ก้าวแรกสู่ฝัน..‘เด็กเชฟ’ ม.รังสิต คว้ารางวัลระดับชาติ ‘FHT 2025’

ก้าวแรกสู่ฝัน..‘เด็กเชฟ’ ม.รังสิต คว้ารางวัลระดับชาติ ‘FHT 2025’

ก้าวแรกสู่ฝัน..‘เด็กเชฟ’ ม.รังสิต คว้ารางวัลระดับชาติ ‘FHT 2025’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ นายรัฐติชน เถาวัลย์ นักศึกษาสาขา ศิลปะและเทคโนโลยีการประกอบอาหาร คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับวงการอาหารไทย ด้วยการคว้ารางวัล เหรียญทองแดง (Bronze Medal) จากการแข่งขัน Modern Thai Cuisine by Chaitip, Panomrung Rice: Individual ในงาน Food & Hospitality Thailand 2025 (FHT 2025) เวทีเชฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ ภายใต้ ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นอกจากเกียรติยศอันทรงคุณค่าแล้ว นักศึกษายังได้รับเงินรางวัลพร้อมเกียรติบัตรและเหรียญรางวัลอันทรงเกียรติ

โดยผลงานที่ทำให้กรรมการตื่นตาตื่นใจคือเมนู “Hom Song Si (Wrapped in Two Tones)” การผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างศิลปะการปรุงอาหารไทยแบบร่วมสมัยกับวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสูง “ข้าวพนมรุ้ง” ซึ่งเมนูชุดนี้ประกอบด้วย 4 รายการอาหารสุดสร้างสรรค์ ได้แก่ 1.Two Tone Coconut Rice – ข้าวมะพร้าวสองสีที่สวยงามดุจงานศิลป์ , 2.Squid Stuffed Salt Egg Yolk with Green Curry Sauce – หมึกยัดไส้ไข่เค็ม เสิร์ฟพร้อมซอสน้ำแกงเขียวหวาน , 3.Pomelo Salad with Crispy Fried Catfish – ยำส้มโอปลาดุกทอดกรอบ หอม รสชาติกลมกล่อม , 4.Minced Salted Fish with Pork Balls – ลูกชิ้นหมูหน้าปลาเค็มสับ รสเข้มข้นน่าประทับใจ

นอกจากความอร่อยและการจัดจานที่งดงาม เมนูนี้ยังสะท้อนถึงแนวคิด “Thai Cuisine with Innovation” ที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นมากกว่ารางวัล แต่นับเป็นการขับเคลื่อน Soft Power อาหารไทย ภายใต้แนวคิด “Edible Culture” เพราะ “อาหารไทยไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่คือวัฒนธรรมที่รับประทานได้” พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจการอาหาร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในระดับสากล

ทั้งนี้ นอกจากนักศึกษาจะได้สานฝันการเป็นเชฟมืออาชีพแล้ว ยังได้สัมผัสโอกาสเข้าร่วมแข่งขันในเวทีระดับชาติและนานาชาติ อีกทั้งยังสร้างเครือข่ายในวงการอาหารทั้งไทยและต่างประเทศ พัฒนาทักษะเพื่อก้าวสู่การเป็นเชฟมืออาชีพและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้อย่างมั่นใจ ผู้สนใจสามารถสมัครเรียน โดยติดต่อได้ที่ เทคโนโลยีบัณฑิต (ศิลปะและเทคโนโลยีการประกอบอาหาร) ม.รังสิต หรือติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/rsuchef

“RSU ไม่ได้สอนแค่การทำอาหาร แต่สอนให้คุณสร้างศิลปะจากวัฒนธรรมไทย และส่องประกายบนเวทีโลก”

‘สพฐ.’มอบ 14 รางวัลสื่อสร้างสรรค์ปี 68

'สพฐ.'มอบ 14 รางวัลสื่อสร้างสรรค์ปี 68

‘สพฐ.’มอบ 14 รางวัลสื่อสร้างสรรค์ปี 68

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.55 น.

สพฐ. มอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์ ปลื้มคนรุ่นใหม่โชว์ผลงานคลิป-ภาพถ่าย ต่อยอดแนวคิด เสมา 1 “ การศึกษาไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก”

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.)เป็นประธานในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะโครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมภาพลักษณ์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 หัวข้อ “เรียนดี มีความสุข” โดยมี นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางนัยนา ตันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ. พร้อมด้วยข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนในสังกัด ซึ่งเป็นผู้ชนะรางวัล จำนวน 14 รางวัล รวม 20 คน และบุคลากรของศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. เข้าร่วม ณ บริเวณหน้าห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลทั้ง 14 รางวัล ปัจจุบันสื่อ โซเชียลมีเดีย ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์  โทรทัศน์ และอื่นๆมีส่วนสำคัญในการโน้มน้าว ชักจูง นำสังคมไปสู่ความคิด ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก เป็นเวทีให้นักเรียน ครู ผู้บริหาร ได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ พันธกิจ และคุณค่าในการขับเคลื่อนงานการศึกษาขั้นพื้นฐานตามบริบทของพื้นที่ ผ่านสื่อในรูปแบบคลิปวิดีโอ และภาพถ่าย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการดึงศักยภาพของเด็กออกมา ที่สำคัญได้ส่งเสริมภาพลักษณ์ของ สพฐ. ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีโรงเรียนกระจายอยู่ทุกแห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล ลงไปในชุมชน รวม 29,005 โรงเรียน แต่บางคนยังไม่รู้ว่า สพฐ. คืออะไร จึงเป็นโอกาสดีที่เรามาช่วยกันผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ สื่อสารสร้างการรับรู้ต่อสาธารณชนถึงคุณภาพของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ประชาชนรับรู้ว่า สพฐ. ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาอย่างไร และเผยแพร่ผลงานความดีนั้นออกสู่สังคม ตนเชื่อว่าในอนาคตเราจะมีนักประชาสัมพันธ์ นักครีเอทีฟระดับชาติ และขอให้ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ช่วยกันพัฒนาต่อยอด เติมเต็มศักยภาพของเด็กไทย ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นไปตามแนวคิดของ ศ.ดร.นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้กล่าวไว้ว่า ‘การศึกษาไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก’

ทางด้าน นางนัยนา ตันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ.กล่าวว่า สำนักอำนวยการ สพฐ.ได้เปิดโอกาสให้ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนในสังกัด สพฐ.  นำเสนอแนวความคิดและเรื่องราวที่สะท้อนถ่ายทอดอัตลักษณ์และบริบทขององค์กร เข้าร่วมประกวดในโครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมภาพลักษณ์ สพฐ. หัวข้อ “เรียนดี มีความสุข” ซึ่งมีนักประชาสัมพันธ์หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ของ สพท.ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดประเภทคลิปวิดีโอ จำนวน 79 ทีม และนักเรียนในสังกัด สพฐ.ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดประเภทภาพถ่าย จำนวน 340 ทีม รวมทั้งสิ้น 419 ผลงาน โดยได้รับเกียรติจากสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะด้าน ร่วมพิจารณาและคัดเลือกผลงานด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยผลการตัดสินได้คัดเลือก 11 ทีม เข้ารับ 14 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง รองชนะเลิศอันดับสอง ชมเชย 2 รางวัล และ ยอดผู้กดถูกใจสูงสุด (Top Likes) 2 รางวัล

สำหรับผลประกวด มีดังนี้ ประเภทคลิปวิดีโอ ได้รับรางวัล 5 ทีม จำนวน 7 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)ตาก เรื่อง “เดอะคีเพลอะ” โดยนายชนาวุฒิ ทองเชื้อ และนายเทวัณ ดำดี รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 เรื่อง “แสงที่ซ่อนอยู่” โดยนางสาวทิพย์สุคนธ์ ทิพย์เนตร และนายกรัณฑา นามทิพย์ รางวัลรองชนะเลิศอับดับสอง สพป.นครพนม เขต 1 เรื่อง “หนังสั้น ปั้นฝัน” โดย นายธันวา ศรีสุภาพ และนายพงศ์ศักดิ์ แสนสุภา รางวัลชมเชย สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 เรื่อง “ไชยา ไชโยขอแค่มีความสุข…”โดยนายสุทิน เสาแก้ว และนายไชยา พรมวงค์ สพม.เลย-หนองบัวลำภู เรื่อง “เพาะ (Grow)” โดยนายจิตติศักดิ์ นามวงษา และ นายสุวัฒน์ชัย จันทร์สว่าง ส่วนรางวัลยอดผู้ชมสูงสุด (Top View) ตกเป็นของ สพม.ตาก เรื่อง “เดอะคีเพลอะ” และ สพป.นครพนม เขต 1 เรื่อง “หนังสั้น ปั้นฝัน”

ประเภทภาพถ่าย ได้รับรางวัล 6 ทีม จำนวน 7 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนบรบือ สพม.มหาสารคาม ชื่อภาพ “บ้านเฮา เท่ากับความสุข” โดยเด็กชายกลทีป์ ใจเก่งดี และนายเรวัตร อินมณเฑียร รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง โรงเรียนบ้านซำตาโตง สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 ชื่อภาพ “ห้องเรียนหลากมิติ” โดยเด็กชายธนธรณ์ ท่าหาญ และนายอภิวัฒน์ เวียงคำ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง โรงเรียนโยธินบูรณะ เพชรบุรี สพม.เพชรบุรี ชื่อภาพ “ความสุข ที่เท่าเทียม” โดยเด็กชายศิริโชค นะสีห์โต และนายกฤษฎา พนันชัย รางวัลชมเชย โรงเรียนสอนดี (ประชารัฐอนุสรณ์) สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 2 ชื่อภาพ “เรียนจากดิน กินได้ มีสุข” โดย เด็กชายธนกฤต วุฒิเพ็ชร และนายชนาวิชญ์ กิจสมุทร โรงเรียนนครหลวง (พิบูลประเสริฐวิทย์) สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 ชื่อภาพ “เทคโนโลยีสร้างสุข ห้องเรียนสร้างอนาคต” โดยเด็กชายจิรพงศ์ แสงกฤช และนางสาวพิมพ์จันทร์ มีสมยุทธ์ ส่วนรางวัลยอดผู้กดถูกใจสูงสุด (Top Likes) คือ โรงเรียนตากพิทยาคม สพม.ตาก ชื่อภาพ “แสงแห่งความหวัง” โดยนายภูริณัฐ บุญเม่น และนายพีระพล อยู่รัศมี และ โรงเรียนบรบือ สพม.มหาสารคาม ชื่อภาพ “บ้านเฮา เท่ากับความสุข”

วัดพระธรรมกายฮ่องกง-จัดอบรม ‘ธรรมทูตคฤหัสถ์’ เสริมทัพแผ่ศาสนาต่างแดน

วัดพระธรรมกายฮ่องกง-จัดอบรม ‘ธรรมทูตคฤหัสถ์’ เสริมทัพแผ่ศาสนาต่างแดน

วัดพระธรรมกายฮ่องกง-จัดอบรม ‘ธรรมทูตคฤหัสถ์’ เสริมทัพแผ่ศาสนาต่างแดน

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.47 น.

วัดพระธรรมกายฮ่องกง-จัดอบรม ‘ธรรมทูตคฤหัสถ์’ เสริมทัพเผยแผ่พุทธศาสนาในต่างแดน

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่า วัดพระธรรมกายฮ่องกง และ สมัชชาสงฆ์ไทยในฮ่องกง ได้ร่วมกันจัด โครงการอบรมธรรมทูตคฤหัสถ์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง รุ่นที่ 1 เพื่อพัฒนาชาวพุทธให้เป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดน

การอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2568 ณ The Cityview Hotel และ The HKFYG Leadership Institute โดยพิธีเปิดเมื่อวันที่ 22 ส.ค. มี พระสิทธิวัชรบัณฑิต, ผศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และ พระภาวนามังคลาจารย์ วิ., เจ้าอาวาสวัดพระวรราชาทินัตตามาตุ ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในฮ่องกง ร่วมเป็นประธานและกล่าวเปิดการอบรมอย่างเป็นทางการ

ตลอดระยะเวลา 3 วัน ผู้เข้ารับการอบรมได้ร่วมฟังการบรรยายพิเศษและเสวนาจากพระเถรานุเถระและนักวิชาการจากหลายประเทศ ในประเด็นสำคัญที่สอดคล้องกับยุคสมัย เช่น ‘ภาวะผู้นำเชิงพุทธ’, ‘พุทธศาสนากับความท้าทายในสังคมภาคพื้นภาษาจีน’ และ ‘โซเชียลมีเดีย: ยุคทองของธรรมทูตคฤหัสถ์ในพื้นที่สากล’ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเชิงปฏิบัติ เช่น การออกแบบโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

ในพิธีปิดเมื่อวันที่ 24 ส.ค. มีการมอบเกียรติบัตรให้กับผู้เข้าร่วมและผู้สนับสนุนโครงการ พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายธรรมทูตคฤหัสถ์ระดับนานาชาติ เพื่อให้ชาวพุทธในต่างแดนมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน และสอดคล้องกับวิถีชีวิตในสังคมปัจจุบัน ///-026

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’สุดเจ๋ง เปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการดูแลช่องปากล้ำสมัย’BTU Dentistry’

'ม.กรุงเทพธนบุรี'สุดเจ๋ง เปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการดูแลช่องปากล้ำสมัย'BTU Dentistry'

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’สุดเจ๋ง เปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการดูแลช่องปากล้ำสมัย’BTU Dentistry’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่อาคารศูนย์ปฏิบัติการโรงแรมและการท่องเที่ยว ชั้น 2 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) โดย มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ร่วมกับมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ยาสีฟันนวัตกรรมใหม่ “BTU Dentistry” ภายใต้แนวคิด “เพิ่มความมั่นใจ สู่ความสำเร็จ” โดยมี ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, คุณวรวุฒิ กุลแก้ว กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ และ รศ.ทพ.ทองนารถ คำใจ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ที่มาร่วมเสริมสร้างภาพลักษณ์ของการวิจัยและพัฒนาในแวดวงทันตกรรมไทย และคณะอาจารย์ แขกผู้มีเกียรติหลายท่าน

สำหรับกิจกรรม “BTU Dentistry” เป็นผลิตผลจากความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยระหว่างคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี กับมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมุ่งเน้นการนำผลงานวิจัยเชิงวิชาการมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพช่องปากของคนไทยในยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ในงานยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “นวัตกรรมในการดูแลช่องปาก” โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงทันตกรรม อาทิ รศ.ทพ.ทองนารถ คำใจ และคุณวรวุฒิ กุลแก้ว ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และให้ความรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านการดูแลสุขภาพช่องปาก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีแขกผู้มีเกียรติ ดารา เซเลบริตี้ และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเข้าร่วมงานมากมาย อาทิ คุณบิ๋ง นันทมาลี ภิรมย์ภักดี, คุณโบว์ ชญาดา ลิ่วเฉลิมวงศ์, คุณแบงค์ กฤชพล เศวตนันท์, คุณแคท ธีรรัตน์ จงประเสริฐ, คุณโอ ศศิวรรณ เอี่ยมลำเนา, คุณแทม ญาดา ประเสริฐสม, คุณมีมี่ อนงนาฏ อำนวยผล, คุณยุ้ย ชมพุนุช ปูรานิธี, คุณโน้ต ณัฐกานต์ ประสพสายพรกุล, คุณเจี้ยบ ชลดา ธารีรัตนาวิบูลย์, คุณมาย ภรธิดา เข็มทอง, คุณหญิง ปรียามล ธนวิสุทธิ์, คุณปอ ศีกัญญา, คุณแมค – คุณอาท อังสนานนท์, คุณออย สิริลักษณ์ อรุณเนตรทอง, คุณตูน สุภัชชา ปิตินันท์, คุณแสตมป์ พรวศิน เรืองนุกูล และคุณนินิว อนุธิดา สารธนะ รวมถึง นักกีฬากรีฑาทีมชาติ “น้องบิว” นายภูริพล บุญสอน และ “น้องดรีม” น.ส.มิญชญา เลไธสง ร่วมงาน

นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลและถ่ายภาพร่วมกันเพื่อเป็นที่ระลึก สะท้อนถึงความสำเร็จของการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีในการต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพช่องปากของคนไทย

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “BTU Dentistry” สามารถติดต่อได้ที่ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โทร 02-4315383 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างมีคุณภาพในยุคใหม่

– 006

คุณแหน : 26 สิงหาคม 2568

คุณแหน:26 สิงหาคม 2568

คุณแหน:26 สิงหาคม 2568

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

สัปดาห์ที่แล้วเขียนถึงสินค้ายุโรป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสวิสที่โดนลงโทษภาษีประธานาธิบดีทรัมป์สูงถึง 39% จะทำให้สินค้าคุณภาพสูงของสวิสในสหรัฐฯ ราคาพุ่งสูงลิ่ว สินค้าสวิสชั้นเยี่ยมถูกส่งเข้าห้างหรู ยู.เอส.เอ. เป็นจำนวนถึง 40% ฉะนั้นนักเศรษฐศาสตร์จึงประมาณการไว้ว่าวิกฤตดังกล่าวจะทำให้ยอดขาย SWISS LUXURIES ลดลงกว่าครึ่ง… ทีนี้ก็มี FC ถามมาว่าที่ลำดับมานี้ทำไมถึงต้องสร้างความยุ่งยากกับเศรษฐีไทยเดินทางเข้าสหรัฐฯ ทรัมป์ เพิ่งสั่งการให้หน่วยงานศุลกากร (CUSTOM) และตรวจคนเข้าเมือง (IMMIGRATION) ต้องประสานงานกันรวมทั้งแชร์ข้อมูลต่างๆจากฐานข้อมูลด้วย อันนี้เห็นได้ว่า ทรัมป์ เป็นผู้บริหารสูงสุดที่เป็นมวยและเอาจริงแน่ๆ ทัวร์ริสชาวเอเชียและเศรษฐีไทยเวลาเดินทางไปต่างประเทศก็มักจะมีนาฬิกาหรูและ/หรือ เครื่องประดับแพงติดตัวไปด้วย ตอนเข้าสหรัฐฯ (ENTRY) ทั้งตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรคงไม่มายืนเป็นพระอันดับเฉยๆ ต้องมีแอคชั่นขอดูนาฬิกาข้อมือเรือนละหลายล้านบาท (ตามราคาภาษีใหม่) เกรงว่าดูแล้วไม่ดูเปล่าจะสั่งให้ถ่ายภาพและลงทะเบียนเป็นหลักฐานไว้ ตอนขาออกประเทศจะต้องนำมาแสดงเป็นนาฬิกาเรือนเดียวกันก่อนขึ้นเครื่อง…ขอให้ตระหนัก แต่อย่าตระหนก ด้วยเขาเอาจริงแน่เรื่องนี้…

llอาจารย์ โต้ง” -ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ และ อโณทัย นับเป็นคู่สมรสที่เป็นที่ชื่นชมของสังคมทั่วไป อ.โต้ง ระหว่างมีชีวิตอยู่ก็มีแบ็คกราวด์ความเพียบพร้อมทั้งด้านตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองและสังคม ยิ่งกว่านั้นท่านมีความมั่นคงสูงในด้านฐานะการเงิน เพราะเป็นทายาทคนสำคัญถึงสองตระกูลใหญ่ของประเทศ กล่าวคือ “ชุณหะวัณ” และ “ศรียานนท์”… รับถ่ายทอดกองมรดกมูลค่ามากมาย หลังจาก อ.โต้ง ถึงแก่กรรมไปแล้ว คุณอโณทัย ก็มุ่งหน้าหาความสงบพบสัจธรรมในชีวิต โดยศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จนในที่สุดซาบซึ้งในรสพระธรรมตัดสินใจบวชเป็นภิกษุณี ณ วัดพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ) จ.เชียงใหม่…ขออนุโมทนาด้วย…

llการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยครั้งหลังสุด มีชื่อของ 2 ผู้ว่าราชการจังหวัด(ผวจ.)ศิษย์เก่า มช.รวมอยู่ด้วย ได้แก่ ผวจ.มหาสารคาม วิบูรณ์ แววบัณฑิต ย้ายมาเป็น ผวจ.ลำปาง ส่วน ผวจ.พะเยา รัฐพล นราดิศร ย้ายไม่ไกล มาเป็น ผวจ.เชียงราย ทั้งนี้ตั้งแต่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป…

llคล้ายวันเกิดที่ผ่านมา เทอดขวัญ กำภูฯ ได้รับของขวัญเป็นสินค้าโอท๊อป 1 ตะกร้าจากขอนแก่น โดยผู้ไม่ประสงค์ออกนาม แต่ประสงค์ออกเงินจัดหามาให้ ด้วยความสมัครใจให้ผู้รับมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง…

llวรยศ ทรรศนะปิติกูล จัดทริปไปฝรั่งเศส ปลาย กย.นี้ สุพจน์ ผจญยุทธ์ ไม่พลาดแน่นอน…

ll กิจวัตรที่ปฏิบัติเป็นประจำทุกๆเดือนของ เตือนใจ ศงสภาต คือไปพบปะกับเพื่อนๆสมัยเรียนที่เซ็นต์ฟรังก์ กับเพื่อนๆอดีตข้าราชการเก่า ของ สภาพัฒน์ฯ แต่จัดกันคนละวัน ไม่มีซ้ำซ้อน…

llพิธีสวดพระอภิธรรมศพ ชาญ จงจิตต์ สามีของ สินี จัดที่ ศาลา 1 วัดมกุฎกษัตริยาราม ถึงวันที่ 29 ส.ค.และกำหนดฌาปนกิจ 30 ส.ค.12.30 น…ขอเชิญญาติมิตรร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย…

llทุกวันนี้ มิจฉาชีพมาในสารพัดรูปแบบ เป้าหมายสำคัญ คือ ผู้สูงวัย…ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม แจ้งเตือนมาว่า ให้ระวัง 3 เล่ห์ลวงที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกผู้สูงวัย อาทิ 1.แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ ควบคุมโทรศัพท์ให้โอนเงิน , 2.วีดีโอคอลเป็นตำรวจปลอม ขอตรวจสอบเส้นทางการเงิน , 3.หลอกลวงผู้สูงวัยที่เกษียณแล้ว ให้ลงทุนออนไลน์…ระวังกันไว้จะได้ไม่เสียรู้คนเลว !!…

บารอนเนส

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ปราสาทตาควาย สมรภูมิเลือด 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ปราสาทตาควาย สมรภูมิเลือด 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ปราสาทตาควาย สมรภูมิเลือด 2568

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

จุดพิพาทชายแดนที่เปลี่ยนจากโบราณสถานสู่สนามรบ

กลางเดือน กรกฎาคม 2568 “ปราสาทตาควาย” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอารยธรรมขอมโบราณ กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการสู้รบอย่างดุเดือดด้วยปืนใหญ่ จรวด และเครื่องบิน ระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชา   

ประวัติปราสาทตาควาย: มรดกแห่งอารยธรรมขอมโบราณ

ปราสาทตาควาย หรือในภาษาเขมรเรียกว่า ปราสาทตากรอเบย (บฺราสาทตากฺรบี) ตั้งอยู่บนสันเขาห่างจากหน้าผาสูงของเทือกเขาพนมดงรัก ราว 10 เมตร เป็นปราสาทหินศิลาแลง ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือนธมที่อยู่ห่างไปประมาณ 12 กิโลเมตร บริเวณช่องตาควาย   ซึ่งฝ่ายไทยอ้างว่าอยู่ในเขตบ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ 17 ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ส่วนกัมพูชาอ้างสิทธิ์ว่า ปราสาทตาควาย นี้ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านแฌร์สลับ (Chher Slap) คุ้มโคกขปัวส์ (Kouk Khpos) สรุกบันเตียอ็อมปึล (Banteay Ampil) จ.อุดรมีชัย ใกล้เมืองสำโรงของกัมพูชา เคยเกิดการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ใกล้ปราสาทตาควาย ใน พ.ศ.2551 ถึง 2554 และในปี พ.ศ.2568 ทำให้พื้นที่บางส่วนของปราสาทเสียหาย โดยเป็นการทำลายจากอาวุธของทางฝ่ายกัมพูชา

ปราสาทตาควาย สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในช่วงปลายสมัยนครวัด-ต้นยุคบายน ระหว่างรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ถึง พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ประมาณ 900–1,000 ปีมาแล้ว) ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานสำคัญของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย และเป็นจุดพักผ่อนสำหรับผู้แสวงบุญที่เดินทางระหว่างเมืองต่างๆ ในอาณาจักรขอม

ตัวปราสาทมีลักษณะจัตุรมุข ก่อสร้างด้วยหินทรายและศิลาแลง ตกแต่งด้วยลวดลายอันประณีต สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของศิลปกรรมขอมในยุคทองของอาณาจักรนครธม

จุดเริ่มต้นของข้อพิพาท

ปราสาทตาควายกลายเป็นจุดพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชามานานหลายทศวรรษ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่มีความคลุมเครือทางอธิปไตย โดยฝ่ายไทยอ้างว่า ปราสาทตาความย ตั้งอยู่ในเขต อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ของไทย แต่กัมพูชาได้อ้างสิทธิ์ในพื้นที่ปราสาทตาควายนี้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน

ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายมีการส่งกองกำลังทหารเข้าประจำการบริเวณปราสาท โดยอ้างเหตุผลในการอนุรักษ์และคุ้มครองโบราณสถาน แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการแสดงอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่

สมรภูมิเลือดกรกฎาคม 2568

คืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ปราสาทตาควายกลายเป็น “สนามรบ” เดือดอีกครั้ง เมื่อกองกำลังไทยโดยกองพันทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) จากลพบุรี สนับสนุนโดยเครื่องบินเอฟ 16 และกริพเพนทำการทิ้งระเบิด โดยมีการปะทะเดือดช่วง 30 นาที ก่อนขีดเส้นตายหยุดยิงเมื่อช่วงเที่ยงคืน ของวันที่ 29 ก.ค.2568 การสู้รบครั้งนี้มีทหารไทยเสียชีวิต 4 นาย และบาดเจ็บอีกหลายราย ถือเป็นการเสียสละเพื่ออธิปไตยที่ควรจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย

กลยุทธ์ของกัมพูชา ไทยยึดคืนปราสาทตาควายไม่สำเร็จ

ตัวปราสาท เป็นที่หลบ F-16 ได้อย่างดี เนื่องจากกองทัพอากาศไทยไม่มีแผนที่จะถล่มตัวปราสาทโดยตรง ส่งผลให้การที่ทหารไทยจะบุกยึดปราสาทเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องแลกมาด้วยการปะทะอย่างดุเดือด

แม้ทหารไทยจะสามารถยึดปราสาทตาเมือนธมกลับคืนมาได้ (หลังจากการถอนกำลังชั่วคราวเพื่อให้ F-16 ทิ้งระเบิดหลังแนวทหารเขมร) แต่ก็ยังไม่สามารถยึดคืนได้ 100% เนื่องจากทหารกัมพูชายังวางกำลังโดยรอบพร้อมโจมตีได้ตลอดเวลา

ที่ปราสาทตาควายทหารไทยยังไม่สามารถตีคืนปราสาทได้ ณ เวลาที่มีการหยุดยิง โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนเส้นตายเที่ยงคืน ทหารทั้งสองฝ่ายระดมกำลังเข้าห้ำหั่นกันอย่างเต็มที่ ด้วยธรรมเนียมทางทหารที่ว่า “ใครยึดได้ตรงไหน ก็เป็นเจ้าของตรงนั้น” ก่อนการหยุดยิง

โดย สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก http://www.tourismthailand.org

มนุษยสัมพันธ์สมาคมฯ มอบรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568 ผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม นวลพรรณ ล่ำซำ และ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์

มนุษยสัมพันธ์สมาคมฯ มอบรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568 ผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม นวลพรรณ ล่ำซำ และ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์

มนุษยสัมพันธ์สมาคมฯ มอบรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568 ผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม นวลพรรณ ล่ำซำ และ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568” ซึ่ง มนุษยสัมพันธ์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ (ม.ส.)  นำโดย วิไลวรรณ ลายถมยา นายก ม.ส. จัดขึ้น เพื่อมอบให้กับบุคลผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม เป็นประจักษ์ ซึ่งผู้ได้รับรางวัลในปีนี้ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ อดีตรองประธานศาลปกครอง ภายในงานมีคณะกรรมการ และแขกผู้มีเกียรติมาร่วมแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลอย่างอบอุ่น ณ โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส หลานหลวง เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568

