ส่งจม.เปิดผนึกถึง‘อิ๊งค์’ เสนอ‘ไทยพุทธ-มุสลิม’พูดคุยดับไฟใต้

ส่งจม.เปิดผนึกถึง‘อิ๊งค์’ เสนอ‘ไทยพุทธ-มุสลิม’พูดคุยดับไฟใต้

ส่งจม.เปิดผนึกถึง‘อิ๊งค์’ เสนอ‘ไทยพุทธ-มุสลิม’พูดคุยดับไฟใต้

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ส่งจม.เปิดผนึกถึง‘อิ๊งค์’ เสนอ‘ไทยพุทธ-มุสลิม’พูดคุยดับไฟใต้

“พรรคประชาชน” ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง “รัฐบาลอิ๊งค์” เร่งพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้ แนะดึง “ไทยพุทธ-มุสลิม” เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเชื่อแนวทางสันติเป็นวิธีเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพระยะยาว ส่วน “พรรคเพื่อไทย”ออกแถลงประณามเหตุรุนแรงชายแดนใต้ ย้ำต้องเอาผิดผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจพรรคประชาชน-People’s Partyโพสต์ข้อความระบุว่า เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่ากังวลอีกครั้งนับตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างมากจากการปรากฏรูปแบบการก่อเหตุที่พุ่งเป้าไปยังพลเรือนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นนักบวช ประชาชนทั่วไป หรือประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก คนชรา ผู้พิการโดยเริ่มมาตั้งแต่การลอบยิงอดีตอุสตาซ หรือ ครูสอนศาสนาอิสลามเสียชีวิตขณะกลับจากการละหมาดเมื่อวันที่18 เม.ย.,การลอบยิงสามเณรจนบาดเจ็บและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 เม.ย.,การกราดยิงลูกกับแม่ที่พิการทางสายตาจนเสียชีวิต และการกราดยิงผู้สูงอายุกับเด็กจนบาดเจ็บและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 พ.ค.และล่าสุดเกิดเหตุยิงพลเรือนชายเสียชีวิตอีก1 คน ที่ อ.ยะหริ่ง ปัตตานี เมื่อคืนวันที่ 4 พ.ค. เหตุการณ์ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจและความโกรธแค้นของผู้คน ทั้งในชุมชนชาวพุทธและมุสลิมในพื้นที่ รวมถึงคนไทยทั้งประเทศ

ความรุนแรงระลอกล่าสุดนี้ สั่นคลอนความรู้สึกและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างรุนแรง ประชาชนทุกศาสนิกต่างตกอยู่ในความหวาดระแวง ซึ่งทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งอยู่ในภาวะเปราะบางและสุ่มเสี่ยงที่จะเลวร้ายลงมากที่สุดในรอบหลายปี

ในสภาวการณ์เช่นนี้ พรรคประชาชนขอสื่อสารไปยังทุกคน ถึงอันตรายของการใช้ความรุนแรง และย้ำเตือนถึงความสำคัญในการใช้แนวทางสันติเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งเราเชื่อว่า เป็นวิธีเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพระยะยาวที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยปราศจากความกลัวและความเกลียดชังระหว่างกัน

ถึงขบวนการที่คิดว่ากำลังต่อสู้เพื่อพี่น้องมลายูมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร องค์กรไหน การสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์นั้น นอกจากจะขัดต่อทั้งหลักศาสนา หลักกฎหมาย และหลักการมนุษยธรรมระหว่างประเทศแล้ว ยังส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการสร้างสันติภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ความรุนแรงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์มีแต่จะสร้างความเกลียดชังและเพิ่มอคติที่มีต่อพี่น้องมลายูมุสลิม ความรุนแรงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์มีแต่จะสร้างความโกรธแค้นไปบดบังความเข้าอกเข้าใจในความอยุติธรรมที่พี่น้องมลายูมุสลิมถูกกระทำ ความรุนแรงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์มีแต่จะผลักให้สังคมโหยหาการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันจนไม่สิ้นสุด ความรุนแรงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์มีแต่จะบ่อนทำลายความชอบธรรมทางการเมืองของการต่อสู้ ลดทอนคุณค่าอุดมการณ์ที่ใช้กล่าวอ้างกันมาโดยตลอด

พรรคประชาชน เรียกร้องให้หยุดการสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์โดยทันที และการยุติความรุนแรงดังกล่าวจะเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการพูดคุยเพื่อสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขบวนการต่อสู้ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองมากกว่านี้ และต้องแสดงออกให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าพร้อมจะใช้กระบวนการทางการเมืองในการแก้ปัญหา มิใช่ใช้กำลังอาวุธ

ถึงรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่า ในช่วงที่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพมีความคืบหน้าและมีทิศทางที่ชัดเจน สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น รัฐบาลต้องตระหนักว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความรุนแรงกลับมาปะทุขึ้นอีกในระลอกล่าสุด เกิดจากความไม่ชัดเจนในยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ว่าจะมีแนวทางในการสร้างความยุติธรรม นิติรัฐ และสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร โดยเฉพาะการปล่อยให้กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพหยุดชะงักมานานเกือบ 1 ปีโดยไร้ทิศทาง

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลควรกลับมาสานต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพโดยเร็ว และในกระบวนการนั้นต้องฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากความรุนแรงของทุกฝ่ายด้วย โดยจัดเวทีคู่ขนาน ทำให้พี่น้องทั้งชาวพุทธและมุสลิมมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของกระบวนการสันติภาพนี้ไปด้วยกัน

พรรคประชาชนเห็นว่า ในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพในอนาคต ต้องมีองค์ประกอบส่วนหนึ่งจากผู้ที่มีบทบาทและอำนาจในการสั่งหยุดความรุนแรงในพื้นที่ได้จริงเข้าร่วมด้วย เพื่อประสิทธิภาพในการเจรจา และเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน

ถึงพี่น้องประชาชนที่เคารพ ความรุนแรงที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้เป็นผลจากความขัดแย้งที่สลับซับซ้อนและยืดเยื้อมาเป็นเวลาหลายปี เกิดความสูญเสีย เจ็บปวด ล้มตาย กับพี่น้องประชาชนทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธหรือมุสลิม

เราทุกคนเจ็บปวดต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น แต่เราก็ต้องช่วยกันระมัดระวังไม่ให้สังคมตกหล่มอยู่ในวังวนของความรุนแรง เป้าหมายของความรุนแรงคือการสร้างความหวาดกลัวและความโกรธเกลียด แต่พวกเราอย่าลืมว่าความหวาดกลัวและความโกรธเกลียดที่นำไปสู่การเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงตอบโต้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันนั้น ไม่สามารถสร้างสันติภาพได้ บทเรียนที่ผ่านมา ทั้งในและต่างประเทศ ล้วนบอกเราว่า ไฟไม่สามารถดับไฟได้ การตอบโต้อย่างรุนแรงมีแต่จะทำให้ความรุนแรงบานปลายขยายตัวจนยากจะกลับสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในอนาคต นี่จึงเป็นห้วงเวลาที่พวกเราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อย่างมีสติ และต้องช่วยกันผลักดันให้ทุกฝ่ายแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยกระบวนการทางการเมือง เพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในอนาคต

ด้านพรรคเพื่อไทย โพสต์แถลงการณ์สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ประณามเหตุรุนแรงภาคใต้โดยระบุว่า สมช. ประณามเหตุรุนแรงชายแดนใต้เป็นการกระทำที่ไร้อารยะ บั่นทอนบรรยากาศแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ พร้อมให้คำมั่นว่าภาครัฐจะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2568 สมช. ออกแถลงการณ์ประณามการก่อเหตุต่อผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีข้อความระบุว่า ตามที่ได้ปรากฏเหตุความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วงที่ผ่านมา ซึ่งได้ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเด็ก สตรี และผู้สูงอายุนั้น สมช.ในฐานะหน่วยงานนโยบายในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาล ขอประณามการกระทำที่ไร้อารยะดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน กฎหมาย และบรรทัดฐานระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงและปราศจากซึ่งความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งล้วนแต่บั่นทอนบรรยากาศแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมทั้งแสดงถึงความไม่จริงใจอันเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

สมช.ขอส่งสารฉบับนี้ ไปถึงกลุ่มขบวนการและผู้ก่อเหตุรุนแรงให้ยุติการก่อเหตุร้ายที่ปราศจากความรับผิดชอบนี้ในทันที พร้อมทั้งขอยืนยันว่าการก่อเหตุต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ จะไม่มีทางช่วยให้การแสวงหาทางออกทางการเมืองเกิดขึ้นได้เลย

วันเดียวกัน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เดินทางไปที่หน่วยเฉพาะกิจจังหวัดนราธิวาส ต.กะลุวอ อ.เมือง จ.นราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์และหารือการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ โดยมี เจ้าหน้าที่ ฝ่ายความมั่นคงทั้ง 3 ฝ่าย ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง เข้าร่วมประชุม

จากนั้น พ.ต.อ.ทวี ได้ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ที่ รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ ก่อนที่ช่วงบ่ายจะไปที่วัดสิทธิสารประดิษฐ์(โคกยาง) ต.โฆษิต และวัดโคกมะม่วง ต.พร่อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เพื่อเป็นประธานในพิธีฌาปณกิจศพ นายแดง ตุนาสุข นายดำ จันทร์คง และด.ญ.สสิตา จันทร์คง ผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงในบ้านพัก ม.5 ต.โฆษิต อ.ตากใบ เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา

สส.ปชน.รุมชำแหละ 15 โครงการ 2.7 พันล้าน ถล่มงบปรับปรุงรัฐสภา

สส.ปชน.รุมชำแหละ 15 โครงการ 2.7 พันล้าน ถล่มงบปรับปรุงรัฐสภา

สส.ปชน.รุมชำแหละ 15 โครงการ 2.7 พันล้าน ถล่มงบปรับปรุงรัฐสภา

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สส.ปชน.รุมชำแหละ15โครงการ2.7พันล้าน ถล่มงบปรับปรุงรัฐสภา ซัดนิติบัญญัติแปรงบเข้าตัวเอง ขอ100ล.วาดจิตรกรรมฝาผนัง จ้างออกแบบลานจอดรถเพิ่ม ปธ.วิปรบ.ติงไม่จำเป็นควรตัด

“ปธ.วิปรบ.” เปิดกรอบเวลาถกงบฯปี’69 “รบ.-ฝ่ายค้าน” ฝ่ายละ 20 ชม. ให้จ้อ 3 วัน ติงของบฯปรับปรุง “รัฐสภา” ชี้อะไรเกินจำเป็นต้องตัด แนะควรไปกระตุ้นศก. แก้เดือดร้อนปชช. พรรคประชาชน นำโดย “พริษฐ์” เปิดคำของบปี’69ของรัฐสภา จับตา 15 โครงการ มูลค่าสูงกว่า 2.7 พันล้าน มี 10 โครงการเฉียดพันล.อยู่ในร่างพ.ร.บ.งบ’69ที่เน้นปรับปรุง-ติดตั้งระบบ-เติมแต่ง อาคารรัฐสภา ทั้งที่เปิดใช้มาแค่ 5 ปี ตั้งคำถามถึงความจำเป็น อาทิ รีโนเวทห้องประชุม 118 ล.โดยที่ยังใช้งานปกติ ขณะที่‘ภัณฑิล’สอนมวย‘นิติบัญญัติ’ไม่ควรแปรงบเข้าตัวเอง ปูดมีของบ 100 ล้านวาดจิตรกรรมฝาผนังหลังบัลลังก์‘ปธ.สภา’แต่ถูกเบรก ส่วน‘พิพิธภัณฑ์รัฐสภา’เสียงบไปร้อยล้าน กลายเป็นสุสานใต้ดิน ไร้คนเข้าใช้ ตกใจหนักสำนักเลขาธิการสภาฯ ทุ่ม 100 ล้านออกแบบลานจอดรถใต้ดิน ทั้งที่ยังหางบสร้างไม่ได้

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า น่าจะเหมือนเดิมคือ แบ่งเวลาให้ฝ่ายค้านและรัฐบาลฝ่ายละ 20 ชั่วโมง ประธานในที่ประชุม 1 ชั่วโมง ครั้งนี้ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทุกฝ่ายอภิปรายได้หมด คาดว่าน่าจะใช้เวลาพิจารณาภายใน 3 วัน

ติงงบปรับปรุงสภาเกินจำเป็นต้องตัด

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพรรคประชาชนเตรียมตัดงบประมาณปรับปรุงอาคารรัฐสภา สืบเนื่องจากมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสม กรณีสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอของบประมาณในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 มูลค่าเกือบพันล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเพื่อปรับปรุงพื้นที่ในรัฐสภาจำนวนหลายโครงการ อาทิ ปรับปรุงพิพิธภัณฑ์รัฐสภา 120 ล้านบาท ทำระบบเสียงห้องประชุมสัมมนา ขนาด 1,500 ที่นั่ง มูลค่า 99 ล้านบาท ปรับปรุงห้องประชุม CB406 มูลค่า 118 ล้านบาทท ปรับปรุงไฟห้องสัมมนาชั้น B1 และ B2 มูลค่า 118 ล้านบาท ปรับปรุงห้องสารนิเทศ มูลค่า 180 ล้านบาท ปรับปรุงศาลาแก้ว 123 ล้านบาท ปรับปรุงครัวรัฐสภา 117 ล้านบาทนั้นนายวิสุทธิ์กล่าวว่า อะไรที่จำเป็นก็ต้องทำ ที่ไม่จำเป็นก็ไม่ควรทำ ขณะนี้ควรกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนก็ควรทำ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะฝ่ายค้านอย่างเดียว แต่ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องตรวจสอบด้วยว่าอะไรที่เสนอโดยหน่วยงานต่างๆ มาแล้วไม่เป็นประโยชน์ ไม่สร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ เราต้องช่วยกันตัด ส่วนการประชุม สส. ของพรรคเพื่อไทยวันที่ 13 พฤษภาคม จะคุยเรื่องการตัดงบประมาณ ต้องดูว่าอะไรไม่จำเป็น หรืออะไรที่จำเป็น สิ่งที่รัฐบาลเขียนมามีอะไรที่เราต้องตรวจสอบ

“อดิศร”หนุนดันงบปรับปรุงพื้นที่สภาฯ

ด้านนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงการเสนอของบประมาณเพื่อปรับปรุงพื้นที่รัฐสภา หลังว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาฯออกมาระบุเสนอให้กมธ.กิจการสภาฯ พิจารณาเห็นชอบว่า ยอมรับมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาฯนำรายละเอียดการเสนอของบประมาณเพื่อปรับปรุงให้พวกเราบางคนได้พิจารณา ซึ่งเป็นคนที่สนใจ ซึ่งตนเป็นหนึ่งในคนที่ได้เห็นรายละเอียดเบื้องต้น และตนเห็นว่าควรสนับสนุนให้รัฐสภาพัฒนาในทางที่ดี

“งบประมาณของสภาฯ เพื่อพัฒนาบ้านของฝ่ายนิติบัญญัติให้พัฒนาและรับรองในทุกด้าน ซึ่งผมเชื่อว่าจะทุจริตยากมาก เพราะหากสำลีหล่นยังไม่ถึงพื้น ก็รู้แล้วว่าใครทำ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาฝ่ายนิติบัญญัติได้รับงบประมาณมาน้อยมาก เมื่อเทียบกับฝ่ายบริหารหรือฝ่ายตุลาการ” นายอดิศรกล่าว

ต้องอำนวยความสะดวกปชช.

ถามว่าการเสนอของบปรับปรุงพื้นที่ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองจะเหมาะสมหรือไม่ นายอดิศรกล่าวว่า ควรให้สภาฯตัดสิน ตนมองว่าแนวโน้มที่เสนองบประมาณและมีฝ่ายที่เสนอแนะแล้ว ขอให้ทุกฝ่ายและสื่อมวลชนมองในแง่ดี อย่าขัดขวางงบนิติบัญญัติที่เป็นตัวแทนของทุกฝ่าย ส่วนที่มองว่าควรเอางบไปแก้ปัญหาให้ประชาชนดีกว่าหรือไม่นั้น ในการแก้ปัญหามีกระทรวง มีรัฐบาลทำโครงการชัดเจน ปัญหาที่รัฐบาลแก้ไม่ได้ สามารถมาร้องทุกข์ที่สภาฯหรือกมธ. ดังนั้น สภาฯต้องอำนวยความสะดวกกับประชาชน มีน้ำให้ดื่ม มีห้องให้นั่ง ซึ่งปัจจุบันไม่มีที่รองรับประชาชน นอกจากนั้น เห็นว่ามีอีกหลายส่วนที่ควรปรับปรุง เช่น เครื่องปรับอากาศในห้องแถลงข่าว ที่พบแอร์ไม่ติด อากาศร้อนมาก ทั้งที่ห้องอื่นเย็น ขณะที่ที่จอดรถควรคำนึงถึงการชาร์จแบตเตอร์รี่รถไฟฟ้า เพื่อให้ทันสมัย

ปชน.จับตา15โครงการรีโนเวทสภา

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง เปิดคำของบ 69 ของรัฐสภา: จับตา 15 โครงการมูลค่าสูง ปรับปรุง-ติดตั้งระบบ-เติมแต่ง อาคารรัฐสภาว่า เดือนนี้สภาผู้แทนราษฎรเราเข้าใกล้กระบวนการพิจารณางบประมาณ 2569 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯพิจารณา เป็นคิวงบประมาณ 2569 ของสภา ประเด็นหลักที่ กมธ. ขอให้หน่วยงานชี้แจงคือ “โครงการใหม่ที่หน่วยงานเห็นว่าสำคัญและใช้งบประมาณวงเงินสูง” ทั้งที่ขอไปและสำนักงบฯอนุมัติ รวมถึงที่ขอไปและสำนักงบฯไม่อนุมัติ ทางหน่วยงานได้ระบุมาทั้งหมด 15 โครงการ

สำหรับ 10 โครงการที่ได้รับการจัดสรรงบฯ 2569 โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) และอยู่ในร่าง พ.ร.บ. งบฯคือ 1.ก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่พิพิธภัณฑ์รัฐสภา รวมค่าจ้างที่ปรึกษา = 44 ล้านบาท 2.พัฒนาระบบภาพยนตร์ 4D ห้องบรรยายใหญ่ B1-2 = 180 ล้านบาท 3.ปรับปรุงไฟส่องสว่างเพิ่มเติมบริเวณห้องประชุมสัมมนาชั้น B1 และ B2 = 117 ล้านบาท 4.ปรับปรุงศาลาแก้ว 2 หลัง = 123 ล้านบาท 5.ปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ = 118 ล้านบาท 6.ปรับปรุงพื้นที่ครัวของอาคารรัฐสภา = 117 ล้านบาท 7.ติดตั้งภาพและเสียงประจำห้องจัดเลี้ยง ชั้น B2 = 99 ล้านบาท 8.จัดซื้อจอ LED Display = 72 ล้านบาท 9.พัฒนาปรับปรุงพื้นที่ส่วนภูมิทัศน์และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ = 43 ล้านบาท 10.ปรับปรุงห้องจัดเลี้ยง ชั้น 1 โซน C = 43 ล้านบาท รวมเป็นงบฯ 956 ล้านบาท

โดยมีอีก 5 โครงการที่หน่วยงานทำคำขอ แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2569โดย ครม. คือ 1. ก่อสร้างอาคารจอดรถรัฐสภาเพิ่มเติม รวมค่าควบคุมงานและค่าจ้างที่ปรึกษา1,529 ล้านบาท 2.ออกแบบและตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ประธานสภาฯในห้องประชุมสุริยัน 133 ล้านบาท 3.จัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย = 74 ล้านบาท 4.ระบบป้องกันฝุ่นพิษ PM2.5 และเสริมสร้างคุณภาพอากาศ = 50 ล้านบาท 5.จ้างงานซ่อมแซมปรับปรุงเสาไม้สัก 31 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 1,817 ล้านบาท

ชี้ตลกร้ายขอ118ล.ปรับปรุงห้องถกงบฯ

นายพริษฐ์ตั้งข้อสังเกตว่า ถึงแม้โครงการดังล่าวยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดมาชี้แจง แต่ที่สะดุดใจคือ

1. โครงการส่วนใหญ่เน้นก่อสร้าง-เติมแต่ง-ติดตั้งระบบของอาคารรัฐสภา ทั้งที่สภาเพิ่งถูกสร้างด้วยงบฯ22,987 ล้านบาท เพิ่งเปิดใช้มาแค่ 5 ปี แต่ตนเห็นว่าตรงนี้ยิ่งทำให้เราต้องตรวจสอบโดยละเอียดว่าสิ่งที่ขอให้เพิ่มเติมนั้น จำเป็นต่อการใช้งานและการทำหน้าที่ของสภาฯจริงๆหรือไม่ 2.บางโครงการน่าตั้งคำถามถึงความจำเป็น เช่น การปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ 118 ล้านบาท ทั้งที่ใช้งานได้ปกติ และทำไมต้องใช้งบฯขนาดนี้ ตลกร้ายคือห้องนี้เป็นห้องที่ กมธ. วิสามัญ งบประมาณ ใช้ทุกปี เพื่อตรวจสอบความคุ้มค่าของงบฯของทุกหน่วยงานในประเทศ เช่น การออกแบบและตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ประธานสภาผู้แทนราษฎรในห้องประชุมสุริยัน 132 ล้านบาท ซึ่งดูเป็นการตกแต่งที่ฟุ่มเฟือยและไม่เกี่ยวกับการทำให้การประชุมสภามีประสิทธิภาพขึ้น

“การที่ กมธ.พัฒนาฯการเมืองบรรจุวาระเพื่อตรวจสอบงบฯสภาฯ เพราะ ในฐานะที่สภาฯเป็นองค์กรที่อนุมัติและชี้ขาดว่างบฯจากภาษีประชาชนแต่ละปี จะถูกจัดสรรไปที่หน่วยงาน-โครงการอะไร ถ้างบฯถูกใช้ไม่สมเหตุสมผล สภาฯอาจสูญเสียความชอบธรรมในการตรวจสอบงบประมาณของหน่วยงานอื่น ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในสภาน้อยลง ส่งผลต่อสุขภาพของประชาธิปไตยเรา”นายพริษฐ์กล่าว

ฝ่ายค้านงงชี้พิรุธแปรงบเข้าตัวเอง

ขณะที่นายภัณฑิล น่วมเจิม สส. กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีการของบฯของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยเฉพาะงบปรับปรุงพื้นที่รัฐสภาหลายรายการมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาทว่า จากการตรวจสอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 เรามีข้อสงสัยการของบของหน่วยงานหลายจุดมาก ซึ่งตนยังไม่ได้แถลงทั้งหมด เพราะมีเวลาจำกัด งบก่อสร้างใหม่ขนาดใหญ่ที่เป็นหลัก 100 ล้าน ซึ่งสาธยายยังไม่ครบ และยังไม่รวมพวกปลีกย่อยที่พยายามแตกย่อยออกอีก ความจริงเจตนาเขียนโครงการแต่ละอย่างก็ดูไม่ค่อยดี พูดภาษาชาวบ้านคือ การแปรงบเข้าตัวเอง ความจริงฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถหยิบงบประมาณได้เพราะเป็นการแทรกแซง แต่มันก็มีการแปรงบเข้าอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติค่อนข้างเยอะ

แฉใช้ร้อยล.ทำจิตรกรรมฝาผนังหลังบัลลังก์

นายภัณฑิลกล่าวต่อว่า แม้บางเรื่องเป็นเพียงแค่คำขอแต่เราก็ต้องดักขอไว้ก่อน เช่น เขาจะทำจิตรกรรมฝาผนังตรงหลังบัลลังก์ประธานสภา ซึ่งตอนนี้มันยังโล่งๆ อยู่ เขาจะทำใช้งบเป็นหลัก 100 ล้านบาท แต่โชคดีไม่ได้รับการจัดสรรเหมือนกัน นอกจากนั้น ยังมีระบบไอทีต่างๆ เช่น แชทบอต มีระบบเยอะมากและซ้ำซ้อน มีระบบการเรียนรู้ต่างๆ ตนเป็น สส.ก็ไม่เคยใช้ระบบเหล่านี้ไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรกันบ้าง

อย่างไรก็ตาม ต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ด้วย

ตกใจจ้างออกแบบที่จอดรถใหม่ร้อยล้าน

“ส่วนเรื่องพิพิธภัณฑ์รัฐสภาที่ผมพูดไปแล้วงบ 120 ล้านนั้น เป็นภาพรวมทั้งหมด แต่จริงๆ มีการทำไว้แล้วบางส่วนและยังไม่เสร็จ แต่ก็ยังจะมาขอเพิ่ม คำถามคือ แล้วที่ทำไป ไม่รู้ใช้เงินไปเท่าไร แต่ยังไม่เสร็จและไม่มีคนใช้เลย มันเป็นสุสาน อยู่ใต้สภา ไม่มีคนไปใช้ แล้วเราจะถมเงินเข้าไปเพิ่ม คิดว่ามันจะเวิร์คเหรอ ถ้าเรายังทำแบบเดิม แต่คาดหวังผลใหม่ เป็นไปไม่ได้ เสียเงินไปเป็น 100 ล้านบาทแล้ว”นายภัณฑิล กล่าว และว่า ส่วนที่จอดรถมีดำริสร้างเพิ่มบริเวณใต้ดิน สนามหญ้าหน้าอาคารรัฐสภา ซึ่งผ่านมติ ครม.ไปแล้วงบประมาณ 4,000 ล้านบาท แต่ระงับไว้อยู่ โดยเป็นการเจาะใต้ดินใหม่ ทราบว่ามีการประกวด TOR เพื่อออกแบบก่อสร้างแล้ว ซึ่งค่าออกแบบก่อสร้างใช้งบเป็น 100 ล้านบาท ก็น่าตกใจคือ งบยังไม่ถูกอนุมัติแต่จะเอางบจากเงินตกเบิก หรือเขาเรียบงบกลางฝ่ายนิติบัญญัติของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ มาออกแบบ ซึ่งเป็นงบที่ไม่ต้องผ่านสภา

“สุดท้ายแล้ว คุณออกแบบเสร็จ ก็ยังไม่ได้ทำ เป็นการผลาญเงินทิ้ง ทั้งที่ต้องสรุปให้ได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ ตามกระบวนการ เพราะเป็นเงินเราเอง เราสร้างบ้านเราเอง ถ้ายังสรุปไม่ได้ ยังไม่มีงบสร้าง จะไปเสียเงินออกแบบทำไม เป็นเรื่องประหลาด อีกทั้ง อนาคตจะมีรถไฟฟ้ามาจ่ออยู่ข้างหน้า อยากให้ส่งเสริมใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น หรือขอความร่วมมือใช้พื้นที่จอดรถหน่วยงานข้างๆก็แก้ปัญหาบางส่วนได้ แต่ไม่ทำ เลือกที่จะสร้าง เอะอะก็สร้างเพิ่ม และกระบวนการตรงนี้ก็ไม่ค่อยชอบมาพากลเท่าไร” นายภัณฑิล กล่าว

ปูดสำนักฯวุฒิชง2.3ล.ให้สว.เรียนภาษาจีน

และเผยต่อว่า ส่วนกรณีสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาที่ตนระบุว่าของบประมาณให้สว.เรียนภาษาจีนเพิ่มเติม 2.3 ล้านบาทนั้น ยังเป็นเพียงคำของบ แต่ไม่ผ่านและไม่ได้รับการจัดสรร แต่มันก็แปลกที่กล้าขอ ซึ่งบางทีต้องรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรขอ แต่เราดักทางไว้ว่างบแบบนี้ในอนาคตไม่ควรผ่าน ถ้าเป็นการขอให้เจ้าหน้าที่สภาไปเรียนยังพอเข้าใจได้ เพราะต้องใช้ในการประสานงานเป็นล่ามหรืออะไรต่างๆ แต่การให้ สว.ไปเรียน มันไม่ใช่ภารกิจของสว. ซึ่งเรื่องนี้เป็นคำงบประมาณในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 69 ซึ่งน่าจะไม่ได้รับการจัดสรร

รองปธ.สภาคนที่2แจงยิบปมของบอื้อซ่า

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สองให้สัมภาษณ์ชี้แจงผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand กรณีสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในส่วนของสภาฯ เพื่อปรับปรุงอาคารและสถานที่ภายในสภาฯ เป็นงบฯจำนวนใกล้หลักพันล้านว่า เมื่อปี 2567 สภาฯเพิ่งรับมอบการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีบางส่วนที่ยังไม่มีตามแบบแปลนเดิม จึงต้องดำเนินการเพิ่มเติม และเป็นส่วนที่สภาฯต้องใช้ประโยชน์ ดังนั้น ถือว่าจำเป็นต้องดำเนินการบางส่วน ซึ่งนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่1 เคยให้สัมภาษณ์ต้องการให้สภาฯเป็นสภาฯของประชาชน ประชาชนต้องสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หรือเครื่องยอดชั้น11ของรัฐสภาที่เมื่อก่อนไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ารับชม

ส่วนรายละเอียดโครงการปรับปรุงรีโนเวทอาคารสถานที่ของสภาฯที่เป็นดำริของนายพิเชษฐ์ อาทิ การถมสระมรกตในสภาฯใช้งบฯ 150 ล้านบาท ยังเป็นเพียงแนวคิดของนายพิเชษฐ์ ยังไม่ได้จัดทำคำของบฯปี 69 แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่สาธารณะประโยชน์ประมาณ 1,000 – 2,000 ตาราง ไม่ใช่นำมาโชว์ประดับเฉยๆ ควรนำอาคารเบาไปใส่เพื่อทำห้องสมุด จากเดิมห้องสมุดอยู่ชั้น9 ก็จะย้ายลงมายังบริเวณดังกล่าวให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เป็นลักษณะห้องสมุด Co – Working Space อยู่ระหว่างประสานกรมโยธาธิการและผังเมือง ตรวจแบบว่าจะรองรับอาคารเบาได้หรือไม่ เพราะแปลนเดิมไม่ได้เตรียมไว้เพื่อรองรับสิ่งเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเพิ่มพื้นที่ลานจอดรถในอนาคต รวมถึงบางโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯที่ผ่านมา อาทิ ขยายห้องตอบกระทู้แยกเฉพาะ เปิดร้านกาแฟร้านสะดวกซื้อ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการคือ ปรับปรุงห้องร้องทุกข์ของประชาชน

รับดูแค่2โครงการปรับลดงบลงแล้ว

รองประธานสภาฯ คนที่ 2 กล่าวอีกว่า การทำคำของบฯปี 69 ของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เพื่อปรับปรุงรีโนเวทอาคารสถานที่ภายในสภาฯ 7 โครงการ งบรวม 875 ล้านบาทนั้น ตนรับผิดชอบ 3 สำนักงานภายในที่เกี่ยวข้องกับ 2 โครงการจาก 7 โครงการดังกล่าว ได้แก่ 1.โครงการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์รัฐสภางบฯ 120 ล้านบาท 2.โครงการปรับปรุงระบบเสียงห้องประชุม 1,500 ที่นั่ง งบฯ 99 ล้านบาท ตามแบบแปลนเดิม ระบบเสียง-ภาพไม่มี เป็นห้องโล่ง จึงจะปรับให้เป็นห้องสัมมนาขนาดใหญ่จุคนได้1,500 ที่นั่ง ไม่ต้องไปเช่าโรงแรมเพื่อจัดสัมมนา ทั้งนี้ ก่อนที่ตนจะมารับตำแหน่งรองประธานสภาฯ โครงการดังกล่าวตั้งงบฯไว้ก่อนแล้ว และมีจำนวนงบฯสูงกว่านี้ พอตนมาเข้ารับตำแหน่งได้ขอดูแบบ และปรับลดงบฯลงมาเท่าที่จำเป็น

ชี้ถ้าสังคมครหาหนักสส.ตัดลดงบได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงงบฯปรับปรุงศาลาแก้วในรัฐสภา 123 ล้านบาท แบบแปลนแรกเริ่มจะให้ใช้ประโยชน์อะไร นายภราดรกล่วว่า ถ้าให้ตนจินตนาการ จะเหมือนเรือนไทย เหมือนเป็นมุกหน้าบ้าน ผู้ออกแบบคงจะออกแบบมาแบบนั้น แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ยอมรับว่าศาลาแก้วไม่ค่อยได้ถูกนำไปใช้งาน เพราะภายในร้อนมาก ตนเคยไปอยู่ที่ศาลาแก้ว รู้ว่าอยู่ไม่ได้ เพราะอากาศร้อนมาก สำนักงานเลขาฯสภาฯจึงต้องการปรับปรุง โดยติดแอร์เพิ่มหรือไม่ตนยังไม่ทราบ

ถามว่าโครงการปรับปรุงต่างฯของสภาฯคุ้มค่าหรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า ยังอยู่ระหว่างจัดทำคำขอเพื่อตั้งงบฯปี 2569 ตนเชื่อว่าหากสังคมวิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงมุมมองต่างๆออกไป มันจะเข้าสู่การพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี69ในสภาฯ ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ เมื่อสส. ได้รับฟังคำวิจารณ์ดังกล่าวแล้ว เขามีอำนาจตัดลดงบฯชั้นกมธ.วิสามัญฯ ก็คงต้องไปพูดคุยในกมธ.ฯต่อไปว่า ส่วนไหนสำคัญมากน้อยเพียงใด ยังไม่สิ้นสุด

‘ผู้ว่าฯอำนาจเจริญ’แจ้ง‘ปลัด มท.’ พบบุคคลอ้างตัวเป็น‘DSI’ บังคับ‘2 อดีตผู้สมัคร’ให้ยอมรับว่าฮั้วเลือกสว.

‘ผู้ว่าฯอำนาจเจริญ’แจ้ง‘ปลัด มท.’ พบบุคคลอ้างตัวเป็น‘DSI’ บังคับ‘2 อดีตผู้สมัคร’ให้ยอมรับว่าฮั้วเลือกสว.

‘ผู้ว่าฯอำนาจเจริญ’แจ้ง‘ปลัด มท.’ พบบุคคลอ้างตัวเป็น‘DSI’ บังคับ‘2 อดีตผู้สมัคร’ให้ยอมรับว่าฮั้วเลือกสว.

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.24 น.

“ผู้ว่าฯอำนาจเจริญ”ทำหนังสือแจ้ง”ปลัด มท.” พบกลุ่มบุคคล 3 รายอ้างเป็น”ดีเอสไอ” บังคับ”อดีตผู้สมัครสภาสูง 2 ราย”ให้ยอมรับว่าฮั้วเลือกตั้ง สว.

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ทำหนังสือลับ ด่วนที่สุดที่ อจ 0018.2/3 ถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย เรื่องรายงานเหตุกลุ่มบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลงพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ โดยมีรายละเอียดว่า ด้วยจังหวัดอำนาจเจริญได้รับรายงานจากอำเภอเมืองอำนาจเจริญ ว่า เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 มีกลุ่มบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ขอสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 2 ราย ดังนี้

1.นางไพรวัลย์ แก้วพวง อายุ 57 ปี อดีตผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ โดยเวลาประมาณ 09.00 น.ได้มีกลุ่มบุคคลเป็นผู้ชาย จำนวน 3 คน ใช้รถยนต์เก๋งสีเทา ป้ายทะเบียนสีแดง กรุงเทพมหานคร ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน เป็นยานพาหนะในการเดินทาง อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ได้แต่งเครื่องแบบ ไม่ได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเครื่องหมายใดๆ ที่แสดงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้เข้าไปในบริเวณบ้านที่นางไพรวัลย์ฯ พักอาศัยอยู่ และได้ทำการถอดปลั๊กไฟของกล้องวงจรปิด เพื่อไม่ให้มีการบันทึกภาพและเสียง และพฤติการณ์การกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลดังกล่าว

พร้อมทั้งได้บังคับให้นางไพรวัลย์ฯ รับสารภาพว่า ได้กระทำความผิดในการฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยอ้างว่าบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดในการฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้งหมดแล้ว เมื่อนางไพรวัลย์ฯ พยายามสอบถามกลุ่มบุคคลดังกล่าวอีกครั้งว่ามาจากหน่วยงานใด กลุ่มบุคคลดังกล่าวแสดงอาการบ่ายเบี่ยง โดยนางไพรวัลย์ฯ ได้ถามย้ำ 2 – 3ครั้ง แต่ไม่ได้รับคำตอบ นางไพรวัลย์ฯ จึงปฏิเสธไม่ให้ข้อมูล เนื่องจากไม่เชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจริง

2.นางบุญล้อม วรรณพัฒน์ อายุ 65 ปี อดีตผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ โดยเวลาประมาณ 16.00 น.ได้มีกลุ่มบุคคลเป็นผู้ชาย จำนวน 3 คน อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ได้แต่งเครื่องแบบ ไม่ได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเครื่องหมายใดๆ ที่แสดงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้มาพบนางบุญล้อม เพื่อขอสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยพยายามหว่านล้อมให้นางบุญล้อมให้ข้อมูล และจะติดตั้งจอฉายโปรเจคเตอร์ เพื่ออธิบายให้นางบุญล้อมทราบถึงข้อมูล

ซึ่งนางบุญล้อม ให้การปฏิเสธไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ กับกลุ่มบุคคลดังกล่าว เนื่องจากไม่เชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจริง เมื่อนางบุญล้อม ปฏิเสธการให้ข้อมูล กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้เดินทางไปยังบ้าน นางพิสมัย เข็มทอง อดีตผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ แต่ไม่พบนางพิสมัย กลุ่มบุคคลดังกล่าวจึงได้เดินทางออกจากพื้นที่ โดยใช้รถยนต์เก๋ง (รถยนต์ไฟฟ้า) สีเทา ป้ายทะเบียนสีแดง กรุงเทพมหานคร ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน

จังหวัดอำนาจเจริญ จึงขอรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวให้กระทรวงมหาดไทยทราบ ทั้งนี้ จังหวัดอำนาจเจริญ ได้กำชับให้นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนันและผู้ใหญ่บ้าน คอยตรวจตรา ติดตามสอดส่อง กำกับดูแลการปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชาชน การรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่ประสงค์ขอรับการสนับสนุนข้อมูลข่าวสารหรือการสืบสวนสอบสวนใด ให้เป็นไปตามแนวทางการปฏิบัติ ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

แน่จริงให้รีบเลย! ‘หมอวรงค์’ยุส่ง‘รัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์’เปิดกาสิโน

แน่จริงให้รีบเลย! ‘หมอวรงค์’ยุส่ง‘รัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์’เปิดกาสิโน

แน่จริงให้รีบเลย! ‘หมอวรงค์’ยุส่ง‘รัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์’เปิดกาสิโน

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.50 น.

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ทำไมรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง จึงหมกมุ่น ดึงดันที่จะเปิดกาสิโนให้ได้ แถมอ้างคนค้านไม่ถึง10% ให้ทำประชามติก็ไม่เอา..ถ้าคุณแน่จริงให้รีบเปิดเลย”

‘หญิงหน่อย’จี้’อิ๊งค์’จริงจังแก้ไฟใต้ ไม่ใช่สนใจแต่เรื่อง’เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

'หญิงหน่อย'จี้'อิ๊งค์'จริงจังแก้ไฟใต้ ไม่ใช่สนใจแต่เรื่อง'เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์'

‘หญิงหน่อย’จี้’อิ๊งค์’จริงจังแก้ไฟใต้ ไม่ใช่สนใจแต่เรื่อง’เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.47 น.

‘หญิงหน่อย’จี้’อิ๊งค์’จริงจังแก้ปัญหาไฟใต้ ไม่ใช่สนใจแต่เรื่อง’เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ อัดรัฐบาลเพิกเฉย ไม่แสดงความรับผิดชอบหรือแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านทาง X โดยระบุว่า “ในฐานะแม่คนหนึ่ง ดิฉันรู้สึกสลเศร้ากับเหตุการณ์กราดยิงที่นราธิวาสเมื่อ 2 พ.ค. 2568 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย รวมถึงเด็กหญิง 9 ขวบและคุณยาย 76 ปี

ตามมาด้วยการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 1 นายในวันที่ 4 พ.ค. และอาสาสมัคร อีกหลายคนที่เสียชีวิตไปในเดือนเมษายน 

ทำให้ดิฉันตั้งคำถามถึงความจริงจังของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหานี้ จนป่านนี้ยังไม่เห็นผู้มีอำนาจในรัฐบาล ออกมาแสดงความรับผิดชอบ หรือมีมาตรการดำเนินการอย่างไรที่จะสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ทั้งที่ในช่วงเดือนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้ง ตั้งแต่การสังหารเณร ซึ่งคนไทยยากที่จะรับกับเหตุการณ์นี้ได้ 

นอกจากนั้นรูปแบบของการก่อความรุนแรง ยังมุ่งเป้าไปที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ แทนการมุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ

ดิฉันเรียกร้องให้นายกฯ หันมาใส่ใจกับเรื่อง #ไฟใต้ เร่งหามาตรการเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ และต้องฟังเสียงของคนในพื้นที่  ไม่ใช่สนใจแต่เรื่อง #เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ เท่านั้น

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังว่ารัฐบาลจะเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตไปอีก”

สันติภาพปลอม! ใช้ความตายปชช.เป็นเดิมพัน’3 จว.ชายแดนใต้’

สันติภาพปลอม! ใช้ความตายปชช.เป็นเดิมพัน'3 จว.ชายแดนใต้'

สันติภาพปลอม! ใช้ความตายปชช.เป็นเดิมพัน’3 จว.ชายแดนใต้’

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.59 น.

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” ได้โพสต์บทความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไม่มีประเทศใดเจรจาสันติภาพกับฆาตกร— แล้วไทยจะยอมลดศักดิ์ศรีทำไม?

บทโต้กลับแนวคิด “สันติภาพปลอม” ที่เสนอให้คุยกับผู้ใช้ความรุนแรง โดย ปราชญ์ สามสี

ข้าพเจ้าเขียนบทความนี้ขึ้นด้วยความไม่เห็นด้วยอย่างถึงที่สุด — หลังจากได้อ่านบทความของ ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช ที่เสนอแนวทางให้รัฐไทยเจรจากับกลุ่ม BRN เพื่อสร้างสันติภาพในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

เหตุผลที่ข้าพเจ้าคัดค้านไม่ใช่เพราะอคติหรือความเกลียดชังใด ๆ แต่เป็นเพราะแนวคิดดังกล่าว ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ “สิทธิเด็ก” — เพราะการเจรจากับผู้ที่มีส่วนในการสังหารเด็กและผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่ทางออก ไม่ใช่สันติภาพ และไม่ควรได้รับการยอมรับในสังคมประชาธิปไตยที่มีหัวใจ

……..

ในขณะที่เสียงกรีดร้องของผู้บริสุทธิ์ยังคงดังก้องจากภาคใต้ — เด็กเล็ก คนชรา และชาวบ้านธรรมดา ถูกสังหารด้วยความโหดเหี้ยมแบบไร้มนุษยธรรม — กลับมีบางกลุ่มบางคน ออกมาเรียกร้องให้รัฐไทย “เปิดโต๊ะเจรจา” กับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายเหล่านี้ โดยอ้างว่านั่นคือ “ทางออกแห่งสันติภาพ”

หากนี่คือสันติภาพที่พวกเขาเสนอ — ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า นี่คือสันติภาพที่แลกมาด้วยศพของคนบริสุทธิ์

ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิชาการด้านสันติศึกษา ได้แสดงทัศนะว่ารัฐไทยควรเจรจากับกลุ่ม BRN เพราะ “เคยพิสูจน์ตัวตน” มาแล้วในอดีต และการเจรจาจะช่วยลดความรุนแรง แต่ข้าพเจ้าขอตอบโต้แบบชัดเจน ตรงไปตรงมา — เพราะข้อเสนอเช่นนี้ ไม่เพียงอ่อนต่อหลักยุทธศาสตร์ หากยังอ่อนต่อหลักศีลธรรมอีกด้วย

ข้อหนึ่ง: ใครกันแน่คือ “ตัวจริง”?

ในความเป็นจริง พื้นที่ชายแดนใต้มีขบวนการหลายกลุ่ม ไม่ใช่แค่ BRN — กลุ่มพูโล(PULO)เองก็เคลื่อนไหวอยู่ และต่างฝ่ายต่างแข่งกัน “เคลมผลงาน” เมื่อมีการวางระเบิดหรือยิงเจ้าหน้าที่ หากรัฐเจรจากับ BRN แล้วเกิดเหตุจากอีกกลุ่ม เราจะต้องตั้งโต๊ะใหม่ไปเรื่อย ๆ หรือไม่?

โต๊ะเจรจาไม่ใช่เวทีประกวดว่าใครฆ่าได้แม่นกว่ากัน และการให้พื้นที่แก่กลุ่มที่อ้างสิทธิ์จากความรุนแรง ก็เท่ากับรัฐไทยยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำคือ “ทางการเมือง” แทนอาชญากรรม

ข้อสอง: ความยุติธรรมถูกลดค่า เมื่อรัฐยอมเปิดโต๊ะให้ฆาตกร

ไม่มีประเทศใดในโลกที่นำฆาตกรซึ่งยังคงก่อเหตุ เข่นฆ่าคนบริสุทธิ์ มานั่งโต๊ะเจรจาแบบมีเกียรติ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีการยุติความรุนแรงอย่างจริงจัง

ดร.รุ่งรวีเสนอว่า การเปิดโต๊ะจะเป็นการ “พิสูจน์” ว่าใครควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ข้าพเจ้าขอกลับถามว่า — แล้วเหตุระเบิดล่าสุด ใครรับผิด? ถ้าพวกเขาควบคุมไม่ได้ หรือไม่ยอมควบคุม แล้วเรายังจะยอมเจรจาไปเพื่ออะไร?

ข้อสาม: แผน JCPP เป็นกับดักที่ลดศักดิ์ศรีรัฐ

ร่าง JCPP ที่กล่าวถึงนั้น เต็มไปด้วยข้อเสนอให้ “รัฐไทยลดมาตรการความมั่นคง” ไม่ว่าจะเป็นการลดด่าน, หยุดเก็บ DNA, ยุติการปิดล้อมตรวจค้น — ขณะที่อีกฝ่าย “ให้สัญญา” ว่าจะหยุดยิง (ชั่วคราว)เท่านั้นซึ่งเป็นสัญญาปากเปล่าและสามารถฉีกทิ้งได้โดยง่าย…โดยมีตัวประกันเป็นผู้บริสุทธิ์ก็คือประชาชนทั่วไปซึ่งเรื่องแบบนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะต่อรอง

ถามจริงเถิด — ถ้าอีกฝ่ายผิดสัญญา ใครรับผิด?

เราเห็นมาแล้วว่าการหยุดยิงในอดีตมีความพยายามจาก BRN บ้างก็จริง แต่ยังมีกลุ่มอื่นก่อเหตุซ้อนตามหลัง แล้วสุดท้ายประชาชนที่ตาย ก็ยังตายโดยไม่มีใครรับผิดชอบ

ข้อสี่: ถ้าอยากได้สันติภาพ — จงวางปืน ไม่ใช่วางแผนเจรจา

ข้าพเจ้าเชื่อว่าสันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเคารพหลักนิติรัฐ และพร้อมเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองอย่างเปิดเผย ไม่ใช่ด้วยเงื่อนไขของกระสุนหรือระเบิด

หากเรายอมให้เสียงปืนกลายเป็นใบเบิกทางสู่โต๊ะเจรจา — วันหนึ่งเราจะไม่มีคำตอบให้คนรุ่นหลังว่า เราเคยปกป้องอะไรไว้ได้บ้าง

บทส่งท้าย:

การเปิดโต๊ะเจรจาในเวลาที่ผู้บริสุทธิ์ยังคงล้มตายจากการก่อเหตุร้ายแรง ไม่ใช่ความกล้าหาญ ไม่ใช่การสร้างสันติภาพ แต่คือการ “ประนีประนอมกับอาชญากรรม” ภายใต้หน้ากากแห่งความเข้าใจ

ประเทศไทยต้องกล้าปฏิเสธ “สันติภาพปลอม” ที่ใช้ความตายของประชาชนเป็นเดิมพัน และเดินหน้าสร้างสันติภาพที่แท้จริงด้วยหลักนิติธรรม ไม่ใช่ด้วยความกลัว

เราจะไม่มีวันเจรจากับฆาตกร — และประวัติศาสตร์จะยืนอยู่ข้างเราที่กล้ายืนยันเช่นนี้

โดย ปราชญ์ สามสี

นิติปรัชญา! ‘นิพิฎฐ์’ประเดิมชำแหละคดี‘ชั้น14’ สังคมเถียงกันสนั่น 2 ข้อ

นิติปรัชญา! ‘นิพิฎฐ์’ประเดิมชำแหละคดี‘ชั้น14’ สังคมเถียงกันสนั่น 2 ข้อ

นิติปรัชญา! ‘นิพิฎฐ์’ประเดิมชำแหละคดี‘ชั้น14’ สังคมเถียงกันสนั่น 2 ข้อ

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

นิติปรัชญา! ‘นิพิฎฐ์’ประเดิมชำแหละคดี‘ชั้น14’ สังคมเถียงกันสนั่น 2 ข้อ

5 พฤษภาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ “ชั้น 14 รพ.ตำรวจ (ตอน 1)” ระบุว่า…

ชั้น 14 รพ.ตำรวจ (ตอน 1)

คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีขั้นตอนต่างจากคดีอาญาของประชาชนทั่วไป เพราะศาลใช้วิธี “ไต่สวน” ซึ่งศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาไต่สวนเอง เพื่อหาความจริงให้กระจ่างปราศจากความสงสัย

คุณชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ยื่นร้องว่า “คุณทักษิณไม่ได้ติดคุกจริง” ศาลยกคำร้อง เพราะคุณชาญชัย “ไม่มีส่วนได้เสีย” ตามกฎหมาย ซึ่งก็เป็นตามนั้น

แต่ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2562 หมวด 9 ว่าด้วยการบังคับคดี ข้อ 62 บัญญัติ ให้

“บุคคลภายนอก” สามารถยื่นคำร้องในชั้นบังคับคดีได้ ดังนั้นการที่ศาลฎีการับเรื่องนี้ไว้พิจารณาโดยวินิจฉัยว่า “ความปรากฏจากคำร้องของคุณชาญชัย” จึงทำได้ เรื่องนี้ศาลฎีกาจึงรับคดีไว้ไต่สวนได้ ไม่ต้องเถียงกัน

จบ!!

ซึ่งผมก็ขอยอมรับตรง ๆ ว่าเพิ่งรู้ว่ามีข้อกำหนดนี้อยู่ เพราะไม่ค่อยได้อ่าน และไม่ค่อยได้ทำคดีแนวนี้

แต่เรื่องที่สังคมยังเถียงกันอยู่คือ

1.คุณทักษิณป่วยด้วยโรคอะไร และป่วยถึงขนาดต้องออกมานอน รพ.ตำรวจ ตลอดเวลาเลยหรือ

2.มีโรคกี่ประเภทที่สามารถออกไปนอนรพ.ได้โดยไม่มีขีดจำกัด เรื่องนี้ผมว่าในศาลฎีกาเองก็คงหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นวิเคราะห์กันอย่างหนัก

เอาจริง ๆ เรื่องนี้ ไม่ต้องให้แพทย์ รพ.ตำรวจ ตรวจก็ได้ครับ แพทย์รพ.พัทลุง บ้านผมก็ตรวจและวินิจฉัยได้ว่า ควรส่ง คุณทักษิณ ไปรักษาที่รพ.ตำรวจหรือไม่

ผมว่านอกจากพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ 2560 และ กฎกระทรวง การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 แล้วก็น่าจะมีประเด็นนิติปรัชญา หรือปรัชญาทางกฎหมาย เข้ามาผสมโรงด้วย อันเกินสติปัญญาของผมไปไกลโขอยู่เหมือนกัน แต่จะลองไต่บันไดขึ้นไปดู

เรื่องนี้เถียงกันจนบ้านเมืองจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว

ปูเสื่อรอพรุ่งนี้ครับ

ก่อนหน้านี้นายนิพิฏฐ์ โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ผมจะเขียนเรื่องการไต่สวนชั้น 14 รพ.ตำรวจ ตามหลักกฎหมาย เป็นตอนๆ เพื่อให้สะดวกต่อการอ่าน ไม่ให้ยาวจนเกินไป (เราเห็นต่างทางกฎหมายกันได้)”

ชำแหละงบรีโนเวตสภา! ‘ปชน.’คลี่แบบแฉยับ ฟาด‘ฝ่ายนิติบัญญัติ’ไม่ควรแปรงบเข้าตัวเอง

ชำแหละงบรีโนเวตสภา! ‘ปชน.’คลี่แบบแฉยับ ฟาด‘ฝ่ายนิติบัญญัติ’ไม่ควรแปรงบเข้าตัวเอง

ชำแหละงบรีโนเวตสภา! ‘ปชน.’คลี่แบบแฉยับ ฟาด‘ฝ่ายนิติบัญญัติ’ไม่ควรแปรงบเข้าตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

‘ภัณฑิล’ย้ำฝ่าย‘นิติบัญญัติ’ไม่ควรแปรงบเข้าตัวเอง ปูดมีของบ 100 ล้านวาดจิตรกรรมฝาผนังหลังบัลลังก์‘ประธานสภา’แต่ถูกเบรกก่อน ส่วน‘พิพิธภัณฑ์รัฐสภา’เสียงบไปร้อยล้านกลายเป็น‘สุสานใต้ดิน’ไร้คนเข้าใช้ มึนสำนักเลขาธิการสภาฯ ทุ่มงบ 100 ล้านออกแบบลานจอดรถใต้ดิน แต่ยังไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาสร้าง แนะ‘รถไฟฟ้า’กำลังจะมาจ่อหน้าสภา ส่งเสริมคนใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทน

5 พฤษภาคม 2568 นายภัณฑิล น่วมเจิม สส. กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ออกมาเปิดเผยถึงการของบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยเฉพาะงบประมาณในการปรับปรุงพื้นที่รัฐสภาหลายรายการมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท ว่า จากการตรวจสอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 เรามีข้อสงสัยในการของบของหน่วยงานเยอะมา ซึ่งตนยังไม่ได้แถลงออกไปทั้งหมด เพราะมีเวลาจำกัด ซึ่งมีทั้งงบที่ได้แถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา งบก่อสร้างใหม่ขนาดใหญ่ที่เป็นหลัก 100 ล้าน ซึ่งสาธยายยังไม่ครบ และยังไม่รวมพวกปลีกย่อยที่พยายามแตกย่อยออกอีก ความจริงเจตนาเขียนโครงการแต่ละอย่างก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไร ถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือการแปรงบเข้าตัวเอง ความจริงฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถหยิบงบประมาณได้เพราะเป็นการแทรกแซง แต่มันก็มีการแปรงบเข้าอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติค่อนข้างเยอะ

นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า แม้บางเรื่องจะเป็นเพียงแค่คำขอแต่เราก็ต้องดักขอไว้ก่อน เช่น เขาจะทำจิตรกรรมฝาผนังตรงหลังบัลลังก์ประธานสภา ซึ่งตอนนี้มันยังโล่งๆ อยู่ เขาจะทำใช้งบเป็นหลัก 100 ล้านบาท แต่โชคดีเขาไม่ได้รับการจัดสรรเหมือนกัน อันนี้ก็น่ากลัว นอกจากนั้นยังมีระบบไอทีต่างๆ เช่น แชทบอต ซึ่งมีระบบพวกนี้เยอะมากและซ้ำซ้อนกัน ถามว่าเวลาประชาชนมาติดต่อสภาเขาจะคุยกับแชทบอตหรือก็ไม่ใช่   และยังมีพวกระบบเลิร์นนิ่ง ซิสเต็ม หรือระบบการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งตนเป็น สส.ก็ไมเคยใช้ระบบเหล่านี้ของรัฐสภา จึงไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรกันบ้าง

นายภัณฑิล กล่าวว่า อย่างไรก็ตามต้องรอติดตามเรื่องนี้ต่อไป และต้องให้ความเป็นธรรมกับทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้วยเหมือนกัน โดยเราได้ขอรายละเอียดไปว่าขอให้เขาชี้แจงการใช้ประโยชน์พื้นที่ทั้งหมด   ในเรื่องพิพิธภัณฑ์รัฐสภาที่ตนได้พูดไปแล้ว  ซึ่งงบประมาณ 120 ล้านนั้นเป็นภาพรวมทั้งหมด แต่จริงๆ มีการทำไว้แล้วบางส่วนและยังไม่เสร็จ แต่ก็ยังจะมาขอเพิ่ม

“คำถามคือแล้วที่ทำไป ไม่รู้ใช้เงินไปเท่าไร แต่ยังไม่เสร็จและไม่มีคนใช้เลย มันเป็นสุสาน มันอยู่ใต้สภา มันไม่มีคนไปใช้ แล้วเราจะถมเงินเข้าไปเพิ่ม คิดว่ามันจะเวิร์คเหรอ ถ้าเรายังทำแบบเดิม แต่คาดหวังผลใหม่ มันเป็นไปไม่ได้ มันเสียเงินไปเป็น 100 ล้านบาทแล้ว” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า  ที่ผ่านมายังไม่ได้พูดถึงที่จอดรถ เพราะมันถูกพักไป เข้าใจว่ามีปัญหาในเรื่องที่จอดรถสภาที่ไม่เพียงพอ ทั้งผู้มาชี้แจง เจ้าหน้าที่  สส.  สว. และ ประชาชนทั่วไปมาใช้ มันมีอยู่แค่หลัก 2,000-3,000 คัน ก็มีดำริที่จะสร้างที่จอดรถเพิ่มบริเวณใต้ดิน สนามหญ้าหน้าอาคารรัฐสภา ซึ่งผ่านมติ ครม.ไปแล้วงบประมาณ 4,000 ล้านบาท แต่ระงับไว้อยู่ โดยจะเป็นการเจาะใต้ดินใหม่  ผมยังไม่ได้เห็นแบบ แต่ทราบว่ามีการประกวด TOR เพื่อออกแบบก่อสร้างแล้ว ซึ่งค่าออกแบบก่อสร้างนี้ก็ใช้งบประมาณเป็น 100 ล้านบาท อันนี้ก็น่าตกใจคืองบยังไม่ถูกอนุมัติแต่จะเอางบจากเงินตกเบิก หรือเขาเรียบงบกลางฝ่ายนิติบัญญัติของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ มาออกแบบ ซึ่งเป็นงบที่ไม่ต้องผ่านสภา

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า สุดท้ายแล้วคุณออกแบบเสร็จแล้วยังไม่ได้ทำ ก็เป็นการผลาญเงินทิ้งไป ทั้งๆ ที่มันต้องสรุปให้ได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ ตามกระบวนการ เพราะมันเป็นเงินเราเอง เราสร้างบ้านเราเอง ถ้ายังสรุปไม่ได้ยังไม่มีงบประมาณที่จะสร้าง จะไปเสียเงินออกแบบทำไม ซึ่งเป็นเรื่องประหลาด อีกทั้งในอนาคตจะมีขนส่งสาธารณะคือรถไฟฟ้ามาจ่ออยู่ข้างหน้า เราก็อยากให้มีการส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น หรืออาจจะมีการไปขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ รอบๆ ขอใช้พื้นที่จอดรถ หรือจัดรถชัทเทิลบัส จากสถานีรถไฟฟ้า MRT บางโพ วิ่งมาที่รัฐสภา ก็สามารถแก้ปัญหาบางส่วนได้ แต่ไม่ทำ เลือกที่จะสร้าง เอะอะก็จะสร้างเพิ่ม และกระบวนการตรงนี้ก็ไม่ค่อยชอบมาพากลเท่าไร

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ในส่วนกรณีที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาที่ตนระบุว่ามีการของบประมาณให้ สว.เรียนภาษาจีนเพิ่มเติม 2.3 ล้านบาทนั้น ยังเป็นเพียงแค่คำของบ แต่ไม่ผ่านและไม่ได้รับการจัดสรร แต่มันก็แปลกที่กล้าขอ ซึ่งบางทีมันต้องรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรขอ แต่เราก็ดักทางไว้ว่างบแบบนี้ในอนาคตไม่ควรผ่าน ถ้าเป็นการขอให้เจ้าหน้าที่สภาไปเรียนยังพอเข้าใจได้ เพราะต้องใช้ในการประสานงานเป็นล่ามหรืออะไรต่างๆ แต่การให้ สว.ไปเรียน มันไม่ใช่ภารกิจของสว.ที่จะไปเรียนภาษาจีน ซึ่งเรื่องนี้เป็นคำงบประมาณในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 69 ซึ่งน่าจะไม่ได้รับการจัดสรร เพราะว่าตอนนี้ปลายเดือน พ.ค.น่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภา ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากคำขอเดิม

‘ธนกร’ขอสภาฯ พิจารณางบ69 รอบคอบคุ้มค่า มองศาลาแก้ว-รัฐสภาปรับปรุงได้แต่ต้องเหมาะสม

'ธนกร'ขอสภาฯ พิจารณางบ69 รอบคอบคุ้มค่า มองศาลาแก้ว-รัฐสภาปรับปรุงได้แต่ต้องเหมาะสม

‘ธนกร’ขอสภาฯ พิจารณางบ69 รอบคอบคุ้มค่า มองศาลาแก้ว-รัฐสภาปรับปรุงได้แต่ต้องเหมาะสม

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.48 น.

‘ธนกร’ขอสภาฯ พิจารณางบ 69 รอบคอบคุ้มค่า ฝากทุกกระทรวงชงแผนใช้จ่ายมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุด มองศาลาแก้ว-รัฐสภาปรับปรุงได้แต่ต้องเหมาะสม

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรค และสส.บัญชี รายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวว่า สภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณา กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในช่วงปลายเดือนนี้ซึ่งงบประมาณปี2569 เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปีก่อน 27,900 ล้านบาท โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณ มีการปรับงบประมาณปี 2569 ให้สอดคล้องความเสี่ยงกับนโยบายภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่เตรียมเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 36% ซึ่งกระทบการส่งออก และภาคการผลิตของไทยอย่างมาก  โดยตนขอฝากให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านร่วมกันพิจารณาอย่างเต็มที่ทั้งในวาระแรก และในชั้นกรรมาธิการ เพื่อให้การใช้จ่ายเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ในการดูแลประชาชน และประเทศชาติอย่างดีที่สุด 

ส่วนประเด็นที่รัฐสภาของบประมาณเพิ่มเติมในการปรับปรุงศาลาแก้ว จำนวน 123 ล้านบาท รวมถึงการปรับปรุงห้องสารนิเทศ เป็นเหมือนโรงภาพยนตร์ 4D มูลค่า 180 ล้านบาท จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนั้น นายธนกร กล่าวว่า การปรับปรุงอาคารของรัฐสภาสามารถทำได้ด้วยการพิจารณาของประธานสภา และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากทางสมาชิกรัฐสภามองว่ายังไม่เหมาะสมก็สามารถเสนอพิจารณาปรับลดงบประมาณให้อยู่ในความเหมาะสมได้เช่นกัน 

“การตั้งงบโครงการต่างๆ ถือว่าแต่ละหน่วยงานต่างคิดมาอย่างรอบคอบและให้เกิดความเหมาะสม คุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ ที่สำคัญขอให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน เป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการทุจริตและตรวจสอบได้” นายธนกร กล่าว

‘ขาโจ๋’ลุ้น! 6 พ.ค.คลังเสนอครม.เคาะแจกเงินหมื่น3‘เฟสวัยรุ่น’

‘ขาโจ๋’ลุ้น! 6 พ.ค.คลังเสนอครม.เคาะแจกเงินหมื่น3‘เฟสวัยรุ่น’

‘ขาโจ๋’ลุ้น! 6 พ.ค.คลังเสนอครม.เคาะแจกเงินหมื่น3‘เฟสวัยรุ่น’

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.45 น.

‘ขาโจ๋’ลุ้น! 6 พ.ค.คลังเสนอครม.เคาะแจกเงินหมื่น3‘เฟสวัยรุ่น’

5 พฤษภาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะที่ 3 ผ่านการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ให้กับผู้ที่มีอายุ 16-20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน ว่า มีความเป็นไปได้ว่าจะเสนอโครงการเข้าที่ประชุม ครม. วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 นี้

รมช.คลัง ยอมรับว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง ได้เสนอรายละเอียดโครงการ ตามที่ได้ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ มายังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เพื่อรอบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมครม.ต่อไป

สำหรับการขับเคลื่อนโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ให้กับผู้ที่มีอายุ 16-20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน วงเงิน 27,000 ล้านบาท ครั้งนี้ รมช.คลัง ยืนยันถึงไทม์ไลน์ ว่าจะเริ่มต้นในไตรมาสที่สองของปี 2568 นี้ นั่นคือช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2568 นี้