Unknown's avatar

About SoClaimon

สุทิน คล้ายมนต์; Sootin Claimon; สอ คล้ายมนต์; SoClaimon; Bangkok Thailand; KU23,1963; NCSU USA,1974; SoilFertilizer; ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ; ทำบล็อกแรก วันที่ 26 กันยายน 2552 เวลา 17.48 น.

ลดอุปสรรคการลงทุน! ปกรณ์ ลุยแก้กฎหมายรอง 7 พันกว่าฉบับ ก่อนชง กรอ.-ครม.

ลดอุปสรรคการลงทุน! ปกรณ์ ลุยแก้กฎหมายรอง 7 พันกว่าฉบับ ก่อนชง กรอ.-ครม.

ลดอุปสรรคการลงทุน! ปกรณ์ ลุยแก้กฎหมายรอง 7 พันกว่าฉบับ ก่อนชง กรอ.-ครม.

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.25 น.

“ปกรณ์”ลุยแก้กฎหมายรอง 7 พันกว่าฉบับ เป็นควิกวิน ลดอุปสรรคการลงทุน ใช้เวลา 2 เดือน ก่อนชง กรอ.-ครม.

19 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.และได้รับมอบหมายรับผิดชอบด้านกฎหมาย ว่า ได้รับคำสั่งมอบหมายเมื่อ 1 – 2 วันนี้ อาจจะต้องมีการเพิ่มเติมนิดหน่อย โดยเพิ่มสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นคณะกรรมการ กรอ.จะได้ครบทุกด้าน ซึ่งจากที่ได้รับการประสานงานมา เบื้องต้นให้ตนดูในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายว่า กฎหมายอะไรที่จะเป็นประโยชน์และเอื้อต่อการลงทุน โดยได้ประสานกับทางคณะกรรมการร่วมพรรคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไว้แล้ว ที่มี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย , สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ว่ามีกฎหมายหรือกฎระเบียบอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาค้าขายในการประกอบธุรกิจ และจะแก้ไขอย่างไร มีข้อเสนออย่างไร ตอนนี้ทราบว่าเขาทำข้อเสนอมาแล้วเบื้องต้น ซึ่งจะทำต่อ และจะใช้คณะทำงานชุดเดียวกัน เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน และไปในทิศทางเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนมากหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายที่ติดขัดจริงๆ ตัวพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ติดขัดมีไม่มากเท่าไหร่ แต่จะมีในส่วนของกฎหมายลำดับรอง คือ กฎกระทรวงต่างๆ ที่มี 7,600 กว่าฉบับ ซึ่งกฎกระทรวงแต่ละฉบับจะมีหลักเกณฑ์ ขั้นตอน วิธีการ ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆ มากมาย เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะเน้นทำ สิ่งแรกคือ จะทำเรื่องกฎหมายลำดับรองก่อน เป็นควิกวิน ตนได้คุยกับ กกร.ในเบื้องต้น และได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมกันแล้ว ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นฝ่ายเลขานุการ โดยจะนำประเด็นที่เขาส่งมาทั้งหมด ไปวิเคราะห์กันว่า อันไหนเป็นเรื่องเร่งด่วน และอันไหนที่ต้องแก้ไขก่อนเป็นอันดับแรก น่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จะได้แนวทางที่จะเสนอ กรอ.หรือเสนอ ครม.ต่อไป ซึ่งการทำกฎหมายไม่จำเป็นต้องระมัดระวังอะไร เราต้องตั้งใจทำ

เปิดมติ ครม. เคาะแผนแม่บทโครงการ SEA พัฒนาพื้นที่สงขลา-ปัตตานี

เปิดมติ ครม. เคาะแผนแม่บทโครงการ SEA พัฒนาพื้นที่สงขลา-ปัตตานี

เปิดมติ ครม. เคาะแผนแม่บทโครงการ SEA พัฒนาพื้นที่สงขลา-ปัตตานี

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.45 น.

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 มีรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบเรื่อง การจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นผู้เสนอ โดยมีรายละเอียดดังนี้

                   1. รับทราบการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี (แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ) ตามที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี 8 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 – 28 สิงหาคม 2568)

                   2. มอบหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ดังนี้

                             1.1 คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 ตุลาคม 2559 และ 7 พฤษภาคม 2562) อนุมัติในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยนำร่องในพื้นที่ (1) อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบ อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร (2) อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ (3) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งต่อมาได้ขยายผลไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตเพื่อยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร ซึ่งต่อมาชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเรียกร้องให้หยุดโครงการ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำ SEA ก่อนเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอให้สร้างการพัฒนาอำเภอจะนะที่ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดทำ SEA เพื่อแสวงหารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม กระจายรายได้ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม

                             1.2 ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (14 ธันวาคม 2564) มอบหมาย ให้ สศช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดให้มีการจัดทำ SEA และแผนแม่บทต่างๆ โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ และให้หน่วยงานของรัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรอผลการประเมิน SEA ให้เป็นที่ยุติก่อนดำเนินการต่อไป

                   2. ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติข้างต้น สศช. ได้ดำเนินการจัดประชุมกลุ่มย่อย (กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2565) เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องจำนวน 4 ครั้ง โดยหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เพื่อให้ได้ร่างข้อสรุปความต้องการของคนในพื้นที่เบื้องต้น และเมื่อวันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2565 สศช. ได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงในพื้นที่และประเมินผลกระทบเบื้องต้นและได้ข้อสรุปว่า ควรทำกระบวนการ SEA เพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของ 2 จังหวัด คือ จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี เนื่องจากทั้ง 2 จังหวัดมีลักษณะทางกายภาพที่สอดคล้องกัน

                   3. ต่อมา สศช.ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินโครงการการจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ วงเงิน 27.95 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2565 – 28 สิงหาคม 2568 โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น การตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนา การจัดทำแผนการติดตามและประเมินผลของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ การจัดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการพัฒนาและการประเมินทางเลือก

                   4. การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วยกระบวนการ SEA มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ การยอมรับร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานจะใช้รูปแบบการวางแผนแบบบูรณาการ ประกอบด้วย 3 กระบวนการสำคัญ ได้แก่

                             4.1 กระบวนการ SEA ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ซึ่งมีผลการดำเนินการสรุปได้ ดังนี้

ขั้นตอน SEAผลการดำเนินการ
(1) การกำหนดขอบเขต(เพื่อกำหนดรูปแบบและขอบเขตของการจัดทำ SEA)– ขอบเขตเชิงพื้นที่ : 2 จังหวัด คือ จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี- ขอบเขตเชิงเวลา : ระยะเวลาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ5 ปี ระหว่างปี 2571 – 2575- การกำหนดกลุ่มของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย : จำนวน 10 กลุ่ม ได้แก่(1) ประชาชนและชุมชน (2) ภาคประชาสังคม (3) หน่วยงานภาคเอกชนและผู้ประกอบการ (4) หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่
(5) อปท. (6) ปกครองท้องที่ (7) สถาบันการศึกษา (8) สื่อ (9) ผู้นำศาสนาและผู้นำทางจิตวิญญาณ และ (10) หน่วยงานภาครัฐส่วนกลาง- แผนการสื่อสารและการมีส่วนร่วม : การกำหนดรูปแบบและวิธีการมีส่วนร่วมที่เหมาะสมตลอดทั้งกระบวนการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วย SEA ในรูปแบบการประชุมกลุ่มย่อย จำนวน 8 ครั้ง- เป้าหมายการพัฒนา : ศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจยั่งยืน บนฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางวัฒนธรรม
(2) การพัฒนาทางเลือก(เพื่อระบุความเป็นไปได้ของกิจกรรมที่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่กำหนดไว้)– ทางเลือกที่ 1 : การพัฒนาตามสภาพปกติ เป็นการพัฒนาจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีตามแผนงานเดิมที่หน่วยงานของรัฐวางไว้เน้นการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเกษตรมูลค่าสูง และการค้าชายแดน- ทางเลือกที่ 2 : การพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางเกษตรครบวงจร มุ่งเน้นการพัฒนาจังหวัดสงขลาและปัตตานีเป็นศูนย์กลางการเกษตรครบวงจร โดยยกระดับภาคเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง- ทางเลือกที่ 3 : การพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวการศึกษา และบริการสุขภาพมูลค่าสูง เป็นการพัฒนาพื้นที่ โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเป็นเมืองไมซ์- ทางเลือกที่ 4 : การพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าและธุรกิจเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การค้าชายแดนและการเป็นเมืองอัจฉริยะ- ทางเลือกที่ 5 : การพัฒนาพื้นที่บนฐานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม มุ่งพัฒนาพื้นที่โดยเน้นการเกษตร ยั่งยืน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และการจัดการภัยพิบัติอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ
(3) การประเมินทางเลือก(เป็นการวิเคราะห์กิจกรรมการพัฒนาเชิงพื้นที่ของทางเลือกข้างต้นเพื่อประเมินทางเลือกร่วมกับผลการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย– การประเมินทางเลือกเบื้องต้น เพื่อคัดเลือกทางเลือกแกนหลักและนำไปปรับแต่งทางเลือกร่วมกับทางเลือกรองเพื่อให้ได้ทางเลือก ที่เหมาะสม โดยมีผลการประเมิน ได้แก่ ทางเลือกแกนหลักเป็นทางเลือกที่ 5 (การพัฒนาพื้นที่บนฐานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม) ส่วนทางเลือกอื่นเป็นทางเลือกรอง- ทางเลือกที่เหมาะสม : 29 กิจกรรมการพัฒนาเชิงพื้นที่ใน 8 ด้านได้แก่ การเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวและบริการ การค้าและคมนาคมขนส่ง- การคาดการณ์และประเมินผลกระทบสะสม : (1) ด้านเศรษฐกิจสะท้อนว่า การพัฒนาเชิงพื้นที่สามารถสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและยกระดับฐานรายได้ของประชาชนในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ (2) ด้านสังคม มีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบสะสมเชิงบวกต่อรายได้ครัวเรือน ความเป็นอยู่ของประชาชน และความเข้มแข็งของสถาบันทางสังคมในพื้นที่ และ (3) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บ่งชี้ถึงข้อจำกัดของความสามารถในการรองรับของทรัพยากรและระบบนิเวศ หากการพัฒนาไม่มีมาตรการกำกับที่เหมาะสม
(4) การกำหนดมาตรการเพื่อความยั่งยืนนำผลการประเมินผลกระทบสะสมมากำหนดมาตรการเพื่อความยั่งยืน รวม 92 มาตรการ 5 ประเภท ดังนี้ประเภทมาตรการจำนวนมาตรการสาระสำคัญสนับสนุน/ ส่งเสริมผลกระทบ50เสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่หลีกเลี่ยง/ ป้องกันผลกระทบ25จัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างตั้งแต่ระยะวางแผนลดผลกระทบ8บรรเทาผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แก้ไขผลกระทบ8ฟื้นฟูพื้นที่ ทรัพยากร และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ได้รับผลกระทบทดแทน/ชดเชยผลกระทบ1ทางเลือกสุดท้าย เช่น การปลูกป่าทดแทน ในอัตราสูงกว่า 1:1 
(5) การจัดทำแผนติดตามและประเมินผล SEA(เพื่อตรวจสอบผลกระทบสะสม ที่เกิดขึ้นจริงและประสิทธิภาพของมาตรการเพื่อความยั่งยืนภายหลังการนำไปปฏิบัติ)– ด้านเศรษฐกิจ : 3 ตัวชี้วัด เช่น อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัว การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน (ผู้รับผิดชอบ : สศช. และสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด)- ด้านสังคม : 3 ตัวชี้วัด เน้นผลกระทบต่อคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรม (ผู้รับผิดชอบ : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด)- ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : 10 ตัวชี้วัด เช่น พื้นที่ป่า ป่าชายเลน พื้นที่กัดเซาะชายฝั่ง ดัชนีคุณภาพอากาศ ดัชนีคุณภาพน้ำผิวดิน สัดส่วนขยะที่จัดการอย่างถูกต้อง (ผู้รับผิดชอบ : สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 16 และหน่วยงานด้านป่าไม้/ทรัพยากรทางทะเล)
(6) การจัดทำรายงาน SEAการรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนและผลการดำเนินงานต่าง ๆ ในกระบวนการ SEA พร้อมผลการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียมาจัดทำเป็นรายงานเพื่อเผยแพร่ให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถตรวจสอบผลการจัดทำที่ผ่านมาได้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงานตลอดกระบวนการ

                             4.2 กระบวนการมีส่วนร่วม : ดำเนินการใน 2 ลักษณะ (1) เป็นทางการ: โดยการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นรวม 8 ครั้ง 45 เวที มีผู้เข้าร่วม 3,931 คน ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้ง 10 กลุ่ม และ (2) ไม่เป็นทางการ : โดยการหารือกลุ่มย่อยรวม 19 ครั้ง 36 เวที มีผู้เข้าร่วม 1,323 คน เพื่อเตรียมความพร้อมและซักซ้อมขั้นตอนการดำเนินกระบวนการ SEA ก่อนเข้าประชุมรับฟังความคิดเห็นในเวทีที่เป็นทางการ

                             4.3 กระบวนการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ : ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสร้างความรับรู้และข้อตกลงร่วมกัน (2) การทบทวนแผนและข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง (3) การกำหนดเป้าหมายการพัฒนาและแนวทางการพัฒนา (4) การจัดทำแผนติดตามและประเมินผล และ (5) การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ซึ่งดำเนินการด้วยกระบวนการ SEA ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น โดยมีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา ทิศทางการพัฒนาและศักยภาพการพัฒนาของพื้นที่อย่างแท้จริงจากแต่ละฝ่าย เพื่อนำมาพัฒนาทางเลือกและประเมินทางเลือกร่วมกันจนได้ทางเลือกที่เหมาะสมเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายและทางเลือกดังกล่าวจะนำไปสู่แนวทางการพัฒนาและแผนงานสำคัญ รวมถึงพื้นที่เป้าหมาย ที่ปรากฏในแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ

                             4.4 แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ มีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้

