Unknown's avatar

About SoClaimon

สุทิน คล้ายมนต์; Sootin Claimon; สอ คล้ายมนต์; SoClaimon; Bangkok Thailand; KU23,1963; NCSU USA,1974; SoilFertilizer; ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ; ทำบล็อกแรก วันที่ 26 กันยายน 2552 เวลา 17.48 น.

นายกฯ ดีใจ เนเน่ รอยัล คว้าแชมป์ AGT สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ขอบคุณทำคนไทยมีความสุข 

25 กันยายน 2569 เวลา 08:31 น.

นายกฯ ขอบคุณ และดีใจไปกับ เนเน่ ที่สร้างชื่อเสียงให้ ประเทศ เชื่อถ้ามีคนพูดคำว่าไทยแลนด์สัก 1 ล้านครั้ง จะทำให้ประเทศไทยไปได้ไกลแน่นอน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวแสดงความยินดีกับ เนเน่ รอยัล หรือ แพรว รัตติกานต์ อำลอย ศิลปินเยาวชนวัย 16 ปี จาก จ.ภูเก็ต ที่สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์รายการ “America’s Got Talent” ซีซันที่ 21 ได้สำเร็จ

โดย นายกรัฐมนตรี บอกว่า ตนทราบข่าวแล้ว รู้สึกดีใจ และเชื่อว่าคนไทยทุกคนก็ดีใจเช่นกัน ซึ่งในฐานะรัฐบาลต้องขอบคุณ น้องเนเน่ด้วย ที่ทำให้คนไทย มีความสุข มีกำลังใจ

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ตนปฏิบัติภารกิจที่นครนิวยอร์ก ส่วนน้องเนเน่ ประกวดที่ แอลเอ ทุกคนในคณะของนายกรัฐมนตรีจึงตื่นเต้นและเป็นกำลังใจให้น้อง เพราะทุกครั้งที่มีคำว่า ไทยแลนด์ ไทยแลนด์ ไทยแลนด์ เกิดขึ้นในโลก ถ้ามีคนพูดคำว่าไทยแลนด์ สัก 1 ล้านครั้ง เชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยไปได้ไกลแน่นอน

สหรัฐฯสนใจแห่ลงทุน ไทยเนื้อหอม ยักษ์ใหญ่ต่อแถวคุย หนูแฮปปี้โรดโชว์ปัง

25 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

นายกฯเข้าเยี่ยม Google จับมือ พัฒนามาตรฐาน Data Center ย้ำเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลุยเปิดสถาบัน Open Data พัฒนาทักษะแรงงานคุณภาพไทย นายกฯขอบคุณที่เชื่อมั่น-ลงทุนในไทย 3.6 หมื่นล้านบาทก่อนนำคณะเยี่ยมชุมชนไทยที่นิวยอร์ก เผยดีลภาษีสหรัฐฯใกล้จะจบแนวโน้มทางที่ดี ย้ำรบ.เดินหน้าเศรษฐกิจ-ปราบคอร์รัปชั่น–ยาเสพติดไทยเนื้อหอม!ภาคธุรกิจชั้นนำสหรัฐฯต่อแถวพูดคุยกับนายกฯเตรียมลงทุนและค้าขายกับไทย นายกฯ ชูประตูสู่อาเซียน 700 ล้านคน ย้ำไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุนแห่งอนาคตขณะนักธุรกิจสหรัฐพร้อมร่วมลงทุนกับไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจสำคัญ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยมีกำหนดการพบปะภาคธุรกิจระดับโลก พร้อมเตรียมขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA)สมัยที่ 81 เพื่อแสดงบทบาทนำของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

นายกฯเยี่ยมชมหารือบิ๊กGoogle

โดยเมื่อวันที่ 23 กันยายน2569เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก (ช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเยี่ยมชมสำนักงาน Google ณ Pier 57 นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมพบหารือกับ นาง Ruth Poratประธาน และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (President and Chief Investment Officer) ของ Alphabet และ Google   โดยรัฐบาลพร้อมจับมือGoogle เพื่อจัดทำมาตรฐาน Data Center ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน Google ยังพร้อมทั้งเปิดสถาบัน Open Data เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานคุณภาพ และเปิดโอกาสให้คนไทยด้วย

ขอบคุณเชื่อมั่น-ลงทุนไทย3.6หมื่นล.

โดยนายกฯได้กล่าวขอบคุณ Googleสำหรับความเชื่อมั่นและการลงทุนในประเทศไทย ผ่านแผนการลงทุนมูลค่า 1พันล้านดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อพัฒนา Data Center ในจังหวัดชลบุรี และ Google Cloud Region ในกรุงเทพมหานครและยืนยันว่า รัฐบาลไทยพร้อมอำนวยความสะดวกเพื่อให้โครงการต่าง ๆ ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นตามแผนงาน และมุ่งยกระดับความร่วมมือระยะยาวให้ก้าวไกลกว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะความร่วมมือด้าน AI การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

พัฒนามาตรฐาน Data Centerยั่งยืน

ประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการส่งเสริมพลังงานสะอาดและมาตรฐาน Data Center ที่ยั่งยืน Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ควบคู่ไปกับความยั่งยืนทั้งด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบริหารจัดการน้ำ และการดูแลชุมชนโดยรอบ พร้อมเปิดรับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ของ Google เพื่อร่วมยกระดับแนวทางและมาตรฐาน Data Center ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย

เปิดสถาบันOpen Dataพัฒนาทักษะ

ด้านประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนกล่าวว่าGoogle ได้ลงทุนในประเทศไทยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จ.ชลบุรีโดยการสร้าง Data Center ให้ความสำคัญในการพัฒนามาตรฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนรอบข้างนอกจากนี้Google ยังมีแผนเปิดสถาบัน Open Data เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงาน รวมทั้งด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้คนไทยและสตาร์ตอัปของไทย ทั้งนี้ Google ยังยืนยันร่วมเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วนในระยะยาวกับไทยด้วย

