของรัฐบาล และหากเกิดกรณีต้องมีการทำประชามติ จะได้ป้องกันการเกิดความสับสนในการตอบคำถาม

สำหรับการถกเถียงเรื่องข้อกฎหมาย ในช่วงแรกมีการเสนอให้แยกออกมา เป็นอีกหนึ่งคณะอนุกรรมาธิการ เพื่อศึกษากฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ การขายสุรานอกเวลา พระราชบัญญัติโรงแรม การจัดโซนนิ่ง รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายการพนันเดิม และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ที่ประชุมไม่เห็นด้วยให้มีการแยก เนื่องจากกังวลว่า อาจทำให้ลดทอนความสำคัญเรื่องกาสิโนไป

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติมในหมวดของผลกระทบทางด้านสังคมและกฎหมาย และอาจมีฝ่ายการเมืองที่คุมเสียงในสภา สามารถล้มกฎหมายของได้ แต่ไม่สามารถล้มรัฐธรรมนูญ จึงอยากให้คำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย

สุดท้ายที่ประชุม มีมติตั้งคณะอนุกรรมาธิการจำนวน 2 คณะ ดังนี้ 1.คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาผลกระทบทางสังคมและกฎหมายของการมีสถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโนและพนันออนไลน์ (รวมถึงสิ่งแวดล้อม การผังเมือง ประเด็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติ และการทำประชาพิจารณ์ ตามมาตรา 77) ซึ่งมี นายนิพนธ์ เอกวานิช สว.เป็นประธานอนุฯ และ 2.คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาผลกระทบทางเศรฐกิจของการมีสถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโนและพนันออนไลน์ ซึ่งมี นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว.เป็นประธานอนุฯ

ทั้งนี้ ระหว่างการประชุม ยังมีการยืนยันถึงเรื่องความเป็นกลาง อย่าพิจารณาโดยมีธงในใจ นำเสนอในภาพรวม เมื่อการศึกษาครบถ้วนรอบด้านแล้ว สว.ทั้งหมด จะได้นำมาชั่งตวงวัด และส่งไปยังรัฐบาล เพื่อให้เกิดการยอมรับ รวมถึงจะได้สามารถตอบกับประชาชนได้ ป้องกันการถูกถามกลับ ว่าถ้าไม่เอาแล้วจะมาศึกษากันทำไม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกรอบเวลาเดิม 180 วัน ที่ประชุมมีความเห็นว่า อยากให้เร่งรัดจัดทำร่างรายงานให้เสร็จก่อนสิ้นเดือนกรกฎาคม เนื่องจากจะมีการเปิดสมัยประชุมในต้นเดือนกรกฎาคม จึงกังวลว่า ทางรัฐบาลอาจจะเสนอกฎหมายเข้ามาก่อน

ต่อมาภายหลังการประชุมฯ แล้วเสร็จ นายวีระพันธ์ กล่าวว่า ยอมรับว่าข้อถกเถียงเรื่องการเพิ่มนิยามคำว่า “สถานบันเทิงครบวงจร” และมองว่าดี ที่มีความเห็นหลากหลาย ดังนั้น จึงต้องล้างความเห็นส่วนตัวทั้งหมด ต้องเป็นกลางที่สุด เพื่อรับฟังความเห็นทุกด้าน ตลอดจนการหารือเรื่องการทำประชาพิจารณ์ แต่ยังไม่มีการกำหนดว่า จะมีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร

นายวีระพันธ์ กล่าวต่อว่า ในการประชุมครั้งหน้า กมธ.ฯ จะเชิญคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเฉพาะ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งตนอยากให้นายกฯ มาเอง ยืนยันว่าไม่ได้บังคับ เพียงแต่เชิญไปตามระเบียบ ส่วนนายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้รัฐมนตรีท่านใดมาชี้แจงแทนก็ได้ นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้มีการเชิญอดีตนายกรัฐมนตรี เช่น นายทักษิณ ชินวัตร , นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , นายชวน หลีกภัย , นายเศรษฐา ทวีสิน , นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร อาทิ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นต้น

‘มาดามหยก’ลุยเต็มสูบ ชวนชาวเชียงใหม่ เข้าคูหากาเบอร์ 4 บัตรสีเหลืองทอง และเบอร์ 19-24 บัตรสีเขียว

'มาดามหยก'ลุยเต็มสูบ ชวนชาวเชียงใหม่ เข้าคูหากาเบอร์ 4 บัตรสีเหลืองทอง และเบอร์ 19-24 บัตรสีเขียว

‘มาดามหยก’ลุยเต็มสูบ ชวนชาวเชียงใหม่ เข้าคูหากาเบอร์ 4 บัตรสีเหลืองทอง และเบอร์ 19-24 บัตรสีเขียว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.09 น.

‘มาดามหยก’ลุยเต็มสูบ ชวนชาวเชียงใหม่ เข้าคูหากาเบอร์ 4 บัตรสีเหลืองทอง และเบอร์ 19-24 บัตรสีเขียว พร้อมโชว์ 4 นโยบายเร่งด่วน เร่งแก้ ไขปัญหาเพื่อคนเมือง

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2568 นางสาวกชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ (Indy Party) ออกมาเชิญชวนชาวเชียงใหม่ ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยระบุว่า วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2568 ถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของชาวเชียงใหม่ที่จะออกไปใช้สิทธิ ใช้เสียงของตัวเอง รวมถึงเชิญชวนพลังเงียบ โปรดแสดงพลัง ในการเลือกตัวแทนของเราเพื่อเข้ามาช่วยดูแล แก้ปัญหาของพวกเราชาวเชียงใหม่ ให้เป็นเมืองที่สดใส มีชีวิตชีวา และน่าอยู่ เหมือนที่เราทุกคนคาดหวังไว้

นางสาวกชพร กล่าวว่าพรรคก้าวอิสระ หรือ Indy ได้คัดสรรเลือกบุคคลที่เข้าใจปัญหา มีความรู้ ความสามารถ ที่เรามั่นใจว่าจะสามารถทำงานเป็นมือ เป็นไม้ให้ชาวเชียงใหม่ได้ คือ นายการย์วิชญ์ วงษ์ทอง หรืออาจารย์ด้วง ผู้สมัครนายกเทศมนตรี เบอร์ 4 พร้อมกับทีมสมาชิกสภาเทศบาลที่เข้มแข็งที่พร้อมทุ่มเททำงานเพื่อชาวเชียงใหม่อย่างเต็มที่ เบอร์  19-24 มาลงสมัครในนามของพรรคก้าวอิสระ

นางสาวกชพร กล่าวว่าพรรคก้าวอิสระ (INDY) จะไม่ทำการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ไม่ดูถูกคุณค่าความเป็นมนุษย์ พรรคมีนโยบาย ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่าที่สุด ใช้ช่วยเหลือชาวบ้าน ผู้เดือดร้อน เหมือนตอนช่วงโควิด น้ำท่วม อีกทั้งให้การสนับสนุนการศึกษา กีฬา จิตอาสา ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และสัตว์ที่ลำบากเดือดร้อน 

พรรคก้าวอิสระ มี 4 นโยบายเร่งด่วน ที่จะเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อคนเมืองคือ

1.เปิดกว้างการมีส่วนร่วมของคนเชียงใหม่ทุกด้าน โปร่งใสตรวจสอบได้ สร้างความมั่นคงในคุณภาพชีวิต คุมเข้มกวดขันป้องปรามยาเสพติด ลดอาชญากรรม ต่อต้านคาสิโน การพนัน อันมอมเมาประชาชนติดกล้องวงจรปิดทุกจุด ประชาชนเปิดดูได้24 ชม. WiFi ครอบคลุมทั้งเมือง 

2.เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงาน การไร้ที่อยู่อาศัย และ ไร้อาชีพในจังหวัดเชียงใหม่ ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน หารายได้เข้าจังหวัดเชียงใหม่ส่งเสริมธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว การแพทย์ สืบสานต่อยอดศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี ของเชียงใหม่ สนับสนุนSoft Power รักษาอัตลักษณ์ล้านนาเพิ่มรายได้เข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ทุกมิติ อย่างยั่งยืน

3.เร่งพัฒนาดูแลรักษาปรับปรุง สิ่งแวดล้อม ความสวยงาม ถนน ท่อ สายไฟ ของเมืองเชียงใหม่ให้เรียบร้อย ปลอดภัย  เร่งแก้ปัญหาฝุ่นควันพิษมลภาวะ ส่งเสริมพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน  ทำเมืองให้น่าอยู่ น่าเที่ยว

และ 4.เร่งแก้ปัญหาด้านการศึกษา และการสาธารณสุข ดูแลสวัสดิการ จิตอาสา อาสาสมัครและครู อย่างทั่วถึงเพียงพอ ให้คนเชียงใหม่เข้าถึงการศึกษา กีฬา การบริการสาธารณสุข การบริการสาธารณะ โดยทั่วถึงเท่าเทียมกัน ใส่ใจ ดูแล คนเชียงใหม่ทุกเพศ ทุกวัย ลดความเหลื่อมล้ำ 

ดังนั้นดิฉัน มาดามหยก และทีมงานพรรคก้าวอิสระ (INDY)  จึงขอเชิญชวนประชาชนชาวเชียงใหม่ ก้าวออกมาใช้สิทธิ เข้าคูหากาเบอร์ 4  บัตรสีเหลืองทอง และกาเบอร์ 19 ถึง 24 บัตรสีเขียวในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2568  นี้ เพื่อร่วมเปลี่ยนแปลงเชียงใหม่ไปด้วยกัน

สมาคมฟ้าสีรุ้งฯ ร้อง’กมธ.เด็ก เยาวชนฯ’ให้รัฐเร่งออกกม.รับมือ’อาชญากรรมแห่งความเกลียดชัง’

สมาคมฟ้าสีรุ้งฯ ร้อง'กมธ.เด็ก เยาวชนฯ'ให้รัฐเร่งออกกม.รับมือ'อาชญากรรมแห่งความเกลียดชัง'

สมาคมฟ้าสีรุ้งฯ ร้อง’กมธ.เด็ก เยาวชนฯ’ให้รัฐเร่งออกกม.รับมือ’อาชญากรรมแห่งความเกลียดชัง’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.58 น.

สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย และภาคประชาชน 54 องค์กร  เรียกร้อง ‘กมธ.เด็ก เยาวชนฯ’ให้รัฐเร่งออกกฎหมายรับมือ’อาชญากรรมแห่งความเกลียดชัง’

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ  พรรคพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย และภาคประชาสังคม 54 องค์กร เพื่อเรียกร้องให้รัฐเร่งดำเนินการผลักดันกฎหมาย และนโยบายรับมือ “อาชญากรรมแห่งความเกลียดชัง” (Hate Crime) หลังเกิดเหตุการณ์สลดหญิงข้ามเพศถูกทำร้ายจนเสียชีวิต ที่ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งภาคประชาชนเห็นว่าเกิดจากแรงจูงใจจากอคติทางเพศ

นายธัญวัฒน์ กล่าวว่า กมธ.ให้ความสำคัญต่อกรณีที่เกิดขึ้น โดยเห็นว่าเป็นปัญหามาจากรากฐานทางวัฒนธรรม ความคิด ต่อกลุ่มบุคคลข้ามเพศที่ถูกกระทำความรุนแรงจากอคติ จนนำไปสู่อาชญากรรมทั้งทางด้านชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินหลังจากที่ได้รับเรื่องนี้แล้ว ทางคณะกรรมาธิการจะนำเข้าปรึกษาหารือในการประชุมกรรมาธิการฯโดยการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต หรือนโยบาย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะและคุ้มครองกลุ่มเปราะบางต่อไป

ด้านตัวแทนสมาคมฟ้าสีรุ้งฯ  กล่าววว่า เสียงร้องเมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ระบุว่า “ปล่อยกู อย่าทำกู” เป็นเสียงร้องที่สื่อทุกสำนักได้นำเสนอข่าวไป เป็นเสียงร้องของหญิงข้ามเพศคนหนึ่งที่เปล่งเสียงออกมา และขอให้เป็นเสียงสุดท้ายที่จะร้องจากความเจ็บปวดนี้ และเหตุการณ์นี้จะไม่ถูกลืมไปกับเวลา แต่เป็นจุดเริ่มค้นของการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นสำหรับประเทศไทย เพื่อผลักดันการออกกฎหมายลดความเกลียดชังกัน
 

‘วิโรจน์’ข้องใจหนังสือฝากขัง ‘พอล แชมเบอร์’ เจตนาลวงศาลฯหรือไม่?

'วิโรจน์'ข้องใจหนังสือฝากขัง 'พอล แชมเบอร์' เจตนาลวงศาลฯหรือไม่?

‘วิโรจน์’ข้องใจหนังสือฝากขัง ‘พอล แชมเบอร์’ เจตนาลวงศาลฯหรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

โดดป้องพอล แชมเบอร์สกันยกใหญ่! ‘กมธ.การทหาร’ จ้องเขม็งถอดรหัส ‘หนังสือขอฝากขังคดีม.112’ กังขาละเว้นบางข้อความ เจตนาลวงศาลฯหรือไม่ สำคัญ ชี้ ‘กอ.รมน.’ หลักฐานไม่เพียงพอ ดำเนินคดีขาดรัดกุม ขู่เตือนผิดกม.ป.ป.ช. เล็งส่งหนังถึง ‘อธิการบดีม.นเรศวร’ สอบถามปมถูกเลิกจ้าง

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาต่อเนื่องกรณีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 3 กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก ให้ดำเนินคดี กับนายพอล เวสลีย์ แชมเบอร์ส อาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร สัญชาติอเมริกัน ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา112

โดยกมธ.ฯได้เชิญ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.), พล.ต.ธรรมนูญ ไม้สนธิ์ โฆษก กอ.รมน. พ.ต.อ.วัชรพงษ์ สิทธิรุ่งโรจน์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก และ ร.ต.อ.พรชัย ปลั่งกลาง พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนเข้าชี้แจง แต่บุคคลที่เกี่ยวข้องดังกล่าวไม่ได้มาเข้าร่วมชี้แจงกมธ.ฯ โดยทางกองทัพบก(ทบ.) ชี้แจงว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ขณะที่ทางโฆษก กอ.รมน. แจ้งว่า ติดภารกิจ และทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่าลาพักผ่อน 

จากนั้น กมธ.ฯ ได้พิจารณาในประเด็นของหลักฐานที่ใช้ในการดำเนินคดีและฝากขังว่าเพียงพอหรือไม่ ซึ่งในการประชุมกรรมาธิการครั้งก่อนหน้า ตัวแทน กอ.รมน. ชี้แจงว่า ดำเนินคดีตามมาตรา 7 (1) ของ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งระบุไว้ว่า อำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. คือการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัย คุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและรายงานคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป

ด้านผศ.ดร.กริช ภูญียามา คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในกรณีนี้ เป็นการดำเนินการโดย กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานอยู่ในฐานะนิติบุคคล ที่มีกฎหมายกำกับไว้ ซึ่งเมื่อกฎหมายกำกับว่าต้องดำเนินการผ่าน ครม. ก็ต้องทำตามนั้น แต่กรณีนี้จะไม่มีปัญหาเลย หากไปแจ้งความกล่าวโทษในฐานะส่วนตัว แต่น้ำหนักของการกล่าวโทษย่อมไม่เท่ากันอยู่แล้วโดยสภาพ พร้อมย้ำหลักการของหน่วยงานของรัฐว่า กฎหมายมีไว้แค่ไหน ต้องใช้อำนาจตามขอบเขตนั้น สิ่งแตกต่างจากเอกชนที่ทำได้ทั้งหมดยกเว้นเรื่องที่กฎหมายห้าม

จากนั้นกมธ.ฯ ตั้งข้อสังเกตว่า หลักฐานที่ใช้ดำเนินคดีมีเพียงพอหรือไม่ เพราะยังไม่เห็นหลักฐานอื่นนอกจากเอกสารสูจิบัตรของสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ทางตัวแทนของ กอ.รมน. ก็ไม่ได้กล่าวถึงหลักฐานอื่นใด 

ต่อมากมธ.ฯ ได้พิจารณาข้อความในหนังสือคำร้องขอฝากขังนายพอล ที่มีการบรรยายพฤติการณ์แห่งคดี โดยระบุว่าผู้ต้องหาคือ นายพอล ได้โพสต์ข้อความลงในเว็บไซต์ของ ISEAS สถาบัน Yusof Ishak และในช่วงหนึ่ง ได้มีการแปลข้อความดังกล่าวเป็นภาษาไทยระบุว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการแบ่งฝ่าย อย่างมาก ซึ่งผู้ได้รับการแต่งตั้งระดับอาวุโสคนใหม่นั้น มาจากการแข่งขันที่มีการแบ่งฝ่ายและพวกพ้อง ในประเด็นข้อ ถกเถียงดังกล่าว… จะเปิดเผยให้ทราบว่าผู้ได้รับการแต่งตั้งใหม่นั้นเป็นใคร บุคคลเหล่านี้เป็นตัวแทนของฝ่ายใด” 

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ข้อความ … ที่ได้ถูกละไว้ เมื่อนำมาเทียบกับข้อความดั้งเดิมที่คัดลอกมาจากเว็บไซต์ดังกล่าว ซึ่งได้นำมาเป็นหลักฐานประกอบการแจ้งความ จะเห็นว่าข้อความภาษาอังกฤษระบุไว้ว่า “In this discussion, Dr Paul Chambers will explore who the new appointees are, the factions they represent,” จึงจะเห็นได้ว่าข้อความ… ที่หายไปนั้น คือคำว่า Dr.Paul Chambers

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนนี้ถ้านายพอล เป็นผู้โพสต์ข้อความนี้จริง ควรต้องใช้คำว่า I will explore แต่ถ้าเป็นบุคคลอื่นเขียนโดยไม่ใช่ ดร.พอล เขียน ก็จะใช้คำว่า Dr.Paul Chambers will explore แทน จึงขอตั้งเป็นประเด็นไว้ให้กรรมาธิการพิจารณา ทั้งนี้ เพื่อให้ความเป็นธรรม กรรมาธิการได้บันทึกไว้ว่าข้อความในเว็บไซต์ขณะนี้ได้มีการปรับแก้เนื้อหาไปแล้วบางส่วน อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่กล่าวว่า Dr.Paul Chambers will explore ก็ยังคงไว้เช่นเดิมซึ่งนายวิโรจน์ให้ความเห็นว่า หากในหนังสือคำร้องขอฝากขังใช้คำว่า Dr.Paul Chambers แทนข้อความ … ที่หายไปซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ศาลอาจนำมาร่วมพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดด้วยว่า นายพอล อาจไม่ใช่ผู้เขียนงานชิ้นนี้ จึงขอตั้งคำถามถึงผู้ดำเนินการฝากขังว่า จงใจตัดข้อความดังกล่าวเพื่อหลอกลวงศาลว่า ดร.พอล เป็นผู้เขียนใช่หรือไม่

ขณะที่นายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.ฯ กล่าวสนับสนุนข้อสังเกตของนายวิโรจน์ว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้มาตรา 112 มีความข้องเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งทางการเมืองพอสมควร และต้องเน้นย้ำว่า ในหนังสือคำร้องขอฝากขัง ในส่วนอื่นที่กล่าวถึง ดร.พอล แชมเบอร์ส ก็ใช้คำว่าผู้ต้องหา แต่เหตุใดจึงเว้นข้อความ … ไว้เพียงส่วนเดียว ซึ่งทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และนิติกรก็เห็นตรงกันว่าเป็นข้อความส่วนที่มีความสำคัญ

อย่างไรก็ตาม นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงมีเพียงเท่านี้หรือไม่ แต่ถ้าหากมีเพียงเท่านี้จริง การดำเนินการดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ได้

ส่วนนายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการทหาร กล่าวว่า งานวิชาการของ ดร.พอล ซึ่งเป็นคนระมัดระวังเรื่องการพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมาก และจากประสบการณ์มั่นใจว่า ในงานสัมมนา คงไม่มีผู้เสวนาคนใดที่จะเขียนคำโปรยเพื่อแนะนำตนเอง 

นายสุภลักษณ์ กล่าวด้วยว่า การดำเนินคดีนี้ไม่ได้กระทำด้วยความละเอียดรอบคอบ และเคร่งครัดต่อกฎหมายเพียงพอ เพราะข้อความทั้งหมดในงานวิชาการ ไม่มีส่วนใดแสดงความอาฆาตมาดร้าย หรือดูหมื่นพระมหากษัตริย์ จึงเห็นว่าเป็นการใช้กฎหมายและหลักฐานประกอบอย่างผิดฝาผิดตัว โดยใช้โพสต์เฟซบุ๊กของบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยไม่มีหลักฐานอื่นประกอบเลย

นอกจากนี้ นายวิโรจน์ กล่าวว่า กมธ.ฯจะเตรียมทำหนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร สอบถามกรณีเลิกจ้างนายพอล เนื่องจากถูกเพิกถอนวีซาโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหากท้ายที่สุดกระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ออกมาว่านายพอล เป็นผู้บริสุทธิ์ ทางมหาวิทยาลัยนเรศวรมีนโยบายอย่างไรที่จะมอบความเป็นธรรม และมอบเสรีภาพทางวิชาการให้กับนายพอล 

‘รมว.กต.’เผย เอธิโอเปีย รับเหยื่อแก๊งคอลชุดแรก 282 กลับประเทศ เตรียมเร่งรับกลับชุด 2 โดยเร็ว

'รมว.กต.'เผย เอธิโอเปีย รับเหยื่อแก๊งคอลชุดแรก 282 กลับประเทศ เตรียมเร่งรับกลับชุด 2 โดยเร็ว

‘รมว.กต.’เผย เอธิโอเปีย รับเหยื่อแก๊งคอลชุดแรก 282 กลับประเทศ เตรียมเร่งรับกลับชุด 2 โดยเร็ว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.42 น.

‘รมว.กต.‘ เผย เอธิโอเปียรับเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ชุดแรก 282 กลับมาตุภูมิแล้ว  เตรียมเร่งรับกลับชุด 2 โดยเร็ว

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยผลความคืบหน้าภายหลังได้มีโอกาสพบกับนายเกดีออน ทิโมเทออส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเอธิโอเปีย ระหว่างการเดินทางเยือนบราซิล เพื่อร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม BRICS

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งการอำนวยความสะดวกในการส่งตัวบุคคลสัญชาติเอธิโอเปีย ที่ไปทำงานผิดกฎหมายในเมียนมา จำนวน 751 คน กลับประเทศต้นทางผ่านทางประเทศไทยว่า หลังการหารือในครั้งนั้น ตนมีความยินดีที่ฝ่ายเอธิโอเปีย ส่งผู้แทนมาดำเนินการรับตัว และส่งกลับชาวเอธิโอเปียกลุ่มแรก จำนวน 282 คน กลับสู่มาตุภูมิในห้วงครึ่งแรกของเดือนนี้แล้ว และจะเร่งดำเนินการรับตัว และส่งกลับชาวเอธิโอเปียที่ยังคงตกค้างอยู่ในเมียนมาอีก 469 คน โดยเร็วต่อไป

15 พ.ค.นี้! ‘กมธ.ป.ป.ช.’ เรียก ‘ผู้ร้อง-กกต.’ สอบ คดีฮั้วสว.

15 พ.ค.นี้! 'กมธ.ป.ป.ช.' เรียก 'ผู้ร้อง-กกต.' สอบ คดีฮั้วสว.

15 พ.ค.นี้! ‘กมธ.ป.ป.ช.’ เรียก ‘ผู้ร้อง-กกต.’ สอบ คดีฮั้วสว.

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.36 น.

“กมธ.ป.ป.ช.” ลุยสอบปม ฮั้ว สว. ‘ฉลาด ขามช่วง’ เรียก ‘ผู้ร้อง-กกต.’ ให้ข้อมูลคณะกรรมาธิการฯ ‘15 พ.ค.’ นี้ ยอมไม่ได้ ‘นิติบัญญัติ’ เสียหาย – ‘ประชาธิปไตย’ ถูกทำลาย เผยเดินหน้าตรวจสอบต่อเนื่อง ‘ตึก สตง.’ ถล่ม เชิญ ‘กรมบัญชีกลาง’ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม 

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 นายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทยและประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกระแสข่าวการตรวจสอบการอั้วเลือก ส.ว. ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังตรวจสอบอยู่ว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการฮั้วเลือก ส.ว. เป็นเรื่องที่กระทบโดยตรงต่อฝ่ายนิติบัญญัติ หากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง มีความพยายามที่จะยึดวุฒิสภา ด้วยการจัดตั้งให้พรรคพวกตัวเองเข้ามาเป็น ส.ว. จำนวนมาก เพื่อหวังผลประโยชน์ในทางการเมืองนั้นไม่เพียงไม่เคารพกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเสียหายต่อฝ่ายนิติบัญญัติและประชาธิปไตย 

นายฉลาด กล่าวว่า ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ เห็นว่าการทุจริตการเลือก ส.ว.เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นจึงเชิญผู้ร้องในพื้นที่จังหวัดต่างๆ อาทิ จังหวัดอำนาจเจริญ รวมไปถึง กกต. มาให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการฯ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกระบวนการและขั้นตอนที่นำไปสู่การทุจริต รวมไปถึงช่องว่างช่องโหว่ทางกฎหมายที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งจะเป็นบทสรุปสำคัญในการที่เราจะนำไปสู่การปรับแก้ไขปิดช่องว่างเหล่านั้น เพื่อทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นได้ 

นายฉลาด กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าในการตรวจสอบการทุจริตการก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ได้เชิญผู้ว่า สตง. และผู้บริหาร สตง. มาให้ข้อมูลมาแล้วนั้น ในสัปดาห์นี้คณะกรรมาธิการฯ จะดำเนินการต่อเนื่องด้วยการเชิญกรมบัญชีกลางมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มเติม ในวันที่ 14 พฤษภาคม อีกครั้ง 

‘สว.พันธุ์ใหม่’รุมสับงบรีโนเวทสภาฯ ‘ตัวแม่นันทนา’ ซัดพิศวง ไร้ป้ายบอกทางต้องเชื่อมจิตหาเอง

‘สว.พันธุ์ใหม่’รุมสับงบรีโนเวทสภาฯ ‘ตัวแม่นันทนา’ ซัดพิศวง ไร้ป้ายบอกทางต้องเชื่อมจิตหาเอง

‘สว.พันธุ์ใหม่’รุมสับงบรีโนเวทสภาฯ ‘ตัวแม่นันทนา’ ซัดพิศวง ไร้ป้ายบอกทางต้องเชื่อมจิตหาเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.29 น.

สบช่องรูเบ้อเร้อ! ’พันธุ์ใหม่‘ ได้ทีระดมจวกงบปรับปรุงสภาฯ ‘ตัวแม่นันทนา’ ซัดพิศวง หยันไร้ป้ายบอกทางต้อง ‘เชื่อมจิต’ หาเองอัดใช้งานมา 5 ปี เจอครบ ‘ช้า มั่ว รั่ว พัง’ แซะแสบควรใช้ ‘ศาลาแก้ว’ ตาก ‘ปลาหมอคางดำ’ ขณะที่ ‘สุนทร’ ชี้ ‘สระมรกต’ ใช้ระบบหมุนเวียนแบบสระว่ายน้ำไม่มียุงเหมือนที่ใครบอก มอง แนะสร้างอาคารจอดรถใช้เงินสูงเกินไป ควรเช่าพื้นที่โดยรอบ ส่วน ‘พรชัย’ เผย ‘เรียนภาษาจีน สว.’ ถูกตัดออกแล้ว


8 พ.ค.2568 รัฐสภา สว.พันธุ์ใหม่ นำโดยน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.)แถลงถึงกรณีการของบประมาณปรับปรุงรัฐสภา ว่า เป็นงบประมาณที่ฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็น ไม่สมเหตุสมผลและมีแนวโน้มที่จะส่อไปในเชิงความไม่โปร่งใส เราจึงต้องออกมาสื่อสารกับประชาชนว่างบประมาณที่มีการขอเข้ามาไม่สมเหตุสมผล ไม่ได้ยึดโยงกับหลักการที่ควรจะเป็น งบประมาณจัดสร้างรัฐสภา จำนวน 120 ไร่ พื้นที่ 420,000 ตารางเมตร ใช้งานมาแล้ว 4 ปี แต่ชำรุดสุดโทรมเป็นอย่างมาก ในฐานะที่พวกเราเป็น สว.เวลาประชุมก็เจอน้ำรั่ว ทั้งน้ำฝน น้ำแอร์ ฝ้าเพดานถล่ม ซึ่งเราเห็นความรั่วชำรุดแต่ไม่มีงบในการจัดการ 

“พวกเราหาห้องประชุมไม่เจอแม้จะทำงานมา 10 เดือน รัฐสภานี้เป็นรัฐสภาพิศวงต้องเชื่อมจิตไปยังห้องต่างๆเอง ไม่สามารถหาห้องได้จากป้าย และยังไม่มีแนวโน้มที่จะของบมาทำป้ายแต่งบที่ขอมาเป็นงบที่สิ้นเปลืองโดยสิ้นเชิง”น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวว่า สำหรับงบประมาณซ่อมแซมสภาฯที่จะถูกพิจารณาในงบปี 69 มี 10 โครงการ มูลค่า 956 ล้านบาท ส่วนอีก 5 โครงการเป็นงบฯหมกเม็ด แม้ยังไม่อนุมัติแต่ก็มีการดำเนินการไปแล้ว โดยงบประมาณ 10โครงการที่จะมีการพิจารณา อาทิ โครงการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์รัฐสภางทั้งที่ไม่เคยใช้เลย เขาเรียกว่า “ป่าช้า” เพราะไม่มีอะไรจัดแสดงให้เห็นว่าเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวข้องกับกระบวนการนิติบัญญัติ 

“โครงการพัฒนาระบบภาพยนตร์ 4D แบบ IMAX ดินน้ำลมไฟต้องมา จำนวน 180 ล้านบาท เอามาทำอะไร เราเป็นรัฐสภาไม่ต้องการลมฝนพายุ โครงการปรับปรุงไฟส่องสว่างห้องสัมมนา 117 ล้านบาท โครงการปรับปรุงศาลาแก้ว ซึ่งไม่เคยมีใครใช้เหมาะแก่การตากปลาหมอคางดำ เสนอติดแอร์มา123 ล้านบาท อาจทำให้ค่าไฟของรัฐสภาพุ่งเป็น 30 ล้านบาท จากเดิม 12 ล้านบาทต่อเดือน“น.ส.นันทนากล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวว่า โครงการติดตั้งภาพและเสียงห้องจัดเลี้ยง 99 ล้านบาท โครงการจัดซื้อจอ LED 72ล้านบาท โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์43 ล้านบาท โครงการปรับปรุงห้องจัดเลี้ยงอีก43 ล้านบาท ปัจจุบันน้ำยังรั่ว ฝ้ายังถล่ม รายังขึ้นตามเสา ตนมีคำถามว่าผู้รับเหมาเดิมไม่รับผิดชอบหรือไม่ ปกติการสร้างอาคารหรือบ้านจะใช้เวลารับประกันน้อยที่สุด 10 ปี แต่นี่อาคาร 2หมื่นกว่าล้านบาท ทำไมไม่เรียกผู้รับเหมาเดิมมาซ่อมหรือปรับปรุง

น.ส.นันทนา กล่าวว่า ส่วนอีก 5 โครงการที่หมกเม็ด เป็นโครงการสร้างอาคารจอดรถเพิ่มเติม  ปัจจุบันอาคารจอดรถชั้นB1 และB2 จอดรถได้ 1,900 คัน ทั้งที่ข้อบัญญัติของกทม.ระบุว่าอาคารที่สร้างขึ้นหลังปี2540 จะต้องมีพื้นที่120 ตารางเมตรต่อรถ 1 คัน ดังนั้นสภาฯ มีพื้นที่ 420,000 ตารางเมตร จึงต้องมีที่จอดรถ 3,530 คัน  ทำผิดระเบียบผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น ทำไมถึงจะสร้างอาคารจอดรถเพิ่มเติม จอดได้เพิ่ม4,600 คัน เฉลี่ย 1 ช่องจอด 1 ล้านบาท แพงกว่าตึก สตง.อีก

นอกจากนี้ยังมีโครงการตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ประธานสภาฯ 133 ล้านบาท ตนไม่เข้าใจว่าเราจะทำจิตรกรรมฝาผนังงดงามระหว่างที่ประชุมเพื่อพิจารณาความเดือดร้อนของประชาชนไปเพื่ออะไร โครงการงบซ่อมแซมเสาไม้สักที่ราขึ้นอีก  31 ล้านบาท เราผิดพลาดตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง มีการรับมอบงานเมื่อเดือนก.ค.67 ไม่ถึง 1 ปีชำรุดทรุดโทรมช้ามั่วรั่วพังเป็นสิ่งที่เราออกมาปฏิเสธว่าเราไม่สามารถที่จะให้งบประมาณที่ฟุ้งเฟ้อผ่านสภาไปได้ 

ด้านนายสุนทร พฤษพิพัฒน์ สว.กล่าวเสริมว่า การก่อสร้างอาคารจอดรถเพิ่มเติม 4,600 ช่อง มูลค่า 4,600 ล้านบาท มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 28 ม.ค.68 อนุมัติออกมาแล้ว แต่ตนเห็นว่าไม่สมควรและราคาแพงเกินไป เพราะการก่อสร้างต้องขุดดินลงไปฝั่งถนนสามเสน ขณะนี้มีที่จอดรถ 1,900 คัน สามารถหาวิธีในการแก้ไขเพิ่มเติมได้ดีกว่านี้ ซึ่งก่อนหน้านี้สถาปนิกเคยมีการออกแบบไว้มากถึง 8 แบบ  อีกทั้งตนเองเห็นว่ารอบสภาฯ มีพื้นที่เราเป็นพื้นที่ของทหาร สามารถไปขอใช้พื้นที่แล้วเดินข้ามมา หรือไปสร้างที่จอดไว้แล้วมีรถเวียนมารับได้ แต่คำถามที่ตนเองอยากจะทราบคือ ทำไมต้องทำถึง 4,600 คัน สร้างเพิ่มแค่ 1,000 คันก็เพียงพอแล้ว

“ผมยังได้พูดคุยกับหัวหน้าคณะสถาปนิกที่ออกแบบอาคารรัฐสภา โดยมีการยืนยันว่าผู้ว่าจ้าง ระบุที่จอดรถเพียง 2,000 คัน ซึ่งผิดข้อบัญญัติ  กทม. ตั้งแต่เริ่ม เพราะความจริงจากพื้นที่อาคาร สภาฯ ควรมี 3,500 คันตามกฎหมาย ส่วนแนวคิดที่จะมีการถมสระมรกตเพื่อสร้างห้องสมุดเพื่อแก้ปัญหายุงนั้น ผมยังได้พูดคุยกับหัวหน้าคณะสถาปนิกที่ออกแบบฯ โดยยืนยันว่าสระมรกตออกแบบในลักษณะเดียวกับสระว่ายน้ำ มีการหมุนเวียนของระบบน้ำกรอง อีกทั้งการออกแบบสระนี้ ช่วยเรื่องการประหยัดพลังงานและเพิ่มความเย็นให้กับอาคาร การสร้างห้องสมุดจะทำให้อาคารร้อนขึ้น ซึ่งได้ยินเสียงว่าหากร้อนก็ให้ติดแอร์ ซึ่งผมเองไม่ได้เห็นด้วย เพราะค่าไฟของสภาฯ ก็สูงถึง 13 ล้านบาทต่อเดือนแล้ว”นายสุนทร กล่าว

นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. กล่าวว่า ในรัฐสภาตอนนี้มีปัญหาเร่งด่วนที่ควรจัดสรรงบประมาณโดยด่วน เรื่องที่ตนมองว่าเป็นเรื่องอัปยศที่สุดคือห้องน้ำผู้ชายบริเวณชั้นB1 ที่อยู่ติดกับห้องสัมมนา ที่มีทั้งหมด5ห้องไม่สามารถใช้ได้ทั้งหมด ซึ่งเสียมานานแล้ว ตนได้สอบถามแม่บ้านที่ดูแลพื้นที่ดังกล่าวได้รับคำชี้แจงว่ามีช่างมาซ่อมหลายครั้งแล้ว แต่ปรากฎว่าซ่อมไม่ได้ ในขณะนี้มีการแก้ไขโดยการติดป้ายที่เขียนโดยลายมือว่า “ห้ามเข้าส้วมเป็นอันขาดน้ำไม่มี”  ส่วนห้องประชุมก็ไม่ทราบว่าออกแบบกันอย่างไร เพราะชั้น2 มีห้อง203 ถึง4ห้อง บางครั้งไปทั้งหมดยังไปไม่ถูกเพราะไม่มีป้ายแจ้งอย่างชัดเจน อีกทั้งเรื่องของโรงอาหารฝั่งสว.ต้องบอกเลยว่ากระจกงอกหง่อยมาก มีที่นั่งไม่ถึง100ที่นั่ง ในขณะที่เฉพาะเจ้าหน้าที่ข้าราชการ
ของวุฒิสภาก็มีมากกว่า 100 คนแล้ว ตนอยากตั้งคำถามว่างบทั้งหมดตั้งเพื่อประชาชนหรือเพื่อใคร

เมื่อถามว่ามีความเห็นอย่างไรในเรื่องของการของบให้สว.เรียนภาษาจีน นายพรชัย กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าเป็นงบสำหรับปี2569 ซึ่งมีการจัดงบภาษาจีนสำหรับสว.ติดต่อกันมาแล้ว10ปี ที่เป็นความร่วมมือกันระหว่างสถานฑูตจีน และมหาวิทยาลัยหัวเฉียว ในปี2568ใช้งบประมาณไปเพียง3หมื่นกว่าบาทเท่านั้น แต่ที่ปีนี้ของบ กว่า2ล้านกว่าบาทตนไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ล่าสุดมีการถอนงบดังกล่าวไปแล้ว