ส่องโครงการ‘พิพิธภัณฑ์รัฐสภา’ แตะ 42 ล้านบาท หนึ่งเดียวที่เข้ามาในงบฯปี69

ส่องโครงการ‘พิพิธภัณฑ์รัฐสภา’ แตะ 42 ล้านบาท หนึ่งเดียวที่เข้ามาในงบฯปี69

ส่องโครงการ‘พิพิธภัณฑ์รัฐสภา’ แตะ 42 ล้านบาท หนึ่งเดียวที่เข้ามาในงบฯปี69

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

ส่องโครงการ”พิพิธภัณฑ์รัฐสภา” แตะ 42 ล้านบาท หนึ่งเดียวที่เข้ามาในงบฯปี 69 วัดใจ”ผู้แทนฯ”เนรมิต”สุสานใต้ถุนอาคาร”สู่”สิ่งมีชีวิต” ติดใจจนต้องกลับมาอีก

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในวาระแรก (รับหลักการ) ระหว่างวันที่ 28 – 31 พ.ค.2568 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ที่เพิ่มขึ้นจากงบฯ ปี 68 จำนวน 2.79 หมื่นล้านบาท เรียกได้ว่า “จัดเต็ม” ลากยาวกันถึง 4 วัน เพื่อยกมือโหวตผ่านในวาระแรก แล้วตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมาพิจารณา ตลอดช่วงสมัยประชุมที่จะเริ่มขึ้นอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย.เป็นต้นไป

แต่ไส้ใน “ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 69” มีประเด็นน่าสนใจ และต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เป็นเรื่องเชื่อมโยงมาตั้งแต่ห้วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะงบประมาณรายจ่ายฯ ปี 69 ในส่วนของหน่วยงาน “รัฐสภา” ที่ได้มีการขอจัดสรรไปยังสำนักงบประมาณจำนวนทั้งสิ้น 1.53 หมื่นล้านบาท แต่ได้รับการจัดสรรวงเงินงบฯมา 9.2 พันล้านบาท

พบว่ามีการของบฯ เพื่อ “ก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่พิพิธภัณฑ์รัฐสภา” ซึ่งเป็น 1 ใน “15โครงการ” รีโนเวทอาคาร และสถานที่รัฐสภา ที่เป็นประเด็นร้อนช่วงก่อนหน้านี้ โดยมีการขอจัดสรรงบฯ ไป จำนวน 189,972,800 บาท แต่ได้รับจัดสรรงบฯ จำนวน 41,930,900 บาท นอกจากนี้ยังมีงบฯ “ค่าควบคุมการก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่พิพิธภัณฑ์รัฐสภา” ที่ได้รับจัดสรรงบฯ จำนวน 1.6 ล้านบาท จากที่ขอไป 7.4 ล้านบาท อีกด้วย เท่ากับว่าจะมีเพียงโครงการเดียวที่ฝ่าด่านเขามาในงบฯ ปี 69

สำหรับโครงการก่อสร้างและปรับปรุงพิพิธภัณฑ์รัฐสภา วงเงินแตะ 42 ล้านบาท อยู่ในความรับผิดชอบตามภารกิจหน้าที่ของ “ภราดร ปริศนานันทกุล” รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 จาก “ค่ายพรรคภูมิใจไทย” ที่ได้รับมอบหมายมาจากประธานสภาฯ

ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ประเด็นงบฯ รีโนเวทสภาฯ กำลังร้อน “รองประธานฯภราดร” ได้พาสื่อมวลชนรัฐสภาชมโครงการฯในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ หนึ่งในนั้นมีโซนพิพิธภัณฑ์รัฐสภา ที่อยู่บริเวณชั้น MB 1 ชั้น 1 ซึ่งถือว่าเป็นชั้นใต้ดิน กินพื้นที่รองรับได้ทั้งหมด 5,000 – 6,000 ตารางเมตร

ภราดร รองประธานสภาฯ ให้สัมภาษณ์ในขณะนั้นว่า พิพิธภัณฑ์รัฐสภา ตั้งแต่มีการส่งมอบอาคารรัฐสภา 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อช่วงกลางปี 2567 ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ เป็นห้องว่างเปล่า ที่ยังไม่สามารถใช้งานได้ จึงได้สั่งการให้ฝ่ายที่รับผิดชอบเร่งออกแบบให้เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ประชาชนสามารถเข้ามาใช้งานได้จริง

“ผมได้ให้โจทย์ไปว่า เราต้องมีพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต คนที่มาแล้วต้องอยากกลับมาอีก เชื่อว่าจะกลายเป็นอีกจุดเช็คอินหนึ่งนอกจากเครื่องยอดรัฐสภา การนำเสนอจะต้องนำเทคโนโลยี มาใช้ประโยชน์ ตั้งใจจะทำให้ทันสมัย เพราะพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยมีน้อยที่จะดีเหมือนต่างประเทศ ที่นี่จะกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ในด้านการเมืองการปกครอง งานนิติบัญญัติ

ยืนยันว่าทุกการใช้งบประมาณจะคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชน และจะกำกับดูแลทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ยอมรับว่าที่ฝ่ายค้านนิยมว่าเป็นเพียงสุสานใต้ดินรัฐสภา เราเห็นด้วย จึงไม่อยากเห็นสุสานใต้สภาฯเช่นกัน”

รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ระบุด้วยว่า โครงการที่ของบฯไป เป็นเพียงแค่ร่างงบฯ ปี 69 เท่านั้น ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด เมื่อเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ วาระแรก ช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้ จะต้องมีการตั้ง กมธ.วิสามัญ ขึ้นมาพิจารณาลงลึกในรายละเอียด หากเห็นว่าไม่คุ้มค่า กมธ.ฯ ก็มีสิทธิ์ที่จะปรับลดงบฯในโครงการได้

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาข้อมูลพิพิธภัณฑ์รัฐสภา ถูกบรรจุอยู่ในเว็บไซต์ www.parliamentmuseum.go.th แล้ว ภายใต้ธีม “เล่าเรื่องการเมืองการปกครองไทย” โดยจะระบุถึงประวัติการเมืองการปกครองไทย ประวัติรัฐธรรมนูญของไทย เรื่องเล่าต่างๆที่เกี่ยวกับงานรัฐสภา เอกสาร สูจิบัตรต่างๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เป็นต้น