หัวข้อสาระสำคัญ
เป้าหมายการพัฒนาการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนบนฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางวัฒนธรรมโดยพัฒนาพื้นที่จังหวัดสงขลาเป็นหัวรถจักรทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์และจังหวัดปัตตานีเป็นฐานทรัพยากรอาหารฮาลาล ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจฐานทรัพยากรที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
เป้าหมายการพัฒนาย่อย(1) การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อยกระดับพื้นที่สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้
(2) การยกระดับคุณภาพชีวิต ความเป็นธรรมทางสังคมและสันติสุข  (3) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน
พื้นที่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี
ระยะเวลา5 ปี (ระหว่างปี 2571 – 2575)
ตัวอย่างตัวชี้วัด(1) อัตราการเติบโตของ GPP ภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม อัตราการเติบโตของรายได้จากการท่องเที่ยว และสัดส่วนกำลังติดตั้งไฟฟ้าทดแทนต่อการใช้พลังงานไฟฟ้ารวม(2) ร้อยละของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต่อประชากร อายุ 15 -17 ปี และอันดับความเป็นเมืองน่าอยู่ตามค่าดัชนีความก้าวหน้าของคน(3) ปริมาณการจับสัตว์ต่อหน่วยการลงแรงประมง และสัดส่วนปริมาณขยะที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง
แนวทางการพัฒนา(1) การเกษตร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาปศุสัตว์และสัตว์น้ำให้มีมาตรฐานและมูลค่าสูง(2) อุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการแปรรูปสินค้าเกษตรหลัก(3) การท่องเที่ยวและบริการ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการท่องเที่ยว อาทิ ถนน ท่าเรือ และการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมรวมถึงเมืองเก่าสู่มรดกโลก(4) การค้าและการคมนาคมขนส่ง โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมทุกรูปแบบ (ถนน รถไฟทางคู่)(5) การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศสำคัญทั้งทางบกและทางน้ำ
(6) การลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยจัดการ ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วม/น้ำแล้ง(7) การจัดการขยะและมลพิษสิ่งแวดล้อม โดยการจัดการขยะอย่างครบวงจรด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนตามศักยภาพ
ตัวอย่างแผนงานสำคัญ– แผนงานด้านการยกระดับภาคเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง (ผลิตภัณฑ์ยางพารา)- แผนงานด้านการพัฒนาสินค้าและบริการของ จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีให้มีมาตรฐานฮาลาล (การพัฒนาสินค้าและบริการให้มีมาตรฐานฮาลาล)- แผนงานด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและยั่งยืน (เมืองอัจฉริยะเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ)- แผนงานด้านทรัพยากรมนุษย์ (การพัฒนาโรงเรียนปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้)- แผนงานโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร (ขยายโครงข่ายดิจิทัลและแพลตฟอร์มโลจิสติกส์อัจฉริยะ)
การขับเคลื่อนแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ สู่การปฏิบัติดำเนินการผ่านคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) รวมทั้งคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการในการกำกับ ประสาน และบูรณาการแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ เข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัด/แผนกลุ่มจังหวัดแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด และแผนของ อปท. เพื่อเสนอ ก.น.บ. พิจารณา

                   5. สศช.แจ้งว่า การจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ จะสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และสามารถใช้แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ เป็นกรอบและทิศทางให้กับแผนพัฒนาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ คำนึงถึงความสมดุลของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ข่าวดีเกษตรกร ราคาปุ๋ยยูเรียปรับตัวลดลงต หลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ข่าวดีเกษตรกร ราคาปุ๋ยยูเรียปรับตัวลดลงต หลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ข่าวดีเกษตรกร ราคาปุ๋ยยูเรียปรับตัวลดลงต หลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

ชาวนา เฮ หลังทราบราคา ปุ๋ยสูตร ปุ๋ยยูเรียปรับตัวลดลง หลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้นำเข้าปุ๋ยได้มากขึ้นขณะที่กรมการค้าภายใน เผยสถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมีในประเทศ มีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เตรียมลงพื้นที่ ตรวจสอบราคา ไม่ให้กระทบกำลังซื้อเกษตรกร

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย  เปิดเผยว่าหลังจาก สถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางเริ่มมีทิศทางผ่อนคลาย  ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เรือขนส่งสินค้าสัญจรได้ตามปกติมานานกว่า 60 วัน ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถนำเข้าแม่ปุ๋ยได้ในปริมาณที่มากขึ้น โดยล่าสุด นายวิทยากร  มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้โทรสายตรงมาแจ้งข่าวว่า ราคาปุ๋ยภายในประเทศเริ่มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และกำลังเร่งตรวจสอบ และควบคุมราคาเพื่อปรับลดราคาปุ๋ยลงอีก ซึ่งปัจจุบันราคาปุ๋ยสูตร เริ่มปรับลดลงจากกระสอบละ 1,100 บาท เหลือ 900 บาท ส่วนปุ๋ยยูเรียลดลงจากกระสอบละ 1,500 บาท เหลือ 1,300 บาท และเชื่อว่าราคาจะปรับตัวลดลงอีกเนื่องจาก พ่อค้าปุ๋ย ที่เคยกักตุนไว้ เริ่มทยอยระบายสินค้าออกมา

ปราโมทย์ เจริญศิลป์

ทั้งนี้ทางสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ประเมินว่า หากราคาปัจจัยการผลิต ทั้งราคาปุ๋ยและราคาน้ำมันปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพราคารับซื้อข้าวให้อยู่ที่ไม่ต่ำกว่าตันละ 8,000 บาท จะช่วยให้เกษตรกรชาวนาสามารถลดต้นทุนและพยุงอาชีพต่อไปได้ ท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้งและเอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

ด้าน นายวิทยา มณีเนตร  อธิบดีกรมการค้าภายใน แจ้งว่า ในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ ราคาปุ๋ยจะมีการปรับลดลงประมาณลูกละ 150 บาท (ขนาด 50 กก.)  และในครั้งนี้จะเป็นการปรับลดราคาครอบคลุมทุกยี่ห้อ และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคตและปัจจุบัน ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เข้มงวดตรวจสอบร้านค้า ห้ามขายเกินราคา เพื่อไม่ให้ร้านค้าช่วยโอกาสเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร

ชาวนา

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

รับมือปลาหมอคางดำ วัชระพล ชงงบกลาง 70-90 ล้าน เร่งเยียวยาเกษตรกร-ตัดวงจรระบาด

รับมือปลาหมอคางดำ วัชระพล ชงงบกลาง 70-90 ล้าน เร่งเยียวยาเกษตรกร-ตัดวงจรระบาด

รับมือปลาหมอคางดำ วัชระพล ชงงบกลาง 70-90 ล้าน เร่งเยียวยาเกษตรกร-ตัดวงจรระบาด

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.51 น.

