พรุ่งนี้‘อิ๊งค์’ไปเอง!! ควงทีมทนายแจงศาลรธน. ขณะที่ตลอดสัปดาห์เก็บตัวเงียบกริบ

พรุ่งนี้‘อิ๊งค์’ไปเอง!! ควงทีมทนายแจงศาลรธน. ขณะที่ตลอดสัปดาห์เก็บตัวเงียบกริบ

พรุ่งนี้‘อิ๊งค์’ไปเอง!! ควงทีมทนายแจงศาลรธน. ขณะที่ตลอดสัปดาห์เก็บตัวเงียบกริบ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.40 น.

‘อิ๊งค์’เก็บตัวเงียบไม่มีภารกิจตลอดสัปดาห์ พรุ่งนี้ตรงวันเกิดไปแจงศาลรธน.เอง พร้อมทีมทนาย ปมคลิปเสียง‘อังเคิลฮุน‘ 

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ก่อนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลในวันที่ 21 ส.ค.นี้ โดยสัปดาห์นี้น.ส.แพทองธาร เก็บตัวเงียบลาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 2 สัปดาห์ และไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ภายหลังให้สัมภาษณ์สื่ออย่างเป็นทางการล่าสุด เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่กระทรวงวัฒนธรรม โดยในวันเดียวกันนี้ น.ส.แพทองธาร ได้ปฏิบัติภารกิจส่วนตัวในช่วงเช้า และมีรายงานว่าในช่วงบ่ายจะเดินทางเข้าทำงานที่กระทรวงวัฒนธรรม แต่สุดท้ายก็ยกเลิกภารกิจ ไม่เข้ากระทรวงวัฒนธรรม 

ขณะที่ในวันที่ 21 ส.ค.ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 39 ปีของน.ส.แพทองธารด้วย มีรายงานข่าวว่า น.ส.แพทองธาร จะเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง ในเวลา 10.00 น. พร้อมทีมทนายความส่วนตัว เพื่อเข้าสู่กระบวนการสืบสวน และไต่สวนในคำร้องคลิปสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ตามที่ศาลฯ นัดไต่สวนพยานบุคคล พร้อมกับนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเป็นพยาน 2 ปาก ที่ศาลฯ เปิดให้ไต่สวน และชี้แจงข้อเท็จจริงในห้องพิจารณาคดีต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่ศาลฯ ยังคงสงสัยอยู่

พปชร. ขอบคุณ ‘ไชยชนก’ ช่วยผลักดันยกเลิก MOU2543-MOu2544

พปชร. ขอบคุณ 'ไชยชนก' ช่วยผลักดันยกเลิก MOU2543-MOu2544

พปชร. ขอบคุณ ‘ไชยชนก’ ช่วยผลักดันยกเลิก MOU2543-MOu2544

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.38 น.

พปชร. ขอบคุณไชยชนก และทุกฝ่ายที่เห็นแก่ประเทศชาติช่วยผลักดันยกเลิก MOU 2543 และ MOu2544 เน้นย้ำผลประโยชน์ของชาติและประชาชนต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตน

20 ส.ค. 68 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ  กล่าวว่า “ ตามที่พรรคพลังประชารัฐ  ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ครั้งที่ 20/2568 ที่ประชุมได้มีการประชุมและมติยืนยันชัดเจนว่า  พรรคพลังประชารัฐ เห็นด้วยกับการยกเลิก  MOU 2543 และ MOU2544 และขอขอบคุณนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยและนายนิพนธ์  บุญญามณี และทุกฝ่ายที่เห็นแก่ประเทศชาติช่วยผลักดันการยกเลิก MOU 2543 และ MOU2544 เนื่องจาก MOU ทั้งสองฉบับ  แม้ว่าจะเป็นแนวทางในการปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งตามแนวพรมแดนไทยกัมพูชาในบางประเด็นก็ตาม   แต่ MOU ทั้งสองฉบับยังมีจุดอ่อนและมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียพื้นแผ่นดินไทยทั้งทางบกและทางน้ำและที่สำคัญ MOU ดังกล่าวยังขัดกับ พระบรมราชโองการ ของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 9 และขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน“

