‘พีระพันธุ์’ไม่กังวลปม‘ถุงยังชีพ’ เผยยังไม่ได้หนังสือ‘ป.ป.ช.’

‘พีระพันธุ์’ไม่กังวลปม‘ถุงยังชีพ’ เผยยังไม่ได้หนังสือ‘ป.ป.ช.’

‘พีระพันธุ์’ไม่กังวลปม‘ถุงยังชีพ’ เผยยังไม่ได้หนังสือ‘ป.ป.ช.’

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.53 น.

‘พีระพันธุ์’ไม่กังวลปม‘ถุงยังชีพ’ เผยยังไม่ได้หนังสือ‘ป.ป.ช.’

เมื่อเวลา 09.55 น.วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรียกไปรับทราบข้อกล่าวหากรณีการแจกถุงยังชีพโดยมีสติกเกอร์รูปตนเอง ว่า ป.ป.ช. ยังไม่มีการส่งหนังสือมาถึงตน

เมื่อถามย้ำว่า มีความกังวลในเรื่องนี้หรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ไม่มี

ยื่นคำขาดโจรใต้! ‘ภูมิธรรม’กาง 3 เงื่อนไขเจรจา ลั่นอยู่ภายใต้รธน.-ไม่แบ่งแยกดินแดน

ยื่นคำขาดโจรใต้! ‘ภูมิธรรม’กาง 3 เงื่อนไขเจรจา ลั่นอยู่ภายใต้รธน.-ไม่แบ่งแยกดินแดน

ยื่นคำขาดโจรใต้! ‘ภูมิธรรม’กาง 3 เงื่อนไขเจรจา ลั่นอยู่ภายใต้รธน.-ไม่แบ่งแยกดินแดน

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.28 น.

‘ภูมิธรรม’เสียใจ‘ไทยพุทธ-มุสลิม’ประสบเหตุความรุนแรงพื้นที่‘ชายแดนใต้’ ยันยินดีเจรจา แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข‘ไม่แบ่งแยกรัฐ’ พร้อมสั่งเพิ่มกำลังดูแลเต็มที่ ขอประชาชนอย่าหวั่นไหว หลังผู้ก่อความไม่สงบขู่ทำร้ายเพิ่ม ลั่นรัฐพร้อมคุย แต่ต้องหยุดเอาความรุนแรงมาบีบ หากไม่ทำพร้อมตอบโต้เด็ดขาด

เมื่อเวลา 08.50 น.วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นรายวันในพื้นที่จังหวัดชายแดน จะมีมาตรการรับมืออย่างไร ว่า ตนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของประชาชน ทั้งไทยพุทธ และไทยมุสลิมที่ประสบเหตุ ตนคิดว่าการกระทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ต้องถือว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม และใช้ความรุนแรงในการเข้าไปแก้ปัญหา ด้วยการเข้าไปยิงพระ เณร เด็ก คนชรา ผู้พิการ เป็นเรื่องที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง ไม่ได้ช่วยให้สิ่งที่กำลังต่อสู้ประสบ ความสำเร็จ เราเองก็พร้อมที่จะดำเนินการแก้ปัญหานี้โดยเร็ว ซึ่งได้สั่งการไปแล้วว่าให้ทั้งทหารและตำรวจและฝ่ายปกครองปฏิบัติการเชิงรุก

ทั้งนี้ คำว่าปฏิบัติการเชิงรุกมีคนเอาไปตีความหมายในทางที่แย่ เหมือนเราไปเข่นฆ่าเขา แต่ความจริงเรื่องนี้คือการไม่อยู่ในที่ที่ตั้ง อาจต้องตั้งด่านเข้มงวดขึ้น ปฏิบัติการให้เร็ว เข้าไปอยู่ในจุดที่มีความสงสัยว่าเกิดเหตุ และส่งกำลังพลเข้าไปดูแลประชาชน ทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า ตั้งแต่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีการพูดคุยกัน และมีการตกลงกันว่าจะให้ฝ่ายปฏิบัติการที่มีตนดูแลอยู่ พบกับผู้อำนวยการสะดวกทางมาเลเซีย ซึ่งเราได้พบกันแล้ว ตนได้บอกไปแล้วว่า ประเด็นแรกเราไม่ยอมรับความรุนแรง ดังนั้นถ้าจะใช้ความรุนแรงมันยากที่จะมาเจรจากัน ถ้าเขายอมรับในสิ่งที่เราตกลงกันไว้ ว่าเราจะคุยกันอย่างสันติ คุณต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถยุติและมาเจรจากันได้ ไม่ใช่เราไม่พร้อมเจรจา ตนตั้งใจและยินดีที่จะเจรจาถ้าจะแก้ไขปัญหาได้ การเจรจาก็เพื่อหาทางออกร่วมกัน แต่ที่ผ่านมาเราไม่รู้ว่าใครที่เป็นคนเจรจาได้ เพราะมีการเจรจามาโดยตลอด การสู้รบการยิงก็ไม่เคยเกิดขึ้น

ทั้งนี้ เคยทดลองในเดือนรอมฎอนว่าขอให้หยุดให้ได้ทั้งหมด แล้วเรามาเริ่มต้นเจรจากัน แต่ช่วงปลายเดือนรอมฎอนก็เป็นเหมือนเดิม คือ มีการก่อเหตุ ดังนั้นถ้าควบคุมไม่ได้จะมีการเจรจาเพื่ออะไร ซึ่งวันนี้ตนพร้อม และทีมเจรจาก็พร้อมที่จะตั้งทันที หากทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขว่าตัวแทนเจรจาสามารถสั่งการให้หยุดได้ โดยประเด็นที่อยากเจรจา มีเงื่อนไข ที่ได้ฝากกับผู้อำนวยความสะดวกไป คือ ต้องหยุดเรื่องความรุนแรงจริงๆ ไม่ใช่เป็นการใช้เกมการเมืองว่า อยากทำอะไรปกติก็ต้องมีการเข่นฆ่า และออกแถลงการณ์มาประณามคนเข่นฆ่า ก็ไม่มีความหมาย เพราะคนที่ดำเนินการต่อสู้กับรัฐอยู่ขณะนี้ ก็มีอยู่กลุ่มเดียว เพราะฉะนั้นต้องเลิกเล่นการเมือง และเลิกทำตัวไม่ตรงกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้น

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ประเด็นที่สอง ตนได้บอกไปแล้วว่า เรายอมรับในพหุวัฒนธรรม ซึ่งเขาก็ต้องยอมรับในสิ่งนี้ด้วย ประเทศไทยมีจุดแข็งที่อยู่ร่วมกันได้ทุกศาสนา เมื่อก่อนในพื้นที่ภาคใต้ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมก็อยู่ร่วมกัน เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นจากความพยายามจากความพยายามในการแยกรัฐ ตนคิดว่าต้องอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรม

“ประการที่สาม ตนยินดีที่จะเจรจาพูดคุย ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐเป็นรัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้ ดังนั้นการจะเจรจาเพื่อเป็นรัฐปาตานี หรือรัฐอะไรก็ตาม เราไม่พร้อมเจรจาด้วย แต่ถ้าจะคุยในเรื่องการอยู่ร่วมกันหรือความร่วมมือ อันนี้เรายอมรับได้ เรายอมรับอยู่แล้วว่าการที่จะให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ มีส่วนร่วมในการปกครองตัวเอง เรื่องนี้มาคุยกันจะเอารูปไหนก็ได้ ถ้ายึดหลักตามที่ตนบอกไป ไม่แบ่งแยกเป็นรัฐอิสระ ไม่ดำเนินการภายนอกรัฐธรรมนูญไทยที่มีอยู่ ก็มาคุยกันว่าจะเอารูปแบบไหน” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนได้ให้เงื่อนไขกับผู้อำนวยการสะดวกไปแล้ว ซึ่งจริงๆ ที่ทุกคนเห็น ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้ทำอะไร เราทำไปหลายส่วน และเมื่อวาน (5 พ.ค.) ตอนโอกาสเจอกับแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค9 ตนได้กำชับไปว่าขณะนี้ต้องยุติความรุนแรงให้ได้ก่อน เรื่องอื่นๆ ถึงจะสามารถดำเนินการได้ ถ้าเรื่องนี้ยังไม่ได้ไม่ต้องมาพูดอะไร และตนเห็นด้วยกับนายสุนัย ผาสุข และสิ่งที่ที่พูดมาควรจะนำไปขบคิดกัน อย่าใช้การเมืองให้พูดกันตรงๆ อย่างจริงใจ และหากอยากแก้ปัญหาให้นำความจริงมาพูดกัน ผู้สนับสนุนหรือฝ่ายต่างๆ ต้องเข้าใจความเป็นจริง วันนี้ต้องตั้งคำถามให้ถูกจุดว่ากลุ่มที่ใช้ความรุนแรงทำอะไรกันอยู่ ไม่ใช่อยู่ๆ มาโจมตีรัฐอย่างเดียว พร้อมยืนยันว่ารัฐไม่ได้อยู่นิ่งและมีการเตรียมความพร้อม แต่ต้องอยู่ภายใต้สิ่งที่รัฐสามารถดำเนินการได้         

ส่วนจะมีมาตรการดูแลประชาชนเพิ่มขึ้นหรือไม่ หลังผู้ก่อความไม่สงบร่อนใบปลิวขู่ทำร้ายประชาชนไทยพุทธกับพระสงฆ์ให้มากขึ้น  นายภูมิธรรม กล่าวว่า พอเราออกแถลงการณ์ประณามแล้วฝั่งผู้ก่อความไม่สงบทำแบบนี้ ถามว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้น่าเชื่อถือหรือไม่ แต่ยืนยันว่าเขาคงทำไม่ได้ เพราะขณะนี้เราได้ปรับกำลัง และปรับหน่วยเคลื่อนที่เข้าไปคุ้มครองพื้นที่ชาวไทยพุทธ รวมถึงได้คุยกับผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) อย่างใกล้ชิดตลอด ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง และเป็นการพิสูจน์ให้ประชาชนได้เห็นว่าเป็นวิถีที่ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งการที่ชาวไทยพุทธ และชาวไทยมุสลิมได้เห็นแถลงการณ์ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบถามว่าเป็นสิ่งที่ชอบทำหรือไม่ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม มองเห็นชีวิตผู้คนที่ไม่เป็นมนุษย์ และยิ่งทำแบบนี้จะยิ่งทำให้เกิดปัญหา

