‘บิ๊กเล็ก’ลั่นส่งคลิปเขมรวางทุ่นระเบิดฟ้องโลก ย้ำ‘นโยบายสมดุล’จีน-สหรัฐฯแค่ผู้สังเกตการณ์

‘บิ๊กเล็ก’ลั่นส่งคลิปเขมรวางทุ่นระเบิดฟ้องโลก ย้ำ‘นโยบายสมดุล’จีน-สหรัฐฯแค่ผู้สังเกตการณ์

‘บิ๊กเล็ก’ลั่นส่งคลิปเขมรวางทุ่นระเบิดฟ้องโลก ย้ำ‘นโยบายสมดุล’จีน-สหรัฐฯแค่ผู้สังเกตการณ์

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.21 น.

‘พล.อ.ณัฐพล’บอกคลิปหลักฐานทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิด​ ‘กต.’เตรียมส่งให้อนุกรรมการออตตาวา​ เร่งประสานญี่ปุ่น​ในฐานะประเทศปฏิบัติเข้า​ตรวจสอบ​ก่อนประชุมคณะใหญ่ปลายปี​ ย้ำ​‘นโยบายสมดุล​’จีน​-​สหรัฐ​ฯ​เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์​ หลังยื่นมือช่วยกู้ทุ่นระเบิด บอกขอใช้กลไกลทวิภาคีแก้ปัญหากันเอง​ รับ​การสู้ด้วยความจริงอาจช้าแต่มั่นใจในเครดิต​ ชี้​สบายใจ​-​มั่นใจ ในความพร้อมกองทัพ​

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐ​พล​ นาคพาณิชย์​ รมช.กลาโหม​ รักษาราชการแทน รมว.กลาโหม​ ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการของไทยกรณี​ทหารไทยพบโทรศัพท์ปริศนาที่ภูมะเขือ ซึ่งเมื่อเปิดออกดู ก็พบภาพและคลิปของทหารกัมพูชากำลังฝังทุ่นระเบิด PMN-2 และในคลิปยังมีการพูดเป็นภาษาเขมร คล้ายกำลังสาธิตทุ่นระเบิด PMN-2 ว่าเราจะทำ 2 อย่าง โดยในส่วนของนานาชาติเราจะเผยแพร่เพื่อให้สังคมโลกได้รับทราบว่าห้วงเวลาที่ผ่านมา​ แม้ว่ารัฐบาลกัมพูชา​จะแสดงความจริงใจในการหยุดยิง​ แต่กำลังพลหน้างานยังปฏิบัติการยั่วยุ​ ฝ่าฝืน ทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งหากรัฐบาลกัมพูชามีความจริงใจ ก็แสดงว่าทหารกัมพูชาไม่มีวินัย ขณะนี้ตนมองอย่างนั้นก่อน แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลกัมพูชาไม่มีความจริงใจ อย่างนั้นก็ค่อยว่ากันอีกที

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ดังนั้นสิ่งที่ต้องดำเนินการในขณะนี้ คือต้องดำเนินการให้สังคมรับทราบทั้งในและต่างประเทศ พร้อมขอให้สื่อมวลชนเสนอข่าวให้ชัดเจนว่า คณะกรรมการอนุสนธิสัญญาออตตาวา​ คณะกรรมการใหญ่อยู่ที่กรุงเจนีวา ซึ่งไทยมีเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย​ ประจำสหประชาชาติ​ ณ​ นครเจนีวา​ อยู่ ก็จะคอยติดตามขับเคลื่อน ซึ่งตนเคยบอกแล้วว่าจะมีการประชุมประจำปีในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม

“แต่มีสื่อฯบางสำนักบอกให้รอเดือนพ.ย.- ธ.ค.​ ซึ่งจริงๆไม่ใช่อย่างนั้น นั่นคือกลไกหลัก แต่ขณะเดียวกันเรามีหลักฐานเพิ่มเติมซึ่งผมรับทราบจากกระทรวงการต่างประเทศ ว่า คณะอนุกรรมการออตตาวา ได้ขอหลักฐานมาเรื่อยๆ ดังนั้นกรณีที่พบหลักฐานเพิ่มเติม เราก็จะส่งเพิ่มเติมไป” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ขณะเดียวกันนอกจากคณะกรรมการชุดใหญ่ อยู่ที่นครเจนิวา​แล้ว ยังมีคณะกรรมการปฏิบัติ​ตามกฎออตตาวา อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น​ ซึ่งเราได้พยายามติดต่อประเทศญี่ปุ่นให้คณะกรรมการชุดนี้ลงมาดูก่อน ก่อนที่จะถึงการประชุมใหญ่ ซึ่งทางญี่ปุ่นก็ตอบรับ แต่ไทยยังรอขั้นตอนว่าจะลงมาได้เมื่อใด

พล.อ.ณัฐพล​ กล่าวว่า​ กลไก การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปหรือ​ GBC​ ก็พยายามจะพูดคุยกับกัมพูชา ด้วยสภาพแวดล้อมสังคมข้อมูลข่าวสาร ก็น่าจะมีความกดดันกับกัมพูชาได้พอสมควร ดังนั้นในการประชุม GBC รอบหน้า จะยกเรื่องนี้มาหารืออีกว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจะทำอย่างไร​ ก็อยากจะให้สื่อมวลชนเข้าใจ​ว่า​ GBC​ หรือ​ ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาหรือ​ ศบ.ทก.​ จะใช้กลไกการปฏิบัติการเก็บกู้ทุนระเบิดเพื่อมนุษยธรรม​ หรือ​  RMAC  โดยเราจะทำในกรอบอาเซียนเอง แม้ประเทศอื่นจะเข้ามา​ ก็ขอในลักษณะการบริจาค หรือการสนับสนุนเครื่องมือ จะไม่เอากำลังจากนอกภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นแนวทางการทำงานของ GBC และศบ.ทก.​ จะเน้นในเรื่องทวิภาคี​ แต่ถ้าเป็นพหุภาคีก็ขอให้อยู่ในกรอบอาเซียน เราต้องทำให้เวทีโลกเห็นว่าอาเซียนเราดูแลกันเองได้เป็นสิ่งที่ตนได้เน้นย้ำกับหน่วยปฏิบัติ ดังนั้นจึงอยากให้สื่อมวลชนเห็นว่าการทำงานมันมีเรื่องต้องคิดมากมาย และความมั่นคง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องทหาร แต่ยังรวมถึง​ สังคมจิตวิทยาเศรษฐกิจ​ การเมือง​ ไม่ใช่ดูเรื่องการทหารอย่างเดียว

“ในส่วนของการทหาร​ ผมสบายใจ​ ผมมั่นใจในความพร้อมของกองทัพ​  ว่าพร้อมตลอดเวลา​ สื่อมวลชนไม่ต้องกังวลว่าเขามาแบบนี้ จะทำอะไรหรือเปล่า​ ยืนยันเราพร้อมขอให้ดูเวลานั้น​ ผมจะไม่พูดก่อน” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงการที่จะทำให้ประเทศจีนอาสาเข้ามาช่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งถือว่าเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ ในอาเซียน จะสามารถเข้ามาได้หรือไม่ หรือจะแก้ไขปัญหากันเองในกรอบอาเซียนก่อน พล.อ.ณัฐพล กล่าวยืนยันว่าใช่ ในวันที่ตนไปประชุม GBC ก่อนการประชุมได้พบกับนายอันวาร์​ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนได้ยืนยันกับตนว่า จีนกับสหรัฐฯขอเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ เพราะฉะนั้นเป็นธรรมดา เรื่องการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นไทย กัมพูชา​ จีน หรือสหรัฐฯ​ การสื่อสารระหว่างกันของหน่วยงานภาครัฐ ยังไม่ชัดเจน

“หลักของเราคือ เมื่อผมรับผิดชอบ​ GBC และศบ.ทก.​ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใหญ่อย่างไรก็ตาม ก็ถือหลักการเดิมว่า ขอแก้ปัญหาด้วยกลไกทวิภาคีเป็นหลัก หลังจากนั้นในส่วนของพหุภาคีขอให้อยู่ในอาเซียน ประเทศอื่นขอให้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อย่างเดียว พร้อมย้ำว่าฝ่ายความมั่นคงยึดถือนโยบายความสมดุลมาตลอด และที่เราอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะนโยบายความสมดุล​ สมมุติถ้าจีนเข้ามา ต่อไปสหรัฐก็จะขอเข้ามา หรือต่อไปประเทศอื่นก็จะขอเข้ามาอีก ซึ่งตรงนี้คือกรอบที่เราใช้อยู่” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

พล.อ.ณัฐพล​ กล่าวอีกว่า ขอให้สื่อมวลชน ช่วยอธิบายกับสังคมและนักวิชาการให้ เข้าใจความคิดของศบ.ทก.  และ GBC เราคิดเยอะ คิดทุกด้าน

ส่วนที่ทางกัมพูชา​ออกมาระบุว่าภาพและคลิปที่ได้จากโทรศัพท์มือถือของกัมพูชานั้น เป็นการสร้างหลักฐานเท็จของฝ่ายไทยเอง โดยอ้างว่า ชุดทหารในคลิปเป็นชุดจากทหารเชลยศึกทั้ง 18 คน​นั้น พล.อ.ณัฐ​พล​ ยืนยันว่า​ ตราบใดที่ยึดมั่นในความจริง เครดิตเป็นสิ่งที่สังคมเชื่อถือ หลักฐานที่มีชาวโลกจะเชื่อถือใคร​ เราหรือกัมพูชา ตนถึงบอกว่าเราต้องไม่ไปสู้กับเฟคนิวส์​ เพราะเราจะเสียเครดิตไปด้วย​ 

“อย่างที่ผมเคยบอกว่า ศีลเสมอกัน ตราบใดที่เรายึดหลักความจริง ซึ่งอาจช้าไปบ้าง​ ก็ต้องขออภัยสื่อมวลชน แต่เพราะเราต้องตรวจสอบ เราไม่สามารถสวนได้ทันที แต่ถ้าเป็นเฟคนิวส์ เราสวนได้หมด  พร้อมยกตัวอย่างถ้าผมเป็นลุง​ ผมสวนได้ทันที​ เพราะข้อมูลมีอยู่แล้ว สวนได้​ หรือเป็นนักวิชาการต่างๆ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์​ ก็สวนได้ทันที​ จะพูดอะไรก็ได้แต่ผมเป็นผอ.ศบ.ทก. เป็นประธาน GBC และเป็น รมช.กลาโหม จะพูดอย่างนั้นไม่ได้ ต้องตรวจสอบก่อน การใช้ความจริงสู้กับเฟคนิวส์ นั่นคือเครดิตในระดับประเทศหรือแม้แต่พวกเราเอง​ หากสื่อช่องไหนบิดเบือนจะเชื่อเขาหรือไม่​ ประชาชนมีดุลยพินิจ​ ไม่ใช่บิดเบือนง่ายๆ​ เพียงแต่อาจจะชอบหรือสะใจเท่านั้น จึงเออออไปด้วย ดังนั้นหลักของศบ.ทก. คือยึดความจริงไปสู้กับเฟคนิวส์​” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

พล.อ.ณัฐพล​ ย้ำด้วยว่า จะส่งหลักฐานที่พบไปที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อนำส่งหลักฐานที่พบใหม่นี้ให้กับประเทศที่ให้เงินทุนสนับสนุนในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดกับประเทศกัมพูชา และขณะนี้เรามีรายชื่อประเทศที่ให้การสนับสนุนทั้งหมดแล้ว ดังนั้นแต่ละประเทศ จะตัดสินอย่างไรก็ต้องรอฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน และตนมั่นใจว่าข้อมูลของเรามีความน่าเชื่อถือ​ เมื่อเป็นความจริง ถึงอย่างไรก็บิดเบือนไม่ได้อยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่า RMAC มีกัมพูชาเป็นประธาน เขาจะให้ความร่วมมือหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่ากัมพูชา เป็นประธานแต่อีก 9 ประเทศสมาชิก คงไม่ถูกครอบงำ​ได้ทั้งหมด​ พร้อมย้ำคำเดิมว่า​ เราต้องค่อยๆ เพราะการสู้ด้วยความจริง​ทางกฎหมาย สู้ด้วยความถูกต้อง​ มันก็ยาก แต่มันยั่งยืน​

‘ภท.’กังขา‘ภูมิธรรม’ระเบิดกรุย้ายผู้ว่าฯระนาว เอาคืนแก้แค้นการเมือง

‘ภท.’กังขา‘ภูมิธรรม’ระเบิดกรุย้ายผู้ว่าฯระนาว เอาคืนแก้แค้นการเมือง

‘ภท.’กังขา‘ภูมิธรรม’ระเบิดกรุย้ายผู้ว่าฯระนาว เอาคืนแก้แค้นการเมือง

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

สนองนโยบายหรือล้างบาง?! ‘ภท.’กังขา‘ภูมิธรรม’ระเบิดกรุย้ายผู้ว่าฯระนาว เอาคืนแก้แค้นการเมือง ลั่นตำแหน่งอยู่ไม่นาน เดี๋ยวการเมืองก็เปลี่ยน เชื่อเร่งทำก่อน 29 ส.ค.

20 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด 25 จังหวัด เมื่อวานนี้ (20 ส.ค.)ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้เสนอเข้าที่ประชุมครม. ต้องตอบคำถามต่อสังคมให้ได้ว่าเป็นการย้ายเพื่อให้การทำงานต่อนโยบายรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่ หรือเป็นการล้างบางเป็นเกมทางการเมือง ซึ่งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าจังหวัดที่ผู้ว่าฯถูกขยับโยกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการ ก็เป็นจังหวัดที่เป็นพื้นที่ของพรรคการเมืองบางพรรค ตนเห็นว่ารมว.มหาดไทย ระบุว่านโยบายปราบยาเสพติดขึงขังจริงจังใครไม่ทำตามต้องโยกย้าย แต่เขายังไม่ได้ทำงาน แล้วมีเหตุผลอะไรไปขยับหรือโยกย้ายคนที่ถือว่าเป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวง

“ถ้าใช้อำนาจเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าทำเพื่อแก้แค้นหรือกลั่นแกล้งทางการเมือง ผมก็คิดว่าตำแหน่งอยู่กับเราไม่นาน เดี๋ยวการเมืองก็เปลี่ยน อำนาจอยู่กับเราไม่นาน ใช้อำนาจเพื่อดูแลประชาชนให้เกิดประโยชน์จะดีกว่า” นายกรวีร์ กล่าว

เมื่อถามว่า  มองว่าเป็นการเร่งทำเพื่อเตรียมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ได้เร่งทำก่อนเลือกตั้ง แต่คิดว่าเร่งทำก่อนวันที่ 29 ส.ค.นี้มากกว่า

‘ลุงป้อม’ห่วงใย รุดให้กำลังใจทหารบาดเจ็บ จากการสู้รบไทย-กัมพูชา ที่ รพ.พระมงกุฎฯ

'ลุงป้อม'ห่วงใย รุดให้กำลังใจทหารบาดเจ็บ จากการสู้รบไทย-กัมพูชา ที่ รพ.พระมงกุฎฯ

‘ลุงป้อม’ห่วงใย รุดให้กำลังใจทหารบาดเจ็บ จากการสู้รบไทย-กัมพูชา ที่ รพ.พระมงกุฎฯ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.13 น.

พลเอกประวิตร ห่วงใย รุดให้กำลังใจ ทหารบาดเจ็บจากการสู้รบ ไทย กัมพูชา ณ รพ.พระมงกุฎฯ 

วันที่ 20 สิงหาคม เวลา 8.30 น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ อดีต ผบ.ทบ  เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ นายทหาร 8 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บ จากสถานการณ์การสู้รบ ชายแดนไทย กัมพูชา ที่ได้เข้ามาพักรักษาตัว ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ

โดยพลเอกประวิตร ได้สอบถามถึงอาการบาดเจ็บ และกล่าวให้กำลังใจ กับ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 8 นาย ความว่า “วันนี้ผมมาในฐานะพี่คนหนึ่ง ที่เคยทำงานกับน้อง ๆ ทหารทุกคน ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องหัวใจของคนเคยร่วมรบ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ผมเสียใจที่น้อง ๆ ต้องบาดเจ็บแต่ก็ภูมิใจที่ทุกคนยังยืนหยัดปกป้องประเทศชาติอย่างกล้าหาญ อยากให้กำลังใจ ขอให้หายไว ๆ  อยากบอกว่าชาติบ้านเมืองยังยืนอยู่ได้เพราะความเสียสละของน้อง ๆ ทุกคน ไม่ต้องห่วงเรื่องอื่น ห่วงสุขภาพให้มาก ๆ พี่จะยืนอยู่ข้าง ๆ เสมอ เห็นน้อง ๆ เจ็บ ผมก็เจ็บด้วย เพราะผมเองก็เคยผ่านสนามรบ ผมรู้ดีว่าการเสียสละทุกครั้ง มันมีราคาที่ต้องจ่าย แต่สิ่งที่น้อง ๆ ทำให้ชาติ มันมีค่ามากกว่าคำพูดใดๆ อยากฝากถึงครอบครัวทหาร ว่า ลูกหลานของท่านไม่ได้เจ็บฟรี ทุกหยดเลือดคือเกียรติยศของกองทัพและของชาติ ผมจะอยู่เคียงข้าง ให้เกียรติ และไม่ลืมความเสียสละนี้

โดย พลเอกประวิตร ได้มอบกระเช้าของเยี่ยม และ เงินจำนวนหนึ่ง ให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ และครอบครัว เพื่อไว้รักษาตัว และถูกส่งมารักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ

ทภ.2 เตรียมจัดตั้ง ศูนย์พักผ่อนหย่อนใจให้ทหารแนวหน้า ผ่อนคลายความตึงเครียด

ทภ.2 เตรียมจัดตั้ง ศูนย์พักผ่อนหย่อนใจให้ทหารแนวหน้า ผ่อนคลายความตึงเครียด

ทภ.2 เตรียมจัดตั้ง ศูนย์พักผ่อนหย่อนใจให้ทหารแนวหน้า ผ่อนคลายความตึงเครียด

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.04 น.

กองทัพภาคที่ 2 เตรียมจัดตั้ง ศูนย์พักผ่อนหย่อนใจให้ทหารแนวหน้า ผ่อนคลายความตึงเครียดในภาวะหลังสงคราม

20 ส.ค. 68 พล.ต. นรธิป โพยนอก รอง มทภ.2 ปฏิบัติภารกิจ เดินทางไปตรวจความพร้อม การจัดตั้ง ศูนย์พักผ่อนหย่อนใจ ทภ.2 สำหรับทหารที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ใช้เป็นสถานที่พักผ่อน ในพื้นที่ส่วนหลังของการรบ เพื่อฟื้นฟูร่างกาย และจิตใจ ให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ที่ได้รับอนุญาตในการลาพักผ่อนตามวงรอบ
– เป็นการลดความตึงเครียดให้กับทหารที่ทำงานตรากตรำอย่างต่อเนื่องในสภาวะสงคราม

โดยในปัจจุบัน ได้จัดตั้งขึ้น 3 พื้นที่ คือ มทบ.22, มทบ.25 และ มทบ.26 รองรับได้ประมาณ 1,000 นาย
– โดยให้ความเร่งด่วนกับกลุ่มที่มีความเครียดสูงก่อน

และมีแผนจะจัดตั้งสถานที่พักผ่อนเพิ่มเติม 4-5 จุดให้ครอบคลุม 4 จังหวัดที่ติดชายแดนกัมพูชา และเพียงพอต่อจำนวนทหารแต่ละพื้นที่ ที่ได้ลาพักผ่อนตามวงรอบรองแม่ทัพกล่าว “การดูแลสภาพจิตใจของกำลังพลถือเป็นหน้าที่สำคัญ เพราะกำลังใจคือพลังหลักของกองทัพ”

.-008 
 

7 ข้อหลักการสากล! ‘อ.ไชยันต์’แนะใช้โมเดลอังกฤษ ตัดสินจริยธรรมนายกฯ

7 ข้อหลักการสากล! 'อ.ไชยันต์'แนะใช้โมเดลอังกฤษ ตัดสินจริยธรรมนายกฯ

7 ข้อหลักการสากล! ‘อ.ไชยันต์’แนะใช้โมเดลอังกฤษ ตัดสินจริยธรรมนายกฯ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.56 น.

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า หากจะมีการวินิจฉัยตัดสินจรรยาบรรณ/จริยธรรมของนายกรัฐมนตรี

ไม่ว่าใครหรือองค์กรใดจะเป็นผู้ตัดสิน สามารถใช้เกณฑ์ของการเมืองการปกครองสหราชอาณาจักรเป็นแนวทางได้ เชื่อว่า มีความเป็นสากลอยู่พอสมควรครับ

สหราชอาณาจักรได้กำหนดจรรยาบรรณสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ
โดยเริ่มต้นด้วย

1. หลักการสำคัญ 7 ประการ

1.1 ความเสียสละ (selflessness)
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรดําเนินการในแง่ของผลประโยชน์สาธารณะเท่านั้น

1.2 ความซื่อตรงต่อตนเอง เป็นธรรม ยึดมั่นในหลักการ (integrity)
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องหลีกเลี่ยงในการวางตัวเองภายใต้ภาระผูกพันใด ๆ ต่อบุคคลหรือองค์กรที่อาจพยายามโน้มน้าวให้ตนในการทํางานอย่างไม่เหมาะสม   และไม่ควรกระทําหรือตัดสินใจเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ทางการเงินหรือวัตถุอื่น ๆ สําหรับตนเอง ครอบครัว หรือเพื่อน และต้องเปิดเผยและแก้ไขผลประโยชน์และความสัมพันธ์ใดๆของตน

1.3 ความเที่ยงตรง (objectivity)
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องดําเนินการและตัดสินใจอย่างเป็นกลาง ยุติธรรม และมีคุณธรรม โดยใช้หลักฐานที่ดีที่สุดและไม่มีการเลือกปฏิบัติหรืออคติ

1.4 ความรับผิดชอบ (accountability)
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องรับผิดชอบต่อสาธารณชนในการตัดสินใจและการกระทําของตน และต้องยอมรับการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่จําเป็นเพื่อให้แน่ใจในการมีความรับผิดชอบในการกระทำของตน

1.5 การเปิดกว้าง (openness)
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรดําเนินการและตัดสินใจในลักษณะที่เปิดกว้างและโปร่งใส ไม่ควรปกปิดข้อมูลต่อสาธารณชน เว้นแต่จะมีเหตุผลที่ชัดเจนและถูกต้องตามกฎหมายในการทําเช่นนั้น

1.6 ความซื่อสัตย์ (honesty)
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการต้องมีความซื่อสัตย์ พูดความจริง จริงใจต่อผู้อื่น

1.7 ความเป็นผู้นำ (leadership)
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรแสดงหลักการที่กล่าวไปข้างต้นในพฤติกรรมของตนเองและปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพ และควรส่งเสริมและสนับสนุนหลักการเหล่านี้อย่างจริงจังและท้าทายพฤติกรรมที่ไม่ดีไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ตาม

ที่สำคัญคือ ในการตัดสินวินิจฉัย 

ผู้ที่ทำหน้าที่ตัดสินวินิจฉัยจะต้องสร้างเครื่องมือในการชี้วัดถึงการบกพร่องในข้อต่างๆข้างต้นได้อย่างเป็นที่ประจักษ์และให้มีข้อสงสัยน้อยที่สุด 

มิฉะนั้น ผู้ตัดสินวินิจฉัยนั้นเองที่จะเป็นผู้บกพร่องในหลักการข้างต้นเสียเอง

มีอะไรบ้าง! ‘สมชัย’มาแล้ว ช่วย’นายกฯ’เก็งข้อสอบปากเปล่า แจงศาล รธน. 21 ส.ค.นี้

มีอะไรบ้าง! 'สมชัย'มาแล้ว ช่วย'นายกฯ'เก็งข้อสอบปากเปล่า แจงศาล รธน. 21 ส.ค.นี้

มีอะไรบ้าง! ‘สมชัย’มาแล้ว ช่วย’นายกฯ’เก็งข้อสอบปากเปล่า แจงศาล รธน. 21 ส.ค.นี้

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.28 น.

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

ช่วยนายกฯ เก็งข้อสอบปากเปล่า วันที่ 21 สิงหาคม 2568

ข้อ 1 การสนทนาในคลิปเสียงนั้นเกิดขึ้นในวันใด เวลาใด ที่ไหน มีผู้ร่วมในขณะสนทนากี่ราย ใครบ้าง มีแผนการคุย และประเด็นการคุยที่เตรียมไว้เป็นเอกสารล่วงหน้าหรือไม่ ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีรู้หรือไม่ว่า การเจรจาดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมควรระมัดระวัง ไม่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิของชาติ

2. ให้ลำดับเหตุการณ์ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาและวิกฤตความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไทยก่อนหน้าการพูดคุยทางโทรศัพท์เป็นอย่างไร หากไม่มีการพูดคุยจะเป็นวิกฤตในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อไปอย่างไร

3. เจตนาการพูดคุย เป็นไปเพื่อแก้วิกฤตของชาติหรือแก้วิกฤตของตัวเอง ในเมื่อมีประโยคในการพูดคุยว่า อยากให้เห็นใจหลานหน่อย คนไทยเขาจะไล่ให้ไปเป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาแล้ว

4. จริยธรรมสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคืออะไร หากรู้ว่า การสนทนามีการอัดเทปและเผยแพร่ต่อสาธารณะ คิดว่ามีประโยคใดในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ไม่สมควรพูดและจะเป็นการขาดจริยธรรมบ้าง

5. ให้ยกเหตุผลทั้งทางนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ว่าเหตุใดศาลรัฐธรรมนูญจึงควรวินิจฉัยว่าคุณแพทองธาร ควรพ้นหรือไม่สมควรพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณีคลิปเสียงหลุด รวมถึงการคาดการณ์ scenario การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในทั้งสองกรณีดังกล่าว

ทั้งหมดนี้ ผมคิดเองแบบอาจารย์ที่เคยออกข้อสอบนะครับ ไม่ใช่ข้อสอบรั่วแค่อย่างใด

ขอให้โชคดีครับ

‘บ้านหนองจาน’เป็นของไทย! ‘จิรายุ’ ลั่นต้องวางรั้วลวดหนาม ในเขตอธิปไตยไทยทุกตารางนิ้ว

'บ้านหนองจาน'เป็นของไทย! 'จิรายุ' ลั่นต้องวางรั้วลวดหนาม ในเขตอธิปไตยไทยทุกตารางนิ้ว

‘บ้านหนองจาน’เป็นของไทย! ‘จิรายุ’ ลั่นต้องวางรั้วลวดหนาม ในเขตอธิปไตยไทยทุกตารางนิ้ว

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.36 น.

“รัฐบาล”  ยืนยันพื้นที่บ้านหนองจาน สระแก้ว เป็นของไทย  100% ชี้ในอดีตประเทศไทยมีเมตตาให้เขมรใช้เป็นที่หลบภัยสงครามจนถึงทุกวันนี้ กลับรุกล้ำอธิปไตยไทย  ยืนยันต้องวางลวดหนามในเขตอธิปไตยของไทยทุกตารางนิ้วตามข้อตกลง เตือนกัมพูชาอย่าใช้ประชาชนของตนเองเป็นโล่มนุษย์

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก) เปิดเผยกรณี พื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเดิมเคยใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราว ที่ไทยให้ชาวกัมพูชาที่หนีภัยจากการสู้รบในอดีตเข้ามาใช้พื้นที่ บนแผ่นดินไทย  และเวลาต่อมากัมพูชากลับได้ขยายชุมชน รุกล้ำแผ่นดินของประเทศไทยที่เคยให้การช่วยเหลือเป็นศูนย์อพยพเมื่อครั้งสงคราม ที่คนเขมรฆ่ากันเองถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 อย่างชัดเจนและฝ่ายไทยได้คัดค้านและประท้วงการกระทำดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตลอดมา นอกจากนี้ รัฐบาลได้ยืนยันในประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.ตลอดหลาย 10 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยแสดงถึงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการปฏิบัติตนเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร และพร้อมหารือข้อขัดแย้งผ่านกลไกทวิภาคีที่เหมาะสม เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชากลับใช้ ประชาชนของตน เป็นกำแพงมนุษย์ เข้ามารุกล้ำในเขตแดนไทยอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดในชายแดน

2. ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือในอดีตที่ผ่านมาในเรื่องของมนุษยธรรมในการให้พื้นที่หลบภัยสงคราม กับประชาชนชาวเขมรหลายแสนคน แต่กลับบิดเบือนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของไทยที่หยิบยื่นให้  กลับนำความช่วยเหลือนี้ ไปบุกรุกพื้นที่อธิปไตยของไทย  สะท้อนถึงการขาดความจริงใจ เห็นถึงเจตนาร้ายในการรุกล้ำพื้นที่ของประเทศไทยอย่างชัดเจน

3. การติดตั้งแนวเขตลวดหนามบริเวณเขตแดนของไทยเป็นสิทธิในการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตย และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทย และป้องกันไม่ให้มีการรุกล้ำเพิ่มเติมเข้ามาอีก รวมถึงการลักลอบวางกับระเบิดจากฝ่ายกัมพูชาอีก 

ทั้งนี้ การดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นไปตามข้อตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงจะละเว้นการสร้างหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกนอกเขตของทั้งสองประเทศ ซึ่งบริเวณดังกล่าวตามหลักเขตเป็นของประเทศไทย 100%

รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมรักษาหลักมนุษยธรรม และพร้อมหารือข้อพิพาทผ่านช่องทางทางการทูตและกลไกที่มีอยู่ แต่จะไม่ยอมรับการรุกล้ำใด ๆ ที่เป็นการละเมิดกฎหมายและหลักการระหว่างประเทศทุกประการ

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ตั้งคำถาม คลิปเสียงฉาวคือเทคนิคเจรจา? ชี้’ฮุนเซน’ไม่ถูกหลอกง่ายๆ

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง'ตั้งคำถาม คลิปเสียงฉาวคือเทคนิคเจรจา? ชี้'ฮุนเซน'ไม่ถูกหลอกง่ายๆ

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ตั้งคำถาม คลิปเสียงฉาวคือเทคนิคเจรจา? ชี้’ฮุนเซน’ไม่ถูกหลอกง่ายๆ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.13 น.

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า เทคนิคเจรจา

21​ สิงหา​ นายกจะกล้าไปศาลไหม เดาใจไม่ถูก  แต่อยากฝากบางเรื่องถึงศาล แม่ทัพไปคนละพวก​ เป็นฝ่ายตรงข้าม​  อย่าไปฟัง​ กับอีกประโยค​ อังเคิลอยากได้อะไรบอกมา​ จะจัดให้​ เปิดด่านพร้อมกันเลยไหม​ คำพูดเหล่านี้​ เป็นเทคนิคการเจรจา  เป็นการหลอกล่อให้บอกความต้องการอย่างนั้นหรือ ศาลช่วยถามที นายกพูดกับฮุนเซนในฐานะอะไร นายกรัฐมนตรี​ หรือหลานกับอังเคิล  เพราะท่วง​ทำนองสนิทสนมกันมากเป็นกันเอง​ คุยกันแบบไม่เป็นทางการ​ แต่เนื้อหาเป็นเรื่องประเทศชาติและความมั่นคง การเจรจาความเมืองต้องมีมารยาททางการทูต​ ต้องไม่เริ่มต้นด้วยการโกหก​ แม่ทัพไม่ใช่พวกเรา​ แล้วเป็นพวกใคร​  ตกลงแม่ทัพเป็นคนละพวกกับนายกหรือ​ เป็นฝ่ายตรงข้ามของนายกและอังเคิล​ การเจรจาต้องไม่เสนอในสิ่งที่ให้ไม่ได้​ เพราะนายกพูดว่า​ อยากได้อะไรบอกมา​ จะจัดให้​ เปิดด่านพร้อมกันเลยไหม​ นายกไม่รู้หรือว่า​ แม่ทัพได้ประกาศกฏอันการศึก​ และอาศัยอัยการศึกสั่งปิดด่าน​ ดังนั่น​ อำนาจในการเปิดปิดด่านไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหาร​ หากนายกรับปากอังเคิล

เรื่องเปิดด่าน​ นายกต้องกลายเป็นคนโกหก​ ผิดคำพูดหากเป็นการสนทนาอย่างเป็นทางการ​ ข้าราชการ จะจัดทำแนวทางหัวข้อการสนทนา​ แนวคำถาม​ คำตอบไว้ให้เสร็จ​ รวมทั้งเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ​ และ จะมีคนจดบันทึกการสนทนา​ รวมทั้งอัดเทปการสนทนาไว้เป็นหลักฐาน อยากทบทวนเหตุการณ์ย้อนหลังตรงนี้​ สถานการณ์ชายแดนตึงเครียดมาก​ มีการเคลื่อนย้ายกำลังของฝ่ายตรงข้ามผิดปกติ​ มีการยั่วยุตามแนวชายแดน​ แม่ทัพจึงประกาศกฏอัยการศึกและสั่งปิดด่าน​ และเหตุการณ์ร้ายก็เกิดขึ้น​  เป็นตามการประเมินสถานการณ์ของแม่ทัพ​ ฝ่ายตรงข้ามได้ยิงอาวุธจรวดทำให้มีคนไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก เรื่องที่พูดกันอยู่นี้​ เป็นเรื่องสำคัญมาก​ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ​ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ​ ที่จะใช้เทคนิคเจรจาหลอกล่อคู่สนทนา​ และอังเคิลเป็นผู้นำทางการเมืองมานานมากกว่า​ 40 ปี​มีประสบ​การณ์ความจัดเจนทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างมาก​ เกินกว่าที่จะถูกหลอกล่อได้

ประการสำคัญ  หากคลิปเสียงนี้ไม่หลุดสู่สาธารณะอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง​ ใครจะคาดเดาได้​  ผลของการสนทนาจะนำไปสู่เรื่องอะไรบ้าง​ ความมั่นคง​ อธิปไตย​ ผลประโยชน์แห่งชาติ

เฉลยทำไม 2 พ่อลูก’ทักษิณ-แพทองธาร’เก็บตัว

เฉลยทำไม 2 พ่อลูก'ทักษิณ-แพทองธาร'เก็บตัว

เฉลยทำไม 2 พ่อลูก’ทักษิณ-แพทองธาร’เก็บตัว

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.36 น.

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความระบุว่า  “เฉลย:ทำไม 2 พ่อลูกเก็บตัว”

ใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองของ 2 พ่อลูก คือนายทักษิณ ชินวัตรกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเห็นได้ว่าช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้ง 2 พ่อลูกเก็บตัวเงียบ ไม่มีท่าทีหรือการแสดงความคิดเห็นใดๆ ในประเด็นการเมืองและในประเด็นที่เกี่ยวกับคดีความ เนื่องจากศาลได้มีการนัดคดีต่างๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานคดีคลิปเสียงหลุดของนางสาวแพทองธาร ในวันที่ 21 สิงหาคม ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ของนายทักษิณ ในวันที่ 22 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดฟังคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงหลุดของนางสาวแพทองธารในวันที่ 29 สิงหาคม และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำสั่งศาลในวันที่ 9 กันยายน 2568

ทุกคดีมีผลต่ออนาคตทางการเมืองและบรรยากาศทางการเมือง รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่เกี่ยวข้องกับนางสาวแพทองธาร และพรรคเพื่อไทย จึงทำให้เห็นการเก็บตัวของนางสาวแพทองธาร หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามของนักข่าว หลบเลี่ยงที่จะพบกับสื่อมวลชนมาโดยตลอด นับตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม ที่ท้องสนามหลวง ช่วงวันที่ 13-15 สิงหาคม ที่สภาผู้แทนราษฎร รวมไปถึงการลาประชุมคณะรัฐมนตรี 2 สัปดาห์ติดต่อกัน การไม่เข้าประชุม สส.ของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญก็คือต้องการจะหลบสื่อมวลชน เพราะกลัวว่าการแสดงความเห็นใดๆ ที่เกี่ยวกับคดีความ ซึ่งอาจจะทำให้เป็นประเด็น หรือเป็นจุดอ่อน หรือพลาดพลั้งต่อการดำเนินคดีที่กำลังพิจารณาอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ ด้วยวุฒิภาวะและประสบการณ์ทางการเมืองของนางสาวแพทองธารมีไม่มากพอ รวมไปถึงความรู้ทั่วไปหรือความรู้ทางการเมืองน้อยนิด อาจจะเป็นประเด็นปัญหาที่ทำให้แก้ไขได้ยาก จึงใช้วิธีการปิดปากเงียบดีกว่า ไม่แสดงความเห็นใดๆ จึงเห็นบรรยากาศหรือภาพของการหลบนักข่าว เก็บตัวเงียบของนางสาวแพทองธารในตอนนี้

ส่วนกรณีของนายทักษิณก็เช่นเดียวกัน คงจะไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ ซึ่งผิดปกติที่นายทักษิณมักชอบคุยโมโอ้อวด ชอบแสดงความคิดเห็น แต่คงรู้สถานการณ์ทางการเมืองดีว่า ตอนนี้ตกอยู่ในชะตากรรมเช่นไร จึงเก็บเนื้อเก็บตัวและปิดปากเงียบเช่นกัน แม้กระทั่งวันที่มาประชุมพรรคเพื่อไทยในวันอังคารที่ผ่านมา ก็หลีกเลี่ยงจะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ซึ่งผิดวิสัยของนายทักษิณมาก แสดงว่าทั้ง 2 พ่อลูก กำลังเคร่งเครียดและกำลังลุ้นกับผลคดีที่ศาลจะมีคำตัดสินออกมาทั้ง 3 คดี จึงทำให้เกิดอาการวิตกกังวล ถ้าดูอาการของ 2 พ่อลูกแล้ว น่าจะวิเคราะห์ได้ว่า ผลการตัดสินของศาลใน 3 คดีนี้จะออกมาเช่นไร

ถ้าจะให้วิเคราะห์เชื่อว่า น่าจะรอด 1 คดี ไม่รอด 2 คดี ความหมายคือผลที่ออกมา 2:1 ต้องรอลุ้นกันว่า จะเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดหมายหรือไม่

ตั้ง25บิ๊กมท.ลอตใหญ่ โยก‘พชร’จากคลังนั่งปลัดดีอี ‘อุดมพร’เป็นผอ.สำนักพุทธฯ

ตั้ง25บิ๊กมท.ลอตใหญ่ โยก‘พชร’จากคลังนั่งปลัดดีอี ‘อุดมพร’เป็นผอ.สำนักพุทธฯ

ตั้ง25บิ๊กมท.ลอตใหญ่ โยก‘พชร’จากคลังนั่งปลัดดีอี ‘อุดมพร’เป็นผอ.สำนักพุทธฯ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตั้ง25บิ๊กมท.ลอตใหญ่ โยก‘พชร’จากคลังนั่งปลัดดีอี ‘อุดมพร’เป็นผอ.สำนักพุทธฯ

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งโยกย้าย“บิ๊กมท.”ลอตใหญ่ 25 เก้าอี้ “อธิบดี-ผู้ว่าฯ”“สุรศักดิ์”ผู้ว่าฯหนองบัวลำภู นั่ง“อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน”ตั้ง“ทศพล”เป็น“ผู้ว่าฯเชียงใหม่”“นริศ”เป็นผู้ว่าฯชลบุรี“ศรัณย์ศักดิ์”ผู้ตรวจฯนั่ง“ผู้ว่าฯภูเก็ต”เด้ง“9 ผวจ.” เข้ากรุผู้ตรวจฯเคาะต่ออายุ ‘ผู้ว่าฯสระแก้ว’อีก1ปีอนุมัติรับโอน‘พชร’โยกคลัง นั่ง‘ปลัดดีอีคนใหม่’-โยกแต่งตั้ง‘อุดมพร’เป็น‘ผอ.สำนักพุทธฯ’ เคาะโยกย้าย‘5บิ๊กศธ.’แทนเกษียณ

เมื่อวันที่ 19สิงหาคม2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยโดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบตามที่ กระทรวงมหาดไทย(มท.)เสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำแหน่งบริหารระดับสูงให้พิจารณา รวม 25 ตำแหน่งดังนี้

1.นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ มาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 2.นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก มาเป็นรองปลัดกระทรวง 3.นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง มาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 4.นายจุมพฎวรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ มาเป็นรองปลัดกระทรวง 5.ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 6.นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 7.นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 8.ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 9.นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง

10.นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน 11.นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ 12.นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ 13.นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี 14.นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย 15.นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี

16.นายศุภมิตร ชินศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ 17.นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี 18.นายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต 19.นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม 20.นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง

21.นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี 22.น.ส.ชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน 23.นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น 24.นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ 25.นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

นอกจากนี้ ยังมีมติอนุมัติการเสนอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ซึ่งจะดำรงตำแหน่งครบ 4 ปี ในวันที่ 30 กันยายน 2568 และจะต้องพ้นจากราชการ (ครบเกษียณอายุ) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

นายจิรายุ ยังแถลงด้วยว่าที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบแต่งตั้งตามที่ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)เสนอ พิจารณาอนุมัติรับโอน นายพชรอนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) กระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)คนใหม่ ต่อจากนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้

นอกจากนี้ครม.ยังเห็นชอบอนุมัติรับโอนนางอุดมพร เอกเอี่ยม รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.68 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เสนอแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทผู้บริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณอายุราชการ ระดับ 10 จำนวน 5 ราย ดังนี้ นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)เป็น รองเลขาธิกาคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) , นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการกพฐ. เป็น อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) , นายพิเชฐร์ วันทอง ผู้ตรวจราชการศธ.เป็น รองเลขาธิการกพฐ.,นายวีระ แข็งกสิการ ผู้ตรวจราชการศธ.เป็น รองปลัดศธ. นายศุภชัย จั่นปุ่ม ผู้ตรวจราชการศธ.เป็น รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการโยกย้ายข้าราชการที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเร่งทำก่อนวันที่ 29 ส.ค.นี้ว่า กำลังจะหมดเดือน ส.ค.แล้ว จะเหลือแค่เดือนก.ย. มันไม่ใช่การเร่งย้ายข้าราชการระดับสูง เพราะวันที่ 1 ต.ค. ต้องเริ่มทำงานกันแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องเร่งอะไรเป็นไปตามกระบวนการ ไทม์ไลน์ที่เหมาะสม