พล.ต.ท.ปิยะฯ กล่าวว่า ”  MOU ทั้งสองฉบับยังมีจุดอ่อนและมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียพื้นแผ่นดินไทยทั้งทางบกและทางน้ำ  เนื่องจากได้มีนักการเมืองไทยไปแอบลงนามในเอกสารแนบท้าย MOUดังกล่าว กับนายฮุนเซนฯ อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา  โดยได้แนบหรือรับรองแผนที่ 1: 200,000 แทนที่ จะใช้มาตราส่วน 1: 50,000 ซึ่งในปัจจุบันสากลได้ใช้มาตราส่วนนี้เป็นหลักในการปักปันแนวเขตชายแดนระหว่างประเทศ  ซึ่งมีความละเอียดและทันสมัยกว่า มาตราส่วน 1:200,000  และทหารไทยก็ใช้มาตราส่วน 1:50,000เป็นหลักในปัจจุบัน   หากMOUดังกล่าวยังคงอยู่ทางฝ่ายทหาร ก็จะเสียเปรียบและมีปัญหาในการเจรจาอยู่ตลอดเวลาที่มีการเจรจา

และที่สำคัญ MOU 2544 ดังกล่าวยังขัดกับ พระบรมราชโองการ ของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของไทย พ.ศ. 2516 ลงวันที่ 18 พ.ค.2516 โดยประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปโดยยึดกฎหมายทะเลสากลในเวลานั้น คือ บทบัญญัติของอนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขต และเขตต่อเนื่อง ซึ่งกระทำ ณ กรุงเจนีวา ลงวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1958 ซึ่งราชอาณาจักรไทยได้ให้สัตยาบันไว้แล้ว เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2511 ซึ่งเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย  การที่นักการเมืองหรือคนหนึ่งคนใดไปแอบทำสัญญากับประเทศกัมพูชาโดยฝ่าฝืนประกาศพระบรมราชโองการฯ ถือว่า เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง   นอกจากนี้ MOU ดังกล่าว  จะทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่สูญเสียพื้นที่ผืนน้ำบริเวณใต้เกาะกูด เนื่องจากได้มีการรับรองว่า พื้นที่บางส่วนใต้เกาะกูดเป็นพื้นที่กรรมสิทธิ์ร่วม  ต้องแบ่งผลประโยชน์ คนละ50:50 ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่ง ข้อเท็จจริงแล้วพื้นที่ผืนน้ำดังกล่าวเป็นของประเทศไทยอย่างชัดเจนแต่เพียงผู้เดียวตามประกาศพระบรมราชโองการ พ.ศ.2516 และMOU 2544 ยังขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน  แม้จะเกิดขึ้นในยุครัฐธรรมนูญ 2540 ผ่านยุครัฐธรรมนูญ 2550 แต่เมื่อมาถึงยุครัฐธรรมนูญ 2560 เมื่อพิจารณาแล้วเป็นหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับอาณาเขตของประเทศที่เข้าข่ายมาตรา 178 ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ไม่อย่างนั้นจะขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน 

การยกเลิก MOUดังกล่าว  หากประเทศไทย มีความจำเป็นก็สามารถประกาศยกเลิกได้โดยทันที โดยไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากคู่สัญญาหรือประเทศกัมพูชาเหมือนตามที่ น.ส.แพทองธารฯ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวอ้างกับผู้สื่อข่าวว่าไม่สามารถยกเลิก MOU ดังกล่าวได้  แท้ที่จริงแล้วประเทศไทยสามารถประกาศยกเลิก MOUได้เลยเพราะเป็นแค่บันทึกข้อตกลงเพื่อความเข้าใจเท่านั้น   ทุกวันนี้  อยากให้เราทุกคน เน้นย้ำผลประโยชน์ของชาติและประชาชนต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตน  หากเอาประโยชน์ส่วนตนหรือของครอบครัวเป็นที่ตั้ง  ประเทศก็จะประสบปัญหา  ประชาชนได้รับความสูญเสีย เหมือนเช่นทุกวันนี้“

‘อดีตรองอธิการบดี มธ.’ยก 3 เหตุผล ทุบเปรี้ยง‘อิ๊งค์’ไม่รอดและไม่อาจให้รอดได้

‘อดีตรองอธิการบดี มธ.’ยก 3 เหตุผล ทุบเปรี้ยง‘อิ๊งค์’ไม่รอดและไม่อาจให้รอดได้

‘อดีตรองอธิการบดี มธ.’ยก 3 เหตุผล ทุบเปรี้ยง‘อิ๊งค์’ไม่รอดและไม่อาจให้รอดได้

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.34 น.

‘อดีตรองอธิการบดี มธ.’ยก 3 เหตุผล ทุบเปรี้ยง‘อิ๊งค์’ไม่รอดและไม่อาจให้รอดได้

20 สิงหาคม 2568 รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Harirak Sutabutr ระบุว่า…

พรุ่งนี้รู้สึกคอการเมืองกำลังทายกันจ้าละหวั่นว่า คุณแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะไปรับการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในขณะเดียวกัน ในวันที่ 29 สิงหาคม ก็จะเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยข้อหา กระทำการที่แสดงว่า ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต และขัดกับมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่

ข่าวลือหนาหูในเวลานี้คือ ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาว่า นายกรัฐมนตรีจะรอดด้วยคะแนน 5 : 4 เพราะมีการตกลงกันเรียบร้อยแล้ว

บางข่าวบอกให้ดูว่านายกรัฐมนตรีจะลาออกหรือไม่ หากไม่ลาออกแสดงว่ารอดแน่ๆ เพราะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะรอด

ข่าวลือทั้งหมดนี้ ขอบอกว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากกระทั่งเป็นไปไม่ได้เลย  เหตุผลเพราะ

1.หลักฐานที่เป็นคลิปเสียง ที่ประชาชนได้ฟังกันทั้งประเทศถ้าไม่ใช่ทั้งโลก ประชาชนส่วนใหญ่ ยกเว้นคนในพรรคเพื่อไทย ล้วนเห็นว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะแก้ตัวอย่างไร ไม่อาจให้ความไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปได้ ผลการสำรวจของนิด้าโพลล่าสุด ยิ่งยืนยันความจริงข้อนี้

2.ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละท่าน เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในทางที่ดีซึ่งสั่งสมมาทั้งชีวิต ล้วนเป็นที่ยอมรับในสังคม ทั้งท่านที่มาทางสายรัฐศาสตร์และที่มาทางสายนักกฎหมาย ที่อยู่ในวงการยุติธรรมมาจนเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ไม่มีทางที่ท่านจะทำอะไรที่ต้องแลกด้วยความมัวหมองของชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งชีวิต ทั้งยังอาจถูกสาปแช่งจากประชาชน และอาจทำให้เกิดการประท้วงและลุกลามบานปลาย จนต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นสาเหตุหลักของความวุ่นวายดังกล่าว

3.คนส่วนใหญ่สิ้นหวังกับนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงกับบอกว่า จะไม่เลือกคนเหล่านี้เข้ามาอีกแล้ว บ้านเมืองจึงต้องการการเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว และเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีแต่ที่เหลือยังเหมือนเดิม การอนุญาตให้นายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติงานต่อไปได้ เท่ากับไปทำให้การเปลี่ยนแปลงที่บ้านเมืองต้องการเกิดได้ช้าลง และอาจช้าเกินไป

ดังนั้นจึงเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีจะไม่รอดและไม่อาจให้รอดได้

คำถามต่อไป คือ แล้วใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป กระแสที่แรงไม่แพ้กระแสที่ว่า นายกรัฐมนตรีจะรอด ก็คือ นายกรัฐมนตรีคนต่อไปควรจะเป็น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผลการสำรวจของนิด้าโพลก่อนหน้านี้ พลเอกประยุทธ์มีคะแนนนำแคนดิเดตคนอื่นๆที่ประชาชนอยากให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี

ขอย้ำคำว่า “แคนดิเดต” เพราะคำถามของนิด้าโพลให้เลือกเฉพาะคนที่เป็นแคนดิเดต มิได้ให้เลือกใครก็ได้อย่างใด ดังนั้นพลเอก ประยุทธ์จึงเป็นตัวเลือกจากกลุ่มคนที่เป็นแคนดิเดตอยู่แล้วเท่านั้น

ถามว่า พลเอกประยุทธ์ควรรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่หากโอกาสมาถึง ตอบได้เลยว่าไม่ควร

เหตุผลคือ มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หากยังมีพรรคการเมืองเดิมๆร่วมรัฐบาล นักการเมืองหน้าเดิมๆเป็นรัฐมนตรี แม้จะดีกว่าเดิมบ้างแต่ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้พ้นจากปากเหวได้

ถามว่า ถ้างั้นเลือกแคนดิเดตคนใดคนหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นให้ยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่เลยดีหรือไม่

ตอบว่า หากยุบสภาเลือกตั้งใหม่จะยิ่งแย่กว่าเดิม เหตุผลเพราะประชาชนจำนวนมากกำลังสิ้นหวังกับนักการเมือง ระบบการเมือง คนที่มีความรู้แทบไม่อยากไปเลือกตั้ง ผลที่คาดได้ว่าจะเกิดตามมาก็คือ นักการเมืองหน้าเดิมๆจะได้รับเลือกเข้ามาน้อยมาก แต่คนที่จะได้รับเลือกเข้ามาแม้จะเป็นหน้าใหม่ๆ แต่จะเข้ามาได้จากการซื้อเสียงเป็นส่วนใหญ่ เพราะคนที่จะไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งส.ส.ส่วนใหญ่จะมีแรงจูงใจอย่างอื่นที่นอกเหนือจากการอยากได้คนดีเข้ามาเป็น ส.ส.จะกลายเป็นว่า ใครให้เงินมากว่าก็เลือกคนนั้น

ถามว่า แล้วจะทำอย่างไรถึงจะได้คนดีเข้ามาบริหารประเทศ

คำตอบคือ ไม่มีวันจะได้คนดีเข้ามาหากระบบการเมืองยังคงเป็นแบบปัจจุบัน จะเลือกตั้งกี่ครั้งก็ได้คนแบบเดิม ดังนั้นนอกจากการทำรัฐประหาร พวกเราต้องหาวิธีอื่นที่จะไม่ต้องเป็นการเลือกตั้งทั่วไปที่ทุกคนมีคนละเสียง แต่ต้องมีการเลือกตั้งทางอ้อมในทำนองเดียวกันกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

นั่นคือคนที่จะมีสิทธิเลือกตั้งได้ต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติขั้นต่ำที่เหมาะสม แต่จะทำอย่างไรจึงจะไปถึงจุดนั้นได้ มีทางเดียวคือประชาชนต้องพร้อมใจกันแสดงจุดยืน ว่าเราไม่ต้องการระบบการเมืองแบบเดิม ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน ประเทศจึงจะรอดได้

ส่วนจะแสดงจุดยืนด้วยวิธีใด พวกเราช่วยกันคิดด้วยครับ

‘ภูมิธรรม’ยันฟ้อง’ฮุนเซน’ตามกฎหมาย เผยยังไม่ตรวจสอบธุรกิจ-ทรัพย์สินในไทย

'ภูมิธรรม'ยันฟ้อง'ฮุนเซน'ตามกฎหมาย เผยยังไม่ตรวจสอบธุรกิจ-ทรัพย์สินในไทย

‘ภูมิธรรม’ยันฟ้อง’ฮุนเซน’ตามกฎหมาย เผยยังไม่ตรวจสอบธุรกิจ-ทรัพย์สินในไทย

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

“ภูมิธรรม” เผยยังไม่ตรวจสอบธุรกิจ–ทรัพย์สิน“ฮุนเซน–ฮุนมาเนต” ในไทย ขณะการประสานอินเตอร์โพลขอให้ตำรวจสอบสวนก่อน ยันนักธุรกิจ–นักการเมืองไทยในกัมพูชาปลอดภัย เพราะไม่ได้ทำผิดกฎหมาย

วันที่ 20 สิหงาคม 2568 เมื่อเวลา 14.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีทางการไทยจะฟ้องทางแพ่งและอาญากับนายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จะกระทบต่อ การทูตของสองประเทศในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นหรือไม่ว่า ขณะนี้ในขอบเขตประเทศเราดำเนินการฟ้องตามที่เป็นข่าว ส่วนเรื่องการต่างประเทศนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับการฟ้องร้อง เรื่องราวต่างๆ จึงให้ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทรวงกลาโหม ไปหารือกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า  นักธุรกิจไทยในกัมพูชา และนักการเมือง ที่จะเดินทางไปกัมพูชาจะมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เขาดำเนินธุรกิจในกัมพูชาก็ว่ากันไป ซึ่งกัมพูชาทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะไม่ได้ทำผิดกฎหมายกัมพูชา บ้านเมืองก็มีกฎเกณฑ์ 

เมื่อถามว่า นายฮุน เซน และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีการทำธุรกิจส่วนตัวอะไรในประเทศไทยหรือไม่  นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ทราบเลย เดี๋ยวต้องไปเช็คดู ต้องไปเช็คหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่า ต้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบหรืออายัดทรัพย์สินหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่รู้ว่าเขามีปัญหาอะไร ดีเอสไอจะไปอายัดได้อย่างไร ต้องว่าไปตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายมีอยู่แล้ว ทุกส่วนว่าไปตามระบบของมัน หากเห็นว่ามีส่วนไปสร้างความเสียหาย ให้แก่บ้านเรือนและชีวิตของราษฎร ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กฎหมายในประเทศทำได้ ก็ทำ กฎหมายระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องกฎหมายล้วนๆ มีเรื่องอะไรหลายๆอย่างที่ละเอียดอ่อน ก็ว่าไปตามนั้น ทำได้ก็ฟ้องหมด

เมื่อถามว่า การจะฟ้องอาญาศาลไทยได้ จะต้องนำตัวนายฮุน เซน และนายฮุน มาเนตมาฟ้องศาลไทยเหมือนที่ตำรวจเตรียมประสานตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) เพื่อออกหมายแดงนำตัวก๊ก อาน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติชาวกัมพูชารายใหญ่  มาดำเนินคดี  นายภูมิธรรม กล่าวว่า ว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย มีช่องทางอยู่แล้ว ก็สามารถฟ้องได้ตามขอบเขตกฎหมาย

เมื่อถามย้ำว่า จะส่งเรื่องให้อินเตอร์โพล จับนานฮุน เซน และนายฮุน มาเนต หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียด ขอให้ตำรวจสอบสวนก่อน ถ้าทำอะไรได้ก็จะทำตามที่ตกลงไว้

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องชายแดนก็ว่าไปตามกระบวนการ ซึ่งเมื่อวันที่ 19 ส.ค. นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ได้โทรศัพท์ มาว่าจะขอเพิ่มผู้สังเกตการณ์ ตนได้เรียนไปว่า ขอให้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ คือทูตทหารประจำอาเซียน ถ้าไม่พอก็ขอให้ใช้บุคลากรในสถานทูตก่อน แต่การที่จะเอาบุคคลภายนอก หรือจากต่างประเทศเข้ามา เราไม่เห็นด้วย ขอให้ทำเรื่องนี้ไปก่อน ถ้ามีปัญหาอะไรก็ขอไปคุยกันในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(จีบีซี) ในวันที่ 8-10 ก.ย. ที่ประเทศกัมพูชา 

‘ภูมิธรรม’บอกไม่รู้พรุ่งนี้ใครไปศาลกับ’อิ๊งค์’บ้าง ทำไขสือไม่รู้’ทักษิณ’โผล่’วันประชุมสส.

'ภูมิธรรม'บอกไม่รู้พรุ่งนี้ใครไปศาลกับ'อิ๊งค์'บ้าง ทำไขสือไม่รู้'ทักษิณ'โผล่'วันประชุมสส.

‘ภูมิธรรม’บอกไม่รู้พรุ่งนี้ใครไปศาลกับ’อิ๊งค์’บ้าง ทำไขสือไม่รู้’ทักษิณ’โผล่’วันประชุมสส.

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

‘ภูมิธรรม’บอกยังไม่คุยกันพรุ่งนี้ใครไปศาลกับนายกฯ บ้าง ลั่นยังไม่รู้สึกว่าการเมืองร้อน ทำไขสือไม่รู้’ทักษิณ’โผล่พรรคเพื่อไทย วันประชุมสส. 

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคล กรณีคลิปเสียงพูดคุยระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชาในวันที่ 21 ส.ค.จะมีใครเดินทางไปกับนายกฯ บ้างว่า ยังไม่ทราบเลย ยังไม่ได้คุยกันเลย 

เมื่อถามว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นวันประชุม สส.ของพรรค นายภูมิธรรม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ตนทำงานอยู่ที่ทำเนียบฯ ทั้งวัน 

เมื่อถามว่า ขณะนี้ยังมีความกังวล อะไรหรือไม่ในเรื่องการเมืองที่กำลังจะเริ่มร้อน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็ยังไม่รู้สึกว่าจะร้อน 

‘เครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง’ จี้ ‘ปลัด สธ.’ แจงผลสอบ ‘หมอสุภัทร’ ปมจัดซื้อ ATK

'เครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง' จี้ 'ปลัด สธ.' แจงผลสอบ 'หมอสุภัทร' ปมจัดซื้อ ATK

‘เครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง’ จี้ ‘ปลัด สธ.’ แจงผลสอบ ‘หมอสุภัทร’ ปมจัดซื้อ ATK

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.05 น.

เครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง’ โร่ร้อง ’กมธ.ป.ป.ช‘ เรียก ‘ปลัด สธ.’ จี้แจงผลสอบ ’หมอสุภัทร ฮาฯ‘ ปมจัดซื้อเอทีเค คลายข้อกังขาสังคม 

20 ส.ค. 68 ที่รัฐสภา นายนิติพล ผิวเหมาะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) รับยื่นหนังสือจากเครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง เพื่อส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบกรณี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท มีผลสอบวินัยร้ายแรงเรื่องการจัดซื้อชุดตรวจเอทีเคสมัยโควิด-19 ระบาด

โดยเลขาธิการเครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง กล่าวว่า จากกรณีที่มีการสอบสวน นพ.สุภัทร ซึ่งมีผลออกมาว่า เป็นความผิดวินัยร้ายแรง และให้ออกจากราชการนั้น มีความเคลือบแคลงสงสัยจากสังคมเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการตรวจสอบเฉพาะเจาะจง ทั้งมีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงสาธารณคนปัจจุบัน ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในกระบวนการทำงาน ช่วงสถานการณ์โควิด-19 จากชมรมแพทย์ชนบทเป็นอย่างสูง ซึ่งมีข้อกังขาว่า การตรวจสอบในครั้งนี้ จะเป็นการเลือกปฏิบัติ เลือกตรวจสอบเฉพาะกรณีของ นพ.สุภัทร ทั้งยังอาจมีความไม่พอใจส่วนตัว 

เลขาธิการเครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง กล่าวต่อว่า ดังนั้น เครือข่ายประชาชนเข้มแข็งจึงเรียกร้องขอให้ กมธ.ป.ป.ช. เรียกปลัดกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าชี้แจงต่อกมธ.ฯ และผู้ร้อง เพื่อทำให้ประเด็นนี้ มีความโปร่งใส แสดงข้อมูลหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับ นพ.สุภัทร และสร้างความเป็นธรรมาภิบาลในระบบการตรวจสอบ คลายความสงสัยของสังคม 

ด้าน นายนิติพล กล่าวว่า ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะช่วงโควิด-19 ที่ประชาชนคนไทยเจ็บป่วยล้มตายจำนวนมากก็ได้ นพ.สุภัทร มาเป็นตัวตั้งตัวตีในการให้ความช่วยเหลือ

‘ภูมิธรรม’​ยันว่าไปตามกฎหมายเคส‘อดิศร​’ไม่ไปฟังคำพิพากษา‘คดี​ นปช.’ก่อความไม่สงบ​ปี​52

‘ภูมิธรรม’​ยันว่าไปตามกฎหมายเคส‘อดิศร​’ไม่ไปฟังคำพิพากษา‘คดี​ นปช.’ก่อความไม่สงบ​ปี​52

‘ภูมิธรรม’​ยันว่าไปตามกฎหมายเคส‘อดิศร​’ไม่ไปฟังคำพิพากษา‘คดี​ นปช.’ก่อความไม่สงบ​ปี​52

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.45 น.

‘ภูมิธรรม’​ยันว่าไปตามกฎหมายเคส‘อดิศร​’ไม่ไปฟังคำพิพากษา‘คดี​ นปช.’ก่อความไม่สงบ​ปี​52

เมื่อเวลา 14.15 น.วนที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย​ภูมิธรรม​ เวชย​ชัย​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ ในฐานะรักษา​ราช​การแทน​นายก​รัฐมนตรี​ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอดิศร​ เพียง​เก​ษ​  สส.บัญชี​รายชื่อ ​พรรค​เพื่อไทย ไม่ไปฟังคำพิพากษาในคดี แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)​ ก่อความไม่สงบ​ ในการชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์​ เวชชาชีวะ​ นายกรัฐมนตรี​ในขณะนั้น​ ระหว่างวันที่​ 31 มกราคม​-​9 เมษายน​ 2552 ว่า​ ตนยังไม่ทราบเรื่องนี้ เนื่องจากเพิ่งกลับมาจากการแถลงจับยาเสพติดที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่กรณีของนายอดิศร มีเอกสิทธิ์คุ้มครองอยู่แล้ว ในฐานะที่เป็นสส. พร้อมยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย อะไรที่มีปัญหา กฎหมายว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น

‘กษิต’ฟาดแรง รัฐบาลเพื่อไทยบริหารล้มเหลว ทำประเทศอ่อนแอ-เปิดช่องให้ต่างชาติบ่อนทำลาย

'กษิต'ฟาดแรง รัฐบาลเพื่อไทยบริหารล้มเหลว ทำประเทศอ่อนแอ-เปิดช่องให้ต่างชาติบ่อนทำลาย

‘กษิต’ฟาดแรง รัฐบาลเพื่อไทยบริหารล้มเหลว ทำประเทศอ่อนแอ-เปิดช่องให้ต่างชาติบ่อนทำลาย

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.37 น.

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายกษิต ภิรมย์ อดีตรมว.ต่างประเทศ โพสต์เฟซบุ๊ก Kasit Piromya ระบุว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องตระหนักในความล้มเหลวของการบริหารจัดการประเทศ และเป็นจุดอ่อนที่ให้ประเทศผู้ไม่หวังดี สามารถจะหาเรื่องหาราวและบ่อนทำลายประเทศไทย  

ไทยเราจะดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างแข็งขันด้วยเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีได้ ก็ต่อเมื่อคณะรัฐบาลมีฝีไม้ลายมือในการบริหารและนำประเทศอย่างแท้จริง ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องเปิดทางให้ผู้อาสาเข้ามารับใช้บ้านเมืองเข้ามาทำหน้าที่แทน

‘กมธ.มั่นคง’จี้ฝ่ายความมั่นคงรับมือ‘แรงงานข้ามชาติกัมพูชา’-จัดการระบุตัวตน‘ชาวเมียนมา’

‘กมธ.มั่นคง’จี้ฝ่ายความมั่นคงรับมือ‘แรงงานข้ามชาติกัมพูชา’-จัดการระบุตัวตน‘ชาวเมียนมา’

‘กมธ.มั่นคง’จี้ฝ่ายความมั่นคงรับมือ‘แรงงานข้ามชาติกัมพูชา’-จัดการระบุตัวตน‘ชาวเมียนมา’

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.36 น.

‘กมธ.มั่นคง’จี้ฝ่ายความมั่นคงจัดการระบบรับมือ‘แรงงานข้ามชาติกัมพูชา’-จัดการระบุตัวตน‘ชาวเมียนมา’ แนะป้องกันลักลอบเข้าช่องทางธรรมชาติ ฝาก‘ก.แรงงาน’สำรวจตัวเลขกลุ่มขาดแคลน หวังคนไทยใช้โอกาส

20 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายมานพ คีรีภูวดล สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 กล่าวถึงกรณีประเทศไทยกำลังขาดแคลนแรงงานเนื่องจากมีผู้ประกอบการยื่นเรื่องเข้ามา ว่า แรงงานนอกราชอาณาจักรที่จะเข้ามาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรประเทศไทย เพราะที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ที่สำคัญคือเหตุผลและความจำเป็นเรื่องนี้คือเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางชายแดน ทั้งฝั่งกัมพูชาและเมียนมาตามข้อตกลงในรัฐบาลไทย ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาคือมีข้อตกลงในการรับแรงงานเข้ามาในประเทศไทยมี 3 ประเทศหลักคือ เมียนมา กัมพูชา และลาว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางกัมพูชา ข้อมูลที่ได้รับคือแรงงานกลับไปสู่ประเทศจากความกดดันของรัฐบาลกัมพูชาประมาณ 800,000 กว่าคน และที่ยังค้างอยู่ในประเทศไทย ไม่ยอมกลับอีกประมาณ 20% ถือว่าเป็นจำนวนน้อยมาก สถานการณ์ตอนนี้แรงงานของกัมพูชามีความพยายามที่จะเข้ามาทำงานเพราะกลับบ้านแล้วไม่มีงานทำ เรื่องนี้ต้องหารือกับทางสภาความมั่นคงว่าแนวทางจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร โดยทางกมธ.จะหารือกันต่อไป

นายมานพ กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญคือ แรงงานที่เราจำเป็นจะต้องใช้ปัจจุบัน อาทิ ก่อสร้าง การบริการ การเกษตรต่อเนื่อง การผลิตอาหาร ซึ่งสิ่งที่เราหารือกันในวันนี้คือมี 2 ส่วนคือ ส่วนแรกแรงงานที่เป็นสัญชาติกัมพูชาได้กลับประเทศไป โดยกลับเข้ามาสู่ในประเทศไทยได้อย่างไรเป็นเรื่องของทางรัฐบาลและความมั่นคงจะหารือกัน แต่เข้าใจว่าจะต้องมีการแอบเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติแน่นอน และในส่วนที่ 2 คือแรงงานทางเมียนมา ต้องต่ออายุ ปรากฏว่าเจอปัญหาคือประเทศต้นทางมีปัญหาเรื่องของเหตุการณ์ภายในประเทศไม่สงบ หากจะขอต่ออายุต้องไปแสดงตัวตน หรือ CI และต้องตรวจสุขภาพ ซึ่งข้อเท็จจริงคนเหล่านี้ทำงานในประเทศประเทศไทยเพียงแต่อายุที่อาศัยในประเทศไทยกำลังจะหมดอายุลง

นายมานพ กล่าวอีกว่า สิ่งที่เป็นปัญหาคือกรณีระบุตัวตนคือเป็นความประสงค์ของรัฐบาลเมียนมาให้ไปขึ้นทะเบียน แต่พบว่าแรงงานจำนวนมากจะไม่ยอมไปขึ้นทะเบียน จึงเกิดปัญหาต่อคือหากไม่ไปรายงานตัว ก็จะอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย และสาเหตุที่ไม่มารายงานตัวคือปัญหาภายในประเทศ เนื่องจากไม่อยากแสดงตัวตนต่อรัฐบาล อาจจะเป็นเรื่องความปลอดภัย หรือเป็นกลุ่มที่ไม่ได้อยู่อาณัติของเมียนมา อย่างไรก็ตาม วันที่ 8 ก.ย. ทางกมธ. จะไปหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อหารือถึงเรื่องดังกล่าวในกรณีการระบุตัวตน เพราะประเทศไทยต้องได้รับผลประโยชน์แต่ทำไมเราต้องฟังทางรัฐบาลเมียนมาอย่างเดียว เพราะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่แรงงานไม่ยอมไปขึ้นทะเบียน แต่อย่างใดจะฝากให้กระทรวงแรงงาน กลุ่มแรงงานที่ขาดแคนในเวลานี้ต้องมีตัวเลขที่ชัดเจนว่ามีที่ไหนบ้าง เพื่อให้แรงงานในประเทศไทยที่อยากทำงานใช้โอกาสนี้ให้ไปทำงาน

เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบ 7.7 แสนชีวิต-บ้านเสียหาย 700 กว่าหลัง

เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบ 7.7 แสนชีวิต-บ้านเสียหาย 700 กว่าหลัง

เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบ 7.7 แสนชีวิต-บ้านเสียหาย 700 กว่าหลัง

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

“ศศิกานต์” อัพเดต คืบหน้าเยียวยาผู้ได้รับกระทบเหตุการณชายแดนไทย-กัมพูชา เผย ตั้งแต่เกิดเหตุปะทะ กระทบ 7.7 แสนชีวิต

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 เวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลน.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงความคืบหน้าการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดในการปกป้องอธิปไตย ดูแลความมั่นคงและเยียวยากับผู้ได้รับผลกระทบทุกคน ในส่วนของการเยียวยาเจ้าหน้าที่รัฐและประชนได้รับผลกระทบกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้มีการเร่งจ่ายเงินเยียวยา แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกคน ในขณะที่กระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติเงินทดลองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมแล้วกว่า 145,000,000 บาท ส่วนมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ ได้เพิ่มช่องทางการตลาดและการค้าชายแดนในการช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้ผลกระทบ

น.ส.ศศิกานต์ กล่าวว่า สิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ได้แก่  1.เรื่องการดำเนินคดี ตามกฏหมายระหว่างประเทศต่อผู้ทำความผิด 2.เก็บกู้วัตถุระเบิดและตรวจสอบการใช้โดรนที่ผิดปกติ รวมถึงจัดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับรองรับการเคลื่อนย้ายของประชาชนเมื่อมั่นใจว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและเก็บกู้วัตถุระเบิดอย่างเร่งด่วนทั้งนี้ เพื่อป้องกันอันตราย พร้อมบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิดกรณีผู้ที่ใช้โดรนหรือฝ่าฝืนข้อห้ามที่ทางราชการได้ประกาศไว้ โดยมีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย 

น.ส.ศศิกานต์ กล่าวว่า ส่วนการรายงานสถานการณ์ล่าสุดกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.มีประชาชนได้รับผลกระทบแล้วกว่า 7 จังหวัด 45 อำเภอ 336 ตำบล 4,081 หมู่บ้านรวม 262,551 ครัวเรือน หรือกระทบประชาชน ประมาณ 779,000 คน บ้านเรือนได้รับความเสียหาย 705 หลัง ซ่อมแซมไปแล้ว ประมาณ 331 หลัง คิดเป็นร้อยละ 46.9 ในด้านงบประมาณเพื่อการช่วยเหลือฉุกเฉิน ขณะนี้รัฐบาลได้อนุมัติการใช้จ่ายเงินทดลองราชการไว้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว รวม 201 ล้านบาท ครอบคลุมค่าอาหารค่าที่พักพิง ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ค่ารักษาพยาบาล และการจัดการศพ โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสุรินทร์  ส่วนการเยียวยาผู้ประสบภัย มีการดำเนินการแล้วรวม 17,675,559 บาท นอกจากนี้ รัฐบาลสนับสนุนสิ่งของบรรเทาทุกข์ประมาณ 2,000,000 หน่วย ไม่ว่าจะเป็นอาหารกล่อง น้ำดื่ม ถุงยังชีพ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักรกลสาธารณภัย เช่นรถกู้ภัยรถผลิตน้ำดื่ม และรถประกอบอาหารลงพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เยาวชน