ล่าสุดผู้สื่อข่าว ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณโครงการก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่พิพิธภัณฑ์รัฐสภา ซึ่งมี 2 โซน คือ บริเวณชั้น MB 1 พบว่า มีนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยที่เกี่ยวข้องกับกิจการรัฐสภาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งบริเวณเคาน์เตอร์ด้านหน้า มีการระบุว่า “พิพิธภัณฑ์รัฐสภาในอนาคต Parliament Museum in the future Opening SOON” ที่หมายความว่า จะเปิดใช้งานในอนาคต

นอกจากนี้ บริเวณด้านในของพิพิธภัณฑ์รัฐสภา อันเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเข้าอยู่หัว (องค์เดิม) ที่เคยอัญเชิญมาจากรัฐสภา ถนนอู่ทองใน กทม.ซึ่งเป็นสถานที่เดิมของรัฐสภาก่อนที่ย้ายมายังแห่งใหม่ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2566 ยังอยู่ระหว่างรอการปรับปรุงซ่อมแซมบริเวณโดยรอบ

ส่วนโซนเครื่องยอดรัฐสภา บริเวณชั้น 11 พบว่า เป็นห้องพิพิธภัณฑ์รัฐสภาเดินเชื่อมต่อถึงกัน และอยู่ล้อมรอบเครื่องยอดรัฐสภา แต่บริเวณภายในห้องพิพิธภัณฑ์ยังวางเปล่า ไม่ได้มีการเปิดให้ใช้งานแต่อย่างใด

ดังนั้น จึงต้องติดตามกันอย่างเข้มข้น ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 69 ช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้ เมื่อผ่านวาระแรกรับหลักการ ซึ่งก็น่าจะผ่านไปโดยไม่มีปัญหา เพราะเสียงพรรคร่วมรัฐบาล ทะลุถึง 324 เสียง จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนของการตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 69

เมื่อถึงห้วงนั้น วงเงินงบฯ ในโครงการดังกล่าวที่ได้รับจัดสรรมาแตะ 42 ล้านบาท รวมถึงงบฯ ค่าควบคุมก่อสร้างฯ สำหรับการรังสรรค์โครงการพิพิธภัณฑ์รัฐสภา เมื่อเข้ามาอยู่ในชั้น กมธ.วิสามัญฯ พิจารณา จะถูกปรับลดลงมากน้อยเพียงใด สุดท้ายแล้ว พิพิธภัณฑ์รัฐสภา จะเนรมิตรได้เสร็จสมบูรณ์ ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต คนที่มาแล้วต้องอยากกลับมาอีก” ขนาดไหน อย่ากระพริบตา

– 006

ใครช่วยเหลือดีหมด! ‘นายกฯอิ๊งค์’บอก’ทักษิณ’ลงพื้นที่ตามสะดวก

ใครช่วยเหลือดีหมด! 'นายกฯอิ๊งค์'บอก'ทักษิณ'ลงพื้นที่ตามสะดวก

ใครช่วยเหลือดีหมด! ‘นายกฯอิ๊งค์’บอก’ทักษิณ’ลงพื้นที่ตามสะดวก

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.48 น.

“อิ๊งค์”มั่นใจ! กม.งบฯตรงเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้งบฯปราบยามีอยู่แล้วไม่ต้องใช้งบกลาง บอก”ทักษิณ”ลงพื้นที่ตามสะดวก ใครช่วยเหลือดีหมด

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าร่วมการประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 2569 โดยมี รองนายกฯ และ รมว.ของพรรคเพื่อไทย (พท.) อาทิ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม , นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รอให้การต้อนรับ

โดย น.ส.แพทองธาร ให้สัมภาษณ์กรณี สส.ฝ่ายค้าน วิพากษ์วิจารณ์ว่าการจัดทำงบประมาณไม่ตรงกับสถานการณ์ของประเทศ ที่ต้องเร่งเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า งบประมาณทั้งหมดจะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโต ที่สำคัญงบประมาณดังกล่าวผ่านการทบทวนจากหลายหน่วยงาน ใครที่มีข้อท้วงติงอย่างงบดิจิทัลวอลเล็ตเราก็รับฟังความคิดเห็นไปหมดแล้ว คิดว่างบประมาณที่จะพิจารณานี้จะเป็นส่วนที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตคิดว่าตรงเป้า

เมื่อถามว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่างบประมาณที่แต่ละกระทรวงจัดสรรตรงเป้า โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่จะสามารถรองรับเศรษฐกิจโลก อย่างเรื่องภาษีสหรัฐฯ ได้ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า ตรงเป้าคะ ก่อนหน้านี้เราได้ลองจัดไว้ดูรอบหนึ่งก่อนแล้วก่อนมีเรื่องกำแพงภาษี เราจัดวางไว้เรื่อยๆ อยู่แล้ว พอมีเรื่องภาษีเข้ามาเราก็ปรับเปลี่ยน และเรารับฟังความคิดเห็นทั้งหมด อันนี้เป็นส่วนในการกระตุ้นและช่วยเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งภาครัฐและเอกชน ฉะนั้น มันตรงเป้าอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เสนอความเห็นให้โยกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ที่จะใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ออกมาใช้แก้ไขปัญหายาเสพติด น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ในงบประมาณมีเรื่องของยาเสพติดอยู่แล้ว เป็นวาระแห่งชาติ เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ แล้วก็รับฟังความคิดเห็น

เมื่อถามว่า งบ 1.57 แสนล้านบาท ควรใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ จึงควรเอางบกลางมาแก้ปัญหายาเสพติดดีกว่าหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า มันมีการแบ่งงบไปอยู่แล้ว อะไรที่จำเป็นเร่งด่วนก็จะใช้งบกลาง แต่อันไหนที่อยู่ในงบได้ก็อยู่ในงบไปแล้ว ซึ่งค่อนข้างที่จะครอบคลุมทุกหัวข้ออยู่แล้วด้วย

เมื่อถามว่า นายทักษิณบอกจะขอลงพื้นที่พบปะประชาชน ได้มีการคุยกันบ้างหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ทุกกำลังทุกการช่วยเหลือ ดีคะ ไม่ว่าจะเป็นเอกชน หรือใครก็ตาม หากจะช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ เราก็ยินดีร่วมมือกัน จะมาคุยกับรัฐบาลก็ได้ เรายินดี บังเอิญว่านายทักษิณ เป็นคุณพ่อ ก็อาจจะมีการคอมเมนต์ได้ใกล้ชิด แต่ถ้าท่านจะไปลงพื้นที่ ก็เป็นเรื่องส่วนตัวอยู่แล้ว ตามสะดวก ใครก็ตามที่คิดจะช่วยประเทศชาติ ยินดีเสมอ ซึ่งตนก็มาจากภาคเอกชน วันนี้เป็นรัฐบาล ก็รับฟังอยู่แล้ว บางทีไปฟังนักธุรกิจพูดให้ความเห็น อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ก็หยิบมาใช้ เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว

เมื่อถามอีกว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่นายทักษิณให้โยกงบ นายกฯ กล่าวว่า คงยังไม่ได้โยกตอนนี้ ยังไงเดี๋ยวให้ฝ่ายรัฐบาล มาช่วยกันดูเรื่องงานบริหาร แต่ทุกคอมเมนต์ที่เป็นประโยชน์ก็รับฟังไว้ เราต้องอยู่บนหน้าเดียวกัน ว่าเราจะช่วยกันพัฒนาประเทศ เพราะ ฉะนั้นอย่าเพิ่งบี้กันเอง ใจเย็นๆ แล้วก็ช่วยกันว่าอันไหนมีประโยชน์สูงสุด เดี๋ยวเรามาทำด้วยกัน

อัยการเลื่อนฟ้อง‘ณฐพร’คดีเอี่ยวฟอกเงินคลองจั่น เจ้าตัวเชื่อเป็น‘เกมการเมือง’

อัยการเลื่อนฟ้อง‘ณฐพร’คดีเอี่ยวฟอกเงินคลองจั่น เจ้าตัวเชื่อเป็น‘เกมการเมือง’

อัยการเลื่อนฟ้อง‘ณฐพร’คดีเอี่ยวฟอกเงินคลองจั่น เจ้าตัวเชื่อเป็น‘เกมการเมือง’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.47 น.

อัยการเลื่อนส่งฟ้อง‘ณฐพร’เอี่ยวฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น เจ้าตัวเชื่อเป็นเกมการเมือง ยันไม่ฟ้องกลับ‘เสี่ยหนู’แน่นอน

28 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายณฐพร โตประยูร อดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน เดินทางมารายงานตัวกับพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4  เพื่อขอเลื่อนการส่งฟ้องต่อศาลอาญา คดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

นายณฐพร กล่าวว่า ตนต้องขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ในวันนี้ตนยังไม่ได้รับหมายเรียกจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแต่ทราบข่าวจากสื่อมวลชน จึงเดินทางเข้ามาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่า ตนนั้นพร้อมตามกระบวนการทุกอย่าง และกรมสอบสวนคดีพิเศษทำได้ถูกต้องแล้วที่ไม่ออกหมายเรียกตน ซึ่งในวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านา ตนทำหนังสือถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้วว่า คดีนี้เป็นคดีหลักที่ศาลยกฟ้องและทุกคดียังรอคดีหลักอยู่ เมื่อสั่งฟ้องจึงต้องจำหน่ายคดีอยู่ดี ตนจึงมองว่าควรที่จะชะลอคดีออกไปก่อน ซึ่งตนยังแปลกใจที่อัยการทำหนังสือถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้ง ๆ ที่อายุความคดีนี้เหลืออีก 4 ปี ไม่ใช่หมดอายุความในวันที่ 15 มิถุนายน นี้

นายณฐพร กล่าวอีกว่า ตนยังแปลกใจอีกอย่างหนึ่งว่าภายหลังจากที่ตนยื่นยุบพรรค และยื่นคำร้องคดีต่าง ๆ ก็มีคนอื่นโทรมาเตือนว่า ให้ระวังตัวเอาไว้ โดยจะให้อัยการดำเนินคดีกับตนและไม่ให้ยื่นประกันตัว ตนมองว่าไม่สามารถทำได้เพราะทุกคดีการยื่นประกันตัว การสั่งฟ้อง หรือการออกหมายจับต่าง ๆ จะต้องมีมูล และทั้งนี้ตนก็ได้ไปปรากฏตัวตามหน้าสื่อและสถานที่ต่าง ๆ และก็ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ทั้งนี้ตนอยากฝากขอบคุณไปถึงพรรคภูมิใจไทยที่ให้ความสำคัญกับตนจนออกมากันทั้งพรรค โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล  หัวหน้าพรรคที่บอกว่าถ้ากรมสอบสวนคดีพิเศษจับตนไม่ได้ ก็จะให้กรมการปกครองจับตัวแทน การกล่าวแบบนี้ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทตนด้วย เพราะในขณะนี้ ตนไม่ได้ถูกหมายจับใดๆ ทั้งสิ้น

“แต่ตนจะไม่ฟ้องนายอนุทินกลับอย่างแน่นอน เพราะมองว่านายอนุทินเป็นคนอ่อนด้อยทางสติปัญญา และไม่อยากเอาคดีแบบนี้เข้าไปให้รกศาลด้วย และที่ตนมาวันนี้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจกับพนักงานอัยการ และยังไงวันนี้ก็ยื่นฟ้องตนไม่ได้เนื่องจากการหาหลักทรัพย์ประกันตัวโดยใช้โฉนดที่ดินต้องให้กรมที่ดินประเมินราคาก่อน และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยื่นฟ้องตนด้วยเพราะคดีนี้ไม่ได้หมดอายุความในวันที่ 15 มิถุนายน 2568”

เมื่อถามว่าทำไมถึงไม่ไปรายงานตัวกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายณฐพร กล่าวว่า ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้ส่งเรื่องมาเองให้กับสำนักอัยการสูงสุด แล้ววันนี้ตนไม่ได้กังวลว่าอัยการจะนำตัวตนเข้าไปส่งฟ้องศาล เพราะว่าตนมีเหตุผลของตัวเองอยู่ว่าการที่อัยการจะนำตัวตนส่งฟ้องหรือไม่นั้นตนมีความจำเป็นจริง ๆ เพราะจากปัญหาที่ตนเพิ่งได้รับหมายเรียกเมื่อวานนี้ และในวันนี้ตอนบ่ายโมงก็ให้ตนเดินทางเข้ามารายงานตัวทันที ซึ่งตนจะหาหลักทรัพย์มาประกันตัวทันเวลาได้อย่างไร นอกจากนี้วันพรุ่งนี้สำนักงานอัยการสูงสุดก็เชิญตนไปให้ถ้อยคำในเวลา 10.00 น. จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้ตนขอเลื่อนการส่งฟ้องคดีออกไป

เมื่อถามว่าเรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่หรือไม่ นายณฐพร กล่าวว่า ตนไม่คาดเดาอะไรทั้งนั้น และจริง ๆ คดีนี้มีผู้ต้องหา 14 คน แต่ออกหมายเรียกแค่ 2 คน จึงไม่ได้คิดอะไรเพราะถือว่าอัยการและกรมสอบสวนคดีพิเศษทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว ตนได้ทำหนังสือส่งให้ฝ่ายนั้นแล้ว และตนยืนยันว่าการที่ตนเป็นนักกฎหมายนั้นจะไม่มีทางหนีคดีโดยเด็ดขาด และอยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์อย่างหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทยก็กำหนดไว้ว่าให้ประชาชนร่วมกันปราบปรามทุจริต แต่พอมีคนออกมาร้องเรื่องทุจริตก็มีการออกมาฟ้องปิดปากแบบนี้ จึงอยากให้สื่อมวลชนช่วยกระจายข่าวว่าเรื่องการฟ้องปิดปากแบบนี้ควรจะหมดไปได้แล้ว

นายณฐพร กล่าวต่ออีกว่า ก่อนหน้านี้ที่มีการกล่าวว่าตนเคยเลื่อนมาฟังคำสั่งฟ้องของพนักงานอัยการ 30-40 ครั้ง เป็นเรื่องจริง เพราะตนร้องขอความเป็นธรรมอยู่เพื่อให้ชะลอการฟ้อง เพื่อรอคดีหลักพิจารณาก่อน ทั้งนี้มั่นใจว่าจะยังไม่ถูกนำตัวไปส่งฟ้องเพราะตนเองมีเหตุผลมากพอ เขาคงไม่ใจไม้ไส้ระกำเอาตนไปฟ้องวันนี้หรอก

ต่อมาเวลา 13.45 น. หลังเข้าพบพนักงานอัยการนานราว 20 นาที นายณฐพร ได้ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 มีความเมตตา และมองว่ามีเหตุผลจำเป็น จึงอนุญาตเลื่อนนัดส่งตัวฟ้องศาล เป็นวันที่ 5 มิถุนายน นี้ เวลา 09.00 น. ส่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะส่งหัวหน้าพนักงานสอบสวนมา ซึ่งตนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยถูกต้อง วันที่ 5  มิถุนายนนี้ก็จะมาพบพนักงานอัยการและพร้อมยื่นประกันตัวต่อศาล

เมื่อถามว่าคดีนี้มีความกดดันทางการเมืองเข้ามาด้วยไหม นายณฐพร กล่าวว่า มีแน่นอน แต่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ และตนก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจริง ๆ ตนยังไม่ต้องมาก็ได้  เพราะกรมสอบสวนคดีพิเศษยังไม่ส่งหมายมา แต่พอมีข่าวตนก็เลยมา เพราะหากถ้าไม่มา ก็จะเป็นการไปกดดันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งตนก็เห็นใจฝ่ายนั้น

อย่างไรก็ตาม ขอเตือนพรรคภูมิใจไทยว่า ให้เอาเวลาไปหาพยานหลักฐานมาชี้แจงดีกว่ามาทำแบบนี้ ไม่เกิดประโยชน์ต่อสังคม ต่อให้เอาตนขังคุก ก็มีคนมาร้องต่อได้ ส่วนหากจะฟ้องหมิ่นประมาท ตนผมพร้อม เพราะเป็นข้อหาเดียวกับที่พรรคก้าวไกล ฟ้องตนแล้วศาลยกฟ้อง ส่วนวันที่ 5 มิถุนายนนี้ที่ส่งฟ้องต่อศาล ตนก็ไม่หวั่นใจ เพราะคดีตนเนื้อหาเบาสุด และมีเหตุผล ส่วนเรื่องอายุความได้สอบถามแล้ว มีบางส่วนที่จะหมดอายุความ หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการ

‘นายกฯอิ๊งค์’ยัน’พรรคร่วมฯ’แค่เห็นไม่ตรงแต่ไม่เคยขัดแย้ง

'นายกฯอิ๊งค์'ยัน'พรรคร่วมฯ'แค่เห็นไม่ตรงแต่ไม่เคยขัดแย้ง

‘นายกฯอิ๊งค์’ยัน’พรรคร่วมฯ’แค่เห็นไม่ตรงแต่ไม่เคยขัดแย้ง

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

“อิ๊งค์”ยันพรรคร่วมแค่เห็นไม่ตรงแต่ไม่เคยขัดแย้ง ปัดกระแสเปลี่ยนนายกฯ บอก”อย่าเพิ่งเบื่อกันสิค่ะ”

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าร่วมการประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 2569 ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ว่า ข้อเท็จจริงคือว่าทุกพรรคการเมืองมีการเห็นไม่ตรงกันจริงในหลายเรื่อง แต่ไม่ได้แตกกัน ไม่ได้งัดกัน อย่างที่ตนบอกว่า การเห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่องปกติ ตนมองว่าเป็นเรื่องปกติ ทุกความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นคู่แบบไหนก็ตาม ถ้าเราได้ขัดกันแล้วปรับความเข้าใจกันได้ ก็คิดว่าจะเข้าใจกันมากขึ้น อันนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้

เมื่อถามถึงกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาระบุรัฐบาลจะอยู่จนจบสมัย ไม่ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ หมายความว่าอย่างไร มีประเด็นการเปลี่ยนตัวนายกฯ เกิดขึ้นมาหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าาวว่า “สัญญาณจากสื่อมวลชนหรือเปล่าละว่าจะให้เปลี่ยนตัวนายกฯ อย่าเพิ่งเบื่อกันสิคะ”

‘อนุดิษฐ์’เผยคนตบเท้าเข้ากธ.เพียบ มี’บิ๊กเนม’ด้วย โวเปิด 2 สัปดาห์ครั้งไม่พอ

'อนุดิษฐ์'เผยคนตบเท้าเข้ากธ.เพียบ มี'บิ๊กเนม'ด้วย โวเปิด 2 สัปดาห์ครั้งไม่พอ

‘อนุดิษฐ์’เผยคนตบเท้าเข้ากธ.เพียบ มี’บิ๊กเนม’ด้วย โวเปิด 2 สัปดาห์ครั้งไม่พอ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

‘อนุดิษฐ์’เผยคนตบเท้าเข้ากธ.เพียบ มี’บิ๊กเนม’ด้วย โวเปิด 2 สัปดาห์ครั้งไม่พอ เชื่อทำปชช.พึ่งพอใจได้ เป้าหมายกวาด 100 ที่นั่งลต.ครั้งหน้าเป็นไปได้ 

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม (กธ.) และนายการุณ โหสกุล ผู้ช่วยประธานยุทธศาสตร์พรรค กธ. เดินทางมายังรัฐสภา โดย น.อ.อนุดิษฐ์ เปิดเผยว่า เดินทางมาเพื่อเตรียมข้อมูลให้กับผู้อภิปรายของพรรคในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569

เมื่อถามว่า พรรค กธ. จะมีการเปิดสมาชิกพรรคเพิ่มอีกเมื่อไหร่ น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับสมาชิกใหม่มีแน่นอนจะทยอยเข้ามาเปิดตัวเรื่อยๆ ซึ่งเท่าที่คุยกันเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ก็เห็นว่า 2 สัปดาห์จะมีการเปิดตัวครั้งหนึ่ง แต่ดูจากจำนวนที่ยื่นความจำนงมาและผ่านกระบวนการของพรรคแล้ว บางที 2 สัปดาห์อาจจะช้าเกินไป

เมื่อถามว่า จะมีบิ๊กเนมเข้ามาหรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า จะมีเข้ามาทั้ง 2 แบบ ซึ่งความจริงทุกคนถือเป็นตัวแทนประชาชนคงไม่มีใครเป็นบิ๊ก แต่สามารถทำงานให้กับประชาชน เมื่อถามว่า การเปิดตัวสมาชิกครั้งต่อไปจะเป็นคนที่สื่อมวลชนและประชาชนรู้จักดีใช่หรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า อย่างน้อยที่สุดคนในพื้นที่นั้นๆ รู้จัก

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ความจริงพรรคเราไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องรับเฉพาะคนที่เป็นบิ๊กเนมหรือที่ประชาชนรู้จักกว้างขวาง ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่เราเลือกคนที่เข้าใจในเรื่องของคำว่าประชาชนเป็นศูนย์กลาง ที่มีความตั้งใจทำงานทางการเมือง ทั้งนี้ เรายินดีต้อนรับทุกคน ส่วนในการเปิดครั้งต่อไปนั้นจะใครบ้าง ขอไปถามเลขาธิการพรรคดีกว่า

เมื่อถามว่า การประกาศการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรค กธ. จะต้องได้สส.ไม่ต่ำกว่า 100 คน ถือเป็นงานหนักหรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นงานหนัก และตนคิดว่าทุกพรรคการเมืองหากมีการวางยุทธศาสตร์และกำหนดเป้าหมายเชื่อว่าทุกคนคาดที่จะได้ สส.เข้าสู่สภามากๆ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน ซึ่งเราก็ต้องทำงานหนักตั้งแต่วันนี้ ถ้าประชาชนพึงพอใจเป้าหมาย 100 ก็เป็นไปได้ ทั้งหมดในประเทศไทยคือเป้าหมายของเรา

‘วิปวุฒิสภา’บรรจุญัตติชะลอเฟ้นเลือก‘องค์กรอิสระ-ศาลฯ’ เคาะชี้ขาด 29-30 พ.ค.นี้

‘วิปวุฒิสภา’บรรจุญัตติชะลอเฟ้นเลือก‘องค์กรอิสระ-ศาลฯ’ เคาะชี้ขาด 29-30 พ.ค.นี้

‘วิปวุฒิสภา’บรรจุญัตติชะลอเฟ้นเลือก‘องค์กรอิสระ-ศาลฯ’ เคาะชี้ขาด 29-30 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.59 น.

‘วิปวุฒิสภา’บรรจุญัตติชะลอเฟ้นเลือก‘องค์กรอิสระ-ศาลฯ’ เคาะชี้ขาด 29-30 พ.ค.นี้

28 พ.ค.68 ที่รัฐสภา นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญกิจการวุฒิสภา(วิปวุฒิสภา)ว่า ที่ประชุมมีมติรับญัตติ ชะลอการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญเพื่อตรวจสอบประวัติผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นการกรรมการองค์กรอิสระ และหน่วยงานของศาลฯของนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ ในวันที่ 30พ.ค.นี้ ส่วนกระแสข่าวจะมีการเปลี่ยนบุคคลที่เข้ารับตำแหน่ง เป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการองค์กรอิสระนั้น ส่วนตัวมองว่า ในครั้งแรกที่มีการเสนอญัตติ มีข่าวว่าจะมีการฮั้ว แต่ยังไม่มีการระบุชื่อ แต่ครั้งนี้มีการเรียกชื่อไปแล้ว 3 ล็อต ดังนั้นจึงไม่ควรยึดตามมติเดิมของวุฒิสภา ควรที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา และเปิดโอกาสให้มีการถกแถลงกัน สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับความเห็นของวุฒิสภาจะมีความเห็นอย่างไร

“ญัตติการโหวตเลือกกรรมการองค์กรอิสระนั้น ขึ้นอยู่กับเสียงของวุฒิสภา และมีเสียงข้างมากข้างน้อยตามปกติ เพียงแต่ความเห็นส่วนตัวเห็นว่า ไม่ควรปัดวาระนี้ตกไป ควรรับเข้ามาสู่การพิจารณาของวุฒิสภา และให้ทุกคนถกแถลงถึงความจำเป็นที่จะต้องเลื่อนหรือไม่” นางอังคณา กล่าว

เสรีแสงอาทิตย์! ‘อรรถวิชช์’ชี้อุปกรณ์-ค่าติดตั้งถูกลง ปชช.ได้ประโยชน์

เสรีแสงอาทิตย์! 'อรรถวิชช์'ชี้อุปกรณ์-ค่าติดตั้งถูกลง ปชช.ได้ประโยชน์

เสรีแสงอาทิตย์! ‘อรรถวิชช์’ชี้อุปกรณ์-ค่าติดตั้งถูกลง ปชช.ได้ประโยชน์

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ด้านยุทธศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า เสรีแสงอาทิตย์ช็อตธุรกิจโซลาร์! อุปกรณ์-ค่าติดตั้งถูกลง ประชาชนได้ประโยชน์

– บริษัทติดโซลาร์จะเก็บเงินลูกค้าได้น้อยลง เพราะการเปิดเสรีโซลาร์จะทำให้ประชาชนมีทางเลือก เกิดการแข่งขันทางการค้า หาซื้อง่าย อุปกรณ์และบริการติดตั้งจะถูกลงมาก แต่ผมเชื่อว่าปริมาณคนติดโซลาร์จะเพิ่มขึ้นมากขึ้นเช่นกัน บริษัทต้องปรับตัวครั้งสำคัญ

– เสรีโซลาร์คือไม่ต้องขออนุญาตหลายหน่วยงานอีกต่อไป เหลือให้แค่ “แจ้ง” เพราะรัฐจะได้รู้ปริมาณใช้ไฟฟ้าจริง เพื่อลดการผลิต ลดการสำรองไฟ และลดราคาไฟฟ้าหลักได้

– อุปกรณ์ติดตั้งต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ซึ่งก็คือ “ประกาศกระทรวง” ที่ใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การเจาะจงแบบการอนุญาตเฉพาะราย โดยการประกาศกระทรวงเราเทียบเคียงจากมาตรฐานของการไฟฟ้าโดยตัดเรื่องอุปสรรคที่กีดกันประชาชนจากการผลิตไฟได้เอง

– ร่าง “พรบ.ส่งเสริมไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” จะได้เข้า ครม.ช่วงปลายเดือน มิ.ย.68 และคาดว่าจะผ่านสภาเป็นกฎหมายปลายปีนี้ครับ

#ห้ามรัฐยืนบังแดดประชาชน

‘โฆษก พปชร.’ท้า’นายกฯอิ๊งค์’ เปิดข้อมูลภารกิจเยือน’ลอนดอน’

'โฆษก พปชร.'ท้า'นายกฯอิ๊งค์' เปิดข้อมูลภารกิจเยือน'ลอนดอน'

‘โฆษก พปชร.’ท้า’นายกฯอิ๊งค์’ เปิดข้อมูลภารกิจเยือน’ลอนดอน’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวตั้งคำถามถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีเดินทางไปต่างประเทศ โดยเบิกงบประมาณของทางราชการ ว่า นายกฯ กล้าเปิดเผยข้อมูลบินลอนดอน หรือไม่ ในประเด็นต่างๆ ที่ประชาชนมีความสงสัย ดังนี้ การเดินทางไปเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการของนายกฯ ในครั้งนี้ไปตามคำเชิญของประเทศอังกฤษหรือไม่ หน่วยงานใดเป็นผู้เชิญ ภารกิจของนายกฯ ในการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งนี้มีการพบปะนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีใดๆ ของอังกฤษหรือไม่ หรือมีการลงนามทางการค้าใดๆ กับภาครัฐและภาคธุรกิจของประเทศอังกฤษ หรือมีการลงนามข้อตกลงใดๆ เพื่อเกิดประโยชน์กับประเทศไทยหรือไม่ ส่วนที่มีการออกข่าวว่า ภารกิจบุกเบิกตลาดอียูที่อังกฤษนั้น ไปประชุมเรื่องดังกล่าวที่ไหน เพราะอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปด้วยการลงมติ Brexit ตั้งแต่ 23 มิ.ย.59 แล้ว

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า การเบิกงบประมาณที่ใช้ทั้งหมดเท่าไร ใช้งบประมาณ 200 ล้านบาท ใช่หรือไม่ รายชื่อคณะทีมงานที่ร่วมเดินทาง ตลอดจนกำหนดการทั้งหมดต้องเปิดเผยได้ ที่สำคัญมี นายปิฎก สุขสวัสดิ์ และ นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ ร่วมเดินทางหรือไม่ ในฐานะข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมือง ที่ปรึกษา หรือฐานะใด และมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ สำหรับคนสองคนนี้หรือไม่ ในกรณีไม่ได้เดินทางไปตามคำเชิญ นายปิฎกควรร่วมคณะ และเบิกค่าใช้จ่ายหรือไม่

ส่วนการประชุมที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในลอนดอน ทั้ง 3 กลุ่ม และการแจกประกาศให้กับร้านอาหารไทยอังกฤษ ที่ห้องประชุมในสถานเอกอัครราชทูตไทย ในกรุงลอนดอน และใช้เวลาไม่นานนัก เป็นการคุ้มค่าและเหมาะสมหรือไม่

นอกจากนี้ หลังเสร็จการประชุมที่สถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน จัดขึ้นรวบ 3 คณะในที่เดียวกันแล้ว ซึ่งใช้เวลาไม่นาน แล้วนายกฯ ขอแยกไปภารกิจส่วนตัว ไม่ให้ข้าราชการติดตามหรือทราบภารกิจนั้น เป็นเรื่องใด เป็นภารกิจลับส่วนตัว หรือภารกิจในฐานะนายกฯ

ขณะที่การเดินทางไปเยี่ยมชมร้านขายของชำ wing yip super สาขา Cricklewood และสถานออกกำลังกาย Fight City Gym – Moorgate นั้น ได้มีการนัดหมายล่วงหน้ากับผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจ มีการกำหนดหัวข้อพูดคุย หรือมีการลงข้อตกลงใดใดหรือไม่ และที่สำคัญ นายกฯ อ้างว่าจะเป็นการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าไทย จะทำด้วยวิธีใด เพราะเจ้าของห้างดังกล่าวเป็นคนจีน และจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคที่มาจากทั่วเอเชีย ไม่ใช่เฉพาะไทย

ส่วนสถานออกกำลังกาย Fight City Gym – Moorgate ที่เดินทางไปเยี่ยมชมนั้น ไม่ใช่ค่ายมวยไทยตามที่เสนอข่าว แต่เป็นยิมทั่วไปที่ใช้เพื่อออกกำลังกายและเปิดสอนศิลปะการต่อสู้หลากหลาย เช่น คาราเต้ ยิวยิตสู มวยปล้ำ มวยสากล ส่วนมวยไทยเป็น 1 ในหลักสูตรที่ยิมสอนเท่านั้น นายกฯ มีความเข้าใจเรื่องซอฟต์พาวเวอร์แค่ไหน และมีการเจรจาแนวทางพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์มวยไทยอย่างไร

และสถานที่ทั้งสองแห่งไม่ได้มีศักยภาพในการขับเคลื่อนโครงการใดมากนัก เพราะต้องเป็นไปตามความต้องการของลูกค้า

ส่วนการไปดูแข่งรถ F1 ที่ประเทศโมนาโก ได้มีการนัดหมายผู้บริหารของ F1 ล่วงหน้าหรือไม่ ประสานงานกับผู้บริหารคนใด หรือไปเพียงยืนถ่ายรูปประกอบการเบิกเงินหลวง เพราะทาง F1 ไม่ได้มีการออกข่าวว่าจะมาจัดงานที่ประเทศไทยแต่ประการใด

โฆษกพรรค พปชร.กล่าวว่า ภารกิจการเดินทางไปราชการอย่างเป็นทางการนายกฯ ไทย ทุกกรณี ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินทุกบาท ต้องเดินทางไปทำภารกิจให้กับรัฐบาลประเทศชาติเท่านั้น ไม่ใช่การเดินทางไปเพื่อภารกิจส่วนตัวใดๆ การนัดหมายและเตรียมข้อมูลล่วงหน้าผ่านหน่วยงานต่างๆ ต้องทำล่วงหน้านานนับเดือน แต่มีข่าวลือจากสถานทูตไทยประจำกรุงลอนดอน ว่ามีภารกิจด่วนแทรกเข้ามา เพื่อให้ดูเหมือนว่าไปราชการ และในหลายสถานที่ก็ไม่ได้พบคีย์แมนคนสำคัญ เพียงแต่พบแค่ผู้จัดการหรือคนดูแลเท่านั้น การใช้งบประมาณภาษีของพี่น้องประชาชนไปใช้จำนวนมากเช่นนี้ โดยเปล่าประโยชน์และไม่เหมาะสม แทนที่จะเอางบประมาณดังกล่าวไปแก้ไขแก้ไขยาเสพติด แก้หนี้ครัวเรือน ให้ทุนการศึกษาเด็กเรียนดีแต่ยากจน ช่วยเหลือเกษตรที่ยากจน หรือส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ จะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศชาติจะดีกว่า

เคลียร์ปมร้อน! ‘นรินท์พงศ์’ร่อนแถลงการณ์แจงอัดแพทยสภา‘ลืมนกหวีด’ไว้ข้างหลัง

เคลียร์ปมร้อน! ‘นรินท์พงศ์’ร่อนแถลงการณ์แจงอัดแพทยสภา‘ลืมนกหวีด’ไว้ข้างหลัง

เคลียร์ปมร้อน! ‘นรินท์พงศ์’ร่อนแถลงการณ์แจงอัดแพทยสภา‘ลืมนกหวีด’ไว้ข้างหลัง

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

เคลียร์ปมร้อน! ‘นรินท์พงศ์’ร่อนแถลงการณ์แจงอัดแพทยสภา‘ลืมนกหวีด’ไว้ข้างหลัง

28 พฤษภาคม 2568 สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย โดยนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568  ช่องข่าวทีวี PPTV HD 36 และสื่อมวลชนบางกลุ่มบางคณะ ได้แพร่ภาพของนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย พร้อมข้อความ “วันนี้ที่ต้องด่า จริยธรรมแพทยสภาไม่มี เพราะลืมนกหวีดไว้ข้างหลังตอนแถลงข่าว” ซึ่งมีการเผยแพร่ภาพและข้อความดังกล่าว แพร่หลายไปทั่วประเทศจนเกิดเป็นกระแสสังคมสร้างความขัดแย้งในทางความคิดของประชาชนโดยทั่วไปนั้น

สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย โดยนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมฯ ขอแถลงข้อเท็จจริงให้ทราบว่า ในการให้ข่าวและแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนทุกแขนงเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ณ กระทรวงสาธารณสุข นั้น

ข้าพเจ้าในฐานะนายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ขอเรียนยืนยันว่า ในการแถลงข่าววันนั้น ในช่วงเช้าก่อนประชุมและภายหลังประชุมเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยให้ถ้อยคำและแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน เพื่อก่อให้เกิดความเสียหาย ตามที่ปรากฏข้อความที่สื่อมวลชนบางกลุ่มเสนอข่าวในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใดทั้งสิ้น โดยข้าพเจ้ามีความสำนึกและให้ความเคารพในการทำหน้าที่ขององค์กรทางวิชาชีพทุกสาขารวมถึงแพทยสภา และให้เกียรติในการทำหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมายในการรักษาจริยธรรมตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละองค์กรมาโดยตลอด  ภาพและข้อความดังกล่าวที่นำมาแพร่ภาพ ไม่ใช่ข้อความและบทสัมภาษณ์ของข้าพเจ้าต่อหน้าสื่อมวลชนทั้งหมด ตามวันเวลาดังกล่าว 

แต่หากภาพและข้อความดังกล่าวที่มีการเสนอข่าวของช่องข่าวทีวี PPTV HD 36 และสื่อมวลชนบางกลุ่มบางคณะ ที่จงใจแพร่ภาพออกไปหลายช่องทางไม่ตรงกับการเสนอข่าวนั้น อาจทำให้แพทยสภาและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลกระทบและ อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนโดยทั่วไปแล้ว สมาคมทนายความฯ ขอกราบขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย

สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย จึงขอท้วงติงการทำหน้าที่ของผู้สื่อข่าว ตลอดจนถึงผู้บริหารของช่องข่าวทีวี PPTV HD 36 และสื่อมวลชนบางกลุ่มบางคณะดังกล่าว ให้ทำหน้าที่เสนอข่าวบนพื้นฐานของจริยธรรมในฐานะสื่อมวลชน และใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบเสนอข่าวให้ตรงตามเจตนารมย์ของผู้ให้ข่าวในการแถลงข่าวอย่างแท้จริง  มิให้ข่าวคลาดเคลื่อนบิดเบือนไม่ตรงกับความจริง โดยมุ่งหวังเพียงเสนอข่าวเพื่อปลุกกระแสสังคม  ในลักษณะสร้างความขัดแย้งและแตกแยกในสังคมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดความเสียหายกับทางสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย และแพทยสภารวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง จึงขอให้ช่องข่าวทีวี PPTV HD 36  และสื่อมวลชนบางกลุ่มบางคณะดังกล่าว ได้โปรดพิจารณาในการเสนอข่าวอย่างซื่อตรงในการทำหน้าที่สื่อมวลชน เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง

สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ขอให้หยุดการแพร่ภาพและข้อความดังกล่าวที่มีการเสนอข่าวและภาพดังกล่าว และขอให้ลบหรือทำลาย ภาพและข้อความ ออกไปจาก สื่อสาธารณะดังกล่าวทุกช่องทาง นับแต่บัดนี้ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายอีกต่อไป

‘สภาฯ’ฉลุยรวดเดียว 2 พ.ร.ก.‘ปราบอาชญากรรมไซเบอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์’

‘สภาฯ’ฉลุยรวดเดียว 2 พ.ร.ก.‘ปราบอาชญากรรมไซเบอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์’

‘สภาฯ’ฉลุยรวดเดียว 2 พ.ร.ก.‘ปราบอาชญากรรมไซเบอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

“สภาฯ”ฉลุยรวดเดียว 2 พ.ร.ก.”ปราบอาชญากรรมไซเบอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ด้าน”โรม”ติงขาดการคุ้มครองประชาชนตกเป็นเหยื่อ จี้หน่วยงานเร่งออกมาตรฐานกลาง

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการที่ประชุม พิจารณาอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอเพื่อแก้ปัญหาของการหลอกหลวงทางออนไลน์ หรือภัยอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งแบ่งเวลาในการอภิปรายฝ่ายละ 2 ชั่วโมง รวม 4 ชั่วโมง และจะเป็นการรวมพิจารณา แต่แยกลงมติทีละฉบับ

ทั้งนี้ ในการอภิปรายของ สส.นั้น ส่วนใหญ่สนับสนุนการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว แต่ได้ท้วงติงต่อการปฏิบัติใช้กฎหมายที่หวังผลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้คนไทยตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมไปถึงการหลอกหลวงให้เล่นพนันออนไลน์

โดยช่วงหนึ่งของการอภิปราย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า แม้ว่า พ.ร.ก.ที่ขออนุมัติจากสภาฯ จะบังคับใช้ไปแล้ว แต่พบว่าปัญหาของแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับเพิ่มมากขึ้น แสดงว่ามีปัญหาต่อการบังคับใช้ ทั้งนี้ใน พ.ร.ก.นั้น ตัดประเด็นกรณีการระงับการเข้าถึงธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ผ่านตัวกลาง (พีทูพี) ออกไป ซึ่งตนมองว่าหากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาได้ ต้องมั่นใจว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ให้ได้ โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางที่ต้องได้รับความปลอดภัย เมื่อถูกหลอกต้องได้รับเงินคืนภาระไม่ควรตกอยู่ที่ประชาชน แต่วันนี้เปิดช่องทางที่ควบคุมไม่ได้ ต้องติดตามต่อว่าหลังมี พ.ร.ก.จะทำอย่างไรต่อไป

“ใน พ.ร.ก.กำหนดให้สถาบันการเงิน และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ หากมีความเสียหาย 100% มีส่วนร่วม 1% เท่ากับว่ามีส่วนร่วมแล้ว ดังนั้นโอกาสการได้เงินคืนของประชาชนมีมาตรฐานตรงไหน ถือว่าไม่ใช่การกำหนดภาระความรับผิดชอบกับผู้ประกอบกิจการอย่างแท้จริง เมื่อกฎหมายออกมาแล้ว ต้องมีไกด์บุ๊คเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนในมาตรฐานของเรื่องต่างๆ และปรับใช้ต่อผู้ให้บริการและประชาชน เพื่อให้เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ในชั้นศาล” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า สำหรับบัญชีม้า ซิมม้า หรือกระเป๋าวอลเล็ตม้า มีอยู่ธนาคารหนึ่ง ในชั้นความมั่นคงชี้ข้อมูลชัดว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์นิยมเพราะอนุญาตให้เปิดง่าย ทำไมถึงไม่ดำเนินการ ดังนั้น ควรเริ่มให้ผู้ให้บริการรับผิดชอบ นอกจากนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต้องตรวจสอบเกี่ยวกับซิมม้าพบการนำชื่อคนต่างด้าวสวมสิทธิทำผิดกฎหมาย และต้องหาให้เจอว่าระบบผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ผิดพลาด และใครคือเอเย่นต์ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์

“การทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก่อนหน้านั้น พบว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบัน อย่าง พล.ต.ต. “ต.” ดำเนินการแล้วหรือไม่ ต้องพิสูจน์การทำงานเพื่อแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่อไป” นายรังสิมันต์ อภิปราย

จากนั้นเป็นการชี้แจงรายละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า กรณีที่ทักท้วงว่าไม่มีข้อบังคับให้ผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ถูกหลอกหลวง ทั้งนี้การไม่ระบุข้อความว่าต้องปรับเท่าไรนั้น เพื่อให้เกิดความยืดยุ่น สามารถปรับกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้ โดย กสทช. ธปท. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน

“เราไม่เคยบอกว่าจะแบนพีทูพี เมื่อแพลตฟอร์มต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยจะถูกกำกับ โดย กลต.เขาจะทำไม่ได้หากไม่ได้ขออนุญาต แต่หากเขาขออนุญาตจะถูกกำกับ โดยกระทรวงดีอีเห็นพ้องกับกฤษฎีกาที่จะทำให้ธุรกิจป้องกันอาชญากรรมดำเนินการต่อได้” ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจง

ขณะที่ นางดารณี แซ่จู ตัวแทน ธปท.ชี้แจงถึงมาตรการการกำกับธนาคารโดย ธปท.ว่า การออกระเบียบกฎเกณฑ์กำกับจะแล้วเสร็จในช่วงปลายไตรมาสนี้

จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติแยกทีละฉบับ ผลปรากฏว่า พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ได้รับมติอนุมัติ ด้วยจำนวน 452 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ขณะที่ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ลงมติอนุมัติ 453 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง