ผบ.ตร.แจงเหตุ’ฮ.ตก’ ยันเร่งสอบแชท’นักบิน’-ใครทุจริตไม่ละเว้น

ผบ.ตร.แจงเหตุ'ฮ.ตก' ยันเร่งสอบแชท'นักบิน'-ใครทุจริตไม่ละเว้น

ผบ.ตร.แจงเหตุ’ฮ.ตก’ ยันเร่งสอบแชท’นักบิน’-ใครทุจริตไม่ละเว้น

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

ผบ.ตร.รายงานนายกฯ เหตุ ฮ.ตก ยันตระหนักความปลอดภัยนักบิน บอกตรวจสอบเข้ม ใครทุจริตไม่ละเว้น ชี้ขอเฮลิคอปเตอร์ใหม่อยู่ในแผน ต้องดูความจำเป็น-งบประมาณ

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า น.ส.แพทองธาร ได้เข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อจัดเตรียมเรื่องเอกสารต่างๆ ก่อนเดินทางเข้าร่วมประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในช่วงเย็นวันเดียวกันนี้

โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ได้เข้ามารอรายงานเกี่ยวกับความคืบหน้าการตรวจสอบเรื่องเฮลิคอปเตอร์ตำรวจ รุ่นเบลล์ 212 ตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ให้สัมภาษณ์หลังการรายงานว่า น.ส.แพทองธาร มีความเป็นห่วงต่อเหตุการดังกล่าว จึงให้ตนและทีมงานของกองบินตำรวจมารายงานข้อมูล เพราะมีความห่วงใยความต้องการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าต้องการอะไรอย่างไร โดยให้พิจารณาแล้วนำเสนอมา

เมื่อถามว่า มีการออกมาเปิดเผยว่าเฮลิคอปเตอร์ไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมบิน พร้อมทั้งมีการเปิดเผยข้อมูลว่ามีข้อความจากนักบินในเรื่องที่เฮลิคอปเตอร์ไม่พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ตอบว่า ตนและผู้บริหาร ตร.เราตระหนักถึงสิ่งจำเป็นอันแรกคือความปลอดภัยของนักบิน เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเราสูญเสียอย่างมาก เราคำนึงถึงความปลอดภัยของนักบินเป็นหลัก การแสดงความคิดเห็นที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่สามารถพูดได้ แต่สิ่งต่างๆ ย่อมต้องมีการตรวจสอบ ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่ามีใครพฤติมิชอบ ทำผิดสิ่งนั้น จะต้องถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาด

เมื่อถามว่า ในฐานะผู้บังคับบัญชามองอย่างไรกับข้อความที่ว่าเฮลิคอปเตอร์ไม่พร้อมบินแต่ต้องบิน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เราไม่ปฏิเสธการเห็นหรือการฟัง ตนได้เอาความเห็นดังกล่าวส่งให้จเรตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นประเด็นตรวจสอบ เราไม่ละเลยความเห็นใด

เมื่อถามว่า ทาง ตร.จะขอเฮลิคอปเตอร์ใหม่หรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า การขออากาศยานใหม่อยู่ในแผนการบริหารงาน เรามีความอยากได้อย่างเดียวไม่ได้ เราต้องดูภารกิจ ความจำเป็น และงบประมาณ ในสิ่งที่เราจะได้ และแนวคิดเรื่องการบริหารงานจากนี้ ตนคิดถึง 10 ปีข้างหน้า โดยเอาเรื่องภารกิจและความจำเป็น กับอากาศยานที่มีอยู่มารวมกัน เพื่อดูว่าเราต้องการเท่าไหร่อย่างไร

เมื่อถามว่า เพจ CSILA เปิดเผยว่า เฮลิคอปเตอร์มีอยู่ 69 ลำ สามารถใช้จริงได้แค่ 9 ลำ ขณะที่การซ่อมบำรงไม่เป็นตามมาตรฐาน มีการทุจริต พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ตอบว่า ทุกคนมีข้อมูล แต่เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทางผู้บริหารกองบินด้วยว่า จริงๆ แล้วมีเท่าไหร่ ใช้ได้เท่าไหร่ ใช้ไม่ได้เพราะอะไร และที่ใช้อยู่หรืออยู่ระหว่างรอซ่อมเป็นการซ่อมตามวงรอบ ไม่ใช่รอบชั่วโมงบินที่กำหนดแล้วไม่ซ่อม ไม่ดู อย่างนี้ถือว่าละเลยหรือไม่ อันนี้น่าดูมากกว่า แต่ถ้ามีการซ่อมเป็นปกติ ก็ไปดูว่าซ่อมตามวงรอบหรือไม่ ส่วนที่จะเกิดการทุจริตเหมือนที่ถามหรือไม่ ต้องขึ้นกับการตรวจสอบ และย้ำว่า ถ้าตรวจสอบแล้วมีการเบียดบังทุจริตอะไรก็ตาม เราดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพราะนี่คือชีวิตของมนุษย์ ชีวิตของนักบิน และชีวิตของผู้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ เราจึงจำเป็นต้องให้ปลอดภัยที่สุด ซึ่งนายกฯ ได้กำชับการตรวจสอบเรื่องนี้ ว่าให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องชีวิตคน

‘บิ๊กต่าย’เผย’ปกครอง-ตำรวจ’จับมือเป็นปาท่องโก๋กวาดล้างยาเสพติด

'บิ๊กต่าย'เผย'ปกครอง-ตำรวจ'จับมือเป็นปาท่องโก๋กวาดล้างยาเสพติด

‘บิ๊กต่าย’เผย’ปกครอง-ตำรวจ’จับมือเป็นปาท่องโก๋กวาดล้างยาเสพติด

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.48 น.

“ผบ.ตร.”เผย”ปกครอง-ตำรวจ”ต้องจับมือเป็นปาท่องโก๋กวาดล้าง”ยาเสพติด” ชี้ ตร.เน้นดูแลชุมชนตรงเป้า”ทักษิณ”

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาในงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ป.ป.ส.) เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่าควรเอาจริงในเรื่องของการปราบยาเสพติด ว่า การปาฐกถามีประเด็นสำคัญที่เน้นย้ำไปที่เรื่องการปราบปรามยาเสพติด โดยตำรวจและกระทรวงมหาดไทย (มท.) ต้องจับคู่กันให้เหนียวแน่น เน้นการดูแลไปที่ชุมชน

ทั้งนี้ สมัยที่ตนรักษาการ ผบ.ตร.เมื่อเดือน เม.ย.67 ได้กำหนดแนวคิดให้พื้นที่และกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด ต้องเอกซเรย์และสแกนในตำบล ชุมชน หมู่บ้าน ต้องไม่มีผู้ค้ายาเสพติดแม้แต่รายเดียว และนำไปสู่การจัดทำข้อมูลระดมเป้าหมายกวาดล้างตั้งแต่เดือน พ.ค.67 ถึงปัจจุบัน ทำให้สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้หลายราย และสิ่งที่ตำรวจได้ทำตรงกับที่นายทักษิณปาฐกถา คือ เน้นไปที่ชุมชน โดยร่วมมือกับ ป.ป.ส.และฝ่ายปกครอง เพื่อไม่ให้มียาเสพติดในชุมชนจริงๆ โดยจะทุ่มกำลังลงไปตรงนี้ให้มากกว่าปกติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายปกครองและตำรวจจะทำงานคู่กันเป็นปาท่องโก๋ได้หรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า “ต้องเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด จับมือด้วยกัน ทั้งผู้การตำรวจภูธรจังหวัด ผู้ว่าฯ นายอำเภอ และหัวหน้าสถานีตำรวจ ต้องทำงานร่วมกัน จับมือลงพื้นที่ดูแลประชาชนในทุกเรื่อง”

‘นายกฯ’สั่ง‘กองบินตำรวจ’เร่งสำรวจสถานะอากาศยานทุกลำ

‘นายกฯ’สั่ง‘กองบินตำรวจ’เร่งสำรวจสถานะอากาศยานทุกลำ

‘นายกฯ’สั่ง‘กองบินตำรวจ’เร่งสำรวจสถานะอากาศยานทุกลำ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.07 น.

‘นายกฯ’เรียก‘ผบ.ตร.’รายงานคืบหน้าเหตุ‘ฮ.ตำรวจ’ตก สั่ง‘กองบินตำรวจ’เร่งสำรวจสถานะอากาศยานทุกลำ

28 พ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล  น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)เข้ารายงานความคืบหน้าเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจรุ่นเบลล์ 212 ตก ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยนายกฯโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กและทวิตผ่าน X ว่า จากกรณีเครื่องบินของกองบินตำรวจประสบอุบัติเหตุตกในช่วงที่ผ่านมา วันนี้ดิฉันได้เรียนเชิญผบ.ตร. และกองบินตำรวจ มารายงานข้อมูลถึงสาเหตุของเหตุการณ์ รวมถึงแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

นายกฯระบุต่อว่า จากรายงานพบว่า อากาศยานของกองบินตำรวจ ทั้งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ จำนวนมากมีอายุการใช้งานยาวนาน และขาดการซ่อมบำรุงที่สมบูรณ์ จนอาจเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติภารกิจ ดิฉันได้สั่งการให้กองบินตำรวจเร่งสำรวจสถานะของอากาศยานทุกลำ ทั้งที่ยังใช้งานอยู่ อยู่ระหว่างซ่อมบำรุง หรือพิจารณาปลดประจำการ เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ รวมถึงการจัดหาเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ใหม่ให้เหมาะสมกับภารกิจในอนาคต

“เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน แต่ชีวิตความปลอดภัย และสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน” นายกฯระบุ

‘อนุทิน’เด้งรับ แนวทาง ‘พ่อนายกฯ’ปราบยาเสพติด ทุกฝ่ายต้องไม่เกี่ยงงานกัน ถ้าเจอซึ่งหน้าต้องฟาด

'อนุทิน'เด้งรับ แนวทาง 'พ่อนายกฯ'ปราบยาเสพติด ทุกฝ่ายต้องไม่เกี่ยงงานกัน ถ้าเจอซึ่งหน้าต้องฟาด

‘อนุทิน’เด้งรับ แนวทาง ‘พ่อนายกฯ’ปราบยาเสพติด ทุกฝ่ายต้องไม่เกี่ยงงานกัน ถ้าเจอซึ่งหน้าต้องฟาด

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.04 น.

‘อนุทิน’เด้งรับ แนวทาง ‘พ่อนายกฯ’ปราบยาเสพติด ทุกฝ่ายต้องไม่เกี่ยงงานกัน ถ้าเจอซึ่งหน้าต้องฟาด ชี้ สัมพันธ์นายใหญ่ เป็นตามภาพกอดคอ ระบุ “เนวิน-ทักษิณ” กินข้าว ไม่เกี่ยวรัฐบาล 

เมื่อเวลา 11.20 น.ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปาถกฐาเรื่องปราบยาเสพติด โดยให้คำแนะกระทรวงมหาดไทย และตำรวจ ประสานความร่วมมือให้มากขึ้น ว่า ถือเป็นสิ่งที่ดีที่นาย ทักษิณแนะนำมา ซึ่งตนและพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เรียน วปอ.รุ่น61 รุ่นเดียวกันอยู่แล้ว หากมีอะไรต้องประสานงานกัน ก็โทรหากันอยู่ตลอดเวลาและตนดีใจ หลายสิ่งที่กระทรวงมหาดไทยได้ทำและกำลังจะทำ ตรงกับแนวทางที่นายทักษิณ ได้พูดไว้ เช่น เอ็กซเรย์หมู่บ้าน โดยกรมการปกครองซึ่งมีส่วนร่วมให้เป็นหมู่บ้านสีขาว ก็ยินดีอยู่แล้ว เราจะผนึกกำลังกับตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และ ป.ป.ส. ส่วนประเทศเพื่อนบ้านทาง รมว.ต่างประเทศ จะไปเร่งเจรจา ความช่วยเหลือว่าจะทำอย่างไร หรือเขาต้องการความช่วยเหลือจากเราอย่างไร เพื่อไปดำเนินการกับแหล่งผลิตยาเสพติดตามแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งสิ่งที่นายทักษิณพูดมาก็มีประเด็น เราก็ต้องไปคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าเขาปล่อยให้มีการผลิตยาเสพติด เข้ามาทำลายความมั่นคงของประเทศไทย เราก็มีสิทธิ์ไปเจรจา และให้การสนับสนุนในการแก้ปัญหา ปราบปรามอย่างจริงจัง ถ้าเขาไม่สามารถดำเนินการได้ เราก็จะมาดูว่าจะสนับสนุนได้อย่างไร ถือเป็นแนวคิดที่ดี 

เมื่อถามว่า นายทักษิณ ระบุหลายกระทรวงต้องร่วมมือกัน ซึ่งหลายกระทรวงอยู่ในการกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า ตนว่าท่านก็บี้ บี้ทุกกระทรวงในฐานะประชาชน เพราะท่านเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ หลายอย่างเราทำมาแล้วก็ตรงกัน แต่ไม่ได้มีโอกาสมาพูดคุย หลายหน่วยงานก็ทำตามแนวทางดังกล่าวอยู่แล้ว ก็มาเสริมในส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ทุกฝ่ายก็คงเห็นไปในแนวทางนี้ ส่วนที่นายทักษิณ ระบุให้นำงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน มาแก้ปัญหายาเสพติดนั้น เป็นแนวทางที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้แนวทางนี้อยู่แล้วในส่วนของงานความมั่นคง 

เมื่อถามว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านายทักษิณ เป็นนายกฯ ตัวจริง นายอนุทิน กล่าวว่า คนวิพากษ์วิจารณ์ก็วิพากษ์วิจารณ์ไป แต่ตนว่าเราก็ต้องฟังประชาชนทุกคน โดยเฉพาะประชาชนที่มีประสบการณ์ เรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องที่ทำให้คนไทยกลัวมาโดยตลอด การที่ป.ป.ส.เชิญนายทักษิณ มาบรรยายเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถือเป็นสิ่งที่ดี 

เมื่อถามว่า มีโอกาสจะลงพื้นที่ร่วมกับนายทักษิณ เพื่อแก้ปัญหายาเสพติดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าไปเรื่องยาเสพติด ตนจะไปเพราะเป็นการทำงานร่วมกัน ตนต้องไปอยู่แล้ว เหมือนกับการทำงานด้วยกัน และนายทักษิณไม่ได้ลงเอง ต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือ ทุกฝ่ายต้องไม่เกี่ยงกันทำงาน หน่วยไหนไปถึงก่อนถ้าเจอซึ่งหน้าก็ต้องฟาดกันซึ่งหน้า 

เมื่อถามว่า ภาพที่นายทักษิณกอดคอนั้น เป็นการกลบข่าวเอาพรรคภูมิใจไทย ออกจากรัฐบาลหรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเคยบอกแล้วว่าไม่มีใครรู้ดีกว่าผู้เล่น นักวิเคราะห์นักวิจารณ์นักคาดคะเนอะไรทั้งหลาย เอาล่ะ ต่างคนต่างทำหน้าที่ ข้อเท็จจริงคือมันไม่ใช่การแสดง ความสัมพันธ์จริงๆเป็นแบบที่เห็นในภาพ และภาพที่ตนติดนายทักษิณเลยนั้น ก็เพราะเป็นรองนายกฯ เช่นเดียวกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ก็ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง อย่าคิดมากเลย

เมื่อถามว่า จะชวนนายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่ภูมิใจไทย ไปทานข้าวกับนายทักษิณ ตามวงรอบอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายเนวินไม่ค่อยอยู่กรุงเทพฯ ส่วนนายทักษิณก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ จะให้เราเป็นคนไปคอยนัดไม่ได้หรอก ต้องให้เกียรติกัน คนนับถือกัน เป็นเรื่องของเขาคุยกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล การเมืองเป็นเรื่องของหัวหน้าพรรค รองนายกฯ และรัฐมนตรี 

มิชชั่น เฟล!‘พันธุ์ใหม่’ยกมือกราบขออภัยปชช. ยุติล่าชื่อชง‘สว.’หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วน

มิชชั่น เฟล!‘พันธุ์ใหม่’ยกมือกราบขออภัยปชช. ยุติล่าชื่อชง‘สว.’หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วน

มิชชั่น เฟล!‘พันธุ์ใหม่’ยกมือกราบขออภัยปชช. ยุติล่าชื่อชง‘สว.’หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วน

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.43 น.

‘พันธุ์ใหม่’มิชชั่น เฟล! ยกมือกราบขออภัยประชาชน ยุติล่ารายชื่อชง‘สว.’หยุดปฏิบัติหน้าที่ รับเป็นเรื่องยาก-เนื้อหาแข็งกร้าว-เสี่ยงถูกมุ้งใหญ่เอาคืน งัดแผนสองชงเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาแทน ยกคำพูด‘อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ’มีจิตสำนึก คำนึงถึงจริยธรรม ด้าน‘ทนายอั๋น’จ่อใช้ช่องทางสุดท้าย ตามเรื่องที่‘อัยการสูงสุด’กรณีล้มล้างการปกครอง โอดซีก‘สีขาว’เมินสังฆกรร จนสงสัย‘สีน้ำเงิน’มีมากกว่า 150 คนแล้วหรือไม่

28 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มพันธุ์ใหม่ พร้อมด้วยกลุ่มผู้สมัคร สว. และ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ แถลงกรณีการเข้าชื่อ สว.เพื่อขอให้ สว. ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคดีฮั้วเลือก สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่

น.ส.นันทนา กล่าวว่า กราบขออภัย ที่ไม่สามารถหาคนร่วมลงชื่อได้ครบ 20 คน เนื่องจาก สว.กลุ่มอิสระ มีเพียง40-50 คน จะหารายชื่อ 20 ถือว่าเป็นเรื่องยากมาก เพราะคำร้องถอดถอน สว.นั้น ก็มีเนื้อหาแข็งกร้าว เป็นยาแรง จนอาจกระทบ สว. ที่ลงชื่อ และหากมีการตอบโต้ เอาคืน สว. สีน้ำเงิน ก็สามารถรวมเสียงได้ง่ายชั่วพริบตา จึงขอประกาศยุติการล่าชื่อตั้งแต่วันนี้

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ตนขอยกคำพูดของ ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า แม้กฎหมายไม่ได้ห้าม แต่สิ่งละเอียดอ่อนกว่ากฎหมาย คือสมควรทำหรือไม่ ไม่เช่นนั้นอาจมีปัญหาใหญ่ ต้องตรวจสอบทางจริยธรรม ว่าเป็นแบบอย่างได้หรือไม่ เพราะเมื่อเราตรวจสอบ คนควรตรวจสอบ ก็ต้องมีมาตรฐานทางจริยธรรมดังนั้น เพื่อความรอบคอบ เห็นว่าควรเลื่อนภารกิจนี้ไปก่อน เพราะคนในองค์กรอิสระท่านยังทำมันได้อยู่ ไม่ได้มีเหตุว่าถ้าไม่ผ่านภายในวันนี้ เดือนนี้ จะเกิดสุญญากาศขึ้น

“ดิฉันอยากส่งเสียงไปยัง สว.เสียงข้างมากให้คำนึงเรื่องจริยธรรม แม้ในข้อกำหนดจะไม่สามารถบังคับได้ แต่ก็ควรจะมีจริยธรรม เพราะการเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่รุนแรง และเป็นสิ่งที่ทราบกันดีว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ กฎหมายใด ๆ ก็ตามไม่ถึง” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า ในรอบ 93 ปี ของระบอบประชาธิปไตย ยังไม่เคยมีสภาชุดไหน ที่ สว.ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ว่าเข้ามาโดยมิชอบเกินกว่าครึ่งของสภา จึงต้องอาศัยจิตสำนึก และจริยธรรม ของผู้ที่จะทำหน้าที่ตรงนี้ ในการเร่งร้อนใส่ผู้ที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และอาศัยช่วงการเปิดประชุมเพื่อพิจารณางบประมาณแผ่นดิน แต่กลับสอดไส้วาระพิจารณาเห็นชอบองค์กรอิสระเข้ามาอย่างมีพิรุธ

