การเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นอกจากภารกิจบนเวทีสหประชาชาติและการพบปะนักลงทุนแล้ว ยังมีภารกิจสำคัญด้านเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีเดินทางไปพบผู้บริหาร Google ที่นครนิวยอร์ก เพื่อหารือความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
การพบกันครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะ Google ได้ประกาศลงทุนในประเทศไทยไปแล้วตั้งแต่ปี 2567 มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.6 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนา Data Center ในจังหวัดชลบุรี และ Google Cloud Region ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครั้งสำคัญ และเป็น Data Center แห่งแรกของ Google ในประเทศไทย
ในครั้งนั้น Google ระบุว่า จากการศึกษาของ Deloitte การลงทุนดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่ม GDP ไทยประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2572 และสนับสนุนการจ้างงานเฉลี่ย 14,000 ตำแหน่งต่อปี ระหว่างปี 2568-2572 โดยเป็นการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโครงการ ไม่ใช่จำนวนพนักงานที่ Google จ้างโดยตรง
ต่อมาในเดือนมกราคม 2569 Google Cloud เปิดใช้งาน Cloud Region แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการลงทุนดังกล่าว โดย Google ระบุว่า Bangkok Cloud Region คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยประมาณ 1.4 ล้านล้านบาทในช่วง 5 ปี และสนับสนุนการจ้างงานเฉลี่ย 130,000 ตำแหน่งต่อปีซึ่งเป็นการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของ Cloud Region ไม่ใช่จำนวนคนที่ Google จะจ้างโดยตรง
ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีอนุทินเดินทางไปพบ Google ในสหรัฐฯ รอบนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการเชิญชวนให้บริษัทเข้ามาลงทุน แต่เป็นการ ต่อยอดจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การใช้ประโยชน์จาก Cloud และ AI ในระบบเศรษฐกิจไทย
รัฐบาลไทยระบุว่า การหารือกับผู้บริหาร Google ให้ความสำคัญกับ AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ของคนไทย รวมถึงการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียง Data Center ที่ชลบุรี หรือ Cloud Region ในกรุงเทพฯ แต่คือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลายเป็นฐานสำหรับ เศรษฐกิจ AI
ขณะเดียวกัน Google ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร โดยมีความร่วมมือด้านการฝึกทักษะดิจิทัลและ AI รวมถึงแนวคิดการจัดตั้ง Open Data Institute เพื่อพัฒนาทักษะคนไทยและเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมากขึ้น
ภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นเส้นทางต่อเนื่องจาก เงินลงทุน → Data Center → Cloud → AI → บุคลากรและธุรกิจดิจิทัล
และนี่คือความสำคัญของการพบ Google ของนายกรัฐมนตรีในสหรัฐฯ เพราะการลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์ที่ประกาศไว้เมื่อ 2 ปีก่อน กำลังถูกต่อยอดไปสู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลในประเทศไทย
เพราะ Data Center เป็นเพียงจุดเริ่มต้น จาก Cloud สู่ AI และจาก AI สู่เศรษฐกิจดิจิทัล หากประเทศไทยสามารถต่อยอดเงินลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกให้เกิดประโยชน์กับภาคธุรกิจและกำลังคนได้เต็มศักยภาพ การลงทุนของ Google ก็จะมีความหมายมากกว่าเม็ดเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลในอนาคต
“กุลวลี” ยืนข้างชาวบ้าน “น้ำกินน้ำใช้ ไฟในบ้าน ต้องมาก่อน” จี้ทำ EIA สร้างความมั่นใจให้ประชาชน เสนอ Data Center สร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง
นางสาวกุลวลี นพอมรบดีประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกหน่วยงานรัฐมาชี้แจงกรณีการเข้ามาตั้ง “ศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่” หรือ Data Center ในประเทศไทย หลังชาวบ้านหลายพื้นที่กังวลว่าจะถูกแย่งน้ำ แย่งไฟ และต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟแพงขึ้น เนื่องจาก Data Center เป็นอาคารที่เก็บเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาล เปิดทำงานทั้งวันทั้งคืน จึงกินไฟมากและต้องใช้น้ำจำนวนมากหล่อเย็นไม่ให้เครื่องร้อนเกินไป
4. Data Center จึงไม่ใช่ปลายทาง นี่คือจุดที่สื่อและผู้คนที่เสพสารจากสื่อเหล่านั้นอาจเข้าใจผิด เมื่อเห็น Data Center หลายแสนล้านบาทกำลังเข้ามา ก็เกิดคำถามว่า Data Center จ้างงานกี่คน? ใช้ไฟเท่าไร? ใช้น้ำเท่าไร? ประเทศไทยได้อะไร? คำถามเหล่านี้ถูกต้องและควรถาม แต่ถ้ามองเฉพาะตัวอาคาร Data Center เราจะยังมองไม่เห็นยุทธศาสตร์ทั้งหมด เพราะ Data Center ในสถาปัตยกรรมนี้ ไม่ควรเป็น “ปลายทาง” มันควรเป็น Infrastructure Layer ต่างหาก ลองเรียงใหม่ ไฟฟ้า ↓ Data Center ↓ Cloud ↓ Compute ↓ AI ↓ Digital Services ↓ เศรษฐกิจจริง และรอบ Data Center ยังมี PCB Smart Electronics Network Equipment Cooling System Power Management Cybersecurity Construction Finance Logistics และบุคลากรด้านวิศวกรรม เกิดขึ้นเป็นระบบนิเวศอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่เพียง “Data Center คุ้มไหม?” แต่ควรถามว่า << เราจะใช้ Data Center เป็นฐานสร้างความสามารถทางเศรษฐกิจอะไรต่อไป? >> (ขีดเส้นใต้ตรงนี้) …..
5. จาก Data Center ไปสู่ Sovereign AI ตรงนี้ทำให้ภาพเริ่มใหญ่ขึ้นอีกขั้น รัฐบาลอนุทินไม่ได้พูดเฉพาะเรื่อง Data Center แต่กำลังพูดถึง Sovereign AI (อธิปไตย AI) แนวคิดพื้นฐานคือ ในโลกที่ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้ซื้อบริการ AI จากต่างประเทศ แต่ควรมี Compute Data Infrastructure บุคลากร ระบบ Cloud ความสามารถในการพัฒนาและประยุกต์ AI รวมถึงความสามารถในการดูแลข้อมูลสำคัญของประเทศ ด้วยตัวเองในระดับหนึ่ง นี่ไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยต้องสร้าง ChatGPT ไปแข่งกับอเมริกา หรือสร้าง DeepSeek ไปแข่งกับจีน โจทย์ของประเทศไทยเล็กกว่า แต่ในอีกความหมายหนึ่งก็จริงกว่า คือประเทศไทยจะเข้าไปยืนตรงไหนใน Value Chain ของอารยธรรม AI ที่กำลังก่อตัวขึ้น (ขีดเส้นใต้ตรงนี้) ผู้เขียนเห็นอย่างแจ่มชัดว่า … รัฐบาลอนุทินกำลังพยายามวางประเทศไทย ไว้ใน Physical Layer และ Infrastructure Layer ของระบบนี้ และระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน 2569 รัฐบาลก็วางเรื่อง Digital Infrastructure, AI ecosystem, ทักษะดิจิทัล และความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีโลกไว้เป็นส่วนหนึ่งของวาระการลงทุนอย่างชัดเจน …..
6. แต่มี Data Center อย่างเดียวไม่พอ สมมุติว่าบริษัทต่างชาตินำเงินหนึ่งแสนล้านบาท มาสร้าง Data Center ในประเทศไทย ซื้อที่ดิน สร้างอาคาร ซื้อไฟฟ้า ติดตั้งเครื่องจักร แล้วให้ระบบทำงาน ถ้าทุกอย่างจบเพียงเท่านี้ ประเทศไทยก็อาจได้ประโยชน์ แต่ประโยชน์เชิงโครงสร้างจะไม่มากเท่าที่ควร สิ่งที่รัฐบาลอนุทินต้องการจึงเป็นขั้นต่อไป คือทำอย่างไรให้บริษัทเหล่านั้น ซื้อสินค้าและบริการจาก Supplier ไทย จ้างวิศวกรไทย สร้าง R&D ในไทย สร้างผู้ประกอบการไทยรอบระบบ และที่สำคัญเติบโตต่อจากประเทศไทย ตรงนี้เองที่หมากอีกตัวถูกวางลงมา …..
7. BOI to IPO : เชื่อมโรงงานเข้ากับตลาดทุน นี่เป็นส่วนที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจมาก เพราะปกติ BOI กับตลาดหุ้น ดูเหมือนเป็นคนละโลก BOI ทำหน้าที่ดึงการลงทุน SET ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน แต่รัฐบาลอนุทินกำลังพยายามเชื่อมสองระบบเข้าหากันผ่าน BOI to IPO หลักคิดคือเมื่อบริษัท New Economy เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว อย่าให้เรื่องจบเพียง “สร้างโรงงานเสร็จ” แต่เปิดทางให้บริษัทเหล่านั้น ระดมทุนในประเทศไทย ขยายธุรกิจในประเทศไทย จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย และใช้ประเทศไทยเป็นฐานเติบโตต่อไป BOI, SET และ ก.ล.ต. จึงร่วมกันสร้างช่องทางนี้ โดยครอบคลุม 10 กลุ่ม New Economy ตั้งแต่ Smart Electronics, Next-generation Automotive, Digital, Robotics ไปจนถึง Medical, Biotechnology และ Advanced Materials นี่คือการต่อวงจร FDI → BOI → New Economy → SET → Capital → Expansion หากทำได้จริง ตลาดหุ้นไทยในอนาคต ก็จะไม่จำเป็นต้องสะท้อนเฉพาะเศรษฐกิจไทยแบบเก่า ที่เต็มไปด้วย ธนาคาร พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก โทรคมนาคม แต่จะค่อย ๆ มีบริษัทที่เป็นตัวแทนของเศรษฐกิจชุดใหม่เพิ่มขึ้น …..
8. ตลาดหลักทรัพย์จึงต้องเปลี่ยนตาม ปัญหาคือบริษัท New Economy จำนวนมาก มีธรรมชาติไม่เหมือนธุรกิจแบบเก่า บางบริษัทต้องลงทุนมหาศาลก่อน ใช้เวลาสร้าง Scale แล้วจึงทำกำไรในภายหลัง ถ้าใช้เกณฑ์แบบเดียวกับบริษัท Mature Business ทุกอย่าง บริษัทเหล่านี้จำนวนหนึ่ง อาจไม่สามารถเข้าตลาดทุนไทยได้ ตลาดหลักทรัพย์จึงปรับเกณฑ์ครั้งใหญ่ มีผลตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 เปิด Special Track สำหรับบริษัท New Economy รวมถึงบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC และปรับเกณฑ์สำหรับบริษัทต่างประเทศให้เข้ามาระดมทุนในตลาดไทยได้สะดวกขึ้น โดยยังคงเกณฑ์ด้านคุณภาพและการเปิดเผยข้อมูลไว้ นี่ไม่ใช่เรื่องเทคนิคของตลาดหุ้นเท่านั้น แต่เป็นการพยายามทำให้โครงสร้างตลาดทุน เปลี่ยนตามโครงสร้างเศรษฐกิจ …..
15. ไทยกำลังเลือกตำแหน่งของตัวเองในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ผู้เขียนคิดว่านี่คือภาพที่ใหญ่ที่สุด โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ AI Semiconductor Data Center EV Robotics Automation Clean Energy กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของโลกพร้อมกัน ขณะเดียวกันการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน กำลังทำให้ Global Supply Chain ถูกจัดวางใหม่ บริษัทต่าง ๆ จึงต้องกระจายฐานการผลิต กระจาย Data Infrastructure และลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยจึงไม่ได้แข่งขันเพียงกับ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ แต่กำลังแข่งขันเพื่อหาตำแหน่งของตัวเอง ในโครงสร้างเศรษฐกิจโลกชุดใหม่ รัฐบาลอนุทินจึงนำทีมตลาดทุนและภาคธุรกิจไปโรดโชว์ต่างประเทศ พร้อมวางวาระการลงทุน เทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI ควบคู่กัน ไม่ได้เสนอประเทศไทยเพียงในฐานะตลาดผู้บริโภค แต่เสนอเป็นฐานสำหรับการลงทุนและการเติบโตระยะยาว …..
16. จากประเทศไทย 4.0 มาสู่โจทย์ที่เป็นรูปธรรมกว่าเดิม ประเทศไทยเคยมีคำใหญ่ ๆ มากมาย Thailand 4.0 Digital Economy S-Curve New S-Curve BCG Smart Nation แต่ปัญหาของคำเหล่านี้คือ บางครั้งประชาชนไม่รู้ว่า แล้วมันเชื่อมกันอย่างไร? แต่ครั้งนี้ผู้เขียนเริ่มเห็นเส้นเชื่อมที่จับต้องได้มากขึ้น ไม่ใช่เพราะคำขวัญใหม่ แต่เพราะหมากหลายตัวเริ่มถูกวางลงบนกระดานพร้อมกัน BOI Thailand FastPass Data Center Sovereign AI New Economy SET BOI to IPO TISA Renewable Energy Human Capital และการดึง Global Capital ทั้งหมดกำลังพยายามตอบคำถามเดียวกันว่า <<ประเทศไทยจะสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่อย่างไร >> …..