นายกฯเยี่ยมชุมชนไทยที่นิวยอร์ก

เวลา 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยาและคณะ เดินทางเยี่ยมวัดพุทธไทยถาวรวนาราม พูดคุยกับพี่น้องชาวไทยที่อาศัยอยู่ในนครนิวยอร์กและพื้นที่ใกล้เคียง ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง   ในการนี้ พระครูวิทูรธรรมประกาศ เจ้าอาวาสวัดพุทธไทยถาวรวนาราม ให้การต้อนรับโดยนายกรัฐมนตรีและภริยาเข้าสักการะพระแก้วมรกต ณ อุโบสถวัดพุทธไทยถาวรวนารามจากนั้น นายกรัฐมนตรีถวายผ้าไตรและเครื่องไทยธรรมพร้อมกรวดน้ำและรับพรเพื่อความเป็นสิริมงคล

ย้ำดีลภาษีสหรัฐฯใกล้จะจบ

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวทักทายกับคนไทย โดยบอกว่าดีใจวันนี้ กลับมาเยี่ยมเยือนชุมชนที่เคยอยู่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว พบเจ้าของร้านอาหารสมัยที่ตนเองต้องมาทำงานพาร์ทไทม์ เพื่อรายได้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งตนเองเมื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA ครั้งที่ 81พบปะผู้นำหลายประเทศและภาคเอกชน นักธุรกิจ ยืดอกยืนเคียงข้างผู้นำประเทศ แต่พอมาอยู่กับชุมชนไทยในนครนิวยอร์กวันนี้ ต้องอ่อนน้อม ถ่อมตน เพราะเหมือนมาพบญาติผู้ใหญ่ หลายท่านเคยดูแล ให้ความเมตตาตนเอง ในสมัยตอนเป็นนักเรียน เรียนหนังสือในนิวยอร์ก ช่วงเวลานั้นทำให้เรียนรู้การต่อสู้ชีวิตดิ้นรนของคนไทยในนิวยอร์กจนสามารถประสบความสำเร็จได้ในวันนี้

โอกาสนี้ นายกฯได้แนะนำรัฐมนตรีที่ร่วมคณะมาด้วย อย่างเช่นนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ซึ่งกำลังเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯที่ใกล้จะจบแล้วและแนวโน้มก็เป็นไปทางที่ดี และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บุตรชาย นายเนวิน ชิดชอบ เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรงเป็นผู้ที่มีความขยันเปรียบเสมือนหลานแท้ๆ ของตน

ลั่นลุยศก-ปราบโกง-ยาเสพติด

นายกฯยังบอกคนไทยในต่างประเทศให้สบายใจได้เลยว่าสถานการณ์ประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจและการค้า รัฐบาลได้พบหารือกับภาคเอกชนและบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ หลายแห่ง ซึ่งสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ช่วยสร้างงาน สร้างโอกาสให้คนไทย และนำผลประโยชน์กลับมาสู่ประชาชน

นายกฯยังได้กล่าวกับพี่น้องคนไทยในนิวยอร์กว่าไม่ต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับประเทศไทย ปัจจุบันนี้มีการแก้ไขปัญหาหลายอย่างที่สั่งสมมานาน ทั้งการปราบปรามการทุจริต การจัดการสแกมเมอร์ ยาเสพติดรวมทั้งการคลี่คลายกับปัญหาประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้ก็ไม่มีปัญหาแล้วและยังอยู่ในขั้นตอนเจรจา ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ดึงลงทุนไทย-ทำหน้าที่ดีที่สุด

นายกฯกล่าวปิดท้ายถึงการสร้างโอกาสให้ประเทศไทยว่า การเข้าร่วมประชุม UNGA ครั้งที่ 81 ได้รับการยืนยันกับผู้นำต่างประเทศและภาคเอกชนว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจ ท่ามกลางภาวะผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์การกีดกันทางการค้า แต่ไทยกลับอยู่ในจุดที่ทุกประเทศสามารถเข้ามาพูดคุยร่วมมือ เข้ามาลงทุนได้ ก็ขอให้ใจให้กำลังใจต่อไปก็จะทำหน้าที่ดีที่สุด

ขณะที่ตัวแทนชุมชนไทยในนครนิวยอร์กที่มาร่วมพบปะได้กล่าวชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่ทำให้บ้านเมืองมีความสงบสุข พร้อมแสดงความหวังว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการประเทศในด้านต่าง ๆให้ประสบความสำเร็จและกล่าวอวยพรให้นายกฯและคณะรัฐบาลประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ร่วมถ่ายภาพกับชุมชนไทยอย่างอบอุ่น

ภาคธุรกิจสหรัฐฯพบถกนายก ฯ

จากนั้นเวลา18.30 น.ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ที่โรงแรม Four Seasons นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน(U.S.-ASEAN Business Council)และหอการค้าสหรัฐฯ(U.S. Chamber of Commerce)จัดงานนำนักธุรกิจบริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกาพบหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯซึ่วเห็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคตสร้างโอกาสของคนไทยไปด้วยกัน สำหรับนักธุรกิจที่มาร่วมงานหลายคนที่มาร่วมงานครั้งนี้ได้มีแผนจะเดินทางเข้าร่วมประชุม World Bank-IMF จัดที่กรุงเทพ ประเทศไทยในเดือนพ.ย.นี้ด้วย

ชูประตูสู่อาเซียน700ล้านคน

โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงสมดุลการเมืองระหว่างประเทศและการแข่งขันรวมถึงการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าว่าประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางอาเซียนที่การมาลงทุนหรือค้าขายจะไม่ได้แค่การค้าขายกับคนเพียง 70ล้านคน แต่เสมือน”เป็นประตูสู่คน 700ล้านคนของอาเซียน”

นอกจากนี้ในทางการค้า ไทยยังได้เดินหน้าทำข้อตกลงการค้ากับหลายประเทศและเขตเศรษฐกิจ รวมถึงสหรัฐฯที่กำลังอยู่ในช่วงสรุปเงื่อนไขการเจรจาระยะสุดท้าย พร้อมกันนี้รัฐบาลได้ปรับปรุงแก้ไขระบบ Thailand Fast Pass เพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยากในการทำธุรกิจ ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่าประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ไทยพร้อมเป็นฐานลงทุนอนาคต

นายกรัฐมนตรียังตั้งเป้าหมายภายในปี 2030 ให้ไทยก้าวขึ้นไปอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลก พร้อมย้ำทิ้งท้ายว่าไทยพร้อมเป็นทั้งแหล่งลงทุนและหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพื่อสร้างการลงทุน การจ้างงาน และความมั่งคั่งร่วมกันและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

ด้านนาย Brian McFeeters President & CEO ของ U.S.-ASEAN Business Council (USABC) กล่าวเสริมว่า ไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญและเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนานซึ่งภาคธุรกิจสหรัฐฯพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ด้านการค้าและการลงทุนร่วมกันต่อไป

ขณะที่นาย Michael DeSombreตำแหน่ง Assistant Secretary of State for East Asian and Pacific Affairs ชี้ว่าไทยและสหรัฐฯ สามารถขยายความร่วมมือด้านการลงทุน เทคโนโลยี พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานได้อีกมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยี Superintelligence (SI) ซึ่งประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งการผลิต โลจิสติกส์ สาธารณสุข การเงิน เกษตรกรรม การศึกษา และบริการภาครัฐ เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทย-สหรัฐ เติบโตและประสบความสำเร็จร่วมกัน

เผยนายกฯพร้อมโชว์วิสัยทัศน์

วันเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศได้เปิดเผยถึงการเดินทางมาร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) สมัยที่ 81 ของนายอนุทินว่า ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นายอนุทินมากล่าวสุนทรพจน์บนเวทีดังกล่าว ภายใต้โจทย์สำคัญของโลกที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงผันแปรและภาวะโลกไร้กติกาสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และสร้างความมั่นใจในระบบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ รวมถึงสถาบันสหประชาชาติซึ่งทำหน้าที่ค้ำจุนระบบดังกล่าว

รื้อฟื้นระเบียบโลกยึดมั่นในกติกา

ในการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกฯจะมุ่งเน้นการแสดงวิสัยทัศน์เพื่อหาทางรื้อฟื้นระเบียบโลกที่มีการยึดมั่นในกติกา แต่จะต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ที่เป็น“หลายขั้วอำนาจ” (Multipolarity) เปิดโอกาสให้ประเทศที่เคยไร้เสียงในยุคตั้งระเบียบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนา ได้เข้ามามีส่วนร่วมและมีส่วนรับผิดชอบอย่างแท้จริงในระเบียบโลกใหม่ที่มีสหประชาชาติเป็นแกนกลาง

กมธ.แฉซ้ำแก๊งโกงสอบ ตั๋วเด็กนาย เป็นขรก.ไม่ต้องจ่ายเงิน งัดก.ม.เรียกอนุทินชี้แจง

25 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

กมธ.กฎหมายฯมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 5 ใช้อำนาจเรียก “อนุทิน-นฤชา” และมีมติเอกฉันท์ เรียก อธิการบดี มศว เข้าแจงปมทุจริตสอบท้องถิ่น 8ต.ค.นี้ ด้าน “โรม” ใส่ยับเด็กนายขึ้นทางด่วนไม่ต้องซื้อตำแหน่ง’บังซุป’กระตุก’สนธิ’ถามทำหน้าที่สื่อหรือเคลื่อนไหวการเมือง ซัด’ไมโครโฟนไม่ใช่ศาล เสียงดังไม่ใช่พยานหลักฐาน

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2569 นายรังสิมันต์   โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กมธ.กฎหมายฯ มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 5 งดออกเสียง 1 ให้ใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยและมีมติ 12 ต่อ 0 งดออกเสียง 1 ใช้ พ.ร.บ.อำนาจ เรียกอธิบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้มาชี้แจงในวันที่ 8 ต.ค.2569

‘โรม’ยังตามกัดไม่ปล่อย

ก่อนหน้านี้ นายรังสิมันต์ โรม ให้สัมภาษณ์ว่ากี่ยวกับเรื่องการโกงสอบที่ผ่านมา เรายังไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลระดับสูง ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีไปจนถึงระดับอธิบดีจึงต้องมาหาทางออกร่วมกัน  นอกจากนี้ ที่ประชุมจะติดตามกรณีการชี้มูลของคณะทำงาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยจะไล่ตามข้อมูลต่างๆ ว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง เพราะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บอกว่าจะไม่ยอมให้ใครมาโกงบนหัวท่าน แต่ในขณะนี้ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว และเผลอๆอาจจะเกี่ยวโยงกับบุคคลที่สูงกว่าท่านด้วย ฉะนั้นเราจะตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไปเพื่อให้มีข้อมูลที่ครบถ้วน

เด็กนายไม่ต้องซื้อตำแหน่ง

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เคยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ยังไม่ได้รับข้อมูลจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายฯ จึงเกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีถึงไม่ยอมส่งข้อมูลให้กับ ป.ป.ช. แต่อย่างไรก็ตาม ตนขอยืนยันกับสื่อมวลชนว่าคณะกรรมาธิการฯ จะตามติดประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเราได้จิ๊กซอ รวมถึงตัวละครต่างๆ และข้อมูลใหม่ๆ ที่พบว่าบางคนเป็นเด็กนายและน่าสงสัยว่าเป็นกลุ่มประเภทที่ไม่ต้องซื้อตำแหน่ง แต่ใช้คอนเนกชั่น หรือ ตั๋ว เพื่อเข้ามาเป็นข้าราชการท้องถิ่น

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าบุคคลที่เป็นเด็กนาย จะไม่มีชื่ออยู่ในสำนวนคดีของ ป.ป.ช. ที่กำลังทำอยู่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ที่เราตามเรื่องมาขนาดนี้ เพราะเป็นห่วงว่าจะมีการตัดตอน โดยที่นักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูง ไม่ถูกดำเนินคดีอะไรเลย และจบเพียงแค่บางคน คนที่อยู่เบื้องหลังอาจจะไม่ถูกดำเนินการตามกฏหมาย และทำให้ฝ่ายการเมืองรอดพ้นจากการถูกตรวจสอบ

เมื่อถามว่า วันนี้จะมีการเปิดตัวละครใหม่หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ก็มีใหม่เรื่อยๆ แต่ไม่ใช่แค่เรื่องการเปิดตัวละครใหม่ เพราะอย่างนายทองเจือ เราเชิญมาหลายครั้งแล้ว ก็ไม่มา และไม่ตอบ ก่อนจะกล่าวติดตลกว่า “หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้”

“บังซุป”อัด”สนธิ”

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ตอบโต้นายสนธิลิ้ม ทองกุล หลังออกมาพาดพิงพรรคภูมิใจไยในหลายประเด็น  ทั้งตั้งขอสงสัยว่า วันนี้ นายสนธิ กำลังทำหน้าที่ “สื่อมวลชนผู้ตรวจสอบ” หรือกำลังทำหน้าที่เป็น “ผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง” ที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารจุดยืนของตนเอง? นี่ไม่ใช่คำถามที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา ในอดีตนายสนธิไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ แต่ยังเป็นแกนนำสำคัญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเคยใช้รายการสื่อควบคู่กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรอย่างเปิดเผย ดังนั้น เมื่อบุคคลที่มีทั้งบทบาทสื่อและประวัติการเป็นผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองกลับมานำเสนอเรื่องการเมืองอย่างเข้มข้น ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า ตรงไหนคือข่าว ตรงไหนคือความคิดเห็น และตรงไหนคือการรณรงค์ทางการเมือง

มีหลักฐานก็เอาไปให้กกต.

คำถามนี้ยิ่งสำคัญ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 สื่อในเครือผู้จัดการเผยแพร่ถ้อยคำของนายสนธิเองว่า “พวกผมจะเดินสายทั่วประเทศ ไปพูดให้ประชาชนเข้าใจว่า ไอ้ 500 บาท 1,000 บาท ที่คุณรับเขามา แล้วลงคะแนนให้ พรรคภูมิใจไทย นี่คือสิ่งที่คุณได้รับ” เมื่อกล่าวเช่นนี้ต่อสาธารณะ ผมจึงขอถามในฐานะคนที่ถูกพาดพิงอย่างตรงไปตรงมา ใครจ่ายเงิน? ใครรับเงิน? จ่ายที่ไหน? จ่ายเมื่อไร? และหลักฐานใดเชื่อมโยงการจ่ายเงินนั้นมาถึงพรรคภูมิใจไทย?

ถ้ามีหลักฐาน เปิดออกมา ส่งให้ กกต.ส่งให้ตำรวจ ส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการ พรรคภูมิใจไทยไม่มีสิทธิและไม่ควรขัดขวางกระบวนการตรวจสอบ หากใครซื้อเสียง ก็ต้องดำเนินคดีกับคนนั้น แต่ถ้ายังไม่มีหลักฐาน การกล่าวถึงประชาชนที่รับเงิน 500 หรือ 1,000 บาทแล้วลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ก็มีผลทำให้เกิดคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า กำลังทำให้ประชาชนเข้าใจว่าคะแนนเสียงที่พรรคภูมิใจไทยได้รับเกิดจากการซื้อเสียงหรือไม่ ประชาชนที่เลือกภูมิใจไทยไม่ได้มีศักดิ์ศรีน้อยกว่าประชาชนที่เลือกพรรคอื่น เขามีสิทธิเลือกจากนโยบาย เลือกจากผลงาน เลือกจากตัวผู้สมัคร หรือเลือกจากเหตุผลทางการเมืองของเขาเอง ไม่มีใครควรลดคุณค่าของคะแนนเสียงเหล่านั้นด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานรองรับเพียงพอ

สุดท้าย ผมฝากคำถามง่าย ๆ ถึงนายสนธิ ถ้าสิ่งที่พูดเป็นความจริง — หลักฐานอยู่ที่ไหน? เอาหลักฐานมาวางบนโต๊ะ แล้วให้กฎหมายทำหน้าที่ เพราะในสังคมที่เคารพหลักกฎหมาย ไมโครโฟนไม่ใช่ศาล เสียงดังไม่ใช่พยานหลักฐาน พูดซ้ำกี่ครั้งก็ไม่ทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นความจริง และคำว่า “สื่อมวลชน” ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ใครในการกล่าวหาโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง มาตรฐานนี้ต้องใช้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือสื่อมวลชนก็ตามการเมือง/รัฐสภา/24ก.ย.69

‘ศรีสุวรรณ’ร้องเอาผิด2สว.

ที่สำนักงานใหญ่ ป.ป.ช.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องถึงคณะกรรรมการ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิด 2 สมาชิกวุฒิสภา ที่กลับคำให้การในคดีฮั้ว สว.อันถือได้ว่า เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่

ทั้งนี้สืบเนื่องจากประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ถึงผลการสืบสวน สอบสวน กรณีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.อาจเป็นไปโดยไม่สุจริต และเที่ยงธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติและได้มีมติส่งศาลฎีกาฟ้องบุคคลต่างๆ ที่มีส่วนพัวพันคดีฮั้ว สว.จำนวนทั้งสิ้น 77คน โดยผลการวินิจฉัยของ กกต.ที่เสียงส่วนใหญ่ไม่ฟ้องคณะกรรมการบริหารพรรคสีน้ำเงิน แต่เลือกฟ้อง ส.ว.เพียง 26คนและทีมงานเครือข่ายอันแสดงให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนในสำนวนพบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการโกงการเลือก สว.เกิดขึ้นจริง

แต่ทว่าหลังจากการแถลงของประธาน กกต. ว่าเสียงข้างมากไม่รับฟังพยาน 3 รายที่ กกต.เคยมีมติกันไว้เป็นพยาน ตามมาตรา 65 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 และ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญา พ.ศ.2563 ได้แก่ พยานรหัส 16 พยานรหัส 21 และ พยานรหัส 22 แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงคำให้การ ทำให้ กกต.เสียงข้างมากอ้างว่าไม่น่าเชื่อถือ ส่งผลต่อข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว ส.ว. “ไม่น่าเชื่อถือ” เพราะมากลับคำให้ภายหลัง สร้างความสงสัยให้กับคนในแวดวงกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก ซึ่ง 2 ใน 3 พยานดังกล่าวมีสถานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในขณะนี้ด้วย

หลักฐานโยงไม่ถึงพรรคใหญ่

ในเมื่อสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 2 คน ซึ่งถูกกันไว้เป็นพยาน แต่กลับคำให้การ อันทำให้การสอบสวนเอาผิดเครือข่ายนักการเมืองทั้งหลายสะดุด โดยเฉพาะการไม่เชื่อมโยงไปถึงพรรคการเมืองใหญ่ได้ การกระทำของ สว.ทั้ง 2 คน ถูกสังคมตำหนิอย่างมาก ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง อาจเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หลายข้อ จึงเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะต้องเร่งประสาน กกต.เพื่อไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิดตามกฎหมายของ ป.ป.ช.โดยเร็วต่อไป นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

นายกฯ ลั่นระฆัง NYSE เชื่อมตลาดหุ้นไทย-สหรัฐฯ เปิดประตูธุรกิจไทยระดมทุนตลาดทุนโลก ดึงเงินลงทุนสร้างงานให้คนไทย

24 กันยายน 2569 เวลา 22:47 น.

วันนี้ (24 กันยายน 2569) เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ณ ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก เป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) พร้อมร่วมพิธีลั่นระฆังเปิดการซื้อขาย (Opening Bell) ประชาสัมพันธ์ศักยภาพ และความพร้อมของไทยต่อหน้านักลงทุนระดับโลก โดยเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 3 ที่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ความร่วมมือ SET – NYSE ช่วยให้บริษัทไทยเข้าถึงนักลงทุนและแหล่งเงินทุนระดับโลก สนับสนุนการระดมทุน การขยายธุรกิจ และการลงทุนข้ามพรมแดน ขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างประเทศเห็นศักยภาพของบริษัทไทยและอุตสาหกรรมใหม่ๆ มากขึ้น ดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี และการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศไทย

โดยนายกรัฐมนตรีมองว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ เป็นมากกว่าข้อตกลงระหว่างตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง แต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา รวมถึงทำให้ตลาดทุนสองประเทศมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

ขณะที่ สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทย นิวยอร์กคือ หัวใจสำคัญของการเงินโลก ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่าง NYSE และ SET จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่บริษัทและนักลงทุนในทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งกระชับความเชื่อมโยงของตลาดและส่งเสริมการลงทุนข้ามพรมแดนให้มากยิ่งขึ้น การลงนามในวันนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนศักยภาพดังกล่าวให้กลายเป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

“นายกรัฐมนตรีต้องการเปลี่ยนความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการลงทุน การขยายธุรกิจ และการสร้างงาน เพื่อส่งต่อประโยชน์สู่ประชาชนไทย” นายเอกภพ ระบุ

“หมอเอก” โต้เดือด “โรม”! ยันนายกฯ เคารพกฎหมาย พร้อมแจง กมธ. ปมโกงสอบท้องถิ่นในโอกาสแรกที่สะดวก

24 กันยายน 2569 เวลา 21:04 น.

สืบเนื่องจากกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาเปิดเผยว่า กมธ. มีมติเสียงข้างมากให้ใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการฯ เพื่อเรียกตัวนายกรัฐมนตรี, อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และตัวแทนจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เข้ามาชี้แจงประเด็นข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริตสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น

โดยนายรังสิมันต์ได้ขีดเส้นตายในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ พร้อมขู่ว่าหากไม่มาตามนัดจะมีการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้จี้ไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ช่วยบอกกล่าว “นายทองเจือ” (อดีตอธิบดี สถ.) ให้เดินทางมาชี้แจงต่อ กมธ. ด้วยนั้น

ล่าสุด นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ “หมอเอก” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อตอบโต้ประเด็นดังกล่าว โดยระบุถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรีต่อกรณีที่ กมธ. ของนายรังสิมันต์เตรียมใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ

นพ.เอกภพ ยืนยันอย่างชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่เคารพกฎหมาย และหากทางคณะกรรมาธิการฯ มีมติเรียกตัวมาตามกระบวนการจริง นายกฯ ก็พร้อมที่จะเดินทางไปร่วมรับฟังและชี้แจง “ในโอกาสแรกที่สะดวก” อย่างแน่นอน

โสภณ ต้อนรับ เอกอัครราชทูตตุรกี กระชับสัมพันธ์รัฐสภา

24 กันยายน 2569 เวลา 18:24 น.

โสภณ ต้อนรับ เอกอัครราชทูตตุรกี กระชับสัมพันธ์รัฐสภา ยกระดับสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือท่องเที่ยว-ลงทุน-เทคโนโลยี-อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การรับรอง นางสาวจูลีเด คายือฮัน (H.E. Ms. Julide Kayıhan) เอกอัครราชทูตตุรกีประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าพบหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างรัฐสภาไทยกับรัฐสภาตุรกี

นายโสภณ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองรัฐสภาเป็นไปด้วยดี และไทยพร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกัน โดยขณะนี้รัฐสภาไทยอยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ตุรกีชุดใหม่ คาดว่าจะดำเนินการได้เร็ว ๆ นี้ เพื่อใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระดับนิติบัญญัติ พร้อมแสดงความยินดีที่ตุรกีประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสหภาพรัฐสภา (IPU)

นอกจากนี้ นายโสภณ ยังเน้นย้ำความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน และทั้งสองประเทศได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมาแล้ว 68 ปี จึงหวังว่าความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในอนาคต และยกระดับความร่วมมือรอบด้าน ทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งไทยพร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนตุรกีอย่างเต็มที่ พร้อมขอบคุณรัฐบาลตุรกีที่ให้ทุนแก่นักศึกษาไทย

ด้านเอกอัครราชทูตตุรกี กล่าวว่า ตุรกีให้ความสำคัญกับไทยและมุ่งกระชับความสัมพันธ์ระดับรัฐสภา โดยหวังให้การจัดตั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ตุรกี เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้หรือเดือนหน้า เพื่อเปิดทางหารือความร่วมมือรอบด้าน พร้อมตั้งเป้ายกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ภายในปี 2028 และยืนยันความพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้แก่ไทย

นอกจากนี้ ได้เชิญนายโสภณเดินทางเยือนตุรกีในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ซึ่งจะมีการประชุมระหว่างประเทศหลายรายการ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ได้พบปะกับผู้นำและบุคคลสำคัญจากนานาประเทศ

ภราดร ยันเร่งระบายน้ำเจ้าพระยา จากน้ำเหนือรวมตัว นครสวรรค์ เผยสถานการณ์ทรงตัว จ่อใช้ แผนก้างปลา ระบายน้ำไปฝั่ง ตะวันตก-ตะวันออก

24 กันยายน 2569 เวลา 18:22 น.

ภราดร ยันเร่งระบายน้ำเจ้าพระยา จากน้ำเหนือรวมตัว นครสวรรค์ เผยสถานการณ์ทรงตัว จ่อใช้ แผนก้างปลา ระบายน้ำไปฝั่ง ตะวันตก-ตะวันออก ผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำ ลดผลกระทบลาม เมืองกรุงเก่า

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2569 เวลา11.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดของนายปะดิธ สังขจาย สส.พระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย ตั้งกระทู้ถามสดถึงรัฐบาล ถึงปัญหาอุทกภัยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีการคาดการณ์ปีนี้น้ำจะไม่ท่วมในพื้นที่จังหวัดฯ แต่ปัจจุบันกลับมีการเพิ่มการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จนทำให้น้ำเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนตามริมแม่น้ำน้อย บางหลังคาเรือนน้ำท่วมสูงสุด 1 เมตร จึงต้องการทราบสาเหตุการเร่งระบายน้ำของกรมชลประทาน

ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายให้มาตอบกระทู้ถามจากนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การเพิ่มการระบายน้ำเป็นปริมาณมหาศาลในระยะเวลา 7 วันที่ผ่านมาจาก 490 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 1,620 ล้านลูกบาศก์เมตรนั้น เนื่องจาก ในช่วงวันที่ 18-21 กันยายนที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำฝนใต้เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิตติ์ ทำให้น้ำมีปริมาณมหาศาล และรวมกันที่จังหวัดนครสรรค์ ก่อนออกเขื่อนเจ้าพระยา กรมชลประทาน ได้ใช้วิธีการระบายน้ำช่วย เพื่อป้องกันไม่ได้น้ำล้นประตู ซึ่งเขื่อนเจ้าพระยาทำหน้าที่ทดน้ำเพื่อการเกษตร ไม่สามารถเก็บน้ำได้เหมือนเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิตติ์ ทำให้จังหวัดใต้เขื่อน เกิดปัญหาน้ำท่วม เช่นเดียวกับจังหวัดอ่างทอง ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน พร้อมคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำในท้ายประตู คงจะที่ระยะหนึ่ง

นายภราดร ยังกล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาอย่างไร เพื่อลดปัญหาของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้นัดประชุมเร่งด่วนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน รองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จนได้แนวทางว่า กรมชลประทาน จะพยายามบริหารจัดการน้ำแบบก้างปลา แทนแนวดิ่ง ซึ่งด้านซ้ายและขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท จะแบ่งระบายไปยังแม่น้ำท่าจีน และคลองชัยนาท-ป่าสัก และคลองมหาราช ซึ่ง 2 วันที่ผ่านมา ได้เพิ่มจำนวนการระบายนน้ำ และจะเพิ่มปริมาณการรระบายน้ำมากขึ้น เพื่อลดปริมาณน้ำท้ายเขื่อน รวมถึงทุ่งรับน้ำต่าง ๆ ทั้งท่าวุ้ง เชียงราก ป่าโมก บางบาล เจ้าเจ็ด และโพธิ์พระยา ทราบว่า เกษตรกรได้เก็บเกี่ยวผลผลิตใกล้เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะพยายามดันน้ำไปฝากไว้ทุ่งรับน้ำ เพื่อลดผลกระทบที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งอำเภอบางบาล ผักไห่ และเสนา

นายภราดร กล่าวอีกว่า การคาดหวังการระบายน้ำหลังจากนี้ให้คงที่นั้น ขณะนี้ ยังไม่สามารถตอบได้ แต่จากสถานการณ์ตามคาดการณ์สถานการณ์ขณะนี้ สถานการณ์ทรงตัวแล้ว ยกเว้นว่า หาก 1-2 วันนี้ มีน้ำฝนมาเติมในจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร อุทัยธานี หรือจังหวัดพิจิตร ก็จะทำให้สถานการณ์ไม่สามารถควบคุมได้ ต้องพิจารณาสถานการณ์วันต่อวันจนถึงวันที่ 26 กันยายนนี้ แต่จะพยายามน้ำท้ายเขื่อนให้น้อยที่สุด แต่จะบริหารจัดการระบายน้ำแบบก้างปลาอย่างเต็มที่

นายภราดร กล่าวด้วยว่า ส่วนรัฐบาลจะมีแนวทางการบริหารจัดการน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยาในอนาคตอย่างไร หรือจะมีแนวทางชดเชย ช่วยเหลือเยียวยาอย่างไรได้บ้างนั้น ยอมรับว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น ทำได้ยาก เนื่องจาก ธรรมชาติของพื้นที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซึ่งธรรมชาติเหมือนเดิม แต่สังคมเมืองเติบโตมากขึ้น พื้นที่รับน้ำน้อยลง ซึ่งรัฐบาลเห็นปัญหานี้ และเมื่อปลายปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรี ได้ไปเยี่ยมประชาชนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้เห็นผลการศึกษาแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืนที่รัฐบาลชุดก่อน ๆ ได้ศึกษามา ซึ่งมีทางออกเดียว คือ การสร้างทางระบายน้ำขนาดใหญ่เพิ่ม ซึ่งขณะนี้ ได้ดำเนินการคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทรแล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี

“รัฐบาลชุดนี้ กำลังเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 ปีนี้ ซึ่งจะสามารถช่วยจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้บ้าง เพื่อลดน้ำท่วมในพื้นที่ แต่การแก้ไขปัญหาเบ็ดเสร็จ จะต้องมีคลองระบายน้ำขนาดใหญ่ในฝั่งตะวันออก ทั้งคลองชัยนาท-ป่าสัก และป่าสัก-อ่าวไทย ซึ่งคลองชัยนาท-ป่าสักนั้น มีอยู่แล้ว แต่จะไปขยายคลองให้ใหญ่ขึ้น แต่ป่าสัก-อ่าวไทย จะต้องทำทางระบายน้ำใหม่ เพื่อรับน้ำจากชัยนาท-ป่าสัก และส่งออกไปยังอ่าวไทย แต่ก็จะต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่นายกฯก็ยืนยันว่าพร้อมดำเนินการ และรัฐบาลดำลังจะดำเนินการในปี 2570 นี้ และฝั่งคลองรพีพัฒน์ ก็จะขยายประสิทธิภาพการระบายน้ำด้วย เพื่อระบายน้ำฝั่งตะวันออก ออกไปยังแม่น้ำบางประกง ซึ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยจะใช้เงินกู้และเงินงบประมาณส่วนหนึ่งร่วมกัน ซึ่งเชื่อว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาเบ็ดเสร็จ และเด็ดขาดได้” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าว

ผอ.JIC ย้ำไทย พร้อมร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ชี้ต้องแยกช่วยเหลือ ออกจากกล่าวหา เปิดหลักฐานตรวจสอบผ่านกลไกร่วม อย่าใช้ทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือทางการเมือง

24 กันยายน 2569 เวลา 18:21 น.

24 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีมีรายงานว่า สหภาพยุโรปอนุมัติงบประมาณประมาณ 1.6 ล้านยูโร เพื่อช่วยกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง ขณะที่กัมพูชาระบุว่า อาจต้องใช้เวลากว่า 10 ปี ในการเก็บกู้วัตถุระเบิดและคลัสเตอร์ที่กล่าวหาว่ามาจากฝ่ายไทย ว่า ประเทศไทยสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างเพื่อมนุษยธรรม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยหรือกัมพูชา เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง การให้ความช่วยเหลือเพื่อเก็บกู้วัตถุระเบิด กับการกล่าวหาว่าใครเป็นผู้กระทำ โดยเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าใครผิดหรือใครถูก

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า หากกัมพูชาจะกล่าวหาประเทศไทย ขอให้ใช้ข้อเท็จจริง หลักฐานที่ตรวจสอบได้ และกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ ไม่ควรนำข้อกล่าวหาฝ่ายเดียวมานำเสนอเสมือนเป็นข้อยุติ ส่วนการปฏิบัติการทางทหารนั้น ไทยได้ชี้แจงจุดยืนอย่างเป็นทางการว่า การดำเนินการของกองทัพไทยเป็นไปเพื่อป้องกันประเทศและประชาชน โดยยึดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทั้งหลักการแบ่งแยกเป้าหมาย ความได้สัดส่วน ความระมัดระวัง และความจำเป็นทางทหาร

เมื่อถามว่า กัมพูชาระบุว่ากำลังรับภาระจากวัตถุระเบิดที่ไทยใช้ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า “ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อพิสูจน์” พร้อมระบุว่า ประเทศไทยเองมีทหารได้รับบาดเจ็บรุนแรงและพิการจากเหตุทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และรัฐบาลไทยได้ดำเนินการตามกลไกของอนุสัญญาออตตาวา รวมทั้งนำข้อมูลและหลักฐานเข้าสู่กระบวนการระหว่างประเทศแล้ว ดังนั้น หากต้องการสันติภาพอย่างแท้จริง ไม่ควรเลือกพูดเฉพาะหลักฐานที่สนับสนุนฝ่ายตนเอง แต่ควรเปิดให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบและโปร่งใส

ส่วนที่กัมพูชาควรดำเนินการอย่างไร ผอ.JIC กล่าวว่า อยากชวนกลับไปอ่านถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกันอย่างชัดเจนว่า จะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดนที่ตกลงร่วมกัน ผ่านกลไก Joint Coordinating Task Force for Humanitarian Demining ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แทนที่จะใช้ปัญหาทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือกล่าวหากัน ไทยและกัมพูชาควรร่วมกันสำรวจ ระบุพื้นที่เสี่ยง แลกเปลี่ยนข้อมูล และเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศกลับมาใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

เมื่อถามว่า หากเราพูดเรื่องสันติภาพ แต่ไม่ร่วมมือกันลดภัยคุกคามที่อยู่บนพื้นดิน สันติภาพนั้นก็ยากที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมร่วมมือ แต่ความร่วมมือต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ความจริงใจ และพันธกรณีที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกัน โดยระบุสาระสำคัญว่า การช่วยเก็บกู้เพื่อมนุษยธรรม ไม่ใช่คำพิพากษาว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ และข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน ให้ข้อเท็จจริงและกลไกที่ตกลงร่วมกันเป็นผู้ตอบ ขณะเดียวกัน อย่าใช้ทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือกล่าวหากัน แต่จงร่วมกันเก็บกู้มันออกจากแผ่นดิน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

รัดเกล้า ยื่น 5 ข้อเสนอ ปฏิรูปประกันสังคม สู่ความยั่งยืน แนะแยกเป็นนิติบุคคล-ดึงมืออาชีพคุมเงิน 2.7 ล้านล้าน

24 กันยายน 2569 เวลา 17:15 น.

24 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567

โดยระบุว่า กองทุนประกันสังคมซึ่งมีสินทรัพย์มหาศาลกว่า 2.7 ล้านล้านบาท จากเงินสมทบของผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล กำลังถูกตั้งคำถามจากประชาชนคนทำงานถึงคุณภาพการให้บริการที่ล้าหลัง จนผู้ประกันตนหลายคนตัดพ้อว่าใช้สิทธิ์บัตรทองยังดีเสียกว่า ซึ่งต้นตอของปัญหานี้ถูกสะท้อนไว้อย่างชัดเจนในรายงานทางการเงินของกองทุนฯ

นางรัดเกล้า เปิดเผยว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ลงความเห็นในรายงานการเงินแบบมีเงื่อนไข เนื่องจากพบการประเมินหนี้สินและภาระผูกพันต่ำกว่าความเป็นจริงในหลายหมวดหมู่อย่างน่าตกใจ ได้แก่

1.หนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ในปี 2567 แสดงต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 294,000 ล้านบาท (และปี 2566 เคยแสดงต่ำไป 230,000 ล้านบาท)

2.หนี้สินกรณีทุพพลภาพ แสดงต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 22,000 ล้านบาท

3.ลูกหนี้เงินสมทบค้างรับ มีการปรับลดรายการย้อนหลังกว่า 1,234 ล้านบาท โดยไร้เอกสารหลักฐานอ้างอิงและระบุที่มาไม่ได้

เมื่อรวมภาระหนี้สินซ่อนเร้นเฉพาะกรณีชราภาพและทุพพลภาพสูงถึง 316,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขมหาศาลที่ไม่อาจมองว่าเป็นเพียงข้อผิดพลาดทางการบัญชี (Accounting Error) และน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ

สส.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายต่อว่า กระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลักของประกันสังคมในปัจจุบันติดลบถึง 21,500 ล้านบาท ทำให้กองทุนต้องพึ่งพารายได้จากการลงทุน 2.7 ล้านล้านบาทมาจุนเจือ แต่เมื่อเจาะลึกงบการเงินกลับพบเงื่อนงำการบริหารความเสี่ยงที่น่ากังวล อาทิ

1.การจ้างผู้จัดการกองทุนภายนอกเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนรวมในส่วนนี้กลับติดลบถึง 1,200 ล้านบาท

2.ขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging) เกือบ 12,000 ล้านบาท

3.ค่าจ้างผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) เพิ่มขึ้นจากสัญญาเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ นางรัดเกล้า ได้ยกตัวอย่างการบริหาร กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งเป็นนิติบุคคลและบริหารแยกจากระบบราชการ มีสินทรัพย์ 1.4 ล้านล้านบาท แต่สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยให้สมาชิกได้ถึง 4.31% ต่อปี (บางแผนสูงถึง 8.93%) ในขณะที่ประกันสังคมกลับติดปักหล่มอยู่ในโครงสร้างระบบราชการภายใต้กระทรวงแรงงาน และไม่เป็นนิติบุคคล

พร้อมทั้งเปิดข้อมูลเชิงลึกว่า กองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.7 ล้านล้านบาท มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินไม่ถึง 100 คน โดยมีผู้ผ่านการอบรมการเงินการลงทุนเพียง 38 คน และมีเจ้าหน้าที่ดูแลด้านบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เพียง 4 คนเท่านั้น เท่ากับว่าเจ้าหน้าที่ความเสี่ยง 1 คน ต้องแบกรับและดูแลเงินกองทุนสูงถึง 700,000 ล้านบาท ซึ่งผิดหลักการบริหารเงินลงทุนระดับสากลอย่างสิ้นเชิง

พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ได้ยื่นข้อเสนอ 5 ประการ เพื่อให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปกองทุนประกันสังคม

1.ยกระดับกองทุนประกันสังคมเป็นนิติบุคคล โดยแยกการบริหารสิทธิประโยชน์และการลงทุนออกจากกันโดยเด็ดขาด

2.ปรับโครงสร้างบอร์ดประกันสังคมให้อิสระ โดยเพิ่มสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกันตน และนายจ้างอย่างเหมาะสม

3.กำหนดคุณสมบัติบอร์ดและทีมลงทุนมืออาชีพ พร้อมตั้งตัวชี้วัด (KPI) ที่เปิดเผยและตรวจสอบได้

4.ประเมินหนี้สินระยะยาวตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย อย่างสม่ำเสมอและเปิดเผยต่อสาธารณะ

5.สร้างความโปร่งใสเรื่องค่าธรรมเนียมและผลตอบแทน รายงานตรงต่อผู้ประกันตนและรัฐสภาอย่างสม่ำเสมอ

“ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะปฏิรูปโครงสร้างกองทุนประกันสังคมทั้งระบบ ด้วยการแยกกองทุนออกเป็นอิสระและมีสถานะเป็นนิติบุคคล เพื่อให้ข้าราชการ คนทำงาน ประชาชน และพวกเราทุกคนรอดไปด้วยกัน” นางรัดเกล้า กล่าว

รัดเกล้า ทวงไทม์ไลน์รัฐบาล ดันกองทุนประกันสังคมเป็นนิติบุคคล ชี้ศึกษามายาวนาน ยังลังเลไร้จุดสิ้นสุด

24 กันยายน 2569 เวลา 17:03 น.

24 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยกล่าวขอบคุณตัวแทนจากสำนักงานประกันสังคม ได้แก่ นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และนางพนิดา ศรีจุมพล รองเลขาธิการฯ ที่ได้กรุณาจัดทำข้อมูลชี้แจงและตอบกลับข้อซักถามในประเด็นการบริหารจัดการกองทุนฯ

นางรัดเกล้า ระบุว่า แม้จะรู้สึกยินดีที่ได้รับทราบข้อมูลว่าปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เพื่อยกระดับกองทุนประกันสังคมให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า การศึกษาในเรื่องดังกล่าวมีการดำเนินการยืดเยื้อมายาวนานเป็นเวลานับสิบปีแล้ว

“การศึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างประกันสังคมให้เป็นนิติบุคคล มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ย้อนไปตั้งแต่ยุคคุณพ่อของ รมว.คลัง (นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์) ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จนกระทั่งปัจจุบันลูกชายอย่าง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีอีกยุคหนึ่งแล้ว แต่ผลการศึกษากลับยังไม่นำไปสู่การปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมเสียที” นางรัดเกล้า กล่าวย้ำ

พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ได้ยื่นคำถามไปยังกระทรวงแรงงานและรัฐบาล เพื่อขอความชัดเจนเรื่องไทม์ไลน์การศึกษา ว่า แผนการยกระดับกองทุนประกันสังคมให้เป็นนิติบุคคลเพื่อความยืดหยุ่นและโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินของผู้ประกันตนจะเสร็จสิ้นลงเมื่อใด เพื่อให้กองทุนฯ สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงต่อไป