‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ ‘ฉก.พญานาคราช ปรับเกมส์รุก ปราบสินค้าเกษตรเถื่อน’

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ  ‘ฉก.พญานาคราช ปรับเกมส์รุก ปราบสินค้าเกษตรเถื่อน’

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ ‘ฉก.พญานาคราช ปรับเกมส์รุก ปราบสินค้าเกษตรเถื่อน’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.08 น.

19 สิงหาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ “ฉก.พญานาคราช ปรับเกมส์รุก ปราบสินค้าเกษตรเถื่อน”

โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ณ ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ปทุมธานี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออก สินค้าเกษตรผิดกฎหมาย รวมทั้งงเปิดปฏิบัติการของหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช ตามคำสั่งใหม่ซึ่งมีหน้าที่ในการปราบปรามและจับกุมผู้กระทำการลักลอบสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

-(016)

‘หมูอเมริกัน’ได้ไม่คุ้มเสีย อย่ายอมแลกสุขภาพกับของราคาถูก

‘หมูอเมริกัน’ได้ไม่คุ้มเสีย อย่ายอมแลกสุขภาพกับของราคาถูก

‘หมูอเมริกัน’ได้ไม่คุ้มเสีย อย่ายอมแลกสุขภาพกับของราคาถูก

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.17 น.

นักวิชาการ ชี้ นำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐฯ อาจแลกด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ของผู้บริโภค กระทบห่วงโซ่เศรษฐกิจ และระบบอาหารไทยที่พังทลาย

ศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตให้ใช้ “แรคโตพามีน (Ractopamine)” ซึ่งเป็นสารเร่งเนื้อแดงที่ไทยห้ามใช้อย่างเด็ดขาด กำลังกลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ “ไม่ควรเกิดขึ้น” ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้

ประการแรก คือ ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของไทย ด้วยประเทศไทยห้ามใช้แรคโตพามีนโดยเด็ดขาด เพราะจัดเป็นสารในกลุ่ม β-agonist ที่ส่งผลต่อระบบประสาทและหัวใจ ในขณะที่สหรัฐฯ อนุญาตให้ใช้สารดังกล่าว และแม้ว่า Codex Alimentarius จะกำหนดค่าตกค้างสูงสุด (MRL) แต่หลายประเทศไม่ยอมรับ อาทิ EU จีน รัสเซีย และไทย ดังนั้น การยอมให้นำเข้าเนื้อหมูที่มีแรคโตพามีน เท่ากับลดมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศลงเอง เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า

ประการต่อมา เสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ “ผู้สูงอายุ” เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ผู้สูงอายุจำนวนมากมีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคความดัน หัวใจ และหลอดเลือด อีกทั้งข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย ดังนั้น แรคโตพามีน ซึ่งเป็นสารกระตุ้น อาจกระตุ้นระบบหัวใจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ

นอกจากนี้ คนไทยนิยมบริโภค “เครื่องในหมู” ต่างจากสหรัฐฯ ที่ไม่นิยมบริโภค  โดยตับและไตเป็นอวัยวะที่สะสมสารพิษ ฮอร์โมน และสารเคมี ดังนั้นผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่นิยมรับประทาน เมนู ต้มเลือดหมู จึงยิ่งเพิ่มโอกาสได้รับสารตกค้างจากหมูที่เลี้ยงด้วยแรคโตพามีน

ยิ่งไปกว่านั้น เป็นการทำลายห่วงโซ่อาหารไทย เนื่องด้วย หมูอเมริกันเลี้ยงด้วยสารเร่ง โตไว ต้นทุนต่ำ จึงทำให้เนื้อหมูราคาถูก หากเปิดนำเข้ามาในตลาดของไทย จะทำให้หมูไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ผลกระทบที่ตามมา คือ เกษตรกรเลิกเลี้ยงหมู โรงสีขายรำข้าวไม่ได้ ราคาข้าวก็จะปรับตัวสูงขึ้น กากปาล์ม กากเบียร์ ข้าวโพด และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่น ๆ จะถูกใช้น้อยลง ส่งผลให้ห่วงโซ่เศรษฐกิจพัง การเสียสมดุลนี้จะกระทบราคาอาหารโดยรวมทั้งประเทศในระยะยาว

การเลี้ยงหมูไม่ใช่แค่การผลิตเนื้อสัตว์ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่อาหารที่ช่วยให้สินค้าอื่นมีราคาสมเหตุสมผล การอนุญาตให้หมูที่ใช้สารต้องห้ามเข้าสู่ตลาดไทย ไม่เพียงแต่เสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน แต่ยังทำลายเศรษฐกิจเกษตรของไทยทั้งระบบ เนื้อหมูราคาถูกจากสหรัฐฯ อาจแลกมาด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ และระบบอาหารไทยที่พังทลาย

สชป.15 สนับสนุนเครื่องจักรกล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองมิน

สชป.15 สนับสนุนเครื่องจักรกล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองมิน

สชป.15 สนับสนุนเครื่องจักรกล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองมิน

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.12 น.

กรมชลฯ โดย สชป.15 สนับสนุนเครื่องจักรกล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และขุดลอกตะกอนดินเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองมิน ตำบลหลักช้าง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช

19 สิงหาคม 2568 ณ พื้นที่ตำบลหลักช้าง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช นายก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 พร้อมด้วย นายสาโรจน์ หนูฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนเครื่องจักรกล นายพิทักษ์พงษ์ ติ๊บแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครศรีธรรมราช และผู้ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และขุดลอกตะกอนดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนปี 2568 พร้อมรับฟังปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ร่วมกับผู้นำท้องถิ่น และประชาชน

ทั้งนี้ เทศบาลตำบลหลักช้าง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ขอสนับสนุนเครื่องจักรกล ในการกำจัดวัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำคลองมิน ส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 15 ได้สนับสนุนรถแบคโฮบูมยาว จำนวน 1 คัน เข้าดำเนินการกำจัดวัชพืชสิ่งกีดขวางทางน้ำ และขุดลอกตะกอน บริเวณคลองมิน หมู่ที่ 4 ตำบลหลักช้าง ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ และในระยะยาวกรมชลประทานมีแผนดำเนินการโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำคลองมิน พร้อมก่อสร้างผนังป้องกันตลิ่งและอาคารกั้นน้ำ เป็นช่วงๆ บริเวณพื้นที่ หมู่ที่ 6,8,4,9,2,7 ตำบลหลักช้าง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามนโยบายของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และนายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน

-(016)

กรมชลฯ ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน จ.ตาก อย่างใกล้ชิด

กรมชลฯ ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน จ.ตาก อย่างใกล้ชิด

กรมชลฯ ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน จ.ตาก อย่างใกล้ชิด

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.32 น.

กรมชลประทาน โดย นายทวีวัฒน์ สืบสุขมั่นสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 พร้อมคณะ ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดและอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน เนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ ส่งผลทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเป็นจำนวนมาก จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้ลำห้วยแม่สอดและพื้นที่ลุ่มต่ำเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

สำหรับ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน สร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นลำน้ำ ลำห้วยแม่สอด ที่ตำบลพระธาตุผาแดง ซึ่งปกติลำน้ำจะมีน้ำท่าประมาณ 35 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน สามารถเก็บกักน้ำได้ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอด สามารถเก็บกักน้ำได้ 5.5ล้านลูกบาศก์เมตร รวมเป็น 18.5 ล้านลูกบาศก์เมตร

โดยอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน ช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 8,100 ไร่ ในพื้นที่ ตำบลแม่สอด ตำบลแม่ปะ ตำบลพระธาตุผาแดง และตำบลแม่ตาวและยังมีหน้าที่เก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนและส่งน้ำให้กับประชาชนทั้งในภาคอุปโภค-บริโภค ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ตอบสนองความต้องการใช้น้ำในอนาคตของภาคส่วนต่างๆ รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามของอำเภอแม่สอดอีกด้วย

-(016)

กรมชลฯ ยืนยันพร้อมรับมือฤดูฝน เร่งพร่องน้ำในอ่างฯ ระดมติดตั้งเครนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเหนือ

กรมชลฯ ยืนยันพร้อมรับมือฤดูฝน เร่งพร่องน้ำในอ่างฯ ระดมติดตั้งเครนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเหนือ

กรมชลฯ ยืนยันพร้อมรับมือฤดูฝน เร่งพร่องน้ำในอ่างฯ ระดมติดตั้งเครนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเหนือ

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.23 น.

กรมชลประทาน โดย นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ ยืนยันความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำหลากในช่วงฤดูฝน เผยปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ ขณะที่อ่างเก็บน้ำบางส่วนเริ่มพร่องน้ำเพื่อรองรับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น พร้อมติดตั้งเครนช่วยยกบานประตูระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

สำหรับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 67% และ 62% ตามลำดับ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง โดยรวมมีปริมาณน้ำ 75% และมี 4 อ่างที่ปริมาณน้ำเกิน 80% ได้แก่ อ่างฯ ห้วยแม่ออน (95.81%) อ่างฯ บ้านแม่ตะไคร้ (100.35%) อ่างฯ ห้วยแม่โก๋น (85.64%) และอ่างฯ สันหนอง (100.83%) ซึ่งได้ดำเนินการพร่องน้ำอย่างต่อเนื่องแล้ว

ด้านการเฝ้าระวังแม่น้ำปิง ทางโครงการฯ เฝ้าติดตามระดับน้ำในแม่น้ำปิงอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงสะพานนวรัฐในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยยืนยันว่าระดับน้ำในปัจจุบันยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติและปลอดภัย

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ทางโครงการฯ ได้ติดตั้งโอเวอร์เฮดเครน หรือเครนขนาด 20 ตัน ที่ฝายดอยน้อย ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยยกบานประตูระบายน้ำเพื่อการซ่อมแซมหรือบำรุงรักษาในกรณีที่มีเศษขยะหรือตอไม้มาติด โดยสามารถทำงานได้แม้จะมีปริมาณน้ำในลำน้ำปิงมาก ลดความเสี่ยงที่สลิงยกบานระบายจะชำรุดเหมือนในอดีต ปัจจุบัน ฝายดอยน้อยมีอัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 110 ลบ.ม./วินาที และสามารถเร่งระบายได้สูงสุดถึง 1,550 ลบ.ม./วินาที

-(016)

กรมชลฯ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ Net Zero Emission จ.ลำปาง

กรมชลฯ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ Net Zero Emission จ.ลำปาง

กรมชลฯ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ Net Zero Emission จ.ลำปาง

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

19 สิงหาคม 2568 กรมชลประทาน โดย นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ NetZero Emission จังหวัดลำปาง ระหว่างจังหวัดลำปาง และบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมี นายชุติเดช มีจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ร่วมลงนามกับ นายรัชกฤต สงวนชีวินSustainabilityDevelopment Division Manager บริษัท สยามคูโบต้าคอเปอร์เรชั่น จำกัด ณ โรงแรมทรีธารา ตำบลชมพู อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อผลักดันนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากภาวะโลกร้อน รวมถึงผลักดันนโยบายภาครัฐในการงดเผาฟางข้าว ต้นข้าวโพด และเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สร้างต้นแบบและรณรงค์การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ส่งเสริมสนับสนุนเผยแพร่องค์ความรู้การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร และส่งเสริมระบบการบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นพยานในพิธีลงนาม สร้างความร่วมมือและผลักดันโครงการNet Zero Emission จังหวัดลำปาง ให้เป็นจังหวัดต้นแบบในการขับเคลื่อนโครงการให้สำเร็จและเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

-(016)

อลังการ!! สาวงาม 77 จังหวัดจัดเต็มรอบชุดประจำชาติ Miss Universe Thailand 2025

อลังการ!! สาวงาม 77 จังหวัดจัดเต็มรอบชุดประจำชาติ Miss Universe Thailand 2025

อลังการ!! สาวงาม 77 จังหวัดจัดเต็มรอบชุดประจำชาติ Miss Universe Thailand 2025

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

สาวงาม 77 จังหวัดจัดเต็มรอบชุดประจำชาติ หรือ National Costume สำหรับเวทีการประกวด Miss Universe Thailand 2025 : The New Era โดย บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MGI ผู้ถือสิทธิ์ในการจัดประกวด Miss Universe Thailand โดย “ณวัฒน์ อิสรไกรศีล” ประธานกองประกวด Miss Universe Thailand & Vice President of Miss Universe Asiana ยิ่งใหญ่ ท่ามกลางแสง สี เสียงสุดอลังการ ณ MGI Hall ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK พระราม 9

หลังจากสาวงามทั้ง 77 จังหวัดเข้าเก็บตัวและเตรียมประชันมงกุฎเกียรติยศบนเวทีที่จะนำทางไปสู่จักรวาล  พร้อมแคมเปญพิเศษกับการประกวด INSPIRE U TO THE UNIVERSE เพราะเสียงของพวกเธอ คือพลังที่จะส่งต่อถึงผู้หญิงทั้งจักรวาล สร้างแรงขับเคลื่อนให้สังคมได้อย่างตรงจุด เพราะนอกจากความสวยที่เพียบพร้อมแล้ว สมองและทัศนคติของพวกเธอนั้นน่าชื่นชมเช่นกัน ก็มาถึงการประกวดในรอบชุดประจำชาติ หรือ National Costume  นอกจากจะได้ถึงเห็นความอลังการของชุดประจำจังหวัดที่เหล่าดีไซเนอร์สายเลือดไทย เนรมิตให้ผู้เข้าประกวดได้สวมใส่และนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย ทั้งการเลือกสรรผ้าและลวดลายเอกลักษณ์ไทย การตัดเย็บที่สุดแสนจะประณีตแล้ว  สาวงามผู้เข้าประกวดต่างถ่ายทอดออกมาให้เห็นถึงแก่นแท้และรากเหง้าของประเทศไทยอย่างเต็มที่ เพื่อช่วงชิงตำแหน่ง Best National Costume หรือชุดประจำชาติยอดเยี่ยม  ซึ่งสนับสนุนรางวัลโดย Numju Vitamin Whitening lotion & Rachi Body Bright UV Protection

สาวงามที่ผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย ได้แก่ MUTกรุงเทพมหานคร แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง MUTขอนแก่น ศศินันท์ กุหลาบ MUTนครพนม วริศยา แสวงการ MUTนครศรีธรรมราช กมลพร ทองพล MUTปทุมธานี อมองดีน กลาสเซต์  MUTพัทลุง แวเนสซ่า เดเซเร ทิมเฮเด MUTระยอง ดวงเดือน คอลลินส์ MUTราชบุรี ธารา ดิษฐะ-มาร์ชอลล์ MUTสระบุรี ปวีนา ซิงห์  MUTสุราษฎร์ธานี ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร ทั้งนี้ จะมีการประกาศผลผู้ชนะ Best National Costume และรองชนะเลิศอีก 4 ตำแหน่ง ในรอบตัดสิน Final Competition ค่ำคืนวันตัดสิน 23 สิงหาคม 2565 เวลา 19.00 น. ถ่ายทอดสดทาง Grand TV

การประกวด Miss Universe Thailand 2025  มีเป้าหมายชัดเจนในการค้นหาสาวงาม “The New Era” ที่จะมาเป็นตัวแทนประเทศไทยไปเฉิดฉายบนเวทีจักรวาล ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ในช่วงปลายปีนี้  โดยนางงามแห่งยุค MGI นอกจากจะต้องมีความสวยระดับ 4B (Beauty, Body, Brain, Business) แล้ว ยังต้องมีคุณค่าและแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น ภายใต้หลัก 3E (Elegance, Empowering, Entertainment) อีกด้วย ซึ่งทำให้การประกวดปีนี้เข้มข้นและน่าติดตามในทุกๆ รอบ

ร่วมเชียร์และติดตามกิจกรรม MISS UNIVERSE THAILAND ได้ในช่องทาง Facebook : Miss Universe Thailand / Instagram @missuniversethailand / X : @missu_thailand / TikTok : @officialmuth 

กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ ไอคอนคราฟต์ เปิดตัวนิทรรศการ “Future Fashion มหัศจรรย์แห่งเส้นใย 2025” โชว์ผลงานผ้าจากเส้นใยธรรมชาติที่ถูกถักทออย่างพิถีพิถันให้ได้รับชม

กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ ไอคอนคราฟต์ เปิดตัวนิทรรศการ “Future Fashion มหัศจรรย์แห่งเส้นใย 2025” โชว์ผลงานผ้าจากเส้นใยธรรมชาติที่ถูกถักทออย่างพิถีพิถันให้ได้รับชม

กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ ไอคอนคราฟต์ เปิดตัวนิทรรศการ “Future Fashion มหัศจรรย์แห่งเส้นใย 2025” โชว์ผลงานผ้าจากเส้นใยธรรมชาติที่ถูกถักทออย่างพิถีพิถันให้ได้รับชม

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ ICONCRAFT (ไอคอนคราฟต์) จัดนิทรรศการ “Future Fashion มหัศจรรย์แห่งเส้นใย 2025” ระหว่างวันที่ 19 – 23 สิงหาคม 2568 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม เพื่อนำเสนอผลงาน ผ้าทอจากเส้นใยธรรมชาติที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ผสานแนวคิดการออกแบบร่วมสมัยสู่เวทีแฟชั่นในอนาคต

นิทรรศการนำเสนอผลงานสิ่งทอที่ใช้เส้นใยธรรมชาติ อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าขนแกะ และเส้นใยจากท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน โดยมีการต่อยอดสู่ แฟชั่นโชว์ชุดพิเศษ จากดีไซน์เนอร์ไทย แบรนด์ TANDT แบรนด์ WISHARAWISH แบรนด์ Chai Gold Label แบรนด์ Irada แบรนด์ Theathe แบรนด์ Panya.me แบรนด์ Vickteerut แบรนด์ Fah chak แบรนด์ Vatit itthi ที่นำผ้าจากโครงการการใช้นวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน ไปสร้างสรรค์ชุดแฟชั่นร่วมสมัย สะท้อนถึงศักยภาพของวัตถุดิบธรรมชาติไทยที่สามารถก้าวสู่เวทีสากลได้ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้วัสดุที่ยั่งยืน ภายใต้ concept “Sustainable Fashion” ที่เน้นความยั่งยืนและการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบต่อโลก สนับสนุนชุมชนผู้ผลิต และส่งเสริมการใช้เส้นใยธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภค

นิทรรศการครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผลักดันงานหัตถกรรมไทยสู่แฟชั่นอนาคต โดยมุ่งหวังให้เกิดแรงบันดาลใจในการนำภูมิปัญญาไทยมาต่อยอดสู่การสร้างสรรค์เชิงพาณิชย์และการออกแบบอย่างยั่งยืน เผยให้เห็นพลังของ “เส้นใยธรรมชาติ” ในการสร้างสรรค์สิ่งที่งดงาม ยั่งยืน และมีคุณค่าทั้งต่อผู้สวมใส่และต่อสังคม สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line Official Account : https://lin.ee/LDYuwsY 

#กรมการพัฒนาชุมชน #ผ้าไทยใส่ให้สนุก #FutureFashion2025

ยูอาร์ซี ส่งต่อความห่วงใยสู่ชายแดนไทย-กัมพูชา และผู้ประสบอุทกภัย

ยูอาร์ซี ส่งต่อความห่วงใยสู่ชายแดนไทย-กัมพูชา และผู้ประสบอุทกภัย

ยูอาร์ซี ส่งต่อความห่วงใยสู่ชายแดนไทย-กัมพูชา และผู้ประสบอุทกภัย

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เดินหน้ายืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์วิกฤต บริษัท ยูอาร์ซี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวภายใต้แบรนด์ แจ็คแอนด์จิล (Jack’n Jill) นำโดย นายฐานันท์ สุวรรณรักษ์ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ประเทศไทย พร้อมด้วย นางสาวพรทิพย์ ลีลาเลิศวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อกำลังใจและความช่วยเหลือไปยังผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ด้วยพลังเล็กๆ ผ่านการมอบผลิตภัณฑ์แบรนด์ Jack’n Jill อันประกอบไปด้วย ฟันโอ คุกกี้, ฟันโอ แครกเกอร์, ดิวเบอร์รี่ เค้ก และ ดิวเบอร์รี่ ฟรุ๊ตพาย มูลค่ารวมกว่า 377,000 บาท ส่งมอบผ่านกองทัพบกโดย พลโท อานุภาพ ศิริมณฑล รองเสนาธิการทหารบก เป็นประธานรับมอบจากทางกองทัพบก เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา และเพื่อสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิกระจกเงา ในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วม

นายฐานันท์ สุวรรณรักษ์ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ประเทศไทย บริษัท ยูอาร์ซี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ยูอาร์ซี ดำเนินธุรกิจและเติบโตเคียงคู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ในฐานะผู้นำด้านขนมขบเคี้ยว เรามีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตต่างๆ โดยหวังว่าผลิตภัณฑ์ของเราจะช่วยสร้างร้อยยิ้ม กำลังใจ และช่วยบรรเทาความหิวในยามจำเป็นได้ ซึ่งสินค้าของเราอย่างคุกกี้ แครกเกอร์ และพัฟเค้ก นอกจากจะกินง่าย อิ่มท้องแล้ว ยังเก็บไว้ได้นาน เหมาะกับการใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เราจึงอยากส่งมอบความช่วยเหลือและน้ำใจให้ผู้ประสบภัย ผ่านความร่วมมือของพนักงานองค์กร ภาครัฐ มูลนิธิ รวมไปถึงองค์กรการกุศลในทุกภาคส่วน เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือ และพลังใจให้กับผู้ที่เดือดร้อนได้อย่างทันท่วงที”

ยูอาร์ซี ส่งเสริมและปลูกฝังให้พนักงานให้มีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่เสมอ โดยในครั้งนี้ เราส่งต่อความช่วยเหลือเพิ่มอีกทางผ่านมูลนิธิกระจกเงา โดยการส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ มูลค่ากว่า 110,000 บาท โดยพนักงานในองค์กรยังร่วมมือร่วมใจกันระดมทุนบริจาคเงินในครั้งนี้ด้วย ซึ่งการมีส่วนร่วมของพนักงานสะท้อนวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างความภาคภูมิใจและความร่วมมือในทีมงาน และหวังว่าความช่วยเหลือเหล่านี้จะเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยผ่านช่วงเวลายากลำบากได้

จากเจตนารมณ์ของเราที่ว่า “Delight everyone with good food choices” เราพร้อมส่งมอบผลิตภัฒฑ์ที่ดีและคุ้มค่าให้กับผู้บริโภค และพร้อมที่จะเดินหน้าตอบแทนและรับผิดชอบต่อสังคมในทุกมิติ ด้วยความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในเร็ววัน และเมื่อเราร้อยเรียงพลังของคนดีเข้าด้วยกัน เราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและผลักดันให้สังคมไทยเข้มแข็งและงดงามมากยิ่งขึ้น- นายฐานันท์ กล่าว

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จัดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’ แสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ของสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จัดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’  แสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ของสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จัดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’ แสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ของสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  จัดนิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม”  (Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage) จัดแสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม ทั้ง 8 แบบของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประกอบด้วย ฉลองพระองค์ชุดไทยเรือนต้น ฉลองพระองค์ชุดไทยจิตรลดา ฉลองพระองค์ชุดไทย อมรินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ฉลองพระองค์ชุดไทยดุสิต ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี ฉลองพระองค์ ชุดไทยศิวาลัย และฉลองพระองค์ชุดไทยจักรพรรดิ ที่มีความงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นต้นแบบในการทรงฉลองพระองค์ชุดไทยในรูปแบบต่างๆ และได้พระราชทานพระราชานุญาตให้สตรีไทยสามารถนำไปเป็นแบบอย่างในการตัดเย็บสวมใส่ จนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ชุดไทยพระราชนิยม” ซึ่งกลายเป็นต้นแบบชุดประจำชาติของสตรีไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ต่อมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชดำริว่า ประเทศไทยควรจะนำชุดไทยประจำชาติตามพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสนอต่อองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ซึ่งปัจจุบันได้ถูกบรรจุเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในปี 2569

นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมุ่งมั่นสืบสานพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงและสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยม ด้วยการต่อยอดให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ และเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านนิทรรศการ กิจกรรม และโครงการต่างๆ ที่พระองค์ทรงริเริ่ม ทั้งยังทรงสนับสนุนให้ประชาชนและคนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของการแต่งกายไทยในทุกโอกาส เพื่อให้ชุดไทยเป็นทั้งมรดกทางวัฒนธรรมและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานร่วมสมัย อันจะนำไปสู่การรักษาและเผยแพร่อัตลักษณ์ไทยให้คงอยู่คู่สังคมโลกอย่างภาคภูมิ

นิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม” (Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage) จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมการแต่งกายแบบไทย และเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยมให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ความเป็นมาได้ตระหนักถึงคุณค่าและเกิดแรงบันดาลใจในการร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน

นิทรรศการเปิดให้เข้าชมทุกวัน ณ ห้องจัดแสดง 1 พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ปิดจําหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น. บัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ ราค 150 บาท ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) ราคา 80 (โปรดแสดงบัตรประจําตัว) นักเรียนหรือนักศึกษา และเด็กอายุ 12 ปี – 18 ปี ราคา 50  บาท  เด็กอายุต่ำกว่า 12  ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย