Unknown's avatar

About SoClaimon

สุทิน คล้ายมนต์; Sootin Claimon; สอ คล้ายมนต์; SoClaimon; Bangkok Thailand; KU23,1963; NCSU USA,1974; SoilFertilizer; ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ; ทำบล็อกแรก วันที่ 26 กันยายน 2552 เวลา 17.48 น.

สี จิ้นผิง เผย จีนเตรียมส่งแพนด้า 2 ตัวให้สหรัฐฯ ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

สี จิ้นผิง เผย จีนเตรียมส่งแพนด้า 2 ตัวให้สหรัฐฯ ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

25 ก.ย. 2569 01:10 น.

สี จิ้นผิง เผย จีนเตรียมส่งแพนด้า 2 ตัวให้สหรัฐฯ ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

สี จิ้นผิง ยืนยันขณะเยือนทำเนียบขาว ว่าจีนจะส่งแพนด้ายักษ์ 2 ตัวมายังสหรัฐฯ ภายในไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ย. 2569 สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวยกย่องแพนด้ายักษ์ว่าเป็น “ทูตแห่งมิตรภาพ” ทางประวัติศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ พร้อมเปิดเผยว่าแพนด้าจำนวน 2 ตัวจะเดินทางถึงสวนสัตว์ในเมืองแอตแลนตาภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สวนสัตว์แอตแลนตาประกาศว่าแพนด้ายักษ์ 2 ตัว ที่มีชื่อว่า “ผิง ผิง” (Ping Ping) และ “ฝู ซวง” (Fu Shuang) กำลังจะเดินทางมายังเมืองแห่งนี้ โดยสื่อจีนระบุว่า ชื่อ “ฝู ซวง” มีความหมายว่า “พรสองประการ” ส่วน “ผิง ผิง” แปลว่า “สันติภาพ สันติภาพ”

ทั้งนี้ การทูตแพนด้าระหว่างปักกิ่งกับวอชิงตันเริ่มต้นขึ้นในปี 2515 หลังจากประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เดินทางเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ โดยรัฐบาลของประธานเหมา เจ๋อตง ได้มอบแพนด้ายักษ์ 2 ตัวให้แก่สหรัฐฯ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการกระชับความสัมพันธ์ 2 ฝ่ายที่อบอุ่นขึ้น หลังจากระงับการทูตมานานหลายสิบปี

ข้อตกลงระหว่างจีนและสวนสัตว์ในสหรัฐฯ ระบุว่า กรุงปักกิ่งยังคงเป็นเจ้าของแพนด้าและลูกๆ ของพวกมันทั้งหมด พร้อมทั้งกำหนดให้ต้องมีการชำระค่าธรรมเนียม “เพื่อการอนุรักษ์แพนด้ายักษ์ในจีน” อีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เยอรมนีสอบสวน ผู้เฒ่าวัย 105 ปี เอี่ยวคดีฆาตกรรมที่ค่ายกักกันนาซี

เยอรมนีสอบสวน ผู้เฒ่าวัย 105 ปี เอี่ยวคดีฆาตกรรมที่ค่ายกักกันนาซี

24 ก.ย. 2569 23:55 น.

เยอรมนีสอบสวน ผู้เฒ่าวัย 105 ปี เอี่ยวคดีฆาตกรรมที่ค่ายกักกันนาซี

อัยการเยอรมนีสอบสวนผู้เฒ่าวัย 105 ปี ในฐานะผู้ต้องสงสัยเป็นผู้สนับสนุนการฆาตกรรมที่ค่ายกักกันนาซีในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อัยการเยอรมนีในเมืองดอร์ทมุนด์ ของเยอรมนี กำลังสืบสวนผู้เฒ่าวัย 105 ปีคนหนึ่ง ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนการฆาตกรรมหลายคดี ขณะทำหน้าที่เป็นผู้คุมค่ายเชลยศึกที่ค่ายกักกัน “สตาลัก 326” (Stalag 326 VI K) ของกองทัพนาซีในเมืองเซนเน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยอรมนี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ค่าย Stalag 326 เป็นหนึ่งในค่ายที่ใหญ่ที่สุด โดยมีเชลยศึกชาวโซเวียตถูกขังที่นี่ราว 180,000–200,000 นาย พวกเขาต้องเผชิญกับการทารุณกรรม ความอดอยาก และการบังคับใช้แรงงาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นราย นอกจากนั้นยังมีเชลยจากฝรั่งเศส โปแลนด์ เซอร์เบีย และเบลเยียมถูกขังอยู่ที่นี่ด้วย

ทั้งนี้ ประเทศเยอรมนียกเลิกอายุความสำหรับคดีฆาตกรรมและคดีสนับสนุนการฆาตกรรมมาตั้งแต่ปี 2522 แล้ว เพื่อให้สามารถดำเนินคดีกับผู้ก่ออาชญากรรมในยุคนาซีได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางเวลา

อย่างไรก็ตาม การนำตัวผู้กระทำผิดในยุคสงครามโลกเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหลังผ่านไปกว่า 80 ปีเต็มไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากผู้ต้องสงสัยส่วนใหญ่เสียชีวิตไปแล้ว

อัยการระบุว่าผู้ต้องสงสัยอีกรายวัย 99 ปีที่ถูกสอบสวนในคดีค่ายเซนเนเช่นกัน เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ขณะที่เมื่อหลายปีก่อน ผู้คุมนาซีที่อายุเกิน 100 ปี เช่น โยเซฟ ชุทซ์ วัย 101 ปี เคยถูกตัดสินจำคุกแต่ได้ยื่นอุทธรณ์และเสียชีวิตไปก่อนที่จะได้รับโทษจริงในปี 2566

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยังไม่ให้สื่อบางเจ้าเข้า แม้ศาลระงับคำสั่งห้าม

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยังไม่ให้สื่อบางเจ้าเข้า แม้ศาลระงับคำสั่งห้าม

24 ก.ย. 2569 22:43 น.

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยังไม่ให้สื่อบางเจ้าเข้า แม้ศาลระงับคำสั่งห้าม

สื่อใหญ่สหรัฐฯ 3 เจ้า ร้องศาลเปิดพิจารณาคดีฉุกเฉิน หลังทำเนียบขาวยังไม่ยอมให้นักข่าวของพวกเขาเข้าไปทำหน้าที่ แม้ว่าผู้พิพากษาระงับคำสั่งห้ามเป็นการชั่วคราวแล้วก็ตาม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ย. 2569 สื่อใหญ่ของสหรัฐฯ 3 เจ้า ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเปิดการพิจารณาคดีฉุกเฉิน โดยกล่าวหาทำเนียบขาวว่า “ละเมิดคำสั่งของผู้พิพากษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ในการคืนสิทธิ์เข้ารายงานข่าวภายในทำเนียบ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างองค์กรสื่อกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

พนักงานจากสำนักข่าว CNN, Politico และ MS Now รายงานว่าถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปภายในทำเนียบขาวเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี แม้ผู้พิพากษา ทิโมธี เคลลี มีคำวินิจฉัยในช่วงตรู่วันเดียวกันนี้ว่า คำสั่งห้ามของทรัมป์ที่ใช้บังคับกับสำนักข่าวเหล่านี้ควรได้รับการยกเว้นชั่วคราว เนื่องจาก “น่าจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ”

ในตอนแรก ทรัมป์ระบุว่าเขาออกคำสั่งห้ามสำนักข่าวเหล่านี้เนื่องจากนำเสนอ “ข่าวปลอม” (fake news) แต่ต่อมาทำเนียบขาวได้อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติแทน

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า การปฏิเสธไม่ให้ผู้สื่อข่าวบางส่วนเข้าพื้นที่เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีนั้น เกิดจากความล่าช้าทางด้านธุรการในขณะที่ทำเนียบขาวกำลังดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของผู้พิพากษาหรือไม่ โดยมีนักข่าวบางคนถูกยึดบัตรประจำตัวสื่อมวลชน ในขณะที่คนอื่นๆ ได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าประตูได้

ความขัดแย้งครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ในขณะที่ทรัมป์เตรียมเปิดทำเนียบขาวต้อนรับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี ก่อนที่จะมีงานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ สำนักข่าว CNN ระบุว่า นักข่าวของพวกเขาบางส่วนถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพื้นที่ทำเนียบขาว รวมถึง เบตซี ไคลน์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบขาว อย่างไรก็ตาม โปรดิวเซอร์รายหนึ่งของสำนักข่าวได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้

ส่วนสำนักข่าว Politico เปิดเผยว่า ผู้สื่อข่าวของพวกเขาคนหนึ่ง ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าทำเนียบขาวและถูกยึดบัตรประจำตัวสื่อมวลชนไป

ขณะที่ MS NOW รายงานว่า ลอรา บาร์รอน-โลเปซ ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว และโปรดิวเซอร์อีกหนึ่งคน ถูกขัดขวางไม่ให้เข้าพื้นที่รวมถึงถูกยึดบัตรเข้าออก แต่โปรดิวเซอร์อีกคนของ MS NOW กลับได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เดนมาร์กเตือน รัสเซียอาจโจมตีประเทศสมาชิกนาโตภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

เดนมาร์กเตือน รัสเซียอาจโจมตีประเทศสมาชิกนาโตภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

24 ก.ย. 2569 22:10 น.

เดนมาร์กเตือน รัสเซียอาจโจมตีประเทศสมาชิกนาโตภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

หน่วยข่าวกรองเดนมาร์กออกโรงเตือนว่า มีโอกาสที่รัสเซียจะเปิดฉากโจมตีอย่างจำกัดเข้าใส่ประเทศสมาชิกนาโตภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ผสมกับการโจมตีแบบไฮบริดเพื่อเล่นงานผู้สนับสนุนยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 24 ก.ย. 2569 ว่า หน่วยข่าวกรองเดนมาร์กระบุว่า รัสเซียอาจเปิดฉากโจมตีทางทหารในขอบเขตจำกัดเข้าใส่ประเทศสมาชิกนาโต (NATO) ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งถือเป็นคำเตือนที่ตรงไปตรงมาที่สุดจากหน่วยงานความมั่นคงของชาติตะวันตกในขณะนี้

หน่วยข่าวกรองกลาโหมแห่งเดนมาร์ก (DDIS) แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่า มีความเสี่ยงในระดับต่ำ แต่กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ ที่รัสเซียอาจเคลื่อนกำลังพลกลุ่มเล็กๆ ซึ่งอาจไม่ติดเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดๆ เข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน หรือใช้อาวุธพิสัยไกลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการสนับสนุนยูเครน

“การดำเนินการดังกล่าวอาจรวมถึงการส่งกำลังทหารเข้าไปยังพื้นที่จำกัดภายในประเทศสมาชิกนาโตที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย โดยอาจอ้างเหตุผลเพื่อปกป้องชนกลุ่มน้อยชาวรัสเซียในพื้นที่” โทมัส อาเรนคีล หัวหน้าหน่วย DDIS กล่าวในการแถลงข่าว “โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแตกแยกภายในพันธมิตร”

แถลงการณ์ของเดนมาร์กถือเป็นคำเตือนที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับแผนการของรัสเซีย หลังจากมอสโกถูกกล่าวหาว่าโจมตีรูปแบบ “ไฮบริด” ในประเทศยุโรปหลายครั้งก่อนหน้านี้ รวมถึงเหตุการณ์โดรนโจมตีสนามบินไลป์ซิกในเยอรมนี และเรือของรัสเซียที่ยิงพลุแฟลร์ใส่เฮลิคอปเตอร์ของเดนมาร์กในทะเลบอลติก

หน่วยข่าวกรองเดนมาร์กระบุว่า รัสเซียกำลังเผชิญกับแรงกดดันมากกว่าช่วงเวลาใดๆ นับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 พร้อมเสริมว่า “ไม่มีแนวโน้ม” ที่รัสเซียจะสามารถมีการรุกคืบครั้งสำคัญในยูเครนได้ภายใน 6 เดือนข้างหน้า

เดนมาร์กเตือนอีกว่า รัสเซียจะยกระดับการโจมตีแบบไฮบริดต่อประเทศในยุโรป ซึ่งจะส่งผลกระทบที่ “รุนแรงยิ่งขึ้น” ต่อประเทศที่เป็นเป้าหมาย รวมถึง “การโจมตีทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายจนส่งผลกระทบต่อการทำงานของสังคม ตลอดจนการก่อวินาศกรรมที่มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดผู้เสียชีวิต”

นายเยปเป บรูส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเดนมาร์ก กล่าวว่า “รัสเซียกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันและไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในสงครามของตนเองได้ นั่นคือเหตุผลที่พวกเขามุ่งเป้าไปยังผู้ที่ให้การสนับสนุนแก่ยูเครน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมากเพียงใด”

หน่วยข่าวกรองเดนมาร์กระบุเพิ่มเติมว่า พวกเขาเชื่อว่ามีโอกาสน้อยมากที่รัสเซียจะเปิดฉากบุกโจมตีประเทศสมาชิกนาโตอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการสะสมกำลังพลนานถึง 6 เดือน แต่ก็ยังไม่สามารถตัดโอกาสทิ้งได้

หน่วยข่าวกรองของชาติตะวันตกเคยออกมาเตือนไว้นานแล้วว่า รัสเซียอาจเบนความสนใจมายังประเทศสมาชิกนาโตภายใน 3 ถึง 5 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสงครามในยูเครนสิ้นสุดลง แต่ความกังวลเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในยุโรปที่อุกอาจยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม การโจมตีแบบไฮบริด ซึ่งผสมการใช้อาวุธแบบดั้งเดิมกับการโจมตีทางไซเบอร์, ข่าวสาร หรือเศรษฐกิจและการเมืองเข้าด้วยกัน โดยไม่ประกาศสงครามตรงๆ ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะถือเป็นการโจมตีทางทหารตามมาตรา 5 (Article 5) ว่าด้วยการป้องกันร่วมกันของนาโต

หน่วยข่าวกรองเดนมาร์กระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ยังคงเชื่อว่ารัสเซียจะต้องใช้เวลา 6 เดือน หากจะเปิดฉากทำสงครามระดับท้องถิ่นกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นสมาชิกนาโต และต้องใช้ 2 ปีเพื่อเปิดฉากสงครามระดับภูมิภาค และ 5 ปีในการเปิดฉากสงครามขนาดใหญ่ในยุโรป

ทว่า หน่วยข่าวกรองเสริมว่า ในปัจจุบันพวกเขามองว่ารัสเซียสามารถยกระดับการเผชิญหน้ากับชาติตะวันตกได้ผ่านการยกระดับ การโจมตีแบบไฮบริด หรือการโจมตีทางทหารในขอบเขตจำกัดภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า “แม้ว่าสงครามในยูเครนจะยังคงดำเนินอยู่ก็ตาม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : ft

อิหร่านขู่ขยายสงครามสู่มหาสมุทรอินเดีย หากสหรัฐฯ โจมตีอีก

อิหร่านขู่ขยายสงครามสู่มหาสมุทรอินเดีย หากสหรัฐฯ โจมตีอีก

24 ก.ย. 2569 16:33 น.

อิหร่านขู่ขยายสงครามสู่มหาสมุทรอินเดีย หากสหรัฐฯ โจมตีอีก

ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่านเตือนว่า หากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง แนวรบอาจขยายจากอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดงไปถึงมหาสมุทรอินเดียและไกลกว่านั้น ทำให้เกิดความกังวลต่อเส้นทางเดินเรือและความมั่นคงด้านพลังงานของอินเดีย

ยาห์ยา ราฮิม ซาฟาวี ที่ปรึกษาของโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกมาเตือนว่า อิหร่านอาจขยายพื้นที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไปถึงมหาสมุทรอินเดีย หากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง

ซาฟาวีกล่าวในวิดีโอที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านว่า ขณะนี้ความขัดแย้งได้ขยายจากอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซไปยังทะเลแดงแล้ว และหากเกิดสงครามเพิ่มเติม แนวรบก็อาจขยายออกไปอีกจนถึงมหาสมุทรอินเดีย หรืออาจไกลกว่านั้น คำเตือนดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดของอิหร่านระบุถึงมหาสมุทรอินเดียอย่างชัดเจน

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลเป็นพิเศษต่ออินเดีย เนื่องจากมหาสมุทรอินเดียเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งพลังงานและการค้าทางทะเลระหว่างอินเดียกับตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา หากการสู้รบขยายเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการเดินเรือ การนำเข้าน้ำมัน ต้นทุนค่าระวางเรือ และค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเล

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก ขณะที่ทะเลแดงเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมการเดินเรือระหว่างเอเชียกับยุโรป โดยความขัดแย้งในทะเลแดงก่อนหน้านี้ทำให้บริษัทเดินเรือหลายแห่งต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้ระยะเวลาการเดินทางและต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจึงอาจเพิ่มแรงกดดันต่อผู้นำเข้าและผู้ส่งออกของอินเดีย รวมถึงเพิ่มภารกิจด้านความมั่นคงให้กับกองทัพเรืออินเดีย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยส่งเรือออกไปคุ้มกันเรือพาณิชย์และรับมือภัยคุกคามทางทะเลในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าคำเตือนของซาฟาวีจะนำไปสู่การขยายปฏิบัติการทางทหารในมหาสมุทรอินเดียจริงหรือไม่ โดยเขาไม่ได้ระบุว่าอิหร่านจะมุ่งเป้าไปที่เรือพาณิชย์ ฐานทัพหรือทรัพย์สินทางทหาร หรือประเทศใดเป็นการเฉพาะ

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่พื้นที่ความขัดแย้งได้ขยายจากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลแดง และสถานการณ์ในภูมิภาคส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือและพลังงานระหว่างประเทศมากขึ้น โดยก่อนเกิดสงคราม ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่รองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลกในสัดส่วนสำคัญ

อินเดียมีความเปราะบางต่อสถานการณ์ในภูมิภาค เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสำคัญ ขณะที่รัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับลูกเรือและเรืออินเดียที่ปฏิบัติการในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และน่านน้ำใกล้เคียงมาอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงการต่างประเทศอินเดียยังแสดงความกังวลหลังเกิดเหตุโจมตีเรือพาณิชย์ใกล้ชายฝั่งโอมานเมื่อวันที่ 23 กันยายน ซึ่งทำให้ลูกเรือชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ราย สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการเดินเรือในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน อิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงมีความพยายามทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้ง โดยเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายพบหารือกันที่นครนิวยอร์กในสัปดาห์นี้ นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

อิหร่านเสนอเงื่อนไขสำหรับการยุติสงคราม ซึ่งรวมถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่กระทบเศรษฐกิจอิหร่าน และการปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดอยู่ในต่างประเทศโดยไม่มีเงื่อนไข นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อิหร่านยังระบุถึงการยุติสงครามในเยเมนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามคลี่คลายความขัดแย้งในภูมิภาค

สถานการณ์ล่าสุดจึงทำให้เกิดความกังวลว่า หากการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านกลับมาเกิดขึ้นอีก ความขัดแย้งอาจขยายพื้นที่ออกจากตะวันออกกลางและส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือและความมั่นคงด้านพลังงานในมหาสมุทรอินเดียมากขึ้น.

ที่มา FRANCE 24 / New Indian Express

กมธ.ตำรวจ ถกมาตรการคุมคลังปืน อส. เข้ม 5 ขั้นตอน ป้องรั่วไหลสู่ ตลาดมืด เตรียมแผนรับมือหากรัฐเปิดคืนปืนผิดกฎหมาย

25 กันยายน 2569 เวลา 15:28 น.

กมธ.ตำรวจ ถกมาตรการคุมคลังปืน อส. เข้ม 5 ขั้นตอน ป้องรั่วไหลสู่ ตลาดมืด เตรียมแผนรับมือหากรัฐเปิดคืนปืนผิดกฎหมาย เล็งผนึกกำลังทหารช่วยจัดเก็บ เสนอส่งต่ออาวุธใช้งานได้ให้ ชรบ.-เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่เสี่ยง

เมื่อวันที่ 25 ก.ย.2569 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรรภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่รับฟังภารกิจและการดำเนินงานของกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน จังหวัดเพชรบุรี โดยได้รับทราบถึงภารกิจหลักด้านการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน รวมถึงการสนับสนุนภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อย บรรเทาสาธารณภัย และภารกิจของจังหวัดในด้านต่าง ๆ

โดยกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 มีภารกิจด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด โดยปัจจุบันปรับเป็นสถานฟื้นฟูสมรรถภาพพลเมืองตามกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข รองรับผู้เข้ารับการฟื้นฟูเพศชาย โดยได้รับงบประมาณรองรับ 25 คน ขณะที่สถานที่สามารถรองรับได้ 50 คน พร้อมจัดกิจกรรมฝึกอาชีพ ฝึกระเบียบวินัย และพัฒนาทักษะ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้ารับการฟื้นฟูกลับไปใช้ชีวิตในสังคม

ด้านการควบคุมและจัดเก็บอาวุธปืน เจ้าหน้าที่รายงานว่า ตั้งแต่ปี 2563 ได้กำหนดแนวทางและมาตรการควบคุมการเก็บรักษาอาวุธปืนของกองร้อย อส. และกองร้อย อส.จ. โดยกำหนดแนวทางหลัก 5 ขั้นตอน เริ่มจากการกำหนดผู้รับผิดชอบ จัดทำบัญชีอาวุธปืน และแต่งตั้งผู้ดูแลอย่างชัดเจน

ขั้นตอนที่ 2 เป็นการจัดเก็บและรักษาความปลอดภัย โดยแยกอาวุธปืนออกจากกระสุน ควบคุมพื้นที่และกุญแจ จัดเวรยาม และติดตั้งกล้องวงจรปิด ส่วนขั้นตอนที่ 3 เป็นการเบิกจ่ายและนำไปใช้งาน ต้องมีหลักฐานการเบิก-คืน และได้รับอนุมัติตามแผนปฏิบัติการหรือการฝึก

ขั้นตอนที่ 4 เป็นการตรวจสอบและบำรุงรักษา โดยกำหนดรอบการทำความสะอาด ตรวจนับ และรายงานยอดอาวุธปืนอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ระดับกองร้อย จังหวัด จนถึงส่วนกลาง ขณะที่ขั้นตอนที่ 5 หากอาวุธปืนชำรุดหรือสูญหาย จังหวัดจะต้องตรวจสอบหาสาเหตุ ตั้งคณะกรรมการสอบสวน และรายงานส่วนกลางก่อนดำเนินการตัดบัญชี

สำหรับสถานที่จัดเก็บ ปัจจุบันใช้คลังกองร้อยเป็นหลัก ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่มีคลังมาตรฐานจะใช้ตู้เหล็กหรือล็อกเกอร์ โดยแต่งตั้งผู้รับผิดชอบกุญแจ มีตารางควบคุมการเบิกจ่าย และตรวจสอบอาวุธปืนเป็นระยะ เช่น ทุก 15 วัน พร้อมรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการลดความเสี่ยงจากการทุจริตและการรั่วไหลของอาวุธปืน โดยเฉพาะกรณีการนำอาวุธปืนออกไปจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังพล และติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณพื้นที่จัดเก็บอาวุธ ขณะที่บุคคลที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่บริเวณคลังอาวุธ ต้องผ่านการคัดกรองจากหน่วยงานก่อน พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดความผิดพลาดจากบุคลากร

ส่วนแผนระยะยาว อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมการเบิกจ่ายและจัดเก็บอาวุธปืน โดยมีแนวคิดจัดเก็บอาวุธแต่ละกระบอกไว้ในตู้ที่มีระบบล็อก และกำหนดให้ผู้เบิกใช้อาวุธยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือ พร้อมจับคู่ข้อมูลกับอาวุธปืนที่ได้รับมอบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่า มีการเบิกอาวุธเมื่อใด นำออกไปจำนวนเท่าใด และนำกลับมาคืนเมื่อใด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและลดความผิดพลาดจากบุคลากร

ทั้งนี้ ในการหารือเรื่องมาตรการควบคุมอาวุธปืน นายวัชรพงศ์ ได้สอบถามถึงแผนรองรับกรณีมีนโยบายเปิดโอกาสให้ประชาชนนำอาวุธปืนที่อยู่ในความครอบครองโดยไม่ถูกต้องหรือผิดระเบียบมอบคืนให้ทางราชการ โดยเฉพาะความพร้อมด้านสถานที่จัดเก็บ เนื่องจากหากมีการรับคืนอาวุธปืนเป็นจำนวนมาก อาจเกินขีดความสามารถของคลังที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า ขณะนี้มีแนวคิดจัดตั้งจุดรับมอบอาวุธปืนในสถานที่ที่มีความปลอดภัย เช่น สนามยิงปืน หรือพื้นที่เฉพาะ แทนการให้ประชาชนนำอาวุธปืนไปที่ว่าการอำเภอโดยตรง เพื่อลดความเสี่ยงระหว่างการเดินทางและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่ได้กำหนดเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ยังพบว่าพื้นที่คลังสำหรับจัดเก็บอาวุธปืนในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ หากมีการดำเนินมาตรการรับคืนอาวุธปืนในวงกว้าง จึงมีแนวคิดประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานทหาร เพื่อใช้สถานที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับจัดเก็บอาวุธปืนเพิ่มเติม

ด้านการบริหารจัดการอาวุธปืนที่มีอยู่ ยังมีข้อเสนอให้พิจารณานำอาวุธปืนที่จัดเก็บในคลังและยังสามารถใช้งานได้ ไปใช้ประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง เช่น ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และหน่วยงานที่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เกิดประโยชน์จากอาวุธปืนที่มีอยู่ และลดความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้ออาวุธปืนใหม่

มท.2 สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ สแกน ‘ชาบัด’ เข้มข้น เอาผิดทุกฐานความผิดอย่างเด็ดขาด

25 กันยายน 2569 เวลา 15:17 น.

’มท.2‘ สั่ง ‘ผู้ว่าฯทั่วประเทศ’ เข้มเช็ค ‘ชาบัด’ ดู ‘ขออนุญาต – สถานที่ – นอมินี’ หากไม่เป็นไปตามกฎหมาย ต้องเอาผิดทุกฐานความผิดอย่างเด็ดขาด

วันที่ 25 กันยายน 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีปรากฏข้อมูลการดำเนินกิจกรรมและการใช้ประโยชน์สถานที่ในลักษณะ “ชาบัด (Chabad)” ในหลายพื้นที่ ทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้างว่า กรณีดังกล่าวยังมีประเด็นเชื่อมโยงการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว และการประกอบธุรกิจที่มีการใช้บุคคลหรือนิติบุคคลไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) เพื่อให้สามารถทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงบทเรียนการขออนุญาตใช้อาคาร ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย และป้องกันพฤติการณ์หรือพฤติกรรม ที่อาจส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของประชาชนตลอดจนถึงประโยชน์ของประเทศ

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ดำเนิน 3 มาตรการเข้ม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้แก่ 1. ให้กำกับและสั่งการฝ่ายปกครองในพื้นที่สำรวจตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้ง ผู้ครอบครองหรือผู้ใช้ประโยชน์ เจ้าของอาคาร/ที่ดิน ลักษณะการใช้ประโยชน์ และกิจกรรมที่ดำเนินการภายในสถานที่ ทั้งสถานที่ที่เปิดแล้ว ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และสถานที่ที่ใช้ชื่อหรือดำเนินกิจกรรมในลักษณะดังกล่าว โดยยึดข้อเท็จจริงและไม่กระทบต่อการประกอบศาสนกิจหรือสิทธิของบุคคคลตามที่กฎหมายรับรอง พร้อมทั้งจัดทำบัญชีข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน 2.ตรวจสอบการได้รับอนุญาตและการใช้ประโยชน์อาคาร โดยเฉพาะสถานที่ที่มีการก่อสร้างหรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง ว่ามีการขออนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลงหรือใช้อาคาร แบบแปลน และประเภทการใช้ประโยชน์อาคาร ว่าตรงตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการว่าถูกต้องครบถ้วนตรงตามที่ขออนุญาตหรือไม่ โดยหากไม่พบการขออนุญาต หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามที่ได้รับอนุญาต หรือมีการดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด

นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า 3.หากพบข้อมูลหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว การจัดตั้งหรือดำเนินธุรกิจใช้บุคคล หรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือการดำเนินการที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย ให้จังหวัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ บังคับใช้กฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อย่างเด็ดขาด

‘ธนกร’ เผยชาวบ้านฝากขอบคุณนายกฯขยาย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เมินฝ่ายค้านโหมโรงศึกซักฟอก

25 กันยายน 2569 เวลา 15:02 น.


“ธนกร” ลงพื้นที่สมุทรปราการรับฟังปัญหา เผยชาวบ้านฝากขอบคุณนายกฯ ขยาย “ไทยช่วยไทยพลัส” อีก 2 เดือน ชี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง เมินฝ่ายค้านโหมโรงศึกซักฟอก แจงเร่งผลักดันผลงานเพื่อชนะใจประชาชน ดีกว่าตอบโต้ทางการเมือง

นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่วัดสำโรงเหนือ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ นอกจากมาร่วมงานทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดนายฐาปกรณ์ กุลเจริญ สส.เขต6 สมุทรปราการ พรรคภูมิใจไทย แล้วยังได้มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกับพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงประชาชนที่เดินทางมาจับจ่ายใช้สอย โดยพี่น้องประชาชนฝากขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ขยายโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีก 2 เดือน และในอนาคตหากเป็นไปได้ก็อยากให้มีเฟสต่อไปอีก เพราะโครงการดังกล่าวเป็นการเติมกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจให้กับประเทศ และเมื่อนำมาผสมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ยิ่งทำให้เกิดการหมุนของเงินได้อีกหลายรอบ ส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ GDP โตขึ้นอย่างต่อเนื่องได้

“พี่น้องประชาชนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไทยช่วยไทยพลัสกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากทำให้เม็ดเงินลงไปถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง ทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเมื่อประชาชนออกไปจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคหรือของใช้ในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญ เงินเหล่านี้ไหลเข้าสู่ร้านค้าขนาดเล็ก ร้านอาหาร ไปจนถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนั้น เมื่อรัฐบาลช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น ร้านค้าก็ย่อมขายของได้มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้เป็นอย่างดี” นายธนกร กล่าว

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านพยายามโหมโรงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น นายธนกร กล่าวว่า แม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ควรทำหน้าที่ให้สมกับที่เป็นฝ่ายค้านในสภาฯ ด้วย ไม่ใช่พยายามใช้เวทีนี้เพื่อขัดขวางการบริหารประเทศของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะมุ่งเน้นที่การขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เพื่อให้เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม มากกว่าการตอบโต้ทางการเมืองในสภาฯ รัฐบาลจะใช้เวทีสภาฯ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างสร้างสรรค์ ควบคู่กับการเร่งทำผลงานให้เป็นรูปธรรมเพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า นอกจากนายธนกรแล้วยังมีสส.อีกหลายคนร่วมลงพื้นที่ด้วยไม่ว่าจะเป็นสส.ฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ มหาสารคาม เขต 1 สส.บูรฮันธ์ สะเม๊าะ ปัตตานี เขต 3 สส.อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ สงขลา เขต 6 อดีตสส.ศาสตรา ศรีปาน เขต2 สงขลา รวมไปถึงนางโสภา มีสัมฤทธิ์นายกเทศมนตรีเมืองลัดหลวง และนายสรรเกียรติ กุลเจริญ นายกเทศมนตรีเมืองปูเจ้าสมิงพราย

ซือแป๋มาแล้ว! ‘ปิยบุตร’ ปลุก ‘พลังก้าวหน้า’ แย่งชิง’พลังอนุรักษ์’ นิยาม’ระบอบสีน้ำเงิน’

25 กันยายน 2569 เวลา 13:40 น.

วันที่ 25 กันยายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก” Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล” ระบุว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” : การช่วงชิงความหมายของสองพลัง]

นับตั้งแต่นักยุทธศาสตร์และมันสมองของพรรคประชาชนได้คิดคำว่า ”ระบอบสีน้ำเงิน“ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เผยแพร่ข้อเขียนเกี่ยวกับ “ระบอบสีน้ำเงิน” ผ่านทางเพจของเขา จนถึงวันนี้ คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ได้แพร่หลายไปทั่ว กลายเป็นคำที่ติดหูติดปากของคนทั่วไป บรรดานักการเมือง นักกิจกรรม และสื่อสารมวลชนได้นำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย

ในแวดวงวิชาการ เริ่มมีความพยายามวิเคราะห์ ให้นิยาม และผ่านกระบวนการทำให้เป็นข้อความคิด (conceptualisation) ต่อคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” กันมากขึ้น

ผมมีความเห็นว่า เมื่อคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” แพร่หลายแล้ว เราจำเป็นต้องช่วงชิง สถาปนาความหมาย ของคำคำนี้ อย่าปล่อยให้คำคำนี้กลายเป็นคำดาดๆสามัญทั่วไป (banalisation) จนเกินไป จนใช้เรียกไปทั่ว เรียกอะไรก็ได้ เช่นกัน ต้องไม่ลดทอนคำว่าระบอบสีน้ำเงินให้เหลือเพียงพรรคการเมืองและนักการเมืองเท่านั้น

ณ เวลานี้ มีพลังคู่ (Dual Force) ที่ต่อต้านระบอบสีน้ำเงิน เป็นพลังคู่ที่ไม่ลงรอยกัน เป็นพลังคู่ขนานที่มีความคิดในแก่นสำคัญไม่ตรงกันนัก พลังคู่นั้น ได้แก่ พลังก้าวหน้า กับพลังอนุรักษ์นิยม

ทั้งพลังก้าวหน้าและพลังอนุรักษ์นิยม ต่างก็ไม่พอใจระบอบสีน้ำเงิน ในประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่น การกินรวบประเทศไทยผ่านวุฒิสภาและองค์กรอิสระต่างๆ ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล นี่เป็น “จุดร่วม” ของทั้งสองพล้งนี้ แต่ “จุดต่าง” อยู่ที่การนิยามว่าระบอบสีน้ำเงิน คืออะไร

ในระหว่างที่ยังถกเถียงกันถึงนิยามของระบอบสีน้ำเงินกันอยู่นี้ ผมขอเสนอแนวคิดเพื่อให้พลังก้าวหน้านำไปพิจารณากันต่อไป ดังนี้

ระบอบสีน้ำเงิน ก่อร่างและดำเนินการด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องจักรกลของระบอบ

หนึ่ง สหพันธ์เครือข่ายบ้านใหญ่แห่งประเทศไทย ภายใต้การอำนวยการของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่ง ณ เวลานี้ หน้าที่นี้ตกเป็นของพรรคภูมิใจไทย และในอนาคต อาจเป็นพรรคภูมิใจไทยต่อ หรือพรรคอื่นตามแต่ที่ชนชั้นนำเลือกสรร ก็เป็นได้

เครื่องจักรกลแรกนี้ทำหน้าที่รวบรวมสรรพกำลังเพื่อเอาชนะเลือกตั้ง ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ด้วยวิธีการใดก็ได้ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้พรรคฝ่ายก้าวหน้าได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล แสวงหา “ใบอนุญาตที่ 1” จากประชาชน เพื่อความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจ

สอง วุฒิสภา องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ

เครื่องจักรกลที่สอง ทำหน้าที่ 3 ประการ

ประการแรก คุ้มครองและรับประกันการใช้อำนาจของรัฐบาลว่า ถูกต้องเสมอ อย่างไรก็ตาม อาจมีเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ต้องจัดการเล่นงานบรรดานักการเมืองบ้านใหญ่ในเครื่องจักรกลแรกอยู่บ้าง เพื่อมิให้แลดูน่าเกลียดจนเกินไป แต่อย่างไรเสียก็ไม่มีวันที่จะไปเล่นงานถึงหัวใจ แม่ทัพนายกอง จนทำให้รัฐบาลมีอันเป็นไปได้

ประการที่สอง กำจัดและปราบปรามพลังทางการเมืองฝ่ายก้าวหน้าที่ลุกขึ้นท้าทายระบอบ โดยใช้กระบวนการนิติสงคราม เช่น ยุบพรรค ตัดสิทธิ ปลดออกจากตำแหน่ง จับกุม คุมขัง ดำเนินคดีอาญา เป็นต้น

ประการที่สาม ปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายสำคัญที่เป็นหมุดค้ำประกันระบอบ

สาม ระบบราชการและกองทัพ

เครื่องจักรกลที่สาม ทำหน้าที่เป็นกลไกในการทำงานปฏิบัติ โดยมีเส้นแบ่งที่ยอมรับกันและสมประโยชน์กันลงตัวระหว่าง “ฝ่ายราชการประจำ“ กับ ”ฝ่ายการเมือง“ ได้แก่ การกำหนดส่วนแบ่งผลประโชน์ทางเศรษฐกิจและตำแหน่ง การดำเนินการตามแนวนโยบายของเทคโนแครตราชการ และฝ่ายการเมืองไม่เข้าไปยุ่งกับ ”แดนหวงห้าม“ ของฝ่ายราชการและกองทัพ (เช่น นโยบายด้านความมั่นคง ชายแดน ตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ตำรวจ และกระทรวงต่างๆ)

เมื่อตกลงถือปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่อง ก็เกิดเป็นเส้นแบ่งที่ทั้งสองฝ่าย ”รู้กัน“ นานวันเข้า ก็กลายเป็น ”กฎ“ ไม่ว่าฝ่ายการเมืองจะเปลี่ยนหน้าตาเป็นใคร พรรคใด ก็ต้องอยู่ภายใต้ ”กฎ“ นี้ หากฝ่ายการเมืองละเมิดกฎนี้ ย่อมเสี่ยงมีอันเป็นไปในไม่ช้าได้ เช่นนี้เอง ทำให้แดนของฝ่ายการเมืองในการผลักดันแนวนโยบายของตนค่อยๆหดแคบลง จนฝ่ายการเมืองแปลงสภาพเป็น ”ฝ่ายประจำที่ลงเลือกตั้ง“

สี่ กลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่

เครื่องจักรกลที่สี่ ทำหน้าที่ให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจแก่เครื่องจักรกลที่หนึ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนให้เครื่องจักรกลที่หนึ่งต้องไม่ดำเนินนโยบายที่กระทบกับกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่เป็นอันขาด และไม่เพียงแต่ไม่กระทบเท่านั้น ในหลายกรณี ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินและโอกาสของประเทศ เข้าไปสนับสนุนให้กลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ได้เปรียบ ได้รับการช่วยเหลือ ได้ผูกขาดทางเศรษฐกิจอีกต่อไปหลายรุ่น

อนึ่ง เครื่องจักรกลทั้งสี่นี้ ทำงานอย่างสอดรับประสานกัน แบ่งบทบาทกันเล่น แต่รวมศูนย์ขึ้นตรงต่อชนชั้นนำจารีตประเพณี ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของชนชั้นนำจารีตประเพณี (ขอใช้คำนี้ไปพลางก่อน) เพื่อรับประกันว่า จะไม่มีการท้าทายหรือต่อต้านชนชั้นนำจารีตประเพณีโดยเด็ดขาด

หากเครื่องจักรกลไหนหรือบางส่วนของเครื่องจักรกลไหนผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ฉาวโฉ่จนคนรับไม่ไหว ผู้กระทำการในเครื่องจักรกลนั้นหรือบางส่วนของเครื่องจักรกลนั้น ก็จำต้องสังเวยชีวิต ถูกกำจัดออกไป และสรรหาคัดเลือกผู้กระทำการรายใหม่หรือส่วนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ในเครื่องจักรกลนั้นแทน แต่ทั้งหมดนี้ ไม่มีวันที่จะสาวไปถึงชนชั้นนำจารีตประเพณีผู้อุปถัมภ์และผู้กำกับของระบอบนี้ได้ ทุกอย่างจะถูก “ตัดตอน” ความรับผิดชอบอยู่ที่เครื่องจักรกลทั้งสี่เท่านั้น

ในสายตาของพลังอนุรักษ์นิยมแล้ว นิยามระบอบสีน้ำเงินให้เหลือแค่เครื่องจักรกลที่ 1 คือ สหพันธ์เครือข่ายบ้านใหญ่แห่งประเทศไทย ภายใต้การอำนวยการของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ส่วนเครื่องจักรกลที่ 2 นั้น พวกเขาก็อาจต่อสู้นับรวมเข้าด้วย แต่ไม่ได้ไปถึงขนาดตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่ของเครื่องจักรกลที่ 2 พวกเขาลดทอนลงไปเหลือเพียงการโจมตีว่าเครื่องจักรกลที่ 1 กินรวบยึดเอาองค์กรเหล่านี้ไว้หมด ผ่านการแต่งตั้งคนเข้าไป เครื่องจักรกลที่ 2 ประเสริฐอยู่แล้ว แต่มาแปดเปื้อนด่างพร้อยเพราะพวกเครื่องจักรกลที่ 1 คิดชั่วร้าย เข้ามาครอบครอง ยึดเอาไปเป็นของตัว ดังนั้น ต้องจัดการเครื่องจักรกลที่ 1 ให้เด็ดขาด แล้วเครื่องจักรกลที่ 2 จะกลับมาดีดังเดิม

ในส่วนเครื่องจักรกลที่ 3 และ 4 นั้น พลังอนุรักษ์นิยม ก็อาจวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง พอหอมปากหอมคอ แต่สุดท้ายก็จะพุ่งเป้ากลับไปที่เครื่องจักรกลที่ 1 อยู่ดี

ส่วนชนชั้นนำจารีตประเพณีผู้อุปถัมภ์เครื่องจักรทั้ง 4 และเป็นผู้กำกับระบอบ นั้น พลังฝ่ายอนุรักษ์นิยม จงใจเพิกเฉยหรือ ไม่นับรวมเข้ามาด้วย

หากการนิยามระบอบสีน้ำเงินเป็นไปตามแนวคิดของพลังอนุรักษ์นิยมแล้วล่ะก็ วันใดที่ระบอบสีน้ำเงิน (ในความหมายอย่างแคบ) ถูกโค่นล้มลงไปได้ ผลที่ตามมาก็คือ การกำจัดพรรคการเมืองและนักการเมืองกลุ่มหนึ่งออกไป แล้วได้พรรคการเมืองและนักการเมืองกลุ่มใหม่เข้าทำหน้าที่ในเครื่องจักรกลที่ 1 แทน หรือเลวร้ายไปกว่านั้น อาจเจอกับอำนาจนอกระบบอย่างคณะรัฐประหาร ออกโรงมาทำหน้าที่ในเครื่องจักรกลที่ 1 แทนชั่วคราว โดยที่เครื่องจักรกลที่ 2 3 และ 4 ก็ยังเป็นแบบเดิม ภายใต้การอุปถัมภ์และกำกับโดยชนชั้นนำจารีตประเพณีแบบเดิม และเราก็จะวนกลับมาสู่ปัญหาแบบเดิมอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในการต่อสู้ช่วงชิงนิยามของระบอบสีน้ำเงิน จึงต้องไม่ลดทอนการต่อสู้ไปอยู่ที่พรรคการเมืองและนักการเมืองที่ลงเลือกตั้งเท่านั้น เราต้องมองเห็นทั้งนักการเมืองสหพันธ์เครือข่ายบ้านใหญ่แห่งประเทศไทย ที่รับบทอยู่ฉากหน้า และต้องมองเห็นทั้งวุฒิสภา องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ กองทัพ ระบบราชการ และกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ตลอดจนชนชั้นนำจารีตประเพณี ที่อยู่ฉากหลัง และค้นหาความแตกแยกและความตึงเครียดกันภายในระหว่างเครื่องจักรกลต่างๆ หรือระหว่างผู้เล่นในเครื่องจักรกลเดียวกัน

ใน “100 ปีแห่งความโดดเดี่ยว” นวนิยายอันเลื่องชื่อของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ เปิดฉากบรรยายไว้ว่า “โลกที่พึ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังไม่มีชื่อ และเพื่อจะพูดถึงสิ่งเหล่านั้น ก็จำต้องใช้วิธีชี้เอา”

การเมืองไทย สังคมไทย ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่ยังไม่มีชื่อเรียก ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่ถูกเรียกชื่อไปแล้ว แต่ก็อาจถูกเปลี่ยนได้

พื้นที่เหล่านี้ รอให้เราเข้าไปต่อสู้ทางความคิด เปิดโอกาสให้เราเข้าไปช่วงชิงสถาปนาความหมายใหม่
มนุษย์มีศักยภาพในการเข้าไปให้ชื่อแก่มันได้

มนุษย์มีศักยภาพในการสถาปนาความหมายใหม่ให้แก่มันได้

ดังนั้น พันธกิจของปัญญาชน คือ สังเกต วิเคราะห์ สร้างคำ ตั้งชื่อ ทำให้พร่าเลือน ทำให้แจ่มช้ด ช่วงชิงและสถาปนาความหมาย เพื่อให้สิ่งที่ปรากฏอยู่อย่างกระจัดกระจายและอยู่ตรงหน้าของมนุษย์ ได้กลายเป็น “คำ” มีชื่อเรียก เมื่อเรียกชื่อแล้ว เป็นที่เข้าใจโดยทั่วกันว่า ภายใต้ชื่อนั้น มันเป็นสิ่งที่เราต้องโค่นล้มทำลาย หรือมันเป็นสิ่งที่เราใฝ่ฝันถึงและมีแรงปรารถนาในการสร้างให้เกิดขึ้น

อย่าปล่อยให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” กลายเป็นเพียงเรื่องสีของพรรคการเมืองที่ครองอำนาจเท่านั้น

เร่งทำงานทางความคิด ช่วงชิงการนิยามความหมาย ชี้ให้ตรงเป้า เชื้อเชิญพลังอนุรักษ์นิยม รวมทั้งพวกพลังเงียบ/พลังเฉย ให้เข้าใจและยอมรับถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริง ที่มากไปกว่าพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งที่สลับสับเปลี่ยน “ถูกเลือกใช้” ให้เป็นรัฐบาลเท่านั้น
ในช่วงยามวิกฤตนี้ ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราจำเป็นต้องปฏิรูปขนานใหญ่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและสัมพันธภาพทางอำนาจกันเสียใหม่ให้เอื้อต่อการปฏิรูปประเทศไทยขนานใหญ่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

สนธิ บุก กกต. จี้ทบทวน มติคดี ฮั้วสว. หวั่นองค์กรอิสระถูกครอบงำ

25 กันยายน 2569 เวลา 13:13 น.

เวลา 10.35 น. วันที่ 25 กันยายน 2569 ที่บริเวณหน้าประตู 1 ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร B ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ให้สัมภาษณว่าวันนี้มายื่นหนังสือแสดงเจตนารมณ์ถ้าไม่เห็นด้วยกับการลงมติของ กกต. เนื่องจากเห็นว่าเหตุผลของกกต.เสี่ยงข้างน้อยสองเสียงมีน้ำหนักมากกว่า กกต.เสียงข้างมาก 5 เสียง และสิ่งที่เห็นว่ามีพิรุธคือการที่ประธานกกต.ไม่ยอมพิจารณาโดยใช้มาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 ทำให้มีอิสระในการลงมติและไปผูกมัดว่าถ้ามีสิ่งที่ควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น ต้องดำเนินการส่งให้ศาลฎีกาพิพากษา ซึ่งทางกลุ่มต้องการให้กกตมีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ เพราะ กกต. 5 คน โดย 4 คนเป็น กกต.ที่ได้รับการเลือกจาก สว.ชุดปัจจุบัน ดังนั้นตนจึงไม่มีความน่าเชื่อถือต่อ กกต. 4 คน หาก กกต.ชี้ได้ถูกต้องจริงต้องมีมติ 7ต่อ 0 ไม่ใช่ 5 ต่อ 2

นอกจากนี้ทางกลุ่มได้มีการไลฟ์เพื่อเผยแพร่ข้อเท็จจริงให้กับประชาชนได้รับทราบ และเป็นการต่อสู้บนพื้นฐานความถูกต้องให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะหากองค์กรอิสระ กรรมการองค์กรอิสระไม่มีความยุติธรรม ไม่มีศีลธรรม ไม่มีความกล้าหาญในการตัดสินใจ ก็เป็นการพิสูจน์ชัดเจนว่าองค์กรอิสระหรือ กกต.ถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมือง

และหากจะมีการยุบสภาในวันพรุ่งนี้ และพรรคภูมิใจไทย พรรคสีน้ำเงิน ก็มีเงินมากกว่าชาวบ้าน  และยังมี สว.อยู่ ต่อให้ยุบกี่ครั้งก็กลับมาปกครอง โดยพรรคสีน้ำเงินต้องการยึดโยงข้อต่อต่างๆ ในการปกป้องตัวเอง ในการกระทำความผิด คาดว่าอีกไม่นาน กกต.ก็น่าจะเป็นของเขา

นายสนธิ ยังระบุว่าหากการเมืองเป็นเช่นนี้ต่อไป พรรคภูมิใจไทยจะยึดครององค์กรอิสระหมด ขณะที่ประชาชนที่ไม่พอใจหรือที่ว่ากระทำความผิดนั้น รัฐธรรมนูญบังคับจะต้องมีการร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะต้องผ่าน สว. ก็สามารถใช้อำนาจในการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของตัวเองได้ ก็จะทำให้การยื่นไปยังศาลฎีกาเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมต่อสังคม และหากเรื่องไปถึง ป.ป.ช. ก็ยังสามารถถูกฟอกขาวได้เหมือนกรณีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ส่วนตัวเห็นว่าไม่ใช่การเมืองที่ถูกต้องที่ควรจะทำ และประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรม

พร้อมย้ำว่าสิ่งที่กลุ่มพวกตนออกมาต่อสู้เพื่อให้ กกต.และองค์กรอิสระได้ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์และมีความกล้าหาญ และการที่ กกต. ใช้ดุลพินิจในการลงมติส่งเรื่องไปยังศาลเพียงแค่ 77 คนตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากบิดเบือนความเห็นคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 แล้วไปใช้ความเห็นของชุดที่ 36 แทน ที่มีหนึ่งในคณะทำงาน มี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล และหลังจากส่งสำนวนให้ กกต.แล้ว

ร.ต.อ.ปิยะ ก็ได้รับรางวัลจากพรรคภูมิใจไทยโดยการได้นั่งเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI และยังได้รางวัลอีกหลายอย่าง จึงสามารถฟันธงได้เลยว่าคดีนี้จะต้องตกไป ถือเป็นวิธีการปกปิดความผิดด้วยการแต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไปคุมเกมแต่ละจุด และเห็นว่าการวินิจฉัยของ กกต. ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคม โดยจากผลโพลของนิด้า พบว่าประชาชนเกินร้อยละ 70 ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว

ส่วนในวันที่ 28 กันยายนนี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด นายสนธิ กล่าวว่าส่วนตัวไม่กล้าเดา แต่ก็ไม่ไว้ใจ ต่อให้ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ส่วนตัวก็รู้สึกเฉยๆ เพราะวงจรอุบาทว์จะหมุนกลับมาอีก การเลือกตั้งใหม่ในลักษณะอำนาจนิยมเหมือนในขณะนี้ มีอยู่ 2-3 เรื่อง คือ เรื่องเงิน เมื่อเลือกตั้งแล้วต้องพึ่ง กกต. โดย กกตชุดนี้ยังอยู่ก็ต้องดูแลปกป้องพรรคสีน้ำเงิน และหากจะชี้มูลว่าพรรคสีน้ำเงินผิด ก็ยังมีป.ป.ช.ที่จะฟอกขาวให้อีก พร้อมขอฟันธงว่าวันนี้ นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ กำลังจะเป็นผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น และหากเรื่องไปถึงป.ป.ช. ก็จะชี้มูลว่าไม่มีความผิด เหมือนกรณีนายศักดิ์สยาม เป็นการตัดตอนเป็นขั้นๆไป

ส่วนการเตรียมเดินทางไปที่หาดใหญ่, ภูเก็ต ,สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช จะเป็นการให้ความรู้กับประชาชน ไปอธิบายให้เห็นว่าประเทศไทยวันนี้มีหลักนิติรัฐ นิติธรรมหรือไม่ เป็นการไปให้ปัญญา ให้ความรู้กับประชาชนยืนยันไม่ต้องการล้มรัฐบาล แต่ต้องการสร้างภูมิปัญญาให้ประชาชน ปลุกประชาชนให้ร่วมกันมาแสดงพลังเพื่อให้นักการเมืองเห็นว่าหลังจากนี้ประชาชนจะไม่ยอมพวกคุณอีกแล้ว อีกทั้งจะยุยงส่งเสริมว่าถ้าจำเป็นต้องรับเงินนักการเมืองก็รับมา แต่อย่าไปลงคะแนนเสียงให้ เป็นการให้ปัญญาคน ให้คนไม่ยอมแพ้และให้รู้ว่าพวกนักการเมืองคือพวกบ่อนทำลายประเทศชาติอย่างแท้จริง