“วัชระพล” เตรียมเสนอของบกลาง 70-90 ล้านบาท เพื่อสำรวจความเสียหาย เยียวยาเกษตรกร และสนับสนุนการปรับระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรับมือปลาหมอคางดำเร่งสำรวจพื้นที่ระบาดเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือและควบคุมการแพร่ระบาดให้ตรงจุด

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับคณะทำงานของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อจัดทำคำของบกลางวงเงินประมาณ 70-90 ล้านบาท สำหรับใช้ในการเร่งควบคุมและลดความชุกชุมของปลาหมอคางดำ รวมถึงช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด

วัชระพล ขาวขำ

โดยกรมประมงได้รายงานสถานการณ์ปลาหมอคางดำให้รับทราบอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันการแพร่ระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติยังอยู่ในระดับทรงตัว แต่ในพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายแห่ง โดยเฉพาะบ่อเลี้ยงกุ้ง ยังคงได้รับผลกระทบจากการเข้ามาอาศัยและขยายพันธุ์ของปลาหมอคางดำ ส่งผลต่อผลผลิตและต้นทุนการเลี้ยงของเกษตรกร

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานประมงจังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายและสถานการณ์การแพร่ระบาดในแต่ละพื้นที่ เพื่อจัดแบ่งพื้นที่ตามระดับความรุนแรงของปัญหาและกำหนดมาตรการช่วยเหลือให้เหมาะสมกับสภาพการระบาดในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้สำรวจความต้องการความช่วยเหลือของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการกำหนดมาตรการเยียวยาและสนับสนุนการปรับตัวของเกษตรกรในระยะต่อไปและขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงการและกรอบการใช้งบประมาณ โดยจะครอบคลุมทั้งการสำรวจความเสียหาย การเยียวยาเกษตรกร การกำจัดปลาหมอคางดำ และการสนับสนุนเกษตรกรปรับระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดในอนาคต อาทิ การปรับปรุงระบบกรองน้ำ การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง และมาตรการป้องกันปลาหมอคางดำหลุดรอดเข้าสู่ระบบการเลี้ยง ซึ่งล้วนทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติงบกลางตามขั้นตอนต่อไป

ปลาหมอคางดำ

แฟ้มภาพ

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาในภาพรวม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางมาตรการหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาดหรือโซนนิ่ง การกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง และการส่งเสริมการนำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพื่อช่วยลดปริมาณปลาในระบบนิเวศและสร้างแรงจูงใจในการจับออกจากแหล่งน้ำ

ขณะที่มาตรการกำจัดปลาหมอคางดำยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 19 มิถุนายน กรมประมงจัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ครั้งที่ 25 ในพื้นที่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเร่งจับและกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่ระบาด ลดผลกระทบต่อเกษตรกรและระบบนิเวศทางน้ำซึ่งกระทรวงฯ ยังอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางการรับซื้อปลาหมอคางดำที่เหมาะสม หลังเกษตรกรสะท้อนว่าราคารับซื้อจากภาคเอกชนเพื่อการกำจัดและแปรรูปปรับลดลงเหลือเพียงประมาณ 8 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งส่งผลต่อแรงจูงใจในการจับปลาออกจากพื้นที่ระบาด

ปลาหมอคางดำ

แฟ้มภาพ

นายวัชระพลบอกอีกว่าได้กำชับให้กรมประมงติดตามสถานการณ์และรายงานผลการดำเนินงานทุกวัน โดยตั้งเป้าให้การสำรวจและจัดแบ่งพื้นที่การแพร่ระบาดแล้วเสร็จ รวมทั้งกำหนดมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ภายใน 1 เดือน ขณะที่มาตรการกำจัดปลาหมอคางดำและการควบคุมการแพร่ระบาด ตั้งเป้าให้เห็นปริมาณปลาลดลงอย่างต่อเนื่องภายใน 3 เดือนซึ่งการผลักดันให้การแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำกลับมาเป็นวาระแห่งชาติอีกครั้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนและเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ปลาหมอคางดำ

แฟ้มภาพ

สนธิญา ยื่นสอบจริยธรรม ไอซ์ รักชนก ปมแชร์โพสต์ จุ้น-เผลอเตะชามข้าวหมา

สนธิญา ยื่นสอบจริยธรรม ไอซ์ รักชนก ปมแชร์โพสต์ จุ้น-เผลอเตะชามข้าวหมา

สนธิญา ยื่นสอบจริยธรรม ไอซ์ รักชนก ปมแชร์โพสต์ จุ้น-เผลอเตะชามข้าวหมา

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

‘สนธิญา’ ยื่น ’ปธ.สภาฯ‘ สอบจริยธรรม ‘ไอซ์ รักชนก’ ปม โพสต์ ‘จุ้น-เผลอเตะชามข้าวหมา’ ลั่น เป็นระดับประธานกมธ. ไม่ควรทำเช่นนี้ โอ่ฟ้องหมิ่นประมาทได้ แต่ไม่ทำ ไม่อยากจองเวรจองกรรม 
 
วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวภายหลังยื่นหนังสือต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านสารระบบ ให้ตรวจสอบจริยธรรมของน.ส.รักชนก ศรีนอก สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษา (กมธ.) การจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรว่า การยื่นของตนครั้งนี้ ไม่ได้จองเวรจองกรรม หรือกระทำการต่างๆด้วยความสะใจหรืออะไรต่อน.ส.รักชนก เพราะที่ผ่านมาตนติดตามทั้งเรื่องมาตรา 112 และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ จนเมื่อกระทั่งเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ตนได้รับหนังสือให้เข้าร่วมประชุมกมธ.ติดตามงบฯ ซึ่งตนสนับสนุนการทำงานของน.ส.รักชนก ให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมายและความถูกต้อง แต่สิ่งใดที่ไม่เป็นไปโดยความถูกต้อง หรือตามกระบวนการ ข้อบังคับของสภาฯ หรือคณะกรรมาธิการ ก็จำเป็นต้องทำหนังสือเพื่อให้ประธานสภาฯ ได้พิจารณาและวินิจฉัย 

นายสนธิญา กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ตนเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมกมธ. และไม่ได้ถามพรรคประชาชน เพราะเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ได้ร่วมลงชื่อ เพื่อที่จะยื่นให้ประธานรัฐสภา ส่งเรื่องต่อศาลฎีกา พิจารณาให้ตั้งคณะกรรมการพิเศษตรวจสอบคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่มาวันนี้ น.ส.รักชนกประกาศว่ากรณี TH-AI passport จะส่งเรื่องให้ป.ป.ช. พิจารณา ตนขอถามว่าพรรคประชาชนทั้งพรรค ซึ่งรวมทั้งน.ส.รักชนก ก็ได้ร่วมลงชื่อด้วย แต่กลับจะเสนอเรื่อง TH-AI passport ให้ป.ป.ช. วินิจฉัย เปรียบเสมือนคุณกำลังทำตอไม้ที่ตายแล้ว ที่เน่าไปแล้ว แต่วันนี้คุณกลับเอาน้ำไปลด คิดอะไรกันอยู่ ทั้งที่ผ่านมายื่นให้ตรวจสอบป.ป.ช. เพราะไม่ไว้ใจ แต่วันนี้คุณบอกว่าโครงการดังกล่าวไม่ถูกต้องก็จะยื่นให้ป.ป.ช. พิจารณาอีกขอถามว่าใช้ตรรกะอะไรที่จะยื่นให้หน่วยงานที่คุณไม่ไว้วางใจ 

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ต้องการให้ประธานสภาฯ พิจารณาคือ 1. ก่อนการประชุมกมธ. ในเฟสบุ๊กของน.ส.รักชนก โพสต์ว่าจะเชิญตนมาร่วมประชุม ในวันที่ 18 มิ.ย. ด้วย และด้านล่างมีคำว่าจุ้น คืออะไร และเผลอเตะชามข้าวหมา ซึ่งในที่ประชุมกมธ. ตนถามน.ส.รักชนกว่า หมายถึงตนหรือไม่ อย่างไร เพราะมีชื่อตนอยู่ด้วย แต่น.ส.รักชนกบอกว่า เป็นเพราะผู้สื่อข่าวนำไปลง แล้วขอให้ตนทำหนังสือสอบถามไปยังผู้สื่อข่าวผู้นั้นเอง และเมื่อน.ส.รักชนกไม่ตอบ ตนก็ถือว่าการประชุมดังกล่าวตนไม่มีศักดิ์ศรีอะไรในสายตาท่านประธาน แต่เห็นว่ากรณีที่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สส. และประธานกมธ. เป็นผู้ที่น่าเชื่อถือ แต่กลับไปกล่าวหาว่าผู้อื่นว่าจุ้น ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน จุ้น แปลว่ายุ่งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง และไปเตะชามข้าวหมาของบุคคลอื่น ตนถามว่า หมาเป็นของตนหรือหมาเป็นของใคร และคำพูดนี้เป็นคำพูดเปรียบเทียบ ซึ่งผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานกมธ.หรือสส. ไม่ควรจะพูดหรือกระทำการโพสต์ ลงในรูปแบบนั้น ฉะนั้น การกระทำดังกล่าวของน.ส.รักชนก เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน 2. ถือว่าน.ส.รักชนก โกหกในการประชุมกมธ.ทั้ง 2 คณะ คือกมธ.ติดตามงบฯ และกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่ประชุมร่วมกัน 3. การกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรมพ.ศ.2563 ประมาณ 7 ข้อ  และ 4. ในการประชุมของทั้ง 2 กมธ. ประธานสภาฯ หรือรองประธานสภาฯ ได้เห็นชอบอนุมัติในหลักการให้มีการประชุมหรือไม่ เพราะตนเคยเป็นกมธ.กฎหมายฯ มาแล้วเกือบ 3 ปี ไม่เคยเห็นการประชุมร่วมเช่นนี้ 

นายสนธิญา กล่าวด้วยว่า ดังนั้น ต้องการให้ประธานสภาฯ พิจารณาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ข้อบังคับสภาฯ และคณะกรรมาธิการปี 61 หรือข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการทั้งหมด ซึ่งพรรคพวกตนแนะนำว่าเรื่องเหล่านี้สามารถฟ้องเป็นดคีอาญาดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทของน.ส.รักชนก ได้เพราะมีการระบุชื่อของตนด้วย แต่ตนไม่มีเจตนาหรือไม่ต้องการฟ้องเป็นคดีอาญาหมิ่นประมาทต่อน.ส.รักชนก แต่ต้องการความกระจ่างและชัดเจน ไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าเรื่องหมาๆ จุ้นหรือไม่จุ้น เพราะกรณีการที่บุคคลหนึ่งบุคคลในจะทำหน้าที่ปกป้อง หรือสอบถามเกี่ยวกับงบประมาณ การดำเนินการของสภาฯ ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 41 (1)(2) ประกอบมาตรา 50 ที่พึงกระทำได้ ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่ประธานสภาฯ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะพิจารณา 

แจกฟรีแล้วไงต่อ? ‘อรรถวิชช์’แนะทางรอด TH-AI Passport ใช้ยังไงให้คุ้มค่า

แจกฟรีแล้วไงต่อ? 'อรรถวิชช์'แนะทางรอด TH-AI Passport ใช้ยังไงให้คุ้มค่า

แจกฟรีแล้วไงต่อ? ‘อรรถวิชช์’แนะทางรอด TH-AI Passport ใช้ยังไงให้คุ้มค่า

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.12 น.

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากสำหรับโครงการ TH-AI Passport ของรัฐบาล ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้ใช้งาน AI ระดับ Pro ฟรีถึง 5 ล้านสิทธิ์ ทว่าล่าสุด นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาแสดงความกังวลและเสนอแนวคิดผ่านคลิปวิดีโอในหัวข้อ “TH-AI Passport ใช้ยังไงให้คุ้มค่า” หวั่นงบประมาณรัฐละลายแม่น้ำหากไร้การกระตุ้นให้เกิดการใช้งานจริง

” TH-AI Passport ใช้ยังไงให้คุ้มค่า รัฐมีโครงการ TH-AI Passport ให้ประชาชนใช้ AI pro ฟรี 5 ล้านคน แต่หากไม่มีการดึงคนมาใช้งานจริง โครงการนี้อาจสูญเปล่าได้ครับ

ผมขอเสนอแนวคิดแบบบูรณาการ นำกระทรวงดีอี มา ต่อปลั๊กกับกระทรวงแรงงาน ให้บริษัทที่มีพนักงาน 100 คนขึ้นไป อบรมใช้ TH-AI Passport โดยนายจ้างจะได้สิทธิ์ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ 1% เข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน วิธีนี้นายจ้างจะได้ประหยัดต้นทุน และได้พนักงานอัพสกิลใช้ AI ระดับโปรไปช่วยงานบริษัทและหาเงินพิเศษเพิ่มได้อีกทาง

งบประมาณฯจึงจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าครับ “ นายอรรถวิชช์ ระบุ

ดีเอสไอแฉเส้นเงิน Forex โยง ‘ภาวุธ’ 28 ล้าน โอนครั้งละ 2 ล้าน 14 ครั้งภายในวันเดียว

ดีเอสไอแฉเส้นเงิน Forex โยง 'ภาวุธ' 28 ล้าน โอนครั้งละ 2 ล้าน  14 ครั้งภายในวันเดียว

ดีเอสไอแฉเส้นเงิน Forex โยง ‘ภาวุธ’ 28 ล้าน โอนครั้งละ 2 ล้าน 14 ครั้งภายในวันเดียว

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.59 น.

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม เวลา 11.00 น. ที่ห้องรับรองกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชั้น 2 ประตู 3 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (ศูนย์ราชการอาคารเอ) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ  พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ แถลงข่าวปฏิบัติการตรวจค้น Shutdown the laundering ซื้อขาย forex โดยไม่ได้รับอนุญาต ว่าเบื้องต้นมีผู้เสียหายประมาณกว่า 500 รายมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท จาการตรวจค้นสถานที่ตั้งจดทะเบีบนนิติบุคคลไม่คล้องกับการจดทะเบียนบริษัท

ทั้งนี้ พบว่าบริษัทสปาร์คดิจิตัล ได้โอนเงินไปยังบัญชีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.พรรคประชาชน เป็นจำนวนประมาณ 28 ล้านบาท โอนครั้งละประมาณ 2 ล้านบาท จำนวน 14 ครั้ง ซึ่งโอนภายในวันเดียว โดยรับโอนเงิน 2 ทอด ผ่านนิติบุคคล และ กลุ่มpayment 

สำหรับบริษัทสปาร์คดิจิตัล จดทะเบียนที่ตั้งบริษัทในสถานที่ตั้งเดียวกันกับบริษัททริปเปิ้ล SF

ขณะที่ในส่วนของ”ฟิลม์-รัฐภูมิ”นั้น โอนเงินผ่าน จากกลุ่มโบรกเกอร์ โดยในส่วนของ”ฟิล์ม-รัฐภูมิ”นั้นเกี่ยวข้องกับบริษัทอีเทอร์เวลล์

“ยืนยันข่าวได้ในการสอบสวนมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และจำเป็นที่จะต้องเปิดเผยในขณะนี้เพื่อยับยั้งไม่ให้มีผู้เสียหายเพิ่มมากขึ้นไปกว่านี้ไม่ได้มีส่วนของฝ่ายการเมืองเข้ามากดดัน

อย่างไรก็ตามสำหรับกรณีของนายภาวุธยังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิด อและจะยังไม่มีการดำเนินการใด เนื่องจากอยู่ในช่วงสมัยการประชุมสภา

พริษฐ์ สรุป 9 ประเด็น คดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

พริษฐ์ สรุป 9 ประเด็น คดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

พริษฐ์ สรุป 9 ประเด็น คดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.19 น.

‘พริษฐ์’ สรุป 9 ประเด็นสำคัญคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

วันที่ 19 มิ.ย. 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยรายละเอียดการประชุมเรื่อง ‘คดีฮั้ว สว.’ ร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) องค์กรอิสระฯ ร่วมกับตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 เพื่อตรวจสอบและเสนอแนะการทำหน้าที่ของ กกต. ในคดี ‘ฮั้ว สว.’ โดยสรุปเป็น 9 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

พริษฐ์

1. ประเด็นหลักที่ตรวจสอบคือ การเปรียบเทียบการทำหน้าที่ระหว่าง 2 คณะ ที่มีมติสวนทางกัน ระหว่างคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เสนอให้ กกต. มีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไปที่ศาล กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง (คณะอนุวินิจฉัยฯ) ชุดที่ 36 ที่เสนอให้ กกต. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ให้ไปไม่ถึงศาล

2. รายละเอียดการทำงานของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีมติให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. 229 คน ตัวแทน กกต. ได้ชี้แจงว่า

– องค์ประกอบ: กรรมการประกอบด้วยตัวแทนจากเจ้าหน้าที่ กกต. และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

– ระยะเวลาพิจารณา: ใช้เวลาพิจารณาทั้งหมด 120 วัน โดยประชุมทุกวัน หรือแทบทุกวัน

– รายละเอียดการพิจารณา: มีเอกสารประกอบทั้งหมดประมาณ 90,000 หน้า เป็นความเห็นกรรมการราว 1,000 หน้า และมีการสอบพยานหลักร้อยคน

3. ส่วนรายละเอียดการทำงานของอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ซึ่งมีมติยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ตัวแทน กกต. ได้ชี้แจงว่า

– องค์ประกอบ: อนุกรรมการประกอบไปด้วย 7 คน ซึ่งแต่ละคนถูกเสนอโดยกรรมการ กกต. แต่ละคน

– ระยะเวลาพิจารณา: ตัวแทน กกต. ที่มาชี้แจงว่าไม่ทราบข้อมูล

– รายละเอียดการพิจารณา: ตัวแทน กกต. ที่มาชี้แจงว่าไม่ทราบข้อมูลอีกเช่นกัน

4. ข้อพิรุธเรื่องการตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบเชิงลึก เนื่องจาก

– ได้รับการยืนยันว่า โดยปกติแล้ว กกต. จะมีอนุวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 ชุด โดยในการกลั่นกรองแต่ละคดีจะใช้วิธีสุ่มหรือเวียนว่าใช้อนุวินิจฉัยฯ ชุดไหน จะไปรับผิดชอบคดีใด เพื่อไม่ให้เกิดการ ‘ล็อก’ คนที่ไปพิจารณาคดีต่างๆ แต่ในกรณีคดีฮั้ว สว. มีการยืนยันว่า กกต. ได้ตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นกรณีเฉพาะ ซึ่งทาง กมธ. จะทำหนังสือตามไปเพื่อขอรายชื่อคดีทั้งหมดก่อนหน้า ที่มีการตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดพิเศษเป็นการเฉพาะในลักษณะนี้ โดยนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 เริ่มบังคับใช้

– มีการยืนยันว่า รายชื่ออนุกรรมการ 7 คน ของคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ไม่ได้มีแค่คนที่เป็นอนุกรรมการอยู่ใน 35 ชุด ที่ถูกเลือกมาอยู่ในชุดที่ 36 แต่ยังมี ‘คนนอก’ ที่ไม่ได้ทำงานอยู่ในอนุวินิจฉัยฯ 35 ชุดเลย แต่ถูกดึงมาอยู่ในชุดที่ 36 โดยเฉพาะ ซึ่งตัวแทน กกต. ให้ข้อมูลว่า จำตัวเลขไม่ได้ว่ามีคนนอกกี่คนจาก 7 คน

5. นอกจากความเห็นของคณะไต่สวนชุดที่ 26 และอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 แล้ว ยังได้รับแจ้งว่า คณะกรรมการ กกต. ที่พิจารณาคดีนี้อยู่ ยังมีความเห็นของ ‘เลขาธิการ กกต.’ ซึ่ง กกต. ชี้แจงว่าไม่ใช่ความเห็นของ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แต่เป็นความเห็นของ ‘องค์คณะรองเลขาฯ ที่รับผิดชอบสำนวน’
 หรือพูดง่ายๆ คือ คณะกรรมการ กกต. สำหรับผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคน จะมี 3 ความเห็นคือ (1) คณะไต่สวนชุดที่ 26 เห็นว่าควรฟ้องหรือยกฟ้อง (2) เลขาธิการ กกต. เห็นว่าควรฟ้องหรือยกฟ้อง (3) อนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เห็นว่าควรฟ้องหรือยกฟ้อง

6. หลักฐานที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่กำลังถูกพิจารณาโดย กกต. ทางตัวแทน กกต. เลือกที่จะไม่ตอบคำถามผมว่ามีหลักฐานประเภทใดอยู่บ้าง เช่น การวิเคราะห์สถิติการลงคะแนน โพยจัดตั้ง หลักฐานการนัดหมาย หลักฐานการจ่ายค่าเดินทาง แต่ยืนยันว่าหลักฐานมีความหลากหลาย

7. ส่วนหลักฐานในคลิปที่ได้เผยแพร่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ หนึ่งในคณะกรรมการ กกต. และการเก็บเอกสารจาก มงคล สุระสัจจะ ซึ่งต่อมาเป็นประธานวุฒิสภา

– ตัวแทน กกต. เลือกที่จะไม่ตอบคำถามว่า หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคลิปดังกล่าวอยู่ในสำนวนที่ กกต. กำลังพิจารณาอยู่หรือไม่

– โดย กกต. ตอบเพียงแค่ว่า หลักฐานหรือประเด็นในคลิปนี้จะมีอยู่ในสำนวนที่เคยมีคำร้องในประเด็นดังกล่าว ซึ่งคาดว่าเป็นคำร้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. แต่ไม่ได้ตอบว่าเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่กำลังถูกพิจารณาโดย กกต. ในคดีฮั้ว สว. ณ เวลานี้หรือไม่

8. การเผยแพร่คลิปจากวันเลือก สว. ทางตัวแทน กกต. ยืนยันว่า กกต. มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (พ.ร.ป. เลือก สว.) ในการบันทึกคลิปการเลือก สว. ทุกระดับอยู่แล้ว และยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า บางกรณีในอดีตมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน กกต. จึงเผยแพร่บางส่วนของคลิปดังกล่าวเพื่อให้เกิดความชัดเจนกับสังคม

ดังนั้น ในเมื่อ กกต. มีคลิปการเลือก สว. ทั้งหมดอยู่ในมือ ทาง กกต. ก็สามารถเลือกที่จะเผยแพร่ทั้งหมดหรือบางส่วนของคลิปดังกล่าวได้ เพื่อไขข้อสงสัยของสังคมว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างในวันดังกล่าว

9. หลังจากนี้ คณะกรรมการ กกต. จะต้องมีมติภายใน 90 วันหลังจากการพิจารณานัดแรก ซึ่งจะครบ 90 วันช่วงเดือนกันยายน 2569 ว่าจะสั่งฟ้องใครบ้าง หรือยกคำร้องใครบ้าง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือหากมีการยกคำร้องใคร เอกสารที่ กกต. ยืนยันกับ กมธ. ว่าจะเผยแพร่ต่อสาธารณะ จะมีเพียง ‘คำวินิจฉัย’ ถึงเหตุผลในการยกคำร้องบุคคลดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นเพียงคำอธิบายสั้นๆ 3-4 ย่อหน้า ว่า ‘พยานหลักฐานไม่เพียงพอ’ โดยไม่มีการเผยแพร่ผลการตรวจสอบหรือข้อเท็จจริงในคดีโดยละเอียด

บทสรุปคือ ทาง กมธ. จะทำหนังสือขอข้อมูลจากทาง กกต. อีกครั้ง เพื่อขอคำตอบและเอกสารในหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำชี้แจง

สุรเดช ซัด ย้ายผวจ.-รองผวจ. แค่ลดกระแส ไม่ได้แก้ปัญหาภูเก็ต แนะใช้กองปราบ-DSI ลุยนอมินีทุนเทา

สุรเดช ซัด ย้ายผวจ.-รองผวจ. แค่ลดกระแส ไม่ได้แก้ปัญหาภูเก็ต แนะใช้กองปราบ-DSI ลุยนอมินีทุนเทา

สุรเดช ซัด ย้ายผวจ.-รองผวจ. แค่ลดกระแส ไม่ได้แก้ปัญหาภูเก็ต แนะใช้กองปราบ-DSI ลุยนอมินีทุนเทา

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.07 น.

‘สุรเดช’ ซัด ย้ายผวจ.-รองผวจ. แค่ลดกระแส ไม่ได้แก้ปัญหาภูเก็ต ชง ใช้ตร.ส่วนกลางลงไปปราบ ทำให้ตร.-จนท.รัฐในพื้นที่กลัว แนะ เลิกฟรีวีซ่า เปิดช่องทุนนอมินี-ทุนเทา เข้ามาแย่งงาน-แย่งเงินคนไทย ยัน ไม่กระทบท่องเที่ยว – สัมพันธ์ระหว่างประเทศ ใช้กลไก กต.คุยได้ 

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาใน จ.ภูเก็ต ว่า การโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ตรงจุด การโยกย้าย 2 รองผู้ว่าฯ ที่มีข่าวความขัดแย้งกันและถูกเชื่อมโยงกับหลายเรื่องใน จ.ภูเก็ต ไปจังหวัดอื่น โดยคนหนึ่งไปที่ จ.นครศรีธรรมราช อีกคนไปสงขลา มันไม่ใช่การลงโทษ ในกระทรวงมหาดไทยรู้ดีว่า 2 จังหวัดดังกล่าวถูกจัดเป็นเกรดเอเหมือนกับ จ.ภูเก็ต และมีขนาดใหญ่กว่า มีผลประโยชน์มหาศาลไม่ต่างกับจังหวัดเดิม และเจตนาต้องการแค่ลดกระแสเท่านั้น ส่วนผู้ว่าฯที่ถูกโยกย้ายมาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นการตอกย้ำข่าวลือเรื่องการขู่ย้ายผู้ว่าฯ ว่ามีมูล ในเมื่อผู้ว่าฯคนเก่าทำงานดี จนรองผู้ว่าฯไม่พอใจเพราะไปขัดขวางหลายการกระทำ เหตุใดจึงไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพื่อแก้ปัญหา 

นายสุรเดช กล่าวว่า การแก้ปัญหา ต้องแก้ทั้งระบบ ต้องมีการถ่วงดุลอำนาจส่วนราชการในจังหวัดด้วย การจัดการแบบนี้ต้องใช้ตำรวจส่วนกลาง เริ่มต้นต้องหาข้อมูล รัฐบาลรู้ดีว่า ใครเป็นคนเรียกค่าคุ้มครอง ใครเป็นหัวหน้า โยงกับนอมินีต่างชาติกลุ่มไหน ตรวจสอบได้ง่าย ไม่ยาก โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว รู้ว่าใครเป็นใคร และควรเอา จ.ภูเก็ต เป็นโมเดลในการจัดการผู้มีอิทธิพล ต้องมีตำรวจส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบ เช่น กองปราบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบ การมีตำรวจส่วนกลางเข้าไปจะทำให้ตำรวจและข้าราชการในพื้นที่ตื่นตัว กลัว จะไม่กล้าไปรับส่วย ทุกอย่างต้องระมัดระวัง ตำรวจกองปราบไปได้ทั่วประเทศ มีอำนาจตามกฎหมายและจับกุมได้ 

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาเรื่องถือหุ้นแทนนอมินีต่างชาติ ทุนเทานั้น ปัจจุบันพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือกฎหมายเกี่ยวกับนอมินี ค่อนข้างแรง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 – 1,000,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ) และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 – 50,000 บาท  ดังนั้น ถ้าเราบังคับใช้จริงจัง นอมินีจะเบาบางลง แต่รัฐบาลต้องมีการเชือดไก่ให้ลิงดูด้วย 

นายสุรเดช กล่าวว่า ขณะนี้เกิดสงครามที่ตะวันออกกลาง หรือ รัสเซีย-ยูเครน คนในประเทศเหล่านี้มีทั้งคนดีและไม่ดี จึงต้องแสวงหาสถานที่ใหม่ มาหลบภัย หรือมาหาทางทำธุรกิจ มาลงหลักปักฐาน ส่วนใหญ่จะมองประเทศไทย เพราะประเทศไทยคุ้มค่าในการมาใช้จ่าย จึงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก ปีหนึ่ง 30 กว่าล้านคน ตนมองว่า ฟรีวีซ่าไม่มีความจำเป็นแล้วในสถานการณ์แบบนี้ จะทำให้เสี่ยงว่า ใครก็เข้ามาประเทศได้ ดังนั้น จะลดฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เป็น 30 วัน หรือ 15 วัน ต่อให้ลดเหลือ 10 วัน ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเข้ามาฟรี จึงต้องยกเลิกเลย เพื่อให้เข้าระบบของกระทรวงการต่างประเทศ คัดกรองคนตั้งแต่ต้นทาง คนที่อยู่ ที่เป็นนอมินี ทุนเทา ก็จะเข้า-ออก ลำบาก ครั้งหน้ากลับไป จะกลับเข้ามาต้องถูกคัดกรองว่า มีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ จะทำให้พวกนี้ทำธุรกิจเทาๆ ในประเทศไทยลำบาก เราต้องมองเรื่องความมั่นคงก่อน ตอนนี้มีชาวต่างชาติ เช่น จีน ซึ่งมีทุนเทาจำนวนมาก ที่หนีมาจากจีนและมาตั้งรกรากในไทยจำนวนมาก และจะเอาเครือข่ายเข้ามาเพิ่ม ทุนเทาพวกนี้จะทำสแกมเมอร์ ธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอิสราเอล ที่ไปยึดเกาะพะงัน หรือ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ตรงนี้ต้องแก้ไข ไม่ให้คนเหล่านี้เข้ามาแล้วแย่งงานคนไทยและสร้างปัญหา

นายสุรเดช กล่าวว่า  ส่วนข้อกังวลว่า หากยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่าจะทำให้การท่องเที่ยวตกลงนั้น รู้ได้อย่างไรว่า การท่องเที่ยวจะตก การท่องเที่ยวสำคัญคือ ต้องหานักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมาท่องเที่ยวและกลับประเทศ ไม่ใช่มาหาช่องทางทำธุรกิจผิดกฎหมาย จำเป็นต้องคัดกรองจากสถานทูตของเราเท่านั้น ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ต้องคุยกันว่า เราจำเป็นต้องยกเลิก เพราะประเทศเรากำลังประสบปัญหาแบบนี้ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศพูดคุยกับกระทรวงการต่างประเทศนั้นๆ ได้ ดังนั้น ควรที่จะยกเลิกฟรีวีซ่า อย่างน้อยในช่วงเวลาแบบนี้ เพราะมันล่อแหลมเกี่ยวกับความมั่นคง 

‘อยากให้นายกฯและรัฐบาลเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่ลูบหน้าปะจมูก ไม่ใช่จบแค่ลงพื้นที่ ไม่ใช่แค่มอบหมายงานรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่โยกย้ายผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ แต่ลงไปแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ปัญหาได้ถูกแก้ไขและน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด’นายสุรเดช ระบุ

อนุชา-อภิสิทธิ์ หาเสียง บางนา-พระโขนง ชู AI ปฏิรูปจราจร-น้ำท่วม มุ่งเป้าโค้งสุดท้าย

อนุชา-อภิสิทธิ์ หาเสียง บางนา-พระโขนง ชู AI ปฏิรูปจราจร-น้ำท่วม มุ่งเป้าโค้งสุดท้าย

อนุชา-อภิสิทธิ์ หาเสียง บางนา-พระโขนง ชู AI ปฏิรูปจราจร-น้ำท่วม มุ่งเป้าโค้งสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.51 น.

“อนุชา” เบอร์ 5 – “อภิสิทธิ์” หาเสียง บางนา-พระโขนง “อนุชา” ชู AI ปฏิรูปจราจร-น้ำท่วม มุ่งเป้าโค้งสุดท้าย “Bangkok Vision” ปลุกความหวังคนกรุงฯ เตรียมเปิดข้อมูลจากแอป “ส่องรัฐ” เพิ่ม ชวนฟังปราศรัยเสวนากึ่งปราศรัยที่ปาร์ค สีลม เย็นนี้

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ร่วมด้วย นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ ผู้สมัคร ส.ก. เขตพระโขนง หมายเลข 4 และนายศิวโรจณ์ แสงจรัสโชติ ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางนา หมายเลข 1 ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงที่ตลาดหน้าวัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร และตลาดมหาสิน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยต่างให้ความสนใจ เข้ามาทักทาย ถ่ายภาพ และได้สะท้อนปัญหาในพื้นที่อย่างหลากหลายเพื่อฝากเป็นนโยบายในการพัฒนาเมือง

จากการลงพื้นที่รับฟังประชาชนในเขตบางนาและพระโขนง นายอนุชา พบว่ายังมีปัญหาเรื่องกลิ่นขยะในพื้นที่อยู่ จึงเน้นย้ำถึงการปรับปรุงศูนย์กำจัดขยะอ่อนนุชให้เป็นระบบปิด 100% ตรวจวัดกลิ่นตามมาตรฐานทันที ตั้งเป้าลดการฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Landfill) โดยเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy) และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนคัดแยกขยะด้วยการลดค่าธรรมเนียม รวมถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วม ด้วยการเปลี่ยนระบบเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำจากแรงงานคน (Manual) เป็นระบบ AI เพื่อประมวลผลภาพรวมและเร่งระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยให้รวดเร็วที่สุด รวมถึงการนำ AI ควบคุมสัญญาณไฟจราจรให้สัมพันธ์กันทั้งเครือข่ายถนน (อุดมสุข-ศรีนครินทร์-กิ่งแก้ว-พัฒนาการ) แทนการกดมือ เพื่อให้รถในซอยไหลเวียนได้ดีขึ้น พร้อมจัดให้มีรถเมล์ขนาดเล็ก (Feeder) รับ-ส่งประชาชนเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าสายสีเขียว

สำหรันโยบายสาธารณสุข นายอนุชา นำเสนอว่า ต้องเพิ่มจำนวนศูนย์บริการสาธารณสุขให้ครอบคลุม พร้อมเพิ่มบุคลากรแพทย์-พยาบาลเพื่อรองรับการรักษาโรคเบื้องต้นและทันตกรรม ไฮไลต์สำคัญคือการทำฐานข้อมูลผู้ป่วย (Database) เชื่อมโยงกันทั้งระบบ เพื่อลดภาระการเดินทางไปขอใบส่งตัวของผู้สูงอายุ พร้อมร่วมมือกับ สปสช. ดึงกองทุนสุขภาพมาดูแลชุมชนแออัดเชิงรุก

นายอนุชา ยังกล่าวถึงเวทีเสวนากึ่งปราศรัยที่ปาร์ค สีลม (Park Silom) ที่จะจัดช่วงเย็นวันนี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะมุ่งนำเสนอ “Bangkok Vision” (วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ) เพื่อส่งมอบอนาคตและความหวังให้คนกรุงฯ เพราะการแก้ปัญหาพื้นฐานเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่เมืองต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งที่ดีกว่าภายใต้แนวคิด “กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้”

ขณะที่ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ระบุว่า จะมีการไลฟ์สดผ่านเพจพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเสนอนโยบายอุดช่องว่างการพัฒนาเมืองตลอด 4 ปีที่ผ่านมา รวมถึงแนวทางการปราบปรามการทุจริต เพื่อทำให้กรุงเทพฯ ใสสะอาดและสุจริตมากขึ้น ซึ่งเย็นนี้ทุกคนก็จะได้พบกับการเปิดตัวแอปพลิเคชัน “ส่องรัฐ” ของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเช่นกัน โดยจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมจากที่เราได้เคยเกริ่นนำไปแล้วในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา