Unknown's avatar

About SoClaimon

สุทิน คล้ายมนต์; Sootin Claimon; สอ คล้ายมนต์; SoClaimon; Bangkok Thailand; KU23,1963; NCSU USA,1974; SoilFertilizer; ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ; ทำบล็อกแรก วันที่ 26 กันยายน 2552 เวลา 17.48 น.

อดีตขุนคลังยุค’ลุงตู่’ ‘สมหมาย ภาษี’ เปิด 4 สาเหตุหลัก ทำประเทศไทยโตช้า ชี้’คอรัปชั่น’มะเร็งร้าย

25 กันยายน 2569 เวลา 12:16 น.

วันที่ 25 กันยายน 2569 นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “รู้ไหมว่าทำไมไทยจึงโตช้าและด้วยอัตราที่ต่ำกว่าเพื่อนๆตลอดมา”

ในช่วงตั้งแต่กลางเดือนกันยายนนี้ ทั้งเนเน่ รอยัล สาวไทยอายุเพียง 16 ปี นักร้องเพลงร็อกจากภูเก็ต เป็นคนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์จากการประกวด America’s Got Talent และลิซ่า สาวไทยอายุ 29 ปี จากภาคอีสาน สมาชิกวง Black Pink ศิลปินและนักเต้นระดับโลกที่โด่งดังมาหลายปีแล้ว เมื่อไม่กี่วันมานี้ก็ได้นำส้มตำและอาหารไทยบางอย่างไปออกรายการ The Tonight Show Starring รายการที่ดังทั่วโลกที่สหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งสอนพิธีกรชื่อดัง Jimmy Fallon พูดคำว่า “หมดแก้ว!”

สองสาวไทยต่างได้คว้าและทำสิ่งดีๆให้ประเทศที่รักยิ่งของเราเป็นที่ชื่นชมของคนค่อนโลกได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งผมคิดว่าคนไทยเราต่างก็รู้ดี และมีความปลาบปลื้มเป็นอย่างมากในความสามารถและความสำเร็จของทั้งสองคนในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่ในช่วงระยะสั้นๆ ดังกล่าวนี้ เราคนไทยทั้งประเทศโดยเฉพาะผู้ที่ได้ติดตามการบริหารบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตย กลับมีอารมณ์ฮึดฮัดอึดอัดตามมาด้วยความห่อเหี่ยวจากการกระทำของนักการเมืองทุกเหล่าทุกประเภทในการบริหารบ้านเมืองให้เข้ามาอยู่ในมุมอับ มุมที่เหม็นคลุ้งด้วยกลิ่นคาวของการสร้างแต่อำนาจและคอร์รัปชันด้วยการบริหารประเทศที่หันเหห่างธรรมาภิบาลหรือทศพิธราชธรรมออกไปทุกทีของบรรดานักการเมืองทั้งหลาย นับตั้งแต่ ส.ส. ส.ว. ครม. และตลอดทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่เป็นส่วนหัวของระบอบประชาธิปไตย

คนไทยจำนวนไม่น้อยขณะนี้เมื่อเจอหน้ากันก็อดที่จะส่ายหัวและถามซึ่งกันและกันว่าแล้วเราจะอยู่กันได้อย่างไร? ประเทศไทยเราจะโตได้อย่างไร ? เป็นต้น

วันนี้ผมจึงอยากขอนำเสนอความเห็นตามหัวข้อข้างต้นว่า ทำไมไทยเราถึงโตช้า ดังต่อไปนี้

ประการแรก เรื่องสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยโตช้าและต้วมเตี้ยมมาตลอดก็คือเรื่องการเมือง ถ้าดูให้ดีแล้วรัฐธรรมนูญแทบทุกฉบับของไทยที่ออกมาใช้ ไม่มีฉบับไหนที่สามารถควบคุม จัดระเบียบและพฤติกรรมของพรรคการเมืองและนักการเมืองให้ได้ใกล้เคียงประเทศอื่นเขา ยกตัวอย่างเรื่องที่เห็นในขณะนี้พรรคการเมือง

พรรคหนึ่งอยู่ข้างพรรคฝ่ายค้านมาร่วม 6 เดือนแล้ว นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง และรัฐบาลก็บริหารประเทศมาได้ประมาณ 6 เดือนเช่นกัน โดยรัฐบาลไม่ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองเลย แต่อยู่ๆ

พรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่อยู่ข้างฝ่ายค้านก็ออกอาการที่จะแยกตัวจากพรรคฝ่ายค้านไปเป็นพรรคที่สนับสนุนรัฐบาลอย่างชัดแจ้ง นี่เป็นตัวอย่างสดๆร้อนๆ ที่บอกให้ประชาชนรู้ว่าทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ก็ไม่สามารถนำทางและกับกำดูแลให้

พรรคการเมืองและนักการเมืองของไทยกระทำในสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองของการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นของประเทศที่ได้มีการพัฒนาในระดับหนึ่งแล้ว กล่าวได้ว่าการเมืองของไทยยังอยู่ในระนาบที่สูงกว่ากัมพูชาและเมียนมาร์แค่หน่อยเดียวเท่านั้น

ประการที่สอง ในเรื่องของความเป็นไทย ทั้งรัฐบาลและข้าราชการไม่ได้บริหารงานและทำงาน โดยเห็นคุณค่าของเวลา คือโครงการไหนจะเสร็จช้าแค่ไหนก็ช่าง ซึ่งทำเหมือนไม่รู้ว่าเวลาที่ระบบจักรวาลได้กำหนดให้กับมนุษย์ วันหนึ่งๆ มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน เมื่อคนชาติหนึ่งทำงานช้าและอืดอาดเป็นอาจินอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว เมื่อเทียบกับคนอีกชาติหนึ่งที่ทำงานอะไรก็เร็วหมด แล้วอย่างนี้ประเทศเราจะไม่โตช้าได้อย่างไร ความเร็วคือสิ่งสำคัญยิ่งของการเจริญเติบโต

ประการที่สาม เป็นเรื่องของการมีกฎหมายและการวางระเบียบหรือกฎเกณฑ์ต่างๆของรัฐบาลไทย ที่มีลักษณะผูกพันหรือป้องกันอย่างหนาแน่นเกินไป แต่ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้มีการเบี่ยงเบนได้มาก ซึ่งทำให้คนไทยที่คนโบราณเชื่อว่าเป็นลูกหลานของศรีธนญชัย สามารถนำกฎหมายไปใช้ในทางที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์หรือบริบทได้มาก โดยเฉพาะนักการเมืองไทยที่ส่วนใหญ่มาจากนักกฎหมาย การพยายามเบี่ยงเบนตัวบทกฎหมายนี้เป็นตัวถ่วงอย่างมากที่คอยฉุดรั้งไม่ให้ประเทศเดินหน้าเร็วได้

ประการที่สี่ สุดท้ายที่ไม่อยากจะเอ่ยถึง คือเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งแต่ก่อนยังไม่ค่อยดกดื่นมากเหมือนปัจจุบัน แต่คนไทยที่อายุยืนหน่อยคงจะทราบว่ารัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 11 ในช่วงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 – ธันวาคม พ.ศ. 2506 รวม 4 ปี 10 เดือน ท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้ตำแหน่งผู้นำประเทศด้วยการทำรัฐประหาร แล้วบริหารประเทศเชิงเผด็จการแบบข้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว แต่ได้ทำการปฏิรูปประเทศไทยในหลายเรื่อง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและองคาพยพของหน่วยราชการ ช่วงนั้นธนาคารโลกได้เข้ามาสนับสนุนประเทศไทย ในภาคราชการก็มีการดึงคนเก่งเข้ามาช่วยมาก เช่น ท่านอาจารย์ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นต้น

จากนั้นก็มาถึงยุคนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย ก็มีเค้ารางให้รู้เห็นมากมายบ่งบอกว่าประเทศไทยยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนเพื่อขจัดการคอร์รัปชันของประเทศแต่อย่างใด ตรงกันข้ามดูเหมือนว่าพรรคใหญ่ที่กุมบังเหียนการบริหารประเทศอยู่กำลังใช้อำนาจบาตรใหญ่อย่างสบายใจ บริหารในลักษณะปฏิรูประบบบริหารราชการไทยที่มีลักษณะเป็นเป็ดง่อยให้ดูดีมีกำลังวังชาขึ้น แต่สิ่งที่รัฐบาลคิดว่าทำดีด้วยการแกว่งไกวดาบอยู่นั้น สังคมส่วนหนึ่งกลับเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ได้มุ่งให้ราชการดีขึ้น แต่เป็นการเอื้อพลพรรคของรัฐบาลเสียมากกว่า แล้วก็มีผลสะท้อนให้ประชาชนส่วนใหญ่แทนที่จะสดชื่นรื่นเริง กลับมีอาการเหงาหงอยหดหู่ให้เห็น

จากช่วงนายกรัฐมนตรีคนที่ 11 ในปี 2502 ถึงปีนี้ 2569 กว่า 67 ปีที่ผ่านมามีนายกรัฐมนตรี 21 ​คน แต่มีรัฐบาลที่ไม่มีกลิ่นของการคอร์รัปชันน้อยรายมาก ตัวอย่างรัฐบาลดีๆ เช่น รัฐบาลของท่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบาลของท่านอานันท์ ปันยารชุน และรัฐบาลท่านพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นต้น

โดยสรุปที่พูดมา 4 เรื่อง เรื่องคอร์รัปชันนี้คงเป็นมะเร็งร้ายที่รักษายากที่สุดของประเทศไทย รออีก 20 ปี ก็ไม่คิดว่าคนไทยจะเห็นแสงสว่างจากปากอุโมงค์

‘อนุทิน’ เปิดเกมรุกดีล Google สานต่อ 3.6 หมื่นล้าน ปั้นไทยฐานดิจิทัล สร้างงานใหม่นับแสนตำแหน่ง

25 กันยายน 2569 เวลา 12:14 น.

การเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นอกจากภารกิจบนเวทีสหประชาชาติและการพบปะนักลงทุนแล้ว ยังมีภารกิจสำคัญด้านเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีเดินทางไปพบผู้บริหาร Google ที่นครนิวยอร์ก เพื่อหารือความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

การพบกันครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะ Google ได้ประกาศลงทุนในประเทศไทยไปแล้วตั้งแต่ปี 2567 มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.6 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนา Data Center ในจังหวัดชลบุรี และ Google Cloud Region ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครั้งสำคัญ และเป็น Data Center แห่งแรกของ Google ในประเทศไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล

ในครั้งนั้น Google ระบุว่า จากการศึกษาของ Deloitte การลงทุนดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่ม GDP ไทยประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2572 และสนับสนุนการจ้างงานเฉลี่ย 14,000 ตำแหน่งต่อปี ระหว่างปี 2568-2572 โดยเป็นการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโครงการ ไม่ใช่จำนวนพนักงานที่ Google จ้างโดยตรง

ต่อมาในเดือนมกราคม 2569 Google Cloud เปิดใช้งาน Cloud Region แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการลงทุนดังกล่าว โดย Google ระบุว่า Bangkok Cloud Region คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยประมาณ 1.4 ล้านล้านบาทในช่วง 5 ปี และสนับสนุนการจ้างงานเฉลี่ย 130,000 ตำแหน่งต่อปีซึ่งเป็นการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของ Cloud Region ไม่ใช่จำนวนคนที่ Google จะจ้างโดยตรง

อนุทิน ชาญวีรกูล

ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีอนุทินเดินทางไปพบ Google ในสหรัฐฯ รอบนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการเชิญชวนให้บริษัทเข้ามาลงทุน แต่เป็นการ ต่อยอดจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การใช้ประโยชน์จาก Cloud และ AI ในระบบเศรษฐกิจไทย

รัฐบาลไทยระบุว่า การหารือกับผู้บริหาร Google ให้ความสำคัญกับ AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ของคนไทย รวมถึงการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

อนุทิน ชาญวีรกูล

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียง Data Center ที่ชลบุรี หรือ Cloud Region ในกรุงเทพฯ แต่คือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลายเป็นฐานสำหรับ เศรษฐกิจ AI

ภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ สถาบันการเงิน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย รวมถึงสตาร์ตอัป สามารถนำ Cloud และ AI มาใช้ประมวลผลข้อมูล พัฒนาบริการใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยการมีโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในประเทศยังช่วยตอบโจทย์เรื่องความเร็ว ความปลอดภัย และข้อกำหนดด้านข้อมูล

อนุทิน ชาญวีรกูล

ขณะเดียวกัน Google ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร โดยมีความร่วมมือด้านการฝึกทักษะดิจิทัลและ AI รวมถึงแนวคิดการจัดตั้ง Open Data Institute เพื่อพัฒนาทักษะคนไทยและเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมากขึ้น

ภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นเส้นทางต่อเนื่องจาก เงินลงทุน → Data Center → Cloud → AI → บุคลากรและธุรกิจดิจิทัล

อนุทิน ชาญวีรกูล

และนี่คือความสำคัญของการพบ Google ของนายกรัฐมนตรีในสหรัฐฯ เพราะการลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์ที่ประกาศไว้เมื่อ 2 ปีก่อน กำลังถูกต่อยอดไปสู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลในประเทศไทย

สำหรับไทย โจทย์จากนี้จึงไม่ใช่เพียงการดึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาลงทุน แต่คือการทำให้ คนไทย ธุรกิจไทย และสตาร์ตอัพไทย สามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ AI ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าและธุรกิจใหม่ในประเทศ

อนุทิน ชาญวีรกูล

เพราะ Data Center เป็นเพียงจุดเริ่มต้น จาก Cloud สู่ AI และจาก AI สู่เศรษฐกิจดิจิทัล หากประเทศไทยสามารถต่อยอดเงินลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกให้เกิดประโยชน์กับภาคธุรกิจและกำลังคนได้เต็มศักยภาพ การลงทุนของ Google ก็จะมีความหมายมากกว่าเม็ดเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลในอนาคต

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก ไทยคู่ฟ้า, เพจเฟซบุ๊ก Thailand FACT Today

‘รัดเกล้า-การดี’ รับหนังสือเครือข่ายองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ ‘โรเจอร์’ ชี้กฎหมาย 12 ปี ไม่ทันโลก

25 กันยายน 2569 เวลา 10:43 น.

วันนี้ 25 กันยายน 2569 พรรคประชาธิปัตย์ โดย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รับหนังสือจากเครือข่ายองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อเรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและมาตรฐานสากล

นายโรเจอร์ โลหะนันท์ จากสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย และตัวแทนเครือข่ายองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ กล่าวว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวใช้มานานกว่า 12 ปี ขณะที่สถานการณ์ด้านสวัสดิภาพสัตว์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งการซื้อขายสัตว์ผ่านช่องทางออนไลน์ การเคลื่อนย้ายสัตว์ข้ามประเทศ การท่องเที่ยว การค้าสัตว์พิเศษ ตลอดจนปัญหาสัตว์ในธรรมชาติและการช่วยเหลือสัตว์ในสถานการณ์ภัยพิบัติ

พรรคประชาธิปัตย์

นายโรเจอร์กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของกฎหมายปัจจุบันคือความไม่ชัดเจนทั้งในเรื่องนิยาม องค์ประกอบของกลไกที่เกี่ยวข้อง และการบังคับใช้ ส่งผลให้เกิดการตีความแตกต่างกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจ รวมถึงทำให้การดำเนินคดีเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์ยังมีข้อจำกัด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องกฎหมายลำดับรองที่จำเป็นต่อการบังคับใช้กฎหมายอีกหลายเรื่องที่ยังไม่สามารถจัดทำให้เกิดระบบที่ชัดเจนได้ เช่น การจัดการสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ สัตว์ดุร้าย สัตว์เพื่อการจัดแสดง สถานสงเคราะห์ และการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดแนวทางมาตรฐานในการจัดการปัญหาสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัด

พรรคประชาธิปัตย์

“กฎหมายที่ดีต้องทำให้ทุกฝ่ายรู้ว่าต้องทำอะไร และเจ้าหน้าที่ต้องสามารถบังคับใช้ได้จริง หากกฎหมายไม่ชัดเจน ก็จะเกิดทั้งความสับสนและข้อพิพาทระหว่างรัฐ ประชาชน และภาคธุรกิจ” นายโรเจอร์กล่าว พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภาเร่งพิจารณาปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ด้าน นางสาวศิริขวัญ นิลกรรณ์ หรือ “ทนายเปิ้ล” รองผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ Blue House (บลูเฮาส์) ของพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมการมูลนิธิองค์กรทำดี กล่าวว่า กฎหมายปัจจุบันยังมีช่องว่างหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องนิยามและขอบเขตของการคุ้มครอง ซึ่งควรพิจารณาให้ครอบคลุมสัตว์ในธรรมชาติอย่างเหมาะสม รวมถึงควรทบทวนข้อห้ามและข้อยกเว้นเกี่ยวกับการกระทำต่อสัตว์ให้มีความชัดเจนและเหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน

พรรคประชาธิปัตย์

ทนายเปิ้ลเสนอว่า ควรพัฒนากลไกเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านสัตว์โดยเฉพาะ เพื่อรับเรื่องร้องเรียน สนับสนุนการลงพื้นที่ และช่วยในกระบวนการสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับสัตว์ เนื่องจากปัจจุบันคดีจำนวนหนึ่งยังประสบข้อจำกัดด้านบุคลากรและความเชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ ควรมีมาตรการที่ชัดเจนในการจัดการกรณีสัตว์ถูกทอดทิ้งหรือไม่มีผู้ดูแล รวมถึงทบทวนเรื่องบทลงโทษให้เหมาะสมกับลักษณะและความรุนแรงของการกระทำผิด เพื่อให้กฎหมายสามารถป้องกันการกระทำผิดซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปชป.

ด้าน นางรัดเกล้า กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์รับฟังข้อเสนอจากภาคประชาชนและองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ และเห็นว่าการปรับปรุงกฎหมายเรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับการคุ้มครองสัตว์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการบังคับใช้กฎหมาย เศรษฐกิจ การประกอบอาชีพ ความปลอดภัยของประชาชน และมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ

“การคุ้มครองสัตว์ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนรักสัตว์เพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นเรื่องของระบบกฎหมายและการจัดการของประเทศ กฎหมายต้องชัดเจนพอที่จะทำให้ประชาชนรู้ว่าต้องปฏิบัติอย่างไร เจ้าหน้าที่รู้ว่าต้องบังคับใช้อย่างไร และภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมนำข้อเสนอจากภาคประชาชนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยควรเปิดให้ภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบกฎหมาย เพื่อให้เกิดกฎหมายที่มีความชัดเจน ทันสมัย และสามารถบังคับใช้ได้จริง

ทั้งนี้ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ได้เชิญชวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองร่วมกันผลักดันการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้ประเทศไทยมีกลไกด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน และสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสัตว์ สิทธิของประชาชน และการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

‘กุลวลี’ ยืนข้างชาวบ้าน ลั่น ‘น้ำกินน้ำใช้ ไฟในบ้าน ต้องมาก่อน’ เสนอ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ สร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง

25 กันยายน 2569 เวลา 10:35 น.

“กุลวลี” ยืนข้างชาวบ้าน “น้ำกินน้ำใช้ ไฟในบ้าน ต้องมาก่อน” จี้ทำ EIA สร้างความมั่นใจให้ประชาชน เสนอ Data Center สร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง

นางสาวกุลวลี นพอมรบดีประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกหน่วยงานรัฐมาชี้แจงกรณีการเข้ามาตั้ง “ศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่” หรือ Data Center ในประเทศไทย หลังชาวบ้านหลายพื้นที่กังวลว่าจะถูกแย่งน้ำ แย่งไฟ และต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟแพงขึ้น เนื่องจาก Data Center เป็นอาคารที่เก็บเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาล เปิดทำงานทั้งวันทั้งคืน จึงกินไฟมากและต้องใช้น้ำจำนวนมากหล่อเย็นไม่ให้เครื่องร้อนเกินไป

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ระบุในที่ประชุมว่า ขณะนี้มีโครงการยื่นขอใช้ไฟแล้ว 113 โครงการทั่วประเทศ รวม 31,751 เมกะวัตต์ ขณะที่ไฟฟ้าที่คนไทยทั้งประเทศใช้สูงสุดพร้อมกันในวันที่ร้อนที่สุดอยู่ที่ราว 36,000 เมกะวัตต์เท่านั้น เมื่อคัดคำขอที่ซ้ำซ้อนออก เหลือความต้องการจริงราว 20,220 เมกะวัตต์ โดยร้อยละ 87 หรือ 47 โครงการ กระจุกในภาคตะวันออก แต่ปัจจุบันจัดสรรไฟให้ได้เพียง 3,817 เมกะวัตต์ และเซ็นสัญญาแล้ว 2,636 เมกะวัตต์ หากจะรับทุกโครงการ ต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มอีก 6,000–10,000 เมกะวัตต์ภายใน 5 ปี ขณะนี้ สกพอ. จึงตั้งเพดานรับในภาคตะวันออกไว้ไม่เกิน 10,000 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ทาง สกพอ.ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลหนึ่งที่ทุนต่างชาติแห่มาตั้งในไทย เพราะรู้ว่าไทยมีไฟฟ้าสำรองเหลือมาก โดยกำลังผลิตติดตั้งของไทยอยู่ที่ราว 50,000 เมกะวัตต์ แต่ใช้จริงสูงสุดราว 36,000 เมกะวัตต์ เท่ากับมีไฟเหลือเกือบ 40% ขณะที่หลายประเทศ เช่น จีน ไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของธุรกิจนี้ แต่นี่คือความเสี่ยงที่ต้องคิดให้รอบคอบ หากวันหนึ่งจีนหรือประเทศอื่นสร้างโรงไฟฟ้าได้เพียงพอแล้ว ธุรกิจเหล่านี้ก็อาจย้ายกลับไป และหากถึงตอนนั้นไทยลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไปหลายพันเมกะวัตต์แล้ว เราจะเหลือไฟฟ้าส่วนเกินมหาศาลที่ไม่มีคนใช้ ซึ่งภาระค่าก่อสร้างจะตกอยู่กับประชาชนผ่านบิลค่าไฟไปอีกหลายสิบปี ดังนั้นคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่า โครงการขนาดใหญ่ควรลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าของตนเอง เพื่อไม่ให้เป็นภาระของรัฐและประชาชน ซึ่งเริ่มมีความเป็นไปได้จริง เพราะ สกพอ. ได้วางแผนให้โครงการในพื้นที่ที่ดูแลใช้ไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บของตัวเองรวม 800 เมกะวัตต์

ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้รายงานว่า แม้สร้างแหล่งน้ำตามแผนครบทุกโครงการ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ก็ยังจะขาดน้ำราว 318 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2575 และเพิ่มเป็น 492 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2580 ขณะที่แผนพัฒนาแหล่งน้ำ 39 โครงการ ทำเสร็จเพียง 19 โครงการ อีก 16 โครงการยังไม่ได้เริ่ม หากศูนย์ Data Center เข้ามาเต็มเพดาน จะต้องใช้น้ำวันละราว 330,000 ลูกบาศก์เมตร เทียบเท่าน้ำประปาที่คนเป็นล้านคนใช้ในหนึ่งวัน สทนช. จึงเสนอหลักการว่า พื้นที่ไหนน้ำไม่พอ ก็ไม่ควรให้ตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งทาง สกพอ. ได้เสนอแนวทางที่น่าสนใจ คือการนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วจากชุมชนและโรงแรม กลับมาใช้ระบายความร้อนของศูนย์ข้อมูลได้ โดยวางแผนไว้ถึงวันละ 120,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะช่วยลดการดึงน้ำประปาที่ชาวบ้านใช้อยู่ได้อย่างมาก คณะกรรมาธิการเห็นว่าแนวทางนี้ควรกำหนดเป็นเงื่อนไขบังคับ ไม่ใช่ทางเลือกตามความสมัครใจ พร้อมกันนี้ สทนช. ยังชี้ว่าระบบทำความเย็นแบบเก่ากินน้ำมากกว่าระบบหมุนเวียนถึง 10 เท่ากฎหมายตามไม่ทัน ไม่มีเจ้าภาพ ชาวบ้านจึงไม่มั่นใจ

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ประเด็นที่คณะกรรมาธิการห่วงมากที่สุดคือ ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพดูแลกิจการนี้โดยตรง กฎเกณฑ์ที่ใช้อยู่เป็นเพียงระเบียบปลีกย่อยที่หยิบมาจากกฎหมายหลายฉบับ เพราะกฎหมายยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน ผลคืออาคารเหล่านี้ถูกนับเป็นเพียง “โกดัง” ไม่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และไม่ต้องรับฟังความเห็นชาวบ้านก่อนสร้าง แม้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ชี้แจงว่าขณะนี้ยังไม่มีระเบียบรองรับให้กิจการประเภทนี้ต้องทำ EIA แต่คณะกรรมาธิการเห็นว่า สผ. ควรทบทวนแนวทางและกำหนดให้ต้องจัดทำ EIA เพราะทุกวันนี้ประชาชนขาดความมั่นใจ ไม่รู้ว่าอาคารที่มาตั้งข้างบ้านจะใช้น้ำใช้ไฟเท่าไร จะมีเสียง ความร้อน หรือความเสี่ยงจากน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองหรือไม่ การมี EIA จะเป็นเวทีให้ชาวบ้านได้รับข้อมูลและแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการค่าน้ำค่าไฟต้องไม่มาลงที่ชาวบ้าน

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ทางการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ระบุว่าน้ำที่จ่ายให้ศูนย์ Data Center จะเพิ่มจากวันละ 6,520 ลูกบาศก์เมตรในปีนี้ เป็นกว่า 63,000 ลูกบาศก์เมตรในปีหน้า หรือเกือบ 10 เท่าในปีเดียว พร้อมยอมรับว่าค่าน้ำที่เก็บอยู่ยังไม่ได้คิดรวมความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและโอกาสที่เกษตรกรต้องเสียไป จึงกำลังเสนออัตราใหม่เฉพาะกลุ่มนี้ คาดเริ่มใช้ราวเดือนพฤศจิกายน ส่วนการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) รายงานว่าในกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ มีศูนย์ Data Center 24 โครงการ พร้อมยืนยันว่าหากต้องขยายระบบไฟเพื่อรองรับโครงการเหล่านี้โดยเฉพาะ จะเก็บเงินจากเจ้าของโครงการเอง ไม่ผลักมาเป็นภาระผู้ใช้ไฟรายอื่น

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า สิ่งที่คณะกรรมาธิการจะผลักดันให้ประชาชนต่อไป คือ 1.ให้โครงการขนาดใหญ่ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง ไม่ควรมาพึ่งไฟของรัฐที่ประชาชนร่วมจ่ายอยู่ 2.ไม่ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เกินความจำเป็น เพื่อไม่ให้เหลือไฟส่วนเกินที่ประชาชนต้องแบก หากนักลงทุนถอนตัวกลับประเทศ 3.กำหนดให้ต้องจัดทำ EIA เพื่อให้ชาวบ้านได้รับข้อมูลและมีสิทธิ์แสดงความเห็นก่อนสร้างตั้งเจ้าภาพดูแลกิจการนี้โดยตรง และเร่งออกกฎหมายให้ทันกับเทคโนโลยี

4.บังคับใช้น้ำเสียที่บำบัดแล้วและระบบหมุนเวียนน้ำ แทนการดึงน้ำประปาที่ชาวบ้านใช้ และ5.เร่งสร้างแหล่งน้ำในภาคตะวันออกที่ค้างอยู่ 16 โครงการ ให้ชาวบ้านและเกษตรกรมีน้ำใช้ก่อน ซึ่งคณะกรรมาธิการจะเร่งรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ส่งให้คณะกรรมการระดับชาติที่ดูแลเรื่องนี้ ก่อนที่รัฐบาลจะออกกฎควบคุมฉบับใหม่

มาแล้ว! สนธิ นำทัพ รวมพลังแผ่นดินฯ บุก กกต. (ประมวลภาพ)

25 กันยายน 2569 เวลา 10:25 น.

วันที่ 25 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรานงานบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่ม “รวมพลังแผ่นดิน เอาประเทศไทยของเราคืนมา” ที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล ร่วมกับเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่ มีการนัดรวมตัวกันที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บริเวณศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ 

ปิดจบภารกิจนิวยอร์ก ‘นายกฯอนุทิน’บินต่อลอนดอน

25 กันยายน 2569 เวลา 10:09 น.

วันที่ 25 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น.ของวันที่ 24 ก.ย. (ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะขึ้นกล่าวอภิปรายทั่วไป ภายใต้หัวข้อ “Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations that Delivers for All” ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81

โดยนายกฯได้พบหารือทวิภาคีกับดาโช เชริง โตบเกย์ (Dasho Tshering Tobgay) นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏาน และพบหารือทวิภาคีกับนายนิโคล ปาชินยาน (H.E. Mr. Nikol Pashinyan)

นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอาร์มีเนีย รวมถึงพบหารือทวิภาคีกับนายทาริก ราห์มาน (H.E. Mr. Tarique Rahman) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ

นอกจากนี้ นายกฯ ยังหารือทวิภาคีกับนายเฟเลตี เปนิตาลา เตโอ (Feleti Penitala Teo) นายกรัฐมนตรีตูวาลู ณ บูธหารือทวิภาคี สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนที่นายกฯ จะพบหารือนายอันโตนิอู กุแตเรซ (Mr. António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ ณ อาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายอนุทิน พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูลภริยาและคณะ ได้ออกเดินทางจากนครนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในช่วงค่ำของวันที่ 24 ก.ย. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อปฏิบัติภารกิจเยือนสหราชอาณาจักรต่อไปเป็นลำดับสุดท้าย โดยนายกฯจะเดินทางถึงกรุงลอนดอนในช่วงเช้า ของวันที่ 25 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงที่นายกฯ ออกมาเดินเล่นหน้าอาคารสมัชชาสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เนื่องจากยังไม่ถึงช่วงเวลากล่าวถ้อยแถลง มีชาวคนต่างชาติ 3 คนได้เรียกนายกฯ ให้ถ่ายภาพให้ โดยนายกฯได้นำโทรศัพท์มือถือของชาวต่างชาติ กดถ่ายภาพให้อย่างเป็นกันเอง โดยที่ชาวต่างชาติไม่ทราบว่าเป็นนายกฯ.

สุดปัง! ภูเก็ต คว้าอันดับ 1 ‘เวลเนส’ ครองใจนักท่องเที่ยวแคนาดา

25 กันยายน 2569 เวลา 09:51 น.

สุดปัง จังหวัด “ภูเก็ต” คว้าอันดับ 1 จุดหมายปลายทาง Wellness ครองใจนักท่องเที่ยวแคนาดา ตอกย้ำศักยภาพไทยสู่ Global Health & Wellness Destination

วันที่ 25 กันยายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลปลื้ม จังหวัดภูเก็ต ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากนักท่องเที่ยวชาวแคนาดาในงาน Air Canada Vacations Toronto Product Launch ณ Universal Event Space เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา คว้ารางวัล 2026 Travellers’ Top Picks Awards ประเภท Wellness ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและเวลเนสที่ครองใจนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รางวัล Travellers’ Top Picks Awards จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดย Air Canada Vacations เปิดให้ชาวแคนาดาร่วมโหวตจุดหมายปลายทางที่ชื่นชอบผ่านเว็บไซต์ Travellers’ Top Picks ใน 10 ประเภท ซึ่งในปีนี้มียอดโหวตรวมกว่า 1.3 ล้านเสียง จังหวัดภูเก็ตได้รับการโหวตเป็นอันดับ 1 ในประเภท Wellness สะท้อนการยอมรับของนักท่องเที่ยวชาวแคนาดาต่อศักยภาพของประเทศไทยในการนำเสนอประสบการณ์ด้านสุขภาพและเวลเนสที่มีคุณภาพและหลากหลาย และตอกย้ำทิศทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยตามแนวคิด Value-led Tourism ที่มุ่งสร้างคุณค่าจากประสบการณ์การเดินทางและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มากกว่าการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ จากข้อมูลปัจจุบันชาวแคนาดายังคงเป็นหนึ่งในตลาดระยะไกลที่มีศักยภาพของประเทศไทย โดยระหว่างวันที่ 1 มกราคม–21 กันยายน 2569 มีนักท่องเที่ยวชาวแคนาดาเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 180,510 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.35 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นอันดับที่ 9 ของตลาดระยะไกล

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า รางวัลด้าน Wellness ในครั้งนี้ ถือเป็นแรงส่งสำคัญในการขยายฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพจากแคนาดา และต่อยอดสู่การสร้างคุณค่า ประสบการณ์ และรายได้ทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
รัฐบาล และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะนำความสำเร็จครั้งนี้ไปต่อยอดขยายความร่วมมือด้าน Health & Wellness อย่างครบวงจร เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและเวลเนสระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

จาก’ผู้ไม่ได้สมัคร’สู่บทลงโทษตัดสิทธิ 10 ปี อดีตผู้พิพากษา เจาะลึกบรรทัดฐานจากคำพิพากษาคดี ฮั้ว สว.

25 กันยายน 2569 เวลา 09:39 น.

วันที่ 24 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” ระบุว่า จาก “ผู้ไม่ได้สมัคร” สู่บทลงโทษตัดสิทธิ 10 ปี: เจาะลึกบรรทัดฐานโดยตรงจากคำพิพากษาคดี “ฮั้ว สว.”

คดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ลงวันที่ 21 กันยายน 2569 (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 3/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 72/2569) ถือเป็นหนึ่งในคำพิพากษาปักหมุดครั้งสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองไทย

คดีนี้นอกจากจะตัดสินเรื่องพฤติการณ์ทุจริตในการเลือก สว. แล้ว ยังวางหลักการตีความกฎหมายที่ปิดประตูการหลงผิดได้อย่างเฉียบขาด

1. สรุปข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติ: เกิดอะไรขึ้นที่เมืองทองธานี?

จากการไต่สวนของศาลฎีกา ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติปรากฏว่า:

•  ไทม์ไลน์การเลือก สว. 2567: มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มีการเลือก สว. เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 โดยกำหนดวันเลือกระดับอำเภอ (9 มิ.ย. 67), ระดับจังหวัด (16 มิ.ย. 67) และระดับประเทศ (26 มิ.ย. 67)

• จุดเริ่มต้นการร้องเรียน: นายสมเกียรติฯ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศได้ยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 มีพิรุธ มีคะแนนซ้ำกันเป็นจำนวนมาก และก่อนวันเลือกมีบุคคลไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลโทรศัพท์แจ้งให้นายสมเกียรติฯ เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส

• เหตุการณ์วันนัดพบ: เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 19:00 น. (เพียง 2 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ) นายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ (ผู้คัดค้านที่ 2) ซึ่งไม่ได้เป็นผู้สมัคร สว. ได้ร่วมรับประทานอาหารกับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศ ได้แก่ นายสมเกียรติฯ, นายภูมิพัฒน์, นายดิเรก และนางรัชนี ที่ร้านนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี

•  ข้อเสนอและพฤติการณ์: นายสัจจพงษ์ได้เสนอจ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิเลือก สว. คนละ 200,000 บาท และเสนอเงินล้านให้นายสมเกียรติฯ เพื่อจูงใจให้รวบรวมกลุ่มผู้มีสิทธิเลือก สว. มาร่วมลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครตามที่กำหนด

• วันที่ 25 มิถุนายน 2567 ก่อนวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ นายสมเกียรติฯ กับบุคคลอีกหลายคนเข้าพักและร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลสตามคำชักชวนของนายสัจจพงษ์

• นายสัจจพงษ์แจ้งให้นายสมเกียรติฯ นายภูมิพัฒน์ นายดิเรก นางรัชนี และนายธานินทร์ หาผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศ เพื่อให้เลือกบุคคลตามที่กำหนด โดยสัญญาว่าจะให้ประโยชน์ตอบแทน

2. ข้อกฎหมาย: ไม่ได้สมัคร สว. แล้ว กกต. มีอำนาจร้องตัดสิทธิได้หรือไม่?

ประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจที่สุดในคดีนี้ เกิดจากการที่ นายสัจจพงษ์ ต่อสู้ว่าตนเองไม่ใช่ผู้สมัคร สว. และไม่มีส่วนได้เสียโดยตรง จึงไม่อาจถูก กกต. ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองได้

การตีความของศาลฎีกา:

ศาลฎีกาพิจารณา พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า:

“…ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ‘ผู้สมัครหรือผู้ใด’ กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม…”

ศาลจึงวางหลักว่า คำว่า “ผู้ใด” ตามบทบัญญัตินี้ ครอบคลุมถึง บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. ด้วย เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า นายสัจจพงษ์กระทำการทุจริตจูงใจผู้มีสิทธิเลือก สว. กกต. ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ประกอบ พ.ร.ป. สว. มาตรา 62 ได้

 เทียบเคียงบรรทัดฐานคดีก่อนหน้า:

อนึ่ง คดีนี้ไม่ใช่คดีแรกที่ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคนที่ไม่ได้สมัครเป็น สว. ก่อนหน้านี้ ในคดีฉะเชิงเทรา ศาลฎีกาได้เพิกถอนสิทธินายกำพลซึ่งไม่ได้สมัครเป็น สว. แต่วางแผนจัดหาผู้สมัครนอมินี สนับสนุนเงินค่าสมัคร (คนละ 4,500 บาท) และสั่งการลงคะแนน (“ยิงเบอร์”) มาแล้ว (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 19/2568 แดงที่ ลต สว 66/2569 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2569) เพียงแต่นายกำพลไม่ได้สู้คดีในประเด็นนี้โดยตรง

3. การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน: ทำไมผลลัพธ์ของสองผู้คัดค้านจึงแตกต่างกัน?

จุดเด่นสำคัญของคำพิพากษาคดีนี้ คือการแสดงให้เห็นถึง มาตรฐานการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน (Burden of Proof) ของศาลฎีกาอย่างรัดกุมและเป็นรูปธรรม โดยศาลมิได้ตัดสินจากเพียงความน่าสงสัย รูปโปรไฟล์ในแอปพลิเคชันไลน์ หรือข้อสันนิษฐานทางการเมือง หากแต่พิจารณาจากความเชื่อมโยงและความมั่นคงของพยานหลักฐานเป็นรายบุคคล

ในส่วนของ นายสัจจพงษ์ (ผู้คัดค้านที่ 2): ศาลเห็นว่า
พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เนื่องจากพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเบิกความสอดคล้องกันถึงพฤติการณ์การนัดพบ การจัดหาผู้มีสิทธิเลือก สว. และการเสนอทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจในการลงคะแนน เมื่อพยานหลักฐานสอดรับกันอย่างแน่นหนา ศาลจึงฟังว่านายสัจจพงษ์กระทำการทุจริตในการเลือก สว. และมีคำพิพากษาให้ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา

ในทางกลับกัน สำหรับ นายธนาวุฒิ แสงอรุณ (ผู้คัดค้านที่ 1): แม้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กำกับดูแลการจ่ายเงิน แต่เมื่อพิเคราะห์ในชั้นไต่สวนพบว่า พยานปากสำคัญของ กกต. ได้เบิกความต่อศาลขัดแย้งกับบันทึกถ้อยคำที่เคยให้ไว้ในชั้นสอบสวนของ กกต. อย่างมีสาระสำคัญ ประกอบกับทาง กกต. ไม่ได้นำสืบพิสูจน์ยืนยันตัวตนทางเทคโนโลยีเพื่อยืนยันว่าบัญชี LINE ดังกล่าวเป็นของนายธนาวุฒิจริง พยานหลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่านายธนาวุฒิมีส่วนร่วมในการทุจริต ศาลจึงพิพากษา ยกคำร้อง

อนึ่ง มีรายงานข่าวว่า นายสัจจพงษ์ เป็นอดีตนายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาด เคยเปิดตัวขออาสาเป็นว่าที่ผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 8 จ.อุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ก่อนที่ต่อมาจะเป็นนายสุภีรภัทร (บุตรชาย) ที่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งและได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ในพื้นที่ดังกล่าว

ส่วนนายธนาวุฒิเป็นอดีตผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในระดับอำเภอ (อ.ยางสีสุราช) และเป็นผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. ระดับจังหวัดมหาสารคาม

4. บทเรียนสำคัญทางการเมืองและกฎหมายไทย (Key Takeaways)

คำพิพากษาคดี ลต สว 72/2569 ได้ส่งสัญญาณเตือนและวางบทเรียนสำคัญไว้ 2 ด้านหลัก:

1)  ปิดช่องว่างกลุ่ม “หัวคะแนน/คนกลาง” (Brokers & Organizers): กฎหมายไม่ได้คุ้มครองผู้ที่อ้างว่า “ผมไม่ได้สมัคร สว. จึงตัดสิทธิผมไม่ได้” เพราะในการทุจริตจริง ผู้บงการหรือตัวกลางมักเลี่ยงไม่ลงสมัครเอง

2)  มาตรฐานพยานหลักฐานต้องเชื่อได้: เพียงแค่ความน่าสงสัย รูปโปรไฟล์ไลน์ หรือความน่าจะเป็น ยังไม่เพียงพอในการลงโทษบุคคล หากพนักงานสอบสวนหรือ กกต. ไม่สามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงของหลักฐานให้เชื่อได้ ศาลย่อมต้องยกคำร้อง

สรุป

คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับกระบวนการ “ฮั้ว สว.” ในอนาคต ว่าการตรวจสอบความสุจริตของการเลือกไม่ได้หยุดอยู่แค่คำถามที่ว่า “ใครเป็นผู้สมัคร?” แต่ต้องตั้งคำถามลึกไปถึงว่า “ใครก็ตามที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ได้กระทำการทุจริตและมีหลักฐานพยานเชื่อมโยงถึงตัวได้เพียงใด”

‘อนุทิน’ ขึ้นเวทียูเอ็น ปลุกปฏิรูปสหประชาชาติ สร้างสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน

25 กันยายน 2569 เวลา 09:20 น.

นายกฯ กล่าวถ้อยแถลงประชุม UNGA ย้ำจุดยืน “ปฏิรูปสหประชาชาติ” เพิ่มเสียงที่เท่าเทียมของนานาชาติ สร้างสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน

วันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ณ โถงประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (General Assembly Hall) ชั้น 2 อาคารสมัชชาสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอภิปรายทั่วไป ภายใต้หัวข้อ “Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations that Delivers for All” ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ย้ำจุดยืน “ปฏิรูปสหประชาชาติ” เพิ่มเสียงที่เท่าเทียมของนานาชาติ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบพหุภาคี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติก่อตั้งขึ้นมาครบ 80 ปี ประเทศไทยเข้าร่วม ในวันนี้ ไทยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ โดยเริ่มต้นจากมีความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) และความไว้เนื้อเชื่อใจนี้ต้องไม่ได้เกิดจากการบังคับ นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ความไว้เนื้อเชื่อใจสามารถสร้างได้จากการรวมกลุ่มย่อย ขยายเป็นกลุ่มใหญ่ ประเทศที่ไม่เคยมีเสียง ก็จะได้รับการส่งเสียง

ขณะที่ สันติภาพเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสันติภาพในนิยามของไทยไม่ใช่แค่ปราศจากสงคราม ต้องมีการร่วมมืออย่างสร้างสรรค์

ในถ้อยแถลง นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความขัดแย้งทั่วโลก ทั้งปาเลสไตน์ การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านการเจรจาทวิภาคี ย้ำกระบวนการภายใต้ UNCLOS เป็นการกำหนดเขตแดนทางทะเลเท่านั้น รวมทั้งไทยสนับสนุนสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติเมียนมา โดยเฉพาะไทย-กัมพูชา

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความพยายามของไทย ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์

นายกรัฐมนตรีย้ำ “ระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ และการมีส่วนร่วมของทุกประเทศในการกำหนดอนาคตร่วมกัน จะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น” และเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น สร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้” นายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลง

หลังจากนายกรัฐมนตรีกล่าวจบ ก็ได้รับเสียงปรบมือจากประเทศต่าง ๆ รวมทั้งมีผู้แทนหลายประเทศเข้ามาร่วมแสดงความยินดีด้วย

‘ดร.สุวินัย’ ถอดรหัสหมาก ‘อนุทิน’ ชี้ไม่ใช่แค่นโยบายกระจัดกระจาย แต่คือ ‘สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจใหม่’

25 กันยายน 2569 เวลา 09:04 น.

ดร.สุวินัย

ท่ามกลางคำถามถึงทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีไทย ของใครหลายคนที่สงสัย จนเกิดการถกเถียงกันบนโลกออนไลน์

ล่าสุดวันนี้ 25 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โพสต์ร่ายยาววิเคราะห์ถึงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายรัฐมนตรีไทย 17 ข้อ ด้วยข้อความว่า “ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของอนุทิน
/////

ในช่วงที่ผ่านมา หากเรามองนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทินเป็นรายเรื่อง
เราอาจเห็นเพียงภาพที่กระจัดกระจาย
Data Center เรื่องหนึ่ง
AI เรื่องหนึ่ง
รถยนต์ไฟฟ้าเรื่องหนึ่ง
BOI เรื่องหนึ่ง
ตลาดหุ้นอีกเรื่องหนึ่ง
พลังงานสะอาดอีกเรื่องหนึ่ง
รวมถึง Wellness Tourism และการพัฒนาคนอีกเรื่องหนึ่ง
แต่เมื่อผู้เขียนนำหมากเหล่านี้มาวางลงบนกระดานเดียวกัน
แล้วอ่านมันด้วยจิตนักยุทธศาสตร์
ผู้เขียนเริ่มมองเห็นบางสิ่ง
สิ่งที่รัฐบาลอนุทินกำลังทำ
ไม่ใช่เพียงการออกมาตรการเศรษฐกิจหลายชุด
แต่กำลังพยายามสร้าง
“สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย”
ขึ้นมาต่างหาก (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
และหัวใจของสถาปัตยกรรมนี้อาจสรุปได้ด้วยคำเพียงไม่กี่คำว่า
Investment-led Growth
หรือใช้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์นำในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
นี่เป็นเรื่องที่น่าทำความเข้าใจอย่างยิ่ง
เพราะหากเดินไปได้จริง โดยไม่มีการก่อความวุ่นวายจากม็อบป่วนเมือง
มันจะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยไปอีกหลายปีข้างหน้า อย่างเป็นความหวังได้

สุวินัย ภรณวลัย

…..

1. ปัญหาของไทยไม่ใช่ไม่มีเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจเดิมโตช้า
ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์
เรามีฐานอุตสาหกรรมที่สร้างสมมาหลายสิบปี
เรามีอุตสาหกรรมรถยนต์
อิเล็กทรอนิกส์
เครื่องใช้ไฟฟ้า
อาหาร
ปิโตรเคมี
การท่องเที่ยว
โลจิสติกส์
มีนิคมอุตสาหกรรม
ท่าเรือ
ถนน
ระบบไฟฟ้า
และที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย Supplier จำนวนมาก
ที่ทำงานอยู่ใน Global Supply Chain มานานแล้ว (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
นี่คือทุนเดิมของประเทศไทย
แต่ปัญหาคือเครื่องยนต์ชุดเดิมกำลังแก่ลง
บางอุตสาหกรรมเผชิญการแข่งขันจากจีน
บางอุตสาหกรรมกำลังถูกเทคโนโลยีใหม่ Disrupt
ขณะที่โครงสร้างประชากรไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย
ผลิตภาพเพิ่มช้า
หนี้ครัวเรือนสูง
และอัตราการลงทุนต่อ GDP ของไทยต่ำกว่าช่วงที่ประเทศกำลังเร่งพัฒนาในอดีต
ดังนั้นโจทย์ของประเทศเราตอนนี้จึงไม่ใช่
“จะรักษาเศรษฐกิจเดิมไว้อย่างไร”
แต่คือ
“จะใช้ฐานเศรษฐกิจเดิมเป็นฐานกระโดดเข้าสู่เศรษฐกิจชุดใหม่อย่างไร” (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
ตรงนี้เองที่ผู้เขียนคิดว่า
เป็นจุดตั้งต้นของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลอนุทิน
…..

2. เครื่องยนต์ตัวใหม่ชื่อ “การลงทุน”
วันที่ 17 กันยายน 2569
ในการเปิดโครงการ BOI to IPO
รัฐบาลใช้คำอย่างชัดเจนว่า Investment-led Growth
คือใช้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์สร้างศักยภาพการเติบโตใหม่ให้ประเทศ
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำศัพท์
คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ครึ่งแรกของปี 2569
คำขอส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศผ่าน BOI มีมูลค่าประมาณ
1.37 ล้านล้านบาท
เพิ่มขึ้นประมาณ 80% จากปีก่อน
โดยเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่
Data Center
Cloud
Digital Infrastructure
Electronics
PCB
Optical Transceiver
อุปกรณ์ Network
Cooling System
รวมถึงชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
BOI รายงานด้วยว่า หากนับทั้งการลงทุนจากไทยและต่างประเทศ คำขอส่งเสริมในครึ่งปีแรกมีมูลค่าราว 1.47 ล้านล้านบาท โดยภาคดิจิทัลเพียงกลุ่มเดียวมีมูลค่าคำขอกว่า 1.1 ล้านล้านบาท
ต้องเน้นตรงนี้ว่าตัวเลขเหล่านี้คือ คำขอส่งเสริมการลงทุน
ไม่ใช่เงินที่สร้างโรงงานเสร็จแล้วทั้งหมด
เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเอา 1.37 ล้านล้านบาทไปนับเป็น GDP
แต่ตัวเลขนี้บอกสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง
<< กระแสเงินลงทุนโลกกำลังมองประเทศไทยใหม่ >>
…..

3. รัฐบาลอนุทินไม่ได้ต้องการเพียง FDI แต่ต้องการ FDI ที่ “หยั่งราก”
นี่เป็นจุดที่ผู้เขียนเห็นการเปลี่ยนวิธีคิดของ BOI อย่างชัดเจน
ในอดีต เวลาเราพูดถึงความสำเร็จในการดึง FDI
เรามักถามว่า
ปีนี้มีคำขอลงทุนกี่แสนล้าน?
บริษัทใหญ่เข้ามากี่บริษัท?
สร้างโรงงานกี่แห่ง?
แต่รัฐบาลชุดนี้กำลังพยายามเปลี่ยนคำถาม
จาก “เงินเข้ามาเท่าไร?”
เป็น “เงินที่เข้ามาแล้ว ประเทศไทยได้อะไร?”
BOI จึงประกาศทิศทางใหม่ว่า
การส่งเสริมการลงทุนจะต้องให้ความสำคัญกับ
การสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในประเทศ
การเชื่อมบริษัทไทยเข้าสู่ Supply Chain
การสร้างงานทักษะสูง
การทำ R&D
การถ่ายทอดเทคโนโลยี
และการทำให้โครงการที่ได้รับอนุมัติ
เกิดการลงทุนจริงให้เร็วขึ้น
รัฐบาลเรียกแนวคิดนี้ว่า
“ลงทุนจริง–สร้างคุณค่า”
ผู้เขียนคิดว่าคำนี้สำคัญเพราะมันเผยให้เห็นว่า
เป้าหมายที่แท้จริงไม่ควรหยุดอยู่ที่ FDI
แต่ต้องไปถึง Domestic Value Capture
คือทำอย่างไรให้มูลค่าจากเงินลงทุนต่างประเทศ
ตกค้างและงอกเงยอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย
…..

4. Data Center จึงไม่ใช่ปลายทาง
นี่คือจุดที่สื่อและผู้คนที่เสพสารจากสื่อเหล่านั้นอาจเข้าใจผิด
เมื่อเห็น Data Center หลายแสนล้านบาทกำลังเข้ามา
ก็เกิดคำถามว่า
Data Center จ้างงานกี่คน?
ใช้ไฟเท่าไร?
ใช้น้ำเท่าไร?
ประเทศไทยได้อะไร?
คำถามเหล่านี้ถูกต้องและควรถาม
แต่ถ้ามองเฉพาะตัวอาคาร Data Center
เราจะยังมองไม่เห็นยุทธศาสตร์ทั้งหมด
เพราะ Data Center ในสถาปัตยกรรมนี้
ไม่ควรเป็น “ปลายทาง”
มันควรเป็น Infrastructure Layer ต่างหาก
ลองเรียงใหม่
ไฟฟ้า
↓
Data Center
↓
Cloud
↓
Compute
↓
AI
↓
Digital Services
↓
เศรษฐกิจจริง
และรอบ Data Center ยังมี
PCB
Smart Electronics
Network Equipment
Cooling System
Power Management
Cybersecurity
Construction
Finance
Logistics
และบุคลากรด้านวิศวกรรม
เกิดขึ้นเป็นระบบนิเวศอีกชั้นหนึ่ง
ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่เพียง “Data Center คุ้มไหม?”
แต่ควรถามว่า
<< เราจะใช้ Data Center เป็นฐานสร้างความสามารถทางเศรษฐกิจอะไรต่อไป? >> (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..

5. จาก Data Center ไปสู่ Sovereign AI
ตรงนี้ทำให้ภาพเริ่มใหญ่ขึ้นอีกขั้น
รัฐบาลอนุทินไม่ได้พูดเฉพาะเรื่อง Data Center
แต่กำลังพูดถึง Sovereign AI (อธิปไตย AI)
แนวคิดพื้นฐานคือ
ในโลกที่ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ
ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้ซื้อบริการ AI จากต่างประเทศ
แต่ควรมี
Compute
Data Infrastructure
บุคลากร
ระบบ Cloud
ความสามารถในการพัฒนาและประยุกต์ AI
รวมถึงความสามารถในการดูแลข้อมูลสำคัญของประเทศ
ด้วยตัวเองในระดับหนึ่ง
นี่ไม่ได้หมายความว่า
ประเทศไทยต้องสร้าง ChatGPT ไปแข่งกับอเมริกา
หรือสร้าง DeepSeek ไปแข่งกับจีน
โจทย์ของประเทศไทยเล็กกว่า
แต่ในอีกความหมายหนึ่งก็จริงกว่า
คือประเทศไทยจะเข้าไปยืนตรงไหนใน Value Chain ของอารยธรรม AI ที่กำลังก่อตัวขึ้น (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
ผู้เขียนเห็นอย่างแจ่มชัดว่า …
รัฐบาลอนุทินกำลังพยายามวางประเทศไทย
ไว้ใน Physical Layer และ Infrastructure Layer ของระบบนี้
และระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน 2569 รัฐบาลก็วางเรื่อง Digital Infrastructure, AI ecosystem, ทักษะดิจิทัล และความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีโลกไว้เป็นส่วนหนึ่งของวาระการลงทุนอย่างชัดเจน
…..

6. แต่มี Data Center อย่างเดียวไม่พอ
สมมุติว่าบริษัทต่างชาตินำเงินหนึ่งแสนล้านบาท
มาสร้าง Data Center ในประเทศไทย
ซื้อที่ดิน
สร้างอาคาร
ซื้อไฟฟ้า
ติดตั้งเครื่องจักร
แล้วให้ระบบทำงาน
ถ้าทุกอย่างจบเพียงเท่านี้
ประเทศไทยก็อาจได้ประโยชน์
แต่ประโยชน์เชิงโครงสร้างจะไม่มากเท่าที่ควร
สิ่งที่รัฐบาลอนุทินต้องการจึงเป็นขั้นต่อไป
คือทำอย่างไรให้บริษัทเหล่านั้น
ซื้อสินค้าและบริการจาก Supplier ไทย
จ้างวิศวกรไทย
สร้าง R&D ในไทย
สร้างผู้ประกอบการไทยรอบระบบ
และที่สำคัญเติบโตต่อจากประเทศไทย
ตรงนี้เองที่หมากอีกตัวถูกวางลงมา
…..

7. BOI to IPO : เชื่อมโรงงานเข้ากับตลาดทุน
นี่เป็นส่วนที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจมาก
เพราะปกติ BOI กับตลาดหุ้น
ดูเหมือนเป็นคนละโลก
BOI ทำหน้าที่ดึงการลงทุน
SET ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน
แต่รัฐบาลอนุทินกำลังพยายามเชื่อมสองระบบเข้าหากันผ่าน
BOI to IPO
หลักคิดคือเมื่อบริษัท New Economy เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว
อย่าให้เรื่องจบเพียง “สร้างโรงงานเสร็จ”
แต่เปิดทางให้บริษัทเหล่านั้น
ระดมทุนในประเทศไทย
ขยายธุรกิจในประเทศไทย
จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย
และใช้ประเทศไทยเป็นฐานเติบโตต่อไป
BOI, SET และ ก.ล.ต. จึงร่วมกันสร้างช่องทางนี้ โดยครอบคลุม 10 กลุ่ม New Economy ตั้งแต่ Smart Electronics, Next-generation Automotive, Digital, Robotics ไปจนถึง Medical, Biotechnology และ Advanced Materials
นี่คือการต่อวงจร
FDI → BOI → New Economy → SET → Capital → Expansion
หากทำได้จริง
ตลาดหุ้นไทยในอนาคต
ก็จะไม่จำเป็นต้องสะท้อนเฉพาะเศรษฐกิจไทยแบบเก่า
ที่เต็มไปด้วย
ธนาคาร
พลังงาน
อสังหาริมทรัพย์
ค้าปลีก
โทรคมนาคม
แต่จะค่อย ๆ มีบริษัทที่เป็นตัวแทนของเศรษฐกิจชุดใหม่เพิ่มขึ้น
…..

8. ตลาดหลักทรัพย์จึงต้องเปลี่ยนตาม
ปัญหาคือบริษัท New Economy จำนวนมาก
มีธรรมชาติไม่เหมือนธุรกิจแบบเก่า
บางบริษัทต้องลงทุนมหาศาลก่อน
ใช้เวลาสร้าง Scale
แล้วจึงทำกำไรในภายหลัง
ถ้าใช้เกณฑ์แบบเดียวกับบริษัท Mature Business ทุกอย่าง
บริษัทเหล่านี้จำนวนหนึ่ง
อาจไม่สามารถเข้าตลาดทุนไทยได้
ตลาดหลักทรัพย์จึงปรับเกณฑ์ครั้งใหญ่
มีผลตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569
เปิด Special Track สำหรับบริษัท New Economy
รวมถึงบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC
และปรับเกณฑ์สำหรับบริษัทต่างประเทศให้เข้ามาระดมทุนในตลาดไทยได้สะดวกขึ้น
โดยยังคงเกณฑ์ด้านคุณภาพและการเปิดเผยข้อมูลไว้
นี่ไม่ใช่เรื่องเทคนิคของตลาดหุ้นเท่านั้น
แต่เป็นการพยายามทำให้โครงสร้างตลาดทุน
เปลี่ยนตามโครงสร้างเศรษฐกิจ
…..

9. แล้วเงินของคนไทยอยู่ตรงไหน?
หากสร้าง New Economy ขึ้นมา
แต่เจ้าของทุนทั้งหมดเป็นต่างชาติ
คนไทยก็อาจได้ประโยชน์เพียงบางส่วน
รัฐบาลอนุทินจึงมีโจทย์อีกด้านหนึ่ง
คือดึงเงินออมของคนไทย
กลับเข้าสู่ระบบการลงทุนระยะยาว
นี่คือเหตุผลที่มีแนวคิด
TISA — Thailand Individual Savings Account
เพื่อสร้างกลไกให้ประชาชนออมและลงทุนระยะยาว
ถ้ามอง TISA แยกออกมา
มันอาจดูเหมือนนโยบายตลาดทุนธรรมดา
แต่ถ้าเอาไปต่อกับ BOI to IPO ภาพจะเปลี่ยน
เพราะวงจรที่รัฐบาลพยายามสร้างคือ
เงินออมคนไทย
↓
ตลาดทุนไทย
↓
บริษัท New Economy
↓
การลงทุน
↓
การเพิ่มผลิตภาพ
↓
รายได้และการเติบโตในอนาคต
นี่คือความพยายามเปลี่ยนเงินออม
ให้กลายเป็นทุนเพื่อการผลิต
…..

10. เป้าหมายใหญ่คือดัน Investment/GDP
หัวใจเชิงมหภาคของยุทธศาสตร์ทั้งหมดของรัฐบาลอนุทิน
จึงไม่ได้อยู่ที่ Data Center
แต่อยู่ที่คำว่า Investment
ประเทศไทยลงทุนต่ำมานาน
เมื่อประเทศลงทุนไม่มากพอ
Capital Stock โตช้า
เทคโนโลยีใหม่เข้ามาช้า
ผลิตภาพเพิ่มช้า
และ Potential Growth ก็ลดลงตาม
ดังนั้นเป้าหมายที่จะผลักสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP
จากประมาณ 23% ขึ้นไปใกล้ 30%
ถ้าทำได้จะไม่ใช่เพียงทำให้ GDP ปีหนึ่งสูงขึ้น
แต่คือการเพิ่มกำลังการผลิตของประเทศในอนาคต
นี่คือความแตกต่างระหว่าง
Stimulus กับ Structural Transformation
Stimulus ถามว่า
“ทำอย่างไรให้คนใช้เงินมากขึ้นวันนี้?”
แต่ Investment-led Growth ถามว่า
“ทำอย่างไรให้ประเทศไทยผลิตสิ่งที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ในวันข้างหน้า?”
…..

11. ฐานอุตสาหกรรมเก่าไม่ได้ถูกทิ้ง
อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นจากยุทธศาสตร์นี้คือ
รัฐบาลอนุทินไม่ได้คิดจะรื้อเศรษฐกิจเก่า
แล้วสร้างเศรษฐกิจใหม่แทนทั้งหมด
แต่กำลังพยายามต่อของใหม่เข้ากับของเก่า (ขีดเส้นใต้ตรงนี้ )
ตัวอย่างชัดที่สุดคือรถยนต์
ประเทศไทยมี Supply Chain รถยนต์เดิมอยู่แล้ว
ดังนั้นการเข้าสู่ EV
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์
Electronics เดิม
สามารถต่อไป Smart Electronics
โรงงานเดิม
สามารถต่อไป Automation และ Robotics
ระบบไฟฟ้าเดิม
ต่อไป Renewable Energy
Tourism เดิม
ต่อไป Wellness Tourism
โรงพยาบาลและบริการสุขภาพเดิม
ต่อไป Medical & Health Economy
นี่เป็นวิธีคิดแบบ Industrial Evolution
มากกว่า Industrial Replacement
คือไม่ทุบสิ่งที่มีอยู่
แต่พยายามใช้ฐานเดิม
เป็นฐานกระโดดไปสู่ Value Chain ที่สูงขึ้น
…..

12. ถ้ามองทั้งกระดาน สถาปัตยกรรมเริ่มปรากฏ
เมื่อเอาหมากทั้งหมดมาต่อกัน ผู้เขียนเห็นภาพประมาณนี้
ฐานอุตสาหกรรมเดิมของไทย
↓
ดึง FDI รอบใหม่
↓
BOI เลือก New Economy
↓
Data Center / Digital Infrastructure / EV / Smart Electronics / Robotics / Medical / Advanced Technology
↓
พลังงาน + Infrastructure
↓
Technology Transfer + Skilled Labor + Thai Suppliers
↓
BOI to IPO
↓
ตลาดทุนไทย
↓
เงินออมภายในประเทศ
↓
ขยายการลงทุน
↓
เพิ่ม Productivity
↓
เพิ่ม Potential Growth
นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนเรียกมันว่า “สถาปัตยกรรม”
เพราะมาตรการแต่ละตัว
ไม่ได้มีความหมายมากนักถ้ายืนอยู่ลำพัง
แต่เมื่อเชื่อมกัน มันกลายเป็นระบบ
…..

13. แต่สถาปัตยกรรมบนกระดาษ ยังไม่ใช่อาคารจริง
ตรงนี้ต้องระวังมากที่สุด
การมี Strategy ที่ดูสมเหตุสมผล
ไม่ได้แปลว่าจะทำสำเร็จ
ประเทศไทยเคยมีแผนเศรษฐกิจที่สวยงามมาแล้วจำนวนมาก
โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่ Execution
คำขอ BOI 1.37 ล้านล้านบาทจะกลายเป็นโรงงานและกิจการจริงเท่าไร?
Data Center จะสร้าง Local Value Added เท่าไร?
บริษัทไทยจะเข้า Supply Chain ได้กี่ราย?
จะเกิด Technology Transfer จริงหรือไม่?
เราจะสร้างวิศวกรและบุคลากรทันหรือไม่?
ระบบไฟฟ้าจะรองรับ Data Center ขนาดใหญ่ได้อย่างไร?
น้ำจะจัดสรรอย่างไร?
Renewable Energy จะเพิ่มทันหรือไม่?
และบริษัท New Economy ที่เข้าตลาดหุ้น
จะเป็นบริษัทที่มีคุณภาพจริง
หรือเพียงใช้เกณฑ์ใหม่เพื่อเข้าระดมทุน?
นี่คือคำถามที่ต้องติดตาม
…..

14. ตัวชี้วัดความสำเร็จจึงไม่ควรเป็นยอด BOI
ในอีก 5 ปีข้างหน้า
ถ้าเราจะประเมินว่ายุทธศาสตร์นี้สำเร็จหรือไม่
ผู้เขียนคิดว่าอย่าดูเพียงว่า
มีเงินลงทุนเข้ามากี่ล้านล้านบาท
แต่ควรดูว่า
ผลิตภาพของแรงงานไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่
ค่าจ้างของแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้นหรือไม่
บริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ใหม่มากขึ้นหรือไม่
สัดส่วน Local Content เพิ่มขึ้นหรือไม่
R&D ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่
มี Intellectual Property และเทคโนโลยีเกิดขึ้นในไทยมากขึ้นหรือไม่
บริษัท New Economy ไทยเติบโตขึ้นหรือไม่
และท้ายที่สุด Potential Growth ของประเทศไทยสูงขึ้นหรือไม่
ถ้าตัวเลขเหล่านี้ไม่เปลี่ยน
ต่อให้ FDI เข้ามาหลายล้านล้านบาท
เราก็อาจเป็นเพียงสถานที่ตั้งของเศรษฐกิจใหม่
โดยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจใหม่นั้นจริง ๆ
…..

15. ไทยกำลังเลือกตำแหน่งของตัวเองในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่
ผู้เขียนคิดว่านี่คือภาพที่ใหญ่ที่สุด
โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
AI
Semiconductor
Data Center
EV
Robotics
Automation
Clean Energy
กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของโลกพร้อมกัน
ขณะเดียวกันการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน
กำลังทำให้ Global Supply Chain ถูกจัดวางใหม่
บริษัทต่าง ๆ จึงต้องกระจายฐานการผลิต
กระจาย Data Infrastructure
และลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
ประเทศไทยจึงไม่ได้แข่งขันเพียงกับ
เวียดนาม
มาเลเซีย
อินโดนีเซีย
หรือสิงคโปร์
แต่กำลังแข่งขันเพื่อหาตำแหน่งของตัวเอง
ในโครงสร้างเศรษฐกิจโลกชุดใหม่
รัฐบาลอนุทินจึงนำทีมตลาดทุนและภาคธุรกิจไปโรดโชว์ต่างประเทศ พร้อมวางวาระการลงทุน เทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI ควบคู่กัน
ไม่ได้เสนอประเทศไทยเพียงในฐานะตลาดผู้บริโภค แต่เสนอเป็นฐานสำหรับการลงทุนและการเติบโตระยะยาว
…..

16. จากประเทศไทย 4.0 มาสู่โจทย์ที่เป็นรูปธรรมกว่าเดิม
ประเทศไทยเคยมีคำใหญ่ ๆ มากมาย
Thailand 4.0
Digital Economy
S-Curve
New S-Curve
BCG
Smart Nation
แต่ปัญหาของคำเหล่านี้คือ
บางครั้งประชาชนไม่รู้ว่า
แล้วมันเชื่อมกันอย่างไร?
แต่ครั้งนี้ผู้เขียนเริ่มเห็นเส้นเชื่อมที่จับต้องได้มากขึ้น
ไม่ใช่เพราะคำขวัญใหม่
แต่เพราะหมากหลายตัวเริ่มถูกวางลงบนกระดานพร้อมกัน
BOI
Thailand FastPass
Data Center
Sovereign AI
New Economy
SET
BOI to IPO
TISA
Renewable Energy
Human Capital
และการดึง Global Capital
ทั้งหมดกำลังพยายามตอบคำถามเดียวกันว่า
<<ประเทศไทยจะสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่อย่างไร >>
…..

17. ผู้เขียนจึงมองยุทธศาสตร์อนุทินแบบนี้
มันไม่ใช่ยุทธศาสตร์ “สร้าง Data Center”
และไม่ใช่ยุทธศาสตร์ “ดึงต่างชาติมาลงทุน”
เพียงเท่านั้น
แต่เป็นความพยายามสร้างวงจรใหม่ว่า
ดึงทุนโลกเข้ามา
↓
ให้ทุนสร้างอุตสาหกรรมใหม่
↓
ให้อุตสาหกรรมใหม่เชื่อมกับธุรกิจไทย
↓
ให้บริษัทเหล่านั้นใช้ตลาดทุนไทยเติบโต
↓
ให้เงินออมคนไทยเข้าไปมีส่วนในเศรษฐกิจใหม่
↓
ให้เทคโนโลยีและบุคลากรตกค้างอยู่ในประเทศไทย
↓
แล้วเปลี่ยนทั้งหมดให้กลายเป็น Productivity ของประเทศ
ถ้าจะย่อให้เหลือประโยคเดียว
ผู้เขียนจะเรียกมันว่า
“เปลี่ยนประเทศไทยจากฐานการผลิตของโลกเก่า ให้เป็นฐานหนึ่งของเศรษฐกิจโลกใหม่ โดยใช้การลงทุนเป็นสะพานเชื่อม”
…..
ยุทธศาสตร์นี้จะสำเร็จหรือไม่
วันนี้ยังไม่มีใครตอบได้
เพราะสิ่งที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้
ยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น
แต่สำหรับผู้เขียน
สิ่งที่น่าสนใจคืออย่างน้อยตอนนี้เราเริ่มมองเห็นแล้วว่า
รัฐบาลอนุทินกำลังพยายามพาประเทศไทย
เดินไปทางไหน
และเมื่อมองหมากทั้งหมดบนกระดานพร้อมกัน
Data Center ก็ไม่ใช่ Data Center อีกต่อไป
BOI ก็ไม่ใช่แค่หน่วยงานแจกสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ตลาดหุ้นก็ไม่ใช่เพียงสถานที่ซื้อขายหุ้น
และ AI ก็ไม่ใช่เพียง Chatbot
ทั้งหมดกำลังถูกนำมาต่อกัน
เพื่อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจอีกชุดหนึ่ง
คำถามที่สำคัญที่สุดหลังจากนี้
จึงไม่ใช่ว่ารัฐบาลมีแผนหรือไม่
แต่คือ
ประเทศไทยจะเปลี่ยนเงินลงทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ให้กลายเป็น “ความสามารถของคนไทยและเศรษฐกิจไทย” ได้มากเพียงใด
เพราะนั่นต่างหากคือเส้นแบ่งระหว่าง
ประเทศที่เพียงรองรับคลื่นการลงทุน
กับ
ประเทศที่ใช้คลื่นการลงทุน เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของตัวเอง
~ สุวินัย ภรณวลัย
มหาวิทยาลัยไร้รอย

ดร.สุวินัย

หลังจากที่โพสต์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“อยากเห็นประเทศไทยยืนหยัดก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลงนี้ไปให้ได้ค่ะอาจารย์ พวกเราเอกชน ก็จะทำเต็มที่เหมือนกัน”

“นั่นหมายความว่า ถ้าหากยุทธศาสตร์ ไปสู่การปฏิบัติอุตสาหกรรมเป็นรูปแบบ เอไอ เต็มรูปแบบของรัฐบาลอนุทินประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ เมืองไทยของเราก็จะสามารถหลุดพ้นจากกับดักประเทศเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-Middle-Income Economy ) ไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมระดับสูง และมีรายได้ระดับสูงได้อย่างสมบูรณ์ ใช่ไหมครับ อาจารย์”

“THX”

สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย