‘ครม.’เคาะแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ศธ.แทนเกษียณ 5 ตำแหน่ง

‘ครม.’เคาะแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ศธ.แทนเกษียณ 5 ตำแหน่ง

‘ครม.’เคาะแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ศธ.แทนเกษียณ 5 ตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.05 น.

‘ครม.’เคาะแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ศธ.แทนเกษียณ ‘เกศทิพย์’ขึ้นอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้

19 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณอายุราชการ ระดับ 10 จำนวน 5 ราย  ดังนี้

1.นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. เป็น อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)

2.นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)

3.นายพิเชฐร์ วันทอง ผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็น รองเลขาธิการ กพฐ.

4.นายวีระ แข็งกสิการ ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็น รองปลัด ศธ. 

5.นายศุภชัย จั่นปุ่ม ผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็น รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

‘ผู้ว่าฯสงขลา’สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีแอบอ้างสแกนลายเซ็น

‘ผู้ว่าฯสงขลา’สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีแอบอ้างสแกนลายเซ็น

‘ผู้ว่าฯสงขลา’สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีแอบอ้างสแกนลายเซ็น

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.47 น.

‘ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา’เอาจริง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีแอบอ้างสแกนลายเซ็นลงนามหนังสือราชการ

จากกรณีที่เป็นข่าวปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ มีการนำภาพหนังสือราชการจังหวัดสงขลาปลอม แอบอ้างสแกนลายเซ็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ลงนามถึงนายอำเภอเมืองสงขลา ขอความอนุเคราะห์อำนวยความสะดวก นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการเดินทางมาราชการในพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจราชการสำคัญตามนโยบายรัฐบาล และมีกำหนดเดินทางกลับไปปฏิบัติราชการ ณ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นั้น โดยหนังสือฉบับดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่สื่อโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ มีการตั้งข้อสังเกตวิพากษ์วิจารณ์ไปในทางเสื่อมเสียส่งผลต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดสงขลา

ล่าสุดวันนี้ (19 ส.ค.68) นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้ออกคำสั่งจังหวัดสงขลา ที่ 39407/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 55 และมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบมาตรา 90 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว ประกอบด้วย

1) นายวิทยา จันทน์เสนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ประธานกรรมการ

2) นายวรพันธุ์ สุวรรณยุหะ ปลัดจังหวัดสงขลา กรรมการ

3) นางสาวลัดดาวัลย์ สุวรรณรัตน์ นิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานจังหวัดสงขลา กรรมการและเลขานุการ

4) นายถวัลย์ชัย พรหมมา นิติกรชำนาญการ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา ผู้ช่วยเลขานุการ

5) นายภูวนัย จันสุกศรี ผู้ช่วยเลขานุการ

ทั้งนี้ ตามคำสั่งดังกล่าวระบุ ให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการตรวจสอบ สืบสวน และรวบรวมพยานหลักฐานกรณีดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเสนอความเห็นต่อผู้สั่งแต่งตั้งเพื่อพิจารณาสั่งการ และหากปรากฏมีการกระทำความผิดจริงให้ดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญาต่อไป สั่ง ณ วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2568 ลงนาม นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

อย่างไรก็ตามกรณีที่เกิดขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำหนังสือราชการยังตั้งข้อสังเกตว่า หนังสือราชการฉบับดังกล่าวมีหลายจุดไม่ถูกต้อง เช่น เรื่องการใช้ถ้อยคำในหนังสือ ซึ่งหากเป็นหนังสือสั่งการจากผู้บังคับบัญชาลงไปจะไม่ใช้ถ้อยคำว่า ตั้งเรื่อง ขอความอนุเคราะห์ หรือลงท้ายว่า ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ ส่วนชื่อเต็มใต้ลงนามลายเซ็น ในทางปฏิบัติปกติมักเป็นการประทับตราสดเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรูปแบบฟอร์มเอกสารราชการที่พิมพ์ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น ซึ่งจากข้อสังเกตต่าง ๆ ทำให้ทราบว่าหากเป็นหนังสือสั่งการจากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาจริง ถ้อยคำบนหนังสือจะต้องปรากฏข้อสั่งการอีกแบบหนึ่ง และแบบฟอร์มเอกสารราชการต้องถูกต้องตามระเบียบ

จากกรณีที่เกิดขึ้น ทำให้จังหวัดสงขลาต้องกำชับส่วนราชการให้เคร่งครัดเรื่องการนำลายเซ็นสแกนของผู้บังคับบัญชาไปใช้ เนื่องจากการปลอมแปลงเอกสารราชการมีโทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา ส่งผลกระทบต่อบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างรวมถึงภาพลักษณ์ของจังหวัดและส่วนราชการ

มทภ.2 ชี้’ทหารกัมพูชา’ ป่วนคณะทูตลงพื้นที่ ช่องอานม้า เป็นแค่ลีลาเชิงสัญลักษณ์

มทภ.2 ชี้'ทหารกัมพูชา' ป่วนคณะทูตลงพื้นที่ ช่องอานม้า เป็นแค่ลีลาเชิงสัญลักษณ์

มทภ.2 ชี้’ทหารกัมพูชา’ ป่วนคณะทูตลงพื้นที่ ช่องอานม้า เป็นแค่ลีลาเชิงสัญลักษณ์

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

มทภ.2  ชี้  ทหารกัมพูชา ป่วนคณะทูตลงพื้นที่ ช่องอานม้า สร้างลีลาเชิงสัญลักษณ์ ระบุ มั่นใจ ความเป็นกลางผู้สังเกตุการณ์ นำข้อมูลเสนอนานาชาติ

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พลโท บุญสิน  พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงการลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว หรือ IOT ที่บริเวณช่องอ่านม้า จังหวัดอุบลราชธานี และเกิดเหตุการณ์ที่ทหารกัมพูชานายหนึ่ง เข้ามาขัดขวางการลงพื้นที่ โดยอ้างว่า ทางการไทยไม่ยอมแจ้งรายละเอียด รวมทั้งนำคณะมาจำนวนมากกว่าไม่มีอะไร เป็นลีลาของทางกัมพูชา พร้อมยืนยันว่าพื้นที่บริเวณนั้น อยู่ในอธิปไตยของไทยและสามารถนำคณะเดินทางเข้าไปได้ ในทางกลับกัน ครั้งที่ผ่านมากัมพูชานำคณะลงพื้นที่สังเกตการณ์ในลักษณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ขออนุญาตทางการไทย

ซึ่งอาจมองได้ว่า การแสดงท่าทีเช่นนี้ เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ของฝ่ายกัมพูชา อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่า คณะสังเกตการณ์ชั่วคราวที่ลงพื้นที่ มีความเป็นกลาง ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และถือเป็นเรื่องที่ดีที่ทางประเทศไทยได้นำคณะดังกล่าวลงพื้นที่ในวันนี้ เชื่อว่าข้อมูลทั้งหมดจากการลงพื้นที่จะถูกนำเสนอต่อนานาชาติ ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่มีน้ำหนัก และน่าเชื่อถือ เช่นเดียวกับการที่กระทรวงการต่างประเทศได้นำคณะทูตลงพื้นที่สำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการโจมตีของกัมพูชาอย่างไม่เลือกเป้าต่อพื้นที่พลเรือนเช่นที่เกิดขึ้นบริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท. บ้านผือ จังหวัดศรีสะเกษ 

รัฐบาลย้ำปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมใช้เวที RBC-GBC เจรจาเพื่อรักษาอธิปไตยของไทย

รัฐบาลย้ำปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมใช้เวที RBC-GBC เจรจาเพื่อรักษาอธิปไตยของไทย

รัฐบาลย้ำปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมใช้เวที RBC-GBC เจรจาเพื่อรักษาอธิปไตยของไทย

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.34 น.

‘ภูมิธรรม’สั่งการกองทุนสำนักนายกฯ เยียวยาผลกระทบด้านอื่นๆต่อไป ขณะที่รัฐบาลปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมใช้เวที RBC-GBC เจรจาเพื่อรักษาอธิปไตยของไทย

19 ส.ค.68 นายจิรายุ  ห่วงทรัพย์   โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ มีข้อสั่งการ โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีดังนี้ ในเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

1. รัฐบาลได้ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง   และยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ  ได้แก่

1.1 การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ซึ่งได้เริ่มแล้วโดยกองทัพภาคที่ 1 และกำลังจะดำเนินการโดยกองทัพภาคที่ 2

1.2 การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ได้กำหนดประชุมระหว่างวันที่ 8 – 10 กันยายน 2568 ที่ จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา 

1.3 การดำเนินการสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT)     โดยทูตทหาร ASEAN แต่ละประเทศ รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วานนี้ (จันทร์ที่  18 สิงหาคม)

2.ขณะนี้ ยังมีรายงานจากฝ่ายความมั่นคงว่ามีอากาศยานไร้คนขับ หรือ “ โดรน ” แปลกปลอมเพิ่มขึ้นมากจนผิดปกติ ขอให้ ศบ.ทก ร่วมกับ  กระทรวงคมนาคม  และ กสทช. กำหนดมาตรการที่เหมาะสมและแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน

3.ศูนย์พักพิงชั่วคราวในจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบ ขณะนี้ได้ปิดลงแล้ว ประชาชนได้เดินทางกลับเข้าบ้านพักแล้ว ให้พื้นที่สรุปและสำรวจการให้ความช่วยเหลือต่อไป

4.การเยียวยาตามมติคณะรัฐมนตรี ให้แก่ทหารและพลเรือนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ได้ดำเนินการแล้ว รวมถึงบ้านเรือนที่เสียหายก็ได้รับการช่วยเหลือซ่อมแซมตามลำดับ 

สำหรับการดูแลด้านจิตใจ กระทรวงสาธารณสุขต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนการเยียวยานอกเหนือจากนั้น ได้สั่งการให้คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินการต่อไป

5. เรื่องสงครามข่าวสาร ซึ่งมีการสร้างข่าวเท็จ และสร้างสถานการณ์ ตลอดจนมีข่าวปลอม หรือเฟคนิวส์ ถึงแม้ประเทศไทยจะมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและแสดงความเห็น   แต่ขณะนี้เราต้องการความสามัคคีภายในประเทศ  จึงขอให้หน่วยงานต่าง ๆ ด้านการสื่อสารมวลชนทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกับ ศบ.ทก. ตรวจสอบขจัดเฟคนิวส์ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ และไม่เป็นผู้ขยายผลเสียเอง โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือตรวจสอบผ่านศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center: AFNC)

เช็คที่นี่!‘ครม.’เคาะแต่งตั้งโยกย้าย‘อธิบดี-ผู้ว่าราชการจังหวัด’ล็อตใหญ่ 25 เก้าอี้

เช็คที่นี่!‘ครม.’เคาะแต่งตั้งโยกย้าย‘อธิบดี-ผู้ว่าราชการจังหวัด’ล็อตใหญ่ 25 เก้าอี้

เช็คที่นี่!‘ครม.’เคาะแต่งตั้งโยกย้าย‘อธิบดี-ผู้ว่าราชการจังหวัด’ล็อตใหญ่ 25 เก้าอี้

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

‘ครม.’เคาะแต่งตั้งโยกย้าย‘อธิบดี-ผู้ว่าราชการจังหวัด’ล็อตใหญ่ 25 เก้าอี้ ‘สุรศักดิ์’ผวจ.หนองบัวลำภู ขึ้นนั่ง‘อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน’ ตั้ง‘ทศพล’เป็นพ่อเมืองเชียงใหม่ เด้ง‘7 ผวจ.’เข้ากรุนั่งผู้ตรวจฯ

19 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำแหน่งบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย รวม 25 ตำแหน่ง ประกอบด้วย

1. นายจุมพฎ วรรณฉัตรสิริ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

2. นายชูชีพ พงษ์ไชย พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ให้ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

3. นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรการ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ

4. นายณรงค์ เทพเสนา พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ

5. ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ

6. นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ

7. นายวีระพันธ์ ดีอ่อน พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ

8.ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

9. นายอังกูร ศีลาเทวากูล พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ

10. นายสุรศักดิ์ อักษรกุล พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ไปเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

11. นายรัฐศาสตร์ ชิดชู พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่

12. นายชรินทร์ ทองสุข พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น

13. นายนริศ นิรามัยวงศ์ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี

14. นายรัฐพล นราดิศร พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

15. นายทศพล เผื่อนอุดม พ้นจากผู้ตรวจราชการ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

16. นายศุภมิตร ชิณศรี พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์

17. นายเอกวิทย์ มีเพียร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

18. นายศรัณย์ศักดิ์ ศรีเครือเนตร พ้นจากผู้ตรวจราชการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

19. น.ส.ชุติพร เสชัง พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน

20. นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง

21. นายสยาม ศิริมงคล พ้นจากอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

22. นายชยชัย แสงอินทร์ พ้นจากผู้ตรวจราชการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดจังหวัดสมุทรสงคราม

23. นายสมบัติ ไตรศักดิ์ จากผู้ตรวจราชการ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี

24. นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ

25. นายชำนาญ ชื่นตา พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

‘พุทธิพงษ์’ลั่น‘ปิดด่าน-สร้างรั้ว’สิ่งที่ข้างบ้านเกรงกลัว ใครขวางคนนั้นคือไส้ศึก

‘พุทธิพงษ์’ลั่น‘ปิดด่าน-สร้างรั้ว’สิ่งที่ข้างบ้านเกรงกลัว ใครขวางคนนั้นคือไส้ศึก

‘พุทธิพงษ์’ลั่น‘ปิดด่าน-สร้างรั้ว’สิ่งที่ข้างบ้านเกรงกลัว ใครขวางคนนั้นคือไส้ศึก

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.02 น.

‘พุทธิพงษ์’ลั่น‘ปิดด่าน-สร้างรั้ว’สิ่งที่ข้างบ้านเกรงกลัว ใครขวางคนนั้นคือไส้ศึก

19 สิงหาคม 2568 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

การปิดด่าน การสร้างรั้ว…คือสิ่งที่ข้างบ้านเกรงกลัว…ทั้งกาสิโน สแกรมเมอร์ สินค้าเถื่อนและแรงงานเถื่อน รายได้สีเทาของเค้าทั้งนั้น!

“ คนที่ออกมาขัดขวาง…คนนั้นแหละ ”

#ไส้ศึก #ดูออก 

#คิดตรงกันมั้ยครับ

‘กมธ.เศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’แนะ 5 ข้อสางปัญหา‘ผู้ประกอบการค้าชายแดน’ตกเป็นเหยื่อ‘มิจฉาชีพ’

‘กมธ.เศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’แนะ 5 ข้อสางปัญหา‘ผู้ประกอบการค้าชายแดน’ตกเป็นเหยื่อ‘มิจฉาชีพ’

‘กมธ.เศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’แนะ 5 ข้อสางปัญหา‘ผู้ประกอบการค้าชายแดน’ตกเป็นเหยื่อ‘มิจฉาชีพ’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.31 น.

‘กมธ.เศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’แนะ 5 ข้อสางปัญหา‘ผู้ประกอบการค้าชายแดน’ตกเป็นเหยื่อ‘มิจฉาชีพ’ จี้‘ธปท.-สมาคมธนาคารไทย-ตร.’ผนึกสร้างกลไกกลาง ลดภาระเหยื่อ

19 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายพงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การเศรษฐกิจการเงิน และการคลัง วุฒิสภา แถลงกรณีปัญหาการถูกอายัดบัญชีของผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกชายแดนว่า ผู้ประกอบการด้านการค้าชายแดนกำลังเผชิญปัญหาบัญชีถูกอายัดทรัพย์ถือเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและสะท้อนถึงจุดอ่อน บางประการในระบบการกำกับดูแลด้านการธุรกรรมทางการเงินของประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย 10 กว่าบริษัทก็เป็นเหยื่อของมิจฉาชีพมาแล้ว

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทางกมธ.ฯได้รับหนังสือ ร้องเรียนจากผู้ประกอบการส่งออกชายแดนจำนวนหลายรายซึ่งประกอบธุรกิจ ด้านการค้าชายแดนขายสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับผู้ซื้อฝั่งลาวและเวียดนามโดยมีการดำเนินการตามใบสั่งซื้อ ผ่านศุลกากรตามปกติ และผู้ซื้อชำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่น แต่การค้าชายแดนมีความละเอียดอ่อน บริษัทไทยจะมีปัญหาในการออกเอกสารแสดงแหล่งกำเนิดสินค้า มีปัญหาการขาดเงินบาทในประเทศลาวและเวียดนาม และยังมีปัญหาการโอนเงินผ่านธนาคารผ่านธนาคารพาณิชย์ ผู้ซื้อจึงต้องใช้เส้นทาง โพยก๊วน ที่เป็นโต๊ะแลกเงินที่ไม่ได้รับใบอนุญาตในการโอนเงินเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีกว่าการโอนผ่านธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้มีมิจฉาชีพแอบอ้างหรือสวมรอย โดยการใช้ข้อมูลทางธุรกรรมทางด้านการเงินของผู้ประกอบการ ลวงบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง โอนเงินเข้าบัญชีของผู้ประกอบการโดยไม่พบที่มา ทำให้หน่วยงานราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งอายัดบัญชีตามมาตรา 7 ของพระราชกำหนดป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2568 ซึ่งให้อำนาจในการระงับบัญชี โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าของบัญชีทราบล่วงหน้า

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า การโอนผ่านช่องทางนอกระบบในลักษณะนี้ แม้จะไม่มีความผิดในแง่ของเจตนา แต่กลายเป็นช่องว่างที่ทำให้ผู้ประกอบการตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือขบวนการฟอกเงินโดยไม่รู้ตัว และแม้ว่าผู้ประกอบการจะสามารถแสดงหลักฐานได้ครบถ้วนแต่ตำรวจคืนเงินไม่ได้ เพราะผู้เสียหายแจ้งความขอคืนเงินและมีเส้นทางการเงินที่ชัดเจน ทางกมธ.ฯจึงเห็นว่าเป็นปัญหาทั้งระบบที่จะต้องได้รับการแก้ไขรอบด้าน

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า กมธ.ฯจึงเห็นว่าควรมีทางออกในการเยียวยาและแก้ไขปัญหาให้กับผู้เสียหายที่ตกเป็นเครื่องมือของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คือ

1.ผู้ประกอบการที่เป็นเหยื่อต้องรีบไปชี้แจงกับพนักงานสอบสวนในแต่ละคดี โดยนำเอกสารการค้าทั้งหมดใบอินวอย หลักฐานการส่งออก ผ่านศุลกากรไปแสดง หากหลักฐานเพียงพอและพิสูจน์ว่าทำการค้าโดยสุจริต พนักงานสอบสวนก็น่าจะปลดอายัดให้ แต่หากผู้ประกอบการยังทำธุรกิจในรูปแบบเดิม ที่มีการรับเงินโดยไม่ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินและลูกค้า ก็จะถูกอายัดบัญชีไปเรื่อย ๆ เพราะทางการใช้มาตรการนี้เป็นการสกัดกั้นมิจฉาชีพ

2.ผู้ประกอบการแจ้งความในฐานะเป็นผู้เสียหาย เนื่องจากธุรกิจของตนก็ได้รับความเสียหายด้วย

3.ผู้ประกอบการสามารถโอนคดี มารวมกันที่เดียวในฐานะผู้เสียหายร่วม

4.ขอให้ตำรวจอายัดเฉพาะยอดเงินร้องเรียนเสียหายร้องเรียนเท่านั้น แทนการอายัดทั้งบัญชี

5. ประสานงานกับส่วนกลางขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประสานงานกับสถานีตำรวจทั่วประเทศให้พิจารณาการปลดอายัดบัญชี ในกรณีที่มีหลักฐานชัดเจน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นเหยื่อร่วม

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำต้องมีการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินที่โอนเข้ามา และผู้ประกอบการอาจต้องมีรายละเอียดของบัญชีที่ได้รับอนุญาตให้ชำระเงิน จากคู่ค้าเพื่อลดความเสี่ยงในการรับเงินของบุคคลของบุคคลที่เราไม่รู้จัก รวมถึงทำบัญชีของคู่ค้าที่เชื่อถือได้เท่านั้น และเปลี่ยนรูปแบบการค้า โดยผู้ประกอบการต้องปรับตัวจากการค้าแบบดั้งเดิมมาสู่รูปแบบที่โปร่งใสมากขึ้น และเสนอให้ธนาคารการแจ้งเตือนเจ้าของบัญชี ทันที เมื่อมีการระงับบัญชีเพื่อที่ผู้ประกอบการจะได้แก้ไขได้ทัน ทั้งนี้กมธ.ฯยังเห็นว่าในงานที่ควบคุมดูแล ทั้ง ธปท. สมาคมธนาคารไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ควรมีกลไกกลางในการประสานงานระหว่างกัน เพื่อการดำเนินคดีอย่างมีเอกภาพลดภาระผู้ประกอบการและสร้างความยุติธรรม ให้เท่าเทียมกันทั่วประเทศและภาครัฐควรให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการชายแดนอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อของการฉ้อโกง

อาเซียน 8 ชาติร่วมพิสูจน์! ‘กัมพูชา’ ละเมิดหยุดยิงชายแดนไทย

อาเซียน 8 ชาติร่วมพิสูจน์! 'กัมพูชา' ละเมิดหยุดยิงชายแดนไทย

อาเซียน 8 ชาติร่วมพิสูจน์! ‘กัมพูชา’ ละเมิดหยุดยิงชายแดนไทย

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.28 น.

กองทัพไทยนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) 8 ประเทศ ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ตรวจสอบข้อเท็จจริงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกรมข่าวทหาร จัดให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) จาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมทั้งสิ้น 14 นาย โดยมีผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองกำลังสุรนารี (กองทัพภาคที่ 2) ระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2568

การปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ เริ่มต้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุมศรีจันทราพันธุ์ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ มณฑลทหารบกที่ 22 จังหวัดอุบลราชธานี คณะผู้สังเกตการณ์ได้รับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงจากกองทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา ตามบันทึกผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา ตลอดจนการขัดขวางการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ

ในวันที่ 19–20 สิงหาคม 2568 คณะผู้สังเกตการณ์ IOT มีกำหนดตรวจเยี่ยมพื้นที่สำคัญตามแนวชายแดน ได้แก่

1. พื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบกรณีการรุกเข้ามาตัดลวดหนามของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการทำลายความไว้วางใจและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
2. ผามออีแดง จ.ศรีสะเกษ จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถมองเห็นพื้นที่พิพาท (พระวิหาร–ช่องตาเฒ่า–สัตตาโสม) เพื่อให้เข้าใจภาพรวมสถานการณ์
3. ฐานกฤษณา (ภูมะเขือ) ตรวจสอบกรณีการวางทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ที่เพิ่งถูกวางใหม่ จนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บเมื่อ 9 สิงหาคม 2568
4. ฐานปราบศึก เพื่อตรวจเยี่ยมและรับชมหลักฐานทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ตรวจยึดได้จากกองกำลังฝ่ายกัมพูชา
5. สถานที่ควบคุมเชลยศึก เพื่อยืนยันว่าการปฏิบัติของไทยเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากลและอนุสัญญาเจนีวา ทั้งด้านอาหาร การแพทย์ และการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน

6. โรงพยาบาลพนมดงรัก เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ ตรวจสอบผลกระทบจากการโจมตีด้วยจรวด BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมสากลอย่างชัดเจน เนื่องจากโจมตีต่อพลเรือนและสถานพยาบาล
7. ช่องจุ๊ปตะโมก ตรวจสอบเหตุการณ์ทหารพรานไทยเหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ภายหลังการหยุดยิง ตอกย้ำว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คณะผู้สังเกตการณ์จากนานาชาติได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และตรงไปตรงมาในพื้นที่จริง อีกทั้งเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงชายแดนและประชาชนผู้บริสุทธิ์

กองทัพไทยขอยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการรักษาข้อตกลงหยุดยิง การปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมสากล และการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี แต่จะไม่ยอมให้มีการละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนและความปลอดภัยของประชาชนไทยโดยเด็ดขาด


Royal Thai Armed Forces Escort Interim Observer Team (IOT) from Eight ASEAN Countries to Thai-Cambodian Border to Verify Ceasefire Violations
The Royal Thai Armed Forces, through the Directorate of Joint Intelligence, facilitated the Interim Observer Team (IOT) comprising 14 representatives from eight ASEAN member states, including Brunei, Malaysia, Lao PDR, Indonesia, Myanmar, the Philippines, Singapore, and Vietnam. The mission, led by the Malaysian Defence Attaché to Thailand, visited the operational area of the Suranaree Task Force (2nd Army Area) during 18-20 August 2025.

The mission commenced on 18 August 2025 at the Srichantraphan Conference Room, Sunprasitthiprasong Military Hospital, 22nd Military District, Ubon Ratchathani Province. The interim observers received a briefing from the 2nd Army Area on Cambodia’s violations of the ceasefire agreement, as stipulated in the Thai-Cambodian General Border Committee (GBC) meeting records, as well as on Cambodia’s obstruction of mine clearance operations conducted by the Thailand Mine Action Centre (TMAC).

On 19-20 August 2025, the IOT delegation is scheduled to visit key areas along the border, including:

• Chong Ahn Ma, Ubon Ratchathani Province – to verify the incident of Cambodian forces cutting through barbed wire fencing, an act that undermines trust and constitutes a violation of the ceasefire.
• Pha Mo E Daeng, Si Sa Ket Province – a strategic point overlooking disputed areas (Phra Viharn area–Chong Ta Thom–Satta Som) to provide contextual understanding of the situation.
• Kritsana Base (Phu Makua Hill) – to examine newly-laid PMN-2 anti-personnel landmines that wounded Thai soldiers on 9 August 2025.
• Prab Suk Base – to view recovered mines and explosive ordnance seized from Cambodian forces.
• Prisoner of War Holding Facility – to confirm that Thailand’s treatment of prisoners complies fully with international humanitarian principles and the Geneva Conventions, including food, medical care, and basic rights protections.
• Phanom Dong Rak Chalerm Phra Kiat 80th Anniversary Hospital, Surin Province – to assess the damage caused by a Cambodian BM-21 Grad rocket attack, which clearly violated international humanitarian law by targeting civilians and a medical facility.
• Chong Chup Tamok – to investigate the incident of a Thai ranger forces stepping on a landmine on 12 August 2025, after the ceasefire took effect, reaffirming Cambodia’s continued violations.

The purpose of this mission is to ensure that international observers receive accurate, comprehensive, and direct information from the ground, while highlighting Cambodia’s repeated ceasefire violations that have directly threatened border security and the safety of innocent civilians.
The Royal Thai Armed Forces reaffirm that Thailand remains committed to upholding the ceasefire, adhering to international humanitarian law, and resolving border issues through peaceful means. However, Thailand will never tolerate violations of its territorial integrity or threats to the safety of its people.”

Cr: กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters, กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force

‘พลังแผ่นดิน’มีนัดพิเศษรวมพลหน้าสภา 21 สิงหา หนุนเลิก MOU 43-44

‘พลังแผ่นดิน’มีนัดพิเศษรวมพลหน้าสภา 21 สิงหา หนุนเลิก MOU 43-44

‘พลังแผ่นดิน’มีนัดพิเศษรวมพลหน้าสภา 21 สิงหา หนุนเลิก MOU 43-44

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.10 น.

‘จตุพร’บอกต่อ 21 สิงหา ‘พลังแผ่นดิน’มีนัดพิเศษรวมพลหน้าสภา บีบนักการเมืองปกป้องอธิปไตย หนุนเลิก MOU 43-44 ย้ำใจร่มๆ‘คดีพ่อ-ลูกชินวัตร’รอดหรือไม่รอด เชื่อทุกทางเป็นไปสังคมมีคำตอบรองรับไว้หมด

19 สิงหาคม 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน เมื่อวันที่ 18 ส.ค.68 ว่า คณะรวมพลังแผ่นดินนัดชุมนุมหน้ารัฐสภาวันที่ 21 ส.ค.นี้ เพื่อสนับสนุนญัตติยกเลิก MOU 43-44 และกระตุ้นให้นักการเมืองทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยแผ่นดิน

สิ่งสำคัญ นิด้าโพลสำรวจความนิยมของนักการเมือง โดยสะท้อนว่า กว่า 60 % (ไม่ค่อยพอใจ 32.29 % กับ ไม่พอใจเลย 28.24 %) ไม่พอใจนักการเมือง ซึ่งแสดงถึงวิกฤตศรัทธามาแรงและสิ้นหวังกับนักการเมืองไทย จึงสุ่มเสี่ยงที่สุดกับอำนาจอื่นหรือส่อถูกรัฐประหารเข้ามาจัดการอีก

“แต่เราปรารถนาให้แก้ไขตามวิถีทางประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ไม่ใช่ประชาธิปไตยจอมปลอมในทุกวันนี้ ซึ่งจะถูกประชาชนลุกขึ้นมาสั่งสอนนักการเมืองพวกใช้ไม่ได้ เมื่อผลโพลอธิบายให้เห็นชัดเจนว่า พรรคที่เคยได้รับความนิยม ประชาชนจะไม่นิยม เพราะประชาชนไม่ได้เป็นของตายของใครอีกต่อไปแล้ว”

ส่วนคณะรวมพลังแผ่นดินชุมนุม 21 ส.ค.ที่ลานประชาชนหน้ารัฐสภาถือเป็นนัดพิเศษก่อนชุมนุมใหญ่เพื่อสนับสนุนญัตติให้ยกเลิก MOU 43 และ 44 เพราะสุ่มเสี่ยงกับอธิปไตยของไทย

นอกจากนี้ที่ผ่านมาการเจรจาตาม MOU ดังกล่าว ยังมีการละเมิดกว่า 600 ครั้ง ซึ่งไทยทำได้เพียงทำหนังสือประท้วง ที่สำคัญรัฐบาลไม่เคยแสดงท่าทีอะไรชัดเจนกับการปกป้องชาติบ้านเมืองเลย

“เมื่อ (MOU) เป็นแนวทางสุ่มเสี่ยงแล้ว ก็ไม่ควรดำรงอยู่ต่อไป เพราะกรณีพิพาทบนบกก็เป็นชนวนสู้รบกัน จนวันนี้ไม่รู้ว่า ปัญหาดินแดนจะอยู่กันสภาพอย่างไร ส่วนทางทะเลถ้าไม่มีการชุมนุมคัดค้านกันคงแบ่งผลประโยชน์ 50 ต่อ 50 กันไปแล้ว ดังนั้นเมื่อข้อตกลงใดๆ ไม่ได้รับการปฏิบัติแล้ว จะเก็บไว้ทำไม”

นายจตุพร ย้ำว่า แม้พรรคภูมิใจไทยเสนอญัตติให้ยกเลิก MOU 43 และ 44 ส่วนภาคประชาชนจะยื่นหนังสือเรียกร้องให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา หรือส่งให้รัฐบาลพิจารณา หรือหากสภาตีตก ซึ่งจะเป็นตราประทับว่า สภาไม่รู้ไม่เห็นในเรื่องราวเหล่านี้อย่างชัดเจน

นายจตุพร กล่าวว่า คณะรวมพลังแผ่นดินกระตุ้นให้สภาแสดงออกในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ไม่ใช่ให้อยู่แบบลอยหน้าลอยตากันและไม่ยุ่งเกี่ยวกับอธิปไตยของแผ่นดินจนเป็นปัญหาการรบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม การชุมนุมในห้วงสถานการณ์ร้อนทางการเมืองกรณีคดีพัวพันพ่อ-ลูก ชินวัตร ซึ่งศาลนัดวันที่ 21-22-29 ส.ค.และต่อเนื่องชี้จาดคดีชั้น 14 วันที่ 9 ก.ย. แม้มีข่าวสารล็อบบี้ให้รอดคดี แต่เชื่อว่า แต่ละองค์กรจะยึดมั่นการทำหน้าที่ในนามพระปรมาภิไธย

“เราไม่กลัวว่า แต่ละคดีถูกตัดสินให้รอดหรือไม่รอด เพราะสังคมจะมีคำตอบให้ประเทศ ส่วนแผนกอวยว่าประเทศจะขาดนายกฯ คนนี้ไม่ได้ หรือการปลอบใจตัวเองว่า พรรคเพื่อไทยยังมีแคนดิเดตนายกฯ เหลืออีกหนึ่งคน ก็อวยกันไป”

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าคำวินิจฉัยของศาลออกมาเป็นลบแล้ว เมื่อถึงการเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองที่เป็นหลักย่อมถูกแรงต้านจากสังคม ดังนั้น ยิ่งใกล้วันศาลจะตัดสินคดี ประชาชนควรทำจิตใจให้ร่มๆ กันไว้ เพราะบ้านเมืองจะเกิดชะตากรรมเช่นไร ล้วนมีคำตอบในเส้นทางต่อไปทั้งสิ้น

นายจตุพร กล่าวว่า กรณีคลิปเสียงนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์กับอังเคิลฮุนเซน เมื่อนายกฯ ยอมรับได้พูดจริงตามเนื้อหาแล้ว จึงขึ้นอยู่กับศาล รธน.จะวินิจฉัยว่า การพูดเช่นนั้นมีความผิดตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

“เพราะข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็เป็นไปอย่างนั้น โดยไม่เกี่ยวกับสมเด็จฮุนเซนจะได้ประโยชน์หรือเป็นไปตามที่เคยพูดไว้ว่าไทยจะเปลี่ยนนายกฯ คนใหม่ภายใน 3 เดือนเลย”

‘สว.พิสิษฐ์’ไม่ก้าวล่วง‘ศาลรธน.’วินิจฉัยคดี’คลิปเสียง‘อิ๊งค์-ฮุนเซน’ แต่‘รัฐบาล’บอบบางแน่ สารพัดปัญหารุมเร้า

‘สว.พิสิษฐ์’ไม่ก้าวล่วง‘ศาลรธน.’วินิจฉัยคดี’คลิปเสียง‘อิ๊งค์-ฮุนเซน’  แต่‘รัฐบาล’บอบบางแน่ สารพัดปัญหารุมเร้า

‘สว.พิสิษฐ์’ไม่ก้าวล่วง‘ศาลรธน.’วินิจฉัยคดี’คลิปเสียง‘อิ๊งค์-ฮุนเซน’ แต่‘รัฐบาล’บอบบางแน่ สารพัดปัญหารุมเร้า

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.44 น.

‘สว.พิสิษฐ์’ ขอไม่ก้าวล่วง ‘ศาลรธน.’ นัดวินิจฉัยคดี ’คลิปเสียงหลุด ‘ อุ๊งอิ๊งค์-ฮุน เซน’  แต่‘รัฐบาล’ บอบบางแน่นอน เจอสารพัดปัญหารุมเร้า  โยนเป็นเรื่องสภาฯสถานการณ์เอื้อปูทาง ‘เลือกตั้งใหม่’ เชื่อไม่น่าเกิดเร็วๆนี้ เหตุ ‘งบฯปี69’ เพิ่งผ่านฉลุย

เมื่อวันที่  19 สิงหาคม  ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมจะวินิจฉัยกรณีคลิปเสียงสนทนาของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา กัมพูชา ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ว่า เรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญ ตนไม่อาจจะก้าวล่วงได้ แต่หากถามว่าตอนนี้รัฐบาลบอบบางหรือไม่ ก็แน่นอน การที่นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ ต้องส่งผลกระทบต่อหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น ตอนนี้ที่เรามีปัญหาเรื่องชายแดน เรื่องความมั่นคง เรื่องการต่างประเทศ และปัญหาที่ชัดเจนตอนนี้คือ ด้านการสื่อสารของประเทศไทยค่อนข้างอ่อน ต่างประเทศลงข่าวโจมตีประเทศไทยหลายเรื่อง แต่ทางเราตอบโต้ช้าหรือตอบโต้ไม่ทันมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากสถานการณ์เหมือนเป็นการปูทางไปถึงการเลือกตั้งหรือไม่ นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในมุมของตนมองว่าร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ก็ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแบบฉลุยแล้ว ตนคิดว่าไม่น่าจะมีการเลือกตั้งเร็วๆ นี้ ฉะนั้น คดีของนายกรัฐมนตรี เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องตรวจสอบต่อไป