‘เผ่าภูมิ’ยันปรับภาษีสรรพสามิต ราคาน้ำมันเท่าเดิม

'เผ่าภูมิ'ยันปรับภาษีสรรพสามิต ราคาน้ำมันเท่าเดิม

‘เผ่าภูมิ’ยันปรับภาษีสรรพสามิต ราคาน้ำมันเท่าเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.58 น.

“เผ่าภูมิ” ยันปรับภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ถูกชดเชยด้วยลดเงินนำส่งกองทุนฯในอัตราที่เท่ากัน “ผลต่อราคาน้ำมันเป็นศูนย์ น้ำมันราคาเท่าเดิม”

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า การปรับอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันครั้งนี้ไม่กระทบต่อราคาน้ำมันใด ๆทั้งสิ้น เป็นเพียงกลไกภายในของรัฐบาลในการปรับสมดุลรายรับเท่านั้น เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงาน การปรับภาษีสรรพสามิตครั้งนี้ จะถูกชดเชยโดยการลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตราที่เท่ากัน เพราะฉะนั้น “ผลต่อราคาน้ำมันจึงเป็นศูนย์ น้ำมันราคาเท่าเดิม”

‘หมอเดชา’ชวนคนกรุงตรวจการบ้าน’ชัชชาติ’ ที่บอกได้ 5 คะแนน ทำเรื่องหาเสียงสำเร็จ 107 ข้อแล้วหรือ

'หมอเดชา'ชวนคนกรุงตรวจการบ้าน'ชัชชาติ' ที่บอกได้ 5 คะแนน ทำเรื่องหาเสียงสำเร็จ 107 ข้อแล้วหรือ

‘หมอเดชา’ชวนคนกรุงตรวจการบ้าน’ชัชชาติ’ ที่บอกได้ 5 คะแนน ทำเรื่องหาเสียงสำเร็จ 107 ข้อแล้วหรือ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.26 น.

‘อาจารย์เดชา ศิริภัทร’ ชวนคนกรุงตรวจการบ้าน’ชัชชาติ’ ที่ประเมินตัวเอง 5 คะแนนด้ทำสำเร็จไปแล้ว​ 107 ข้อหรือ

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 อาจารย์เดชา ศิริภัทร หมอพื้นบ้านจังหวัดสุพรรณบุรี ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) เพื่อใช้ทางการแพทย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เดือนมิถุนา​ยน​ 2569 (อีก​ 1​ ปี​ 1​ เดือน)​ ก็จะครบวาระ​ ผู้ว่าราชการ​กรุงเทพ​มหานคร​แล้ว จึงมีข่าว​ จากผู้ว่าฯ​ คนปัจจุบัน​ (คุณ​ชัชชาติ​ สิทธิ​พันธุ์)​ ในเรื่องนี้​

สรุปความ​ได้ว่า​ ประเมินผล​งานตนเองได้​ 5​ (จาก​ 10) และ​ “แบ่งรับแบ่งสู้” เรื่องลงสมัครฯ หากแปลเป็นภาษาชาวบ้าน​ ก็คือ… “มีผลงานดี… และจะลงสมัครต่ออีกสมัย​ (แน่นอน)”

ความจริง​ คุณ​ชัชชาติฯ​ น่าจะให้คะแนนผลงานในตำแหน่งผู้ว่าฯได้ง่าย​ เพราะมี​ “ตัวชี้วัด” นั่นคือ​ “นโยบาย​ 214 ขัอ” ที่สัญญา​กับชาว​ กทม.เอาไวั​ ช่วงหาเสียง​ หากทำได้​ทั้ง​ 214​ ข้อ​ เป็นคะแนนเต็ม​ (10/10) ก็ดูว่า​ ปัจจุบัน​ ทำได้​ (สำเร็จ)​ กี่ข้อแล้ว คุณ​ชัชชาติ​ฯ​ ประเมินตัวเอง​ ว่าได้คะแนน​ 5/10​ แสดงว่า​ ได้ทำสำเร็จไปแล้ว​ 107 ข้อ

ต้องขอแรงชาว​ กทม.​ (โดยเฉพาะผู้ลงคะแนนให้คุณ​ชัชชาติ​ฯ)​ ช่วยกัน​ “ตรวจการบ้าน” ว่า​ ถึงวันนี้​ ผู้ว่าฯ​ ชัชชาติ​ฯ​ ได้ทำตามนโยบายที่สัญญา​ไว้​ สำเร็จไปแล้ว​ กี่ข้อ​ กันแน่

ยังมีเวลา​ “ตรวจการบ้าน” อีก​ 1​ ปี​ 1​ เดือน​ ก่อน​การเลือกตั้ง​ ผู้ว่าฯ​ กทม.​ ครั้งใหม่ หวังว่า​ ชาวกรุง​เทพมหานคร​ (ผู้มีสิทธิ์​เลือกตั้ง)​ คงตัดสินใจได้​ ว่าจะเลือกผู้ว่าฯ​ แบบใด เช่น​ จะยังเลือกผู้ว่าฯ​ กรุงเทพฯ​ โดยใช้​ “ความรู้สึก” และ​ “ตามกระแส” เหมือนครั้งก่อน

เวลาอีก​ ปีกว่า​ คงพอสำหรับการ​ย้อนกลับไปดู “ภาพที่สร้างขึ้น” และ​ “งานที่ทำได้จริง” ดัง​ คำ​กล่าวในภาษิต​ ว่า… “หนทาง​พิสูจน์ม้า​ กาลเวลาพิสูจน์คน​” นั่นเอง

‘ณัฐวุฒิ’โหนปมฮั้ว สว.-อ้างนึกไม่ถึงจะทำได้ขนาดนี้ โยนเป็นเพราะรัฐธรรมนูญ

'ณัฐวุฒิ'โหนปมฮั้ว สว.-อ้างนึกไม่ถึงจะทำได้ขนาดนี้ โยนเป็นเพราะรัฐธรรมนูญ

‘ณัฐวุฒิ’โหนปมฮั้ว สว.-อ้างนึกไม่ถึงจะทำได้ขนาดนี้ โยนเป็นเพราะรัฐธรรมนูญ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.55 น.

‘ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ’โหนฮั้วสว. อ้างนึกไม่ถึงจะทำได้ขนาดนี้ โยนเป็นเพราะรัฐธรรมนูญ ซัดฝ่านค้านไม่หยิบมาซักฟอก

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โพสต์ข้อความลงเพจเฟซบุ๊ก “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ระบุว่า ตอนที่เขากำลังเลือก ส.ว.ชุดนี้ พรรคพวกบางคนวิเคราะห์ว่า เสร็จฝ่ายกระแสแน่ ใครอยู่ในช่วงขาขึ้นคะแนนนิยม จะกวาดเก้าอี้ส.ว.เป็นกอบเป็นกำ แต่ผมเห็นต่างมาตลอด ฟันธงไปด้วยว่ามารูปนี้เสร็จฝ่ายจัดตั้ง

คนร่างรัฐธรรมนูญนี้รับงานจากฝ่ายไม่นิยมเลือกตั้ง ไม่มีทางจะเขียนกติกาเอื้อฝ่ายตรงข้าม และจะซ่อนลายแทงให้การเลือกอย่างตรงไปตรงมา เป็นเบี้ยล่างของกลุ่มที่ช่ำชองการจัดการทางการเมือง 

พอผลออกมายอมรับว่าอึ้ง คิดไม่ถึงว่าจะจัดตั้ง จัดการ และจัดฮั้วกันได้ขนาดนี้ จาก 200 ได้มาเกิน 150 คน แต่งานหยาบ หลักฐานเรี่ยราด ไม่ต้องดูในมือ DSI หรือ กกต. แค่ฟังผู้สมัครที่ไม่ได้ร่วมขบวนการนี้เล่า ก็ชัดถึงไหนต่อไหน คดีฮั้วส.ว.ที่กำลังเดินอยู่จึงไม่ได้หมายเพียงแค่คดีโกงเลือกตั้งทั่วไป หรือเป็นเกมอำนาจระหว่างก๊กสีแดงกับก๊กสีน้ำเงิน แต่เป็นเรื่องการรักษาความสง่างามของระบบรัฐสภา ปกป้องคุณค่าของระบอบประชาธิปไตย

ถ้าการเลือกส.ว.แบบนี้ลอยนวลไปได้จนครบวาระ ครั้งต่อไปจะยิ่งกว่านี้ และงานละเอียดกว่าด้วยความชำนาญที่มากขึ้น  อาจมีมากกว่าหนึ่งกลุ่มใช้วิธีเดียวกัน แข่งกันฮั้วจนพังทั้งระบบ เกิดความเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการรัฐสภา ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายต่อสังคมไทยมาแล้วหลายครั้ง

ส่วนตัวผมคิดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่แล้ว เรื่องที่ควรอภิปราย เอาหลักฐานมาเปิด เอาเรื่องราวมาเล่าแล้วน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือกรณีฮั้วส.ว. แต่เมื่อฝ่ายค้านเลือกยุทธวิธีล็อกเป้านายกฯคนเดียว ถึงผมจะมีคำถามในใจแต่ก็ตามนั้น

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ควรเป็นวาระสังคม ไม่ปล่อยผ่าน เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติต้องตาบอดสี ไม่มีแดง น้ำเงิน หรือสีอื่นใด เดินให้สุดอย่างโปร่งใสต่อหน้าประชาชน ผมรู้จักส.ว.ที่ได้รับเลือกหลายคน ไม่รู้แน่ชัดว่าใครต้องข้อหาฮั้วบ้าง เอาใจช่วยแต่ละคนให้มีหลักฐาน ข้อเท็จจริงมาชี้แจงได้ ส่วนฝ่ายการเมืองไหนที่ถูกกล่าวหาก็เช่นกัน จนถึงวันนี้ทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ถ้าถูกพาดพิงก็มีสิทธิ์สู้ 
ใครผิดถูกยังไงไม่รู้ ผมรู้แต่ว่า กระบวนการยุติธรรมต้องเดินหน้า 

กติกาเลือกส.ว.แบบจัดฮั้วได้ ความเน่าเปื่อยขององค์กรอิสระบางหน่วยงาน และข้อจำกัดอีกหลายเรื่องของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ชี้ชัดว่าสังคมไทยต้องการรัฐธรรมนูญใหม่

‘คดีชั้น 14-คดีฮั้ว สว.’ อย่าปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ

'คดีชั้น 14-คดีฮั้ว สว.' อย่าปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ

‘คดีชั้น 14-คดีฮั้ว สว.’ อย่าปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.37 น.

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมเนื้อหาในหัวข้อ “คดีชั้น14 คดีฮั้ว สว. อย่าปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ” ระบุว่า เมื่อวานนี้ (วันที่ 7 พฤษภาคม 2568) ก่อนเที่ยง มีกระแสข่าวพาดหัวสื่อหลายสำนักว่า “ฟ้าผ่าวุฒิสภา! กกต.ลงดาบฟัน 60 สว.ตัวเป้ง ยื่นศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ 138 สว.” ทำให้มีการวิเคราะห์ถึงคดีฮั้ว สว. ว่ามีความคืบหน้าไปอย่างรวดเร็วแล้ว แต่พอช่วงเย็นก็มีกระแสข่าวจากนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.กล่าวถึงกระแสข่าวที่ กกต.เตรียมยื่นศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ 60 สว.ตัวเป้ง ว่า เป็นข่าวคลาดเคลื่อน เพราะคดีฮั้ว สว.ยังอยู่ระหว่างการไต่สวน หากมีมูลหลักฐานแล้วถึงจะแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อให้ชี้แจง

เมื่อมีการปฎิเสธข่าว ทำให้หลายฝ่ายมึนงงกับกระแสข่าวที่ออกมา แต่เชื่อว่าถ้าไม่มีมูลความความจริง ข่าวก็คงจะไม่ออกมา เพียงแต่ยังไม่มีการยื่นต่อศาลฎีกาในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ตามกระแสข่าว แต่อาจจะใช้เวลาระยะหนึ่งในการรวบรวมพยานหลักฐาน และแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มี 7 คน มีคนของกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมด้วย 3 คน ซึ่งน่าจะนำข้อมูลการฮั้ว สว. จากการสอบสวนของดีเอสไอร่วมพิจารณาด้วย จนทำให้ปรากฏความจริงว่ามีการฮั้ว สว.เกิดขึ้นแน่นอน

ถ้าหากดูการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ จากการให้สัมภาษณ์ของพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เกี่ยวกับ 2 คดี ในความรับผิดชอบของดีเอสไอ คือคดีฟอกเงิน และคดีอั้งยี่ ทั้ง 2 คดีจะมีพนักงานสอบสวน ที่ไปร่วมกับ กกต.อยู่ด้วย มีพยานหลักฐานครบถ้วน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร ภาพถ่าย เสียง สถานที่อยู่ มีกว่า 10 รายการ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเชื่อว่าสามารถเอาผิดคดีฮั้ว สว.ได้ เว้นแต่จะเกิดการฮั้วอำนาจ เคลียร์ปัญหา แบ่งปันอำนาจกัน ระหว่างผู้มีอำนาจฝ่ายสีแดงกับสีน้ำเงิน ซึ่งอาจจะเกิดเป็นเหตุการณ์มวยล้มต้มคนดูได้

ดังนั้นไม่ว่าคดีฮั้ว สว. จะลงเอยอย่างไร แต่ตอนนี้สังคมเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วว่า มีการฮั้วเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่จะหาพยานหลักฐานเอาผิดได้หรือไม่ เช่นเดียวกับกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร ที่อ้างว่าป่วยวิกฤต ต้องรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ตลอดเวลา 180 วันโดยไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว คนทั้งประเทศก็เชื่อว่านายทักษิณไม่ได้ป่วยจริง เพียงแต่ยังหาพยานหลักฐานเอาผิดนายทักษิณไม่ได้

ซึ่งทั้ง 2 กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทย ซึ่งจะต้องพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ เมื่อมีการกระทำผิดก็จะต้องได้รับการลงโทษ ความจริงจะต้องเปิดเผย “การปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ” ต้องทำไม่ได้โดยเด็ดขาด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“กรมราชทัณฑ์จะทำอะไรต้องดูเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยดูร่างกฎหมายแต่ละมาตรา เราทำได้แค่ไหน เพราะเรื่องการบริหารโทษในราชทัณฑ์เราต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลด้วย”

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ก.อ.มติเอกฉันท์ เลือก‘อิทธิพร แก้วทิพย์’ นั่งอัยการสูงสุดคนที่20

ก.อ.มติเอกฉันท์ เลือก‘อิทธิพร แก้วทิพย์’ นั่งอัยการสูงสุดคนที่20

ก.อ.มติเอกฉันท์ เลือก‘อิทธิพร แก้วทิพย์’ นั่งอัยการสูงสุดคนที่20

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ก.อ.มติเอกฉันท์ เลือก‘อิทธิพร แก้วทิพย์’ นั่งอัยการสูงสุดคนที่20

ที่ประชุมคณะกรรมการอัยการมีมติเอกฉันท์เลือก “อิทธิพร แก้วทิพย์” รองอสส.อาวุโสสูงสุด นั่งอัยการสูงสุดคนที่ 20 เตรียมส่งที่ประชุม สว.พิจารณาก่อนเสนอโปรดเกล้าฯ มีผล 1 ตุลาคมนี้

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ที่ห้องประชุมชั้น 8 สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ นายเรวัตร จันทร์ประเสริฐ ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการอัยการ โดยมีวาระการประชุมสำคัญในการแต่งตั้งอัยการสูงสุดคนใหม่ แทน นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด คนปัจจุบันที่จะพ้นวาระวันที่ 30 กันยายนนี้

โดยที่ประชุม ก.อ. มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นชอบให้แต่งตั้ง นาย อิทธิพร แก้วทิพย์ รองอัยการสูงสุด ผู้มีลำดับอาวุโสเป็นลำดับที่ 1 ขึ้นเป็นอัยการสูงสุดคนใหม่ ซึ่งเป็นอัยการสูงสุด คนที่ 20

สำหรับขั้นตอนต่อไป สำนักงานอัยการสูงสุดจะดำเนินการตามพ.ร.บ.องค์กรอัยการ และพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 10 ให้มีหนังสือกราบเรียนประธานวุฒิสภา เพื่อให้นำเข้าที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ และเมื่อได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้วก็จะนำความขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับที่ประชุม ก.อ.วันนี้มีมติเอกฉันท์ 11 เสียงเลือก นายอิทธิพรเป็นอัยการสูงสุดคนใหม่โดยมีรองอัยการสูงสุดไม่ได้เข้าประชุม 1 คน ติดภาระกิจที่ประทศญี่ปุ่น เเละผู้ที่มีสิทธิ์ถูกเสนอชื่อ 3 คนรวมนายอิทธิพรให้ออกจากห้องประชุมเพราะมีส่วนได้เสีย จากนั้นที่ประชุม ก.อ.จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ 11 เสียง เลือกนายอิทธิพร เป็นอัยการสูงสุดดังกล่าว

กมธ.กาสิโนสว.ลุย จ่อเชิญ‘อิ๊งค์’ชี้แจง คปท.ยื่นภูมิใจไทย ถามจุดยืน‘กาสิโน’

กมธ.กาสิโนสว.ลุย จ่อเชิญ‘อิ๊งค์’ชี้แจง คปท.ยื่นภูมิใจไทย ถามจุดยืน‘กาสิโน’

กมธ.กาสิโนสว.ลุย จ่อเชิญ‘อิ๊งค์’ชี้แจง คปท.ยื่นภูมิใจไทย ถามจุดยืน‘กาสิโน’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กมธ.กาสิโนสว.ลุย จ่อเชิญ‘อิ๊งค์’ชี้แจง คปท.ยื่นภูมิใจไทย ถามจุดยืน‘กาสิโน’

“คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม” บุก “ภูมิใจไทย” ยื่นหนังสือทวงถาม จุดยืน “ก.ม.กาสิโน” ขณะกมธ.“กาสิโน” วุฒิสภา ออกวาระเชิญ นายกฯ“อิ๊งค์” ร่วมประชุม “วีระพันธ์” ปธ.กมธ.รับระเบียบวาระหลุด เชิญ “นายกฯอิ๊งค์-รมต.” แจงสัปดาห์หน้า รอที่ประชุมเคาะก่อน

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) พร้อมด้วยมวลชนของ คปท. กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และกองทัพธรรมเคลื่อนขบวนมวลชนจาก สะพานชมัยมรุเชฐ ข้างทำเนียบรัฐบาล ไปยังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อยื่นหนังสือเพื่อสอบถามถึงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทย ว่าจะมีจุดยืนอย่างไร ต่อพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรพ.ศ. ….หลังจากที่ นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยประกาศกลางสภาจะไม่ยอมรับ แต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคฯ กลับมีท่าทีอ้อมค้อมไม่เป็นที่ไว้วางใจของประชาชนต่อกรณีดังกล่าว

เมื่อเดินทางมาถึงที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำคปท.พร้อมคณะยื่นหนังสือเพื่อสอบถามถึงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยต่อร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …โดยมีน.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส. อุบลราชธานี โฆษกพรรคภูมิใจไทยและคณะ เป็นผู้รับหนังสือ

ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา มี นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว.เป็นประธานกมธ.ได้นัดประชุมเป็นนัดที่ 2 ในวันที่ 8 พ.ค. เวลา 10.00 น. โดยมีวาระพิจารณาถึงแนวคิดและแนวทางให้มีการดำเนินการธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรในประเทศไทยโดยเชิญน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจง

นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว.ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา กล่าวถึงการนัดประชุมกมธ. เป็นนัดที่สอง ในวันที่8 พ.ค. เวลา 10.00 น. ซึ่งตามวาระกำหนดเชิญ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เข้าร่วมประชุมว่าวาระการประชุมดังกล่าว ไม่ทราบว่าหลุดออกไปได้อย่างไร เพราะยังไม่มีการตรวจทาน อย่างไรก็ดีในการประชุมกมธ.หารือถึงการวางกรอบการทำงานและแนวทางการพิจารณา ดังนั้นหากจะพิจารณาเชิญบุคคลภายนอกร่วมประชุมอาจจะเป็นการประชุมในวันที่ 15 พ.ค.เบื้องต้นมีแนวคิดที่จะเชิญนายกฯหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม เพราะทราบว่าทางรัฐบาลต้องการจะชี้แจงต่อสังคมเช่นกัน ทั้งนี้ ต้องขอมติจากที่ประชุมอีกครั้ง

นายวีระพันธ์ กล่าวอีกว่าในการประชุม กมธ.วันที่ 8 พ.ค.จะพิจารณาวางกรอบแนวทางรวมถึงการตั้งคณะอนุกมธ.รวมถึง ตนจะเสนอให้ที่ประชุมอนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าติดตาม และรับฟังการพิจารณาของกมธ.ด้วย ทั้งนี้ ต้องขอเป็นมติจากที่ประชุมอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเสนอให้ตั้งอนุกมธ.นั้น เบื้องต้นจะพิจารณา ตั้ง 2 อนุกมธ. คือ อนุกมธ.พิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจ และอนุกมธ.พิจารณาผลกระทบทางสังคม

ด้าน นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว. ฐานะโฆษก กมธ.ชุดดังกล่าว ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมไม่ได้มีมติว่าในการประชุมนัดที่ 2 จะเชิญบุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ ในการหารือรอบที่ผ่านมาได้กำหนดว่าจะคุยในเรื่องกรอบการทำงานทั้งหมด หลังจากที่เลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ แล้ว ส่วนที่จะเสนอให้ตั้งอนุกมธ.นั้นต้องรอการหารือเรื่องกรอบการทำงานที่ชัดเจนให้แล้วเสร็จ ก่อนจะพิจารณาว่าควรมีอนุกมธ.หรือไม่และมีกี่อนุกมธ.

“การทำงานของกมธ.เน้นการศึกษาใน 3 เรื่อง คือ หากให้มีกาสิโนแล้วประชาชนและประเทศจะได้ประโยชน์อะไรในธุรกิจดังกล่าว การเปิดสถานบันเทิงครบวงจรนั้นมีผลกระทบอะไรกับสังคมไทยบ้าง รวมถึงหากจะวางมาตรการอย่างไรเพื่อไม่ให้มีปัญหาต่างๆที่กระทบต่อสังคม” นายไชยยงค์ กล่าว

‘ปลอดประสพ’จวก‘ผ้ว่าฯสตง.’ เป็นลูกผ้ชายไม่พอ! เบี้ยวให้ข้อมูล‘กมธ.’ปมตึกถล่ม

'ปลอดประสพ’จวก‘ผ้ว่าฯสตง.’ เป็นลูกผ้ชายไม่พอ! เบี้ยวให้ข้อมูล‘กมธ.’ปมตึกถล่ม

‘ปลอดประสพ’จวก‘ผ้ว่าฯสตง.’ เป็นลูกผ้ชายไม่พอ! เบี้ยวให้ข้อมูล‘กมธ.’ปมตึกถล่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ปลอดประสพ’จวก‘ผ้ว่าฯสตง.’ เป็นลกผ้ชายไม่พอ! เบี้ยวให้ข้อมูล‘กมธ.’ปมตึกถล่ม ประกาศจะไล่บี้มาชี้แจงให้ได้ กทม.ลุยต่อเร่งเปิด3จุดสำคัญ หา12ผู้สูญหายก่อนคืนพื้นที่

“ปลอดประสพ” ฉุน “ผู้ว่าฯสตง.” ชิ่งตอบปมร้อนตึกสตง.ถล่ม หลังกมธ.ยกระดับมาตรฐานก่อสร้างฯเชิญมาให้ข้อมูล หยัน “เป็นลูกผู้ชายไม่พอ!” สอนมวยยาวเหยียด ต้องยืนอย่างกล้าหาญ รับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น ยันจะเชิญมาให้ข้อมูลให้ได้ ด้านการค้นหาผู้สูญหายใต้ซากตึก กทม.เร่งเปิดทาง 3 จุด ค้นหาผู้ติดค้างอีก 12 ราย ยันส่งคืนพื้นที่ได้ตามกรอบเวลาถึงสิ้นพค.

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่เมืองทองธานี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งถึงกรณีอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยถึงปัญหาการทุจริตว่า สตง.เป็นหน่วยงานหลักในการติดตามตรวจสอบการกระทำทุกส่วน หรือโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา แต่เมื่อเกิดกรณีขึ้น ซึ่งหมายถึงความบกพร่องที่เกิดขึ้นในหลายขั้นตอน ตั้งแต่จัดซื้อจัดจ้าง ซื้อวัสดุก่อสร้างหรือการบริหารต่างๆ ขณะนี้ยังพูดไม่ได้ว่าใครเป็นผู้มีปัญหา แต่หลังจากนี้ต้องนำเข้ากระบวนการโดยเร็ว ในการนำผู้ทำผิดมาลงโทษให้ได้ ยอมรับว่าในการพิสูจน์วัสดุอุปกรณ์ต่างๆไม่ง่าย

“นายกฯ กำชับให้นำคนผิดมาลงโทษให้ได้ และเราต้องระวังไม่ให้คนบริสุทธิ์กลายเป็นจำเลยในเรื่องนี้ ยืนยันรัฐบาลจริงจังเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และทราบดีว่าวันนี้ประชาชนคลางแคลงใจและตั้งคำถาม หน้าที่ของเราคือ ทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏให้ได้ เพราะมันคลุมเครือ ทั้งหน่วยงานของรัฐและรัฐบาล ต้องนำความจริงมาตรวจสอบ” นายภูมิธรรมกล่าว

เวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมรก่อสร้างอย่างเป็นระบบ สภาผู้แทนราษฎร มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกฯเป็นประธาน กมธ.ฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อสรุปสาเหตุอาคาร สตง.ถล่ม โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) มาชี้แจง แต่นายมณเฑียรติดภารกิจ จึงส่งนายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าฯ สตง. เข้าชี้แจงแทน

นายปลอดประสพ กล่าวก่อนเข้าวาระประชุมว่า เข้าใจความรู้สึกของ สตง.สมัยตนรับราชการที่กรมป่าไม้ เคยเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้คือ กรณีป่าสาละวิน คนด่าทั้งประเทศ วันนี้ท่านทราบดีตึกถล่มลงมา มีผู้เสียชีวิตนับร้อย งบประมาณของรัฐอาจถึงกับสาบสูญไปหรือไม่ก็ไม่รู้ บริษัทประกันจะยอมหรือไม่ เพราะเป็นพิบัติภัย ตนคิดว่าหลายคนในสตง.ไม่เกี่ยวข้อง เพราะยังไม่ได้มารับตำแหน่ง แต่ก็ต้องช่วยไม่ให้เกิดเหตุอย่างนี้ขึ้นอีก

“สิ่งที่เกิดกับอาคารสตง. ไม่เคยเกิดในประเทศไทย ตึกที่ใช้เงิน 2 พันกว่าล้าน โครงสร้างเสร็จแล้วถล่มลงภายใน 8 วินาที มีคนตายเป็นร้อย ผมจึงอยากขอร้องให้ช่วยสนับสนุนการทำงานของกมธ. เพราะกมธ.ฯจะพูดเชิงการเมืองผสมความรู้สึกประชาชน สำคัญกว่าชุดอื่นด้วยซ้ำไป เพราะประชาชนหวัง จะสร้างมิติใหม่ให้ประเทศไทย“ นายปลอดประสพ กล่าว และว่า เราอย่ามาปฏิเสธว่าไม่มีอะไร มันมีแน่นอน อย่ายกระเบียบมาอ้างว่าปฏิบัติตามร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าเราปฏิบัติตามระเบียบแล้วเกิดเรื่องอย่างนี้ แปลว่าระเบียบมันเฮงซวย หรือไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบ ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่นอน

นายปลอดประสพยืนยันว่า กมธ.ฯชุดนี้ จะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องคดีใดๆทั้งสิ้น เราจะปฏิวัติ ปฏิรูป เปลี่ยนแปลงระเบียบราชการทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่าอาคารทั้งของราชการ หรือเอกชน ที่จะเกิดขึ้นในประเทศตั้งแต่วันนี้ ต้องไม่เกิดเหตุแบบนี้ขึ้นอีก ประเทศไทยไม่อาจสูญเสียสิ่งเหล่านี้ได้อีกเป็นอันขาด วันนี้ ในห้องนี้ ไม่มีใครที่จะมารังแก หรือถามไถ่ให้เสียเกียรติยศ ไม่ใช่จะมาดูถูกใคร แต่ท่านต้องยอมรับความจริงว่า เหตุเกิดที่ท่าน คนที่รู้ดีที่สุดคือ พวกท่าน เพราะเราไม่รู้ ตนเสียดายที่ผู้ว่า สตง. ไม่มาด้วยตัวเอง จะด้วยติดภารกิจอะไรก็ไม่แน่ใจ จริงเท็จตนก็ต้องเชื่อท่าน

«การไม่มาวันนี้ เอาความเห็นส่วนตัวของผมเป็นหลัก ถือว่าเป็นลูกผู้ชายไม่พอ อยากขออนุญาตใช้ความเป็นคนอายุ 80 ปีว่า ต้องเป็นลูกผู้ชายมากกว่านี้ รับผิดชอบมากกว่านี้ ลุกขึ้นยืนอย่างกล้าหาญ เล่าให้พวกเราฟังว่าอะไรเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้จะลบล้างสิ่งที่ท่านถูกกล่าวหา หรือดูถูกดูแคลนจากสังคม อย่างไรก็ตาม ผมจะเชิญท่านมาอีกแน่นอน» นายปลอดประสพกล่าว

และย้ำว่า กมธ.ฯ อยากฟังคำอธิบายจากปากผู้ว่าฯสตง. ตนเตรียมคำถามไว้ 20 ข้อ และเรียนผู้ว่าฯสตง.ให้มาตอบตนในการประชุมกมธ.ฯครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม ที่ตนพูดไปทั้งหมด ถ้าแรงไปหรือไม่ให้เกียรติท่าน ตนต้องขอโทษ แต่ผมพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ อยากให้งานประสบความสำเร็จ

ด้านนายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร (สปภ.กทม.) เปิดเผยความคืบหน้าภารกิจค้นหาผู้ติดค้างในอาคาร สตง.ที่ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวว่า เหลือพื้นที่ 3 จุดคือ โซน A B และ D ที่สงสัยว่าอาจมีร่างผู้ประสบภัยติดค้างอยู่ ซึ่งจากจำนวนที่พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานให้มายังมีผู้ประสบภัยที่ติดค้างอยู่ 12 ราย โดยในส่วนพื้นที่ที่ต้องดำเนินการเหลือ 3 จุดนั้น ไม่ได้เป็นพื้นที่ลึกมากคือ โซน D เป็นพื้นที่ถัดจากแนวอาคารออกไป ในวันที่อาคารถล่มนั้นมีซากกองล้นออกไปจากพื้นที่อาคาร ตรงนี้เป็นที่ที่เราเปิดค้นหาเพิ่มไปจนถึงชั้นทรายถม ถ้าเจอทรายแล้วจะยุติ เพราะต่ำกว่านั้นไม่มีอะไรแล้ว

นายสุริยชัยกล่าวต่อว่า สำหรับโซน A ที่ต่อกับโซน D ด้านหน้า ยังมีจุดหนึ่งที่ยังสงสัยว่าอาจมีผู้ติดค้างก็จะเปิดเพิ่มไปถึงทรายถมเช่นกัน เพื่อคลายความสงสัยว่า ไม่มีผู้ติดค้างแล้วในอาคารถล่ม ส่วนจุดสำคัญคือโซน B ที่เป็นเนินติดกับตัวอาคารอยู่ จากการตรวจสอบโดยสุนัข K9 เช้านี้ บ่งชี้ว่าอาจมีร่างผู้ประสบภัยอยู่ กอปรกับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่หน้างานที่แจ้งว่าได้กลิ่นเป็นระยะ จึงเร่งรื้อซากปูนเพื่อไปให้ถึงจุดที่ K9 ชี้พิกัด คาดว่าจะเปิดพื้นที่ค้นหาร่างผู้สูญหายได้ครบ 3 จุด ขณะที่บริเวณรากฐานอาคารชั้นใต้ดินซึ่งมีบางส่วนแตกหัก จะไม่ให้เครื่องจักรหนักเข้าไปทำงานโดยตรง แต่จะใช้แขนกลของเครื่องจักรยื่นเข้าไปเจาะสกัดปูน และใช้เครื่องตัดระบบแก๊สเพื่อลดน้ำหนักของกองวัสดุ นอกจากนี้ ยังขยายการตรวจสอบไปยังจุดทิ้งกองเศษวัสดุในพื้นที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อย่างละเอียดและถี่ขึ้น

นายสุริยชัยยังยืนยันว่าการส่งมอบพื้นที่ สตง. ยังอยู่ในกรอบเวลาเดิม และหลังจากนี้จะตรวจสอบกองดินให้ละเอียดขึ้น หลังพบชิ้นส่วนมนุษย์ โดยเราจะใช้ภาพจากโดรนที่ถ่ายได้นำมาทำเป็นตาราง และประสานเจ้าหน้าที่ พร้อมสุนัข K9 แบ่งโซนเพื่อค้นหาในกองดิน ส่วนผลการค้นหาเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พบร่างสมบูรณ์ 1 ร่าง และอีก 5 ชิ้นส่วน

‘ภูมิธรรม’สั่งจนท.ทำงานเชิงรุก ส่ง‘บิ๊กเล็ก’เก็บข้อมูลดับไฟใต้

‘ภูมิธรรม’สั่งจนท.ทำงานเชิงรุก ส่ง‘บิ๊กเล็ก’เก็บข้อมูลดับไฟใต้

‘ภูมิธรรม’สั่งจนท.ทำงานเชิงรุก ส่ง‘บิ๊กเล็ก’เก็บข้อมูลดับไฟใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ภูมิธรรม’สั่งจนท.ทำงานเชิงรุก ส่ง‘บิ๊กเล็ก’เก็บข้อมูลดับไฟใต้

“ภูมิธรรม” พบจุฬาราชมนตรี คุยดับไฟใต้ เห็นพ้องการเข่นฆ่าไม่ใช่หลักศาสนา สั่งทำงานเชิงรุก ด้าน “บิ๊กเล็ก” ลงพื้นที่ถกด่วน ทัพภาค 4-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ปรับแผนทำงาน ยึดหลักทำให้ประชาชนปลอดภัย ส่วน มท.1 สั่งผู้ว่าฯ ผนึกกำลังให้ความคุ้มครองชาวบ้าน ขณะที่ กมธ.สันติภาพฯ แถลง 5 จุดยืน

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นายภูมิธรรม เวชชชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้มอบหมายให้ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ลงพื้นที่ในวันเดียวกันนี้ ว่าได้พูดชัดเจนถึงจุดยืนของรัฐบาลแล้ว ส่วนที่มีข้อเสนอให้ใช้ พ.ร.บ.ต่อต้านการก่อการร้าย นั้น ยังไม่มีแนวคิด ขณะนี้ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ สามารถดูแลได้อยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะปรับเปลี่ยนหรือมีแนวทางการแก้ปัญหาในอนาคตอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวย้ำว่า เป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบ ต้องมีกลไก มีกฎหมายให้ความมั่นใจกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ต่อข้อถามว่าได้เน้นย้ำเรื่องการดูแลความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่มากขึ้นหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า รัฐบาลเน้นย้ำอยู่แล้ว ขณะนี้ได้ให้ผู้บังคับบัญชาไปให้ความมั่นใจ ส่วนที่ให้ทำงานเชิงรุก ก็ไม่ได้หมายถึงให้ออกไปสู้รบหรือเข่นฆ่าผู้ก่อเหตุ แต่การทำงานต้องไม่นั่งอยู่ในที่ตั้ง เป็นการไปตรวจตรา ตั้งด่านต่างๆ ให้มากขึ้น ไม่ให้คนร้ายเคลื่อนย้ายอาวุธได้ง่าย รวมทั้งจัดกำลังดูแลประชาชนทั้งชาวพุทธและมุสลิมที่เป็นกลุ่มเปราะบาง

ช่วงเที่ยงวันเดียวกัน ที่สำนักจุฬาราชมนตรี นายภูมิธรรม ได้เข้าพบนายอรุณ บุญชุม จุฬาราชมนตรี โดยหารือกันประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่นายภูมิธรรม เปิดเผยว่า เรื่องทางภาคใต้ สำนักจุฬาราชมนตรี มีความห่วงใย และได้ถามถึงมุมมองของจุฬาราชมนตรี ซึ่งมีความชัดเจนว่า ไม่อยากเห็นการเข่นฆ่ากัน เนื่องจากไม่ตรงกับหลักศาสนา นอกจากนี้ได้มีการพูดถึงปัญหาหลายอย่าง และพูดถึงทางออก โดยมีข้อเสนอในการแก้ปัญหาด้วย แต่เป็นอะไรบ้างนั้น ขอยังไม่ลงรายละเอียด ย้ำว่าตนยังต้องพูดคุยกับทุกภาคส่วนให้มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการปรึกษาหรือได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับหลักศาสนา อย่างไร หรือไม่ เนื่องจากผู้ก่อความไม่สงบมีการนำข้อมูลไปบิดเบือน นายภูมิธรรม กล่าวว่า หลักศาสนาอิสลาม ไม่มีการแนะนำให้เกิดการฆ่าใคร และการฆ่านั้นไม่ใช่หนทาง แต่เป็นบาป และหลักศาสนา ก็ไม่ได้มีปัญหาในส่วนนี้อยู่แล้ว ฉะนั้นการอยู่ร่วมกันของชุมชนมุสลิมกับชุมชนไทยพุทธ เป็นเรื่องที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อยู่แล้ว

“จุดยืนของจุฬารัฐมนตรี คืออยากเห็นสันติสุขเกิดขึ้น และอยากเห็นการร่วมมือกันเพื่อให้เกิดสันติสุข จึงได้ประณามการกระทำที่โหดร้ายที่กระทำต่อมนุษย์ ร่วมกันย้ำว่ มันผิดหลักศาสนา นอกจากนี้เชื่อว่า ทุกหลักศาสนา ไม่นิยมหรือผลักดันใครให้ไปฆ่ากัน เรื่องดังกล่าวมีความชัดเจนที่ทุกคนอยากหาสันติสุขและความสงบ และทุกคนอยากเห็นการเคารพนับถือซึ่งกันและกัน” นายภูมิธรรม กล่าว

วันเดียวกัน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 และหน่วยงานด้านความมั่นคง ให้การต้อนรับ พร้อมรายงานสถานการณ์ รวมถึงความคืบหน้าด้านคดีและแนวทางการปฏิบัติ จากนั้น พล.อ.ณัฐพล เรียกประชุมหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เน้นปรับยุทธวิธีการปฏิบัติให้เข้มข้น มีประสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริมการพูดคุยสร้างสันติสุขในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ รมช.กลาโหม กล่าวย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน และพร้อมรับฟังข้อมูล ข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันหาทางออกและคลี่คลายปัญหา เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้มีความอ่อนไหว ต้องทำงานอย่างมีเอกภาพ ยึดหลักความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง รัฐบาลต้องการเห็นความร่วมมืออย่างจริงจัง และผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนในการคลี่คลายปัญหา ต้องไม่ปล่อยให้เหตุการณ์บานปลายต่อไป

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าช่วงนี้มีการพุ่งเป้าไปที่ประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธ ได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด แบ่งหน้าที่เพื่อให้รองผู้ว่าฯ และนายอำเภอ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ไปอยู่กับประชาชน และใช้เวลาสร้างความมั่นใจให้เกิดความอุ่นใจ ให้เตรียมพร้อมในเรื่องของการช่วยเหลือทุกอย่าง

ผู้สื่อข่าวถามว่าคนไทยในภาคใต้ มีความกังวลใจกับเหตุการณ์รุนแรง กระทรวงมหาดไทย จะทำอย่างไรให้ประชาชนยังรู้สึกปลอดภัย และรู้สึกว่ารัฐบาลไม่ทิ้งเขาไว้ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลไม่เคยทอดทิ้ง รัฐบาลต้องยึดกฎหมาย และข้อสั่งการของนายกฯ ครอบคลุมไปถึงฝ่ายความมั่นคง นอกจากนี้ในภาคใต้ ยังมีกองทัพภาคที่ 4 กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และฝ่ายปกครอง พร้อมให้การสนับสนุนและให้การช่วยเหลือประชาชนแบบบูรณาการร่วมกัน

ที่รัฐสภา นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวภายหลังประชุม กมธ.ว่า การจัดทำข้อเสนอของ กมธ.เป็นข้อเสนอในเชิงภาพรวม เพื่อแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น และระยะยาว ที่ผ่านมา เราจึงไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นเฉพาะเรื่อง หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่กรณีความรุนแรงครั้งนี้เป็นเรื่องที่สะเทือนใจและประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ กังวลในความปลอดภัย

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในระยะหลังนี้ สะท้อนว่าการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ใน 20 ปีที่ผ่านมา ยังแก้ไม่ตก แก้ไขไม่สำเร็จ ทั้งที่ในช่วง 20 ปี เราทุ่มเททรัพยากรมหาศาลราว 4-5 แสนล้านบาท ลงไปในพื้นที่ และยังคงเป็นพื้นที่ซึ่งเติบโตช้า มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุด ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำที่สุด กระบวนการยุติธรรมก็อ่อนแอ ไม่มีระบบที่ทำให้ประชาชนเชื่อถือในการพิสูจน์ว่าเป็นฝีมือของใคร จึงทำให้เกิดการแก้แค้นไปมา ถือเป็นลักษณะพิเศษที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เป็นพื้นที่เดียวที่ใช้กฎหมายพิเศษถึง 3 ฉบับ รวมถึงกฎอัยการศึก

ต่อข้อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความไม่ชัดเจนของรัฐบาล นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การพูดคุยกับผู้เห็นต่างในทางลับ มีมาโดยตลอด ซึ่งการพูดคุยอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในปี 2556 มีการตั้งคณะพูดคุยของทั้งสองฝ่าย และยังคงมีอยู่ แต่ระบบการบริหารของเรา คณะพูดคุยตั้งโดยนายกญ เมื่อเปลี่ยนนายกฯ คณะเดิม ก็ต้องยกเลิกไป ตอนนี้ยังไม่มีการตั้งคณะพูดคุย ไม่ใช่ไม่มีการพูดคุยแล้ว แต่ กมธ.ไม่ขอก้าวล่วง ว่าเหตุใดยังไม่มีการตั้งคณะพูดคุย

เมื่อถามว่าคณะพูดคุยในสมัย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ จะตั้งได้เมื่อไหร่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของกลยุทธ์ของฝ่ายบริหาร แต่ตอนนี้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้น จะสรุปว่าเป็นเพราะไม่มีการพูดคุยก็เป็นการสรุปที่ง่ายเกินไป เพราะปัญหาทับถมกันมาหลายสิบปี ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นฝีมือของใคร ถ้าเจรจาแล้วต้องแก้ไขปัญหาได้หมด ไม่ถูกมองว่าใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน บังคับรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่าการสรุปรายงานของ กมธ.อยู่ในช่วงความรุนแรงพอดี จะต้องปรับเนื้อหาใส่ไปในรายงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า กมธ.จะไม่เสนอทางออกเฉพาะเหตุการณ์ เพราะไม่ใช่โจทย์ที่ได้รับจากสภาฯ แต่เมื่อเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ ก็จะนำมาเป็นปัจจัยประกอบในการพิจารณาเสนอข้อสังเกตุ แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นคือการเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำแล้วก็ยังยืดเยื้อเรื้อรังไปเรื่อยอย่างที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กมธ.ได้ออกแถลงการณ์ แสดงจุดยืน ดังนี้ 1.คณะกรรมาธิการฯ ขอประณามการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบและขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อทุกความสูญเสีย เราขอให้หยุดการกระทำดังกล่าวโดยทันที เพราะการใช้ความรุนแรงไม่เพียงขัดต่อหลักกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน หลักการทาง มนุษยธรรม แต่ยังบ่อนทำลายกระบวนการสร้างสันติภาพอย่างรุนแรง 2.คณะกรรมาธิการฯ ยืนยันว่า ต้องมีการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด และดำเนินการตามหลักนิติธรรมและความโปร่งใส การให้ความเป็นธรรมต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในทุกภาคส่วน ซึ่งจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่การคลี่คลายสถานการณ์ลดความหวาดวิตก ไม่ไว้วางใจกันในพื้นที่

3.คณะกรรมาธิการฯ ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินมาตรการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ความคุ้มครองและความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน 4.คณะกรรมาธิการฯ ขอสนับสนุนให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยสันติภาพ เพื่อยุติความรุนแรงและสร้างบรรยากาศเพื่อนำไปสู่การแสวงหาทางออกทางการเมืองร่วมกันอย่างสันติภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และ 5.คณะกรรมาธิการฯ ตระหนักว่าปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความซับซ้อนและต้องการแนวทางการสร้างสันติภาพในหลากหลายมิติ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน คณะกรรมาธิการฯ เร่งจัดทำรายงานที่ครอบคลุมข้อเสนอทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างสันติภาพชายแดนใต้อย่างยั่งยืน

ปธ.กกต.สยบข่าว ปัดเรียก60สว.แจ้งข้อกล่าวหาคดีฮั้ว แจงอยู่ในขั้นตอนไต่สวน

ปธ.กกต.สยบข่าว ปัดเรียก60สว.แจ้งข้อกล่าวหาคดีฮั้ว แจงอยู่ในขั้นตอนไต่สวน

ปธ.กกต.สยบข่าว ปัดเรียก60สว.แจ้งข้อกล่าวหาคดีฮั้ว แจงอยู่ในขั้นตอนไต่สวน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปธ.กกต.สยบข่าว ปัดเรียก60สว.แจ้งข้อกล่าวหาคดีฮั้ว แจงอยู่ในขั้นตอนไต่สวน สว.สำรองชี้อำนาจเจริญ ต้นทางรวบรวม‘โพยฮั้ว’ ‘ทวี’ลั่นใครเอี่ยวฟันหมด

สะพัด “กกต.” จ่อฟันสว.ลอตแรก 60 คน เรียกรับทราบข้อกล่าวหา 8 พฤษภาคม หลังชุดสืบสวนไต่สวน กกต.-DSI สรุปคดีฮั้ว “อนุทิน” ขออย่าเสี้ยมชนกัน ย้ำ “มท.-ยธ.” ไม่มีขัดแย้ง ให้ความร่วมมือทุกด้าน ยันไร้ปะทะ ต่างคนต่างทำหน้าที่‘ทวี’ยันดีเอสไอยึดหลักฐาน-พยาน แจ้งข้อหาสว.สาวถึงใครดำเนินการหมด ชี้แยกส่วนกับกกต.ด้านประธานกกต.ชี้แจง ไม่มีมูลฟันฮั้วสว.ได้ยินแต่ข่าว

เมื่อวันที่ 7พฤษภาคม 2568 จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ได้ดำเนินการสอบสวน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้อนุมัติให้ทำการสอบสวนกรณีความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นคดีพิเศษที่ 24/2568;และใช้ประกอบการไต่สวนของ กกต.รวมเป็นเวลาเกือบ 2เดือน ภายหลังรับเป็นคดีพิเศษ มีการสอบปากคำพยานทั่วประเทศ สอบปากคำพยานกลุ่ม สว.สำรอง ตรวจสอบข้อมูลทางธุรกรรมธนาคารของบุคคลในขบวนการ ข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์ รวมทั้งรับโอนสำนวนการสอบสวนจาก สภ.รัตนาธิเบศร์ และ สภ.โกสุมพิสัย ตามที่มีผู้กล่าวหาในความผิดฐานอั้งยี่ มาสอบสวนรวมสำนวนในคดีพิเศษดังกล่าวนั้น

‘กกต.’จ่อฟันสว.ฮั้วล็อตแรก60คน

ความคืบหน้าล่าสุด มีรายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ซึ่งมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวนและมีกรรมการสืบสวนและไต่สวนที่มาจาก กกต.และดีเอสไอ รวม 7ราย ร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26มิ.ย.67 กระทั่งวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้หลังเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน การสอบสวนปากคำพยาน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวของกลุ่มคณะบุคคล,การตรวจสอบเส้นทางการเงินที่สะพัดไม่ต่ำกว่า 500ล้านบาท ตั้งแต่การเลือก สว.ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ , การกาคะแนน การนับผลคะแนนที่มีการเลือกหมายเลขเดียวกันซ้ำๆกันหลายชุด เป็นต้น

เรียกรับทราบข้อกล่าวหา8พ.ค.นี้

เมื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์แล้วพบการกระทำที่เข้าข่ายมีกระบวนการ หรือพฤติการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปด้วยสุจริตหรือเที่ยงธรรม พบการกระทำความผิดตาม พรป.การได้มาซึ่งสว.พ.ศ.2561 จึงส่งหลักฐานและข้อมูลทั้งหมดให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกอบการพิจารณาตามกฏหมายเลือกตั้ง อาทิ การพิจารณาเพิกถอนสิทธิ สว.นั้น ล่าสุด มีเสียงลือสะพัดว่า บรรดา 138 สว.พูดกันว่า มีการเคลียร์กันแล้ว ข้างบนเคลียร์กันแล้ว หลังรู้ตัวว่าภายใน1-2 สัปดาห์นี้จะถูกเจ้าหน้าที่ กกต.เรียกมาแจ้งข้อกล่าวหาตามกฎหมายเลือกตั้ง พรป.การได้มาซึ่งสว.พ.ศ.2561

อย่างไรก็ตาม การสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ที่มีเจ้าหน้าที่ กกต.และดีเอสไอ รวม 7ราย ได้ดำเนินการเก็บพยานหลักฐานสำคัญเข้มข้นมาอย่างต่อเนื่องและเป็นการตรวจสอบเชิงลึกอย่างละเอียดรอบคอบ ตามพฤติการณ์ที่ปรากฏจากคำให้การของพยานและหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ ดังนั้นในวันที่ 8พ.ค.68 กกต.จะทยอยเรียกแจ้งข้อกล่าวหาบรรดาสว.ลอตแรก 60ราย ส่วนใหญ่เป็นสว.คนดัง ตามความผิด พรป.การได้มาซึ่ง สว.2561

‘อนุทิน’วอนอย่าเสี้ยม’มท.’ชน’ยธ.’

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ในวันพรุ่งนี้ (8พ.ค.) กกต.เตรียมเรียก สว.60คน ให้การเพิ่มเติมคดีฮั้วการเลือก สว.ว่า ก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับกระทรวงมหาดไทยและตนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ สว.เพราะตนเป็น สส.ซึ่งตนไม่ได้กังวลอะไร ไม่เกี่ยวข้องกัน ต้องพยายามไม่ผูกกัน เพราะบางที่สื่อผูกเรื่องกันจนเกิดความสับสนไปหมด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็ให้ความร่วมมือในด้านการสืบสวนและสอบสวนกับดีเอสไอ ในเรื่องการสอบสวนต่างๆของส่วนราชการ ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ ถามถึงกรณีฝ่ายที่เกี่ยวข้องของกระทรวงมหาดไทย ไม่ให้ความร่วมมือ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ แสดงว่าผิดกฎหมาย ยืนยันว่าให้ความร่วมมือทุกกรณี หากผู้มาขอความร่วมมือ อยู่ภายใต้กฎหมายที่ระบุไว้ชัดเจนแล้ว ก็ขอให้สื่อมวลชนเสนอข่าวให้ถูกต้องด้วย

‘ทวี’ยันดีเอสไอยึดหลักฐาน-พยาน

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีกระแสข่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมแจ้งข้อกล่าวหา ส.ว.ล็อตแรก 60 คน ว่า เราต้องแยกส่วนกัน คณะทำงานของ กกต. ที่มี 7 คน จะมีพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปร่วม 3 คน ซึ่งมีกรอบเวลาทำงาน ที่ต้องส่งเรื่องต่อไปยัง กกต.ชุดใหญ่ อาจนำพยานหลักฐานจากดีเอส ไอบางส่วนไป ซึ่งตนไม่ทราบรายละเอียด รู้เพียงว่าหลักฐานต่างๆ จะเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พยานบุคคลและกกต.เป็นองค์กรอิสระ ที่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนรายละเอียดคงต้องถามเขา แต่ในส่วนของดีเอสไอ เรามี 2คดี คือคดีฟอกเงินและคดีอั้งยี่ซ่องโจร ทั้ง2คดีจะมีพนักงานสอบสวนที่ไปร่วมกับ กกต.และเรายังทำหนังสือขอให้ กกต.มาเป็นที่ปรึกษาด้วย ซึ่งหลักฐานในส่วนของเราเป็นเอกสาร ภาพถ่าย เสียง สถานที่อยู่ มี 10กว่ารายการ

แจ้งข้อหาสว.สาวถึงใครจัดการหมด

เมื่อถามว่า 2คดีของดีเอสไอจะสรุปได้ในช่วงใด พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า หลังจาก กกต.ไม่นาน หากพยานไปถึงใครเอาหมด เมื่อถามย้ำว่า จะสาวไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังได้หรือไม่ พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า พยานไปถึงใครเอาหมด เมื่อถามว่า นอกจากการหาข้อมูลที่ จ.อำนาจเจริญแล้ว ยังมีจังหวัดอื่นๆ อีกหรือไม่ พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ทุกจังหวัด และที่อำนาจเจริญ ไม่ได้มีการขัดขวาง หากไปดูการให้การใน10กว่าปากมีการพูดถึงผู้บงการอยู่ เมื่อถามว่า มีความขัดแย้งกับกระทรวงมหาดไทย หรือไม่ และได้พูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย อย่างไรบ้าง พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า มีการพูดคุยในที่ประชุม ครม.ก็ได้ทักทายกันและตนไม่มีความขัดแย้งกับกระทรวงมหาดไทย

ประธานกกต.แจงไม่มีมูลฟันฮั้วสว.

อย่างไรก็ตาม นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ให้สัมภาษณ์ถึง 2ครั้ง โดยปฏิเสธกระแสข่าวว่า วันที่ 8พ.ค.นี้ กกต.จะทยอยเรียกแจ้งข้อกล่าวหาบรรดาสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ลอตแรก จำนวน 60ราย ส่วนใหญ่ล้วนเป็น สว.คนดัง ในคดีฮั้วเลือก สว.ซึ่งเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ตามมาตรา 32 มาตรา 36 มาตรา 62 มาตรา 70และมาตรา77 โดย นายอิทธิพร กล่าวสั้นๆ ว่า เรื่องนี้ไม่มีมูล ได้ยินแต่ข่าว

เผยคดียังอยู่ขั้นตอนไต่สวนขั้นที่1

แหล่งข่าวจาก กกต.เผยว่า เรื่องดังกล่าว กกต.ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่26 ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กกต.และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ร่วมกันดำเนินการไต่สวนกรณีมีการกล่าวหาการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่26 ซึ่งเป็นขั้นที่1 เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วจะเสนอสำนักงาน กกต.เลขาธิการ กกต.หรือรองเลขาธิการ กกต.ที่ได้รับมอบหมายพิจารณา ตามขั้นที่2และขั้นที่3เสนอคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งและขั้นที่4 ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่เสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการ ดังนั้นข่าวที่ปรากฏจึงคลาดเคลื่อนจากขั้นตอนตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง(ฉบับที่5) พ.ศ.2566

ปูดอำนาจเจริญต้นทางจัดการฮั้วสว.

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลุ่มคณะสว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว กล่าวถึงกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ทำหนังสือลับถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย พบกลุ่มบุคคลอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บังคับอดีตผู้สมัครสว. 2 คนให้ยอมรับว่าฮั้วสว. ที่ จ.อำนาจเจริญ ว่า จ.อำนาจเจริญ เป็นพื้นที่ต้นทางในการรวมโพยทั้งหมด ซึ่งต้องส่งผ่านนักการเมืองใหญ่ ในจ.อำนาจเจริญ โดยเป็นคนรวมโผเพื่อส่งต่อให้ผู้มีอำนาจเลือกว่าใครควรจะได้เป็นสว. แล้วค่อยมารวมเป็นตารางโพย มีทั้งข้าราชการฝ่ายปกครอง หรือตำรวจเข้าไปร่วมด้วย นอกจากจะดูแลในจังหวัดดังกล่าวแล้ว ก็ยังเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการการฮั้วสว.ของกลุ่มขบวนการนี้ทั้งประเทศด้วย เนื่องจากพบข้อมูลว่า กลุ่มเครือข่ายดังกล่าวที่เป็นตัวแทนในแต่ละจังหวัด จะต้องส่งรายชื่อเข้ามาพร้อมหมายเลข เพื่อที่จะให้กลุ่มผู้บงการได้กำหนดว่าใครควรจะเป็นสว.

“ก่อนหน้านี้พบว่าได้ทำบันทึกฉบับหนึ่งไปถึงกระทรวงมหาดไทยเพื่อหารือว่า ถ้าหากดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบจะวางแนวทางว่าอย่างไร คงจะร้อนตัวตั้งแต่ช่วงนั้นแล้ว แล้วกระทรวงมหาดไทยเองก็มีการยกร่างหนังสือฉบับหนึ่งที่เป็นแนวทางในการปฏิบัติของอำเภอหรือจังหวัดต่างๆ ซึ่งผมได้เห็นฉบับร่าง ผมขอฝากไปถึงข้าราชการฝ่ายปกครอง รวมถึงตำรวจในหลายพื้นที่ เนื่องจากมีหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 22 (17) นายตำรวจชั้น หรือฝ่ายปกครอง ว่าหากได้รับการประสานงานร่วมมือท่านต้องให้ความร่วมมือกับดีเอสไอ หากไม่ให้ความร่วมมือ ขัดขืน ขัดขวางหรือมีพฤติการณ์ช่วยเหลือผู้ที่กระทำความผิดให้ได้รับโทษน้อยลง ก็จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีอัตราโทษจำคุก 1-10 ปี และกฎหมายอาญา มาตรา 200 เพราะฉะนั้นการที่พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรมได้ให้สัมภาษณ์ไปนั้นก็เป็นไปตามกฎหมายแล้ว “ พล.ต.ท.คำรบ กล่าว