น.ส.นันทนา กล่าวว่า ตนขอเสนอแผนที่ 2 เพื่อยับยั้งไม่ให้ สว.เสียงข้างมากได้ลงมติด้วยการยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาเนื่องจากนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ได้ยื่นญัตติเป็นลายลักษณ์อักษรไปแล้ว แต่จนถึงวันนี้ ทราบว่ายังไม่มีการบรรจุลงระเบียบวาระ ดังนั้น ญัตตินี้จึงอาจตกไป แต่ในที่ประชุมวุฒิสภา สว.ยังมีโอกาส ซึ่งตนจะเป็นคนใช้สิทธิ์เสนอญัตติด่วนด้วยวาจานั้น เพื่อให้ สว.ชะลอการลงมติเห็นชอบเกี่ยวกับองค์กรอิสระทั้งหมด ส่วนในระยะยาว เราจะมีการเสนอให้แก้ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ให้การเห็นชอบตำแหน่งบุคคลในองค์กรอิสระ เป็นการกระทำที่โปร่งใส มีการเปิดเผยประวัติความเป็นมา ทั้งด้านดีด้านลบ คุณสมบัติ วิสัยทัศน์ ให้ครบถ้วน เพื่อให้ประชาชนทราบ แบบไม่มุบมิบ จนเป็นระบบพวกพ้อง ดั่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนเริ่มมองเห็นความผิดปกติต่อเรื่องนี้ เห็นความไม่ชอบธรรมต่อการกระทำหน้าที่ของ สว.กลุ่มใหญ่นี้ จึงออกมาช่วยกันส่งเสียงคัดค้าน และขอเรียกร้องไปยังประชาชนทั้งหลาย ให้ช่วยกันจับตาการประชุมวุฒิสภาในวันที่ 30 พ.ค.นี้ ช่วยกันส่งเสียง สื่อสาร ให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมของการเห็นชอบ ของ สว.ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบขององค์กรอิสระไปด้วยกัน ไม่เช่นนั้นแล้วจะเป็นการที่ สว.กลุ่มใหญ่นี้สามารถเลือกผู้พิพากษาตัดสินคดีของตัวเอง สามารถเลือกกรรมการในการมาตัดสินเรื่องร้องเรียนของตัวเอง ปัญหาทั้งหมดนี้ เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 60 ที่มีข้อบกพร่องมากมาย รั่วทุกจุด มีกล่องดวงใจ ใส่ไว้ในองค์กรอิสระ ให้มีอำนาจวินิจฉัย ตัดสินคดีต่างๆ ตรวจสอบผู้มาดำรงตำแหน่งต่างๆ ได้ โดยผูกพันทุกองค์กร มีอำนาจที่กว้าง และเป็นการ้ปิดช่อง ดังนั้น จึงต้องหาวิธีในการยกร่าง แก้รัฐธรรมนูญใหม่ เพื่ออุดช่องว่างในกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ต้องเปลี่ยนกติกา เพื่อควบคุมขอบเขตองค์กรอิสระทั้งหลาย

ขณะที่นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า การต้องใช้ สว.อีก 19 คน จนถึงวันนี้ ตนจึงไม่แน่ใจว่า สว.สีน้ำเงิน มีมากกว่า 150 หรือไม่ และไม่รู้ว่าคนที่เรียกตัวเองว่าสีขาว เปลี่ยนไปแล้วหรือไม่ อย่างไร

“ขอถามคนที่จะมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระด้วย ถ้าเป็นผม ผมไม่รับ อยากเห็นท่านแสดงสปิริตขั้นสูง ปฏิเสธไม่รับการตำแหน่งในองค์กร แต่ไม่รู้ว่า จะได้เห็นหรือไม่ ในสัปดาห์หน้า ผมคงใช้ช่องทางสุดท้าย เรื่องการล้มล้างการปกครอง ซึ่งจะครบเวลา 15 วัน ที่ผมไปยื่นต่ออัยการสูงสุดไว้ ดำเนินการต่อไป” นายภัทรพงศ์ กล่าว

‘นิกร’ลั่นต้องแก้รธน.ประเด็นที่มาสว.หลังเกิดปัญหา มองคดีฮั้วสว.ยืดยาวแน่

'นิกร'ลั่นต้องแก้รธน.ประเด็นที่มาสว.หลังเกิดปัญหา มองคดีฮั้วสว.ยืดยาวแน่

‘นิกร’ลั่นต้องแก้รธน.ประเด็นที่มาสว.หลังเกิดปัญหา มองคดีฮั้วสว.ยืดยาวแน่

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

‘นิกร’ลั่นต้องแก้รธน.ประเด็นที่มาสว.หลังเกิดปัญหา มองคดีฮั้วสว.ยืดยาวแน่ ชี้ปมให้เงิน-ทอง ถ้าพิสูจน์ได้ก็ต้องว่าไปตามกม. ถือว่าได้มาโดยไม่สุจริต

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2568 ที่อาคารรัฐสภา นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งจากการคัดเลือก สว.ว่า เรื่องนี้มันมีปัญหาและกระทบต่อระบบ ซึ่งตนได้เคยพูดเรื่องนี้ ปัญหาที่ตนเห็นมันเป็นปัญหาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งได้นำเรื่องนี้มาพิจารณาและตนได้ให้ความเห็นไปว่าจะเป็นแบบนี้ไม่ได้ ซึ่งตนเห็นด้วยกับการเลือกจากสาขาอาชีพ 20 กลุ่มอาชีพ แต่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกไขว้ ซึ่งการเลือกจากสาขาอาชีพ 20 กลุ่มอาชีพ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่ง กกต. จะเป็นผู้กำหนดมีอาชีพอะไรบ้าง ซึ่ง 5 ปีจะกำหนดครั้งหนึ่งก็ได้ ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนไปตามสภาพ และต้องแสดงให้ชัดเจนว่าการได้มาซึ่งอาชีพนั้น ๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร รัฐธรรมนูญต้องกำหนดว่า อาชีพอะไร มีพื้นฐานอย่างไร มีความยืดยาวของอาชีพนั้น ๆ หรือไม่ ตอนนี้ทุกอย่างมันหลวมหมดเลย

นายนิกร กล่าวว่า ตอนนั้นตนยังถามว่า แล้วเขาจะรู้กันได้อย่างไร จะเลือกกันอย่างไร ถ้าเลือกในกลุ่มก็จะกลัวบล็อกโหวตกันอีก และถ้าเลือกข้างมันก็ไม่ได้ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นมาก เรื่องนี้การเขียนรัฐธรรมนูญมีปัญหาตรงนี้มาก ซึ่งตอนนั้นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เอามาทดลองครั้งหนึ่ง เป็นคำถามพ่วง เอามาทดลองแล้วก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ หลังจากนั้นพอมาเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาสว.ยิ่งมีปัญหาใหญ่ เพราะไปเขียนเป็นปลายเปิดหมด เคาะไม่ลงจัดไม่ถูก พอเอามาดำเนินการมันก็ออกมาจริงๆ ว่ามีปัญหา และเป็นปัญหาซ้ำซ้อน โดย กกต. เองก็มีการออกระเบียบ พอออกระเบียบว่าไม่ให้ข้อมูลซึ่งกันและกัน ปรากฏว่ามีคนไปร้องศาลปกครองและศาลปกครองก็ชี้ว่า สามารถทำได้หมด คือจะเอาชื่อเข้าไปหรือแลกกันทำได้หมด ยังไงก็ได้ทำได้หมด ทำให้วุ่นวายไปหมด มันจึงเป็นเหตุมาถึงปัจจุบันดังนั้น

นายนิกร กล่าวว่า ดังนั้น กรณีที่เกิดขึ้นตนมองว่า มีลักษณะเดียวที่จะเกิดขึ้นคือคนจะรู้สึกว่าสว.ไปเทียบกับการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งไม่ใช่ รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดอย่างนั้น มันไม่ใช่รัฐธรรมนูญปี 50 เมื่อคนมีความเชื่ออย่างนั้นทำให้มีปัญหา เมื่อมีปัญหาแล้ว มันจะไปจบที่ไหนซึ่งตนประเมินว่ากกต.น่าจะเจอปัญหาเหล่านี้บ้าง แต่ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับการไปให้ข้อมูลซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องที่ทำได้ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนี้

นายนิกร กล่าวว่า แต่ประเด็นเรื่องการให้เงินให้ทองตรงนี้เป็นประเด็น ซึ่งถ้าพิสูจน์ได้ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย เพราะถือว่าเป็นการได้มาโดยไม่สุจริต ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้น่าจะยืดยาวแน่ ซึ่งปัญหานี้เราต้องรู้ว่ามันเริ่มมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และคำสั่งศาลปกครองในขณะนั้นด้วย

เมื่อถามว่า ถ้าจะไม่ให้มีปัญหาในอนาคตต้องแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียวใช่หรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า “ผมเชื่อว่าเรื่องนี้ยังไงก็ต้องแก้” ตอนนี้เราเรียนรู้ข้อผิดพลาดตอนที่นายมีชัยทดลองมา 50 คน พอทดลองไปแล้วมันก็มีปัญหา แต่ยังไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญ แต่ครั้งนี้คงต้องไปแก้แน่ ๆ จะได้แก้ปัญหาที่ต้นตอไปเลย และไม่ใช่ไปดูที่ปลายน้ำแล้วมีคลื่นมีลม จนหลงทางกันไปหมดมันไม่ได้

เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะการเมืองด้วยหรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า ใช่ก็คลื่นลมทางการเมือง มันเลยยิ่งทำ มันต้องนิ่งๆ ใจร่ม ๆ และดูว่าปัญหามันเกิดตรงไหน ไม่อย่างนั้นแก้ไม่ได้หรอกมันจะโยงกันไปหมดและระบบของประเทศมันจะเสียหาย เมื่อถามว่า เชื่อว่าส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีการแก้ตรงนี้ใช่หรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า มันต้องแก้เลย เพราะเดิมตนไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้นแต่ก็ยังฝืนมาก็มีปัญหาต่อเนื่องมาโดยตลอด มันต้องแก้ทั้งรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. รวมถึงรายละเอียดของ กกต. ว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ แต่ตอนนี้กฎหมายมันแย้งกันหมด

‘อนุทิน’แนะ’ดีเอสไอ’ ออกหมายเรียก’ณฐพร’ หากไม่มาต้องออกหมายจับ

'อนุทิน'แนะ'ดีเอสไอ' ออกหมายเรียก'ณฐพร' หากไม่มาต้องออกหมายจับ

‘อนุทิน’แนะ’ดีเอสไอ’ ออกหมายเรียก’ณฐพร’ หากไม่มาต้องออกหมายจับ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.31 น.

“อนุทิน”แนะ“ดีเอสไอ”ออกหมายเรียก“ณฐพร” หากไม่มาต้องออกหมายจับ จะปล่อยเดินไปเดินมาไม่ได้ เพราะเสียภาพหน่วยงานรัฐ พร้อมเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องแจงปล่อยดองคดีจนใกล้หมดอายุความได้อย่างไร ยังปูดเคยมีคดีในอดีตเพียบ ตั้งแต่ใช้ชื่อเก่า แต่ปล่อยลอยนวล

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงคดีความคืบหน้าติดตามตัวนายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็น 1 ใน 14 ผู้ต้องหาร่วมกันฟอกเงินคดีสหกรณ์คลองจั่น ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ประสานกรมการปกครองในการติดตัวไปฟ้องศาลหรือไม่ ว่า จริงๆ มีการประสานกันอยู่แล้ว โดยดีเอสไอได้ติดตามตัวในจังหวัดต่างๆ เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.โดยมีหนังสือให้ฝ่ายปกครองให้ความร่วมมือ ดีเอสไอลงพื้นที่

ฉะนั้น หากดีเอสไอ โดยสำนักงานอัยการสูงสุด ประสานมาให้ติดตามตัวนายณฐพร ไปถึงขึ้นศาลจำนวน 2 ครั้ง ซึ่งขณะนี้ใกล้หมดอายุความในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ กระทรวงมหาดไทยก็พร้อมให้ความร่วมมือกับดีเอสไอ ว่ามีการหลบซ้อนอยู่ที่ไหนแต่ต้องรอให้ดีเอสไอออกหมายจับ ก่อนเพราะขณะนี้ออกแค่หมายเรียกแล้ว เพราะหากออกหมายจับทุกองค์กรก็ต้องชี้เบาะแส ให้การร่วมือในการจับกุมผู้ต้องหา ที่ต้องเร่งเพราะอายุความเหลือนิดเดียว

นายอนุทิน กล่าวว่า หากดีเอสไอออกหมายเรียกไปแล้วไม่มาต้องออกหมายจับ เพราะอัยการประสานดีเอสไอ ให้ออกหมายเรียกตั้งเดือน ก.พ.68 และเวลาล่วงเลยมาหลายเดือน ผู้ต้องหาปรากฎณ์ตัวตามที่ต่างๆ และแจ้งกำหนดการล่วงหน้าว่าจะไปไหน

“ตรงนี้ผมว่าผู้มีหน้าที่จับกุมต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไมปล่อยให้ทอดมาถึงทุกวันนี้ จนใกล้หมดอายุความ ฉะนั้น ต้องเร่งเพราะผู้ต้องหาไม่ได้หลบหนีไปไหน”

เมื่อถามว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีจะดึงเรื่องหรือไม่ เพราะดำเนินการมา 8 ปี ยังไม่สามารถฟ้องศาลได้ นายอนุทิน กล่าวว่า นายณฐพร มีหลายคดีแล้ว ตั้งแต่ใช้ชื่อเก่า เช่นคดีเช็ค แต่ไม่มีการควบคุมตัวเลย ซึ่งจากที่กรมการปกครองไปตรวจสอบประวัติอาชญากร ก็มีหลายคดี โดยใช้ชื่อเก่า ซึ่งลักษณะก็คล้ายแบบนี้ทอดและดึงเวลาให้หมดอายุความ แต่เที่ยวนี้คงลำบาก เพราะปรากฏตัวอย่างชัดเจน และมีหนังสือของอัยการให้เร่งรัดจับกุม ซึ่งหากไม่จับกุมก็เข้าข่ายละเว้นปฎิบัติหน้าที่ และจะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐดูไม่ดี ดังนั้น ต้องช่วยกัน ซึ่งมหาดไทยก็ต้องช่วยดีเอสไอ เพราะเราเกี่ยวข้องความมั่นคงในประเทศอยู่แล้ว จะให้คนผิดกฎหมายลอยนวลหนีคดีเดินไปเดินมาไม่ได้

‘สว.สำรอง’นำทีมยื่นกกต. คัดค้านคำร้องเปลี่ยนคณะสอบฮั้วเลือก สว. ยันมีหลักฐานชัดเจน

'สว.สำรอง'นำทีมยื่นกกต. คัดค้านคำร้องเปลี่ยนคณะสอบฮั้วเลือก สว. ยันมีหลักฐานชัดเจน

‘สว.สำรอง’นำทีมยื่นกกต. คัดค้านคำร้องเปลี่ยนคณะสอบฮั้วเลือก สว. ยันมีหลักฐานชัดเจน

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.26 น.

“สว.สำรอง”นำทีมยื่นกกต. คัดค้านคำร้องเปลี่ยนคณะสอบฮั้วเลือก สว. ยันมีหลักฐานชัดเจน ขอหยุดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม-ปกป้องความเป็นอิสระขององค์กร

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะ สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว พร้อมด้วย นายแทนคุณ จิตต์อิสระ อดีต สส.และอดีตผู้สมัคร สว.เข้ายื่นร้องต่อ กกต.เพื่อคัดค้านคำร้องของ สว.ที่ขอให้ กกต.สั่งทบทวนการทำงานของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ที่มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก เป็นประธานฯ ที่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในกรณีการสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว.

โดย พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า พวกเราเห็นว่าคำร้องดังกล่าวยังไม่ถูกต้อง รวมทั้งคณะสืบสวนฯชุดดังกล่าวได้รับการแต่งตั้งมาโดยถูกต้องตามกฎหมาย โดยคณะสืบ สวนชุดดังกล่าวที่ผ่านมาก็ได้ทำงานเป็นไปด้วยดี ซึ่งสามารถที่จะออกหนังสือเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำและแก้ข้อกล่าวหาจำนวนหลายคน ซึ่งถือว่าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงอาจจะทำให้ผู้ที่ถูกพาดพิงบางส่วนรู้สึกหวั่นไหวและรู้สึกว่าอาจจะใกล้ตัวเกินไป จึงใช้วิธีขอให้เปลี่ยนชุดสืบสวนไต่สวน โดยวันนี้พวกเรา สว.สำรอง จะยื่นคัดค้านต่อคณะกรรมการ กกต.เพื่อที่จะขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่เออออห่อหมกไปตามคำร้องของ สว.และขอให้กำลังใจคณะกรรมการชุดที่ 26 และคณะกรรมการ กกต.ขอให้ท่านมั่นคงอย่าหวั่นไหวในการที่จะทำตามกรอบอำนาจหน้าที่ของตัวเองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

ด้าน นายแทนคุณ กล่าวว่า วันนี้ตนมา เพราะอยากเป็นตัวแทนของผู้สมัคร สว.ที่เห็นการฮั้วชัดเจนมาก จึงรู้สึกไม่สบายใจ ว่าบ้านเมืองเราทำไมถึงเป็นได้ขนาดนี้ แม้หลายคนจะตั้งข้อสังเกตว่าการเลือก สว.ครั้งนี้ถูกออกแบบมาให้มีการฮั้วกันได้ง่าย แต่ก็ไม่น่าจะมีการฮั้วโจ่งแจ้งขนาดนี้ ซึ่งตนมีคลิปวีดีโอที่บันทึกการประชุมพูดคุยของผู้สมัครในขณะนั้นที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่อ้างเบื้องสูง ว่าภารกิจนี้เป็นภารกิจเพื่อข้างบน จึงเป็นสิ่งที่เราต้องลงทุนและทุ่มเทขนาดนี้ ซึ่งคำพูดว่าลงทุนนี้ อาจจะมีเรื่องของการจ่ายเงินเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ คิดว่ากระบวนการสอบสวนไปถึงแน่นอน และเชื่อว่าเส้นเงินต่างๆ ที่ถูกกล่าวถึงนั้นไม่ผิดพลาดแน่นอน ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ไม่สามารถโกหกได้ และเชื่อว่าไม่เกินกว่ากำลังความสามารถของคณะกรรมการสอบสวนที่จะตรวจสอบได้

นายแทนคุณ กล่าวว่า ตนเคยเป็นสส.มาก่อน เป็นสมาชิกรัฐสภามาก็ไม่เคยเจอว่ามีความพยายามอย่างน่ารังเกียจขนาดนี้ ในการที่จะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ท่านบอกว่าท่านไม่ใช่นักการเมือง แต่อย่าลืมว่าท่านเป็นข้าราชการการเมือง ซึ่งคำว่าการเมืองแปลได้หลายอย่าง แปลว่าผู้มีอำนาจในการบริหารบ้านเมือง หรือฝ่ายนิติบัญญัติก็ได้ แต่ที่สำคัญคือต้องเคารพในระบอบประชาธิปไตยและเคารพเสียงของประชาชน แม้ท่านจะบอกว่าไม่ได้มาจากเสียงของประชาชนก็ตาม แต่ท่านก็เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย หัวใจสำคัญคือการต้องถูกตรวจสอบได้ การที่ท่านทำให้การถูกตรวจสอบสะดุด พยายามที่จะตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ยังคิดว่าถ้า สว.หากอยากมีสง่าราศีมากกว่านี้ ท่านต้องหยุดคุกคามกระบวนการยุติธรรม และหยุดแอบอ้างสิ่งที่พวกเราเคารพสักการะ

นายแทนคุณ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในเรื่องของการเลือกกรรมการองค์กรอิสระ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบให้คุณให้โทษนักการเมือง ถ้าเราได้องค์กรอิสระที่เป็นคนของเขาที่เขาคุมได้ บริหารจัดการหรือสั่งได้ องค์กรอิสระก็จะไม่มีความอิสระ และถ้าเอนเอียงไปทางการเมืองฝ่ายไหน ก็จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ เราจะไม่อยากให้ สว.ที่มีส่วนชี้เป็นชี้ตาย ยอมให้การเมืองเข้าไปแทรกแซง การเลือกกรรม การองค์กรอิสระจนทำให้การเมืองเสียสมดุล ซึ่งจะเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรง ดังนั้น ถ้าเราได้ ป.ป.ช.มาแล้วไปชี้จากผิดให้กลายเป็นถูก หรือกลายเป็นไม่ผิดก็ได้ ซึ่งน่าจะไม่เคยมีแบบนี้มาก่อน หรือถ้าเคยมี นี่น่าจะเป็นการซ้ำรอยประวัติศาสตร์ให้การเลือก ป.ป.ช.มีความด่างพร้อย ตนไม่อยากให้สังคมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม มองว่า สว.กลุ่มนี้ไม่ได้รับเลือกแล้วเลยพาล ยืนยันว่าไม่ใช่เช่นนั้น แต่นี่เป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของประชาชน ถ้าเรารักชาติ รักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงต้องร่วมกันต่อต้านการแทรกแซง และการเข้าไปมีส่วนครอบงำองค์กรอิสระต่างๆ

‘วิปวุฒิสภา’ยอมถอย! บรรจุญัตติ‘สว.พันธุ์ใหม่’ ชะลอโหวต‘องค์กรอิสระ’

‘วิปวุฒิสภา’ยอมถอย! บรรจุญัตติ‘สว.พันธุ์ใหม่’ ชะลอโหวต‘องค์กรอิสระ’

‘วิปวุฒิสภา’ยอมถอย! บรรจุญัตติ‘สว.พันธุ์ใหม่’ ชะลอโหวต‘องค์กรอิสระ’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.24 น.

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการรวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมวิปวุฒิสภา ว่า วิปวุฒิสภาได้อนุมัติญญัตติที่ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ที่เสนอให้ที่ประชุมวุฒิสภาชะลอการพิจารณาวาระที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระออกไป ทั้งนี้ จะบรรจุวาระในวันที่ 29 พ.ค.หรือ 30 พ.ค.นั้น ขณะนี้ยังรอให้ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พิจารณา ทั้งนี้ การวางลำดับต้องอยู่ก่อนวาระที่จะพิจารณาในกระบวนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบประวัติและการลงมติเห็นชอบองค์กรอิสระที่บรรจุในระเบียบวาระ

“วิปวุฒิสภาบรรจุให้แน่นอน และต้องใช้การลงมติชี้ขาดว่าจะให้ชะลอหรือไม่ หากที่ประชุมมีมติให้ชะลอ ทุกอย่างต้องชะลอออกไป ส่วนการอภิปรายนั้นจะไม่ได้จำกัดเวลา และเปิดโอกาสให้เต็มที่” นายพิสิษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า วิปวุฒิสภาได้พิจารณาในแง่กฎหมายถึงความเป็นไปได้จะชะลอกระบวนการได้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตามความเห็นส่วนตัว สว.ทำตามขั้นตอนกฎหมายทุกประการ โดยข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ข้อ 105 กำหนดกรอบระยะเวลาที่คณะกรรมการสรรหาส่งมาให้ สว.พิจารณาตรวจสอบจริยธรรมขอองค์กรอิสะต่างๆ ในระยะเวลา 60 วัน และ ขยายเวลาได้  30 วันเท่านั้น จึงไม่สามารถชะลอไปไม่มากกว่านี้ได้

“ที่หลายฝ่ายที่จะอ้างว่า การชะลอออกไปเพื่อแสดงสปิริตนั้น ผมขอย้อนไปถามว่าเข้าใจกฎหมายและข้อบังคับมากน้อยแค่ไหน และตามหลักแล้ว สว.ที่แม้เป็นผู้ถูกกล่าวหา แต่ในมาตรา129วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ระบุว่าหากไม่ได้ถูกตัดสินหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ สว.ยังมีอำนาจเต็ม และกฎหมายเปิดช่องไว้ให้ไว้ด้วยว่าต่อให้วันนี้มีการโหวตรับรององค์กรอิสระต่างๆ แล้วพรุ่งนี้ สว.ถูกตัดสินให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ยังถือว่าการกระทำของสว.นั้นเป็นการกระทำโดยชอบของกฎหมาย” นายพิสิษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า หากขยับการพิจารณาเรื่ององค์กรอิสระออกไปในช่วงสมัยสามัญจะเกินกรอบเวลาหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า หากจะรอไปเปิดสมัยประชุมต้องอยู่ในกรอบเวลาที่ทำได้ แต่เมื่อมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ที่สามารถพิจารณาได้ และสิ่งที่ทำนั้นไม่ได้เร่งรีบเพราะเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ หากเลื่อนออกไป ไม่ถือว่าเกินเวลา แต่เมื่อเปิดวิสามัญอยู่แล้ว จะทำให้ไม่ต้องเสียงบประมาณ และอยู่ในกรอบกฎหมายด้วย

เมื่อถามว่า วิปวุฒิสภาหารือต่อประเด็นที่มีมวลชนกดดันอย่างไรบ้าง โฆษกวิปวุฒิสภา กล่าวว่า ตนขอถามเครือข่ายด้วยว่าเข้าใจกฎหมายถ่องแท้แค่ไหน  หากเราต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย อย่าใช้กฎหมู่มากดดัน ควรทำตามหน้าที่ และขอฝากกับสื่อมวลชนด้วยว่า ที่มี สว.บางคนกล่าวหาพวกเราว่า ที่ถูกเรียกตัวไปสอบ ถือว่าไม่ชอบธรรมที่จะทำหน้าที่นั้น ตนไม่โต้เถียง แต่อยากสะท้อนมุมมองว่า การเลือกกรรมการองค์กรอิสระที่ไม่รู้ว่าจะถูกรับรองทั้งหมดหรือไม่ แต่ไปกล่าวหาว่าคนเหล่านั้นจะทำเรื่องที่ไม่สุจริตในอนาคต เพราะจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนเนื่องจาก สว.ปัจจุบันเป็นคนโหวต ถือว่าไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนที่ถูกคัเลือกและกรรมการที่สรรหาเข้ามา เป็นประเด็นที่ตนรับไม่ได้

‘ประชาคมแพทย์’สวน’นรินท์พงศ์’ตอกหน้าข้อต่อข้อ แนะควรให้เกียรติไม่ใช่พูดเอาใจใครบางคน

'ประชาคมแพทย์'สวน'นรินท์พงศ์'ตอกหน้าข้อต่อข้อ แนะควรให้เกียรติไม่ใช่พูดเอาใจใครบางคน

‘ประชาคมแพทย์’สวน’นรินท์พงศ์’ตอกหน้าข้อต่อข้อ แนะควรให้เกียรติไม่ใช่พูดเอาใจใครบางคน

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.16 น.

‘ประชาคมแพทย์’สวนกลับ’นรินท์พงศ์’ ร่ายยาวตอกหน้าข้อต่อข้อ ลั่นจะถอนคำพูดปม’แซะเรื่องนกหวีด’คงไม่ทันแล้ว แนะควรให้เกียรติ-เคารพวิชาชีพแพทย์ ไม่ใช่พูดเอาใจใครบางคน 

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “ประชาคมแพทย์  (Medical Civil Society) ” ได้โพสต์ข้อความ โดยระบุว่า

” 1.คุณรู้ตัวหรือไม่ว่า ประโยคนี้ จะติดตัวคุณไปตลอด เมื่อคุณบอกว่า แพทยสภา ลืมนกหวีดไว้ข้างหลัง เมื่อดูจากเนื้อหาข่าว ทั้งประโยคที่ทิ้งท้ายนั้น คุณใช้คำว่า ‘แพทยสภา” ในความหมายนี้ย่อมเข้าใจได้ว่าคือองค์กรแพทยสภา ถอนคำพูดตอนนี้คงไม่ทันแล้วมั้งครับ อย่าลืมว่าคุณกำลังสวมหมวกของ คณะกรรมการ ที่น่าจะมีเกียรติ และมีศักดิ์ศรี พอที่จะเป็นที่ปรึกษาของ สภานายกพิเศษ 1 ใน 10 คน ซึ่งควรเป็นเนื้อหาความเห็น ทางกฎหมาย มิใช่ข้อความแซะทางการเมืองเช่นนี้

2. การลงโทษแพทย์หญิงเพียงว่ากล่าวตักเตือน ไม่ใช่ลงโทษเพราะ ส่งตัวผู้ป่วยแน่นหน้าอกออกนอก คุก แต่เพราะเขียนใบส่งตัวล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นการลงโทษขั้นเบาที่สุดก็สมเหตุสมผลแล้ว ดังนั้นประเด็นข้ออ้างของคุณเรื่อง ลงโทษแพทย์ ทั้งๆที่ ผู้ป่วยที่คล้ายจะมีอาการวิกฤต ตามคำอ้าง ของพยาบาลเวร ไม่ใช่ประเด็น แต่ ถ้าคุณเป็นทนายความที่จับประเด็นได้ละเอียดถูกต้อง ก็จะรู้ว่า แพทยสภาลงโทษแพทย์หญิง เพราะ เขียนใบส่งตัวล่วงหน้า โดยไม่ได้ตรวจอาการผู้ป่วย

ถ้าต่อไป คุณคิดว่าวิธีการนี้ ที่แพทย์หญิงทำนนี้ถูกต้อง สมบูรณ์แบบ เมื่อญาติหรือคนใกล้ชิดคุณได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ คือแพทย์เขียนใบส่งตัวล่วงหน้า แล้วมาคอนเฟิร์ม ภายหลัง และ โดยไม่ได้มาตรวจจริง ณเวลาที่วิกฤต ฟังตามคำเล่าของพยาบาลและอ่าน กระดาษเอกสารจาก โรงพยาบาลเมืองนอกให้ฟัง ให้ ก็ อนุญาตทางวาจา ส่งตัวผู้ป่วยแน่นหน้าอกออกไปนอกคุกได้ทันที ในโรงพยาบาลตำรวจซึ่งอยู่ห่างไกลมากกว่าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ หวังว่า คุณและญาติของคุณคงจะพอใจมาตรฐานเช่นนี้ คือพยาบาลส่งตัวไปก่อน โดยไม่ต้องมีหมอมาตรวจจริงๆ ให้หมอเขียนใบส่งตัวล่วงหน้าแล้วconfirm ทีหลังตามไป ไม่ต้องเอาโรงพยาบาลใกล้ๆ เอาโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือพิเศษ ต่อให้ไกลเท่าไหร่ ก็ต้องส่งไป OK นะ คุณทนาย ความ

3. คุณไม่ได้ให้ความเห็นทางกฎหมายเรื่อง การที่แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ รับรอง ให้ ผู้ป่วย คงนอนรักษาตัว ต่อไปเป็นระยะ ทีละ 30 วัน 60 วันไปจนถึง 180 วัน ซึ่งประเด็นนี้ เป็นการลงโทษ โดยมติแพทยสภา ในระดับโทษที่รุนแรง มันเป็นเรื่องทางวิชาชีพ วิชาชีพทนายความ ก็ไม่ควรจะก้าวล่วงวิชาชีพของแพทย์ โดยเฉพาะกรรมการทุกท่าน แต่คุณกลับ กล่าวหาเรื่องจริยธรรมแพทยสภา ดูเหมือนอยากจะเล่นคำ กับอนุกรรมการจริยธรรม แซะเรื่องนกหวีด โดย ต้องการดิสเครดิต คณะกรรมการแพทยสภาผู้มีคุณวุฒิ และเป็นอาจารย์ที่สอน แพทย์ทั่วประเทศ

หวังว่าคุณคงไม่ใช่ทนายความส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะเชื่อมั่นว่า ทนายความท่านอื่นและญาติของทนายความท่านอื่น คงไม่ต้องการมาตรฐาน การทำงานดังเช่นแพทย์ผู้ถูกกล่าวโทษนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากอภิสิทธิ์ชน อย่างแท้จริง และทนายท่านอื่น น่าจะให้เกียรติและเคารพในวิชาชีพ ของแพทย์ ไม่ปล่อยคำพูด ที่ จะทำให้ สะท้อนวุฒิภาวะของคนพูด เพียงเพราะต้องการเอาใจใครบางคน

ความเห็นของ Admin ประชาคมแพทย์

สำหรับบุคคลเช่นนี้ ที่เคย มีตำแหน่งเป็นเสมือน เป็นตัวแทนของทนายความทั่วประเทศ กำลังแสดงบทบาท และใช้ถ้อยคำ ในข้างท้ายของการให้สัมภาษณ์ประหนึ่งว่าต้องการท้าทายให้มีการฟ้องร้อง โดยสภาวิชาชีพ ไม่ต่างจาก ผู้ต้องการให้ มีการโฟกัส และพุ่งความสำคัญมาที่ตนเอง ในสายตาของผู้มีอำนาจ หรือ ลูกความบางคนที่ ต้องการใช้บริการ แต่ Admin กลับมีความเห็น ไปในทางว่า ท่านผู้ใดพบเห็น ว่า ถ้าท่านผู้นี้ มีอาการแน่นหน้าอก สำหรับ มาตรฐาน ของแพทย์ แบบที่ทนายท่านนี้ต้องการ คือดูแลรักษาโดยทางวาจา ถ้า เขาแน่นหน้าอกมา ยังไม่ถึงตายทันทีแต่มีอาการที่อาจจะใกล้ตาย หรือไม่ก็ไม่รู้นะ แพทย์ก็ คงไม่ต้องไปตรวจโดยตรง รีบสั่งพยาบาลรีเฟอร์อย่างเดียว ไม่ต้องไปตรวจเลยนะครับ ใช้ระบบ เขียน refer ล่วงหน้า หรือตามคอนเฟิร์มย้อนหลัง ไม่ต้องแวะโรงพยาบาลใกล้ เน้นให้ไปส่งต่อโรงพยาบาลที่มีเครื่อง มือครบถ้วน เผื่อจะได้สวนหัวใจ จัดไปให้อย่าให้เสีย ส่งตัวไปทันที ไปกับพยาบาลก็ได้ ไม่ต้องรอหมอมาตรวจ น่าจะตรงใจกับ ความต้องการของท่านทนายท่านนี้”