พระรูป พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธินารีนาถ องค์อุปถัมภ์สมาคม ด้านหน้ามี โล่รางวัล เข็มสัญลักษณ์สมาคม และใบประกาศเกียรติคุณผู้ได้รับรางวัล

พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานพิธีได้กล่าวชื่นชมและแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัล “มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568” กล่าวว่า “ขอชื่นชมยินดีกับผู้รับรางวัลทั้งสองท่าน จากคำประกาศเกียรติคุณบ่งชัดว่าเป็นผู้มีความสามารถ ทำคุณประโยชน์นานัปการต่อสังคมและประเทศชาติมาอย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติตนดีงามเป็นที่รักใคร และศรัทธาของบุคคลในวงการต่างๆ สมควรประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง และขอชื่นชมสมาคมฯ ที่ได้ดำเนินการเผยแพร่ความรู้ด้านเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ในหมู่คณะ สืบสาน รักษา และต่อยอดประเพณีที่มีมาแต่เดิม ตามปณิธานของ ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์  อดีตประธานองคมนตรี ผู้ก่อตั้งสมาคมฯ ทุกประการ”

พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานในพิธี โดยมี วิไลวรรณ ลายถมยา นายกสมาคมฯ และ คณะกก.ให้การต้อนรับ

สำหรับผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ได้รับการคัดเลือกให้รับรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568 จำนวน 2 ท่าน ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) นับเป็นนักธุรกิจหญิงมากความสามารถระดับแนวหน้าของประเทศไทย ไม่เพียงในด้านธุรกิจ แต่ยังปฏิบัติภารกิจอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติจนเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติ และ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ อดีตรองประธานศาลปกครอง ถือเป็นนักกฎหมาย ข้าราชการที่ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นผู้มีศาสตร์และศิลป์ด้านมนุษยมนุษยสัมพันธ์อย่างเป็นธรรมชาติ ในการทำงานร่วมกับผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา และกับเพื่อนร่วมงาน อีกทั้งเป็นผู้มีอัธยาศัยดี วางตัวดี อ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติผู้อื่นเสมอ จึงถือได้ว่าทั้งสองท่านเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม สมควรแก่การยกย่องชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานพิธี พร้อมด้วยผู้ได้รับรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568 และคณะกรรมการสมาคมฯ

วิไลวรรณ ลายถมยา นายกสมาคมฯ เผยว่า มนุษยสัมพันธ์สมาคมฯ ก่อกำเนิดขึ้นมาโดย ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์อดีตประธานองคมนตรี ได้กล่าวปรารภในกลุ่มมิตรสหายผู้ใกล้ชิดความว่า ในการจะอยู่ร่วมกันในสังคมต่างๆ อย่างมีความสุขนั้นต้องประกอบด้วย ความรัก ความเข้าใจ เมตตา เอื้ออาทรให้อภัยต่อกัน ท่านเน้นให้เห็นความสำคัญของ “มนุษยสัมพันธ์” ว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิต เมื่อสังคมอยู่ได้ด้วยความสามัคคี ปรองดอง ไม่มีการขัดแย้งใดๆ ทำให้เกิดความสงบสันติสุข ทำกิจการใดย่อมสำเร็จก้าวหน้าทุกประการ ท่านจึงมีดำริให้จัดตั้ง “ชมรมมนุษยสัมพันธ์” ขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2516 โดยชมรมได้เผยแพร่ให้ความรู้ถึงความสำคัญของการมีมนุษยสัมพันธ์ รวมทั้งให้ทำคุณประโยชน์ด้านต่างๆ ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม และชมรมได้เริ่มกิจกรรมอันเป็นประเพณีสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน คือ การสรรหาบุคคลที่สมควรยกย่อง เชิดชู ประกาศให้สังคมรับรู้เพื่อร่วมชื่นชมยินดี ยึดเป็นแบบอย่างสืบไป ชมรมได้จดทะเบียนเป็นสมาคม เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2519 ได้ร่วมดำเนินการตามปณิธานของท่านผู้ก่อตั้งทุกประการ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ประทานพระกรุณาให้มนุษยสัมพันธ์สมาคมแห่งประเทศไทยอยู่ในพระอุปถัมภ์ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549

พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานพิธี มอบรางวัลแก่ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์

ประธานพิธีมอบรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568 ให้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ โดยมี ร.อ.หญิง ชญาดา หนีพาล รอง กก.ผจก. บมจ.เมืองไทยประกันภัย เป็นผู้แทนรับรางวัล

ขบวนเชิญธงสัญลักษณ์สมาคม และรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568

วิไลวรรณ ลายถมยา นายกสมาคมฯ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ในการจัดงาน

ธรรมศักดิ์ จิวะวัฒนาศักดิ์ อ่านประกาศเกียรติคุณ

อรพันธ์ ตั้งบรรยงค์ อ่านประกาศเกียรติคุณ

องคมนตรี มอบของที่ระลึกให้แก่ ดร.สุรัตน์ จงดา ผู้เอื้อเฟื้อการแสดงอวยพร พร้อมด้วยนักแสดง

คณะแขกผู้มีเกียรติมาร่วมแสดงความยินดีกับ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์

สุพินดา โชคชัยนิรันดร์ และ เบญจมาศ รุจิรวงศ์

คณะครู เจ้าหน้าที่โรงเรียนทรงวิทยาร่วมแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัล

คณะกรรมการสมาคม นำโดย วิไลวรรณ ลายถมยา นายกสมาคม พร้อมด้วย พล.อ ศรีโพธิ์  เปาวรัตน์, พล.ต. หญิงพูลศรี, เปาวรัตน์, สมเกียรติ จิวะวัฒนาศักดิ์, อรพิน  ตั้งบรรยงค์, อรพันธ์ ตั้งบรรยงค์, เยาวมาลย์  วัชระเรืองศรี, พัชรา  เทพพิทักษ์, จิรเดช  แสงทองสุข, ธรรมศักดิ์ จิวะวัฒนาศักดิ์, ปณิธิ  สุวรรณวิภัช, วิธู  หงษ์ทอง, วิมล คำมั่น, กาญจนา  ศิริสิทธิ์, รัชฎาพร  ทองเผือก, กัญญารัตน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา และว่าที่ ร.ต. อนุรุทธ ผินสุวรรณ

พล.ต.วิทัย- ดร.สิริสุมาลย์  ลายถมยา, วุฒินันท์ จิวะวัฒนาศักดิ์ ,  ธรรมศักดิ์ จิวะวัฒนาศักดิ์ และภรรยา นวลจิรา

พล.ต.หญิง พูลศรี เปาวรัตน์ มอบบทเพลงไพเราะ

เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงจากคณะ กก.สมาคมฯ

ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ผู้รับรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568 มอบความสุขด้วยเสียงเพลงแก่ผู้มาร่วมงาน

สมเกียรติ จิวะวัฒนาศักดิ์ ปธ.ที่ปรึกษา กก.สมาคมฯ โชว์ลูกคอ

การแสดงโขนโดย ดร.ธีรเดช กลิ่นจันทร์ ผู้แสดงบทบาท พระนารายณ์ และ พาหุรงค์ อัครวงษ์ ผู้แสดง บทบาทพญาครุฑ

‘เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟฯ’ ปักหมุด ‘MEDICAL FAIR THAILAND 2025’ ผลักดันไทยสู่ฮับสุขภาพนานาชาติ ตอกย้ำศักยภาพ ‘เมืองแพทย์สุดล้ำ’

‘เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟฯ’ ปักหมุด ‘MEDICAL FAIR THAILAND 2025’ ผลักดันไทยสู่ฮับสุขภาพนานาชาติ ตอกย้ำศักยภาพ ‘เมืองแพทย์สุดล้ำ’

‘เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟฯ’ ปักหมุด ‘MEDICAL FAIR THAILAND 2025’ ผลักดันไทยสู่ฮับสุขภาพนานาชาติ ตอกย้ำศักยภาพ ‘เมืองแพทย์สุดล้ำ’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย จับมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชนไทย เตรียมพร้อมมหกรรมเทคโนโลยีแพทย์นานาชาติ จัดงาน “MEDICAL FAIR THAILAND 2025” งานแสดงสินค้านวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และบริการสุขภาพระดับนานาชาติ ที่รวมผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมการแพทย์เข้าด้วยกัน ซึ่งจะมีผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพมากกว่า 1,000 ราย จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก รวมทั้ง 20 พาวิลเลียนไทยและนานาชาติ มาจัดแสดงอุปกรณ์และเวชภัณฑ์อย่างครบวงจร นำเสนออย่างครบวงจรทั้งห่วงโซ่มูลค่าในภาคการดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์สำหรับโรงพยาบาล การวินิจฉัย เครื่องมือแพทย์ โซลูชันฟื้นฟูสุขภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลด้านสุขภาพ ไปจนถึงการผลิตขั้นสูง พร้อมการประชุมสัมมนาที่นำเสนอหัวข้อบรรยายเชิงลึก อัปเดทเทรนด์เมดิคัลเทค-เฮลธ์เทค-เอไอ เสริมแกร่งระบบสาธารณสุขไทย เชื่อมโอกาสอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และบริการสุขภาพแบรนด์ไทย ก้าวสู่ตลาดอาเซียนอย่างยั่งยืน โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 10–12 กันยายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

มร.เกอร์นอท ริงลิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย กล่าวว่า เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย ยังคงตระหนักถึงบทบาทที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางชั้นนำด้านนวัตกรรมการแพทย์ของอาเซียน งาน MEDICAL FAIR THAILAND 2025 จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการลงทุนในอุตสาหกรรม MedTech และ HealthTech ของประเทศ ซึ่งมีศักยภาพในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอย่างต่อเนื่องนับพันล้านบาทในอนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฮับการแพทย์ระดับภูมิภาค งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญเชื่อมโยงนวัตกรรมไทยกับพันธมิตรทั่วภูมิภาค สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพของอาเซียน การจัดงานครั้งนี้นับเป็นปีที่ 11 แล้ว โดยมุ่งมั่นที่จะขยายแพลตฟอร์มของงานให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการอุตสาหกรรมการแพทย์ของภูมิภาค ทั้งนี้ Medical Fair Thailand 2025 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 กันยายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมชมงานล่วงหน้า ได้ที่ http://www.medicalfair-thailand.com

นายอดุลย์ ขมิ้นเขียว ผู้อำนวยการกองวิศวกรรมการแพทย์  กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้โลกของเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยเฉพาะในแวดวงสุขภาพ ประเทศไทยของเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของโลก (Medical Hub) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยสองพลังที่สำคัญยิ่ง พลังแรกคือ “นวัตกรรม” ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งเทคโนโลยีการแพทย์ (MedTech), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), และการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าการดูแลสุขภาพไปอย่างสิ้นเชิง และพลังที่สอง ซึ่งเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ คือ “ความปลอดภัยและมาตรฐาน” เพราะนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดจะไร้ความหมาย หากปราศจากความไว้วางใจจากประชาชน

มาตรฐาน HS4 ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ระบบสาธารณสุขไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับสากล โดยมุ่งเป้ายกระดับขีดความสามารถของสถานพยาบาลภาครัฐทั่วประเทศให้ได้มาตรฐานระบบบริการสุขภาพ HS4 (Health Standard Service Support System) ภายใต้ พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 และ 2559 เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและต่างชาติ ส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพโลก โดยที่มาตรฐาน HS4 จะครอบคลุมด้านสำคัญต่างๆ อาทิ  การบริหารจัดการ การบริการสุขภาพ มาตรฐานอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย  เป็นต้น  ซึ่งรวมถึงด้านความปลอดภัยและคุณภาพของเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ด้วย

“การพัฒนาระบบบริการสุขภาพในยุคปัจจุบันต้องอาศัยนวัตกรรมทางการแพทย์ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีทั้งคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยอยู่ในระดับสูงสุดต่อผู้ป่วย การบูรณาการเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ จึงต้องควบคู่ไปกับการออกแบบการดูแลที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางแบบองค์รวม (Patient-Centered Care) ครอบคลุมทั้งการป้องกันโรค การวินิจฉัย การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ สำหรับนวัตกรรม MedTech  ภายใต้แนวทางมาตรฐาน HS4 นี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ลดความเสี่ยงจากการใช้เครื่องมือ แต่ยังช่วยยกระดับประสบการณ์การรักษาให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกสบาย ปลอดภัย และมีส่วนร่วมในกระบวนการดูแลรักษามากขึ้น อีกทั้ง ยังเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและความยั่งยืนของระบบสาธารณสุขไทย  ทั้งนี้งาน MEDICAL FAIR THAILAND 2025 จะเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมนวัตกรรมการแพทย์ MedTech HealthTech และ AI เพื่อต่อยอดการใช้งานจริงในโรงพยาบาล นำไปสู่การตอบโจทย์ของการบริการสุขภาพที่มีความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างยั่งยืน” นายอดุลย์ กล่าว

ภายในงาน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โดยกองวิศวกรรมการแพทย์ ยังได้ร่วมจัดสัมมนาภายใต้หัวข้อ “ผนวกนวัตกรรมและความปลอดภัย: ทิศทางเทคโนโลยีการแพทย์ภายใต้มาตรฐาน HS4 และการดูแลที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง” เพื่อมอบแผนที่นำทางเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารสถานพยาบาลไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการนำนวัตกรรมมาใช้และการรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมสุขภาพ ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงงานสัมมนา แต่ยังเป็นการสร้างชุมชนของผู้นำที่จะขับเคลื่อนระบบสุขภาพของไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะได้รับประโยชน์สูงสุด ได้รับแรงบันดาลใจ และกลยุทธ์ที่นำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อสร้างโรงพยาบาลที่ไม่เพียงแต่ล้ำสมัยด้วยนวัตกรรม แต่ยังเป็นที่ไว้วางใจสูงสุดในด้านความปลอดภัย

ขณะที่ มร. คริส แมคควิน กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ KAOUN International ผู้จัดงาน GITEX Digi-Health & Biotech Thailand กล่าวถึง การผนึกกำลังร่วมกับ MEDICAL FAIR THAILAND ในครั้งนี้ว่า  งาน GITEX DIGI HEALTH & BIOTECH Thailand 2025 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แรงบันดาลใจและการสนับสนุนจาก GITEX GLOBAL งานด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมจัดควบคู่กับงาน MEDICAL FAIR THAILAND

“งานนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าด้านดิจิทัลเฮลท์ (Digital Health), เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทเลเมดิซีน (Telemedicine) และ โครงสร้างพื้นฐานโรงพยาบาล ตลอดระยะเวลา 3 วันของการจัดงาน ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสนวัตกรรมล้ำสมัย ร่วมรับฟังการประชุมเชิงวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิ และเข้าร่วมโปรแกรมจับคู่ธุรกิจที่คัดสรรขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อเชื่อมโยงสตาร์ทอัพ นักลงทุน ผู้นำด้านสาธารณสุข และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วภูมิภาคอาเซียน หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงาน คือ การแข่งขัน Supernova Pitch Competition ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงาน Expand North Star ในดูไบ ซึ่งเป็นงานสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีสุขภาพนำเสนอผลงานนวัตกรรมต่อหน้านักลงทุนชั้นนำ เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมโอกาสต่อยอดธุรกิจสู่การเติบโตในระดับนานาชาติ” มร.คริส กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามการจัดงาน MEDICAL FAIR THAILAND 2025 ได้ที่ www.medicalfair-thailand.com และ www.gitexdigihealth.com

มช. ผนึก เดอะ เฮอร์บิเทจฯ ดันนวัตกรรมสมุนไพร ‘สเปรย์นาโนขะจาว’ บุกตลาดสัตว์เลี้ยง

มช. ผนึก เดอะ เฮอร์บิเทจฯ ดันนวัตกรรมสมุนไพร ‘สเปรย์นาโนขะจาว’ บุกตลาดสัตว์เลี้ยง

มช. ผนึก เดอะ เฮอร์บิเทจฯ ดันนวัตกรรมสมุนไพร ‘สเปรย์นาโนขะจาว’ บุกตลาดสัตว์เลี้ยง

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ผ่านการอนุญาตให้ใช้สิทธิเทคโนโลยี ‘สเปรย์นาโนขะจาว’ ผลงานวิจัยเพื่อการดูแลรักษาแผลในสัตว์เลี้ยง พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อเสริมกลยุทธ์ด้านการตลาดทั้งในและต่างประเทศ”

25 สิงหาคม 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จัดงานแถลงข่าวลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเทคโนโลยี “สเปรย์นาโนขะจาว” เพื่อการดูแลรักษาแผลในสัตว์เลี้ยง ระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างบริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด บริษัทในเครือบริษัท อ่างแก้วโฮลดิ้ง จำกัด โฮลดิ้งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดี มช. รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผศ.ดร.หทัยชนก ปันดิษฐ์ อาจารย์-นักวิจัย ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มช. และผู้ก่อตั้งบริษัทบริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด พร้อมด้วยภาคเอกชน นำโดย คุณรัชชานนท์ แก้วมณี กรรมการบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และคณะผู้บริหาร คณาจารย์ มช. เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ NSP Exhibition Hall (B1) อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ (จ.เชียงใหม่)

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ กล่าวว่า มช. มีนโยบายส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกลไกการสนับสนุนการวิจัยพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech Startup) และนวัตกรรมที่ใกล้ชิดสังคม (Hi-Touch Startup) รวมถึงการผลักดันนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) อีกทั้งยังได้จัดตั้ง บริษัท อ่างแก้ว โฮลดิ้ง จำกัด เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันงานวิจัยสู่การสร้างผู้ประกอบการ (Tech Spin-Off) ซึ่งกลไกเหล่านี้เมื่อประกอบกันจะเป็นระบบนิเวศที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม” (Innovation University) ได้อย่างแท้จริง

ด้าน รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย (STeP) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในบทบาทของอุทยานวิทย์ฯ มช. ในการสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ ตั้งแต่การสนับสนุนการวิจัยเพื่อศึกษากระบวนการสกัด สารออกฤทธิ์สำคัญ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การผลักดันให้นักวิจัยจัดตั้งบริษัท Tech Spin-Off บริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด เพื่อให้บริการสกัดสารสำคัญจากวัตถุดิบธรรมชาติและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัย พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับภาคเอกชนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในเชิงธุรกิจอย่างยั่งยืน

ในโอกาสเดียวกันนี้ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างบริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด และบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายผลทางการตลาดจากสารสกัดธรรมชาติสำหรับการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง ตลอดจนการค้นหาศักยภาพของวัตถุดิบธรรมชาติอื่น ๆ

ผศ.ดร.หทัยชนก ปันดิษฐ์ เปิดเผยว่า “สเปรย์นาโนขะจาว” ถือเป็นผลงานวิจัยที่พัฒนามาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น จ.ลำปาง สู่การต่อยอดเชิงวิทยาศาสตร์ ตลอดระยะเวลา 7 ปี ที่ดำเนินการวิจัย ทดสอบทั้งในห้องปฏิบัติการและภาคสนาม จนได้สารสกัดที่พิสูจน์แล้วว่ามีคุณสมบัติเด่นในการต้านการอักเสบ สมานแผล และยับยั้งจุลชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากสารเคมีรุนแรงและยาปฏิชีวนะ ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะกับการใช้ดูแลแผลและปัญหาผิวหนังในสัตว์เลี้ยง ปัจจุบันได้จัดตั้งบริษัท Spin-Off ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด เพื่อให้บริการสกัดสารสำคัญจากวัตถุดิบธรรมชาติและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัย และความร่วมมือกับบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อช่วยกันผลักดันผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของไทยไปสู่ตลาดสากล

ด้าน คุณรัชชานนท์ แก้วมณี ได้กล่าวถึงแนวทางการวางกลยุทธ์ทางการตลาด โดยจะกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังโรงพยาบาลสัตว์ เพ็ทช็อป ห้างสรรพสินค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามลำดับ เน้นการจำหน่ายแบบ B2B ควบคู่กับการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากภูมิปัญญาของไทยสู่เวทีสากล นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าทางสังคม โดยเตรียมจัดสรรรายได้ส่วนหนึ่ง สำหรับการสนับสนุนการรักษาสัตว์เลี้ยงด้อยโอกาสผ่านโครงการ CSR ร่วมกับมูลนิธิสัตว์เลี้ยงต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนถึงความตั้งใจของ Herbitage ที่ไม่เพียงแต่ต้องการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก หากแต่ยังมุ่งสร้างผลประโยชน์คืนกลับสู่สังคมอย่างยั่งยืน

จากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติ ทั้งในแง่การพัฒนางานวิจัยของมหาวิทยาลัยสู่การใช้ประโยชน์ การยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล การสร้างโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงระดับโลก ซึ่งส่งผลดีทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

พัทยาปักหมุด “เมืองสร้างสรรค์ภาพยนตร์” จัดใหญ่ Pattaya Film Festival ชูซอฟต์พาวเวอร์ภาพยนตร์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวไทย 28-30 ส.ค.นี้

พัทยาปักหมุด “เมืองสร้างสรรค์ภาพยนตร์” จัดใหญ่ Pattaya Film Festival ชูซอฟต์พาวเวอร์ภาพยนตร์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวไทย 28-30 ส.ค.นี้

พัทยาปักหมุด “เมืองสร้างสรรค์ภาพยนตร์” จัดใหญ่ Pattaya Film Festival ชูซอฟต์พาวเวอร์ภาพยนตร์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวไทย 28-30 ส.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.05 น.

เมืองพัทยาเดินหน้าตอกย้ำศักยภาพการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับภูมิภาค จัดงาน “Pattaya Film Festival 2025” ระหว่างวันที่ 28–30 สิงหาคม 2568 ที่ SF Cinema Pattaya ภายใต้ความร่วมมือกับ 12 พันธมิตรหลัก ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และเอกชน โดยมีเป้าหมายยกระดับเมืองพัทยาสู่การเป็น “UNESCO Creative City of Film” และใช้ภาพยนตร์เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่ 

งานเทศกาลครั้งนี้สะท้อนบทบาทของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในฐานะ Soft Power สำคัญ ที่ไม่เพียงยกระดับภาพลักษณ์ประเทศและเผยแพร่วัฒนธรรมไทย แต่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล สอดรับข้อมูลจากกรมการท่องเที่ยวที่เปิดเผยว่า เพียงครึ่งแรกของปี 2568 มีกองถ่ายทำต่างชาติ 279 เรื่อง สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 2,866 ล้านบาท โดยจังหวัดชลบุรีเป็น 1 ใน 3 พื้นที่ถ่ายทำยอดนิยมของประเทศ 

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เปิดเผยว่า “เมืองพัทยาไม่ได้มีเพียงชายหาดที่สวยงาม แต่เรากำลังก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งศิลปะ วัฒนธรรม และภาพยนตร์อย่างเต็มภาคภูมิ อุตสาหกรรมภาพยนตร์คือซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงพลังที่สุด สามารถบอกเล่าเรื่องราว สร้างแรงบันดาลใจ และที่สำคัญคือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงานและรายได้ให้กับชุมชนในวงกว้าง เทศกาลครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่งานอีเวนต์ แต่เป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ที่จะผลักดันพัทยาให้ก้าวสู่การยอมรับระดับนานาชาติในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ของยูเนสโก” 

นอกจากนี้ งานยังได้รับเกียรติจาก Paul Spurrier ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับโลกที่เข้าร่วมเทศกาล โดยหนึ่งในนั้นได้กล่าวถึงศักยภาพของเมืองพัทยาว่า “ผมเดินทางมาทั่วโลกเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ แต่พัทยามีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ทั้งชายหาด เมือง และวัฒนธรรมที่ผสมผสานอย่างลงตัว การได้เห็นเมืองนี้ผลักดันเทศกาลภาพยนตร์อย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพัทยากำลังจะกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางภาพยนตร์ของเอเชียในอนาคต” 

งานในปีนี้ยังมาพร้อมการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างเมืองพัทยาและ 12  องค์กรพันธมิตร ประกอบด้วย สํานักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), สํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เมืองพัทยา, กรมการท่องเที่ยว, สํานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน), หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา, สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ, สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกไทย และสมาคมเครือข่ายผู้สร้างสรรค์วิชาชีพสื่อบันเทิงไทย เพื่อร่วมกันผลักดันพัทยาให้เป็น เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ของยูเนสโก และปักหมุดพัทยาเป็น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ในอนาคต

เทศกาล “Pattaya Film Festival 2025” นำเสนอภาพยนตร์จากไทยและนานาชาติ พร้อมกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่

Film Trip สำรวจโลเคชันถ่ายทำจริงในพัทยาดึงศักยภาพเมืองสู่สายตากองถ่ายต่างชาติ
Masterclass และเสวนาถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า จุดประกายคนรุ่นใหม่
ชมภาพยนตร์คุณภาพทั่วโลกทั้ง 16 เรื่อง เอาใจทุกแนวด้วยภาพยนตร์นานาชาติกว่า 10 เรื่อง อาทิ 20,000 Species of Bees,Influencer, Alien: Earth, Kiss the Con Queen, Deeper และ Renoir รวมทั้งยังมีภาพยนตร์ไทยอีก 6 เรื่อง อาทิ วิมานหนาม, วัยหนุ่ม2544 และ มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บโดยทั้งหมดจะฉายที่โรงภาพยนตร์ SF Cinema Central Marina 
ดื่มด่ำย้อนความทรงจำกับหนังกลางแปลงจำนวน 16   เรื่อง ผ่านจุดฉาย 4 จุดทั่วเมืองพัทยา ได้แก่ 

สวนสาธารณะลานโพธิ์นาเกลือฉายภาพยนตร์บู๊ แอคชัน จากราชานักบู๊ชื่อดังของไทย จา พนม กับเรื่อง คู่ซัดอันตราย และคนเดือดซัดนรก หนังบู๊จากแดนมังกร คนหัก คน และเดอะโปรซิคิวเตอร์ เกิดมาเก็บเจ้าพ่อ 
ถัดมาที่จุดฉายวัดใหม่กระทึงทองกับเรื่องราวสุดสยองขวัญของภาพยนตร์เรื่องคืนสุดท้าย เมื่อมิตรภาพเก่า…กลับมาทวงคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ฉายที่แรกก่อนใครพร้อมกิจกรรมพิเศษพูดคุยกับผู้จัดและนักแสดง พร้อมลุ้นรับของที่ระลึกจาก Viu ตามมาด้วยภาพยนตร์เรื่องคังมาก หนังรีเมคพี่มากพระโขนงในเวอร์ชันอินโดนีเซีย และบุปผาราตรี ภาค 1-2 ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวสุดหลอนและเสียงหัวเราะในคราวเดียว
โรงเรียนเมืองพัทยา4 จัดฉายภาพยนตร์สำหรับเด็กชวนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ช้างศึกไทยผ่านก้านกล้วย 1-2, และสนุกสนานกับเรื่องราวของสัตว์ประหลาดกับเรื่องบึงกาฬและศึกถล่มฟ้าอสูรน้อยจอมซน
ชายหาดพัทยากลางกับเรื่องราวสุดคอมเมดี้ที่จะพาทุกคนสนุกสนาน เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ครั้งแรกกับภาพยนตร์ AI สุดเอ็กซ์คลูซีฟ, ตามมาด้วยฮีโร่บ้านทุ่ง, แก๊งม่วนป่วนเยาวราช และแก๊งม่วนป่วนอเมริกา
บูธสินค้าท้องถิ่นและร้านอาหารละลานตาให้ทุกคนได้เลือกชม ชิม ช้อปอาหารรสชาติท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ และสนับสนุนสินค้าของชุมชนไปพร้อมกัน


ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์ชมภาพยนตร์สุดประทับใจกับ “เทศกาลภาพยนตร์เมืองพัทยา ครั้งที่ 3 (Pattaya Film Festival 2025)” ได้ระหว่างวันที่ 28–30 สิงหาคม 2568 ที่ SF Cinema Pattaya พร้อมพบกับกิจกรรมมากมายที่จะเปลี่ยนมุมมองการชมภาพยนตร์ใหม่ ติดตามรายละเอียดและตารางการฉายได้ที่เฟสบุ๊ก Pattaya FILM Festi