มูลนิธิผืนป่าในใจเรา และไทยเบฟ ร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มูลนิธิผืนป่าในใจเรา และไทยเบฟ ร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มูลนิธิผืนป่าในใจเรา และไทยเบฟ ร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิผืนป่าในใจเรา ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกิจกรรม “ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ” ณ พื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์ บ้านหนองนกเขียน ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ในเขตพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28กรกฎาคม 2568โดยมี ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ กรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิผืนป่าในใจเรา ให้การต้อนรับ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในการจัดกิจกรรม พร้อมด้วย ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากูล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมด้วย ธนาภรณ์ พรมสุวรรณ,นันทิกา นิลวรสกุล ,แพทริค หอรัตนชัย และ ภาวินี ไชยสิทธิ์ คณะที่ปรึกษาและผู้บริหารจาก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้    

ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ กรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิผืนป่าในใจเรา กล่าวว่า “รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ “มูลนิธิผืนป่าในใจเรา” ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปลูกป่าเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ในครั้งนี้ ซึ่งมีการปลูกกล้าไม้มากกว่า 5,000 ต้น โดยเป็นกล้าไม้ที่ได้รับการผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา เช่น เห็ดตะไคล เห็ดระโงก และเห็ดตับเต่า ซึ่งจะสามารถเจริญเติบโตร่วมกับรากไม้และช่วยสร้างระบบนิเวศให้มีความสมบูรณ์ และยังให้ผลผลิตเป็นเห็ดบริโภคได้ในอนาคตที่จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริม และสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการฟื้นฟู ดูแลรัก ษาผืนป่า ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหามลภาวะและสร้างสมดุลกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ รวมถึงอนุรักษ์สัตว์ป่าสงวนที่ใกล้สูญพันธุ์ เพื่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สอดคล้องตามพันธกิจหลักของ “มูลนิธิผืนป่าในใจเรา”

โดยได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและหลายภาคส่วน ตามที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช และศูนย์วนวัฒนวิจัยที่ 6 (นครราชสีมา) ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากงานวิจัย ภายใต้โครงการ “การอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมต้นแบบการปลูกไม้มีค่าและพืชเศรษฐกิจร่วมกับการเพาะเห็ดไมคอร์ไรซาแบบครบวงจร” ดำเนินการโดยนักวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) องค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดนี้ เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถประยุกต์ใช้กับทรัพยากร และอุปกรณ์พื้นฐานในระดับครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ประชาชนสามารถผลิตกล้าไม้ และเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซาเพื่อใช้ในการปลูกป่า และยังสร้างรายได้จากการเก็บเกี่ยวเห็ดที่เกิดร่วมกับต้นไม้ในอนาคต เป็นการพัฒนาอาชีพบนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน”

กิจกรรมดังกล่าว สืบเนื่องมาจากการจัดอบรม “การผลิตเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา และการเตรียมกล้าไม้ผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา” ณ ศูนย์วนวัฒนวิจัยที่ 6 (นครราชสีมา) ให้แก่นักเรียน และประชาชน จำนวน 70 คน ด้วยความร่วมมือของ “มูลนิธิผืนป่าในใจเรา” และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินกิจกรรมปลูกป่าดังที่กล่าวข้างต้น โดยใช้กล้าไม้ผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา จำนวน 5,000 กล้า โดยเชื้อเห็ดบางส่วนได้จัดซื้อมาจาก “มูลนิธิเห็ดไมคอร์ไรซาเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้” ซึ่งทำงานร่วมกับเครือข่ายชุมชนไม้มีค่าที่ได้รับรางวัลระดับประเทศจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ 

“มูลนิธิผืนป่าในใจเรา” พร้อมสนับสนุนความร่วมมือทุกมิติในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ผืนป่าของประเทศไทยอย่างยั่งยืน “จากหนึ่งกล้า สู่ผืนป่าในใจเรา”

สยามเซ็นเตอร์-ไปรษณีย์ไทย-กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดงาน ‘รักเธอประเทศไทย’ ชวนคนไทยส่งกำลังใจให้ทหารในพื้นที่ชายแดน

สยามเซ็นเตอร์-ไปรษณีย์ไทย-กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  จัดงาน ‘รักเธอประเทศไทย’ ชวนคนไทยส่งกำลังใจให้ทหารในพื้นที่ชายแดน

สยามเซ็นเตอร์-ไปรษณีย์ไทย-กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดงาน ‘รักเธอประเทศไทย’ ชวนคนไทยส่งกำลังใจให้ทหารในพื้นที่ชายแดน

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์  จับมือ ไปรษณีย์ไทย และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมแสดงความภูมิใจในความเป็นไทย ผ่านงาน “รักเธอประเทศไทย” ในรูปแบบ POP UP SHOWCASE สุดครีเอทีฟ ให้ได้อินไปกับพลัง Thai Spirit ผ่านแฟชั่น อาร์ต และไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับของสยามเซ็นเตอร์ ด้วยการรวมผลงานและสินค้าสร้างสรรค์จากดีไซเนอร์และแบรนด์ไทยตัวจริงที่ร่วมส่งกำลังใจให้ชาวไทยผ่านพ้นสถานการณ์ไปด้วยกัน

เริ่มจากกิจกรรม DIY โปสการ์ด “รักเธอประเทศไทย” โดยสยามเซ็นเตอร์ ร่วมกับไปรษณีย์ไทย ร่วมส่งต่อความรักและกำลังใจถึงทหารที่ประจำการอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย รวมทั้งเจ้าหน้าที่และพี่น้องทั่วประเทศ ผ่านโปสการ์ดกับสติกเกอร์ลายเอ็กซ์คลูซีพมากมาย จากนักออกแบบสายเลือดครีเอทีฟ และแบรนด์ไทยชื่อดัง นำโดย 27 FRI, ลงนวมบอยส์, FLYNOW III, Greyhound Original, Kloset and Etcetera, Leisure Projects, Maison Wonder Anatomie, NNJT, PORIIN,  Sleeping Cloud, SmileyHound, Daddy and the muscle academy, Vinn Pattararin และ ฟอร์ด-ฐิติพงศ์ ที่พร้อมใจกันมาแสดงพลังสร้างสรรค์เฉพาะที่สยามเซ็นเตอร์  เท่านั้น

ร่วมแชร์ความรักแบบไดเร็คเพียงถ่ายรูป DIY Postcard พร้อมติด #รักเธอประเทศไทย แชร์ลงบนช่องทางโซเชี่ยลมีเดีย รับฟรี สติกเกอร์ #รักเธอประเทศไทย และพบกับโปสการ์ดดีไซน์ของคุณบนจอทั่วสยามเซ็นเตอร์ และยังสามารถร่วมกิจกรรม DIY Badge โดยนำใบเสร็จภายในศูนย์ฯ ครบ 200 บาท หรือ สมาชิก ONESIAM SuperApp ใช้เพียง 1 ONESIAM Coin เพื่อแลกสิทธิ์ ฟรี!  และลูกค้าทั่วไปสามารถบริจาค เพื่อร่วมกิจกรรม DIY Badge โดยเงินบริจาคทั้งหมดร่วมสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในพระราชูปถัมภ์ฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

พลาดไม่ได้ กับ สยามเซ็นเตอร์ x Absolute Siam Store เปิดคอนเซ็ปต์ป๊อปอัพ ร่วมกับแบรนด์ไทยสุดฮอต ที่มาอวดไอเดียอาร์ท ดึงจิตวิญญาณไทยมาทวิสต์ใหม่ในมุมมองสุดคูล ยูนีค และแตกต่าง ทั้ง T-Shirt, Tote Bag, ผ้าพันคอ จัดมาเปิดตัวในงานนี้โดยเฉพาะ และสินค้าสุดครีเอทีฟมากมายจาก ไม่ว่าจะเป็น  Akkara, NNJT, Tai, Daroon, ArtSaveWorld, Windwear, Bangkok OK, Being A Bro Studio, Dawood, Choui, Ek Ka Nek, Anona และ Araya

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน สยามเซ็นเตอร์  ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รวบรวมผลงานสุดครีเอทีฟจากเหล่านักออกแบบและยังก์ทาเลนท์ไทย ทั้งแฟชั่นและอาร์ททอย อาทิ Hayak Studio, Liko Loko, Motmo Studio, Sawasdee Cat, Yak Kiku Studio, Caliico, CocoSui, JapFac และ MaMad มาให้ได้ชมอย่างใกล้ชิด

พบกับงาน รักเธอประเทศไทย พร้อมร่วมส่งความรักและกำลังใจให้กันได้แล้วที่เอเทรียม 1 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ ตั้งแต่วันนี้ – 28 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 20 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 20 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 20 สิงหาคม 2568

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • สตรีทอาร์ตคิงภูมิพล โดยมูลนิธิสานต่อที่พ่อทำ ร่วมกับศิลป์สร้างสรรค์นครปฐม จัดทำโครงการ สตรีทอาร์ตคิงภูมิพล ที่อาคารโรงยิมโรงเรียนเทศบาล1 วัดพระงาม จ.นครปฐม โดยมี นพพล โกมารชุน ได้ส่งมอบผลงาน ทั้ง 2 กำแพง ได้แก่ โรงยิม รร.เทศบาล1 วัดพระงาม(สามัคคีพิทยา) และอาคารสนามแบตมินตัน พระราชวังสนามจันทร์ ให้กับ อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม พร้อมด้วยนายกเทศมนตรีนครนครปฐม ร่วมรับมอบ..
  • ยินดีกับ ศุธาศินี สมิตร และ ฐนิตา ศิริทรัพย์ ที่ได้เป็น ว่าที่ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน..
  • มิตรสหายร่วมยินดีกับผู้บริหารเทคโนโลยีคนเก่ง ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ที่ได้เป็น Head of Digital Technology Academy ของ AIS Digital Academy..
  • ชื่นชมการจัดงานรับน้อง วตท.36 (สายใย-สายสัมพันธ์ วตท.รุ่นพี่สานสามัคคีรุ่นน้อง 1-36) จัดโดย วตท.35 ที่จัดได้ยิ่งใหญ่อลังการ มีรุ่นพี่ๆมารับน้องกันอย่างอบอุ่นโดยเฉพาะรุ่น 25 และ34..
  • ช่วงนี้ ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) เดินสายรับรางวัล ล่าสุดได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของโรงเรียนปทุมคงคาประเภทสาขาผู้ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในภาคเอกชน จัดโดย สมาคมนักเรียนเก่าปทุมคงคา..
  • อัญชัญ แช่มชื่น มอบเงินบริจาค สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสร้างอาคารรพ.รามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี..
  • มิตรสหายยินดีกับ พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์ ที่ได้รับพระราชทาน รางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติ ปี 2568 สาขาแม่ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม จัดโดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์..
  • ยามนี้ กรกฎ ชาตะสิงห์ ได้ เกษียณอายุ ในตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บมจ.การบินไทย และได้รับมอบหมายให้เป็น ที่ปรึกษาและ ผู้เชี่ยวชาญสายการพาณิชย์ ต่ออีกระยะหนึ่ง โดยมี กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ รับตำแหน่งนี้แทน..
  • จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บจ.บิทคับแคปปิตอลกรุ๊ปโฮลดิ้งส์ (Bitkub) และศิษย์เก่าดีเด่นนิวซีแลนด์ปีนี้ ฝากข้อคิดให้น้องๆที่กำลังจะไปศึกษาต่อต่างประเทศว่า การศึกษาที่นิวซีแลนด์เป็นมากกว่าหนทางสู่การคว้าใบปริญญา แต่มันคือการเดินทางเพื่อค้นพบศักยภาพของตนเอง คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่คุณจะไม่ใช่แค่พร้อมสำหรับการทำงาน แต่พร้อมที่จะสร้างสรรค์ คิดค้นนวัตกรรม และเป็นผู้นำ..
  • ชาว CDA#3 ปลื้มใจแทน พรรณา ปัญจวีณิน ที่ บจ.สิทธินันท์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวุ้นเส้นตราต้นสน ได้รับรางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2025” แบรนด์วุ้นเส้น ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศ..
  • อนุโมทนาบุญกับ วารุณี ฉัตรทนานนท์ บจ.โนเนมไอเอ็มซี ที่บริจาคเงินเพื่อปรับปรุงต่อเติมห้องผู้ป่วยในชาย รพ.สมเด็จพระยุพราชเวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมี นพ.ปรีชา สุมาลัย ผอ.รพ. รับมอบ..

น้องใหม่

เปิดตัว ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล

เปิดตัว ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล

เปิดตัว ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.47 น.

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการ “Morlum: Esarn Soft Power to Global” อย่างเป็นทางการ ภายในบูธนิทรรศการของ บพข. ในงาน อว.แฟร์ 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้บริหารจากภาครัฐและภาควิชาการเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักจากประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจตลอดช่วงกิจกรรม

ผู้บริหาร บพข. กล่าวว่า หมอลำไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงพื้นบ้าน แต่คือขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ และพร้อมที่จะก้าวสู่เวทีระดับโลก โครงการนี้จึงเป็นภารกิจสำคัญในการนำงานวิจัยเข้ามาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสและตระหนักว่า นวัตกรรมจากวิถีไทยนั้นมีพลังมหาศาล โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การแสดงศิลปวัฒนธรรม หากแต่เป็นการวางรากฐานเชิงระบบ เพื่อผลักดันหมอลำให้กลายเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย บพข. มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนทุนวิจัยและความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้ทุนทางวัฒนธรรมของเราถูกต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมและพร้อมจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน”

พิธีเปิดเริ่มต้นด้วยการแสดงโปงลางบรรเลงบทเพลงเทิดพระเกียรติแม่ของแผ่นดิน ก่อนเข้าสู่ช่วงการเปิดตัวโครงการ “Morlum: Esarn Soft Power to Global” อย่างเป็นทางการ พร้อมฉายวิดีทัศน์แนะนำบทบาทของ บพข. ในการสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และยกระดับศิลปะหมอลำในฐานะทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของชาติผ่านกระบวนการวิจัยและบ่มเพาะศิลปิน พร้อมการแสดงหมอลำประกอบแสง สี เสียง และยังมีกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การแสดง Orchestra อีสาน ที่ผสมผสานเครื่องดนตรีพื้นบ้านกับดนตรีสากลอย่างกลมกลืน, เวทีเสวนาในหัวข้อ “หมอลำก้าวสู่ Soft Power ทั้งในระดับประเทศและสากล” โดยตัวแทนจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภาคเอกชน และนักวิจัย พร้อม VTR สะท้อนมุมมองของชาวต่างชาติที่มีต่อหมอลำ นอกจากนี้ ยังมีการแสดงหมอลำขนานแท้จากคณะเสียงอีสาน และกิจกรรมแจกของที่ระลึกภายใต้แนวคิด “หมอลำรักษ์โลก” ซึ่งผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล

‘Eco Supreme’แบรนด์เสื้อรักษ์โลก ได้การรับรอง 3 ฉลาก พร้อมรับรางวัล Thailand Textiles Tag

'Eco Supreme'แบรนด์เสื้อรักษ์โลก ได้การรับรอง 3 ฉลาก พร้อมรับรางวัล Thailand Textiles Tag

‘Eco Supreme’แบรนด์เสื้อรักษ์โลก ได้การรับรอง 3 ฉลาก พร้อมรับรางวัล Thailand Textiles Tag

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.50 น.

บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อผ้าสำหรับลูกค้าองค์กรด้วยประสบการณ์กว่า 45 ปี ประกาศเปิดตัว Eco Supreme ธุรกิจใหม่ที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองฉลากด้าน Carbon Footprint Products ครบทั้ง 3 แบบจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) พร้อมสนับสนุนองค์กรไทยในการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในฐานะแบรนด์เสื้อรักษ์โลกที่มีความน่าเชื่อถือระดับสูง ที่ใช้นวัตกรรมการผลิตเสื้อโปโลจากวัสดุเหลือใช้ เช่น ขวดพลาสติก PET เสื้อผ้าเก่า และเศษวัสดุธรรมชาติ ผ่านกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนลงได้มากถึง 74% เมื่อเทียบกับเสื้อโปโลทั่วไป 

นายวีรวุฒิ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  (CEO) บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อผ้าสำหรับลูกค้าองค์กร (B2B) โดยเฉพาะ ด้วยประสบการณ์กว่า 45 ปีในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทำให้แบรนด์เข้าใจความต้องการของลูกค้าในทุกระดับอย่างลึกซึ้ง การก่อตั้งแบรนด์ Eco Supreme เกิดจากความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปัญหาขยะพลาสติก จึงพัฒนาแนวคิดผสาน Carbon Footprint เข้ากับแฟชั่นองค์กร เพื่อสร้างสรรค์สินค้าที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และขับเคลื่อนตามแนวทาง Green Transition พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา อาทิ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) และมหาวิทยาลัยศิลปากร

นายวีรวุฒิ กล่าวต่อว่า เสื้อโปโลของ Eco Supreme มีจุดเด่น และแตกต่างจากแบรนด์เสื้อผ้า เนื่องจากเป็นแบรนด์เพื่อสิ่งแวดล้อมรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองฉลากด้าน Carbon Footprint Products ครบทั้ง 3 แบบ ได้แก่ Carbon Footprint of Product, Carbon Footprint Reduction และ Carbon Footprint of Circular Economy ในปี 2024 ได้รับฉลากรวมแล้วถึง 9 ฉลากจาก 4 ผลิตภัณฑ์ โดยผ่านกระบวนการให้คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญภายใต้โครงการของ สสว.

นอกจากมาตรฐานระดับสากลแล้ว Eco Supreme ยังใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างหลากหลาย อาทิ ขวด PET รีไซเคิล เศษผ้า ผ้าตบชวา แห และอวน เพื่อลดขยะและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผลิตภัณฑ์ของ ECO Supreme สามารถคำนวณ Carbon Footprint ได้จริง ทำให้เหมาะกับองค์กรที่ต้องทำ ESG Report, CFO Report, CSR, Green Office หรือ SDGs ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าของ Eco Supreme จึงมีคุณภาพสูง ไม่ต้องรีด ระบายอากาศดี ใส่สบาย และดูแลง่าย เหมาะกับทั้งใช้งานจริงและภาพลักษณ์องค์กร ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำอย่าง AIS, บ้านปู, ปตท., RATCH GROUP และ UNESCO ที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ Eco Supreme ในการสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน

“การเปรียบเทียบค่า Carbon Footprint แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เป็นรูปธรรมของผลิตภัณฑ์ Eco Supreme ขณะที่เสื้อโปโลผ้าคอตตอนทั่วไปมีค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าเฉลี่ย 11.5 กิโลกรัมต่อเสื้อ 1 ตัว เสื้อโปโล Eco Supreme ที่ผลิตจากขวด PET รีไซเคิลมีค่า Carbon Footprint เพียง 2.94 กิโลกรัมต่อเสื้อ 1 ตัว ซึ่งหมายความว่าผลิตภัณฑ์ของ Eco Supreme ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง74% ทันที” นายวีรวุฒิ กล่าวสรุป

ด้านนางมนธิดา มาลาบุปผา ผู้จัดการแผนกพัฒนาธุรกิจ (Business Development Manager) บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวเสริมว่า Eco Supreme มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักคือองค์กรภาคธุรกิจและสถาบันที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยเฉพาะที่ต้องการลด Carbon Footprint อย่างเร่งด่วน บริษัทที่ทำธุรกิจกับต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป ซึ่งมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมเข้มงวด เช่น CBAM, EU Green Deal และสถาบันการศึกษาที่ต้องการผสานเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ากับการเรียนรู้ ด้านกลุ่มเป้าหมายรองยังมีสถานที่ท่องเที่ยว สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ และหน่วยงานที่มีตัวละครหรือแบรนด์เป็นของตนเองที่ต้องการพัฒนาเป็นของที่ระลึกในรูปแบบที่น่าซื้อและเป็นมิตรกับโลก

สำหรับแนวทางการทำการตลาด Eco Supreme การวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในสถานที่ที่ตรงกลุ่ม เช่น สวนสัตว์ หรือ     อีเวนต์รักษ์โลก โดยที่ผ่านมาได้จัดทำและจำหน่ายเสื้อลาย “น้องหมูเด้ง” รวมไปถึงมีการร่วมมือ “ปังปอนด์” ภายใต้ลิขสิทธิ์ วิธิตา แอนิเมชั่น นอกจากนี้แบรนด์ยังได้ออกบูธในงานต่างๆ อาทิ, Character Fest ร่วมมือกับพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน เช่น มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และองค์กรสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีมากขึ้น นอกจากนี้ Eco Supreme ยังได้รับ Thailand Textiles Tag จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) โดยการบูรณาการกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งเป็นรางวัลการันตีคุณภาพของเนื้อผ้าความคงทนของสี ความปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง ผลิตจากกระบวนการที่ได้มาตรฐาน รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้และกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย (Made in Thailand)

เราไม่เพียงมุ่งหวังที่จะเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้ารักษ์โลก แต่ยังมุ่งหวังที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาคธุรกิจทั่วประเทศ เพราะการทำธุรกิจให้ดีและการรักษ์โลกไปพร้อมกันนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริง เราพร้อมสนับสนุนให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ซัพพลายเออร์ พันธมิตร หรือแม้แต่คู่แข่งกลายเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อโลกใบนี้ นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับการวัดผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มีแผนขอรับรองฉลาก Carbon Footprint เพิ่มอีก 10 ฉลากจาก 4 ผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าองค์กรว่า Eco Supreme จะเป็นส่วนหนึ่งของการรักษ์โลกอย่างแท้จริง” นางสาวมนธิดา กล่าวสรุป

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด Line Official: @grandy.co.th Facebook: Eco Supreme โทร 081-9346614 อีเมล: info@ecosupreme.org

ดีพร้อม โชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทยสู่ตลาดแฟชั่นมุสลิม

ดีพร้อม โชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทยสู่ตลาดแฟชั่นมุสลิม

ดีพร้อม โชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทยสู่ตลาดแฟชั่นมุสลิม

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.20 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เร่งพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายมุสลิม สู่ตลาดแฟชั่นเชิงสร้างสรรค์ ปั้นผู้ประกอบการ 20 แบรนด์ไทย เป็นสินค้าพรีเมี่ยมสู่ตลาดสากล ภายใต้แนวคิด “Our Culture Muslims”

นายวุฒิชัย ประชาพร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ได้มองเห็นโอกาสในความท้าทายที่จะยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแฟชั่นสาขาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทยสู่ตลาดแฟชั่นมุสลิม ภายใต้นโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ตามนโยบาย 4 ให้ 1 ปฏิรูป ให้ทักษะใหม่ ให้เครื่องมือที่ทันสมัย ให้โอกาสโตไกล ให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน และปฏิรูปดีพร้อมสู่องค์กรที่ทันสมัย ของ นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม      ที่มุ่งส่งเสริม พัฒนา และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในทุกด้านอย่างตรงจุดผ่าน “กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและ เครื่องแต่งกายมุสลิมให้ เป็น Premium สู่สากล (Muslim Fashion to Global)” ภายใต้แนวคิด “Our Culture Muslims” โดยมุ่งเน้นส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการแฟชั่นมุสลิมไทยให้สามารถแข่งขันในระดับสากล ผ่านการพัฒนาสินค้า เชิงวัฒนธรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นระดับพรีเมี่ยม จากการฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ และการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก ทั้งในด้านการออกแบบลวดลายและการวางแพทเทิร์น การตัดเย็บ การยกระดับกระบวนการผลิตสู่มาตรฐานพรีเมี่ยม การวางแผนธุรกิจ การตลาด และการสร้างแบรนด์ การเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ และการเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจอย่างครบวงจร รวมถึงสนับสนุนการใช้ภูมิปัญญาและทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อยกระดับสินค้าทั้งด้านมาตรฐานและดีไซน์ให้ทันสมัย โดดเด่น แตกต่าง และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก

นายวุฒิชัย กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวมีการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ สไตล์มุสลิมวิถีแห่งความงามและศรัทธา การออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าให้สินค้าน่าสนใจแบบมืออาชีพ ความรู้พื้นฐานด้านการควบคุมมาตรฐานการผลิตสินค้ากลุ่มแฟชั่นมุสลิม เทคนิคการทอและการย้อมสีธรรมชาติจากพืชท้องถิ่น พร้อมทั้งกิจกรรม Workshop ในหัวข้อ กลยุทธ์การตลาดและโอกาสการขยายธุรกิจ แนวโน้มการออกแบบ/ตัดเย็บสินค้าแฟชั่นมุสลิม และ การทำแพทเทิร์น เสื้อผ้าแฟชั่นมุสลิม โดย คุณศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการ ทำแพทเทิร์น และการตัดเย็บ และ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE  และ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน อาจารย์ และ ดร.กรกลด คำสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่นและการตัดเย็บ และ ดร.นวัทตกร อุมาศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ

ทั้งนี้ ตลาดเสื้อผ้ามุสลิมเป็นหนึ่งในตลาดขนาดใหญ่ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบันพฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้าของผู้บริโภคชาวมุสลิมทั่วโลก สูงเป็นอันดับ 3 รองจากตลาดเสื้อผ้าสหรัฐฯ และจีน ด้วยมูลค่าราว 230,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 7.43 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่าประชากรมุสลิมโลกจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 73 ในช่วงปี       2553 – 2593 ทำให้ประชากรมุสลิมมีจำนวนมากถึง 2,800 ล้านคน คิดเป็นราวร้อยละ 30 ของประชากรโลก ซึ่งเป็นแนวโน้ม  ที่ดีในการเติบโตของสินค้าแฟชั่นมุสลิม และคาดว่าจะมีมากขึ้นในทุกปี สำหรับประเทศไทยนับว่ามีศักยภาพในฐานะผู้ผลิตสินค้าฮาลาลที่มีความหลากหลาย อาทิ ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลฮาลาล อาหารฮาลาล การท่องเที่ยวฮาลาล เวชภัณฑ์  ฮาลาล แฟชั่นสำหรับชาวมุสลิม เป็นต้น

สำหรับกิจกรรม “กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและเครื่องแต่งกายมุสลิมให้เป็น Premium สู่สากล (Muslim Fashion to Global)” นี้มีผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้าร่วมกว่า 26 กิจการ และมีผู้ประกอบการผ่านการคัดเลือกจำนวน 20 กิจการ เกิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบใหม่จำนวน 20 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทั้งแฟชั่นมุสลิมชายและหญิง ที่สะท้อนพลังสร้างสรรค์ของ “แฟชั่นมุสลิมไทย” ให้มีความพร้อมก้าวสู่ระดับสากล โดยคาดว่าจะสามารถขยายผลทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดรายได้กว่า 70 ล้านบาท และสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน

ดีพร้อม เชื่อมั่นว่าการดำเนินกิจกรรมนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย แฟชั่นมุสลิม ให้มีคุณภาพสูงเป็นสินค้า Premium ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในตลาดสากล

หนังชนโรง : เมื่อเหล่าตัวแม่จากยุค 2000 กลับมาพร้อมสมาชิกใหม่วัยรุ่นสุดจี๊ด

หนังชนโรง : เมื่อเหล่าตัวแม่จากยุค 2000 กลับมาพร้อมสมาชิกใหม่วัยรุ่นสุดจี๊ด

หนังชนโรง : เมื่อเหล่าตัวแม่จากยุค 2000 กลับมาพร้อมสมาชิกใหม่วัยรุ่นสุดจี๊ด

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เรียกว่าดูได้สนุกทุก Gen จริง ๆ สำหรับภาพยนตร์ภาคต่อที่รอคอยกันมานานอย่าง “Disney’s Freakier Friday ศุกร์สยองสี่ร่างสลับรุ่น” เพราะนอกจากจะเอาใจ Gen X และ Gen Y พาทีมนักแสดงชุดเดิมกลับมาแบบยกแพ็ก ยังเข้าถึง Gen Z ด้วยการเสริมทัพความป่วนด้วยสมาชิกใหม่วัยรุ่นจ๋าที่แสบซ่าไม่น้อยกว่ากัน เรื่องราวจึงชุลมุน วุ่น และฮา การันตีความสนุกด้วยคะแนนใน Rottentomatoes ที่สูงทั้งฝั่งนักวิจารณ์ซึ่งให้ Tomatometer มะเขือเทศสดด้วยคะแนน 72% และ Popcornmeter ฝั่งคนดูสูงถึง 93% (คะแนน ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2568)

หลังจากผ่านไปกว่า 20 ปี “Disney’s Freakier Friday ศุกร์สยองสี่ร่างสลับรุ่น” จะพาทุกคนไปสำรวจการขยายตัวของครอบครัว Coleman ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อ Anna คุณแม่ยังสาว กำลังจะแต่งงานกับหนุ่มหล่อคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ท่าวท่ามกลางความท้าทายมากมายในการรวมสองครอบครัวเข้าด้วยกัน เหตุการณ์สลับร่างสุดอลเวงก็เกิดขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ไม่ใช่แค่ 2 แต่เป็นการสลับร่างพร้อมกันถึง 4 คน มาดูกันดีกว่าเรื่องราวความวุ่นวายครั้งนี้จะมีใครเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง

“Jamie Lee Curtis” รับบท “Tess Coleman”  ในเรื่องนี้ Tess ไม่เพียงอยู่ในฐานะภรรยาของ Ryan แม่ของ Anna และยายของ Harper เธอยังเป็นนักจิตวิทยาที่ประสบความสำเร็จ และกำลังเตรียมตัวออกทัวร์เปิดตัวหนังสือเล่มแรกด้วย ส่วนตัวแล้วเธอเป็นคนที่ทุ่มเทและอยู่เคียงข้างทุกคนในครอบครัวเสมอ แต่บางครั้งก็อาจจะเผลอก้าวก่ายชีวิตของคนอื่นไปบ้าง

“Lindsay Lohan” รับบท “Anna Coleman”  จากสาวน้อยวัยมัธยมที่รักในเสียงดนตรี Anna ในวัยทำงานยังคงวนเวียนอยู่ในแวดวงเพลงโดยรับหน้าที่เป็นผู้จัดการของป๊อปสตาร์ และอีกด้านยังเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวของ Harper ลูกสาววัยรุ่น ที่พยายามจะจัดการทุกอย่างด้วยตัวของเธอเอง

“Julia Butters” รับบท “Harper Coleman” และ“Sophia Hammons” รับบท “Lily Davies” Harper คือลูกสาวของ Anna ตัวแทนของวัยรุ่นที่มีความเป็นตัวของตัวเอง และความสัมพันธ์ของเธอกับแม่ก็สะท้อนมุมมองของครอบครัวที่อาจมีความเข้าใจผิดกันบ้าง แต่สุดท้ายแล้วทุกคนก็คือครอบครัว ส่วน Lily เป็นลูกสาวของ Eric Davies คนรักใหม่ของ Anna เธอใฝ่ฝันจะไปเรียนต่อด้านแฟชั่นที่ลอนดอน และในฐานะลูกสาวของพ่อเลี้ยงเดี่ยว Lily ต่อต้านความสัมพันธ์ที่กำลังพัฒนาระหว่างพ่อของเธอกับ Anna อย่างโจ่งแจ้ง 

“Manny Jacinto”  รับบท “Eric Davies”  เชฟชื่อดังเจ้าของร้านอาหาร คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวของลูกสาววัยรุ่น ที่บังเอิญเจอกับ Anna และถูกตาต้องใจกันทันที ซึ่งด้วยความที่ต่างคนต่างก็เป็นคุณพ่อและคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเหมือนกัน ทั้งคู่จึงพยายามดูว่าความสัมพันธ์นี้จะสามารถพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหน

นอกจากนี้ยังได้ Chad Michael Murray กลับมาขี่มอเตอร์ไซค์ในบท Jake หนุ่มในฝันสมัยมัธยมของ Anna อีกครั้ง, Rosalind Chao กลับมารับบท Mama P และ Mark Harmon ในบท Ryan คู่ชีวิตของ Tess รวมถึง Stephen Tobolowsky ซึ่งกลับมารับบท Mr. Elton Bates ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษที่แฟน ๆ ยังคงจดจำได้เสมอ อีกทั้งยังได้ Maitreyi Ramakrishnan มารับบท Ella ป๊อปสตาร์ผู้ผิดหวังในรักซึ่งมี Anna เป็นผู้จัดการ และที่ขาดไม่ได้คือ Vanessa Bayer ในบท Madame Jen หมอดูที่เป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายทั้งหมด 

‘เปิ้ล นาคร’มอบถังน้ำใหญ่ 100 ถัง ให้ทหารแนวชายแดนไทย

'เปิ้ล นาคร'มอบถังน้ำใหญ่ 100 ถัง ให้ทหารแนวชายแดนไทย

‘เปิ้ล นาคร’มอบถังน้ำใหญ่ 100 ถัง ให้ทหารแนวชายแดนไทย

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.41 น.

19 สิงหาคม 2568 นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง “เปิ้ล นาคร” ได้สร้างความประทับใจให้กับสังคมอีกครั้ง หลังโพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านอินสตาแกรม ขณะมอบถังน้ำความจุ 1,200 ลิตร จำนวน 100 ถัง ให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย เพื่อสนับสนุนภารกิจและอำนวยความสะดวกในด้านการใช้น้ำสะอาดอย่างเพียงพอ

ดดยเขียนแคปชั่นว่า “ถังน้ำ 1,000 ลิตรสู่ชายแดนไทย….จากการได้พูดคุยกับพี่ทหาร รับทราบมาว่าน้ำสะอาดสำหรับใช้อุปโภค บริโภคสำหรับทหารที่อยู่ตามฐานรบทุกจุดตลอดแนวชายแดนไทย มีความจำเป็นอย่างมาก…..เราจึงขอเป็นผู้จัดการหาถังน้ำขนาด 1,000 ลิตรจำนวนมาก เพื่อลำเลียงไปไว้ให้พี่น้องทหารได้ใช้กันให้เพียงพอ โดยจะนำลำเลียงจากกทม ไปถึงหน้าฐาน โดยถังนึงสามารถบรรจุน้ำใช้อยู่ได้ประมาณ 1 อาทิตย์ 2 ถังต่อ 1 ฐาน …นับเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับพี่น้องทหารที่ประจำจุดแต่ละจุดที่เป็นรั้วของชาติ……..ทหารที่ต้องเคลื่อนกำลังไปหาน้ำใช้ในแต่ละครั้ง เสี่ยงกับการเหยียบกับระเบิดอีกต่างหาก”

และวันนี้ เปิ้ล นาคร ก็ได้ลงภาพที่นำถังน้ำความจุ 1,200 ลิตรไปมอบใทหาร จำนวน 100 ถัง พร้อมแคปชัน “อบอุ่น นุ่ม ลึก น่าเกรงขาม ………มอบถังน้ำ 1,200 ลิตรสู่ฐานรบชายแดนไทย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #แม่ทัพกุ้ง”

สมาคมนักศึกษาเก่าฯศิลปากรผนึกกำลัง 21ศิลปินชวนคนไทยร่วมสนับสนุนผลงานศิลปะ

สมาคมนักศึกษาเก่าฯศิลปากรผนึกกำลัง 21ศิลปินชวนคนไทยร่วมสนับสนุนผลงานศิลปะ

สมาคมนักศึกษาเก่าฯศิลปากรผนึกกำลัง 21ศิลปินชวนคนไทยร่วมสนับสนุนผลงานศิลปะ

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

สมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับ กลุ่มศิลปิน และนักสร้างภาพยนตร์อิสระจากอิตาลี จัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินรับเชิญ พร้อมสนับสนุนผลงานศิลปะ เพื่อระดมทุนในการสร้างภาพยนตร์ดอคคูดรามา ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ (Docudrama Film Project: ‘The Empire of Harmony’) ให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อระลึกถึงบรมครูผู้วางรากฐานศิลปะสมัยใหม่ไทย

อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว สารคดีผสมดรามา (Docudrama) ความยาว 80 นาที ผลงานการกำกับฯ ของ มาร์โค แกตติ (Marco Gatti) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาลี นำเสนอเรื่องราวของ “ดินแดนแห่งศิลปะที่สยามเก่าและไทยใหม่ บรรจบเข้ากับโลกตะวันตก” ถ่ายทอดเรื่องราวของสาวลูกครึ่งไทย-อิตาลี ที่เดินทางจากทัสคานีสู่กรุงเทพฯ เพื่อตามหาสายสัมพันธ์อันกลมเกลียวของชีวิตกับศิลปะ ผ่านภาพวาดบนเพดานโดม ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมของ แกลิเลโอ คินี  (Galileo Chini) สู่ผลงานบรมครูของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ ศิลปิน 5 แผ่นดิน ถึงตำนานการวางรากฐานศิลปะสมัยใหม่ไทยของศิลป์ พีระศรี (ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรชี – Corrado Feroci) ประติมากรจากฟลอเรนซ์ และข้ามผ่านสู่จังหวะชีวิตของศิลปินร่วมสมัยในปัจจุบัน  ภายในงานจัดให้มีการรับชมตัวอย่างภาพยนตร์ (Teaser) พร้อมร่วมพูดคุยกับผู้กำกับฯ และผู้อำนวยการสร้างฯ ถึงแนวคิดเบื้องหลังโครงการภาพยนตร์ฯ แนะนำโครงการโดย อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ ศิลปินแห่งชาติ, นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กำกับภาพยนตร์แนวหน้าของไทย และ ธราธิป นัทธีศรี นายกสมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรมฯ

 ไฮไลท์สำคัญของการจัดงานในครั้งนี้ คือการจำหน่ายผลงานศิลปะจาก 21 ศิลปินชั้นนำของประเทศ เพื่อระดมทุนสมทบการสร้างภาพยนตร์สารคดีให้เสร็จสมบูรณ์ อาทิ อินสนธิ์ วงค์สาม, อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ, สมวงศ์ ทัพพรัตน์, สมภพ บุตราช, ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี, จิตต์สิงห์ สมบุญ, เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล, ประสงค์ ลือเมือง, วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร, ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ, วัชระ ประยูรคำ, ชลิต นาคพะวัน, ฉลอง บุญจันทึก, สิทธิชัย ปรัชญารัตติกุล, สุธี คุณาวิชยานนท์, นพพีระ โบศรี, พรชัย ใจมา, ไพโรจน์ วังบอน, ประสิทธิ์ วิชายะ, ศักชัย อุทธิโท ฯลฯ  ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมตัวอย่าง (Teaser) ดอคคูดรามาเรื่อง ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ แบ่งปันมุมมองความคิด ร่วมพูดคุยกับผู้กำกับฯ ศิลปิน พร้อมสนับสนุนผลงานศิลปะ เพื่อร่วมระดมทุนสร้าง Docudrama ชิ้นประวัติศาสตร์แห่งวงการศิลปะร่วมสมัยให้เสร็จสมบูรณ์ วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 15.00-19.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

ติดตามความเคลื่อนไหวที่: สมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร2568 พร้อมยกระดับวงการหนังไทย

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร2568 พร้อมยกระดับวงการหนังไทย

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร2568 พร้อมยกระดับวงการหนังไทย

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.08 น.

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 (Bangkok International Film Festival 2025 /BKKIFF 2025) คืนชีพอีกครั้งหลังจากปี 2551โดยทีมงานชุดใหม่ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA (Thailand Creative Culture Agency) จับมือโรงภาพยนตร์ทุกเครือในกรุงเทพมหานคร ฉายภาพยนตร์จากหลากหลายประเทศทั่วโลกกว่า 200 เรื่องระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 15 ตุลาคมนี้ ชูภาพยนตร์ไทย “ธี่หยด 3” เปิดม่านเทศกาล

นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ครั้งนี้ กล่าวว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์คือหนึ่งในหัวใจของซอฟต์พาวเวอร์ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิต วัฒนธรรม ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ของไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างทรงพลัง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA จึงร่วมกันผลักดันให้เกิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 ภายใต้แนวคิด Power in Collaboration เพื่อสื่อถึงแนวทางการทำงาน ที่ต้องอาศัยพลังจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ศิลปิน ผู้สร้างสรรค์ และประชาชนทุกคน

“เรามุ่งมั่นยกระดับกรุงเทพมหานครสู่การเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้เป็นพื้นที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลกทั้งผู้สร้างภาพยนตร์และนักลงทุนมาเจอกัน เพื่อสร้างเครือข่ายต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสำหรับนักสร้างสรรค์ของไทย”      นพ. สุรพงษ์กล่าว

นพ. สุรพงษ์เปิดเผยว่า การจัดงาน BKKIFF 2025 ไม่เพียงตั้งเป้าหมายให้กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายของคนสร้างภาพยนตร์ระดับนานาชาติเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างเวทีให้คนไทยได้พัฒนาทักษะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมงานกับผู้สร้างภาพยนตร์จากทั่วโลก เพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานการผลิตและขยายโอกาสทางธุรกิจของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในระยะยาว เป็นการบูรณาการความร่วมมือ แลกเปลี่ยนความรู้และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมทั้งส่งเสริมศิลปินและผู้ประกอบการภาพยนตร์ของไทยให้สามารถเข้าถึงตลาดและเวทีระดับนานาชาติได้มากขึ้น

“การสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เติบโตสู่ตลาดโลกเป็นการผลักดัน ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ และวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทยออกไปสู่สากล” นพ. สุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติม

นายดรสะรณ โกวิทวณิชชา อนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ สารคดี และแอนิเมชัน และผู้อำนวยการเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568  เปิดเผยว่า งาน BKKIFF 2025 ในครั้งนี้เป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจัดฉายภาพยนตร์มากกว่า 200 เรื่อง ทั้งภาพยนตร์ขนาดยาว ขนาดสั้น สารคดี และแอนิเมชัน จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งมีการประกวดภาพยนตร์ขนาดยาวและขนาดสั้น พร้อมงานเสวนากับทีมงานของภาพยนตร์กว่า 70 เรื่อง

สำหรับไฮไลต์ของ BKKIFF 2025 คือ ตลาดหนัง ที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้สร้าง ผู้จัดจำหน่ายและนักลงทุน มาพบปะและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการออกบูทจากผู้ผลิตและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกว่า 50 บริษัท เวทีสัมมนาเชิงลึกจากผู้ซื้อภาพยนตร์นานาชาติ กิจกรรมมาสเตอ ร์คลาสจากผู้กำกับและนักแสดงระดับโลก กิจกรรมประกวดภาพยนตร์สั้น รวมถึงกิจกรรม Asian Project Pitching และ Thai Project Pitchingที่ให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ได้นำเสนอโปรเจกต์ต่อผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง

“เชื่อว่าเทศกาลในปีนี้ นอกจากจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในวงการแล้ว ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระดับนานาชาติให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย พร้อมเสริมพลังซอฟต์พาวเวอร์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการที่เรามี ‘ธี่หยด 3’ ได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์เปิดม่านเทศกาล ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนศักยภาพของหนังไทยซึ่งสามารถยืนหยัดและเฉิดฉายบนเวทีระดับโลกได้อย่างแท้จริง” ดรสะรณกล่าว

BKKIFF 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 15 ตุลาคม 2568 ณ โรงภาพยนตร์ทั่วกรุงเทพมหานครทั้งในเครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์, เอส เอฟ ซีเนม่า, เฮ้าส์ สามย่าน และลิโด้ คอนเน็คท์ โดยพิธีเปิดเทศกาลจะมีขึ้นในวันที่ 29 กันยายน 2568 ณ พินาเคิล ฮอลล์ ไอคอนสยาม พร้อมจัดฉายรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์ “ธี่หยด 3” ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์เปิดม่านเทศกาล ถ่ายทอดเรื่องราวบทใหม่ของ ลุงยักษ์ ยศ ยอด และจ่าประพันธ์ กับการเผชิญหน้าดงผีแห่งใหม่ “บ่องสะโหนดเบียง” ที่จะพาผู้ชมสัมผัสบรรยากาศสยองขวัญบทใหม่อย่างเข้มข้น

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ BKKIFFofficial ทั้ง FacebookInstagramTikTok และ X