‘หมอเปรม’แฉมีสว.อิทธิพลจ้องคว่ำงบ 69 หวังเปลี่ยน‘นายกฯ’ เปิดทางพรรคที่หนุนกลับสู่อำนาจ

‘หมอเปรม’แฉมีสว.อิทธิพลจ้องคว่ำงบ 69 หวังเปลี่ยน‘นายกฯ’ เปิดทางพรรคที่หนุนกลับสู่อำนาจ

‘หมอเปรม’แฉมีสว.อิทธิพลจ้องคว่ำงบ 69 หวังเปลี่ยน‘นายกฯ’ เปิดทางพรรคที่หนุนกลับสู่อำนาจ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.47 น.

‘หมอเปรม’แฉมีสว.อิทธิพลจ้องคว่ำงบ 69 หวังเปลี่ยน‘นายกฯ’ เปิดทางพรรคที่หนุนกลับสู่อำนาจ

20 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แสดงความกังวลอย่างรุนแรง หลังมีกระแสข่าวว่า สว.บางกลุ่มที่มีอิทธิพลสูงภายในวุฒิสภา เตรียมดำเนินการ “คว่ำ” ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและการพัฒนาประเทศ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การเลื่อนวันพิจารณางบประมาณจากเดิมกำหนดวันที่ 25-26 สิงหาคม เป็นวันที่ 1-2 กันยายน ถือเป็นความตั้งใจของสว.กลุ่มที่มีอิทธิพลในวุฒิสภา ตั้งใจประชุมหลังวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29 สิงหาคมคดีปมคลิปเสียง ซึ่งถ้าผลการวินิจฉัยเป็นลบกลับทางนายกรัฐมนตรี จะเข้าทางสว.กลุ่มนี้ เป็นไปโรดแมปมืดทางการเมืองของกลุ่ม สว.พวกนี้ทันที เพื่อหวังผลให้เกิดความวุ่นวายในสภาและเปิดช่องให้สรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้าทางพรรคการเมืองที่ตนเองแอบหนุน หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง จะนำไปสู่สถานการณ์ฉุกเฉินทางการเมืองและสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศชาติ

ทั้งนี้ การเลื่อนพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณไปวันหลังการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเพียงเหตุผล “บังหน้า” หรือไม่ เพราะกลุ่ม สว.เดียวกันนี้เป็นผู้ยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีมีส่วนได้เสีย และมีส่วนในกระบวนการทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงในขณะนี้ นี่เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เร่งด่วนและชัดเจนต้องการจะทำลายเสถียรภาพของรัฐบาล เป็นการกระทำที่หวังผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ และถ้ามันเกิดขึ้นจริง ผลลัพธ์จะเป็นหายนะสำหรับบ้านเมืองแน่นอน” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองธรรมดา แต่เป็นโรดแมปมืดมันคือการใช้อำนาจเพื่อตอกย้ำผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยไม่แคร์ความเสียหายของชาติบ้านเมือง การขัดขวางงบประมาณในสถานการณ์เช่นนี้ คือการกระทำที่เห็นแก่ตัวและไร้ความรับผิดชอบที่สุด จึงขอภาวนาไม่ให้เรื่องที่ได้ยินมาสว.บางกลุ่มจะคว่ำงบประมาณไม่เป็นเรื่องจริง” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

นพ.เปรมศักกดิ์ กล่าวว่า สว.กลุ่มดังกล่าวมีความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับพรรคการเมืองที่เคยร่วมรัฐบาลมาก่อน แต่เมื่อวันนี้พรรคการเมืองนี้ไม่ได้ร่วมรัฐบาลกับ สว.กลุ่มนี้กลับมีท่าทีเปลี่ยนไป กลายเป็นฝ่ายต่อต้าน งบประมาณปี 2568 ก็ยังสนับสนุนดีเพราะตัวเองร่วมรัฐบาลสว.ก็สนับสนุน แต่พอไม่ได้ร่วมรัฐบาลกลับคว่ำงบประมาณปี 2569  ซึ่งสว.กลุ่มใหญ่ที่มีอิทธิพลก็เห็นดีเห็นงามด้วย การเมืองในวุฒิสภาไม่บริสุทธิ์เท่าที่ควร และเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องตื่นตัว

“วุฒิสภาในอดีตมีบทบาทสนับสนุนการพัฒนาประเทศผ่านพ.ร.บ.งบประมาณประจำปี และไม่เคยมีการแสดงออกแบบขาดวุฒิภาวะทางการเมือง ผมเชื่อว่าประชาชนและ สว.ส่วนใหญ่จะไม่ยอมให้เกิดการคว่ำงบประมาณขึ้นเด็ดขาด เพราะงบประมาณเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศ ไม่มีใครสมควรจะใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายรัฐบาลหรือบ้านเมือง เราต้องยืนหยัดเพื่อประเทศ ไม่ใช่ยืนอยู่ข้างการทำลายล้าง” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

‘ศบ.ทก.’ลั่นดิ้นไม่หลุด หลักฐานชัดสาธิตใช้ทุ่นระเบิด ชงเข้าบอร์ด‘อนุสัญญาออตตาวา’

‘ศบ.ทก.’ลั่นดิ้นไม่หลุด หลักฐานชัดสาธิตใช้ทุ่นระเบิด ชงเข้าบอร์ด‘อนุสัญญาออตตาวา’

‘ศบ.ทก.’ลั่นดิ้นไม่หลุด หลักฐานชัดสาธิตใช้ทุ่นระเบิด ชงเข้าบอร์ด‘อนุสัญญาออตตาวา’

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

‘ศบ.ทก.’ชี้หลักฐานชัดพูดเขมรสาธิตใช้ทุ่นระเบิด ผู้สังเกตการณ์เห็นหมดวิถียิง ซัดใช้เจตนาดีมาทำร้ายไทย ‘กต.’จวกกัมพูชาเล่นละครฉากใหญ่ หวังประชาคมโลกกดดัน เผย 22 ส.ค.ประชุมคณะกรรมการกรอบอนุสัญญาออตตาวา ทูตไทยเตรียมนำเสนอข้อมูล-หลักฐาน

20 สิงหาคม 2568 เวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนทั่วไปไม่ปรากฏเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญ สถานการณ์โดยทั่วไปอยู่ในสภาวะปกติ และช่วงที่ผ่านมาประชาชนอาจเห็นการตรวจพบโทรศัพท์มือถือของฝ่ายกัมพูชา โดยกองทัพเรือพบหลักฐานสำคัญ ยืนยันว่าทหารกัมพูชาลักลอบการใช้ทุ่นระเบิดสังหารชนิด PMN-2 ที่ภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ ที่ชุดเก็บกู้กวาดล้างที่ 1 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท. ทร.) ตรวจพบเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ซึ่งเป็นโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ทิ้งไว้ในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่พบคลิปวิดีโอ และภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าทหารกัมพูชากำลังถือทุ่นระเบิดพร้อม ในคลิปมีเสียงพูดเป็นภาษาเขมร คาดว่าเป็นการสาธิตการใช้งานของทุ่นระเบิดก่อนนำไปลักลอบฝังในพื้นที่ชายแดนไทย หลักฐานดังกล่าวทางโทรศัพท์ ระบุวันเวลาและสถานที่และโลเคชั่นชัดเจน

“นับว่าเป็นพยานหลักฐานที่ยืนยันการละเมิดข้อตกลงการใช้ทุนระเบิดขัดต่อสัญญาระหว่างประเทศร้ายแรง ซึ่งกองทัพได้จัดส่งให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อนำไปเป็นหลักฐานประกอบเพื่อยืนยันการละเมิดข้อตกลงของทางกัมพูชาที่จะนำเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการของอนุสัญญาออตตาวาที่จะมีการประชุมในวันที่ 22 ส.ค. นี้ และการปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามไว้”

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 18-20 ส.ค. ได้มีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (ไอโอที) ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ได้ฟังการชี้แจงแนวทางการยิงของฝ่ายกัมพูชา โดยอาวุธจรวด BM 21 เข้ามาในฝั่งไทยทำให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตามที่ปรากฏเป็นข่าว รวมถึงลงพื้นที่ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดและมีการตรวจพบทุ่นระเบิด และได้ให้เห็นถึงการปฏิบัติงานของฝ่ายไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่มีการตรวจพบดังกล่าวด้วย รวมทั้งยังเห็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยช่วยเหลือในการส่งศพของทหารกัมพูชาที่ยังตกค้างในพื้นที่เดิม ซึ่งกัมพูชาปฏิเสธที่จะรับศพต่างๆกลับไปยังประเทศ แต่หลังจากที่เรามีการเจรจาทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว ขอให้ฝ่ายกัมพูชายอมรับนำศพกลับไป ซึ่งให้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยช่วยเหลือในการเก็บกู้ศพและส่งคืนไปยังฝ่ายกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว และวันนี้ผู้สังเกตการณ์จะไปสังเกตการณ์การควบคุมเชลยศึก 18 คน ตามอนุสัญญาเจนีวา

พล.ร.ต.สุรสันต์ ระบุว่า หลังจากนี้เมื่อเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนและสังเกตการณ์ของคณะไอโอที ทางฝ่ายไทย โดยกองบัญชาการกองทัพไทยจะประชุมส่งผลการปฏิบัติในวันที่ 21 ส.ค. รวมทั้งจัดตั้งสำนักงานประสานงานกับคณะผู้สังเกตการณ์ที่กองบัญชาการกองทัพไทย และคณะผู้สังเกตการณ์จะนำข้อมูลที่ได้ไปนำเรียนในสายงานกองทัพของตนเอง ปัจจุบันทางคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนดังกล่าวจะใช้สำนักงานคณะผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทยในการประสาน

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในเรื่องของพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เดิมเคยเป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่ฝ่ายไทยให้คนกัมพูชาที่หนีภัยสู้รบจากสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชาได้พักอาศัย แต่เมื่อสถานการณ์สิ้นสุดลงแม้ผู้อพยพส่วนใหญ่เดินทางกลับ แต่ยังมีบางส่วนคงค้างอยู่ในพื้นที่และขยายเป็นชุมชนรุกล้ำแผ่นดินประเทศไทย การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจปี 2543 อย่างชัดเจน เราใช้เวลากว่า 10 ปีในการแก้ปัญหา ได้ประท้วงหลายครั้งไปยังฝ่ายกัมพูชา โดยประเทศไทยได้แสดงถึงเจตนารมณ์แน่วแน่ในการปฏิบัติตนเพื่อเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร พร้อมทั้งหารือข้อขัดแย้งผ่านกลไกทวิภาคีที่เหมาะสม แต่ฝ่ายกัมพูชากลับใช้ประชาชนของตนเป็นกำแพงมนุษย์ เข้ามารุกล้ำในเขตอธิปไตยของไทยอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดบริเวณชายแดน ประเด็นนี้โดนบิดเบือน นำความช่วยเหลือของไทยไปบุกรุกพื้นที่อธิปไตยของไทย และทำให้คนไทยที่เคยทำมาหากินในพื้นที่ต้องออกจากพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจของทางฝ่ายกัมพูชา และเจตนาร้ายในการรุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน ยืนยันว่าการติดตั้งแนวเครื่องกีดขวางเป็นสิทธิในการปกป้องและคุ้มครองความปลอดภัยให้กับประชาชนคนไทย ป้องกันการลุกลามไม่ให้เข้ามา และป้องกันการลักลอบวางทุ่นระเบิดจากฝ่ายกัมพูชา

ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับการลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ที่ จ.ศรีสะเกษ นอกเหนือจากคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (ไอโอที) แล้ว จะมีกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ที่ได้จัดคณะลงพื้นที่เป็นครั้งที่ 2 ด้วย หลังจาก กต.ได้ลงพื้นที่ไปแล้วเมื่อวันที่ 16 ส.ค. โดยครั้งนี้ต่างจากครั้งแรกคือ เป็นการลงพื้นที่ที่เป็นเรื่องของทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นการเฉพาะ และมี รมว.ต่างประเทศ นำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน คณะทูตผู้แทนจากรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมทั้งสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศที่ร่วมคณะลงพื้นที่ในครั้งนี้

นางมาระตี กล่าวว่า ตลอดช่วงการลงพื้นที่ในครั้งนี้ คณะทูตองค์การต่างๆ และสื่อมวลชนได้รับฟังข้อมูลและได้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์จากทุ่นระเบิดและอาวุธอื่นๆ ที่ฝ่ายไทยได้เก็บกู้ ซึ่งเป็นการลอบวางใหม่โดยฝ่ายกัมพูชา ที่มีเจตนาใช้และได้ใช้ไปเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนที่พาไปด้วยในครั้งนี้ โดยเฉพาะสื่อต่างประเทศให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยเป็นโอกาสที่เขาได้สัมผัสกับทุ่นระเบิดเอง และได้สอบถามเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งตอนนี้ยังมีคำถามตามมาเยอะพอสมควร ทาง กต.ยินดีที่จะประสานข้อมูลให้กับสื่อต่างประเทศ เพื่อที่ให้เขาได้เผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงไปสู่โลกภายนอกอย่างเป็นระบบอีกทางหนึ่ง

“การลงพื้นที่ของคณะผู้แทนจากต่างประเทศครั้งนี้ ย้ำชัดว่าไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ไม่มีอะไรที่จะปิดบัง และสะท้อนด้วยว่าเป็นฝ่ายกัมพูชาที่พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง กำลังเล่นละครฉากใหญ่โดยอ้างเป็นผู้ถูกกระทำอย่างไร้หลักฐานมาโดยตลอด จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาคมระหว่างประเทศจะพิจารณาทบทวนความช่วยเหลือที่ให้กับกัมพูชาในเรื่องของการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และร่วมกดดันให้กัมพูชาปฏิบัติตามพันธะกรณีในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา รวมทั้งข้อตกลงการหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา” นางมาระตี กล่าว

นางมาระตี กล่าวว่า ตามที่มีรายงานข่าวเรื่องคลิปวิดีโอที่เก็บภาพทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดในไทย ยังมีความพยายามบิดเบือนจากฝ่ายกัมพูชาว่าเป็นนักแสดงไทยที่นำชุดทหารกัมพูชามาสวมใส่และแสดงละคร จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่าคลิปวิดีโอที่เก็บภาพเหตุการณ์เป็นเหตุการณ์จริง และจะนำไปประกอบเป็นหลักฐาน ข้อมูลที่ฝ่ายไทยจะนำไปชี้แจงฟ้องกัมพูชาได้อย่างดีในกรอบของอนุสัญญาออตตาวา ที่ กต.กำลังเดินเรื่องอยู่ และในวันที่ 22 ส.ค.จะมีการประชุมของคณะกรรมการของกรอบอนุสัญญาออตตาวา ที่ดูแลเรื่องของการปฏิบัติตามอนุสัญญาเป็นการเฉพาะ ซึ่งคณะกรรมการได้มีการประชุมก่อนหน้านี้หลายรอบแล้ว ซึ่งเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทย ณ นครเจนีวา จะเข้าร่วมและนำเสนอข้อเท็จจริง ข้อมูล หลักฐานทั้งหมดที่ฝ่ายไทยเก็บมา เพื่อที่จะเป็นข้อมูลชี้แจงที่มีน้ำหนัก

นางมาระตี กล่าวว่า เรื่องความร่วมมือของไทยในกรอบของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี) ในช่วงวันที่ 11 – 14 ส.ค.ที่ผ่านมา กต. กระทรวงมหาดไทยและกองทัพบก ได้นำผู้แทนของไอซีอาร์ซีลงพื้นที่ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการรับทราบข้อมูลความเสียหายต่อพลเรือนของไทย และผลกระทบกับประชาชนจากสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทย – กัมพูชา รวมทั้งการโจมตียังไม่เลือกเป้าหมายของฝ่ายกัมพูชา ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นอีกตัวอย่างสำคัญของความพร้อมที่ฝ่ายไทยมีให้ในเรื่องของความร่วมมือกับ ไอซีอาร์ซี และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ด้วย ไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หลักสิทธิมนุษยชนตลอดจนหลักปฏิบัติสากลต่างๆ

นางมาระตี กล่าวว่า ขอความร่วมมือประชาชน และสื่อมวลชนทุกคน ให้ระมัดระวังการนำเสนอข่าวบิดเบือนในขณะนี้ และช่วยกันแชร์ข้อมูลชี้แจงตอบโต้ข่าวบิดเบือนที่ทางราชการได้จัดทำไว้ ช่วงนี้อาจจะดีขึ้นนิดนึง เพื่อจะตอบโต้การจัดฉากที่นำเสนอโดยฝ่ายกัมพูชา อย่างเช่น ในกรณีที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ซึ่งกองทัพบกได้ชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้ว และ กต.ได้ออกแถลงการณ์เสริม ชี้แจงถึงมุ่งมั่นของฝ่ายไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรม และให้ความช่วยเหลือชาวกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว แต่ฝ่ายกัมพูชากลับบิดเบือนประเด็นนี้ ซึ่งเป็นท่าทีและเจตนาที่ยั่วยุให้เกิดความเข้าใจผิดความ ตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น เป็นสิ่งที่สองฝ่ายไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง จริงๆ ตอนนี้เราควรต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา และหาทางออกร่วมกันด้วยสันติวิธี ขอฝากความหวังไว้กับพี่น้องที่เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (อาร์บีซี) และอีกไม่กี่สัปดาห์จะเป็นการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ในเรื่องนี้ ช่วยกันหารือในประเด็นเรื่องของข่าวปลอมเป็นการเฉพาะ เพื่อที่จะสามารถลดความลดระดับความตึงเครียดต่อไปได้

‘ชัยวุฒิ’หนุนกองทัพติดตั้งรั้วลวดหนามสกัดรุกล้ำ จี้รบ.ทวงคืนผืนแผ่นดิน-ปกป้องอธิปไตย ซัดคลิปทหารเขมรวางระเบิดชัด

'ชัยวุฒิ'หนุนกองทัพติดตั้งรั้วลวดหนามสกัดรุกล้ำ จี้รบ.ทวงคืนผืนแผ่นดิน-ปกป้องอธิปไตย ซัดคลิปทหารเขมรวางระเบิดชัด

‘ชัยวุฒิ’หนุนกองทัพติดตั้งรั้วลวดหนามสกัดรุกล้ำ จี้รบ.ทวงคืนผืนแผ่นดิน-ปกป้องอธิปไตย ซัดคลิปทหารเขมรวางระเบิดชัด

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.34 น.

‘ชัยวุฒิ’ไม่แปลกใจ’เขมร’โยนไทยจัดฉาก คลิปทหารเขมรวางระเบิด PMN-2 ไม่กดดันรัฐบาลเร่งแก้ปัญหากัมพูชารุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ย้ำชาวไทยเดือดร้อนกว่า40ปี รัฐบาลต้องทวงคืนผืนแผ่นดินและปกป้องอธิปไตย พร้อมหนุนกองทัพติดตั้งรั้วลวดหนามสกัดการบุกรุกและผลักดันดำเนินคดีต่อผู้นำกัมพูชาในศาลไทย–ศาลโลก

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 20 ส.ค.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงกรณี ชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดกองทัพเรือ พบโทรศัพท์มือถือบนภูมะเขือ ตรวจสอบภายในเครื่องพบคลิปหลักฐานทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิด PMN-2 ขณะสำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา ออกมาโต้ทหารไทยจัดฉาก ว่า ส่วนตัว ไม่แปลกใจกับท่าทีของฝ่ายกัมพูชา เหตุไม่เคยยอมรับอะไรอยู่แล้ว ปฏิเสธทุกเรื่อง แต่ความจริงก็คือความจริง เชื่อว่าจะเป็นหลักฐานชัดเจนให้นานาชาติได้เห็นว่า กัมพูชาวางทุ่นระเบิดจริง  

ส่วนคำชี้แจงของกองทัพบกเกี่ยวกับพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเคยเป็นที่พักพิงชั่วคราวของผู้ลี้ภัยกัมพูชา แต่กลับถูกขยายชุมชนจากฝั่งกัมพูชา ถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 แม้ฝ่ายไทยจะยึดแนวทางเจรจาและอดทนมาโดยตลอด แต่กัมพูชายังคงรุกล้ำอย่างไม่เกรงใจ ทำให้ประชาชนไทยในพื้นที่ต้องเสียสิทธิในที่ดินของตนเองมานานหลายสิบปี

นายชัยวุฒิระบุว่า การกระทำของกัมพูชาไม่เพียงสะท้อนความไม่จริงใจ แต่ยังเป็นการฉวยโอกาสจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ไทยเคยมอบให้ พร้อมย้ำคำถามจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการใดในการทวงคืนผืนแผ่นดินและคืนความเป็นธรรมให้คนไทยที่ต้องทนทุกข์มานานกว่า 40 ปี

ในส่วนของมาตรการป้องกัน พรรคพลังประชารัฐสนับสนุนการติดตั้งรั้วลวดหนามในเขตแดนไทย เพื่อสกัดการบุกรุกและการวางทุ่นระเบิด โดยยืนยันว่าไม่ขัดต่อข้อตกลงคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายงดสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำเขตแดน

นอกจากนี้ นายชัยวุฒิยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลไทยเตรียมฟ้องร้องสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่าตนสนับสนุนอย่างเต็มที่ พร้อมผลักดันให้ไทยยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) โดยเชื่อว่ามีหลักฐานเพียงพอ ทั้งในประเด็นการโจมตีพลเรือน การวางทุ่นระเบิด และปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ที่มีข้อมูลเชื่อมโยงถึงผู้นำกัมพูชา

นายชัยวุฒิยังเห็นด้วยกับข้อเสนอของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ที่ให้รัฐบาลไทยนำเรื่องนี้เข้าสู่เวทีโลก เพื่อเอาผิดสมเด็จฮุน เซนในฐานะอาชญากรสงคราม โดยย้ำว่าพรรคพลังประชารัฐจะยืนเคียงข้างประชาชนและกองทัพไทย เพื่อปกป้องทุกตารางนิ้วของผืนแผ่นดินไทยจากการรุกราน 

‘ผู้แทนฯ’ จวก ‘ฟู้ดคอร์ทสภาฯแห่งใหม่’ แพงเวอร์ เดือดร้อนลามแม่บ้าน ‘วันนอร์’ โร่แจง!

‘ผู้แทนฯ’ จวก ‘ฟู้ดคอร์ทสภาฯแห่งใหม่’ แพงเวอร์ เดือดร้อนลามแม่บ้าน ‘วันนอร์’ โร่แจง!

‘ผู้แทนฯ’ จวก ‘ฟู้ดคอร์ทสภาฯแห่งใหม่’ แพงเวอร์ เดือดร้อนลามแม่บ้าน ‘วันนอร์’ โร่แจง!

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.05 น.

‘ผู้แทนฯ’ ได้ทีระดมสับ ‘ฟู้ดคอร์ทสภาฯแห่งใหม่’ แพงเวอร์ ข้าราชการโวย เดือดร้อนลาม ‘แม่บ้าน’ ด้าน ‘วันนอร์’ โร่แจงเริ่มปรับลดราคาลงมาแล้ว เพื่อเหมาะสม แนะใช้ ‘สโมสรชั้น 5’ ให้คุ้มก่อนขยายไปห้องอื่น ขณะที่ ‘ปธ.กมธ.กิจการสภาฯ’ เผยสัปดาห์หน้าเรียกถกเคลียร์แก้ปัญหา 

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในเปิดให้สมาชิกหารือสส.พรรคร่วมรัฐบาล อาทิ โดยนายธีระชัย แสนแก้ว สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย หารือเกี่ยวกับห้องอาหารใหม่ของสภาฯ ชั้น B2 พบว่าทั้งข้าราชการ สื่อมวลชนบ่นว่าราคาอาหารแพง และแม่บ้านของสภาฯ ไม่สามารถรับประทานอาหารที่นั่นได้ ต้องเดินไปซื้ออาหารที่ฝั่งวุฒิสภาที่ที่ราคาถูกกว่า ขอฝากให้ประธานสภาฯพิจารณาว่าในสภาวะเศรษฐกิจนี้ควรลดราคาอาหารลงมา ไม่ทราบว่าบริษัทไหนประมูลหรือไม่ทราบว่าทางสภาฯเก็บค่าเช่า แพงหรือไม่แพง ถ้าเขาเอาเปรียบผู้บริโภคก็เชื่อว่าประธานสามารถจัดการได้เพราะไม่ควรเอากำไรเกินควร

ด้านนายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนในฐานะเป็นคณะกรรมการสโมสรรัฐสภา เรามีการพูดถึงการใช้พื้นที่รัฐสภาของสโมสรเพื่อใช้ประโยชน์ต่างๆ ตนทราบว่าเรามีพื้นที่ชั้น 5 และยังไม่ชัดเจนในพื้นที่ชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่โรงอาหารเดิม และโรงอาหารใหม่ได้ย้ายไปอยู่ชั้น B2 ทราบว่าวันที่ 19 ส.ค. มีการประชุมคณะกรรมการสโมสรรัฐสภากับประธานสภาฯในเรื่องการใช้ประโยชน์ของพื้นที่อาคาร 

“ผมได้รับเรื่องร้องเรียน เรื่องโรงอาหารใหม่ที่ชั้น B2 ราคาค่าอาหารแพงจะกระทบต่อข้าราชการสภาฯ รวมถึงมีประชาชนที่เข้ามายังสภาฯด้วย จึงอยากทราบว่าได้มีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรบ้าง” นายร่มธรรม กล่าง

ขณะที่ประธานสภาฯ ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค. มีการประชุมฝ่ายบริหารของสภาฯแล้ว โดยมีการปรับปรุงเรื่องคุณภาพ ความสะอาดให้ถูกสุขอนามัย และเรื่องราคาที่แพงทราบว่าวันนี้ทางฝ่ายผู้ขายได้ลดราคาลงมาเกือบทุกอย่างแล้ว เช่น ข้าวแกงถ้ากับข้าวอย่างเดียว 35 บาท 2 อย่าง 45 บาท 3 อย่าง ราคา 55-60 บาท แต่ก็ต้องไปตรวจสอบอีกครั้ง 

“เรื่องราคาอาหารผมก็กังวล และวันนี้ต้องลดราคา หากมีคนร้องเรียนมาอีก ก็ต้องปรับกันอีก ขอให้ทุกคนตรวจสอบอีกครั้ง” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

ประธานสภาฯ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่เราต้องการมากที่สุดคือความสะอาด เรื่องเหล่านี้มีคณะกรรมการดูแลอยู่ โดยเฉพาะเรื่องราคาให้มีความเป็นธรรม เราจัดระบบแบบนี้เพื่อต้องการให้ภาพพจน์ของโรงอาหารสภาฯมีความเรียบร้อย และย้ำว่าเรื่องราคาจะไม่ให้ใครมาใช้พื้นที่ของสภาฯมาหาผลประโยชน์ โดยไม่ดูแลความเดือดร้อนของข้าราชการ ส่วนเรื่องสโมสรชั้น 5 เนื่องจากมีพื้นที่หลายห้องและยังไม่เปิดใช้ ซึ่งตนได้พูดชัดเจนในที่ประชุมว่าขอให้ชั้นพื้นที่สโมสรชั้น 5 ให้เต็มที่ ถ้าไม่พอจริงๆ และสมาชิกต้องการใช้ประโยชน์กับสมาชิกและประชาชนที่เข้ามายังสภาฯ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีก็จะพิจารณาให้สำหรับห้องที่ว่าง 

“เราไม่ได้ใช้เพื่อใคร แต่เพื่อสมาชิกทุกคน จึงอยากให้ทางสโมสรพิจารณา และดำเนินการชั้น 5 ที่มีหลายห้อง ถ้าไม่พอก็ไม่มีปัญหา เพราะพื้นที่สภาฯเป็นของทุกคน” ประธานสภาฯ ระบุ 

ส่วนนายประเสริฐ บุญเรือง สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)กิจการสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงด้วยว่า ได้รับทราบปัญหาเรื่องราคาอาหารภายในโรงอาหารรัฐสภา จากเพื่อนสมาชิกที่ได้มีการหารือแล้ว ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ตนกำลังพิจารณาอยู่ และได้ปรับลดราคาอาหารลงมาแล้วบางส่วน ทั้งนี้ สัปดาห์หน้าจะเชิญผู้บริหารมาหารือเรื่องนี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการประสานเพื่อนำสู่การแก้ไข

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ภูมิธรรม’เซ็น‘ประกาศกระทรวงมหาดไทย’ อุ้ม ‘แรงงานเขมร’ มันยิ่งกว่าทุบบาดแผลหัวใจคนไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ภูมิธรรม’เซ็น‘ประกาศกระทรวงมหาดไทย’ อุ้ม ‘แรงงานเขมร’ มันยิ่งกว่าทุบบาดแผลหัวใจคนไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ภูมิธรรม’เซ็น‘ประกาศกระทรวงมหาดไทย’ อุ้ม ‘แรงงานเขมร’ มันยิ่งกว่าทุบบาดแผลหัวใจคนไทย

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.51 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา จนถึงวันนี้ ยังไม่มีความไว้วางใจ กำลังพลทหารไทยยังคงตรึงกำลังเตรียมตลอดแนวชายแดนเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยด้วยความไม่ประมาท ในขณะที่ประชาชนชาวไทยที่อาศัยยังหวาดผวากับการยิงถล่มจากกัมพูชา ในวันที่กลิ่นกระสุนปืนชายแดน ยังคละคลุ้งอยู่ แถมทุกวันนี้ยังมีโดรนบินเข้ามาป่วนอย่างต่อเนื่อง แทบไม่ได้หลับได้นอน ทุกพื้นที่ต้องช่วยกันเฝ้าระวัง

แต่เหนือความคาดหมาย เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม2568 ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับหนึ่ง ที่ทำให้ผู้คนทั้งประเทศต้องชะงักกับสิ่งที่ได้เห็นขณะประเทศไทยเรายังมีข้อพิพากกับกัมพูชาที่ไม่มีท่าทีที่จะจบลงได้ง่ายๆเลย 

โดยเฉพาะ”ประกาศกระทรวงมหาดไทย”ที่เซ็นต์โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2568

ใน เรื่อง การยกเว้นข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ มีสาระสำคัญ คือ การผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักร ตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 พำนักและทำงานต่อในประเทศไทยได้อีก 6 เดือน

โดยอ้างอิงตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ด้วยเหตุผล“ด้านมนุษยธรรม”เหตุผลที่รัฐบาลให้ คือ มาตรการควบคุมการผ่านแดนของทั้งสองประเทศ ทำให้แรงงานกัมพูชาที่ทำงานแบบไป-กลับ หรือทำงานเป็นฤดูกาลในเขตชายแดน ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ เมื่อสิทธิพำนัก หรือสัญญาจ้างสิ้นสุดลง ดังนั้น เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสภาพค้างคาในไทย จึงเปิดทางให้แรงงานกลุ่มนี้อยู่ต่อไปได้

แต่ทว่าภาพที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยได้เห็น กลับไม่ใช่การ“ช่วยเหลือเพื่อนบ้าน”แต่เป็นการยื่นบัตรผ่านให้ประเทศที่เพิ่งทำร้ายประชาชนคนไทยเราบริเวณชายแดน ทั้งที่คราบเลือดของคนไทยบางคนและทหารกล้ายังไม่ทันจาง

จากประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ ปรากฎว่าในโลกออนไลน์โลกโซเซียลมีเสียงสะท้อนออกมาอย่างรุนแรงมีทั้งถ้อยคำประชดว่า“มนุษยธรรมคงหมดสต็อกในประเทศนี้ เลยต้องส่งไปให้เพื่อนบ้าน”บ้างก็ได้กระแซะอีกว่า“ถ้ายิงมาอีกครั้ง คราวหน้าก็ให้สิทธิอยู่ถาวรเลยดีไหม”

อีกหลายคนมองว่า”นี่คือการตบหน้าผู้สูญเสียในแนวหน้า” ในขณะที่บางโพสต์สั้น กระชับได้ใจมากๆเพียงคำว่า#มนุษยธรรมขายชาติ แต่กลับไหลขึ้นเทรนด์ราวกับไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมอะไรเลย

ในประกาศฯ ยังลงรายละเอียดเงื่อนไขอย่างครบถ้วน ให้แรงงานกัมพูชา ตั้งแต่การอนุญาตให้อยู่ต่อ 6 เดือน การรายงานตัวภายใน 15 วัน และทุก 30 วัน หลังจากนั้น การให้เวลาอีก 7 วัน เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ ไปจนถึงเหตุแห่งการสิ้นสุดสิทธิ์ เช่นถูกพิพากษาจำคุก มาตรการชายแดนกลับสู่ภาวะปกติ ฝ่าฝืนข้อกำหนด เดินออกนอกพื้นที่ หรือ ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ

ทั้งหมดนี้ อาจดูรัดกุมบนกระดาษ แต่สำหรับคนที่เฝ้าแนวชายแดนในแนวหน้านั้น มันไม่ต่างจากการแขวนป้าย“เชิญชวน”ให้ประเทศที่เพิ่งปล่อยกระสุนยิงกระหน่ำถล่มใส่ประชาชนคนไทยในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนจนต้องอพยพออกจากบ้านหนีตายกันเกือบ2แสนคน เป็นเรื่องที่ทุกคน ยังขวัญผวาอยู่ไม่ไว้วางใจ และไม่รู้จะเกิดยิงถล่มกันอีกเมื่อไหร่

เรื่องนี้ในเชิงโครงสร้าง นี่ไม่ใช่การตัดสินใจเพียงลำพังของผู้ลงนาม นายภูมิธรรม เวชยชัย เท่านั้น แต่เป็นผลของมติคณะรัฐมนตรีทั้งชุด ตามหลักความรับผิดร่วมที่ทุกคน ต้องแบ่งปันภาระและผลจากการตัดสินใจในครั้งนี้ จะกลายเป็นตราบาป ติดไปตลอดกับรัฐบาล ครม.ชุดนี้

หากภายหลังพบว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคง ความผิดย่อมไม่หยุดอยู่ แค่ปลายปากกาของนายภูมิธรรม

แต่สุดท้ายจะลามไปถึงทุกรัฐมนตรีที่ในครม. เพราะทุกเสียงเห็นชอบ คือ ห่วงโซ่เดียวกัน นั่งในเรือลำเดียวกัน

แม้ผู้สนับสนุนรัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทย อาจรีบยืนยันว่า นี่เป็นการช่วย“ประชาชนผู้บริสุทธิ์”ของกัมพูชาซึ่งดูแล้วเหมือนรัฐบาลจะเป็นห่วงใยแรงงานกัมพูชามากกว่าประชาชนคนไทยและทหารกล้าในแนวหน้า เพราะในสายตาคนไทยทุกคน ต่างให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของคนในชาติ

การใช้คำว่า”มนุษยธรรม”ในห้วงเวลาที่คนไทย ยังโศกเศร้ากับร่องรอยกระสุนปืนที่ถูกยิงถล่มโจมตีพลเรือน จนมีคนสูญเสีย บาดเจ็บ จนต้องอพยพจากบ้านเรือนหนีตาย เรื่องนี้จึงถูกมองว่าเป็นเพียงผ้าคลุมที่พยายามบังความจริงว่า เรากำลังเปิดแขนอ้ารับคนจากประเทศที่เพิ่งรุกรานทำให้เลือดคนไทยไหลหลั่งบนแผ่นดินไทยได้อย่างไร

ปฏิกิริยาในสื่อสังคมออนไลน์ จึงไม่เพียงแค่คัดค้านแต่กลายเป็นการประณามอย่างเปิดเผยคำว่า”มนุษยธรรม”ที่หลุดออกมาจากครม.ชุดนี้ จะถูกตีความกลับเป็นสัญลักษณ์ของ“จริยธรรมที่สูญสิ้น”

ในความทรงจำของสังคมไทย หวังว่าไม่มีใครจะลืมไปได้ จะเป็นบันทึกอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์นี้ จะไม่เพียงถูกจดจำเพียงว่า เป็นประกาศกระทรวงมหาดไทยแต่เป็นหลักฐานของรัฐบาลชุดนี้ที่ทำให้ความชอบธรรมของทั้งคณะรัฐบาล เหมือนเป็นการทุบซ้ำบนบาดแผลของคนไทยทั้งชาติ ที่ยังไม่ทันจางหายจากเหตุการณ์สถานการณ์กัมพูชายิงถล่มโจมตีบริเวณชายแดนครั้งนี้

แน่นอนเรื่องดังกล่าว สิ่งที่รัฐบาลทำก็จะถูกฝังตรึงในใจไปตลอด รวมถึงผลกระทบลึกไปถึงความรู้สึกหวาดผวาที่ไม่อาจจะลืมไปได้ง่ายๆอีกทั้งความสัมพันธ์ของคนทั้งสองประเทศจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป

ศาลเลื่อนฟังคำพิพากษาคดี นปช.ชุมนุมไล่’อภิสิทธิ์’ ปี 52 เป็น 7 ต.ค.นี้

ศาลเลื่อนฟังคำพิพากษาคดี นปช.ชุมนุมไล่'อภิสิทธิ์' ปี 52 เป็น 7 ต.ค.นี้

ศาลเลื่อนฟังคำพิพากษาคดี นปช.ชุมนุมไล่’อภิสิทธิ์’ ปี 52 เป็น 7 ต.ค.นี้

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.42 น.

เลื่อนพิพากษา คดีนปช.ไล่นายกมาร์ค ปี52 เป็น 7 ต.ค.นี้เหตุมีจำเลยหลบหนี – สส.ติดประชุมสภา  เต้น  ยันอิ๊งค์ไปไต่สวนศาลรธน. กับตู่ เมื่อเวลาเปลี่ยน แนวทางการต่อสู้ย่อมเปลี่ยนไป

วันที่ 20 สิงหาคม ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี หมายเลขดำอ.968/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง  นายวีระกานต์  มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (ปธ.นปช.) พร้อมแกนนำ นปช. คนอื่นๆ รวม 10 คนเป็นจำเลย 1-10 ในความผิด ฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่10 คนขึ้นไป สร้างความกระด้างกระเดื่องก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ,ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2548

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 31 ม.ค. – 9 เม.ย. 52พวกจำเลยร่วมกันชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาล เพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ รวมถึงมีผู้ชุมนุมบางส่วนบุกไปยังบ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี(ขณะนั้น) เพื่อกดดันให้ พล.อ.เปรม พร้อมด้วย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ลาออกจากองคมนตรีรวมทั้งการปิดล้อมสถานที่ราชการสำคัญๆหลายแห่งในกทม . 

 สำหรับจำเลยทั้ง 13 คนประกอบด้วย

1.นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ 
2.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 
3.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
4.นพ.เหวง โตจิราการ 
5.นายสิระ หรือสรวิชญ์ พิมพ์กลาง แกนนำคนเสื้อแดง จ.สกลนคร 
6.นายนายณรงศักดิ์ มณี
7.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 
8.นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ 
9.นายพายัพ ปั้นเกตุ
10.นายพงศ์พิเชษฐ์ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง 
11.นายอดิศร เพียงเกตุ 
12.นายพีระ พริ้งกลาง (เสียชีวิต)
13.นายเมธี อมรวุฒิกุล อดีตนักแสดงชื่อดัง

จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ 

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลานัด ศาลนั่งบัลลังก์พิจารณา นายประกันของ นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แจ้งต่อศาลว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมสภา ซึ่งนายอดิศร ต้องเข้าร่วมประชุมจึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาออกไปก่อน1นัด  ในส่วนของ นายพงศ์พิเชษฐ์  สุขจินดาพลจำเลยที่10 ทราบนัดแล้ว แต่ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลเห็นว่ามี พฤติการณ์จะหลบหนีให้ออกหมายจับ ปรับนายประกัน และให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 7 ตุลาคมนี้ เวลา 09.00 น. พร้อมทั้งกำชับให้จำเลยทุกคนมาศาลตามนัด หากจำเลยคนใดไม่มาศาล ศาลจะพิจารณาเพิกถอนการประกันตัว

ภายหลังนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  กล่าวว่า คดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 12 คน จากทั้งสิ้น 13 คนเสียชีวิ 1 ราย วันนี้มีจำเลยมาศาล 9 ราย อีก 2 รายคือนายพีระ จำเลยที่ 12  และนายพงษ์พิเชษฐ์ จำเลยที่ 10 ทนายความแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้สักพักแล้ว ส่วนนายอดิศร จำเลยที่ 11 ติดประชุมสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่สามารถมาฟังคำพิพากษาได้ โดยศาลให้ออกหมายจับนายพงศ์พิเชษฐ์ และปรับนายประกัน และเนื่องจากว่าคดีนี้ใช้นายประกันคนเดียวกัน ตนจึงประสานนายประกันและทนายความแถลงต่อศาลขอให้พิจารณาปรับนายประกันโดยหักยอดเฉพาะจำเลยที่ 10 

เมื่อถามว่าคดีนี้เป็นคดีเดียวกันกับการก่อการร้ายของ กลุ่มนปช.หรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เป็นคนละคดีกันคดีนั้นเกิดขึ้นที่สะพานผ่านฟ้าในเดือน เมษายน2553 และได้สู้คดีจนคดียุติไปแล้ว

เมื่อถามว่าบรรยากาศในห้องพิจารณาคดีวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง และได้คุยกับนายจตุพรหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ได้มีการทักทายกันตามปกติ เพราะปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่าตน นายจตุพรและแกนนำคนอื่นได้ร่วมต่อสู้ทางการเมืองมาด้วยกัน แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปก็อาจจะมีความเห็นและทิศทางทางการเมืองแตกต่างกันบ้าง และตนเชื่อว่าแกนนำรายอื่นก็คิดแบบตนว่าจะเอาอุดมการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันไปทำลายความเป็นมิตรที่เคยต่อสู้ร่วมกันมาไม่ได้ แต่ตนก็ไม่ได้คุยเรื่องทางการเมืองกับใครเท่าไหร่นอกจากการถามเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของนายวีระกานต์เท่านั้น

เมื่อถามว่าปัจจุบันยังได้มีการหารือทางการเมืองกับนายจตุพรหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ไม่มีการหารือเป็นส่วนตัวหรือนัดหมายพบกันเป็นส่วนตัวอย่างแน่นอน แต่อย่างที่ได้บอกไปว่าตนและนายจตุพรร่วมเป็นร่วมตายกันมาตั้งแต่การชุมนุมในครั้งนั้น และในทางส่วนตัวไม่มีความรู้สึกเป็นศัตรูกับนายจตุพร แต่ในทางการเมืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยืนอยู่คนละขั้วกัน 

เมื่อถามว่าในวันที่ 22 สิงหาคมจะมีการพิพากษาคดีม.112 ของนายทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาให้กำลังใจหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนคงไม่ได้มาในวันนั้นแต่ก็ขอให้กำลังใจนายทักษิณ และส่วนตัวมีความเห็นอยู่ 2 ประการ โดยประการแรกตนคิดว่าการแจ้งข้อหาตามม.112 ต่อนายทักษิณ ถ้าดูจากสถานการณ์ในเวลานั้นเห็นว่าเป็นกระบวนการทางการเมืองที่มุ่งใช้กฎหมายมาตรานี้เล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และประการที่ 2 ตนมองว่า ไม่ใช่เฉพาะคดีนายทักษิณเท่านั้น แต่ใครก็ตามไม่ควรใช้กฎหมาย ม. 112 เป็นเครื่องมือทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนหรือฝ่ายตรงข้าม เพราะว่าวิถีทางความขัดแย้งทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยย่อมเกิดขึ้นได้ แต่การนำกฎหมายที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ในความขัดแย้งทางการเมืองไม่ควรเกิดขึ้น

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ในส่วนของประเด็นของน.ส.แพทองธาร ชินวัตรนั้น ตนขอให้กำลังใจกับนายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางไปชี้แจงด้วยตนเอง และมีความเชื่อมั่นถึงเจตนาและวิธีการที่เกิดขึ้นในคบิปเสียงดังกล่าวที่ตั้งใจจะรักษาสันติภาพไม่ให้บายปลาย แต่ทุกอย่างล้มลงเพราะมีการแอบอัดเสียงและปล่อยออกมาเพื่อทำลายเสถียรภาพทางการเมืองของไทย ตนจึงมองว่าคนที่จะขาดจริยธรรมอย่างร้ายแรงน่าจะเป็นผู้ที่ปล่อยคลิปเสียง และหาก น.ส.แพทองธารพ้นจากตำแหน่งด้วยเรื่องนี้ ฝ่ายที่จงใจปล่อยคลิปเสียงจะมองว่าเป็นความสำเร็จทางการเมืองหรือไม่ และถ้าศาลจะมีคำสั่งออกมาอย่างไรก็ต้องยอมรับดุลพินิจของศาล

‘รังสิมันต์’ข้องใจทำไมรัฐบาลไม่กล้าฟ้อง ICCเอาผิด‘ฮุน เซน’ ทุบเปรี้ยงมีเอี่ยวผลประโยชน์

‘รังสิมันต์’ข้องใจทำไมรัฐบาลไม่กล้าฟ้อง ICCเอาผิด‘ฮุน เซน’ ทุบเปรี้ยงมีเอี่ยวผลประโยชน์

‘รังสิมันต์’ข้องใจทำไมรัฐบาลไม่กล้าฟ้อง ICCเอาผิด‘ฮุน เซน’ ทุบเปรี้ยงมีเอี่ยวผลประโยชน์

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.30 น.

‘รังสิมันต์ โรม’ข้องใจทำไมรัฐบาลไม่กล้าฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ เหตุมีเอี่ยวผลประโยชน์ ทั้งที่ไทยมีแต้มต่อ แม้ไม่เจอคลิป‘ทหารเขมรวางทุ่นระเบิด’ เชื่อฟ้อง‘ฮุน เซน’ในประเทศก็แค่สัญลักษณ์ แต่ไม่เห็นยึดทรัพย์จริง ทั้งที่ใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงิน 

20 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทหารไทยได้พบโทรศัพท์ของกัมพูชามีการอัดคลิปพบ มีการใช้ทุ่นระเบิดและการวางระเบิดในเขตไทยว่า ตอนนี้เรามีแต้มต่อเยอะมาก  แต่อยู่ที่ว่าจะใช้หรือไม่ ในเรื่องการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ต่อให้ไม่มีภาพนั้นเราก็มีหลักฐานเพียงพออยู่แล้วในการขยายผลของการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา แต่เท่าที่ตนดูนานาชาติยังไม่ได้มีการประณามกัมพูชาอย่างเป็นระบบยังอยู่ในขั้นของการนำเสนอข้อมูลให้นานาชาติ ซึ่งจริงๆแล้วเราก็นำเสนอกันไปพอสมควรแล้ว กระทรวงการต่างประเทศต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่มีการประณามหรือตำหนิกัมพูชาที่ละเมิดอนุสัญญาในเรื่องนี้  ดังนั้น การมีภาพเพิ่มขึ้นและมีหลักฐานที่ชัดเจน  ก็ถือเป็นข้อมูลหนึ่ง  ที่เป็นประโยชน์ต่อฝั่งเราอย่างแน่นอน   แต่ฝั่งกัมพูชาก็จะสู้กลับว่าเป็นการจัดฉาก  ฝั่งเราก็ต้องชี้แจงนานาชาติให้เกิดความเข้าใจ ว่าเรื่องจริงไม่ใช่แบบนั้น  ต้องทำงานเชิงรุกต่อไป   กระทรวงการต่างประเทศต้องรอให้คนออกมาตำหนิครั้งหนึ่งถึงขยับทีหนึ่ง   ซึ่งหากเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆเราจะเสียเชิง  

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า มากไปกว่านั้น ต้องผ่ากัมพูชาไปศาลอาญาระหว่างประเทศ  ด้วยความที่กัมพูชาเป็นหนึ่งในภาคี   เราสามารถดำเนินการเอาผิดได้  ซึ่งเรื่องนี้มีหลายมิติ ทั้งคอลเซ็นเตอร์ การโจมตีเป้าหมายพลเรือน   ตนคิดว่าจุดนี้จะทำให้ไทยได้เปรียบ   ทำให้แก้ปัญหาหลายเรื่องไปพร้อมกันได้  ถ้าทำสำเร็จจะเป็นการสร้างสันติภาพระยะยาวตามแนวชายแดน   ตนไม่อยากให้เป็นความขัดแย้งบาดหมางระหว่างคนสองชาติ  ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากรัฐบาลพนมเปญและรัฐบาลไทย  เราไม่ควรทำให้เกิดการขยายวง  ดังนั้นการใช้กลไกศาล ICC เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก  เท่าที่ตนปรึกษานักกฎหมายระหว่างประเทศ  ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถฟ้องร้องได้  โดยมีรัฐบาลเป็นผู้อำนวยความสะดวก

เมื่อถามว่าการที่มติสภาความมั่นคงแห่งชาติของฟ้องแค่ภายในประเทศ  สะท้อนอะไรบ้าง  นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขั้นตอนในประเทศก็เป็นเพียงแค่ขั้นตอนส่งสัญญาณ แต่ถ้าไม่ดำเนินการจริงจัง  ตนก็คิดว่ามันก็เท่านั้น  ทุกคนในฝ่ายความมั่นคงทราบว่ากัมพูชาใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน  มีทรัพย์สินจำนวนมากอยู่ในประเทศไทย หากไม่มีการยึดทรัพย์อย่างแท้จริงก็เปล่าประโยชน์  ตนจึงคิดว่าถ้าจะดำเนินการในประเทศก็ทำ   แต่ต้องยึดทรัพย์จริงๆ  ปปง. ต้องเข้าแล้ว วันนี้ ปปง.ยังเงียบ จนไม่รู้ ปปง.ทำอะไรอยู่  สามารถยึดไว้ก่อนได้    เรายังเห็นความล่าช้าของหน่วยงานรัฐในหลายภาคส่วน เลยสงสัยว่าเขาจะมีคลิปเสียง  วันนี้เราต้องเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก 

เมื่อถามว่าการที่รัฐบาลไม่ฟ้องศาล ICC เพราะมีผลประโยชน์กับนักการเมืองไทยหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่าตนก็เป็นห่วงว่าที่ประเทศไทยยั้งมือ   เพราะเรามีผลประโยชน์กับกัมพูชาเยอะหรือไม่ ถ้ามีเยอะก็เป็นไปได้ว่าเขาเอาเรื่องนี้มาต่อรอง  ซึ่งรัฐบาลต้อง ออกมาตอบคำถามเพื่อสร้างความมั่นใจ   ว่าตัวเองไม่มีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ 

“เรียนตามตรงว่าผลประโยชน์ของทั้งสองตระกูลก็คงมีมานาน แต่วันนี้ต้องยึดผลประโยชน์ของชาติ รัฐบาลควรยึดผลประโยชน์ของชาติให้มากที่สุด  และใช้โอกาสนี้ในการสร้างสันติภาพระยะยาว” นายรังสิมันต์ กล่าว

‘กมธ.มั่นคงฯ’เข้มถกปัญหาแรงงานเขมร แฉมีบริษัททุจริตจ่ายจทน.นำเข้าแรงงานเขมร

‘กมธ.มั่นคงฯ’เข้มถกปัญหาแรงงานเขมร แฉมีบริษัททุจริตจ่ายจทน.นำเข้าแรงงานเขมร

‘กมธ.มั่นคงฯ’เข้มถกปัญหาแรงงานเขมร แฉมีบริษัททุจริตจ่ายจทน.นำเข้าแรงงานเขมร

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.17 น.

กมธ.มั่นคงฯ’เข้มถกปัญหาแรงงานกัมพูชา เกาะติดความจำเป็นนำเข้าแรงงาน ‘ศรีลังกา’ แฉมีบริษัททุจริตจ่าย จทน.นำเข้าแรงงานเขมร 

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ  สภาผู้แทนราษฎร  ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกมธ.ฯ ถึงการพิจารณาผลกระทบแรงงานกัมพูชาว่า วันนี้ได้มีการเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน   สมาคมสหกรณ์จังหวัดตราดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ  เข้าให้ข้อมูล โดยประเด็นหลักๆเป็นเรื่องผลกระทบแรงงาน กัมพูชาที่มีการเดินทางกลับประเทศกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันตัวเลขแรงงานกัมพูชา ที่ถูกกฎหมายจากเดิม 300,000 คน ตอนนี้เหลือประมาณ 10% แต่ถ้านับตัวเลขที่เข้ามาแบบผิดกฎหมายก็น่าจะมีมากกว่านี้และ 10% ที่เหลืออยู่ต้องยอมรับว่าภาคการผลิต  ทางการเกษตรและก่อสร้างได้รับจากผลกระทบทั้งหมด

“ทั้งนี้ สถานการณ์ตามแนวชายแดนหลังจากที่มีการปะทะกันแล้วไม่เหมือนเดิม ไม่ได้มีปัญหาเฉพาะการเยียวยาไม่เพียงพอ แต่มีปัญหาในมิติเศรษฐกิจด้วย ถ้าเราฟื้นฟูในเรื่องเศรษฐกิจไม่ได้จะส่งผลกระทบระยะยาว ดังนั้น เรื่องผลกระทบของการไม่มีแรงงานเป็นเรื่องใหญ่ ที่เราต้องหาแนวทางและดำเนินการในเรื่องนี้”นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่าในวันนี้จะมีการสอบถามรมว.แรงงาน ในกรณีที่มีความพยายามจะนำเข้าแรงงานจากประเทศศรีลังกา ว่ามีความจำเป็นอย่างไร จนถึงขั้นต้องนำเข้าแรงงาน และก็ต้องมีการพูดคุยกันถึงเรื่องการทุจริตในการนำเข้าแรงงานกัมพูชาด้วย โดยวันนี้ มีชื่อบริษัทเป้าหมายแล้ว เพราะมีเรื่องการทุจริต มีเรื่องค้ามนุษย์ เรื่องสีเทาดำเต็มไปหมด เช่นการนำเข้าแรงงานโดยจะต้องมีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อจะได้สิทธิพิเศษหรือการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ

‘โรม’ฉะ‘แพทองธาร’อยากเล่นการเมืองต้องมีสปิริต เย้ยทำตอนนี้คงช้าไป

‘โรม’ฉะ‘แพทองธาร’อยากเล่นการเมืองต้องมีสปิริต เย้ยทำตอนนี้คงช้าไป

‘โรม’ฉะ‘แพทองธาร’อยากเล่นการเมืองต้องมีสปิริต เย้ยทำตอนนี้คงช้าไป

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.15 น.

‘โรม’ ชี้หากพยานคดี‘คลิปเสียงหลุด’เป็น‘กองทัพ’คงมีน้ำหนักมากกว่านี้ สอนมวย‘แพทองธาร’อยากเล่นการเมืองต้องมีสปิริตมากกว่านี้ เย้ยถ้าจะทำตอนนี้คงช้าไป

20 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีคลิปเสียงของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาในวันพรุ่งนี้ (21 ส.ค.) ว่า ต้องยอมรับว่า มีคลิปจริงไม่ใช่การถกเถียงว่าเป็นคลิปปลอม แต่ตนก็ต้องตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่ไปเป็นพยาน ถ้าเป็นกองทัพน้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้น แต่พยานเมื่อเป็นพยานที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง ก็ต้องยอมรับว่าน้ำหนักน้อยลง แต่ก็ต้องติดตามต่อไป ส่วนตัวไม่ได้เห็นด้วยกับการที่จะใช้นิติสงครามใดๆ ซึ่งไม่ตรงกับจุดยืนของพรรคประชาชน และต้องยอมรับว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ที่ได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคลิปเสียง

“ผมยอมรับว่า สิ่งที่สมเด็จฮุนเซนทำในการปล่อยคลิปเสียงไม่เหมาะสม แต่การพูดของนายกฯในเรื่องนั้นก็ไม่เหมาะสมเช่นเดียวกัน ดังนั้นก็ต้องมีความรับผิดชอบ ถ้าจะเข้ามาทำการเมืองแล้วแสวงหาแต่ความรับชอบ ผมว่าก็ไม่ควรมาเป็นนักการเมือง เพราะเราต้องการนักการเมือง ที่กล้าหาญมากกว่านี้ วันนี้ที่มีปัญหาหลายๆอย่างที่แก้ไม่ตก เพราะว่าท่านไม่รู้จักความรับผิดรับผิดชอบ จึงทำให้ สถานการณ์บ้านเมืองเรายุ่งเหยิง และเกิดปัญหาเสถียรภาพแบบนี้ ผมอยากเห็นนายกฯแสดงสปิริต แต่ก็คงเป็นคำพูดที่ช้าไปเพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าท่านไม่ได้มีสปิริตอะไรเลย” นายรังสิมันต์ กล่าว

ถอดคำพูด‘ภูมิธรรม’ หักล้าง‘อิ๊งค์’ชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ

ถอดคำพูด‘ภูมิธรรม’ หักล้าง‘อิ๊งค์’ชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ

ถอดคำพูด‘ภูมิธรรม’ หักล้าง‘อิ๊งค์’ชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.52 น.

ถอดคำพูด‘ภูมิธรรม’ หักล้าง‘อิ๊งค์’ชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ

20 สิงหาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

#คำพูดภูมิธรรมหักล้างอุ๊งอิ๊ง

นายภูมิธรรมได้ให้สัมภาษณ์ ผ่านสื่อรายการหนึ่ง อ้างถึงช่วงเจรจาหยุดยิงว่า

“ได้มีเวลาคุยกัน ฮุน มาเน็ต ก็บอกว่าเขารู้สึกเสียใจ ซึ่งผมก็บอกว่าทั้งหมดอยู่ที่พ่อท่าน ท่านต้องคุยกับพ่อท่าน ผมบอกว่าปัญหามันเกิดเพราะพ่อท่าน”

คำพูดของนายภูมิธรรม เป็นการตอกย้ำ ในคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ของอุ๊งอิ๊งว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ที่มีบางตอนชี้แจงว่า

“สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งไม่ได้มีสถานะตามกฎหมายภายในของ ประเทศตนหรือภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่จะสามารถกระทําการอันก่อให้เกิดผลผูกพันทางนิติสัมพันธ์ ระหว่างรัฐได้”

เพราะคำพูดนายภูมิ ก็ยังตีความได้ว่า แม้ฮุนเซนไม่ได้มีสถานะตามกฎหมาย แต่เป็นผู้มีอำนาจจริงในประเทศกัมพูชาเหนือนายกรัฐมนตรี สามารถสั่งการใดๆได้  จนเกิดปัญหา ไม่ใช่อย่างที่อุ๊งอิ๊งชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