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าภาคใต้ของประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอย่างมาก ถ้าสองฝ่ายคือไทยกับมาเลเซียร่วมมือกันบริหารจัดการจะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ และเชื่อว่าจะมีคนพร้อมมาลงทุนจำนวนมาก แต่ความรุนแรงจะต้องยุติเพื่อให้เกิดความมั่นคง เพราะความรุนแรงไม่มีประโยชน์ ซึ่งตนมีแผนที่จะคุยกับทางมาเลเซียเรื่องนี้อยู่แล้ว

“ตนขอย้ำว่า ไม่ได้ หมายความว่าตนจะใช้ความรุนแรงไปฆ่าคน แต่เป็นการใช้กำลังของเราที่มีอยู่ปกป้องคน และประชาชนในพื้นที่เหล่านั้น ให้ได้รับความปลอดภัยมากที่สุด โดยวันพรุ่งนี้ (7 พ.ค.) ตนได้มอบหมายให้ รมช.กลาโหม ลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ไปพูดคุยให้กำลังใจดูแล เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง และขอให้ชาวไทยมองปัญหาอย่างเข้าใจ เห็นใจเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงานอยู่โดยเอาชีวิตเข้าเสี่ยงที่จะแก้ปัญหา อย่าหลงประเด็นที่ถูกบิดเบือนไป เพราะประเด็นสำคัญคือไม่ควรมีการเข่นฆ่าพี่น้องประชาชน ถ้าไม่มีเรื่องนี้แล้วค่อยมาคุยกัน แต่ถ้าเอาเรื่องนี้มาบีบเราคงยอมไม่ได้ และเราจะต้องดำเนินการอย่างแข็งแรงเด็ดขาด เพื่อให้ประชาชนของเรามีความปลอดภัย” นายภูมิธรรม กล่าว

‘ขาโจ๋’อด! รัฐบาลจ่อยกเลิกแจกเงินหมื่นเฟส 3 เหตุที่ผ่านมาแทบไม่มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจเลย

‘ขาโจ๋’อด! รัฐบาลจ่อยกเลิกแจกเงินหมื่นเฟส 3 เหตุที่ผ่านมาแทบไม่มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจเลย

‘ขาโจ๋’อด! รัฐบาลจ่อยกเลิกแจกเงินหมื่นเฟส 3 เหตุที่ผ่านมาแทบไม่มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจเลย

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.12 น.

‘รัฐบาล’ จ่อยกเลิกโครงการแจกเงิน 1 หมื่นบาท หลัง ‘มูดี้ส์’ ปรับลดแนวโน้มประเทศไทยเป็น ‘เชิงลบ’ เตรียมผันงบ 1.5 แสนล้านบาท รับมือผลกระทบสงครามการค้า ผุดโปรเจกต์ลงทุน ‘ระบบน้ำ’ 1 แสนล้าน-ทำโครงการรองรับ ‘คนตกงาน’ 5 หมื่นล้าน 

วันที่ 6 พฤษภาคม 2568- สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ค. แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผย ว่า ขณะนี้รัฐบาลมีแนวคิดที่จะยกเลิกการแจกเงินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายอายุ 16-20 ปี หรือโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 รวมถึงยกเลิกแจกเงิน 10,000 บาทในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตส่วนที่เหลือด้วย หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มูดี้ส์ปรับแนวโน้ม หรือ Outlook อันดับเครดิตของประเทศไทย จากระดับ ‘เสถียรภาพ’ เป็น’เชิงลบ’ โดยแนวคิดดังกล่าวได้มีการหารือกันมาระดับหนึ่งแล้ว และหากแนวคิดนี้ลงตัว คาดว่าภายใน 1 สัปดาห์คงจะได้ข้อสรุป

“รัฐบาลมีแนวคิดที่จะออก พ.ร.ก.กู้ยืมเงินวงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้รองรับผลกระทบจากสงครามการค้า ถ้าสามารถปรับการแจกเงิน 10,000 เฟส 3 มาสมทบในส่วนนี้ ก็จะทำให้การกู้เงินลดลงได้ และถ้าแนวคิดต่างๆเหล่านี้ลงตัว คาดว่าภายในหนึ่งสัปดาห์คงได้ข้อสรุป” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าว กล่าวด้วยว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลมีแนวคิดยกเลิกโครงการแจกเงิน 10,000 บาท เฟส 3 และการแจกเงินโครงการฯในส่วนที่เหลือนั้น เนื่องจากการแจกเงินฯในช่วงที่ผ่านมา แทบไม่มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจเลย

รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากรัฐบาลยกเลิกโครงการดิจิทัลวอลเล็ตแล้ว รัฐบาลจะนำงบประมาณที่เตรียมไว้สำหรับใช้ในโครงการฯ ซึ่งมีงบอยู่ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท มาใช้ดำเนินการโครงการต่างๆ เพื่อรองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก จำนวน 1 แสนล้านบาท จะนำไปใช้ในโครงการลงทุนระบบน้ำ และส่วนที่สอง จำนวน 5 หมื่นล้านบาท จะนำไปจัดทำโครงการรองรับคนตกงานจากมาตรการภาษีของทรัมป์

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลมีการแจกเงิน 10,000 บาท ให้ประชาชนกลุ่มต่างๆไปแล้ว 2 เฟส วงเงินรวม 1.85 แสนล้านบาท ประกอบด้วย เฟสแรก แจกเงิน 10,000 บาท ภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ โดยแจกเงินสดให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ จำนวน 14.5 ล้านคน คนละ 10,000 บาท วงเงิน 1.45 แสนล้านบาท และเฟส 2 แจกเงิน 10,000 บาท ภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ โดยแจกเงินสด 1 หมื่นบาท ให้แก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 4 ล้านคน วงเงิน 40,000 ล้านบาท

สำหรับแหล่งเงินที่นำใช้ในโครงการแจกเงินฯใน 2 เฟสแรกนั้น มาจาก 3 ส่วน ได้แก่ 1.พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท 2.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบฯ 2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 23,552 ล้านบาท และ 3.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 40,000 ล้านบาท

รายงานข่าวแจ้งว่า ภายใต้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปีงบ 2568 รัฐบาลได้ตั้งงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวน 1.87 แสนล้านบาท แต่เมื่อหักกับงบกลางฯ ที่นำไปใช้จ่ายในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 2 จำนวน 4 หมื่นล้านบาทแล้ว ทำให้รัฐบาลยังเหลือวงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ อีก 1.47 แสนล้านบาท

เลขาฯกฤษฎีกา ปัดตอบปม ‘พีระพันธุ์’ ถูกร้องยังถือหุ้น ขอให้รอ ป.ป.ช.

เลขาฯกฤษฎีกา ปัดตอบปม 'พีระพันธุ์' ถูกร้องยังถือหุ้น ขอให้รอ ป.ป.ช.

เลขาฯกฤษฎีกา ปัดตอบปม ‘พีระพันธุ์’ ถูกร้องยังถือหุ้น ขอให้รอ ป.ป.ช.

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.58 น.

เลขาฯกฤษฎีกา ปัดตอบปม “พีระพันธุ์” ถูกร้องยังถือหุ้น ชี้ กม.เขียนยังไงต้องเป็นอย่างนั้น ขอให้รอ ป.ป.ช.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถูกร้องเรียนว่ามีชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัท ว่า ต้องดูรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อยู่ในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดังนั้น ตนไม่ควรที่จะให้ความเห็นให้เกิดความวุ่นวาย เดี๋ยวสังคมจะเข้าใจอะไรไปไม่ตรงกัน

เมื่อถามว่า เคยมีการทักท้วงจากกฤษฎีกาในเรื่องนี้หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า เป็นไปตามกฏหมาย กฎหมายเขียนว่าอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น 

เมื่อถามย้ำว่า รัฐมนตรีสามารถดำรงตำแหน่งได้หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ตอบแทนไม่ได้ ตนไม่รู้ข้อเท็จจริง แต่ข้อกฎหมายเขียนไว้ยังไงก็เป็นอย่างนั้น 

เมื่อถามว่า เรื่องนี้น่าเป็นห่วงหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ตนไม่ค่อยกังวล ขอให้เป็นหน้าที่ ป.ป.ช.ดีกว่า 

รัฐบาลพร้อมพูดคุยสันติสุขกับ BRN ต้องโปร่งใส จริงจัง หยุดรุนแรง ทำร้ายผู้บริสุทธิ์

รัฐบาลพร้อมพูดคุยสันติสุขกับ BRN ต้องโปร่งใส จริงจัง หยุดรุนแรง ทำร้ายผู้บริสุทธิ์

รัฐบาลพร้อมพูดคุยสันติสุขกับ BRN ต้องโปร่งใส จริงจัง หยุดรุนแรง ทำร้ายผู้บริสุทธิ์

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.40 น.

วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ  ชี้แจงถึงการหารือระหว่าง RABIN BASIR ผู้อำนวยความสะดวก(FACILITATOR)มาเลเซียกับรมว.กลาโหม นายภูมิธรรม เวชยชัย กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เน้นย้ำการพูดคุยเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลเพื่อแสวงหาทางออกทางการเมืองแก้ปัญหาจชต.ที่เป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย  ขณะที่ผอคส.มาเลเซีย RABIN กล่าวถึงความปราถนาของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ANWAR IBRAHIM ต้องการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนและร่วมผลักดันการสร้างสันติสุขในจชต.ผ่านการเจรจาพูดคุย ที่มีมาเลเซียทำหน้าที่ผอคส.ตลอดช่วง 12 ปีที่ผ่านมา นับจากการพูดคุยครั้งแรกในปี2556

เลขาสมช.ย้ำรัฐบาลมีความตั้งใจในการสานต่อการพูดคุยฯ  พร้อมกล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องมีการพิจารณาประกอบปัจจัยเพิ่มเติมอื่นๆเดินหน้าการพูดคุยฯ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการพูดคุย

“ประการแรกจะต้องไม่มีการเข่นฆ่าทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์อีก เพราะนั่นคืออาชญากรซึ่ง ไม่ใช่กลุ่มขบวนการทางการเมืองที่รัฐสามารถพูดคุยด้วยได้  ต้องแสดงให้เห็นว่าคณะพูดคุยของBRN สามารถเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ได้จริง และมีอำนาจตัดสินใจจริง  และต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและเจตจำนงที่จะใช้การพูดคุยแก้ปัญหาเพื่อสันติสุขในพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่ใช่การซื้อเวลาหรือตักตวงประโยชน์ให้แก่เฉพาะตนเอง รวมทั้งรับฟังเสียงของประชาชนทุกฝ่าย”

มีรายงานก่อนหน้านี้ รมว.กห.นายภูมิธรรมได้แจ้งทางผอคส.มาเลเซียช่วยประสานBRNเปลี่ยนตัวหน.พูดคุยฯคนปัจจุบัน จากนายอานัส อับดุลห์รามาน ซึ่งเป็นตัวแทนจากปีกการเมืองเป็นบุคคลระดับแกนนำของBRNที่มีอำนาจในการตัดสินใจ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในกระบวนการพูดคุยฯ

ข่าวด่วนจาก ‘หมอวรงค์’ แพทย์ที่ช่วย ‘ทักษิณ’ โดนเชือดแน่

ข่าวด่วนจาก 'หมอวรงค์' แพทย์ที่ช่วย 'ทักษิณ' โดนเชือดแน่

ข่าวด่วนจาก ‘หมอวรงค์’ แพทย์ที่ช่วย ‘ทักษิณ’ โดนเชือดแน่

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.24 น.

6 พ.ค. 68 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุข้อความว่า “ด่วน…สายข่าวรายงานว่า เพื่อเรียกเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพแพทย์กลับคืนมา แพทยสภา มีการฟันแพทย์หลายคน ที่ช่วยนักโทษชั้น14 แน่นอน” 

ขอบคุณข้อมูลจาก : วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom 

.-008

ครบ 7 วันเหตุปูนหล่นทับรถบนถนนพระราม 2 ‘สส.ปชน.’ ทวงขอความชัดเจนเยียวยาผู้เสียชีวิต

ครบ 7 วันเหตุปูนหล่นทับรถบนถนนพระราม 2 'สส.ปชน.' ทวงขอความชัดเจนเยียวยาผู้เสียชีวิต

ครบ 7 วันเหตุปูนหล่นทับรถบนถนนพระราม 2 ‘สส.ปชน.’ ทวงขอความชัดเจนเยียวยาผู้เสียชีวิต

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.24 น.

ครบ 7 วันเหตุปูนหล่นทับรถบนถนนพระราม 2 สส.ปชน. ทวง รมว.คมนาคม ขอความชัดเจนเยียวยาผู้เสียชีวิต-ผลตรวจสะพานทั่วประเทศ จี้กวดขันผู้รับเหมา ประชาชนต้องปลอดภัย

วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร เขต 1 พรรคประชาชน กล่าวถึงเหตุการณ์ปูนหล่นทับรถยนต์ประชาชนบนถนนพระราม 2 เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ผ่านมาแล้ว 7 วัน ผู้ที่ถูกปูนหล่นทับนายอำนาจ ทองขำ เสียชีวิตแล้วนั้น ว่าตนได้ติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุการณ์ ขอความชัดเจนจากกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพราะยังไม่ได้มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่าจะมีการเยียวยากรณีนี้อย่างไรบ้าง

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เงินเท่าไรก็ชดเชยชีวิตคนคนหนึ่งไม่ได้ แต่ในเมื่อคนเสียชีวิตเป็นกำลังหลักให้ครอบครัว ยังมีลูกที่กำลังเรียนหนังสือ มีแม่ที่แก่ชราที่ต้องส่งเสียเลี้ยงดู และต้องไม่ลืมว่าเขาเป็นประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แค่ขับรถไปทำงาน แต่ต้องมาโดนปูนหล่นใส่และต่อมาเสียชีวิตลง ทางรัฐมนตรีควรมีความชัดเจนต่อเรื่องนี้ได้แล้วว่าจะเยียวยาอย่างไร และจะเยียวยาภายในเมื่อไหร่ ในเหตุการณ์ครั้งก่อนๆ รัฐมนตรีก็ประกาศออกมาเลย แต่ครั้งนี้ยังไม่มีการประกาศ มีเพียงบอกว่าให้เยียวยาเต็มที่ แต่คำว่า “เต็มที่” คืออย่างไร ควรชัดเจนให้ทางญาติของผู้เสียชีวิตและสาธารณชนรับรู้

หลังเกิดเหตุ รมว.คมนาคม เคยมีการสั่งทบทวนระบบการบริหารงานบำรุงรักษาสะพาน และที่มีการให้ตรวจสอบสะพานทั้งหมด 17,500 แห่งทั่วประเทศนั้น ถือเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้ประชาชน แต่ภายหลังจากสั่งการไป รัฐมนตรีควรกลับมาตอบสาธารณชนด้วยว่าผลความคืบหน้าเป็นอย่างไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจครบหรือยัง หากยังไม่ครบ แล้วจะตรวจเสร็จเมื่อใด ส่วนที่ตรวจแล้ว พบจุดเสี่ยงกี่จุด จะมีการซ่อมแซมภายในเมื่อใด และระหว่างที่ยังตรวจไม่ครบหรือยังไม่ได้ซ่อมจุดที่ตรวจแล้วพบความชำรุด จะมีมาตรการอย่างไรเพื่อทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัย 

“ที่ทวงถามมาทั้งหมดต้องการให้เกิดความชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ไม่อยากให้เป็นเพียงการประกาศหรือสั่งการของผู้มีอำนาจเพียงแค่ลดอุณหภูมิกระแสสังคม แล้วปล่อยให้เวลาเยียวยาไปเองโดยไม่ได้คืนความเป็นธรรมและไม่ได้สร้างความปลอดภัยสาธารณะ“ ณัฐพงษ์ ระบุ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า จากที่หน่วยงานชี้แจงว่าปูนที่หล่นทับรถยนต์เป็นการหล่นมาจากสะพานยกระดับตัวเก่า แต่ก็เกิดขึ้นบนถนนพระราม 2 ในฐานะ สส.พื้นที่ที่ประชาชนได้รับผลกระทบและขณะนี้มีประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อมั่นต่อการสัญจรผ่าน โดยเฉพาะการสัญจรผ่านบนถนนพระราม 2 ตนต้องติดตามทวงถามจากผู้มีอำนาจเพื่อให้แน่ใจว่าพี่น้องประชาชนจะปลอดภัยจากการใช้รถใช้ถนนบนถนนพระราม 2 และเหตุการณ์เช่นนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก เพราะทุกวันนี้ประชาชนก็หวาดผวาและไม่เชื่อมั่น กระทบต่อคุณภาพชีวิตและกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ด้วย 

“เมื่อเกิดเหตุบนถนนพระราม2 อีกแล้ว และการเกิดครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แม้ครั้งนี้ปูนจะหล่นมาจากสะพานยกระดับตัวเก่า แต่ก่อนหน้านี้ไม่นานก็มีรถเครนที่ก่อสร้างทางยกระดับตกมาใส่รถของประชาชน จึงอยากใช้โอกาสนี้ส่งเสียงไปยังผู้มีอำนาจด้วย ให้มีการกวดขันผู้รับเหมาให้ใส่ใจเรื่องพระราม 2 ทั้งเรื่องการก่อสร้าง ความปลอดภัย การเสร็จตามกำหนดที่รัฐมนตรีประกาศแต่ก็ไม่ใช่เร่งงานจนละเลยความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน รวมถึงอยากให้ใส่ใจต่อพื้นถนนให้มีมาตรฐาน ให้สะอาดสะอ้าน เพราะเศษหินเศษดินเศษปูนก็มีส่วนเป็นปัจจัยหนึ่งไปขวางทางน้ำระบาย เมื่อไม่กี่วันก่อนมีฝนตกก็ส่งผลให้น้ำท่วมบนถนนพระราม 2 จนทำให้การจราจรติดขัด การเดินทางเป็นอัมพาตทั้งจังหวัด ควรกวดขันแก้ไขและเตรียมตัว ถนนพระราม 2 ไม่ควรกระทบชีวิตของพี่น้องประชาชนมากขนาดนี้“ นายณัฐพงษ์กล่าว

หักล้างวาทกรรม BRN! รัฐบาลไทยอุ้มสังหาร’ฮะญีสุหลง’ ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์

หักล้างวาทกรรม BRN! รัฐบาลไทยอุ้มสังหาร'ฮะญีสุหลง' ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์

หักล้างวาทกรรม BRN! รัฐบาลไทยอุ้มสังหาร’ฮะญีสุหลง’ ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.05 น.

หักล้างวาทกรรมBRN รัฐบาลไทยอุ้มสังหาร’ฮะญีสุหลง’ เป็นคำโกหก เพื่ออ้างความชอบธรรมในการแบ่งแยกดินแดน 

วันที่ 14 มกราคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก ฤๅ – Lue History ซึ่งมีติดตามนับแสนคน โพสต์ข้อความระบุว่า  ตามที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN รวมถึงพรรคการเมืองในกรุงเทพบางพรรค กล่าวอ้างในหลาย ๆ แห่งว่า ฮะญีสุหลง โดนจอมพลป.พิบูลสงคราม สั่งฆ่าถ่วงน้ำที่ทะเลสาบสงขลาเมื่อปี 2497

แต่งานศึกษาชิ้นหนึ่งของชาวต่างประเทศชื่อ เจมส์ โอกีย์ ตั้งข้อสงสัยว่า ถ้าหากฮะยีสุหลงโดนจอมพลป. สั่งฆ่าจริง แล้วทำไมในอีก 3 ปีต่อมา อามีน โต๊ะมีนา ลูกชายหัวแหวนอีกคนของฮะญีสุหลง อีกทั้งยังแกนนำ BRN จึงไปร่วมมือกับจอมพลป. ในการสมัครรับเลือกตั้งในปี 2500 สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลาของจอม ป. และ เผ่า ศรียานนท์

นี่แสดงว่าข้ออ้างที่บอกว่า จอมพลป. หรือรัฐไทยสั่งฆ่าพ่อของเขานั้น ไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะถ้าพ่อถูก จอมพลป.สั่งฆ่าจริง แล้วทำไมภายในเวลาเพียง 2-3 ปีเท่านั้นลูกจึงไปจับมือกับ จอมพลป.อย่างสนิทแนบเนื้อ

หรือว่า “วาทกรรม” ที่บอกว่า “รัฐไทยสั่งอุ้มหายฮะญีสุหลง”นั้น น่าจะเป็นคำโกหกของพวก BRN และแนวร่วมฯ เพื่อใส่ร้ายรัฐบาลไทยและอ้างความชอบธรรมในการแบ่งแยกดินแดนเท่านั้น

ที่มา : เรียบเรียงและสรุปความบางส่วนจากหนังสือ Thai South and Malay North. National University of Singapore, 2008.

‘อดีตรมว.คลัง’ แนะ ‘นายกอิ๊งค์’ หยุดขายฝันกาสิโน เร่งแก้ปัญหาปากท้องเร่งด่วนดีกว่า

'อดีตรมว.คลัง' แนะ 'นายกอิ๊งค์' หยุดขายฝันกาสิโน เร่งแก้ปัญหาปากท้องเร่งด่วนดีกว่า

‘อดีตรมว.คลัง’ แนะ ‘นายกอิ๊งค์’ หยุดขายฝันกาสิโน เร่งแก้ปัญหาปากท้องเร่งด่วนดีกว่า

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.23 น.

“ธีระชัย ” แนะ นายกหยุด ขายฝันคาสิโน ถอดเรียนประเทศเพื่อนบ้าน ปชช.ยังยากจน เร่งแก้ปากท้อง รื้อโครงสร้างธุรกิจผูกขาดคืนกำไรให้ประชาชน

วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พปชร. อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีโปรโมทนโยบายเอ็นเทอเมนท์คอมเพลกซ์ ในรายการ “โอกาสไทยกับนายกแพทองธาร” ว่า เป็นการวาดฝันมองแต่ด้านบวกที่ไม่ครอบคลุม และแนะนำให้เน้นแก้ปัญหาปากท้องที่เร่งด่วนกว่า

นายธีระชัยกล่าวถึงประเทศเพื่อนบ้านว่าโอกาสสำเร็จในธุรกิจกาสิโนขึ้นกับระดับธรรมาภิบาลของประเทศอย่างชัดเจน ดังเห็นได้ประชาชนประเทศในอินโดจีนหรือฟิลิปินส์ไม่ได้ร่ำรวยขึ้นเหมือนดังสิงคโปร์ และกรณีของไทย ที่ผ่านมาทางการสามารถติดตามเส้นทางการโอนเงินผ่านบัญชีเพื่อลงโทษคอร์รัปชัน หรือบัญชีม้าสำหรับพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ แต่กาสิโนจะสามารถตัดตอนเส้นทางนี้ได้อย่างเด็ดขาด อันจะเป็นจุดอ่อนสำคัญ

นายธีระชัยเชื่อว่าประชาชนสนับสนุนการมีศูนย์บันเทิงอยู่แล้วที่ใช้สำหรับแสดงสินค้า การประชุมระหว่างประเทศหรือคอนเสิร์ต และสวนสนุกระดับโลก อันเป็นดูไบโมเดลที่พิสูจน์แล้วว่าทำได้สำเร็จโดยไม่ต้องมีกาสิโนซึ่งมีผลได้ไม่คุ้มกับผลเสีย

สำหรับกรณีที่นายกฯ อธิบายเรื่องแหล่งเงินเพื่อสร้างกาสิโนจะมาจากเอกชนต่างชาตินั้น นายธีระชัยกล่าวว่ารัฐบาลไม่สามารถจะเอาเงินของประชาชนไปสร้างกาสิโนได้อยู่แล้ว

ส่วนที่อ้างว่าจะสามารถเช็คประวัติและทรัพย์สินของคนทุกๆชาติที่จะเข้ามาเล่นพนันได้นั้น ก็เป็นการโฆษณาเกินจริง รวมทั้งในด้านจำนวนตำแหน่งงานที่จะเพิ่มขึ้นนั้น ต้องคำนึงเฉพาะส่วนของพนักงานกาสิโนซึ่งจะมีเพียงนับร้อย ทั้งนี้การไปนับตำแหน่งงานในส่วนของศูนย์บันเทิงนอกจากกาสิโนซึ่งเป็นดูไบโมเดลเป็นการทำให้ประชาชนสับสน

”ท่านนายกฯควรเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจแทนขายฝันกาสิโน เพราะประชาชนขณะนี้ฐานะกรอบไปหมดแล้ว รัฐบาลควรเน้นรื้อโครงสร้างธุรกิจผูกขาดเพื่อคืนกำไรให้ประชาชนผู้บริโภคและเปิดที่ยืนให้แก่พ่อค้ารายย่อยให้มากขึ้นจะดีกว่า“ นายธีระชัยแนะนำ.

อยากเห็น’แพทองธาร’ แสดงภาวะผู้นำ ความเป็นนายกฯ ลุยแก้ปัญหาไฟใต้?

อยากเห็น'แพทองธาร' แสดงภาวะผู้นำ ความเป็นนายกฯ ลุยแก้ปัญหาไฟใต้?

อยากเห็น’แพทองธาร’ แสดงภาวะผู้นำ ความเป็นนายกฯ ลุยแก้ปัญหาไฟใต้?

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.47 น.

‘เทพไท’ถามปัญหาไฟใต้ ใครรับผิดชอบ จี้’แพทองธาร’ แสดงภาวะผู้นำ  ลุยแก้ปัญหาไฟใต้?

วันที่ 6 พ.ค.2568  นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า ปัญหาไฟใต้ ใครรับผิดชอบ

ถ้าใครได้ติดตามการจัดรายการ“โอกาสไทยกับนายกแพทองธาร” ซึ่งจัดโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเห็นว่านางสาวแพทองธาร พูดจาฉะฉาน คล่องแคล่ว พูดเป็นต่อยหอย หรือภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า เหมือนกับผีเจาะปากมาพูด มีการพูดหลายเรื่อง แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ทำไมตอนที่ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลตั้งคำถามเพื่อขอคำตอบ นางสาวแพทองธาร กลับวิ่งหนี ปิดปากเงียบ ไม่ยอมตอบ

เมื่อนั่งพูดคนเดียว ไม่มีใครซักถามแบบนี้ ก็พูดได้อย่างเต็มที่ คงเป็นเพราะพูดคนเดียว ได้เตรียมตัว เตรียมข้อมูล ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี และได้พูดในสิ่งที่เตรียมไว้ แต่การถูกนักข่าวซักถาม อาจจะตอบคำถามไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้พื้นฐาน และไม่มีความรู้รอบตัวเลย

นางสาวแพทองธาร ต้องการพูดหลายเรื่องในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องบ่อนกาสิโน ที่หลายคนบอกว่า ต้องการผลักดันเรื่องนี้เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือรับประโยชน์อะไรมาก่อนหรือไม่ 

แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ปัญหาร้อน ปัญหาใหญ่ของประเทศในขณะนี้ คือเรื่องเหตุความรุนแรง3จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องใหญ่ ที่เหตุระเบิด มีเหตุลอบยิง มีเหตุคนตาย ทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์ แต่ไม่เห็นท่าทีจากนางสาวแพทองธาร ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ กลับไม่แสดงความเห็น ไม่มีท่าที ไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย  สร้างความแปลกใจเป็นอย่างมากว่า คนเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อเกิดปัญหาความรุนแรงใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ กลับไม่พูดไม่แสดงความเห็น ส่วนฝ่ายความมั่นคงก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

อยากถามว่า ปัญหา3จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลไม่สนใจ นายกรัฐมนตรีไม่เอาใจใส่ หรือว่าปัญหา3จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ในความรับผิดชอบของใคร ระหว่างความรับผิดชอบของนางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรีตัวจริง กับความรับผิดชอบของนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหลังม่าน หรือประเทศนี้จะปล่อยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นขาดความรับผิดชอบของคนเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลเฉยเมย ไม่เดือดร้อน ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างนี้ 

อยากให้นางสาวแพทองธาร ได้แสดงภาวะผู้นำความเป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศว่า มีท่าทีต่อการแก้ปัญหา3จังหวัดภาคใต้อย่างไร  อยากให้ตั้งโต๊ะแถลงข่าว เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามปัญหา เพื่อแสดงวุฒิภาวะ วิสัยทัศน์ และความรับผิดชอบว่า คนเป็นนายกรัฐมนตรี จะรับผิดชอบหรือจะแก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้อย่างไรบ้าง