คณะผู้สังเกตการณ์ ลงพื้นที่ช่องอานม้า เจอทหารกัมพูชาโวย อ้างไทยพาเข้าพื้นที่เกินกำหนด

คณะผู้สังเกตการณ์ ลงพื้นที่ช่องอานม้า เจอทหารกัมพูชาโวย อ้างไทยพาเข้าพื้นที่เกินกำหนด

คณะผู้สังเกตการณ์ ลงพื้นที่ช่องอานม้า เจอทหารกัมพูชาโวย อ้างไทยพาเข้าพื้นที่เกินกำหนด

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.35 น.

คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจเยี่ยมช่องอานม้า พบทหารกัมพูชาแสดงท่าทีไม่พอใจ อ้างไทยพาคณะเข้าพื้นที่เกินกำหนด

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกรมข่าวทหาร ได้นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) จาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมทั้งสิ้น 14 นาย โดยมี พลตรี ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมพื้นที่ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อติดตามสถานการณ์และตรวจสอบกรณีฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเข้ามาตัดลวดหนาม ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและกระทบต่อความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ

ในการลงพื้นที่ดังกล่าว ปรากฏว่ามีทหารกัมพูชานายหนึ่งแสดงท่าทีไม่พอใจ ส่งเสียงดังโวยวาย ไม่อนุญาตให้ฝ่ายไทยนำคณะเข้าสำรวจพื้นที่โดยรอบ โดยอ้างว่ามีจำนวนผู้ติดตามมากเกินไป และอนุญาตเพียงให้คณะผู้สังเกตการณ์เดินทางเข้าสู่บริเวณอนุสาวรีย์ตาอมเท่านั้น ส่วนสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ไทยถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่ร้านค้าข้างเคียง

ทั้งนี้ ทหารกัมพูชาคนดังกล่าวได้กล่าวอ้างถึงอธิปไตยของกัมพูชาและพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อดึงความสนใจจากคณะผู้สังเกตการณ์ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม คณะผู้สังเกตการณ์ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบพื้นที่และการรับฟังบรรยายสรุปจากฝ่ายทหารไทยเป็นหลัก

คณะผู้สังเกตการณ์ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการตรวจเยี่ยมพื้นที่ พบว่าร้านค้าบริเวณโดยรอบได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์สู้รบในอดีต ทั้งจากการระเบิดและเพลิงไหม้ ขณะที่อนุสาวรีย์ตาอมยังคงเป็นจุดสำคัญของการตรวจสอบ นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า พื้นที่ฝั่งกัมพูชาเคยใช้เป็นศูนย์อพยพของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ก่อนจะปรับเปลี่ยนเป็นสถานประกอบการคาสิโนในปัจจุบัน

สำหรับช่องอานม้า นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เคยเกิดการสู้รบสำคัญระหว่างไทยและกัมพูชา โดยปัจจุบันทั้งสองฝ่ายได้จัดกำลังทหารตรึงพื้นที่โดยปราศจากอาวุธ ตามข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้อยู่ในขณะนี้

ขอบคุณ : กรมประชาสัมพันธ์ 

‘ปชน.’หยันรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำเหนื่อยแน่ ยันจุดยืนเดิมนายกฯ‘ลาออก-ยุบสภา’

‘ปชน.’หยันรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำเหนื่อยแน่ ยันจุดยืนเดิมนายกฯ‘ลาออก-ยุบสภา’

‘ปชน.’หยันรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำเหนื่อยแน่ ยันจุดยืนเดิมนายกฯ‘ลาออก-ยุบสภา’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.34 น.

‘ปกรณ์วุฒิ’ยันจุดยืนเดิม‘ปชน.’ไม่เห็นด้วยใช้‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ตัดสินเรื่องที่เป็นนามธรรม ยันเรียกร้องนายกฯ‘ลาออก-ยุบสภา’ ชี้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำเหนื่อยแน่ ผลักดันกฎหมายผ่านสภาฯไม่ได้

