เชอร์ปาชาวเนปาล สร้างสถิติพิชิต “เอเวอเรสต์” เป็นครั้งที่ 31

เชอร์ปาชาวเนปาล สร้างสถิติพิชิต "เอเวอเรสต์" เป็นครั้งที่ 31

27 พ.ค. 2568 14:29 น.

เชอร์ปาชาวเนปาล สร้างสถิติพิชิต “เอเวอเรสต์” เป็นครั้งที่ 31

คามิ ริตา เชอร์ปาชาวเนปาล ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “มนุษย์เอเวอเรสต์” ได้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้เป็นครั้งที่ 31 ทำลายสถิติของตัวเองในการพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกจำนวนครั้งมากที่สุดได้สำเร็จ

คามิ ริตา เชอร์ปาชาวเนปาล ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “มนุษย์เอเวอเรสต์” วัย 55 ปี ซึ่งเคยเป็นผู้นำทางคณะเจ้าหน้าที่กองทัพอินเดียขึ้นสู่ยอดเขา สามารถพิชิตยอดเขาสูง 8,894 เมตรได้สำเร็จ เมื่อเวลา 04:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันอังคาร (27 พ.ค.)

Seven Summit Treks ซึ่งเป็นบริษัทผู้จัดการปีนเขา กล่าวในแถลงการณ์ว่า “คามิ ริตา เชอร์ปา ไม่จำเป็นต้องแนะนำตัว เขาไม่ใช่แค่ฮีโร่นักปีนเขาระดับประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกของเอเวอเรสต์อีกด้วย” 

คามิ ริตา ขึ้นถึงยอดเอเวอเรสต์เป็นครั้งแรกในปี 1994 ในฐานะผู้นำทางการสำรวจเชิงพาณิชย์ และได้พิชิตยอดเขานี้มาเกือบทุกปีนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาสามารถพิชิตยอดเขาได้ถึงสองครั้งในบางปี เช่น ในปี 2023 และ 2024

คู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดสำหรับสถิติการพิชิตเอเวอเรสต์ของเขาคือเชอร์ปาชาวเนปาลอย่าง ปาซัง ดาวา ซึ่งพิชิตยอดเขาได้ 29 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

มีผู้คนมากกว่า 8,000 คน ปีนเขาเอเวอเรสต์ นับตั้งแต่ที่เซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลลารี ชาวนิวซีแลนด์ และเทนซิง นอร์เกย์ ชาวเชอร์ปา พิชิตยอดเขานี้เป็นครั้งแรกในปี 1953

ก่อนหน้านี้คามิ ริตา เคยบอกกับสื่อว่าการปีนเขาของเขาเป็นเพียงงานเท่านั้น “ผมดีใจที่ทำลายสถิติได้ แต่สุดท้ายแล้วสถิติก็ถูกทำลาย” เขากล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว “ผมมีความสุขมากกว่าที่การปีนเขาของผมช่วยให้เนปาลได้รับการยอมรับจากทั่วโลก”

เมื่อต้นเดือนนี้คามิ ริตา ได้โพสต์เรื่องราวชีวิตบนเอเวอเรสต์บางส่วน รวมถึงพิธีปูชา ซึ่งเป็นพิธีกรรมทางพุทธศาสนาแบบทิเบตที่ทำก่อนการเดินทางสู่เอเวอเรสต์เพื่ออธิษฐานให้พิชิตยอดเขาได้อย่างปลอดภัยและประสบความสำเร็จ

ความสำเร็จของคามิ ริตา เกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากนายเคนตัน คูล นักปีนเขาชาวอังกฤษ พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้เป็นครั้งที่ 19 และยังทำลายสถิติของตัวเองในการพิชิตยอดเขาสูงสุดสำหรับผู้ที่ไม่ใช่ชาวเชอร์ปา ส่วนนักไต่เขาชาวอเมริกัน เดฟ ฮาห์น และแกเร็ตต์ เมดิสัน ทำได้คนละ 15 ครั้ง

ผู้คนมากกว่า 500 คนและผู้นำทางของพวกเขา สามารถพิชิตเอเวอเรสต์สำเร็จในฤดูกาลปีนเขาซึ่งกำลังจะสิ้นสุดลง และตามข้อมูลของกรมการท่องเที่ยว เนปาลได้ออกใบอนุญาตปีนเขาไปแล้วมากกว่า 1,000 ใบในฤดูกาลนี้ ซึ่งรวมถึงเอเวอเรสต์และยอดเขาอื่นๆ

จำนวนผู้พยายามพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์พุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความแออัดและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อปีที่แล้ว ทางการได้ออกกฎเกณฑ์ที่กำหนดให้ผู้ปีนเขาต้องทำความสะอาดอุจจาระของตัวเองและนำกลับไปที่ฐานเพื่อกำจัด.

ที่มา BBC Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

รัสเซียแซวทรัมป์ “อารมณ์อ่อนไหว” หลังกล่าวว่าปูติน “บ้า”

รัสเซียแซวทรัมป์ "อารมณ์อ่อนไหว" หลังกล่าวว่าปูติน “บ้า”

27 พ.ค. 2568 13:26 น.

รัสเซียแซวทรัมป์ “อารมณ์อ่อนไหว” หลังกล่าวว่าปูติน “บ้า”

รัสเซียอ้างว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ แสดงอาการของ “อารมณ์อ่อนไหวที่ท่วมท้น” เนื่องจากที่เขาเรียกประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ว่า “บ้าไปแล้ว” หลังจากที่รัสเซียโจมตียูเครนทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุด

รัสเซียอ้างว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ แสดงอาการของ “อารมณ์อ่อนไหวที่ท่วมท้น” เนื่องจากที่เขาเรียกประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ว่า “บ้าไปแล้ว” หลังจากที่รัสเซียโจมตียูเครนทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุด โดยประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวในทรูธ โซเชียล เมื่อวันอาทิตย์ว่า “มีบางอย่างเกิดขึ้น” กับปูติน หลังจากที่รัสเซียสังหารผู้คนไป 13 รายในยูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธ 367 ลูก “เขาบ้าไปแล้วจริงๆ” ทรัมป์กล่าว “ฆ่าคนไปจำนวนมากโดยไม่จำเป็น”

ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกของปูตินกล่าวว่าความคิดเห็นดังกล่าว “เชื่อมโยงกับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของทุกคนที่เกี่ยวข้อง”

ขณะเดียวกัน นายฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่าพันธมิตรของยูเครนได้ยกเลิกข้อจำกัดพิสัยการยิงอาวุธที่จัดหาให้ทั้งหมด ท่ามกลางรายงานที่ว่าเขาจะให้ขีปนาวุธทอรัสแก่ยูเครน

ความคิดเห็นของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากที่รัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การรุกรานเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบรายในยูเครน ในช่วงกลางคืนระหว่างวันเสาร์ถึงวันอาทิตย์ หลังจากรัสเซียยิงโดรนและขีปนาวุธ 367 ลูก

ระหว่างเย็นวันอาทิตย์ถึงเช้าวันจันทร์ รัสเซียยิงโดรน 355 ลำโจมตียูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 10 ราย กองทัพอากาศยูเครนกล่าวว่าเป็นการโจมตีด้วยโดรนเพียงอย่างเดียวครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมา

นายเปสคอฟกล่าวว่าการโจมตีทางอากาศครั้งล่าสุดเป็นการตอบโต้ต่อการโจมตีของยูเครนต่อโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมของรัสเซีย กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศได้ทำลายโดรนของยูเครน 20 ลำเหนือภูมิภาคหลายแห่งของรัสเซีย

โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าการโจมตีทางอากาศของรัสเซียไม่มี “เหตุผลทางการทหาร” แต่เป็น “ทางเลือกทางการเมืองที่ชัดเจนโดยปูตินและรัสเซียที่จะดำเนินสงครามต่อไปและทำลายชีวิตผู้คน”

นายกรัฐมนตรีเมิร์ซของเยอรมนี ตอบโต้การโจมตีของรัสเซียเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับพิสัยการยิงอาวุธที่ส่งไปยังยูเครนอีกต่อไป นั่นหมายความว่าตอนนี้ยูเครนสามารถป้องกันตัวเองได้แล้ว เช่น การโจมตีตำแหน่งทางทหารในรัสเซีย ดยมีข้อยกเว้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเพิ่งทำไปเมื่อไม่นานนี้เอง ตอนนี้ยูเครนสามารถทำได้แล้ว”

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เซเลนสกีจะเดินทางไปยังกรุงเบอร์ลินในวันพุธนี้ (28 พ.ค.) แม้ว่าจะยังไม่ได้รับการยืนยันก็ตาม

เมื่อปีที่แล้ว สหราชอาณาจักรกล่าวว่ายูเครนมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะใช้อาวุธที่อังกฤษจัดหาให้ในการป้องกันประเทศ และเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้อนุญาตให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลที่สหรัฐฯ จัดหาให้โจมตีรัสเซีย แม้ว่าจะมีข้อจำกัดก็ตาม

ขีปนาวุธทอรัสมีพิสัยการยิงประมาณ 500 กิโลเมตร ซึ่งไกลกว่าระบบอื่นๆ ที่พันธมิตรของยูเครนจัดหาให้มาก รัสเซียกล่าวว่าการจัดหาอาวุธดังกล่าวถือเป็น “การเคลื่อนไหวที่อันตราย”

เมื่อช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวถึงปูตินที่นิวเจอร์ซีว่า “ผมรู้จักเขามานานแล้ว เข้ากับเขาได้เสมอ แต่เขากลับยิงจรวดใส่เมืองต่างๆ และสังหารผู้คน และผมไม่ชอบเลย” เขายังกล่าวอีกว่ากำลังพิจารณาเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซียของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเคยขู่ว่าจะทำมาแล้วหลายครั้ง

ไม่นานหลังจากนั้น ทรัมป์โพสต์คำพูด “บ้าๆ” ถึงปูติน พร้อมกับเสริมว่า “ผมเคยพูดเสมอว่าเขาต้องการยูเครนทั้งหมด ไม่ใช่แค่บางส่วน และบางทีนั่นอาจจะจริงก็ได้ แต่ถ้าเขาทำจริง รัสเซียก็จะล่มสลาย!”

แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ยังพูดจาแข็งกร้าวถึงเซเลนสกี โดยกล่าวว่าเขา “ไม่ได้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศของเขาเลยด้วยซ้ำด้วยการพูดแบบนั้น” “ทุกอย่างที่ออกมาจากปากของเขาทำให้เกิดปัญหา ผมไม่ชอบเลย และมันควรจะหยุดได้แล้ว”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ยูทูบเบอร์เยอรมัน เผย “เสี่ยงชีวิต” คว้าแชมป์กลิ้งชีสลงเขา 2 ปีซ้อน

ยูทูบเบอร์เยอรมัน เผย "เสี่ยงชีวิต" คว้าแชมป์กลิ้งชีสลงเขา 2 ปีซ้อน

27 พ.ค. 2568 12:28 น.

ยูทูบเบอร์เยอรมัน เผย “เสี่ยงชีวิต” คว้าแชมป์กลิ้งชีสลงเขา 2 ปีซ้อน

ทอม โคปเก้ ยูทูบเบอร์ชาวเยอรมัน คว้าชัยชนะในการแข่งขันกลิ้งชีสในมณฑลกลอสเตอร์เชอร์ ประเทศอังกฤษ เป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยเขากล่าวว่าเขา “เสี่ยงชีวิต” เพื่อคว้าชัยชนะ

ทอม โคปเก้ ยูทูบเบอร์ชาวเยอรมัน วัย 23 ปี เป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันหลายสิบคนที่เข้าร่วมการแข่งขันกลิ้งชีสลงเขาประจำปี ที่เนินเขาคูเปอร์ส ฮิลล์ ในมณฑลกลอสเตอร์เชอร์ ประเทศอังกฤษ ในการแข่งขันแต่ละครั้ง ผู้แข่งขันจะต้องไล่ตามก้อนชีส “ดับเบิล กลอสเตอร์” หนัก 3 กิโลกรัม ลงมาตามเนินเขาที่ชันที่สุดแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักร โดยผู้ชนะจะเป็นผู้คว้าชีสไป ปีนี้มีการแข่งขันทั้งหมด 7 ครั้ง โดย 2 ครั้งเป็นการรำลึกถึงอดีตผู้ชนะการกลิ้งชีสที่เสียชีวิตไปแล้ว

นายโคปเก้กล่าวหลังจากได้รับชัยชนะว่า “ปีที่แล้วเนินเขามีโคลน ส่วนปีนี้แห้งแล้งและอันตราย ทำให้มีคนได้รับบาดเจ็บ” 

นายโคปเก้ ซึ่งเผยแพร่เนื้อหาทางช่องยูทูบ ที่มีผู้ติดตาม 366,000 คน ภายใต้ชื่อ Tooleko กล่าวว่า “ผมปิดสมองตัวเองแล้วลงมือทำ มันบ้ามาก ปีนี้แตกต่างออกไป” นายโคปเก้กล่าวว่า “คนที่อยู่บนเนินเขาทุกคนต่างพูดว่าพวกเขาจะขโมยตำแหน่งของผม แต่ตำแหน่งนี้เป็นของผม ผมเสี่ยงชีวิตเพื่อสิ่งนี้ มันคือชีสของผม”

ผู้ชมคนหนึ่งจากการแข่งขันดังกล่าวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งทางการท้องถิ่นระบุว่าเป็นอันตรายและสร้างภาระให้กับบริการรถพยาบาลของทางการ ขณะที่ผู้คนหลายพันคนรับชมการแข่งขันจากทั้งด้านข้าง ด้านบน และด้านล่างของเนินเขาคูเปอร์สฮิลล์

โดยผู้ชนะจากการแข่งขันประเภทชายรอบที่สอง คือนายลุค พรีซ ซึ่งบินลงมาจากเนินเขาในชุดซูเปอร์แมน เขากล่าวในภายหลังว่า “ผมตื่นเต้นมาก อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านสุดๆ”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

โกลเด้นโดมระบบป้องกันขีปนาวุธสุดล้ำ ทำไมสหรัฐฯ ต้องมี

โกลเด้นโดมระบบป้องกันขีปนาวุธสุดล้ำ ทำไมสหรัฐฯ ต้องมี

27 พ.ค. 2568 12:28 น.

โกลเด้นโดมระบบป้องกันขีปนาวุธสุดล้ำ ทำไมสหรัฐฯ ต้องมี

  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเดินหน้าโครงการ “Golden Dome for America” ระบบป้องกันขีปนาวุธสุดล้ำ ที่มีเป้าหมายเพื่อปกป้องสหรัฐฯ จากภัยคุกคามจากต่างประเทศ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหลายประเทศหวั่นเปลี่ยนโฉมความมั่นคงโลก
  • โครงการนี้จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สหรัฐฯ เตรียมติดตั้งอาวุธไว้ในอวกาศ ซึ่งอาจใช้งบประมาณสูงถึงหลายแสนล้านดอลลาร์ ท่ามกลางการแข่งขันด้านอาวุธระดับโลก
  • ทรัมป์ ยังให้คำมั่นด้วยว่าระบบป้องกันขีปนาวุธ “โกลเดนโดม” อันล้ำสมัยของเขาจะสามารถเปิดใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบก่อนที่เขาจะสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ระบบ Golden Dome คืออะไร ทำงานอย่างไร?

Golden Dome ถูกออกแบบให้เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายชั้น ที่ผสานเทคโนโลยีรุ่นใหม่ในทั้งสามมิติ คือ พื้นดิน ทะเล และอวกาศ โดยใช้เซ็นเซอร์และอุปกรณ์สกัดขีปนาวุธจากอวกาศ เพื่อตรวจจับและทำลายขีปนาวุธก่อนถึงเป้าหมาย

ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุว่า Golden Dome (โกลเด้นโดม) จะสามารถป้องกันภัยขีปนาวุธ ไม่ว่าจะถูกยิงมาจากซีกโลกใดหรือแม้กระทั่งจากอวกาศเอง โดยตั้งเป้าจะให้ระบบเริ่มใช้งานได้ ภายในวาระการดำรงตำแหน่งของเขา

ระบบโกลเด้นโดมประกอบด้วย 4 ขั้นตอนในการป้องกันภัย ได้แก่

1.ตรวจจับและทำลายขีปนาวุธ ก่อนยิง

2.สกัดกั้นตั้งแต่ช่วงต้นของการบิน

3.หยุดขีปนาวุธในระยะกลาง

4.สกัดกั้นในวินาทีสุดท้ายก่อนถึงเป้าหมาย

พลเอกเกรกอรี กิวลอท ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นอเมริกาเหนือ (U.S. Northern Command) ชี้ว่าโครงการนี้จะเสริมระบบที่มีอยู่เดิม เช่น GBIs (Ground-Based Interceptors) ที่ใช้รับมือภัยจากเกาหลีเหนือ พร้อมขยายความสามารถในด้านป้องกันขีปนาวุธร่อนและภัยคุกคามทางอากาศอื่น ๆ

ขณะที่ พลเอกแฟรงค์ แม็คเคนซี อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กล่าวว่าการสกัดขีปนาวุธควรทำในช่วงแรกสุดของการยิง ซึ่งเป็นจุดที่ระบบนำวิถียังไม่ซับซ้อน และต้องอาศัยระบบอวกาศเพื่อให้ทำได้จริง

โกลเด้นโดมระบบป้องกันขีปนาวุธสุดล้ำ ทำไมสหรัฐฯ ต้องมี

งบประมาณที่ใช้สร้าง Golden dome

ตามการประเมินของสำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการป้องกันจากอวกาศ อาจมีมูลค่าสูงถึง 542 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 19 ล้านล้านบาท

ระบบ Golden Dome จะถูกสร้างในหลายรัฐ เช่น ฟลอริดา จอร์เจีย อินดีแอนา และอลาสกา โดยบริษัทด้านกลาโหมและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ จะร่วมดำเนินการ แม้ยังไม่ได้เลือกบริษัทใดอย่างเป็นทางการก็ตาม

บริษัท Lockheed Martin ยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่าพร้อมสนับสนุนภารกิจนี้ และเรียกมันว่า “ภารกิจระดับโครงการแมนฮัตตัน” ที่สำคัญต่อความมั่นคงของชาติ

อย่างไรก็ตาม ตามที่รัฐมนตรีกองทัพอากาศ ทรอย ไมนค์ ให้ข้อมูลกับวุฒิสภา ระบุว่าแม้จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังไม่มีงบประมาณรองรับโครงการนี้ และยังอยู่ในขั้นแนวคิดเท่านั้น 

โกลเด้นโดมระบบป้องกันขีปนาวุธสุดล้ำ ทำไมสหรัฐฯ ต้องมี

ได้แรงบันดาลใจจาก Iron Dome ของอิสราเอล

แนวคิดเรื่อง Golden Dome ปรากฏสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในช่วงที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวถ้อยแถลงร่วมต่อสภาคองเกรสเมื่อเดือนมีนาคม โดยเขาได้ขอให้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อโครงการนี้ โดยเขากล่าวว่า อิสราเอลมีระบบนี้ ประเทศอื่นก็มี แล้วทำไมสหรัฐฯ จะไม่มีบ้าง

Golden Dome ได้รับแรงบันดาลใจจาก Iron Dome ของอิสราเอล ซึ่งเป็นระบบป้องกันขีปนาวุธระยะใกล้ที่มีชื่อเสียงและมีอัตราสกัดเป้าหมายสูงกว่า 90% โครงการ Iron Dome ได้รับการพัฒนาด้วยความร่วมมือจากสหรัฐฯ และถูกใช้เพื่อป้องกันจรวดและอาวุธจากกลุ่มติดอาวุธในตะวันออกกลาง ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถแสดงศักยภาพในการป้องกันภัยได้เป็นอย่างดี

โกลเด้นโดมระบบป้องกันขีปนาวุธสุดล้ำ ทำไมสหรัฐฯ ต้องมี

ปฏิกริยาจากชาติต่างๆ 

จีน แสดงความกังวลอย่างรุนแรงผ่านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เหมา หนิง โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติแผนการสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธระดับโลกโดยทันที

จีนกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ยึดแนวคิดอเมริกาต้องมาก่อน และแสวงหาความมั่นคงแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายสมดุลด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงระดับโลก และโครงการ Golden Dome กำลังเพิ่มความเสี่ยงให้อวกาศกลายเป็นสนามรบ และเร่งการแข่งขันอาวุธระหว่างประเทศ

สหรัฐฯ โต้กลับ โดยระบุว่าจีนเองก็พัฒนาอาวุธในอวกาศอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน และระบบ Golden Dome มีวัตถุประสงค์เพื่อ “ป้องกันประเทศ ไม่ใช่รุกราน”

ขณะที่ล่าสุดเกาหลีเหนือก็ออกมาประณามแผนการสร้างระบบโล่ป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯเช่นกัน โดยระบุว่า Golden Dome ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำให้ห้วงอวกาศกลายเป็นพื้นที่ทางทหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามที่อันตรายอย่างยิ่ง และนับเป็นภัยคุกคามเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ 

ขณะที่รัสเซียมีท่าทีอ่อนลง จากเดิมที่วิพากษ์วิจารณ์โครงการนี้ว่า เป็นแนวคิดที่บ่อนทำลายเสถียรภาพโลก โดยล่าสุดรัฐบาลรัสเซียระบุว่า โครงการริเริ่มของทรัมป์จะต้องมีการหารือร่วมกับรัสเซีย แต่ในภาพรวมแล้วถือเป็นเรื่องภายในอธิปไตยของสหรัฐฯ

สามารถสร้างระบบนี้ได้จริงหรือไม่?

การสร้างระบบดังกล่าวจะเป็นงานที่ซับซ้อนอย่างมหาศาล และมีค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยทรัมป์กล่าวว่าเขาคาดหวังว่าระบบ Golden Dome จะสามารถสร้างเสร็จภายในช่วงสิ้นสุดวาระของเขา โดยมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะยาว ซึ่งรวมถึงงบลงทุนเบื้องต้น 25,000 ล้านดอลลาร์ ที่ได้จัดสรรไว้แล้วสำหรับโครงการนี้

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขประเมินของทรัมป์ แตกต่างจากการประเมินของสำนักงานงบประมาณรัฐสภา อย่างมาก โดย CBO ระบุว่าเฉพาะส่วนของระบบในอวกาศเพียงอย่างเดียว อาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 542,000 ล้านดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 20 ปี ผู้เชี่ยวชาญบางรายยังเตือนว่า ค่าใช้จ่ายโดยรวมของโครงการนี้อาจกลายเป็นภาระหนักต่องบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ซึ่งมีขนาดใหญ่อยู่แล้ว

การริเริ่มสร้างระบบ Golden Dome ยัง ก่อให้เกิดความกังวลว่าจะนำไปสู่การเริ่มต้นการแข่งขันด้านอาวุธรอบใหม่ โดยฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐฯ อาจเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองเพื่อ ล้มล้างหรือหลีกเลี่ยงระบบป้องกันนี้

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยด้านยุทธศาสตร์ป้องกันและการประเมินภัยคุกคามของสหรัฐฯ มองว่าความกังวลเหล่านี้อาจเกินจริง พวกเขาชี้ว่า ฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐฯ ได้ลงทุนในการพัฒนาอาวุธโจมตีอย่างหนักอยู่แล้ว.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : CBSnews , BBC

อินโดนีเซียยึดเมตแอมเฟตามีน 2 ตัน จับคนไทย 2 คน

อินโดนีเซียยึดเมตแอมเฟตามีน 2 ตัน จับคนไทย 2 คน

27 พ.ค. 2568 11:27 น.

อินโดนีเซียยึดเมตแอมเฟตามีน 2 ตัน จับคนไทย 2 คน

ทางการอินโดนีเซียยึดเมตแอมเฟตามีนประมาณ 2 ตัน นอกเกาะสุมาตรา ถือเป็นการยึดยาเสพติดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ และจับกุมผู้ต้องสงสัย ซึ่งมีคนไทยรวมอยู่ด้วย 2 คน

หน่วยงานปราบปรามยาเสพติดของอินโดนีเซียเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 พ.ค.) ว่าสามารถยึดเมตแอมเฟตามีนประมาณ 2 ตัน นอกเกาะสุมาตรา ถือเป็นการยึดยาเสพติดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ และจับกุมผู้ต้องสงสัย ซึ่งมีคนไทยรวมอยู่ด้วย 2 คน

หน่วยงานเชื่อมโยงยาเสพติดเหล่านี้กับกลุ่มค้ายาในสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของพม่า เชื่อมต่อกับบางส่วนของไทยและลาว ซึ่งมีประวัติในการผลิตยาเสพติดเพื่อจำหน่ายไปไกลถึงญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์

สำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ทางการไทยได้แจ้งว่า เรือที่ติดธงอินโดนีเซีย ซึ่งแล่นจากทะเลอันดามันไปยังเกาะบาตัม อาจบรรทุกยาเสพติดจำนวนมหาศาล เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา ทางการอินโดนีเซียได้สกัดเรือลำดังกล่าวในน่านน้ำนอกหมู่เกาะรีเยา และพบเมตแอมเฟตามีน 2,000 แพ็ค บรรจุอยู่ในกล่องกระดาษแข็งที่ซ่อนอยู่ภายในเรือ

มาร์ทินัส ฮูคอม หัวหน้าหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดของอินโดนีเซีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากใช้เวลาเฝ้าติดตามนาน 5 เดือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่ได้ส่งเรือเข้าหยุดเรือที่มีชื่อว่า “ซี ดรากอน ทาราวา” (Sea Dragon Tarawa) และพบเมตแอมเฟตามีนในกล่อง นายฮูคอมกล่าวว่าคาดว่ายาเสพติดเหล่านี้มาจากกลุ่มค้ายาในสามเหลี่ยมทองคำ และมุ่งหน้าสู่อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซียและฟิลิปปินส์

เขากล่าวว่าสามารถจับกุมชาวอินโดนีเซีย 4 คนและคนไทย 2 คนบนเรือลำดังกล่าวได้ “การยึดครั้งนี้ถือเป็นการค้นพบยาเสพติดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การปราบปรามยาเสพติดในอินโดนีเซีย”

การยึดล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากที่กองทัพเรืออินโดนีเซียยึดเรือที่มีชื่อว่า Aungtoetoe 99 ซึ่งบรรทุกเมตแอมเฟตามีนและโคเคนเกือบ 2 ตัน มูลค่า 425 ล้านดอลลาร์ ในบริเวณเดียวกันทางตะวันตกของเกาะสุมาตราเมื่อต้นเดือนนี้ นอกจากนี้ ยังจับกุมชาวไทย 1 คนและชาวพม่า 4 คน

ในปี 2023 สำนักงานปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติระบุในรายงานปี 2024 ว่าสามารถยึดเมตแอมเฟตามีนได้มากถึง 190 ตัน ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากกลุ่มอาชญากรใช้ประโยชน์จากการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอในการลักลอบขนยาเสพติด โดยส่วนใหญ่ผ่านอ่าวไทย

อินโดนีเซียมีกฎหมายปราบปรามยาเสพติดที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และการค้ายาเสพติดมีโทษถึงประหารชีวิต.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เรือระเบิดที่ฟลอริดา คนกระเด็นตกเรือเจ็บ 11 ราย เป็นเด็ก 2 คน

เรือระเบิดที่ฟลอริดา คนกระเด็นตกเรือเจ็บ 11 ราย เป็นเด็ก 2 คน

27 พ.ค. 2568 10:39 น.

เรือระเบิดที่ฟลอริดา คนกระเด็นตกเรือเจ็บ 11 ราย เป็นเด็ก 2 คน

เกิดเหตุเรือระเบิดอย่างรุนแรงในช่วงเย็นวันหยุดวันรำลึกทหารผ่านศึก ที่เมืองฟอร์ตลอเดอร์เดลรัฐฟลอริดา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 คน รวมถึงเด็ก 2 ราย ขณะที่มีผู้โดยสารบนเรือทั้งหมด 13 คน

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเวลาประมาณ 17.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ใกล้บริเวณ New River Triangle จุดที่เรือมักมาจอดรวมตัวกันในช่วงวันหยุดยาวสุดสัปดาห์ โดยเรือลำดังกล่าวได้ทอดสมออยู่ที่แถบ แซนด์บาร์ ซึ่งเป็นจุดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทางน้ำ

โฆษกหน่วยดับเพลิงเมืองฟอร์ตลอเดอร์เดล แฟรงก์ กุซมันเปิดเผยว่า ขณะคนขับพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อเดินทางกลับฝั่ง ได้เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง จนมีผู้โดยสารกระเด็นตกลงไปในน้ำ และเกิดเปลวไฟลุกไหม้ตามมาอย่างรวดเร็ว พลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ต่างรีบเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ตกลงไปในน้ำ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้นำผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาลโบรวาร์ด เฮลท์ เมดิคอล เซ็นเตอร์ โดยในจำนวนนั้นมีเด็ก 2 คน ส่วนสุนัขที่อยู่บนเรือด้วยนั้นปลอดภัยดี และได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่ง ซึ่งขณะนี้สำนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเพลิงไหม้ กำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุของการระเบิดในครั้งนี้.

ที่มา : CBSnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อุบัติเหตุเรือ

ผู้นำอาเซียนรับรอง “ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” กำหนดวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนอาเซียนในอีก 20 ปี

ผู้นำอาเซียนรับรอง "ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์" กำหนดวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนอาเซียนในอีก 20 ปี

27 พ.ค. 2568 09:51 น.

ผู้นำอาเซียนรับรอง “ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” กำหนดวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนอาเซียนในอีก 20 ปี

ผู้นำอาเซียนรับรอง “ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” กำหนดวิสัยทัศน์ 20 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าอาเซียนเป็นกำลังหลักเศรษฐกิจโลก เดินเกมด้วย 4 เสาหลักครอบคลุมการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม-เชื่อมโยง ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและธรรมาภิบาล

วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 บรรดาผู้นำชาติสมาชิกอาเซียนที่ร่วมการประชุมสุดยอด ครั้งที่ 46 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย ได้ร่วมให้การรับรอง “ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน 2045” ซึ่งเป็นเอกสารวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวสำหรับกำหนดทิศทางการพัฒนาอาเซียนในอีก 20 ปีข้างหน้า 

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียน กล่าวภายหลังพิธีรับรองปฏิญญาว่า เอกสารฉบับนี้จะเป็นแผนที่นำทางอาเซียนสู่อนาคตที่ยั่งยืนและครอบคลุม โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พัฒนาศักยภาพพลเมือง ลดช่องว่าง และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างทั่วถึง

โดยหนึ่งในสาระสำคัญคือ การประกาศใช้ “วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045” (ASEAN Community Vision 2045 – ACV 2045) อย่างเป็นทางการ โดยมีแผนยุทธศาสตร์ครอบคลุม 4 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ความเชื่อมโยงภายในภูมิภาค

ทางด้านนายเกา กึม ฮวน เลขาธิการอาเซียน เปิดเผยว่า วิสัยทัศน์ 2045 ถูกออกแบบมาให้เป็นแผนงานที่ปฏิบัติได้จริง ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกครอบคลุมทั้งการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล โครงสร้างประชากร ภัยธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยยังเน้นการรักษาความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียน

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียระบุเพิ่มเติมว่า อาเซียนมีเป้าหมายที่จะเป็น ตลาดเดียวที่เจริญรุ่งเรืองด้วยแรงงานที่มีทักษะสูง ตลอดจนนวัตกรรมขับเคลื่อนการเติบโต และการดำเนินธุรกิจที่ผสมผสานความยั่งยืนในทุกมิติของห่วงโซ่คุณค่า

นอกจากนี้ วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045 ยังส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจภายนอก พร้อมเพิ่มแหล่งทุนรับมือภัยพิบัติ และสนับสนุนมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

โดยอาเซียนตั้งเป้าจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของเศรษฐกิจโลก และเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก ภายในปี 2045 บนพื้นฐานของเทคโนโลยีชั้นสูง การเติบโตอย่างยั่งยืน และธรรมาภิบาล.

พ่อแม่ใจสลาย เด็ก 1 ขวบเสียชีวิต หลังถูกญาติทิ้งไว้ในรถร้อนที่สหรัฐฯ

พ่อแม่ใจสลาย เด็ก 1 ขวบเสียชีวิต หลังถูกญาติทิ้งไว้ในรถร้อนที่สหรัฐฯ

27 พ.ค. 2568 09:27 น.

พ่อแม่ใจสลาย เด็ก 1 ขวบเสียชีวิต หลังถูกญาติทิ้งไว้ในรถร้อนที่สหรัฐฯ

เกิดเหตุการณ์สุดสะเทือนใจ เมื่อเด็กชายวัยเพียง 1 ขวบเสียชีวิต หลังถูกญาติที่ดูแลปล่อยทิ้งไว้ในรถกระบะท่ามกลางอุณหภูมิสูงในเมืองอัลบูเคอร์คี รัฐนิวเม็กซิโก

โฆษกตำรวจ นายกิลเบิร์ต กาเยกอส ระบุว่า เด็กชายรายนี้อยู่ในการดูแลของญาติผู้ชายคนหนึ่งในเช้าวันอาทิตย์ ก่อนจะถูกลืมทิ้งไว้ภายในรถนานหลายชั่วโมง กว่าที่จะมีคนมาพบเด็กก็แน่นิ่งไปแล้ว แม้จะมีความพยายามทำ CPR แต่ก็ไม่เป็นผล เด็กชายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

นายกาเยกอสยังกล่าวเสริมด้วยว่า ในรถที่จอดกลางแดดโดยปิดหน้าต่าง อุณหภูมิภายในก็สามารถสูงขึ้นจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้แม้เพียงไม่กี่นาที เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง และเมื่อผู้เสียชีวิตเป็นเด็กวัยเพียงหนึ่งขวบ ก็ยิ่งยากที่จะทำใจได้ ครอบครัวของเด็กซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่รู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง

พ่อแม่ใจสลาย เด็ก 1 ขวบเสียชีวิต หลังถูกญาติทิ้งไว้ในรถร้อนที่สหรัฐฯ

ทั้งนี้ ล่าสุดยังไม่มีการตั้งข้อหาทางกฎหมายใด ๆ ขณะที่ตำรวจยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิต โดยกำลังรอผลการชันสูตรอย่างเป็นทางการ คาดว่าความร้อนเป็นปัจจัยสำคัญ

ตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ อุณหภูมิในพื้นที่อัลบูเคอร์คีช่วงสายของวันอาทิตย์อยู่ที่ประมาณ 72 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 22 องศาเซลเซียส และเพิ่มขึ้นถึง 84 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 29 องศาเซลเซียส ในช่วงเย็น

ตามข้อมูลจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Kids and Car Safety ระบุว่าก่อนเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ มีเด็กในสหรัฐฯ แล้ว 3 รายที่เสียชีวิตจากการถูกทิ้งไว้ในรถที่มีอุณหภูมิสูงในปีนี้ และโดยเฉลี่ย ในแต่ละปีมีเด็กเกือบ 40 รายในสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตจากการถูกทิ้งไว้ในรถร้อน ตามรายงานขององค์กรดังกล่าว.

ที่มา : ABC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ปล่อยเด็กไว้ในรถ

ชาวบ้านจีนตะลึง หาของป่าเจอเห็ดตับเต่ายักษ์ หนักกว่า 2.2 กก.

ชาวบ้านจีนตะลึง หาของป่าเจอเห็ดตับเต่ายักษ์ หนักกว่า 2.2 กก.

27 พ.ค. 2568 09:09 น.

ชาวบ้านจีนตะลึง หาของป่าเจอเห็ดตับเต่ายักษ์ หนักกว่า 2.2 กก.

ชาวบ้านออกหาของป่า ต้องตะลึงกับเห็ดตับเต่าไซส์ยักษ์ พอเอามาชั่งดูพบว่าน้ำหนักมากถึง 2.2 กิโลกรัม

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวซินหัว ของจีนรายงานว่า ชาวบ้านออกหาของป่าพบ “เห็ดตับเต่าป่า” ดอกใหญ่ที่ต้องใช้สองมือจับเพราะมีขนาดใหญ่ โดยชาวบ้านในเมืองจิ่งหง มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เปิดเผยว่า ไปเจอเด็กตับเต่าดอกนี้เข้าโดยบังเอิญระหว่างการออกหาของป่า เมื่อวันศุกร์ (23 พ.ค.) ที่ผ่านมา

ชาวบ้านระบุว่า ขนาดของมันพอๆกับจานอาหารใบใหญ่ เมื่อนำกลับมาที่บ้านก็ลองวัดขนาดดูพบว่าดอกเห็ดมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 38 เซนติเมตร ส่วนก้านเห็ดมีความยาวเกือบ 20 เซนติเมตร

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อชาวบ้านลองชั่งน้ำหนักดูพบว่าเห็ดดอกนี้มันหนักถึง 2.2 กิโลกรัม ในขณะที่ปกติเห็ดตับเต่าในภูมิภาคนี้มีน้ำหนัก 100-300 กรัม ทำให้การพบเจอเห็ดขนาดใหญ่เช่นนี้สะท้อนความสมบูรณ์ทางนิเวศวิทยาที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเห็ดเป็นอย่างยิ่ง.

ที่มา Xinhua

ตะลึง ภูเขาไฟฮาวายปะทุ ลาวาแดงฉานพวยพุ่งสูงกว่า 300 เมตร

ตะลึง ภูเขาไฟฮาวายปะทุ ลาวาแดงฉานพวยพุ่งสูงกว่า 300 เมตร

27 พ.ค. 2568 08:35 น.

ตะลึง ภูเขาไฟฮาวายปะทุ ลาวาแดงฉานพวยพุ่งสูงกว่า 300 เมตร

ภูเขาไฟคิลาเวอา บนเกาะฮาวายปะทุรุนแรงอีกระลอก พ่นลาวาสีแดงส้มพวยพุ่งสูงกว่า 300 เมตร เทียบเท่าความสูงหอไอเฟล ด้านนักธรณีวิทยาเฝ้าระวัง หลังการปะทุช่วงก่อนหน้ามีลักษณะไม่แน่นอน


วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 สำนักสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS รายงานว่า ภูเขาไฟคิลาเวอา (Kilauea) ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะใหญ่ของรัฐฮาวาย สหรัฐฯ ได้เกิดการปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยบางช่วงของการปะทุพบว่าลาวาสีแดงส้มพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงถึงกว่า 300 เมตร ซึ่งเทียบเคียงเป็นระดับความสูงใกล้เคียงกับความสูงของหอไอเฟล ในกรุงปารีส ของฝรั่งเศส

ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาเปิดเผยว่า การปะทุครั้งล่าสุดของภูเขาไฟคิลาเวอา เกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาการระเบิดแบบเป็นพักๆ ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคมปีที่ผ่านมา โดยแต่ละครั้งมีระยะเวลาตั้งแต่ไม่ถึงครึ่งวัน ไปจนถึงเกือบ 1 สัปดาห์

ขณะที่คลิปวิดีโอถ่ายทอดสดจากกล้องของ USGS เผยให้เห็นลาวาไหลปะทุจากปล่องภูเขาไฟอย่างชัดเจน สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ชมทั่วโลก ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ ภูเขาไฟคิลาเวอานับเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุดในโลก และเคยก่อให้เกิดความเสียหายหลายครั้งในอดีต โดยเฉพาะการปะทุครั้งใหญ่ในปี 2561 ที่ลาวาไหลทะลักท่วมบ้านเรือนของประชาชนและถนนสำคัญหลายสาย.

ที่มา BBC

ภาพ USGS