19 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมไต่สวนในวันที่ 21 สิงหาคม และนัดตัดสินในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ว่า วันไต่สวนเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีน่าจะไปด้วยตนเอง ก่อนที่ศาลจะนัดตัดสินในสัปดาห์ถัดไป สิ่งที่สะท้อนคือพรรคปชน.ยืนยันหลักคิดเดิมว่าเราไม่เห็นด้วยกับการที่องค์กรอิสระมาตัดสินเรื่องที่เป็นนามธรรม เช่น เรื่องการผิดจริยธรรมหรือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า พรรคปชน.เรียกร้องตั้งแต่ต้นที่มีคลิปเสียงถูกเผยแพร่ออกมาว่าสิ่งที่พึงกระทำและการเมืองควรจะเป็นคือความรับผิดชอบส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กระแสสังคมค่อนข้างชัดเจน ที่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก และเราก็เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภาเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินในการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพราะถือเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน และทำลายระบบทางการเมืองรวมถึงระบอบรัฐสภา

“เมื่อนายกฯ ไม่ได้ลาออกและไม่ยุบสภา อีกทั้งยังดำเนินการมาจนถึงทุกวันนี้ กลายเป็นว่าองค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจกว้างขวางเกินไป ในการวินิจฉัยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพราะคำว่าจริยธรรมของแต่ละคนนั้นต่างกัน จึงกลายเป็นว่าชะตากรรมของผู้นำประเทศต้องมาอยู่ในตุลาการ 9 คน ที่กำลังวินิจฉัยเรื่องที่เป็นนามธรรม ที่นายกหลายฯ ท่านหลุดจากเก้าอี้ในประเด็นแบบนี้” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่า เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกแต่ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดไว้ อาจต้องพึ่งศาลรัฐธรรมนูญในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตอนนี้มีฉากทัศน์อยู่ 2 ฉาก คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ และไม่ได้เป็นนายกฯ ต่อ ซึ่งหากเป็นนายกฯ ต่อ เราต้องเรียกร้องต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องคลิปเสียงว่านายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบอย่างไร และอีกกรณีคือหากไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไม่ว่าจะด้วยการลาออกหรือคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญก็คงต้องเลือกนายกฯ กันใหม่

เมื่อถามว่า หากดูท่าทีของรัฐบาลขณะนี้เป็นการปูทางสู่การเลือกตั้งหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลพร้อมเลือกตั้งน.ส.แพทองธาร คงยุบสภาไปแล้ว เพราะเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองที่พึงกระทำเพื่อให้ประชาชนตัดสิน

ต่อข้อถามว่า รัฐบาลอาจจะไม่พร้อมเลือกตั้ง จึงมีการโยกย้ายผู้ว่าฯ และตำแหน่งที่สำคัญต่างๆ เพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า การเมืองแบบเดิม เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด เช่น การที่พรรคเพื่อไทยขอกระทรวงมหาดไทยคืน เป็นการรับรู้กันว่าการคุมอำนาจท้องถิ่นและจังหวัดต่างๆ เป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้ง จึงกลายเป็นกระทรวงสำคัญที่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลจึงอยากได้กระทรวงนี้เป็นเรื่องปกติที่ไม่ปกติ ฉะนั้น ผู้ว่าฯ คนไหนที่มีความรู้ความสามารถก็ควรแต่งตั้งไปตามนั้น ไม่ใช่แต่งตั้งคนที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับการเลือกตั้งของตัวเอง

สำหรับการวิเคราะห์ที่ว่านายกฯ จะรอดจากศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ก็อยู่ยากเหมือนเดิม นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า แน่นอนที่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำตนดูสถานการณ์ ในการพิจารณางบประมาณปี 2569 ที่ผ่านมาแล้ว เห็นว่ารัฐบาลเหนื่อยในการที่จะตรึงคนให้ได้ เช่น บางช่วงบางตอนก็เกือบไปเหมือนกัน เราอาจจะมีลุกขึ้นพูดบ้างแต่ก็อยู่เป็นองค์ประชุม เพราะรู้ว่างบประมาณหากติดขัดอะไรจะเสียหายเป็นเรื่องใหญ่

“ซึ่งต่อไปนี้ในทุกเรื่องมองว่ารัฐบาลจะเหนื่อยมากๆ จะกลายเป็นการลากยาวโดยเสียงปริ่มน้ำ รัฐบาลแทบจะไม่เสนอกฎหมายของครม.เข้าสภาเลย เพราะจะต้องลุ้นกันตลอดทุกเวลาว่าทุกเวลาว่าจะผ่านหรือไม่ จะกลายเป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถผลักดันอะไรผ่านสภาได้เลย” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว

‘พิสิษฐ์’ปัดวุฒิสภาขวางงบฯ69 รับถึงไม่ตอบโจทย์ แต่ถ้าไม่ผ่านเป็นปัญหาทั้งประเทศ

‘พิสิษฐ์’ปัดวุฒิสภาขวางงบฯ69 รับถึงไม่ตอบโจทย์ แต่ถ้าไม่ผ่านเป็นปัญหาทั้งประเทศ

‘พิสิษฐ์’ปัดวุฒิสภาขวางงบฯ69 รับถึงไม่ตอบโจทย์ แต่ถ้าไม่ผ่านเป็นปัญหาทั้งประเทศ

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.32 น.

‘พิสิษฐ์’ปัดวุฒิสภาขวางงบฯ69  ยันไม่เป็นความจริง  บอกถ้างบฯคว่ำ จะเป็นปัญหาภาพรวมทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม  นายพิสิษฐ์  อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกระแสข่าวที่วุฒิสภาเตรียมจะคว่ำงบประมาณปี 2569 ว่า  ไม่เป็นความจริง เพราะวุฒิสภาเพิ่งได้รับร่างงบประมาณมาไม่กี่วัน และการพิจารณาของ สว.ต่างจากสส. โดยสว.จะแบ่งออกเป็น 4 ภัยคือ 1.ภัยเศรษฐกิจ 2.ภัยความมั่นคง 3.ภัยธรรมชาติ และ 4.สิ่งมีภัยสังคม   ทั้งนี้ หากเราดูจากร่างงบประมาณแล้วจะเห็นว่าไม่ได้สะท้อนการแก้ไขปัญหาทั้ง 4 ด้าน แต่ส่วนตัวก็อยากให้งบผ่าน เพราะหากไม่ผ่านจะกลายเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และทำให้การเบิกจ่ายหยุดชะงัก แต่หากดูการจัดสรรงบประมาณก็ต้องยอมรับว่าแย่จริงๆ ไม่ได้สะท้อนปัญหาที่แท้จริง

 “ข่าวที่บอกว่าวุฒิสภาจะคว่ำงบประมาณ แต่ส่วนตัวผมยืนยันว่ายังอยากให้ผ่าน แม้อาจจะไม่ตอบโจทย์  แต่ถ้าไม่ผ่านขึ้นมาจะสะดุดเลย ภาพรวมของประเทศจะมีปัญหา ส่วนกรอบการพิจารณาจะเร่งเต็มที่ให้ทันตามกฎหมาย เป็นไปได้ก็ประมาณสิ้นเดือนนี้” นายพิสิษฐ์ กล่าว

‘ทวี’ย้ำจับมือ‘เพื่อไทย’แน่น แม้ 29 ส.ค.เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง

‘ทวี’ย้ำจับมือ‘เพื่อไทย’แน่น แม้ 29 ส.ค.เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง

‘ทวี’ย้ำจับมือ‘เพื่อไทย’แน่น แม้ 29 ส.ค.เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

‘ทวี’หอบสส.ประชาชาติ ให้กำลังใจ‘อิ๊งค์’ ย้ำจับมือ‘เพื่อไทย’แน่น แม้ 29 ส.ค.เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 19 ส.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) กล่าวถึงการนำ สส.พรรค ปช. เข้าพบเพื่อให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ที่รัฐสภา ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2569 ว่า ได้เข้าให้กำลังใจ นายกฯ โดยเฉพาะ 3 สส.ชายแดนใต้ นายกฯ มีกำลังใจดี และนายกฯ ฝากให้ สส. ช่วยดูแลประชาชน พร้อมลงไปยกระดับการพัฒนาและแก้ปัญหาตามที่แถลงนโยบายไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ มีความกังวลเกี่ยวกับคดี ในขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า นายกฯ ไม่มีทีท่ากังวล เพราะเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลรัฐธรรมนูญ ทุกคนต้องเคารพ ไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์ และทางการเมืองรัฐธรรมนูญเขียนทางออกไว้อยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่า ได้มีการพูดคุยถึงแผนสำรองไว้หรือไม่ หากเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 29 ส.ค.นี้ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ยังไม่ได้คุย เรามีความเชื่อมั่นในพรรคร่วมรัฐบาล โดยการนำของพรรคเพื่อไทย (พท.) และทุกวันนี้นโยบายต่างๆ กำลังขับเคลื่อนไป ยืนยันว่าพรรค ปช.จะอยู่กับพรรคเพื่อไทย

‘มาริษ’ชี้ฟ้องผู้นำกัมพูชา ต้องจัดสมดุลให้ดีทั้ง ‘การทูต-อธิปไตย-ประโยชน์ชาติ’

'มาริษ'ชี้ฟ้องผู้นำกัมพูชา ต้องจัดสมดุลให้ดีทั้ง 'การทูต-อธิปไตย-ประโยชน์ชาติ'

‘มาริษ’ชี้ฟ้องผู้นำกัมพูชา ต้องจัดสมดุลให้ดีทั้ง ‘การทูต-อธิปไตย-ประโยชน์ชาติ’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.19 น.

“มาริษ” ขอคุยรายละเอียดฟ้องผู้นำกัมพูชา รับต้องจัดสมดุลให้ดีทั้ง ‘การทูต-อธิปไตย-ประโยชน์ชาติ’

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม  ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายมาริษ  เสงี่ยมพงษ์  รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีไทยเตรียมฟ้องผู้นำกัมพูชาทั้งทางแพ่งและอาญา ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยว่า  เป็นไปตามที่นายภูมิธรรม เวชยชัย  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แถลงไปเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม  ซึ่งต้องพิจารณาตามมติของที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลจะกระทบความสัมพันธ์การเจรจาในกรอบต่างๆหรือไม่  นายมาริษกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการ ซึ่งเรื่องนี้มีทั้ง 2 ด้านคือ กัมพูชาละเมิดสิทธิต่างๆ ของคนไทย และสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องดูรายละเอียด ขณะนี้เป็นเพียงแค่หลักการว่าเราจะพิจารณาดำเนินการ ต้องปล่อยให้มีการฟ้องร้อง และดูความเหมาะสมต่อไป

เมื่อถามถึงกรณีนักวิชาการกังวลว่าการฟ้องร้องอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ ในฐานะที่เป็นคนกลางต้องทำอย่างไร นายมาริษกล่าวว่า ตนเข้าใจ ในที่ประชุมได้มีการพูดคุยหลักการหลังจากนี้ต้องคุยกันในรายละเอียดว่าจะดำเนินการขนาดไหน อย่างไร โดยต้องดูผลกระทบในการเจรจาต่างๆ รวมถึงการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพด้วย โดยจะพยายามให้ทุกอย่างสมบูรณ์ที่สุด จึงต้องจัดสมดุลให้ดี

ถามว่าการที่จะใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการดำเนินการกับกัมพูชา จะดำเนินการอย่างไร นายมาริษ กล่าวว่า เป็นไปตามมติของสมช. ต้องดูรายละเอียดในการฟ้องของกฎหมายไทยว่าจะฟ้องขนาดไหน อย่างไร ซึ่งต้องดูให้ดี ต้องพิจารณา โดยดูเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน และต้องทำทุกอย่างให้ราบรื่นที่สุดและดีที่สุด เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามที่นายภูมิธรรมพูดตลอดว่าต้องดูความเหมาะสม โดยคำนึงถึงมิติต่างๆ รวมทั้งการต่างประเทศ แต่ขณะเดียวกัน ต้องรักษาอำนาจอธิปไตยและรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศไทยด้วย

‘เดชอิศม์’รออธิบดีคนใหม่จัดการ‘ที่ดินเขากระโดง-อัลไพน์’ ปัดเร่งให้เสร็จก่อน 29 ส.ค.

‘เดชอิศม์’รออธิบดีคนใหม่จัดการ‘ที่ดินเขากระโดง-อัลไพน์’ ปัดเร่งให้เสร็จก่อน 29 ส.ค.

‘เดชอิศม์’รออธิบดีคนใหม่จัดการ‘ที่ดินเขากระโดง-อัลไพน์’ ปัดเร่งให้เสร็จก่อน 29 ส.ค.

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.17 น.

‘เดชอิศม์’รอ‘อธิบดีกรมที่ดิน’คนใหม่ จัดการปม‘ที่ดินเขากระโดง’ ชี้‘ที่ดินอัลไพน์’ผ่านหลายมือ ต้องไล่เป็นทอดๆ รับต้องนำคำสั่งเดิมมาดูใหม่หมด ปัดเร่งทำหวังให้เสร็จก่อน 29 ส.ค. ยัน ไม่เกี่ยวไทม์ไลน์การเมือง

เมื่อเวลา 09.55 น.วันที่ 19 ส.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ว่า ไว้พูดหลังอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ได้รับการโปรดเกล้าฯก่อน เพราะเป็นหน้าที่ของอธิบดีคนใหม่ ส่วนจะรวมเรื่องที่ดินอัลไพน์ด้วยหรือไม่นั้น ก็จะดูทั้งประเทศที่มีปัญหาทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่า วางหลักทวงคืนที่ดินอัลไพน์และเขากระโดงอย่างไร นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ที่ดินหลวงทุกตารางนิ้วต้องเอามาเป็นของหลวงให้ได้ และทุกตารางนิ้วต้องทำเอกสารสิทธิ์ให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด เมื่อถามว่า หากอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ สามารถสั่งการได้เลยหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า สั่งได้ทุกเรื่องทุกแปลงทั่วประเทศ เมื่อถามย้ำถึงความคืบหน้ากรณีที่ดินอัลไพน์ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ต้องไปดู เพราะเดิมมีเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนด แต่เจตนาเขาบริจาคให้วัด ซึ่งผ่านมือมา 3-4 ทอด ต้องไล่ไปดูเป็นทอดๆ

เมื่อถามถึงบริษัทของครอบครัวหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และเลขาธิการพรรค พท. จะฟ้องรองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เซ็นเพิกถอนที่ดิน นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ตนดูไว้แล้ว แต่ขอรอให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่โปรดเกล้าฯก่อน เมื่อถามว่า จะนำคำสั่งเดิมมาทบทวนอีกครั้ง นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ต้องเอามาดูใหม่หมด เรื่องไหนที่ผิดพลาดหรือถูกต้องมันเทียบเคียงกันได้หมด

เมื่อถามว่า จะต้องนำกรณีที่ดินแรนโช ชาญวีร์ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มาพิจารณาร่วมด้วยหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ทั้งประเทศ ทุกจังหวัดหมดเลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเชื่อมโยงว่าด้วยสถานการณ์การเมืองขณะนี้ จึงต้องรีบทำเรื่องเหล่านี้ให้เสร็จก่อนวันที่ 29 ส.ค. นายเดชอิศม์ ปฏิเสธว่า ไม่มี และตนเชื่อว่าวันที่ 29 ส.ค.จะไม่มีผลอะไร ทำงานปกติ ไม่ได้เร่งรีบอะไร ไม่ได้เอาเรื่องไทม์ไลน์การเมืองมาเกี่ยว

ประชาชนอยากฟัง! ‘สมชาย’ร้องศาล รธน. ขอถ่ายทอดสด ไต่สวน’อิ๊งค์-เลขา สมช.’คดีคลิปเสียงฮุนเซน

ประชาชนอยากฟัง! 'สมชาย'ร้องศาล รธน. ขอถ่ายทอดสด ไต่สวน'อิ๊งค์-เลขา สมช.'คดีคลิปเสียงฮุนเซน

ประชาชนอยากฟัง! ‘สมชาย’ร้องศาล รธน. ขอถ่ายทอดสด ไต่สวน’อิ๊งค์-เลขา สมช.’คดีคลิปเสียงฮุนเซน

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.16 น.

‘สมชาย’ยื่นศาล รธน.ขอถ่ายทอดสดไต่สวน’นายกฯอิ๊งค์-เลขาสมช.’ปมคลิปเสียง’ฮุนเซน’ในวันที่21 ส.ค.นี้ เชื่อ ประชาชน 65 ล้านคนต้องการฟังคำชี้แจง เตือนเลขา สมช.เป็นขรก.มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงชาติ ส่วน”แพทองธาร” มาแล้วก็ไป

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายสมชาย  แสวงการ  อดีตสว. นายนิติธร  ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา และนายคมสัน  โพธิ์คง อดีตสสร. ยื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้มีการถ่ายทอดการไต่สวนนางสาวแพทองธาร  ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ในคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซนประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด

นายสมชาย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดจากคลิปเสียงก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างมีการบาดเจ็บและเสียชีวิตของทั้งทหารและประชาชน และยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงเห็นว่าการไต่สวนนางสาวแพทองธาร  นายกรัฐมนตรี ควรเปิดเผยต่อสาธารณชน และที่ผ่านมาไม่ใช่ทุกกรณีที่ศาลจะอนุญาตให้มีการถ่ายทอด ในกรณีนี้จึงอยากขอความเมตตาต่อศาล เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน และยังขอศาลที่จะเข้ารับฟังการไต่สวนเพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการต่างๆ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้แจ้งความดำเนินคดีนางสาวแพทองธารไว้ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งขณะนี้ได้สอบสวนเรียบร้อยแล้วและส่งเรื่องไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. จึงหวังว่าศาลจะเมตตาให้เข้าฟังในวันไต่สวนและในวันวินิจฉัย เพื่อจะได้นำข้อมูลเพิ่มเติมเพิ่มเติมส่งให้ ป.ป.ช.

นายสมชาย กล่าวอีกว่า นอกจากติดตามการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะมีการติดตามต่อไปว่าการดำเนินการ ของ ป.ป.ช.มีการดำเนินการคืบหน้าไปอย่างไร ทั้งกรณีการผิดจริยธรรมและกฎหมาย  เนื่องจากเห็นว่าเป็นความผิดร้ายแรง ดังนั้นป.ป.ช.ควรดำเนินการโดยเร็วเพื่อให้ได้ข้อสรุปและส่งต่อไปยังศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยเร็ว 

นายสมชาย ยังกล่าวถึงกรณีนายกรัฐมน ตรี  นำนายฉัตรชัย เลขา สมช.เป็นพยานว่าอยากให้นายฉัตรชัย คิดว่านางสาวแพทองธาร เมื่อมาแล้วก็ไป แต่ตำแหน่งเลขา สมช.ต้องดูแลผลประโยชน์ของชาติ การให้การที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงก็จะเกิดผลเสียกับตนเอง เพราะเห็นว่าความจริงเท่านั้นเป็นคำตอบที่สังคมอยากรู้ ไม่ใช่การไปซักซ้อมพยานที่จะขึ้นให้การ ซึ่งก็ทราบมาว่าขณะมีการซักซ้อมพยานเพื่อเตรียมให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญ

“อยากฝากท่านเลขา สมช.ท่านเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่ดูแลความมั่นคงของคุณแพทองธาร เรียนว่าถ้าท่านมาศาลท่านต้องมือสะอาด คำให้การต่างๆต้องสะอาด เมื่อถ่ายทอดสดแล้วพี่น้องประชาชนจะได้รับทราบข้อเท็จจริง  “

ผู้สื่อข่าวถามว่าประเมินท่าทีนายกรัฐมนตรีอย่างไรจะลาออกก่อนหรือจะอยู่จนถึงวันวินิจฉัย นายสมชายกล่าวว่า ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่ก่อนแจ้งความดำเนินคดีที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง แต่นายกรัฐมนตรีก็ไม่ลาออก อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็ถือว่ายังมีเวลาที่นายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจลาออกก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมา เพราะตนเห็นว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีเป็นความผิดชัดเจนที่ไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าบกพร่องโดยสุจริต และเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญก็มีข้อมูลอยู่เป็นจำนวนมากที่จะซักถามนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าประชาชนทั้ง 65 ล้านคนที่ได้ฟังคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีและสมเด็จฮุนเซน ก็ต้องการฟังคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะไม่ลาออก และจะเดินทางมาเข้าสู่กระบวนการไต่สวนด้วยตัวเอง ตนจึงขอที่จะมารับฟังการไต่สวน และขอให้ศาลถ่ายทอดการไต่สวนเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ
 

‘สุชาติ’ ชี้ ‘หลวงพ่ออลงกต’ ลาออกไม่มีผล เตรียมตรวจการใช้เงิน 4-5 มูลนิธิ

‘สุชาติ’ ชี้ ‘หลวงพ่ออลงกต’ ลาออกไม่มีผล เตรียมตรวจการใช้เงิน 4-5 มูลนิธิ

‘สุชาติ’ ชี้ ‘หลวงพ่ออลงกต’ ลาออกไม่มีผล เตรียมตรวจการใช้เงิน 4-5 มูลนิธิ

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.08 น.

‘สุชาติ’ระบุ‘เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ’ลาออกไม่มีผล หนีความผิดไม่มี เหตุเป็นเจ้าพนักงาน เผยบ่ายนี้ลงพื้นที่ ลั่นเงินเข้า‘บัญชีพระ’อยู่ที่ใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 เวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกระแสข่าวพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ พระอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ลาออกออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ว่า การลาออกจากเจ้าอาวาสไม่มีผลอะไร เพราะเจ้าอาวาสคือ เจ้าพนักงาน ถึงลาออกแต่เหตุการณ์เกิดขึ้นไปแล้ว ถ้าเกิดมีการกระทำความผิด ที่ผ่านมาเจ้าอาวาสก็ถือเป็นเจ้าพนักงาน ซึ่งทราบว่า การลาออกเพื่อไม่ให้ขัดขวางการสอบสวน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงพื้นที่ จ.ลพบุรีในช่วงบ่ายวันนี้ ได้รับรายงานจากสำนักพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ลพบุรี ถึงความผิดหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ยัง ซึ่งจะรอไปฟังการรายงานในวันนี้ และไปติดตามความคืบหน้า โดยเฉพาะเรื่องมูลนิธิ 4-5 แห่ง ที่มีความสงสัยว่าเป็นเทคนิคหลบการบริจาคเงินวัด จากการตรวจสอบ จึงต้องดูจุดประสงค์จริงๆ ว่าหลบหรือไม่ มีการใช้เทคนิคหรือไม่ และจะไปดูการรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ รวมถึงการตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งการใช้เงินของมูลนิธิ แม้ตนจะไม่ได้รับผิดชอบโดยตรง แต่ในฐานะที่กำกับดูแลจะต้องเข้าไปดู 

เมื่อถามว่า จะไปเจอจิตอาสาหรือผู้ที่ได้รับการรักษา ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลความผิดปกติหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าจะเจอใครบ้าง และถ้าหากพบว่าอยู่ตรงนั้นก็จะเรียกมาซักถาม หากทุกคนพร้อมจะให้ข้อมูลก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่คงจะเจอเจ้าหน้าที่

เมื่อถามว่า กรณีการใช้เงินบริจาคที่เป็นชื่อบัญชีส่วนบุคคลของพระ ซึ่งมีมูลค่าเข้าไปในบัญชีแต่ละเดือนจำนวนมากจะมีความผิดหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ถ้าผิดวัตถุประสงค์หรือใช้เงินไม่ถูกต้องตามที่ตนได้เคยพูดไปแล้วว่า เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ การจะใช้เงินก็เหมือนกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะต้องมีการไปตรวจสอบ ทั้งนี้ เงินในส่วนของการบริจาคไม่จำเป็นต้องเสียภาษี

หายใจยังผิด!‘เดชอิศม์’โอดปมคำสั่ง‘ผู้ว่าฯ’ อ้างคนสงขลาทราบดีไม่ชอบเอิกเกริก

หายใจยังผิด!‘เดชอิศม์’โอดปมคำสั่ง‘ผู้ว่าฯ’ อ้างคนสงขลาทราบดีไม่ชอบเอิกเกริก

หายใจยังผิด!‘เดชอิศม์’โอดปมคำสั่ง‘ผู้ว่าฯ’ อ้างคนสงขลาทราบดีไม่ชอบเอิกเกริก

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.04 น.

‘เดชอิศม์’โอด วันนี้หายใจเบา-หายใจแรงยังผิด อ้างคนสงขลาทราบดีไม่ชอบเอิกเกริก ระบุที่ผ่านมา‘นายอำเภอ’มีมารับบ้าง เหตุมีเรื่องปรึกษา บอกหลายคนมาจากขั้วเดิม ไม่กล้าเข้าใกล้ตัวเอง ยันไม่มีผลโยก‘ผู้ว่าฯ’

เมื่อเวลา 09.55 น.วันที่ 19 ส.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีหนังสือเวียนถึงนายอำเภอให้จัดคิวมารับ-ส่ง รมช.มหาดไทย เวลาลงพื้นที่ จ.สงขลา ว่า วันนี้ต้องยอมรับว่าตนหายใจเบาหรือหายใจแรงก็ผิด แต่ข้อเท็จจริงคือ คนสงขลาทราบดี ตนไม่ชอบเอิกเกริก อยากกลับบ้านเงียบๆ และไม่มีข้อราชการที่ จ.สงขลาด้วย ส่วนเรื่องคำสั่งเป็นเรื่องของผู้ว่าฯ แต่ท่านได้โทรศัพท์มารายงานตนแล้วว่าไม่ได้ทำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาต้องมีคนไปรับ-ส่งหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า มีบ้าง ไม่มีบ้าง เพราะบางคนมีเรื่องสำคัญต้องมาปรึกษา เพราะตนหาตัวที่อื่นยาก บางคนมาดักที่สนามบินเพื่อคุยธุระ ที่สำคัญ นายอำเภอไม่ค่อยคุ้นพื้นที่เท่าไหร่ เพราะต้องยอมรับว่ามาจากขั้วเดิม ขั้วเดิมเขาก็ยังพูดอยู่ว่าไม่กี่วันเขาจะกลับมา นายอำเภอเขาก็ยังหวั่นๆ ไม่ค่อยเข้าใกล้ตน 

เมื่อถามว่า จะต้องมีการตรวจสอบการสั่งการในไลน์กลุ่มหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ว่าฯ เราทำงานใหญ่ไม่มีเวลามาดูเรื่องเล็ก

เมื่อถามย้ำว่า เรื่องนี้จะมีผลต่อการโยกย้ายผู้ว่าฯด้วยหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่น่ามีผล

‘อลงกต’ถามปชช.ถ้าในเข่งงบฯ69 มีปลาเน่า 20 ตัว สว.ควรให้ผ่านหรือไม่

‘อลงกต’ถามปชช.ถ้าในเข่งงบฯ69 มีปลาเน่า 20 ตัว สว.ควรให้ผ่านหรือไม่

‘อลงกต’ถามปชช.ถ้าในเข่งงบฯ69 มีปลาเน่า 20 ตัว สว.ควรให้ผ่านหรือไม่

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.04 น.

‘อลงกต’ข้องใจงบฯ69 เจอตัวเลขน่าสงสัยหลายจุด  ถามปชช. ถ้าในเข่งงบประมาณ มีปลาเน่า 20 ตัว สว.ควรให้ผ่านหรือไม่  

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายอลงกต วรกี สว. ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วุฒิสภา กล่าวถึงการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ พ.ศ.2569 ว่า  เราเจอตัวเลขบางอย่างที่น่าสงสัย เช่น ในส่วนของกรมฝนหลวง ที่พบว่าการรับงบประมาณในแต่ละปีนั้น ไม่สามารถส่งรายงานกระบวนการการทำให้เกิดฝนได้ หรือในส่วนของกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่มีการจ้างทนายร้อยล้าน ทั้งนี้ จึงอยากถามว่าหากในเข่งของงบประมาณมีปลา 1,000 ตัว แล้วมีปลาเน่าอยู่ประมาณ 20 ตัว เราควรที่จะรับเข่งนี้หรือไม่

 “อยากถามประชาชนว่า อยากจะให้เรารับทั้ง 1,000 ตัวผ่าน โดยที่มีตัวเน่า 20 ตัว หรือกับกรณีที่ไม่ผ่านทั้งหมด ความเห็นส่วนตัวผม ผมฟังเสียงประชาชน หากจะเอาตามหลักการคือเป็นส่วนน้อย แต่อีกด้านคือในเมื่อมีตัวเน่าแล้วก็จะเหม็นทั้งข้อง จะไม่ผ่าน” นายอลงกต กล่าว

นายอลงกตกล่าวต่อว่า ในส่วนของงบประมาณที่จัดสรรให้องค์การมหาชนต่างๆ เราพบว่ามีเกินครึ่งที่ลักษณะงานซ้ำซ้อนกับระบบราชการ ซึ่งตนเห็นว่าองค์การมหาชนบางส่วนยังมีความจำเป็นอยู่ และเห็นว่างบประมาณจำนวนกว่าหมื่นล้านบาทที่เป็นปัญหา นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณในส่วนของกองทุนหมุนเวียนอีกประมาณแสนล้านบาท ที่มีการดูดจากงบประมาณเข้าไป ซึ่งหากเหลือก็จะอยู่ในกองทุนหมุนเวียนเลย รวมถึงเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่เมื่อมีการร้องเรียนคดีต่างๆ แล้วมีการส่งฟ้องคดีไปเท่าไหร่ ตนเอาจำนวนคดีมาหารกับงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร จึงอยากให้ประชาชนส่งเสียงกันมาว่าคิดเห็นอย่างไรบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก สว.ไม่รับจะต้องส่งกลับให้สส.พิจารณาใหม่ใช่หรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่า เราฟังเสียงประชาชน อยากให้พวกท่านส่งเสียงให้พวกตนว่ามีความคิดเห็นอย่างไร สิ่งที่อยากฝากให้ประชาชนพิจารณาคือ ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ควรที่จะอนุมัติงบประมาณเร็วที่สุด แล้วในเข่งงบประมาณ 1,000 ตัว หากมีปลาเน่าอยู่ 20 ตัว ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร แต่ในส่วนตัวตน ตนอยากให้ผ่าน หากมีส่วนใดแจ้งกลับมามายังวุฒิสภาเราก็ยินดีรับฟัง